สำนักพิมพ์ | หมวดหนังสือ

fs

ws

ls

ps

ts

ค้นหาผลงานนักเขียน 1168



Online Status

เรามี 35 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

เสียงจากนักอ่าน

  • What is your favorite sitcom most? buy zithromax
  • Hello, who noted how the new year? buy prednisone ...
  • Hello, who noted how the new year?
  • อร๊ายยยยยยย เพิ่งอ่านจบหมาด ๆ ตอนจบในหนังสือ หวานน...
  • เจอนิสัยหมอโห แล้ว อึ๋ยยย ตรงสเปกมากมาย เจอนางเอกก...
  • บอกได้คำเดียวว่ า น่าอ่านมาก
  • :D
  • เล่มนี้ซื้ออ่าน แล้วด้วย
  • ตามมาเก็บความหว านของหมอโหกะหนู หวายคะ ยินดีกับคุณ...
  • อ่านจบแล้วค่ะ พระเอกกะล่อน แต่ก็น่าร้าก :-* :-* :o...
  • คีราณไปที่รีสอร ์ตแล้ว จะเจอนางเอกแล้ว :oops:
  • คีราณน่ารักกกกก กกกกกกกกกก ่ตามอ่านตั้งแต่ ในเว็บแ...
dying_area


 

Welcome, Guest
Please Login or Register.    Lost Password?
1168 publishing นวนิยายและตอนพิเศษ fic และ teen
Go to bottom
Post Reply
Post New Topic
Page: 1
TOPIC: Kiss me Kiss you จูจุ๊บหัวใจผู้ชายอันตราย
#4690
Kiss me Kiss you จูจุ๊บหัวใจผู้ชายอันตราย 1 Year, 6 Months ago Karma: 3
ไม่ยอมมีใครมาเปิดซะที
ขอเปิดเองเลยละกัน






โดเรมีชื่อนี้ไม่อยากบอกใคร...



“ย๊ากกก !!!”

“กังฟู !?” ฉันละสายตาจากแก้วโกโก้และต้องรีบหันไปมอง ‘กังฟู’ สาวน้อยผมดำยาวเหยียดตรงผิวขาวซีด เจ้าของรอยยิ้มน่ารักน่าชังอย่างกับตุ๊กตาที่ตอนนี้กำลังลุกขึ้นกระโดดโลดเต้นราวกับคนบ้า

“เป็นอะไร” ฉันเกาศีรษะที่ปกคลุมไปด้วยเส้นผมสีน้ำตาลแดงของตัวเอง

“เบื่อน่ะสิ ไม่ว่าที่ไหน ๆ ก็ไม่ถูกใจฉันสักที่” พอสงบสติอารมณ์ได้กังฟูก็กลับมานั่งที่และหมอบตัวลงกับกองใบสมัครเรียนที่วางเป็นสิบ ๆ ใบบนโต๊ะพวกเรา
“เบื่อก็ไม่เห็นต้องโวยวายเลย” ฉันหันสายตาไปรอบ ๆ ร้านค๊อฟฟี่ช๊อปก็เห็นพนักงานแอบชะเง้อมองคงตกใจกับเสียงโวยวายของตัวเพื่อนดีของฉันเมื่อครู่

“ฉันน่ะนะ” จู่ ๆ กังฟูก็กระตุกตัวขึ้นมาจ้องฉัน “อยากจะเรียนโรงเรียนที่มันท้าทายความสามารถหน่อย อย่างเช่นมีกลุ่มต่อต้านกันในโรงเรียนและกำลังรอฮีโร่อย่างฉันเข้าไปช่วยกอบกู้สถานการณ์”

ถ้าอยากได้แบบนั้นไปสมัครทหารเถอะกังฟูไม่ต้องต่อม.ปลายหรอก... ป้าบ !

“โอ๊ย ! ตบหน้าผากฉันทำไม กังฟู” ฉันย่นคิ้วใส่เจ้าเพื่อนตัวดีที่อยู่ดี ๆ ก็ทำร้ายร่างกายฉัน

“ก็ฉันพูดไปตั้งเยอะแกไม่เห็นตอบอะไรสักคำ ยังไม่เลิกอายอีกเหรอ”

ฉันย่นจมูกล้อเลียนยัยกังฟู ไม่ใช่อายแต่ฉันไม่รู้จะพูดอะไรต่อ ถึงฉันจะพูดไทยได้แต่ลูกครึ่งอังกฤษที่โตมาจากที่นู้นทำให้พูดไทยไม่ชัดเท่าไหร่ เมื่อก่อนฉันแทบจะไม่ยอมพูดเลยแต่เดี๋ยวนี้ก็กล้าพูดขึ้นเยอะ

แถมเส้นผมฉันก็เป็นสีน้ำตาลแดงสดบวกกับตาสีเขียวมรกตอีก มันทำให้ฉันไม่มั่นใจเลยเวลาเดินไปไหนแล้วมีแต่คนจ้องมอง

นี่ถ้าคนทั้งประเทศไทยรู้ว่าชื่อฉันเต็ม ๆ ชื่อ ‘โดเรมี’ ด้วยล่ะก็... ฉันคงไม่กล้าออกจากบ้านแน่ ๆ

“เมื่อไหร่แกจะไว้ผมยาวบ้าง ตอนนี้แกหล่อเกินหน้าเกินตาผู้ชายบางคนแล้วรู้ตัวมั้ย”
ฉันจับผมสั้นสไลด์บาง ๆ ปะบ่าของตัวเองดึงมาเหลียวมองและส่ายหน้า ก็ฉันไม่ชอบผมยาวนี่หน่า ผมสั้นแบบนี้ก็สบายศีรษะดี ฉันไม่มีความอดทนพอจะไว้ผมยาวถึงกลางหลังเหมือนกังฟูหรอก

“เรมี แกพาฉันนอกเรื่องนะเนี่ย” กังฟูเพิ่งจะรู้ตัว แต่ใครกันแน่ที่นอกเรื่อง...

“งั้นลองดูใบสมัครของที่นี่สิ” ฉันยื่นใบสมัครที่ฉันกำลังอ่านให้กังฟู แต่เพื่อนฉันกับกำลังสนใจ...

“เรมี ดูนั่นสิ ข้างนอกเขามุงดูอะไรกันน่ะ !”

ฉันมองออกไปนอกหน้าต่างตามสายตากังฟู และเห็นผู้ชายตัวสูงใหญ่ปราดเปรียว ผมสีเทาดำ หน้าตาเหมือนลูกครึ่งญี่ปุ่นอย่างงั้นแหละ เวลาเขาอ้าปากพูดจะเห็นเขี้ยวเล็ก ๆ ดูน่ารักเซ๊กซี่ดีนะ แถมยังใส่ชุดเครื่องแบบสีเทาท่าทางคงจะเป็นชุดนักเรียนโรงเรียนเอกชน
มีสาว ๆ ยี่สิบกว่าคนรุมกรี๊ดกร๊าดเขาอยู่หน้าร้านค๊อฟฟี่ช๊อป อย่าว่าแต่หน้าร้านค๊อฟฟี่ช๊อปเลย ข้างในร้านสาว ๆ ทุกคนก็กำลังจ้องมองเขาไม่ต่างกัน ดูเขากำลังง่วนกับการแจกใบปลิวในมือ

“ผู้ชายคนนั้นเป็นดารารึเปล่า”

“อย่าไปสน--”

“ออกไปดูกันเรมี !” ฉันพูดไม่ทันขาดคำกังฟูก็ลุกพุ่งตัวออกไปจากร้านแบบเต็มสปรีด ยัยจอมจุ้นเอาอีกแล้วเห็นใครอะไรยังไงไม่ได้ต้องออกไปขอมีส่วนร่วมด้วยตลอด

ฉันถอนหายใจเบา ๆ และเก็บเอกสารบนโต๊ะทั้งหมดใส่แฟ้มลายการ์ตูนน่ารักและเดินออกไปจากร้าน





:: โปลิศ ::


“ลองรับพิจารณาดูนะครับ” ผมยื่นใบสมัครพร้อมโบชัวร์ประชาสัมพันธ์โรงเรียนตัวเองยื่นให้สาว ๆ ที่พากันรุมล้อมจ้องมองผม

“ถึงโรงเรียนเซนต์ซีเรียเพิ่งเปิดรับสมัครนักเรียนหญิงได้ไม่นานแต่รับรองครับว่าผู้ชายในโรงเรียนทุกคนก็เป็นมิตรไม่ต่างจากผู้หญิงนะครับ” ผมไม่ชอบเลยที่ต้องออกมาทำงานภาคสนามแบบนี้ แต่ยิ่งใกล้วันเปิดเทอมเท่าไหร่ งานของผมก็ต้องหนักขึ้นอีกหลายเท่าตัว

“แล้วหล่อเหมือนพี่ทุกคนรึเปล่าคะ” ผู้หญิงผอมแห้งแรงน้อยคนหนึ่งถามขึ้นมา

“ไม่หรอกครับ พี่มันหน้าตาพื้น ๆ สู้เพื่อน ๆ พี่ในนั้นไม่ได้เลย”

“กรี๊ด ! นี่หน้าตาพื้น ๆ เหรอคะ” สาว ๆ เริ่มออกอาการตาลุกวาวและเพ่งมองผมรุนแรงยิ่งขึ้น

“ลองรับโบชัวร์ไปอ่านรายละเอียดกันก่อนนะครับ”

เซ็ง... ที่ผมต้องมาฝืนฉีกยิ้มจนเหงือกลอกแบบนี้เพราะผมเป็นรองประธานนักเรียนและมีหน้าที่ประชาสัมพันธ์ให้ ’โรงเรียนเซนต์ซีเรีย’ โรงเรียนชายล้วนที่เพิ่งจะเปิดรับสมัครนักเรียนหญิงได้ไม่นาน

ผมก็อยู่ตั้งม.ห้าแล้วนะปีหน้าก็จะจบอยู่แล้วยังต้องมาทำเรื่องแบบนี้อีก เฮ้อ... เฮ้อ...! เฮ้อ...!!!

“พี่ชื่ออะไรคะ”

“ขอไม่บอกนะครับ” ผมโดนประธานสั่งห้ามบอกชื่อตัวเองเด็ดขาด

“ว้า...” สาวน้อยคนที่ถามภึงกับหน้าหงอย

“อย่าเพิ่งทำหน้าเศร้าสิครับ” ผมแกล้งหรี่ตาจ้องมองผู้หญิงที่เป็นคนถามแบบโปรยเสน่ห์เล่นซะเธอถึงกับหน้าแดงไปถึงใบหู

ประธานมันบอกว่าทั้งที่หน้าผมออกจะละหม้ายไปทางญี่ปุ่นแต่ทำไมพ่อแม่ดันตั้งชื่อว่า ‘โปลิศ’ มันหาว่าชื่อผมมันก่ำกึ่งระหว่างความเสี่ยวกับความเท่แบบเสี่ยว ๆ นั่นแหละครับคำวิจารณ์ของมัน...

“พวกพี่มีกิจกรรมพิเศษ ที่รับรองว่าหาจากโรงเรียนไหนไม่ได้แน่ ๆ นอกจากเซนต์ซีเรียที่เดียว”

“กิจกรรมที่ว่านี่เป็นแบบไหนคะ” น้องคนเดิมกับที่ถามชื่อผมถามขึ้นอีก

ผมคลี่ยิ้มออกมาและเอนใบหน้าเข้าไปกระซิบบอก “เข้าเรียนที่นี่สิครับ รับรองว่าพี่จะเป็นคนเดินไปบอกน้องด้วยตัวเองทั้งเรื่องกิจกรรมและชื่อพี่”

“กรี๊ดดด !!!” พวกสาว ๆ พากันกรีดร้องและกระโดดโล้ดเต้นไปมา สงสารหูผมบ้างสิครับ...

“พี่คะ ขอใบสมัครใบหนึ่ง !”

