ไม่ยอมมีใครมาเปิดซะที
ขอเปิดเองเลยละกัน
โดเรมีชื่อนี้ไม่อยากบอกใคร...
“ย๊ากกก !!!”
“กังฟู !?” ฉันละสายตาจากแก้วโกโก้และต้องรีบหันไปมอง ‘กังฟู’ สาวน้อยผมดำยาวเหยียดตรงผิวขาวซีด เจ้าของรอยยิ้มน่ารักน่าชังอย่างกับตุ๊กตาที่ตอนนี้กำลังลุกขึ้นกระโดดโลดเต้นราวกับคนบ้า
“เป็นอะไร” ฉันเกาศีรษะที่ปกคลุมไปด้วยเส้นผมสีน้ำตาลแดงของตัวเอง
“เบื่อน่ะสิ ไม่ว่าที่ไหน ๆ ก็ไม่ถูกใจฉันสักที่” พอสงบสติอารมณ์ได้กังฟูก็กลับมานั่งที่และหมอบตัวลงกับกองใบสมัครเรียนที่วางเป็นสิบ ๆ ใบบนโต๊ะพวกเรา
“เบื่อก็ไม่เห็นต้องโวยวายเลย” ฉันหันสายตาไปรอบ ๆ ร้านค๊อฟฟี่ช๊อปก็เห็นพนักงานแอบชะเง้อมองคงตกใจกับเสียงโวยวายของตัวเพื่อนดีของฉันเมื่อครู่
“ฉันน่ะนะ” จู่ ๆ กังฟูก็กระตุกตัวขึ้นมาจ้องฉัน “อยากจะเรียนโรงเรียนที่มันท้าทายความสามารถหน่อย อย่างเช่นมีกลุ่มต่อต้านกันในโรงเรียนและกำลังรอฮีโร่อย่างฉันเข้าไปช่วยกอบกู้สถานการณ์”
ถ้าอยากได้แบบนั้นไปสมัครทหารเถอะกังฟูไม่ต้องต่อม.ปลายหรอก... ป้าบ !
“โอ๊ย ! ตบหน้าผากฉันทำไม กังฟู” ฉันย่นคิ้วใส่เจ้าเพื่อนตัวดีที่อยู่ดี ๆ ก็ทำร้ายร่างกายฉัน
“ก็ฉันพูดไปตั้งเยอะแกไม่เห็นตอบอะไรสักคำ ยังไม่เลิกอายอีกเหรอ”
ฉันย่นจมูกล้อเลียนยัยกังฟู ไม่ใช่อายแต่ฉันไม่รู้จะพูดอะไรต่อ ถึงฉันจะพูดไทยได้แต่ลูกครึ่งอังกฤษที่โตมาจากที่นู้นทำให้พูดไทยไม่ชัดเท่าไหร่ เมื่อก่อนฉันแทบจะไม่ยอมพูดเลยแต่เดี๋ยวนี้ก็กล้าพูดขึ้นเยอะ
แถมเส้นผมฉันก็เป็นสีน้ำตาลแดงสดบวกกับตาสีเขียวมรกตอีก มันทำให้ฉันไม่มั่นใจเลยเวลาเดินไปไหนแล้วมีแต่คนจ้องมอง
นี่ถ้าคนทั้งประเทศไทยรู้ว่าชื่อฉันเต็ม ๆ ชื่อ ‘โดเรมี’ ด้วยล่ะก็... ฉันคงไม่กล้าออกจากบ้านแน่ ๆ
“เมื่อไหร่แกจะไว้ผมยาวบ้าง ตอนนี้แกหล่อเกินหน้าเกินตาผู้ชายบางคนแล้วรู้ตัวมั้ย”
ฉันจับผมสั้นสไลด์บาง ๆ ปะบ่าของตัวเองดึงมาเหลียวมองและส่ายหน้า ก็ฉันไม่ชอบผมยาวนี่หน่า ผมสั้นแบบนี้ก็สบายศีรษะดี ฉันไม่มีความอดทนพอจะไว้ผมยาวถึงกลางหลังเหมือนกังฟูหรอก
“เรมี แกพาฉันนอกเรื่องนะเนี่ย” กังฟูเพิ่งจะรู้ตัว แต่ใครกันแน่ที่นอกเรื่อง...