“ครับ” ผมหันไปส่งใบสมัครให้น้องผู้หญิงผมยาวผิวขาวซีดคนหนึ่งที่มาสะกิดผมจากด้านหลัง มองเยื้องไปจะเห็นผู้หญิงผมสีน้ำตาลแดงสวยดี คงเป็นชาวต่างชาติแน่ ๆ แต่หน้าตาเธอไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไหร่

“รับไว้ด้วยนะครับ” ผมยื่นใบสมัครให้เธอแต่เธอกลับส่ายหน้าไม่รับมัน แถวบ้านผมเรียกว่าหยิ่ง !

“ขอบคุณนะคะ” แต่น้องผิวขาวก็ดึงใบสมัครจากมือผมไปแทน เอาไปทำไมตั้งสองใบน่ะน้อง มันเปลืองกระดาษ

น้องคนนี้เป็นคนแรกที่ดูจะสนใจใบสมัครมากกว่าผม “ตอนนี้ที่นี่มีนักเรียนหญิงกี่คนคะ”

“สามสิบคนครับ”

“แล้วผู้ชายล่ะคะ”

“สามพันคนครับ”

“โอ้วโห้ !!!” สาว ๆ พากันกรี๊ดกร๊าดแต่ไม่ใช่สาวผมแดงคนนั้นนะครับ
ทั้งที่คนอื่นดูตื่นเต้นดีใจแต่ยัยคนนี้กลับทำหน้าเหยเก แต่เพื่อนเธอกลับยิ่งมีสีหน้ากระตือรือร้น “งั้นก็ยังไม่เคยมีประธานนักเรียนเป็นผู้หญิงสิคะ !”

“เอ๊... ครับ ไม่เคย”

“แบบนี้ก็เจ๋งไปเลย แล้วมีแก๊งอันธพาลในโรงเรียนมั้ยคะ”
“อะ... เอ่อ ไม่มีครับ” ถามอะไรแบบนั้นน้องพี่จะตอบได้ไงว่ามี

“ไม่มีจริง ๆ เหรอคะ เคยเป็นโรงเรียนชายล้วนเนี่ยนะคะจะไม่มีแก๊งอะไรเลย” ยัยน้องผิวขาวคนนี้ฉลาดเสียด้วยแฮะ

“ไม่มีจริง ๆ ครับ” ผมตอบย้ำอีกครั้งด้วยใบหน้าที่พยายามจะไม่แสดงอาการพิรุธ แต่น้องคนนั้นกลับฉีกยิ้มออกมาคล้ายกับดูออกว่าผมโกหก

“พี่จำหน้าหนูไว้ให้ดีนะคะ” น้องผิวขาวชี้หน้าตัวเอง ผมก็มองใบหน้าเหมือนตุ๊กตาของเธอตั้งใจอย่างที่เธอสั่ง “หนูเนี่ยแหละจะขึ้นเป็นประธานนักเรียนหญิงคนแรกของที่นี่”

“กังฟู !”
ยัยผมแดงจับแขนน้องผิวขาวรีบลากเดินออกไป อ๋อ... ที่แท้ก็เพื่อนกันนี่เอง
“เซนต์ซีเรียยินดีต้อนรับนะครับ” ผมตะโกนไล่หลังไปอยากจะสร้างความเป็นมิตรเอาไว้
แต่ยัยผมแดงกลับหันมาสบตาผมไม่ชอบใจ เคืองอะไรของเขาผมไม่ได้ทำอะไรเสียหน่อย





หนึ่งทุ่มเศษ ๆ แต่บรรยากาศท้องฟ้ากลับมืดครึ้มเหมือนเป็นเวลาดึกดื่นเที่ยงคืน ผมกลับมานั่งพักอยู่ในหอพักสุดหรูของตัวเองระหว่างรอการประชุม “เหนื่อยชะมัด”

โรงเรียนผมเป็นโรงเรียนเอกชนประจำและเรียกได้ว่าเป็นโรงเรียนสำหรับบรรดาคนรวย ในหอพักก็เลยมีห้องนั่งเล่นขนาดใหญ่ที่สามารถบรรจุคนได้ถึงสองร้อยสามร้อยคน หน้าต่างกระจกบานใหญ่ที่มองออกไปจะเห็นวิวของตึกสวย ๆ ของโรงเรียน

“พี่โปครับ มีผู้หญิงมาขอดินเนอร์ครับ”

‘หางเสือ’ ผู้ชายอ้วนตัวเตี้ยเล็กหุ่นตัน ๆ คล้ายท่อนไม้กับผมทรงกะลาครอบเดินเข้ามาสะกิดผมจากด้านหลัง ไอ้หมอนี่ชอบจ้องมองผมด้วยแววตาชื่นชม อีกอย่างทั้งที่มันก็อยู่รุ่นเดียวกับผมแต่เกิดช้ากว่าผมไม่กี่เดือน มันก็ดันอุปโหลกให้ผมเป็นรุ่นพี่ซะงั้น

“บอกกติกาทั้งหมดกับเขาแล้วใช่มั้ย” ผมถามพลางลูบเส้นผมสีเทาดำของตัวเอง

“ครับ งั้นผมให้เขานำอาหารเข้ามาเสิร์ฟเลยนะครับ”

ผมพยักหน้ารับอ่อนแรง หางเสือก็รีบเร่งเดินออกไปจากห้องรับรอง เฮ้อ... ได้เวลาทำงานอีกแล้ว

ระหว่างรอบริกรจากร้านอาหารเข้ามาจัดโต๊ะอาหารด้วยชุดอาหารดินเนอร์หรูระดับไฮคลาสด้วยอาหารอิตาลีอย่างพิชช่าชิ้นเล็กสไตส์ค๊อลเทล

แอ๊ด... เสียงประตูห้องรับรองก็เปิดออกและมีร่างของผู้หญิงตัวเล็กผมยาวมัดจุกสองข้างก้าวเดินเข้ามาในห้องช้า ๆ ด้วยใบหน้าแดงก่ำ ผมขยับลุกจากโซฟาและหันไปส่งยิ้มให้เด็กผู้หญิงคนนั้น

“ล๊อคประตูด้วยครับ พี่อยากให้มั่นใจว่าจะไม่มีใครมารบกวนเวลาของเราสองคน”

“ค... ค่ะ ๆ !!!” เด็กสาวตอบรับและรีบล๊อคประตูด้วยมือไม้ที่สั่นเทา เธอกลัวหรือกำลังประหม่ากันแน่อันนี้ผมไม่มั่นใจ แต่เอาเถอะ... ผมต้องทำตามหน้าที่ล่ะนะ

ผมเดินไปที่โต๊ะอาหารพร้อมดึงเก้าอี้ต้อนรับ “หันมามองกันหน่อยสิครับ”

“เอ่อ... ค่ะ...” เด็กสาวตรงหน้าค่อย ๆ หันหน้ามามองผม ผมเกือบจะชักสีหน้าตอนเห็นหน้าผู้หญิงคนนี้เต็ม ๆ ไม่มีความน่ารักเลย ! นี่ผมไม่ได้กำลังอยู่ในหนังผีใช่มั้ย ใครใช้ให้น้องเขาโบ๊ะแป้งขาวใส่หน้าแบบนั้น

“น้องชื่ออะไรครับ” หน้าที่ ๆ ท่องไว้ หน้าที่... หน... หน้าเธอน่าเกลียดมาก

“ซาชิมิค่ะ”

“เชิญนั่งครับ ซาชิมิจัง” ใครก็ได้ช่วยเอาไม้หนีบมาหนีบปากผมทีผมจะฝืนยิ้มไม่ไหวแล้ว

“ค่ะ” น้องเขาเดินเข้ามาและค่อย ๆ ขยับร่างกายนั่งลงกับเก้าอี้ตัวเธอสั่นเทาคงเพราะความประหม่า

ผมขยับเก้าอี้ให้น้องเขาจนเข้าที่และตัวเองก็วกเดินมานั่งอีกฝั่งตรงข้ามน้องเขา ขอบพระคุณแสงเทียนกลางโต๊ะที่มันช่วยให้หน้าน้องซาชิมิหายขาวไปได้บ้าง

“จ้องหน้าพี่ไปก็ไม่อิ่มหรอกครับ” ผมบอกน้องเขาเสียงอ่อนโยนและเลื่อนจานหอยนางรมลมควันให้น้องเขาไป

น้องเขาหยิบมีดกับส้อมที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาและเริ่มบรรจงเงะเนื้อหอยออก “พี่โปไม่ทานหรือคะ”

ถ้าเจอถามมาแบบนี้ผมต้อง... “มองหน้าซาชิมิจังก็อิ่มแล้วล่ะครับ”

โป๊กกก !!!

“อ๊าก !” และเนื้อหอยนางรมพร้อมเปลือกแข็ง ๆ ของมันก็กระเด็นเข้ากลางหน้าผากผมเพราะยัยซาชิมิดันเขินกับคำพูดผมจนใช้มีดพลาดดีดหอยนางรมลอยละลิ่ว

“ขอโทษค่ะ พี่โป !”

โครมมม !!! และเรื่องไม่คาดว่ามันจะเกิดต่อมาก็คือ... !

น้องเขาเป็นห่วงผมมากไปหน่อยเลยรีบลุกพรวดพราดเบนตัวมาข้างหน้าจนโต๊ะดินเนอร์เอียงลาดลง

“โอ๊ย !” ลงใส่ตัวผมเต็ม ๆ จนตอนนี้ผมกำลังนอนหงายองกับพื้นพร้อมอาหารหกใส่ตัว ผมขอลาขาดทั้งหอยนางรมและยัยซาชิมิ !





“ฮะฮ่า ! พรุ่งนี้หัวปูดแน่ไอ้โป” เจ้าของเสียงหัวเราะและหน้าหล่อ ๆ กวนประสาทชวนถีบคนนี้ไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจากเลขานุการประจำคณะกรรมการนักเรียนหรือ ‘สายฟ้า’

ไอ้แว่นหน้าตาเย็นชากับผมสีบลอนด์ทองที่กำลังยืนมองผมด้วยสีหน้านิ่งเฉยแต่ริมฝีปากฉาบยิ้มน้อย ๆ คนนี้คือไอ้ประธานใหญ่ต้นเหตุของความเดือดร้อนของผม ชื่อว่า ‘ตองเอ’

“รอบหน้าจะไม่สั่งหอยนางรมละกัน” ไม่ต้องแปลกใจครับว่าทำไมมันพูด ร กระดกลิ้นทุกคำ เพราะที่บ้านมันเป็นราชวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ทำให้มันถูกสอนเรื่องการพูดภาษาไทยมาเป็นอย่างดี

ผมยังประคบน้ำแข็งกับหน้าผากตัวเองทั้งที่หัวสมองมึนตึ๊บ ถึงจะเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วแต่กลิ่นคาวของอาหารยังติดอยู่ตามตัว มีหางเสือยืนอยู่ข้าง ๆ พร้อมดูแล “หัวฉันปูดแบบนี้แกกลับพูดเย็นชาแบบนี้เนี่ยนะ”

“ใช่” ตองเอตอบกลับหน้าตาย เชื่อมันเลย !

ผมก็เข้าใจนะว่าลูกชายผู้อำนวยการอย่างตองเอก็อยากจะช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัว
เพราะเซนต์ซีเรียเป็นโรงเรียนชายล้วนมาก่อนและเพิ่งจะเปิดรับสมัครผู้หญิงได้ไม่นาน แต่โรงเรียนผมขึ้นชื่อเรื่องนักเรียนชายที่ชอบสร้างปัญหา ทำให้ไม่มีนักเรียนหญิงคนไหนจะกล้าเข้ามาเรียนที่นี่

“แกนี่มันยิ่งกว่าท่อนไม้เสียอีก” ผมเขม่นมองตองเอเผื่อมันจะสำนึกสักนิด

“ตองเอมันไม่ใช่ท่อนไม้แต่มันเป็นสิ่งไม่มีชีวิตต่างหาก” สายฟ้าแกล้งทำหน้านิ่งล้อเลียนตองเอแต่ก็ไม่ได้ทำให้เจ้าคนใจเย็นคนนี้สะเทือน

“กลางวันก็ต้องไปเดินแจกใบปลิวทั้งวัน กลางคืนก็ต้องมาเจอแบบนี้อีก มันเซ็งนะเว้ย !” ผมสะบัดผ้าขนหนูจนน้ำแข็งร่วงหล่นพื้น หงุดหงิดสุดขีด “โอ๊ย !”

แต่นั่นก็ทำให้ผมโดนผ้าขนหนูสะบัดตีหน้าเข้าให้ เจ็บวุ้ย... โรคซุ่มซ่ามมันแก้ไม่หายจริง ๆ

“วันนี้คงไม่ได้เผลอไปปล่อยโก๊ะให้ใครเห็นนะ” ไอ้ประธานตองเอจ้องหน้าจับผิดผม

“ไม่ไว้ใจก็อย่าให้ไปสิวะ”

“ไม่ใช่ไม่ไว้ใจ แค่กลัวแกเผลอไปซุ่มซ่ามต่อหน้าพวกสาว ๆ แล้วจะทำให้คะแนนนิยมตก”

“ฉันก็ไม่อยากให้ใครมานิยมอยู่แล้ว” ผมลุกขึ้นยืนพลางบิดขี้เกียจ

“ขนาดไม่อยากให้ใครมานิยมนะเนี่ย ผู้หญิงที่ไหนเห็นก็เหลียวมองแกทุกคน” สายฟ้าเดินมาแตะบ่าผม หน้าหวาน ๆ ของมันนี่ผู้หญิงที่ไหนเห็นคงอาย “เพลย์บอยอย่างฉันยังต้องยกนิ้วให้”

“พูดเหมือนแกหล่อมาก” ตองเอกัดสายฟ้าไปหนึ่งงับ สองคนนี้ถ้ามีโอกาสเมื่อไหร่มันชอบแขวะกันครับ

“ก็หล่อน่ะสิ” สายฟ้ากล้าชมตัวเองได้อย่างไม่อาย ก็แหงล่ะก็ใบหน้ามันมีทุกอย่างที่สาว ๆ อยากมีทั้งจมูกโด่ง โครงหน้าเรียวยาว ริมฝีปากบาง ๆ ไม่ว่าผู้ชายหรือผู้หญิงมองแล้วคงหลงได้ไม่ยาก “ไม่งั้นแกคงไม่ให้ฉันอยู่ในพีบีหรอก”

ได้ยินชื่อสิ่งนี้แล้ว... เฮ้อ พีบีที่ว่าคือ ‘Playboy club’ แต่เรียกย่อ ๆ ว่า ‘PB’ ชมรมที่ตองเอจัดตั้งขึ้น มีผมกับสายฟ้าเป็นสมาชิก ส่วนหางเสือไม่ได้เกี่ยวข้องกับชมรมแต่อย่างใด เพียงแต่เขาชื่นชมพวกผมสามคนมากเลยขอมาทำหน้าที่เหมือนผู้ช่วยพิเศษ
หน้าที่หลักของคนในชมรมนี้คือดึงดูดผู้หญิงที่นี่ไม่ให้หนีไปลาออก แต่ไอ้ตองเอมันไม่ได้หยุดแค่นั้น...

มันเล่นให้สาว ๆ ที่เข้าเรียนที่นี่สามารถเลือกทำกิจกรรมกับผม ตองเอ และสายฟ้าได้แค่คนเดียวและครั้งเดียวเท่านั้น อย่างดินเนอร์เมื่อครู่ก็เป็นหนึ่งในกิจกรรม อย่าเจอกันอีกเลยยัยซาชิมิ !

“ฟ้า ตอนนี้นักเรียนหญิงมาสมัครเข้าเรียนที่นี่กี่คนแล้ว” ตองเอนั่งลงกับโซฟาซึ่งนั่นเป็นเครื่องบ่งบอกว่าการประชุมกำลังจะเริ่มต้นขึ้น

หางเสือรีบหยิบแฟ้มเอกสารที่วางอยู่ที่เก้าอี้รับรองส่งให้สายฟ้าและเพื่อนผมก็เปิดแฟ้มไล่ไปที่ละหน้าเพื่อค้นหาข้อมูล “ตอนนี้มีทั้งหมดหนึ่งร้อยแปดสิบห้าคน”

“แกว่ามันจะดีเหรอวะที่เราใช้วิธีนี้เรียกผู้หญิงเข้ามา ฉันเห็นมีแต่พวกเอ่อ...” ผมไม่พูดต่อแต่คิดว่าเพื่อน ๆ คงเข้าใจสิ่งที่ผมพยายามบอก

“ฉันเห็นด้วยกับไอ้โป ผู้หญิงพวกนี้จะทำให้มาตราฐานโรงเรียนเราตกลงรึเปล่า”

“มีผู้หญิงให้เลือกเยอะแกน่าจะดีใจมากกว่ามั้ง”

“กลับเข้าเรื่องประชุม ๆ” ผมต้องรีบต้อนตองเอที่เป็นฝ่ายไปหาเรื่องสายฟ้าก่อน

ตองเอขยับกรอบแว่นตัวเองอีกครั้ง “สนที่เป้าหมายไว้ก่อนเพราะจุดสำคัญตอนนี้คือเน้นปริมาณผู้หญิงมาเข้าให้เยอะที่สุดเพื่อลดช่องว่างทางจำนวนของนักเรียนชายที่มีถึงสามพันคน”

“อืม แถมเราต้องไปรีบเตรียมแผนจัดการพวกแก๊งต่อต้านนักเรียนหญิงสองกลุ่มนั่นด้วย” แค่ได้ยินสายฟ้าพูดเรื่องนี้ขึ้นมาสมองผมก็ชักจะเริ่มกระตุก

สาเหตุที่ทำให้ผู้หญิงไม่สามารถเรียนที่นี่ได้เพราะสองแก๊งที่มีอิทธิพลแก๊งแรก ‘เกลียด she’ แก๊งที่เต็มไปด้วยสมาคมตุ๊ดที่หาว่าผู้หญิงจะมาทำลายความนิยมพวกเธอ กลุ่มนี้ไม่ใช่ปัญหาหรอกครับอีกกลุ่มต่างหาก

‘Black hole’ แก๊งนี้มีแต่นักเลงระดับท๊อปมารวมตัวกัน แถมหัวหน้าแก๊งยังเป็นลูกชายของผู้ถือหุ้นบริหารระดับสูงของโรงเรียนเรียกได้ว่ามีอำนาจเกือบจะเท่าพ่อตองเออยู่แล้ว พวกนั้นต่อต้านพวกผู้หญิงเพราะพวกนั้นถือว่าที่นี่คือโรงเรียนสำหรับลูกผู้ชายเท่านั้น
“เมื่อไหร่เราจะเปิดรับสมัครสมาชิกเพิ่มแบบเป็นทางการเสียทีวะ ทั้งที่มีคนอยากเข้าคลับพีบีจะตาย” ผมเปลี่ยนเรื่องเพื่อ ทำลายบรรยากาศเครียด ๆ เมื่อครู่

“ใช่ครับ ผมก็รอพวกพี่ ๆ เปิดรับสมัครอยู่นะ !” หางเสือรีบโผล่งพูดขึ้นมาแบบไม่เกรงใจทรงผมทรงกะลาคอบของมันกับความสูงที่ทุกวันนี้พวกผมยังไม่มีใครกล้าถามออกมาว่ามันถึงร้อยห้าสิบเซนต์รึเปล่า

“เอ่อ... เรื่องนี้มันเป็นเรื่องใหญ่น่ะหางเสือ จะให้มาเปิดรับสมัครแบบสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้หรอก” สายฟ้าแสดงอาการร้อนตัว

มันก็คงไม่อยากให้ภาพลักษณ์สมาชิกพีบีที่สูงเกินร้อยแปดสิบทุกคนถูกหารเฉลี่ยลดลง


Enter code here   
Please note: although no board code and smiley buttons are shown, they are still usable.
siiKk
นักเขียน 1168
Posts: 241
graphgraph
User Offline Click here to see the profile of this user
my.dek-d.com/siiKk Birthday: 11/14


ปาก dog เป็นสันดาน
กวน teen เหมือนหายใจ
นิยาย is my life.
Reply Quote
 
#4691
ตอนที่ 2 1 Year, 6 Months ago Karma: 3
โดเรมีกับค๊อฟฟี่ช๊อปร้านเดิม





“เฮ้อ...” ฉันยืนกุมขมับถือแฟ้มของตัวเองอยู่หน้าร้านค๊อฟฟี่ช๊อปร้านเดิม ตั้งแต่รับใบสมัครโรงเรียนบ้าบอนั่นไปกังฟูก็เพ้อไปเลย บอกว่าจะเป็นนักเรียนหญิงคนแรกที่จะขึ้นเป็นประธานนักเรียนในโรงเรียนนั่นให้ได้ ว่าไปนั่นน่ะนะ...



“ให้ตายยังไงฉันก็ไม่เข้าเรียนที่นั่นแน่” แค่คิดว่าต้องเข้าไปเจอกับผู้ชายเต็มโรงเรียนฉันก็รู้สึกสยองไปทั้งตัวแล้ว แถมมันแปร่ง ๆ ชอบกล มีอย่างที่ไหนเอาใบสมัครมาเดินแจกกันโต้ง ๆ แบบนั้น



ถึงจะคิดแบบนั้นแต่ถ้ากังฟูยืนยันจะเข้าให้ได้ฉันก็คงเข้าที่นั่นตามอยู่ดี



เพื่อนฉันนอกจากจะชอบเพ้อแล้วยังเป็นยัยจอมเลทอีกต่างหากนัดสิบโมงมาสิบเอ็ดโมง นัดเที่ยงมาบ่าย แต่ฉันถือเรื่องของเวลาเพราะฉะนั้นถึงจะรู้ว่าต้องออกมารอก่อนฉันก็ยังจะมาให้มันตรงเวลาอยู่ดีนั่นแหละ



“รับด้วยนะครับ โรงเรียนเราเป็นโรงเรียนมีคุณภาพนะครับ”



ฉันเห็นเด็กผู้ชายอ้วนเตี้ยม่อต้อคนหนึ่งกำลังพยายามยืนแจกใบปลิว เขาใส่ชุดเหมือนผู้ชายเท่ ๆ ที่ฉันเห็นเมื่อวานเปี๊ยบ แต่กลับไม่มีใครสนใจเขาเลย บางคนก็เมินหน้าใส่ บางคนก็ทำเหมือนเขาไม่มีตัวตน



“ช่วยรับด้วยนะครับ เอ่อ...” และก็มีผู้หญิงกลุ่มหนึ่งยอมรับใบปลิวจากหนุ่มอ้วนคนนั้นแต่พวกเธอกลับโยนใบปลิวนั่นลงกับพื้นไปไม่ใยดีต่อหน้าและเดินผ่านไปพร้อมเสียงหัวเราะ



ฉันเลยตัดสินใจเดินเข้าไปหาเขาและแบมือขอโบชัวร์จากเขา



“ข... ขอบคุณมากครับ !” เขาดีใจใหญ่เลยแล้วก็รีบยัดโบชัวร์ใส่มือฉัน



ฉันรับมันมาและเริ่มอ่าน... อะ... อ้าว นี่มันโบชัวร์เหมือนเมื่อวานเปี๊ยบเลยนี่



“ที่นี่เป็นโรงเรียนที่ขึ้นชื่อเรื่องเรียนนะครับรับรองว่าหลักสูตรเข้มข้นแน่นอน” สำเนียงการพูดเหมือนเด็กสิบขวบที่กำลังอวดของเล่นของเขาทำให้ฉันเกือบจะหลุดขำออกมา









“เรมี เราก็มีแล้วไงเอามาอีกทำไมล่ะ” จู่ ๆ ยัยกังฟูคุณนายสายเสมอก็เดินมาโอบฉันจากด้านหลัง แล้วแย่งโบชัวร์ไปและส่งคืนให้น้องอ้วนคนนั้น “เมื่อวานพี่ได้แล้วจ๊ะ เดี๋ยววันนี้กำลังจะไปสมัครเรียนที่นี่”



ฉันหันไปจ้องถลึงตาใส่ยัยเพื่อนซี้ นี่แกจะเอาจริงเหรอโรงเรียนม.ปลายมันเป็นเรื่องใหญ่นะ ยัยกังฟู !