“งั้นลองดูใบสมัครของที่นี่สิ” ฉันยื่นใบสมัครที่ฉันกำลังอ่านให้กังฟู แต่เพื่อนฉันกับกำลังสนใจ...
“เรมี ดูนั่นสิ ข้างนอกเขามุงดูอะไรกันน่ะ !”
ฉันมองออกไปนอกหน้าต่างตามสายตากังฟู และเห็นผู้ชายตัวสูงใหญ่ปราดเปรียว ผมสีเทาดำ หน้าตาเหมือนลูกครึ่งญี่ปุ่นอย่างงั้นแหละ เวลาเขาอ้าปากพูดจะเห็นเขี้ยวเล็ก ๆ ดูน่ารักเซ๊กซี่ดีนะ แถมยังใส่ชุดเครื่องแบบสีเทาท่าทางคงจะเป็นชุดนักเรียนโรงเรียนเอกชน
มีสาว ๆ ยี่สิบกว่าคนรุมกรี๊ดกร๊าดเขาอยู่หน้าร้านค๊อฟฟี่ช๊อป อย่าว่าแต่หน้าร้านค๊อฟฟี่ช๊อปเลย ข้างในร้านสาว ๆ ทุกคนก็กำลังจ้องมองเขาไม่ต่างกัน ดูเขากำลังง่วนกับการแจกใบปลิวในมือ
“ผู้ชายคนนั้นเป็นดารารึเปล่า”
“อย่าไปสน--”
“ออกไปดูกันเรมี !” ฉันพูดไม่ทันขาดคำกังฟูก็ลุกพุ่งตัวออกไปจากร้านแบบเต็มสปรีด ยัยจอมจุ้นเอาอีกแล้วเห็นใครอะไรยังไงไม่ได้ต้องออกไปขอมีส่วนร่วมด้วยตลอด
ฉันถอนหายใจเบา ๆ และเก็บเอกสารบนโต๊ะทั้งหมดใส่แฟ้มลายการ์ตูนน่ารักและเดินออกไปจากร้าน
:: โปลิศ ::
“ลองรับพิจารณาดูนะครับ” ผมยื่นใบสมัครพร้อมโบชัวร์ประชาสัมพันธ์โรงเรียนตัวเองยื่นให้สาว ๆ ที่พากันรุมล้อมจ้องมองผม
“ถึงโรงเรียนเซนต์ซีเรียเพิ่งเปิดรับสมัครนักเรียนหญิงได้ไม่นานแต่รับรองครับว่าผู้ชายในโรงเรียนทุกคนก็เป็นมิตรไม่ต่างจากผู้หญิงนะครับ” ผมไม่ชอบเลยที่ต้องออกมาทำงานภาคสนามแบบนี้ แต่ยิ่งใกล้วันเปิดเทอมเท่าไหร่ งานของผมก็ต้องหนักขึ้นอีกหลายเท่าตัว
“แล้วหล่อเหมือนพี่ทุกคนรึเปล่าคะ” ผู้หญิงผอมแห้งแรงน้อยคนหนึ่งถามขึ้นมา
“ไม่หรอกครับ พี่มันหน้าตาพื้น ๆ สู้เพื่อน ๆ พี่ในนั้นไม่ได้เลย”
“กรี๊ด ! นี่หน้าตาพื้น ๆ เหรอคะ” สาว ๆ เริ่มออกอาการตาลุกวาวและเพ่งมองผมรุนแรงยิ่งขึ้น
“ลองรับโบชัวร์ไปอ่านรายละเอียดกันก่อนนะครับ”
เซ็ง... ที่ผมต้องมาฝืนฉีกยิ้มจนเหงือกลอกแบบนี้เพราะผมเป็นรองประธานนักเรียนและมีหน้าที่ประชาสัมพันธ์ให้ ’โรงเรียนเซนต์ซีเรีย’ โรงเรียนชายล้วนที่เพิ่งจะเปิดรับสมัครนักเรียนหญิงได้ไม่นาน
ผมก็อยู่ตั้งม.ห้าแล้วนะปีหน้าก็จะจบอยู่แล้วยังต้องมาทำเรื่องแบบนี้อีก เฮ้อ... เฮ้อ...! เฮ้อ...!!!