“ดีเลยครับ แบบนี้พวกน้องก็กลายเป็นว่าที่รุ่นน้องผมแล้วสิ”



ทั้งฉันทั้งกังฟูหันกลับไปมองผู้ชายอ้วนเตี้ยคนนั้นทั้งที่ยังไม่มั่นใจว่าเมื่อกี้สิ่งที่ได้ยินมันถูกต้อง



“เมื่อกี้น้องว่าไงนะคะ” กังฟูเอ่ยถามอีกรอบยังต้องก้มมองผู้ชายคนนั้นอยู่เลย เขาไม่ใช่เด็กม.ต้นหรอกเหรอ ถ้าบอกว่าเป็นเด็กประถมฉันก็ยังเชื่อนะ



“เห็นแบบนี้ผมอยู่ม.ห้านะครับ” เขาฉีกยิ้มตอบกลับ กังฟูหันมามองหน้าฉัน



“ดีใจจังคะที่จะได้เป็นรุ่นน้องพี่ งั้นขอตัวไปสมัครก่อนนะคะ” กังฟูคงทำหน้าไม่ถูกเลยรีบโบกมือลาและดึงมือฉันให้เดินตามไป ไม่นะกังฟู แกจะไม่ไปเรียนที่นั่นจริง ๆ ใช่มั้ย !?








:: โปลิศ ::





โครม !!!



“ว้าย !” ผมได้ยินเสียงผู้หญิงร้องขึ้นพร้อม ๆ กับตัวผมที่ล้มลงไปกองกับพื้นเช่นกัน โบชัวร์นับพัน ๆ ใบที่เมื่อกี้อุตส่าห์แบกมาเลยปลิวว่อนไปทั่วพื้น



ภาพเบื้องหน้าผมคือผู้หญิงผิวขาวซีดผมดำกับผู้หญิงผมแดงนัยน์ตาสีเขียวนั่งล้มอยู่ฝั่งตรงข้ามกัน



“พี่โปไม่เป็นไรนะครับ” หางเสือรีบวิ่งมาประคองผมขึ้นมายืน



“ขอโทษครับ” ผมรีบขอโทษขอโพยสองสาวนั่น ซุ่มซ่ามไม่ระวังอีกจนได้นะผม



“ไม่เป็นไรคะ” สาวผมดำเอ่ยบอกขึ้นมาก่อน และเธอก็พยุงตัวขึ้นมาช่วยผมเก็บโบชัวร์ที่กระจัดกระจาย



ใช้เวลาเกือบห้านาทีกว่าจะเก็บโบชัวร์กลับมาได้เกือบครบ พวกโบชัวร์ที่เหลือก็ปลิวว่อนไปกลางถนนโดนยางรถแล่นทับจนเละ เสียดายจังเลยกระดาษหนึ่งแผ่นเท่ากับต้นไม้หนึ่งต้นนะ



อ๊าคคค ! ผมมันเลว ผมมันชั่ว ผมมันสิ้นเปลือง



“นี่” ผมหันไปมองผู้หญิงผมแดงที่สะกิดไหล่ผม เธอชี้กองโบชัวร์เป็นปึก ๆ ที่มือผม



“อะไรเหรอ” ผมนึกว่าเธออยากได้โบชัวร์เลยยื่นให้เธอ แต่เธอก็ส่ายหน้า เธอยังชี้ที่กองโบชัวร์แต่ไม่พูดอะไรต่อ “จะเอาอะไรน่ะ”



“ฉันแฟ้ม” เธอพูดขึ้นด้วยสำเนียงที่ไม่ใช่สำเนียงไทยแท้ เหมือนสำเนียงฝรั่งพูดภาษาไทยแบบนั้นเลย



“ฉันแฟ้ม ?” ผมล่ะงงกับคำพูดเธอ



“แกพูดสลับตำแหน่งแล้วเรมี” สาวผมดำพูดกับเพื่อนเธอนั่นทำให้แก้มเพื่อนเธอกลายเป็นสีแดงนิด ๆ



“ขอโทษค่ะ เพื่อนฉันจะขอแฟ้มคืนน่ะคะ” สาวผิวขาวชี้ปึกตรงกลางโบชัวร์ที่ผมถืออยู่และผมก็เห็นว่ามันมีแฟ้มลายการ์ตูนแทรกอยู่ตรงนั้น สงสัยตอนเก็บผมจะเผลอเก็บติดมาด้วย



“อ๋อ... ขอโทษด้วยครับ”



ปึง !



“โอ๊ย !” ผมลืมตัวเผลอปล่อยมือจากปึกโบชัวร์ที่ถืออยู่ทำให้ปึกโบชัวร์พวกนั้นร่วงหล่นไปทับขาของผู้หญิงผมแดงคนนั้น เธอปัดไม้ปัดมือไปมาคงเจ็บน่าดู



“อย่าดิ้น ๆ“ ผมเดินเข้าไปใกล้เธอและจัดการช้อนตัวเธออุ้มตัวมาให้พ้นจากกระดาษที่ทับขาเธออยู่



แคว้ก ! ผมได้ยินเสียงบางอย่างขาจากด้านล่าง ผมก้มมองลงและเห็นรองเท้าแตะของผู้หญิงคนนั้นคาอยู่ที่กองโบชัวร์หนัก ๆ พร้อมสภาพสายรัดนิ้วที่ขาดออกจากกัน ผมหันกลับมามองเธอในขณะที่ผมยังอุ้มเธอลอยอยู่เหนือพื้น



เธอย่นคิ้วขมวดย่นเกือบจะเท่าหมาบูดด๊อกอยู่แล้ว “ปล่อย !”



ผมรีบวางเธอลง ผมแค่อยากจะช่วยเฉย ๆ เท่านั้นเอง “เดี๋ยวฉันชดใช้ค่ารองเท้าให้”



เธอไม่ตอบรับคำพูดผมและก้มลงไปดึงแฟ้มเธอออกจากโบชัวร์ผม ทำให้โบชัวร์ที่วางอยู่ช่วงบนร่วงไหลลงไปกับพื้น อ๊าคคค ! อุตส่าห์เก็บ



ป้าบ ! ผมยังไม่ทันพูดอะไรสักคำก็โดนผู้หญิงคนนั้นฟาดแฟ้มใส่เต็ม ๆ หน้า



“ซุ้มซ่าม” หา... เธอบอกอะไรสักอย่างกับผมคิดว่ามันน่าจะหมายถึง ‘ซุ่มซ่าม’ มากกว่านะ



ก็คนมันไม่ได้ตั้งใจนี่โว้ย “ไปพูดภาษาไทยให้ชัดก่อนแล้วค่อยมาด่าฉัน !”



คราวนี้ฝ่ายนั้นเหมือนจะฝ่ายเจ็บจี๊ดขึ้นมาบ้าง แต่ผู้หญิงผิวขาวก็รีบดึงตัวเพื่อนเธอไว้ก่อนที่เธอจะพุ่งตรงใส่ผม “เรมี เรื่องแค่นี้เอง”



“ขอโทษแทนพี่โปด้วยนะครับ” เจ้าหางเสือไปขอโทษฝ่ายนั้นทำไมฟะ ไม่เห็นเหรอว่ารุ่นพี่แกโดนตีดั้งแทบยุบ ผู้หญิงผมดำผงกหัวรับคำขอโทษพร้อมกับดึงเพื่อนจอมหาเรื่องของเธอเดินไปพร้อมกัน



ความผิดพลาดที่เกิดจากความหวังดีเขาไม่ถือว่าผิดโว้ย



ผมเหล่มองเจ้าหางเสือที่ยิ้มกรุ่มกริ่มอยู่ข้าง ๆ “อย่าเอาเรื่องนี้ไปบอกไอ้ประธานกับเลขาล่ะ”



“ได้ครับ” หางเสือตอบรับมั่นเหมาะ “ถ้าพวกพี่เขาไม่ถามนะครับ”









และเจ้าหางเสือก็ทำตามที่มันพูดจริง ๆ แค่ไอ้ตองเอเพื่อนผมแง้มถามนิดหน่อยว่าวันนี้ผมไปแจกใบปลิวเป็นยังไงบ้าง มันก็เล่นเล่าเรื่องทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ ไอ้น้องทรยศ !!!



“โป ไหนแกลองท่องคำที่ฉันให้แกท่องทุกเช้าเย็นให้ฟังหน่อยดิ๊”



ไอ้ประธานมันมามุกนี้อีกแล้ว ผมตอบมันกลับไปด้วยเสียงยางคาง “หล่อ - เท่ - ดูดี - ไร้ที่ติ !~”



“เออ แล้วมันมีคำว่าซุ่มซ่ามอยู่ในนั้นรึเปล่า” ทั้งที่ผมโดนตองเอเล่นงานอยู่แต่ไอ้สายฟ้ากลับนั่งหัวเราะสบายอารมณ์ “วันปฐมนิเทศน์นักเรียนใหม่อย่าให้ใครรู้เด็ดขาดว่าแกเป็นไอ้หน้าหล่อจอมเบ๊อะ !”










ผมหงุดหงิดนิดหน่อยที่โดนไอ้ตองเอมันตำหนิ แต่เอาเถอะไม่อยากเก็บเป็นอารมณ์



ผมเดินไปโรงอาหารของโรงเรียนที่เต็มไปด้วยร้านอาหารแบรนดังมากมายที่ถึงแม้จะปิดเทอมแต่พวกเขาก็ยังต้องเปิดร้านตามปกติถึงแม้จะมีนักเรียนเพียงเบาบางเท่านั้น



กึก... ผมเดินไปสะดุดสายตากับใครบางคนที่นั่งอยู่ในร้านสเต็กเข้า ผู้ชายนัยน์ตาคมเข้มเป็นสีฟ้าใสคล้ายตาแมว ผมสีดำสนิท ใส่เสื้อกั๊กหนังสีดำทับกับเสื้อเชิ้ตสีขาว หน้าตาปกติของมันดูเหมือนบึ้งตึงตลอดเวลา ถ้าผู้หญิงสบตามีอันต้องหน้าแดงแล้วรีบหันหลบสายตามันทุกคน



ไอ้หมอนี่มันชื่อ ‘ไอย์’ หัวหน้าแก๊งแบล็คโฮศัตรูตัวฉกาจของผมนั่นเอง



อันที่จริงถ้าบอกให้ครบมันคืออดีตเพื่อนรักของผมต่างหาก แต่ผมไม่ต้องการให้มันใช้เรื่องส่วนตัวมาตั้งแก๊งต่อต้านผู้หญิงจนทำให้โรงเรียนต้องปั่นป่วน ผมถึงต้องลุกขึ้นมาเป็นศัตรูกับเพื่อนตัวเอง



แปลกมากที่เห็นไอ้หมอนี่ในเวลานี้ ทั้งที่กว่าจะเจอมันน่าจะช่วงเปิดเทอมแล้ว



“ไม่นึกว่าแกจะกลับเข้าหอเร็วขนาดนี้”



ไอย์ละสายตาจากแก้มน้ำบนโต๊ะแลหันมามองผม มันฉีกยิ้มกวนประสาทมองผมดูยังไงก็เป็นรอยยิ้มฝืนยิ้มสิ้นดี “มาเตรียมการอะไรนิดหน่อย”



“เตรียมการอะไร” คำพูดมันนี่น่าสงสัยจริง ๆ



“รอวันปฐมนิเทศน์เดี๋ยวแกก็ได้รู้แล้วไอ้โป” พูดแบบนี้หมายความว่ามันเตรียมการจะก่อกวนนักเรียนใหม่งั้นเหรอ “รับรองว่าสนุกกว่าปีที่แล้วแน่”



“...แกเลิกต่อต้านนักเรียนหญิงได้แล้วไอ้ไอย์” ผมล่ะเหนื่อยใจจะพูดกับหมอนี่เต็มที



“แกเตือนฉันได้แต่ฉันจะฟังหรือไม่ฟังอันนี้มันเป็นสิทธิ์ของฉัน” ไอย์ทำเป็นไม่รู้ร้อนรู้หนาว “ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ก็ช่วยออกไปไกล ๆ หน่อย ฉันกำลังจะกินข้าว”



ผมถอนหายใจอ่อนใจเหลือเกิน เพื่อนผมคนนี้มันหัวแข็งยิ่งกว่าปูนซีเมนต์ มันเกลียดผู้หญิงเข้าไส้และเข้าเรียนที่นี่เพื่อจะได้ไม่ต้องมาเจอกับผู้หญิง แต่พอโรงเรียนเปิดรับสมัครนักเรียนหญิงขึ้นมา... ก็เลยเป็นเรื่อง



“อย่าให้ฉันต้องไล่หลายรอบนะไอ้โป”



เพราะถูกไล่อีกรอบผมเลยจำใจต้องออกไป เห็นทีคงต้องเรียกประชุมใหญ่เตรียมรับมือซะแล้ว...









วันนี้ผมก็ยังคงต้องมาแจกใบปลิวเช่นเดิมและผมเลือกจะไม่ให้หางเสือมาด้วย อยากแฉเรื่องผมดีนัก



เพราะไม่อยากเจอยัยผมแดงอีก ผมเลยขยับมาแจกใบปลิวใกล้ ๆ กับสวนสาธารณะแถวนั้นแทน ก็ไม่ใกล้ไม่ไกลไปจากตรงนั้นเท่าไหร่หรอกครับ



“อีกนิดเดียวครับพี่ สู้เขา”



ผมมองไปตามเสียงโวยวายและเห็นเด็กผู้ชายอายุคงราว ๆ สิบขวบกำลังกระโดดโล้ดเต้นเชียร์ผู้หญิงผมแดง... หืม !?



ทั้งที่ผมกำลังจะเลิกสนใจแล้วเชียว แต่พอเห็นผู้หญิงที่เอาแฟ้มฟาดหน้าผมคนเมื่อวานกำลังกระโดดโหยง ๆ คว้าสายลูกโป่งที่ติดอยู่ตรงต้นไม้ให้เด็กผู้ชายคนนั้น ผมเลยหยุดมองโดยอัตโนมัติ



“จะหยิบได้มั้ยเนี่ย” สายลูกโป่งมันอยู่สูงเกินกว่าที่เธอจะเอื้อมถึงอยู่มากทีเดียว



ให้ผมเป็นคนไปหยิบยังไม่ได้เลย ต้องกระโดดสุดแรงนั่นแหละถึงจะเอื้อมถึง



10 นาทีถัดมา...



“พี่สาวครับ ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไรก็ได้นะเดี๋ยวผมซื้อใหม่ก็ได้”



ผมเกือบจะหลุดหัวเราะออกมากับคำพูดของเด็กคนนั้น แต่ก็สงสารยัยผมแดงเหมือนกันนะอุตส่าห์มุ่งมั่นจะหยิบลูกโป่งตั้งนานแต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้สักที



“ช่วยสักหน่อยละกัน” ผมวางโบชัวร์ลงกับเก้าอี้แถวนั้นและวิ่งเข้าไปหาสองคนนั้น



ผมวิ่งไปด้วยสปรีดที่เร็วกว่าปกติพอสบทำเลเหมาะเหม็งผมก็รีบกระโดดสปริงตัวเองขึ้นกลางอากาศและคว้าสายลูกโป่งบนต้นไม้ลงมาพร้อมกันด้วย ฟุบ !



“ว้าย !” แต่จังหวะที่ลงมาผมดันลงมาใกล้กับจุดที่ยัยผมแดงยืนอยู่มากไปหน่อยทำให้เธอเกือบจะหงายหลังล้ม ทำไมไม่หลบล่ะยัยบ้า !



“เธอ !” ผมใช้มืออีกข้างช้อนตัวเธอเข้ามาพิงกับตัวผมไว้ ทำให้เธอไม่ล้มลงไปกองกับพื้นแต่ตอนนี้เหมือนผมกำลังกอดเธออยู่อย่างงั้นแหละ



เพียะ !!!



“โอ๊ย !” ยัยผมแดงไม่พูดอะไรเลยเพราะเธอเล่นผลักผมออกห่างจากเธอพร้อมกับตบแก้มขวาผมไปเต็มเหนี่ยวแถมยังเดินเผ่นไปเฉยเลย



“หยุดเดี๋ยวนี้นะ ยัยบ้า” งานนี้ต้องมีเคลียร์ผมคงปล่อยให้เธอหนีไปแบบเมื่อวานไม่ได้



ผมรีบยัดลูกโป่งใส่มือน้องผู้ชายและรีบเดินตามยัยผู้หญิงตบแล้วหนีไปติด ๆ มันน่าจะมีกฏหมายตบแล้วห้ามหนีนะ ฮึ !



ไม่นานนักผมก็ไปเจอเธอนั่งอยู่ตรงเก้าอี้ที่ผมวางโบชัวร์ผมไว้อยู่ หนีไปไหนไม่ได้ไกลหรอกนะเธอน่ะ ผมเดินไปยืนจังก้าจ้องหน้าเธอและชี้แก้มขวาตัวเองที่ตอนนี้คงมีรอยมือเธออยู่ “เธอตบหน้าฉัน”



เธอเชิดหน้ามองผมแต่ไม่พูดและเธอก็เมินหน้ามองไปทางอื่น มารยาทเธอมันอยู่ตรงไหนเนี่ย !



“ขอโทษฉันก่อน” ไม่ขอโทษก็อย่าหวังว่าผมจะยอมความง่าย ๆ แต่ท่าทางยัยหัวแดงจะไม่ยอมขอโทษจริง ๆ เธอยังคงตีหน้าทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ “หรือว่าเธอพูดคำว่าขอโทษไม่เป็นพูดเป็นแต่คำว่าซอรี่”



คราวนี้เธอยอมหันมาจ้องหน้าผมแถมสีหน้าชักจะเริ่มฉุน “พูดเป็น แต่ไม่ใช่กับคันอย่างนาย”



“คันอย่างนาย ?” ผมไม่ได้คันตรงไหนไม่ต้องมาเกานะ



“ฉันหมายถึง คนอย่างนาย” เธอแก้ไขประโยคใหม่ด้วยใบหน้าแดง ๆ ผมหลุดหัวเราะออกมาเพราะไม่เคยเถียงกับคนพูดไทยไม่คล่องมาก่อน “หัวเราะทำไม”



“สงสารคนอยากเถียงแต่พูดไม่คล่องน่ะสิ” ผมแลบลิ้นล้อเลียนเธอ “จริง ๆ เธอก็คงอยากจะด่าฉันเหมือนกันใช่ม้า เพียงแต่คิดคำด่าไม่ออกเลยได้แต่ทำร้ายร่างกายฉันแทน”



ยัยผมแดงกำหมัดแน่นตัวสั่นด้วยความโกรธ สะใจจริง ๆ แกล้งพวกเถียงไม่ได้เนี่ย “อย่ามายุ่งกับฉัน”



“จะไม่ให้ยุ่งได้ไงในเมื่อเธอนั่งที่ฉันอยู่” ผมชี้กองโบชัวร์ปึกสูงที่วางอยู่ข้างยัยหัวแดง ให้มันรู้ซะบ้างว่าตรงนี้มันที่ใคร



ยัยผมแดงลุกขึ้นแต่เธอไม่ได้ลุกหนีเธอหยิบกองโบชัวร์ผมวางทิ้งลงกับพื้นและตัวเธอก็ไปนั่งแทนที่ กระตุกหนวดเสือผิดคนแล้วยัยนี่ “รู้มั้ยว่าเวลาฉันถูกกวนประสาทฉันจะทำยังไง”



ยัยผมแดงยักคิ้วเป็นเชิงท้าให้ผมพูดต่อ “ถ้าเป็นผู้ชายฉันจะบ้องหูมัน”



ผมชี้ที่หูตัวเองประกอบคำบรรยายไปด้วย “แต่ถ้าเป็นผู้หญิง...”



ยัยผมแดงลุกขึ้นยืนประจันหน้าผมเหมือนจะยุให้ผมทำร้ายเธองั้นแหละ ผมหรี่สายตามองเธอและเอื้อมมือไปสัมผัสที่ปากเธอ “ฉันจะสั่งสอนด้วยการจูบ !”



งับ !



“โอ๊ย !” ผมร้องจ๊ากลั่นเพราะโดนฟันคม ๆ ฝังเข้าเนื้อ ผมรีบสะบัดมือออกและถอยห่างจากยัยผู้หญิงซาดิสต์ ฉีดยารึยังเนี่ย “ฉันแค่แหย่เล่น ยัยบ้า !”



“ฉันไม่ใช่เพื่อนเล่นนาย” เธอสะบัดหน้าเชิดเดินหนีผมไป แต่ผมไม่ยอมแน่ ผมเอื้อมมือไปดึงแขนเธอรั้งกลับมาประจันหน้ากันอีกครั้ง “ปล่อย”



“ขอโทษฉันก่อน”



เพี้ยะ ! ยัยผมแดงไม่พล่ามอะไรทั้งสิ้นพร้อมกับบรรจงมืออีกข้างมาสัมผัสแก้มอย่างแรงจนหน้าผมหัน ผมหันกลับมาจ้องเธอด้วยอารมณ์เริ่มเดือดพล่าน



“วันนี้เธอตบหน้าฉันไปสองทีแล้วนะ” ยังไม่นับรวมที่เธอกัดมือผมกับเอาแฟ้มฟาดหน้าผมอีก



“รู้ ฉันนับเลขเป็น” เธอจ้องตาผมไม่มีหวั่นไหวหรือหน้าแดงเขินอายเหมือนผู้หญิงทั่วไป นั่นยิ่งทำให้ผมเดาทางเธอไม่ออก เลยไม่รู้ว่าจะโต้กลับเธอด้วยวิธีไหน



จะให้จูบสั่งสอนอย่างที่ขู่มันก็ไม่ใช่เรื่อง ผมไม่ใช่ไอ้หื่นที่จะไล่ประกบปากกับผู้หญิงที่ไม่รู้จัก ถ้าไม่จำเป็น...



“ปล่อยมือฉัน เดี๋ยวนี้” เธอพยายามสะบัดมือข้างที่ถูกผมกุมไว้ แต่แรงเธอให้ตายยังไงก็สู้แรงผมไม่ได้



“ขอโทษฉันก่อน แล้วฉันจะปล่อย” ผมยังยืนยันคำเดิม แค่ขอโทษคำเดียวมันจะยากเย็นอะไรนักหนา ยัยผมแดงขยับมืออีกแรงตั้งท่าจะตบผมอีกรอบ “ตบคราวนี้ ฉันไม่รับประกันนะว่าเธอจะเจออะไร”



เพี้ยะ ! ยัยบ้าหัวแดงไม่กลัวคำขู่ผมสักนิด เธอจัดการตบแก้มผมอีกครั้งแบบไร้ซึ่งความลังเล



“เธอบังคับฉันเองนะ !” ผมของขึ้นของจริงแล้วนะ ! ผมจับมือเธออีกข้างล๊อคไว้ไม่ให้เธอเอามาทำร้ายผมได้อีก และผมก็โน้มใบหน้าเข้าไปหายัยผมแดง



“เร... อุ๊บ !”



เอ๊ย !!! และเรื่องไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นเมื่อยัยผมแดงเล่นก้มตัวลงสุดตัวหลบ ทำให้ตัวผมโน้มไปข้างหน้าและหน้าผมกำลังจะดิ่งคว่ำลงกับพื้น แต่มันคงเป็นเช่นนั้นถ้าเบื้องหน้าผมมันว่างเปล่า แต่นี่มันไม่ใช่ !



ผู้หญิงผิวขาวซีดผมดำที่ผมจำได้ว่าเป็นเพื่อนกับยัยหัวแดงเกิดโผล่มายืนอยู่ข้างหลังยัยผมแดงได้ยังไงก็ไม่รู้ แต่เธอเป็นคนช่วยประคองผมไว้ก่อนหน้าผมจะตำพื้นผมก็เกาะเธอไว้ซะแน่นจนหน้าเธอซุกกับอกผม มองดูยังไงก็เหมือนกอดกันชัด ๆ



ปึก !!!