“พี่ชื่ออะไรคะ”
“ขอไม่บอกนะครับ” ผมโดนประธานสั่งห้ามบอกชื่อตัวเองเด็ดขาด
“ว้า...” สาวน้อยคนที่ถามภึงกับหน้าหงอย
“อย่าเพิ่งทำหน้าเศร้าสิครับ” ผมแกล้งหรี่ตาจ้องมองผู้หญิงที่เป็นคนถามแบบโปรยเสน่ห์เล่นซะเธอถึงกับหน้าแดงไปถึงใบหู
ประธานมันบอกว่าทั้งที่หน้าผมออกจะละหม้ายไปทางญี่ปุ่นแต่ทำไมพ่อแม่ดันตั้งชื่อว่า ‘โปลิศ’ มันหาว่าชื่อผมมันก่ำกึ่งระหว่างความเสี่ยวกับความเท่แบบเสี่ยว ๆ นั่นแหละครับคำวิจารณ์ของมัน...
“พวกพี่มีกิจกรรมพิเศษ ที่รับรองว่าหาจากโรงเรียนไหนไม่ได้แน่ ๆ นอกจากเซนต์ซีเรียที่เดียว”
“กิจกรรมที่ว่านี่เป็นแบบไหนคะ” น้องคนเดิมกับที่ถามชื่อผมถามขึ้นอีก
ผมคลี่ยิ้มออกมาและเอนใบหน้าเข้าไปกระซิบบอก “เข้าเรียนที่นี่สิครับ รับรองว่าพี่จะเป็นคนเดินไปบอกน้องด้วยตัวเองทั้งเรื่องกิจกรรมและชื่อพี่”
“กรี๊ดดด !!!” พวกสาว ๆ พากันกรีดร้องและกระโดดโล้ดเต้นไปมา สงสารหูผมบ้างสิครับ...
“พี่คะ ขอใบสมัครใบหนึ่ง !”
“ครับ” ผมหันไปส่งใบสมัครให้น้องผู้หญิงผมยาวผิวขาวซีดคนหนึ่งที่มาสะกิดผมจากด้านหลัง มองเยื้องไปจะเห็นผู้หญิงผมสีน้ำตาลแดงสวยดี คงเป็นชาวต่างชาติแน่ ๆ แต่หน้าตาเธอไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไหร่
“รับไว้ด้วยนะครับ” ผมยื่นใบสมัครให้เธอแต่เธอกลับส่ายหน้าไม่รับมัน แถวบ้านผมเรียกว่าหยิ่ง !
“ขอบคุณนะคะ” แต่น้องผิวขาวก็ดึงใบสมัครจากมือผมไปแทน เอาไปทำไมตั้งสองใบน่ะน้อง มันเปลืองกระดาษ
น้องคนนี้เป็นคนแรกที่ดูจะสนใจใบสมัครมากกว่าผม “ตอนนี้ที่นี่มีนักเรียนหญิงกี่คนคะ”
“สามสิบคนครับ”
“แล้วผู้ชายล่ะคะ”
“สามพันคนครับ”
“โอ้วโห้ !!!” สาว ๆ พากันกรี๊ดกร๊าดแต่ไม่ใช่สาวผมแดงคนนั้นนะครับ
ทั้งที่คนอื่นดูตื่นเต้นดีใจแต่ยัยคนนี้กลับทำหน้าเหยเก แต่เพื่อนเธอกลับยิ่งมีสีหน้ากระตือรือร้น “งั้นก็ยังไม่เคยมีประธานนักเรียนเป็นผู้หญิงสิคะ !”
“เอ๊... ครับ ไม่เคย”
“แบบนี้ก็เจ๋งไปเลย แล้วมีแก๊งอันธพาลในโรงเรียนมั้ยคะ”
“อะ... เอ่อ ไม่มีครับ” ถามอะไรแบบนั้นน้องพี่จะตอบได้ไงว่ามี
“ไม่มีจริง ๆ เหรอคะ เคยเป็นโรงเรียนชายล้วนเนี่ยนะคะจะไม่มีแก๊งอะไรเลย” ยัยน้องผิวขาวคนนี้ฉลาดเสียด้วยแฮะ
“ไม่มีจริง ๆ ครับ” ผมตอบย้ำอีกครั้งด้วยใบหน้าที่พยายามจะไม่แสดงอาการพิรุธ แต่น้องคนนั้นกลับฉีกยิ้มออกมาคล้ายกับดูออกว่าผมโกหก
“พี่จำหน้าหนูไว้ให้ดีนะคะ” น้องผิวขาวชี้หน้าตัวเอง ผมก็มองใบหน้าเหมือนตุ๊กตาของเธอตั้งใจอย่างที่เธอสั่ง “หนูเนี่ยแหละจะขึ้นเป็นประธานนักเรียนหญิงคนแรกของที่นี่”
“กังฟู !”
ยัยผมแดงจับแขนน้องผิวขาวรีบลากเดินออกไป อ๋อ... ที่แท้ก็เพื่อนกันนี่เอง
“เซนต์ซีเรียยินดีต้อนรับนะครับ” ผมตะโกนไล่หลังไปอยากจะสร้างความเป็นมิตรเอาไว้
แต่ยัยผมแดงกลับหันมาสบตาผมไม่ชอบใจ เคืองอะไรของเขาผมไม่ได้ทำอะไรเสียหน่อย
หนึ่งทุ่มเศษ ๆ แต่บรรยากาศท้องฟ้ากลับมืดครึ้มเหมือนเป็นเวลาดึกดื่นเที่ยงคืน ผมกลับมานั่งพักอยู่ในหอพักสุดหรูของตัวเองระหว่างรอการประชุม “เหนื่อยชะมัด”
โรงเรียนผมเป็นโรงเรียนเอกชนประจำและเรียกได้ว่าเป็นโรงเรียนสำหรับบรรดาคนรวย ในหอพักก็เลยมีห้องนั่งเล่นขนาดใหญ่ที่สามารถบรรจุคนได้ถึงสองร้อยสามร้อยคน หน้าต่างกระจกบานใหญ่ที่มองออกไปจะเห็นวิวของตึกสวย ๆ ของโรงเรียน
“พี่โปครับ มีผู้หญิงมาขอดินเนอร์ครับ”
‘หางเสือ’ ผู้ชายอ้วนตัวเตี้ยเล็กหุ่นตัน ๆ คล้ายท่อนไม้กับผมทรงกะลาครอบเดินเข้ามาสะกิดผมจากด้านหลัง ไอ้หมอนี่ชอบจ้องมองผมด้วยแววตาชื่นชม อีกอย่างทั้งที่มันก็อยู่รุ่นเดียวกับผมแต่เกิดช้ากว่าผมไม่กี่เดือน มันก็ดันอุปโหลกให้ผมเป็นรุ่นพี่ซะงั้น
“บอกกติกาทั้งหมดกับเขาแล้วใช่มั้ย” ผมถามพลางลูบเส้นผมสีเทาดำของตัวเอง
“ครับ งั้นผมให้เขานำอาหารเข้ามาเสิร์ฟเลยนะครับ”
ผมพยักหน้ารับอ่อนแรง หางเสือก็รีบเร่งเดินออกไปจากห้องรับรอง เฮ้อ... ได้เวลาทำงานอีกแล้ว
ระหว่างรอบริกรจากร้านอาหารเข้ามาจัดโต๊ะอาหารด้วยชุดอาหารดินเนอร์หรูระดับไฮคลาสด้วยอาหารอิตาลีอย่างพิชช่าชิ้นเล็กสไตส์ค๊อลเทล
แอ๊ด... เสียงประตูห้องรับรองก็เปิดออกและมีร่างของผู้หญิงตัวเล็กผมยาวมัดจุกสองข้างก้าวเดินเข้ามาในห้องช้า ๆ ด้วยใบหน้าแดงก่ำ ผมขยับลุกจากโซฟาและหันไปส่งยิ้มให้เด็กผู้หญิงคนนั้น
“ล๊อคประตูด้วยครับ พี่อยากให้มั่นใจว่าจะไม่มีใครมารบกวนเวลาของเราสองคน”
“ค... ค่ะ ๆ !!!” เด็กสาวตอบรับและรีบล๊อคประตูด้วยมือไม้ที่สั่นเทา เธอกลัวหรือกำลังประหม่ากันแน่อันนี้ผมไม่มั่นใจ แต่เอาเถอะ... ผมต้องทำตามหน้าที่ล่ะนะ
ผมเดินไปที่โต๊ะอาหารพร้อมดึงเก้าอี้ต้อนรับ “หันมามองกันหน่อยสิครับ”
“เอ่อ... ค่ะ...” เด็กสาวตรงหน้าค่อย ๆ หันหน้ามามองผม ผมเกือบจะชักสีหน้าตอนเห็นหน้าผู้หญิงคนนี้เต็ม ๆ ไม่มีความน่ารักเลย ! นี่ผมไม่ได้กำลังอยู่ในหนังผีใช่มั้ย ใครใช้ให้น้องเขาโบ๊ะแป้งขาวใส่หน้าแบบนั้น