“โอ๊ย !” ยัยผมแดงเล่นพุ่งลุกขึ้นมายืนแล้วเอาศีรษะเธอกระแทกกับท้องผมเป็นผลให้ผมผละออกจากอ้อมกอดของผู้หญิงผิวขาวซีดคนนั้น ผมต้องเซถอยหลังไปตั้งหลักเพื่อไม่ให้ตัวเองล้มทั้งที่น้ำตาแทบเล็ดกับความจุกที่ท้อง



“สมน้ำหน้า” ยัยซาดิสต์จ้องมองผมสีหน้าสะใจมาก “อะ... อ้าว กังฟู”



เธอหันหลังไปมองและต้องแปลกใจที่เห็นเพื่อนเธอยืนอยู่ ผู้หญิงผิวขาวยังจ้องตาผมไม่ละสายตาไปไหนและใบหน้าเธอก็เริ่มแดงระเรื่อขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าไม่มีเธอมารับผมไว้ เมื่อกี้ผมคงล้มหน้าคว่ำไปตามที่ยัยผมแดงต้องการแล้วล่ะ



ผู้หญิงคนนั้นยืนนิ่งเลย เธอคงตกใจแต่เมื่อกี้ผมไม่ได้ตั้งใจจะกอดเธอนะ



“กังฟู ?” ยัยซาดิสต์ปัดมือไปมาตรงระดับสายตาเพื่อนเธอ ท่าทางเธอจะไม่รู้เลยสินะว่าเมื่อกี้เธอทำอะไรลงไปน่ะ !



ผมขยับเดินเข้าไปหาเธอด้วยสีหน้าสำนึกผิด “ขอ...”



“ไปเร็ว เรมี !!!” แต่พอผมแค่ขยับเท้านิดหน่อย ผู้หญิงคนนั้นกลับดึงมือยัยผมแดงรีบวิ่งหน้าตั้งหนีผมไปซะก่อน เธอต้องโกรธผมมากแน่ ๆ มารับคำขอโทษจากผมก่อนสิ



โธ่เอ๊ย !!! เพราะเธอคนเดียวเลยยัยหัวแดงซาดิสต์


Enter code here   
Please note: although no board code and smiley buttons are shown, they are still usable.
siiKk
นักเขียน 1168
Posts: 241
graphgraph
User Offline Click here to see the profile of this user
my.dek-d.com/siiKk Birthday: 11/14


ปาก dog เป็นสันดาน
กวน teen เหมือนหายใจ
นิยาย is my life.
Reply Quote
 
#4692
ตอนที่ 3 1 Year, 6 Months ago Karma: 3
โดเรมีวันแรกของชีวิตมัธยมปลาย






“แน่ใจเหรอกังฟู” ถึงปากจะถามออกไปแบบนั้นแต่ตอนนี้ฉันก็ถอยหลังกลับไปไม่ได้อีกแล้วล่ะ กังฟูไม่ได้ตอบรับกลับมาเพราะชินกับคำถามนี้ของฉันไปแล้ว



สุดท้ายฉันก็ต้องยอมเข้าเรียนโรงเรียนเดียวกับไอ้ผู้ชายมีเขี้ยวคนนั้นเพราะทนถูกเพื่อนคะยั้นคะยอไม่ไหว จะทิ้งกังฟูให้เข้ามาเรียนที่นี่คนเดียวฉันก็... อันที่จริงฉันเองต่างหากที่ขี้ขลาดไม่กล้าไปเรียนที่อื่นโดยปราศจากกังฟู แต่ฉันก็ยังไม่เข้าใจว่าที่นี่มันน่าเรียนตรงไหน !?



ฉันนั่งรถยุโรปราคาเจ็ดหลักของบ้านกังฟูมาพร้อมกัน หลังรถก็มีกระเป๋าสัมภาระเตรียมพร้อมจะย้ายเข้ามาอยู่โรงเรียนประจำแหล่งนี้แล้ว ฉันยังไม่ได้มีโอกาสมาดูหอที่นี่แต่กังฟูมาแล้วเห็นบอกว่าหรูหราไฮโซมาก



รถขับมาถึงหน้ารั้วโรงเรียนที่เป็นรั้วเหล็กสีทองสวยงามสูงกว้าสามเมตรได้มั้ย หน้ารั้วโรงเรียนมีป้อมยามขนาบข้างอยู่สองป้อม



ใช้เวลาเกือบห้านาทีเต็มกว่าจะเข้ามาถึงข้างในโรงเรียนจริง ๆ ตึกแต่ละหลังที่ปลูกสร้างล้วนแล้วแต่งดงามด้วยสไตส์แบบไทยประยุกต์และยุโรปผสมกัน



ฉันยังไม่เห็นนักเรียนแม้แต่ชีวิตเดียวเดินให้เห็นสักนิด คงเพราะยังไม่เปิดเทอมล่ะมั้ง แต่พวกฉันที่เป็นนักเรียนใหม่จะต้องย้ายเข้ามาก่อนเพื่อเตรียมความพร้อมกับการใช้ชีวิตอยู่ที่นี่



“คุณหนูกังฟูครับ ถึงตึกปฐมนิเทศน์แล้วครับ” คนขับรถหยุดรถที่ตึกใหญ่มโหฬารตึกหนึ่งที่ข้างหน้าตึกมีคำภาษาไทยสลักกับตัวตึกว่า ‘หอประชุมใหญ่’



“ขอบคุณค่ะพี่ยศ ยังไงฝากเรื่องข้าวของที่จะขนเข้าหอด้วยนะคะ”



ฉันกับกังฟูขยับลงจากรถโดยไม่ต้องหิ้วกระเป๋าสัมภาระสักใบลงไปด้วยเพราะมีพี่คนขับรถบ้านกังฟูจะจัดการเรื่องนั้นให้เอง พอส่งพวกฉันเสร็จเขาก็ขับรถออกไปจัดการกับภาระหน้าที่ตัวเองต่อ



มีรถราคาแพงอีกหลากหลายยี่ห้อยังคงทยอยขับมาจอดส่งนักเรียนใหม่ที่นี่กันแบบไม่ขาดสาย แต่ส่วนใหญ่จะเป็นนักเรียนชายมากกว่านักเรียนหญิงที่ลงมาจากรถ



“จะเข้าห้องประชุมเลยมั้ยเรมี” ฉันพยักหน้าตอบรับเพราะไม่มีเหตุผลอะไรจะต้องออกไปเดินเพ่นพล่านในสถานที่ ๆ ยังไม่คุ้นเคย



ฉันขยับโบที่ผูกติดกับคอเสื้อเล็กน้อยเพราะรู้สึกอึดอัดกับเครื่องแบบที่ยังไม่ชินตัว เครื่องแบบอะไรก็ไม่รู้ต้องใส่เสื้อขาวมีปกไว้ข้างในส่วนข้างนอกก็เป็นเสื้อทับตัวยาวเป็นกระโปรงสีครีมเข้ม อันที่จริงฉันต้องใส่รองเท้าคัตชูสีดำนะเนี่ยแต่ฉันไม่ชอบเลยลักไก่ใส่รองเท้าผ้าใบสีดำแทน



ฉันเดินตามกังฟูขึ้นตามบันไดสูงชันประมาณสามสิบกว่าขั้นกว่าจะเดินไปถึงประตูกระจกดำขุ่นบานใหญ่ที่เปิดรอรับนักเรียนใหม่ทั้งหลายอยู่



ชีวิตมัธยมปลายของฉันกำลังจะเริ่มต้นแล้วสินะ... ขอให้ผ่านพ้นไปด้วยดีด้วยเถอะนะ



“ยินดีต้อนรับนะครับน้อง ๆ ทุกคน”









:: โปลิศ ::





“...ฮ เฮ้ย !” ผมต้องชะงักปากตัวเองเมื่อเห็นว่านักเรียนใหม่ที่เดินเข้ามาในตัวอาคารเป็นใคร ยัยผมแดงกับผู้หญิงผิวขาว ไม่น่าเชื่อว่าผมจะได้เจอสองคนนี้อีกเป็นครั้งที่สาม



สองคนนั้นไม่ได้มีท่าทีตกใจ แต่ยัยผมแดงแสดงสีหน้าชัดเจนมากว่าไม่สบอารมณ์เลยที่ได้เจอกับผม



“มีอะไร” ตองเอหันมามองผมสีหน้าแปลกใจและเครื่องแบบนักเรียนเต็มยศของมัน



ในวันสำคัญของโรงเรียนคณะกรรมการนักเรียนจะมีเข็มกลัดติดยศเต็มสตรีม หางเสือ บอกว่าพวกผมอย่างกับเจ้าชายรัชทายาท แต่ผมคงไม่กล้าออกไปเดินกลางแจ้งในเวลานี้เพราะกลัวตัวเองจะเปล่งแสงได้



นอกเรื่องไปนานกลับเข้าเรื่องก่อน ! “สองคนนี้ไงครับที่พี่โปไปมีเรื่องด้วย”



ผมยังไม่ทันพูดอะไรหางเสือที่ยืนอยู่ข้างสายฟ้าก็ช่วยตอบให้ ผมไม่ต้องการเว้ย ! เมื่อกี้ยังยืนทักทายรุ่นน้องใหม่อารมณ์ดี ๆ อยู่เลย แต่พอเห็นยัยผมแดงแล้วอารมณ์หงุดหงิดมันก็ชักจะแผ่รังสีออกมาซะแล้วสิ



“ขอโทษแทนเพื่อนพี่ด้วยนะครับ” ตองเอรีบทำหน้าที่สร้างภาพลักษณ์ที่ดี



ผมคงไม่ได้คิดไปเองนะว่ายัยผมแดงเหมือนจะส่งสายตาระยิบระยับมองไปที่ตองเอแต่หันมามองหน้าผมสายตาระยิบระยับก็หายไปกลายเป็นโอร่าทำลายล้างแทน



“ไม่เป็นไรค่ะ” ผู้หญิงผิวขาวซีดรีบดึงยัยหัวแดงให้เดินตามเธอเข้าไปในอาคาร



“เห็นสายตาที่ยัยนั่นมองหน้าฉันมั้ย หาเรื่องกันชัด ๆ” ผมหันไปถามเพื่อนสองและรุ่นน้องอีกหนึ่งแต่ไอ้สามคนนั้นก็ส่ายหน้าพร้อมกันอย่างกับเตี้ยมกันมา



“อย่าคิดจะเป็นศัตรูกับผู้หญิงเลยไอ้โป มันอันตรายกับหัวใจ” ผมไม่เข้าใจความหมายของไอ้สายฟ้าหรอกแต่ก็จะจำใส่กะโหลกไว้ละกัน








ภายในห้องโถงขนาดใหญ่ของตึกหอประชุมประจำโรงเรียนที่มองไปมองมาคล้ายกับอัฒจันทร์กีฬาขนาดใหญ่มากกว่า และที่นั่งแต่ละแถวก็ถูกสร้างให้สูงขึ้นเรื่อย ๆ ไล่ตามระดับ ไม่ว่าจะนั่งอยู่ส่วนไหนก็สามารถมองลงมาเห็นข้างล่างได้ แถมที่นี่ยังเป็นสถานที่จัดงานสำคัญของโรงเรียนทุกงาน



และเพื่อความสะดวกสบายยิ่งขึ้นทางโรงเรียนก็ยังเตรียมทีวีจอแบนขนาดยักษ์ตั้งอยู่สี่มุมของห้องโถงเพื่อถ่ายทอดภาพเบื้องล่างให้เห็นชัดเจนร่วมกัน



ด้านบนสุดของห้องโถงถูกปูด้วยหินอ่อนเป็นพื้นที่โล่ง ๆ สำหรับวางสิ่งของต่าง ๆ ทั้งเก้าอี้ โต๊ะ และอุปกรณ์ทำความสะอาด



ผม ตองเอและสายฟ้ากำลังยืนเตรียมตัวอยู่หลังเวทีระหว่างรอผู้อำนวยการใหญ่กล่าวปราศรัยกับนักเรียนใหม่ “ต้องฟังพ่อแกสวดอีกแล้วเหรอเนี่ย”



ทั้งที่ตองเอออกจะเป็นพวกเย็นชา นิ่งสุขุม พูดน้อยแต่พ่อมันกลับตรงกันข้ามทุกอย่าง มาดของพ่อมันเหมือนลุงแก่ ๆ ปกติที่ชอบทำสวนปลูกต้นไม้ ทำบุญตักบาตร ไม่มีทีท่าหยิ่งยะโสเหมือนลูกชาย



ตองเอไม่ได้ขุ่นเคืองอะไรกับคำแซวของสายฟ้า “ถ้าบ่นอีกทีฉันจะให้หางเสือใส่บิกีนี่เต้นให้แกดู”



“น่าตกใจนะที่ปีนี้มีนักเรียนชายมาเข้าเรียนที่นี่ถึงพันห้าร้อยกว่าคน” สายฟ้ารีบเปลี่ยนหัวข้อทันที “แต่ผู้หญิงน้อยไปหน่อยว่ะ”



ผมมองไปบนอัฒจรรย์ที่มีกลุ่มผู้หญิงนั่งอยู่ตรงกลางและมีผู้ชายนั่งดักทั้งซ้ายขวา



“ฉันเป็นห่วงเรื่องไอย์มากกว่า” ผมยังอดระแวงกับคำขู่ของไอย์ไม่ได้



“ฮิ้วววว !~” ทั้งที่ผู้อำนวยการกำลังกล่าวสุนทรพจน์อยู่ปาว ๆ จู่ ๆ พวกนักเรียนชายก็พากันโห่ร้องส่งเสียงดังกรี๊ดกร๊าดกับคนที่กำลังเดินเข้ามาในห้องโถง



ผู้หญิงผมยาวปล่อยสยายถึงกลางหลัง ผมเธอสีน้ำตาลชาเข้มดับดวงตากลม ริมฝีปากได้รูป เรียกได้ว่าสวยชนิดนางฟ้าเลยล่ะ เรียกเสียงฮือฮาเตะใจผู้ชายหลายคนได้เป็นแถบ ๆ



“คนนี้ข้าจอง” ไอ้สายฟ้าเก็บอาการไว้ไม่อยู่เช่นกัน จนต้องเจอสายตาดุ ๆ ของตองเอกำราบ



เธอช่างเลือกที่นั่งได้ดีจริง ๆ เพราะเธอเดินก้าวฉับ ๆ ไปนั่งอยู่ข้างยัยผมแดงแบบรีบร้อน คงไม่อยากเป็นจุดเด่นนาน ย้ายที่นั่งยังทันนะน้อง... ผมน่าจะเอาป้ายไปแขวนคอยัยหัวแดงไว้นะว่า ‘ระวังพันธุ์นี้ดุ’








หลังจากครึ่งชั่วโมงเต็ม ๆ ที่ผู้อำนวยการพูดต้อนรับนักเรียนใหม่จนพวกเขาแทบจะหลับกันหมด “งั้นตอนนี้ขอเชิญนักเรียนรู้จักกับกลุ่มประธานนักเรียนของที่นี่กันเลยนะครับ”



พอผู้อำนวยการไฟเขียวก็ถึงเวลาที่พวกผมจะขึ้นไปเปิดตัวกันสักที



...ฮือฮา ! แค่ผม ตองเอกับสายฟ้าเดินขึ้นไปยืนบนเวทีเฉย ๆ ก็ทำเอาบรรดานักเรียนหญิงที่ตอนแรกนั่งทำหน้าจะหลับไม่หลับแหลพากันตาโตลุกวาวปราศจากอาการง่วงหนาวหาวนอนเป็นปลิดทิ้ง



และเริ่มมีเสียงซุบซิบจ๊อกแจ๊กดังขึ้นเรื่อย ๆ สภาพไม่ต่างจากนักเรียนหญิงปีที่แล้วเลย



“สวัสดีครับน้อง ๆ ทุกคน” ตองเอกลายเป็นเจ้าของไมค์แทนที่ผู้อำนวยการ “ยินดีต้อน--“



พรึ่บ !!! แล้วอยู่ดี ๆ ภาพเบื้องหน้าทุกอย่างก็ดำมือลงแสงไฟจากโคมไฟราคาแพงที่ประดับอยู่ทั่วห้องโถงดับสนิทลง เครื่องปรับอากาศที่เปิดอยู่ก็ดับครื้น แม้แต่ไมค์ของตองเอก็ใช้การไม่ได้



เป็นการยืนยันแน่ชัดว่าตอนนี้ไฟฟ้าได้ดับสนิทลงเป็นที่เรียบร้อย



“มาดับอะไรเวลานี้ว้า” เสียงสายฟ้าดังถามอยู่ข้าง ๆ ผม แต่อีกสักพักเครื่องปั่นไฟสำรองคงทำงาน



ผมได้ยินเสียงบรรดานักเรียนที่อยู่ในห้องโถงพากันส่งเสียงดังเอะอะและหยิบมือถือของตัวเองขึ้นมาส่องแทนแสงไฟที่ขาดหายไป



“กรี๊ดดด !!!”



โครม !!! ปึง !!! ปึง !!! ยังไม่ทันที่แสงสว่างจะกลับมาเสียงกรีดร้องจากฝั่งนักเรียนหญิงก็ดังระงมขึ้นมา ผนวกกับห้องโถงใหญ่ที่เป็นกำแพงเก็บเสียงอยู่แล้วยิ่งทำให้เสียงกรี๊ดกร๊าดพวกนั้นดังเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ



“ฉันไปดูเอง” ผมรีบวิ่งลงจากเวทีด้วยแสงมือถือของตัวเองและพุ่งตรงไปทางนักเรียนหญิง



“โทรเรียกช่างไฟเดี๋ยวนี้ !” เสียงสั่งการของตองเอดังไล่มาจากด้านหลังผม ในขณะที่ผมยังวิ่งมุ่งตรงไป



ผมโดนร่างของใครหลายคนที่วิ่งสวนทางผมอีกทางพุ่งชนแต่ผมก็ยันขาตัวเองให้วิ่งตรงไปทางนักเรียนหญิงให้ไวที่สุด ท่ามกลางความมือสนิทและแสงไฟเพียงเล็กน้อย



ตึง !!! เสียงดังโครมครามยังไม่หายไปและยังคงดังขึ้นเรื่อย ๆ ผมรู้สึกว่าตัวเองกำลังวิ่งเข้าใกล้สิ่งนั้นขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนเป็นเสียงของสิ่งของบางอย่างร่วงหล่นมาจากที่สูง แต่ความมืดทำให้ผมมองไม่เห็นมันเลยเนี่ยแหละ แถมเสียงกรีดร้องของบรรดาผู้คนในห้องโถงยิ่งทำให้ทุกอย่างสับสนวุ่นวายไปหมด



“กังฟู แกอยู่ไหน !?”



เสียงร้องดังตกใจของใครบางคนแสนจะคุ้นหูสะกิดให้ผมหยุดวิ่ง “นั่นเธอรึเปล่ายัยซาดิสต์ !”



ผมตะโกนถามพลางใช้แสงมือถือส่องหาเจ้าของเสียง



“ฉันไม่ได้ชื่อซาดิสต์” เธอตอบกลับมาพอดีกับผมที่ส่องไฟไปเจอหน้าเธอ “โอ๊ย !!!”



ยังไม่ทันได้เข้าไปหาเธอ ตัวยัยผมแดงก็โดนบางอย่างล้มใส่จากด้านข้างจนเธอล้มหายไปกับความมืด



”เธอ !” ผมวิ่งเข้าไปคว้านหาตัวเธอและโชคดีที่เธอไม่ได้เป็นอะไรมาก เพียงแต่มีอาการมึน ๆ และสิ่งที่ผมส่องเห็นอยู่ข้าง ๆ เธอก็คือเก้าอี้ไม้ราคาแพงน้ำหนักเบาหรือเก้าอี้สำรองที่ทางโรงเรียนได้จัดวางอยู่ชั้นบนสุดของห้องโถงไว้สำหรับเตรียมงานของโรงเรียน แล้วมันหล่นลงมาอยู่ตรงนี้ได้ยังไง



พรึ่บ !!! ในที่สุดแสงไฟก็กลับมาสู่ห้องโถงอีกครั้ง เพียงแต่ห้องโถงไม่ได้อยู่ในสภาพเรียบร้อยเหมือนตอนแรก แต่รอบ ๆ ห้องโถงเต็มไปด้วยเก้าอี้ไม้วางเรี่ยราดอยู่ตามพื้นแต่ละตัวสภาพก็หักชำรุดไปไม่น้อย



“เกิดอะไรขึ้นเนี่ย...” ยัยผมแดงมองไปรอบ ๆ และต้องตกใจไม่ต่างจากผม บรรดานักเรียนหญิงนอนเกลื้อนกลาดกันอยู่ที่พื้น แต่ละคนเต็มไปด้วยรอยช้ำจากเก้าอี้กระแทก



ผมมองไปด้านบนตรงจุดที่เก้าอี้ถูกเก็บไว้แต่ตอนนี้เก้าอี้ทุกตัวกลับมากองกันอยู่ชั้นล่าง มันไม่มีทางเลยที่เก้าอี้ที่วางอยู่ดี ๆ กับพื้นจะกลิ้งลงมาเองได้ถ้าไม่ได้มีคนจงใจผลักมันลงมา



นักเรียนทุกคนพากันแตกตื่นตระหนกตกใจกับภาพที่ได้เห็น


ผมรีบวิ่งขึ้นไปตรงจุดที่วางเก้าอี้ เดินลึกเข้าไปด้านในอีกหน่อยและพบกับประตูห้องที่เป็นทางออกไว้เปิดเชื่อมระหว่างบริเวณด้านนอกและด้านในตัวตึก



“มีคนแอบเข้ามา” แม่กุญแจดอกใหญ่ที่ล๊อคประตูถูกง้างออกสภาพเหมือนมีคนจงใจทำลายมัน ผมก็ไม่ต้องสันนิษฐานแล้วว่าเรื่องนี้คือเรื่องบังเอิญ



“กังฟู !!!” ผมสะดุ้งหันกลับไปสนใจสิ่งรอบข้างอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงกรีดร้องของยัยผมแดง เธออยู่ห่างไปจากผมสิบกว่าก้าว แต่กำลังประคองร่างไร้สติจมกองเลือดของผู้หญิงผิวขาวซีดเอาไว้



“ช่วยด้วย !!!”









รถพยาบาลถูกเรียกมารับนักเรียนที่บาดเจ็บหนักจากอุบัติเหตุ... (?) เมื่อครู่



มีนักเรียนหญิงที่เจ็บหนักถึงขั้นต้องส่งโรงพยาบาลจำนวนไม่ต่ำกว่าสิบคนหนึ่งในนั้นก็มีเพื่อนของยัยผมแดงที่นนอสลบไม่ได้สติ ตอนนี้ผู้อำนวยการเลยไล่ต้อนให้นักเรียนทุกคนกลับไปห้องพักตัวเองเสียก่อน ส่วนใครที่ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยก็ถูกพากันไปรวมตัวที่ห้องพยาบาลเพื่อปฐมพยาบาล



ผม ตองเอ และสายฟ้ายืนอยู่หน้าห้องโถงเพื่อประชุมฉุกเฉินกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ส่วนหางเสือตอนนี้กำลังช่วยดำเนินการเรื่องผู้บาดเจ็บให้อยู่



“มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่” ยังไม่ทันพูดอะไรตองเอก็เอ่ยข้อสันนิษฐานขึ้นมาก่อน “เป็นไปได้ยังไงที่เก้าอี้พวกนั้นหล่นใส่แค่บริเวณฝั่งที่ผู้หญิงนั่ง”



“ประตูเชื่อมระหว่างข้างนอกกับในห้องโถงตรงชั้นบนมีรอยถูกงัดแงะ น่าจะเป็นจุดที่คนลอบเข้ามา” ตองเอกับสายฟ้าพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดผม



“ฝีมือแบล๊คโฮอย่างไม่ต้องสงสัย” ถึงสายฟ้าไม่พูดออกมาผมก็คิดว่าเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว “แต่เรายังไม่มีหลักฐานพอจะไปยืนยันว่าเป็นฝีมือพวกนั้น”



“เรื่องนี้พับไว้ก่อน ตอนนี้แยกย้ายไปเคลียร์ความเรียบร้อยก่อน” ตองเอบอกทิ้งท้ายไว้และเดินไปหาผู้อำนวยการ ผมกับสายฟ้าก็แยกกันไปคนละทาง



ผมเดินกลับเข้าไปในห้องโถงเพื่อตรวจเช็คความเรียบร้อยอีกครั้ง ที่มีพนักงานทำความสะอาดกำลังช่วยกันจัดการพื้นที่ แต่ผมกลับเห็นยัยผมแดงนั่งร้องไห้น้ำตานองหน้าอยู่ตรงอัฒจรรย์



“ทำไมเธอยังไม่กลับห้องอีก” ผมเดินเข้าไปใกล้และกอดอกมองเธอ



ยัยผมแดงไม่ตอบกลับมาและไม่เงยหน้ามาสบตาผมนอกจากเอาแต่ร้องไห้



ชุดนักเรียนของเธอยังมีคราบเลือดเพื่อนเธอติดอยู่เลย ซักไม่ออกแน่ ๆ... ต่อให้เป็นสูตรขจัดคราบหมดจดก็เถอะ เอ๊ย ! ไม่ใช่เวลามาคิดเรื่องนั้นโว้ย “กลับไปห้องเธอก่อนเถอะ ถ้าไปไม่ถูกเดี๋ยวให้เจ้าหน้าที่พาไป”



เธอส่ายหน้าปฏิเสธ คงช๊อกเรื่องเพื่อนอยู่สินะ “เพื่อนเธอตอนนี้คงถึงโรงพยาบาลแล้วยังไงก็มีเจ้าหน้าที่ดูแลอย่างดี”



“มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ” ยัยผมแดงเงยหน้าจ้องผมและบอกด้วยสีหน้าจริงจัง



“หมายความว่าไงว่าไม่ใช่เรื่องบังเอิญ”



เธอปาดน้ำตาทิ้งและสะกดกลั้นให้ตัวเองหยุดร้องไห้ก่อนจะเริ่มพูดต่อ “ก่อนไฟจะตับ”



“ดับ”



“ฉันเห็นผู้ซาย”



“ชาย” พูดก็ไม่ค่อยพูดยังต้องมาคอยแปลอีก...



“ใส่เสือเหมือนนาย”



“เสื้อ” ยัยผมแดงกระตุกสายตามองผมและไม่ยอมพูดต่ออีก “โอเค ๆ ฉันไม่ขัดแล้ว”



เธอจ้องผมดูเชิงอยู่ครู่หนึ่งและยอมปริปากต่อ “ยืนอยู่ตรงเก้าอี้”



ยัยผมแดงชี้ไปตรงมุมสูงสุดของชั้นนั่งตรงที่ ๆ เก็บเก้าอี้ “นอกจากจะใส่เสื้อเหมือนฉันแล้วเขามีอะไรเด่น ๆ ขึ้นมาอีกรึเปล่า”



เธอจ้องผมสำรวจตั้งแต่หัวจรดเท้า “เขาไม่หน้าหื่นเหมือนนาย”



“เรื่องนั้นฉันไม่ได้อยากรู้” ยัยนี่จงใจยั่วโมโหผมรึเปล่าเนี่ย “ฉันหมายถึงการแต่งตัว”



ยัยผมแดงมองสำรวจผมอีกครั้ง หวังว่าคราวนี้จะตอบอะไรมีสาระนะ “เขาไม่ลิเกเหมือนนาย”



“ยัยบ้า !” ยัยนี่คงหมายถึงยศประดับที่ผมติดอยู่ ผมเลยรีบดึงเครื่องประดับพวกนั้นออกให้เหลือเพียงเครื่องแบบธรรมดา “ดูใหม่ดิ๊ คราวนี้มีอะไรที่พวกนั้นมีเด่นกว่าฉันมั้ย”



ยัยผมแดงชี้ตรงแขนเสื้อผม “เขามีแถบผ้าสีดำ”



ชัดเลย ! ยิ่งกว่าดูทีวีจอแบนสี่สิบนิ้วเสียอีก ในโรงเรียนนี่ใครที่ติดผ้าดำไว้ที่แขนเสื้อก็เป็นการบ่งชี้แล้วว่าสังกัดอยู่กลุ่มแบล๊คโฮ แบบนี้ค่อยมั่นใจหน่อยที่จะไปหาเรื่องพวกนั้น



“นายรู้ใช่มั้ยว่าใครเป็นคนทำ”



“อันนี้ไม่ใช่หน้าที่ของเธอ” เธอไม่รู้หรอกว่าพวกนั้นมันน่ากลัวแค่ไหน “กลับไปที่ห้องเธอซะที่เหลือปล่อยให้เป็นหน้าที่ฉันเอง”



“ไม่” เอ้า ! ดื้อจริง



ผมก้มตัวลงให้ระดับสายตาอยู่ระดับเดียวกับยัยผมแดง “เธอเป็นเด็กใหม่ยังไม่รู้เรื่องของที่นี่ ทางที่ดีอย่าเดินเข้ามาหาเรื่องใส่ตัวจะดีกว่า”



ยัยผมแดงหันหน้าเมินผม ทำเป็นไม่สนใจสิ่งที่ผมเตือน ผมไม่สนอยู่แล้ว ตอนนี้ขอตามไปจัดการสะสางกับหัวหน้ากลุ่มแบล๊คโฮสักหน่อยเถอะ “หืม...”



พอผมเริ่มเดินยัยผมแดงก็รีบลุกขึ้นเดินตามผมประชิดอย่างกับเงาตามตัว “ตามฉันทำไมน่ะ”



“ฉันจะไปสั่งสอนคนที่ทำร้ายเพื่อนนาย”



“เพื่อนเธอต่างหากล่ะ” ยัยนี่อยู่ไทยมากี่ปีเนี่ยทำไมทักษะภาษาไทยถึงได้มั่วซั่วแบบนี้ ผมขี้เกียจจะสนใจเธอเพราะมีเรื่องอื่นต้องสนใจมากกว่า แต่พอผมเริ่มเดินอีกเธอก็ยังตามผมมาอีก



“เฮ้อ !” ผมถอนหายใจดังเฮือกพยายามอย่างที่สุดที่จะไม่อาละวาดใส่ผู้หญิง “กลับหอเธอไปซะ”



เธอไม่โต้ตอบกลับผมแต่ใช้การเดินตามผมต่อเป็นการประกาศสงครามประสาททางอ้อมกับผม “นอกจากพูดไม่ค่อยรู้เรื่องแล้วยังจะฟังอะไรไม่ค่อยรู้เรื่องอีกใช่มั้ย”



ยัยผมแดงหน้าแดงจี๊ดบ่งบอกถึงอารมณ์โมโหที่พุ่งพล่านขึ้นมาโดยฉับพลัน “ไม่ต้องด่านะขอร้อง ฉันขี้เกียจแปล”



“โอ๊ย !” เธอยกมือทำท่าจะตบผมแต่แค่ยกมือเธอก็ต้องร้องเสียงหลงซะแล้ว ดีแต่ใช้กำลังก็แบบนี้ล่ะนะ เธอโดนเก้าอี้กระแทกใส่นี่หน่า อยากทำเป็นอวดเก่งเจ็บตัวซะบ้างก็ดี ผมช่างเป็นพระเอกที่แล้งน้ำใจได้โล่จริง ๆ



“นี่ไปห้องพยาบาลรึยังน่ะ” เธอไม่ตอบคำถามผม แปลว่ายังไม่ได้ไปสินะ



“โอ๊ย !” เธอก็ร้องโอดโอยอย่างที่คาดทันทีที่ผมแกล้งจับไหล่เธอ ผมจะถือว่าเรื่องที่เธอตบหน้าผมแล้ว ๆ กันไปละกันนะ ฮะฮ่า ! “โรคจิต”



ผมทำหน้าล้อเลียนใส่ยัยผมแดงไม่ได้รู้สึกสำนึกผิดสักนิด



และเพราะรู้ว่าพูดกล่อมไปก็คงเปล่าประโยชน์ ผมล้วงกระเป๋าหยิบมือถือโทรหาคนที่จะมาช่วยสะสางเรื่องยัยนี่ให้ “หางเสือ ช่วยมาจัดการพาเด็กใหม่ไปห้องพยาบาลหน่อย”


Enter code here   
Please note: although no board code and smiley buttons are shown, they are still usable.
siiKk
นักเขียน 1168
Posts: 241
graphgraph
User Offline Click here to see the profile of this user
my.dek-d.com/siiKk Birthday: 11/14


ปาก dog เป็นสันดาน
กวน teen เหมือนหายใจ
นิยาย is my life.
Reply Quote
 
#4694
Re:Kiss me Kiss you จูจุ๊บหัวใจผู้ชายอันตราย 1 Year, 6 Months ago Karma: 3
ใครอยากอ่านต่อ (เข้าข้างตัวเองสุด ๆ)
เข้าไปติดตามได้ที่ลิีงค์นี้นะจ๊ะ
writer.dek-d.com/dek-d/writer/view.php?id=627413

แบบว่าถ้าลงหมดในนี้น้อง ๆ ตาลายแน่เลย >_o


Enter code here   
Please note: although no board code and smiley buttons are shown, they are still usable.
siiKk
นักเขียน 1168
Posts: 241
graphgraph
User Offline Click here to see the profile of this user
my.dek-d.com/siiKk Birthday: 11/14
Last Edit: 2010/07/22 00:10 By siiKk.


ปาก dog เป็นสันดาน
กวน teen เหมือนหายใจ
นิยาย is my life.
Reply Quote
 
#4824
Re:Kiss me Kiss you จูจุ๊บหัวใจผู้ชายอันตราย 1 Year, 6 Months ago Karma: 0


Enter code here   
Please note: although no board code and smiley buttons are shown, they are still usable.
Kultraman
กองบรรณาธิการ
Posts: 50
graphgraph
User Offline Click here to see the profile of this user
Reply Quote
 
#4905
Re: Kiss me Kiss you จูจุ๊บหัวใจผู้ชายอันตราย 1 Year, 6 Months ago Karma: 5
-0-..ไม่ยอมย้ายนิยายจากบอร์ดเก่ามาด้วย หึหึ..ก็ต้องมาเปิดเช่นนี้แหละเจ๊

ปล.ขี้เกียจอ่านสปอย รอซื้อทีเดียวจบ!


Enter code here   
Please note: although no board code and smiley buttons are shown, they are still usable.
bblovery
^O^ สวย สด งดงาม...!!
Platinum Boarder
Posts: 575
graph
User Offline Click here to see the profile of this user
Gender: Female sompussorn17@hotmail.com Location: BKK Birthday: 10/17
~!..ประมวลกฎหมายอาญา ว่าด้วยเรื่องความรัก มาตราที่เก้าพันกว่า สั่งให้ลงโทษจำเลย.. ไม่ให้ถอนใจเลิกรักโจทก์ได้แม้เพียงวินาทีเดียวจนวันตาย..!~
Reply Quote
 
#4979
Re: Kiss me Kiss you จูจุ๊บหัวใจผู้ชายอันตราย 1 Year, 5 Months ago Karma: 3
bblovery wrote:
-0-..ไม่ยอมย้ายนิยายจากบอร์ดเก่ามาด้วย หึหึ..ก็ต้องมาเปิดเช่นนี้แหละเจ๊

ปล.ขี้เกียจอ่านสปอย รอซื้อทีเดียวจบ!


เซฟข้อความนี้ไว้เป็นหลักฐานก่อน
ถ้าไม่เห็นว่าซื้อล่ะน่าดู
5 5 5


Enter code here   
Please note: although no board code and smiley buttons are shown, they are still usable.
siiKk
นักเขียน 1168
Posts: 241
graphgraph
User Offline Click here to see the profile of this user
my.dek-d.com/siiKk Birthday: 11/14


ปาก dog เป็นสันดาน
กวน teen เหมือนหายใจ
นิยาย is my life.
Reply Quote
 
Go to top
Post Reply
Post New Topic
Page: 1