“น้องชื่ออะไรครับ” หน้าที่ ๆ ท่องไว้ หน้าที่... หน... หน้าเธอน่าเกลียดมาก
“ซาชิมิค่ะ”
“เชิญนั่งครับ ซาชิมิจัง” ใครก็ได้ช่วยเอาไม้หนีบมาหนีบปากผมทีผมจะฝืนยิ้มไม่ไหวแล้ว
“ค่ะ” น้องเขาเดินเข้ามาและค่อย ๆ ขยับร่างกายนั่งลงกับเก้าอี้ตัวเธอสั่นเทาคงเพราะความประหม่า
ผมขยับเก้าอี้ให้น้องเขาจนเข้าที่และตัวเองก็วกเดินมานั่งอีกฝั่งตรงข้ามน้องเขา ขอบพระคุณแสงเทียนกลางโต๊ะที่มันช่วยให้หน้าน้องซาชิมิหายขาวไปได้บ้าง
“จ้องหน้าพี่ไปก็ไม่อิ่มหรอกครับ” ผมบอกน้องเขาเสียงอ่อนโยนและเลื่อนจานหอยนางรมลมควันให้น้องเขาไป
น้องเขาหยิบมีดกับส้อมที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาและเริ่มบรรจงเงะเนื้อหอยออก “พี่โปไม่ทานหรือคะ”
ถ้าเจอถามมาแบบนี้ผมต้อง... “มองหน้าซาชิมิจังก็อิ่มแล้วล่ะครับ”
โป๊กกก !!!
“อ๊าก !” และเนื้อหอยนางรมพร้อมเปลือกแข็ง ๆ ของมันก็กระเด็นเข้ากลางหน้าผากผมเพราะยัยซาชิมิดันเขินกับคำพูดผมจนใช้มีดพลาดดีดหอยนางรมลอยละลิ่ว
“ขอโทษค่ะ พี่โป !”
โครมมม !!! และเรื่องไม่คาดว่ามันจะเกิดต่อมาก็คือ... !
น้องเขาเป็นห่วงผมมากไปหน่อยเลยรีบลุกพรวดพราดเบนตัวมาข้างหน้าจนโต๊ะดินเนอร์เอียงลาดลง
“โอ๊ย !” ลงใส่ตัวผมเต็ม ๆ จนตอนนี้ผมกำลังนอนหงายองกับพื้นพร้อมอาหารหกใส่ตัว ผมขอลาขาดทั้งหอยนางรมและยัยซาชิมิ !
“ฮะฮ่า ! พรุ่งนี้หัวปูดแน่ไอ้โป” เจ้าของเสียงหัวเราะและหน้าหล่อ ๆ กวนประสาทชวนถีบคนนี้ไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจากเลขานุการประจำคณะกรรมการนักเรียนหรือ ‘สายฟ้า’
ไอ้แว่นหน้าตาเย็นชากับผมสีบลอนด์ทองที่กำลังยืนมองผมด้วยสีหน้านิ่งเฉยแต่ริมฝีปากฉาบยิ้มน้อย ๆ คนนี้คือไอ้ประธานใหญ่ต้นเหตุของความเดือดร้อนของผม ชื่อว่า ‘ตองเอ’
“รอบหน้าจะไม่สั่งหอยนางรมละกัน” ไม่ต้องแปลกใจครับว่าทำไมมันพูด ร กระดกลิ้นทุกคำ เพราะที่บ้านมันเป็นราชวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ทำให้มันถูกสอนเรื่องการพูดภาษาไทยมาเป็นอย่างดี
ผมยังประคบน้ำแข็งกับหน้าผากตัวเองทั้งที่หัวสมองมึนตึ๊บ ถึงจะเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วแต่กลิ่นคาวของอาหารยังติดอยู่ตามตัว มีหางเสือยืนอยู่ข้าง ๆ พร้อมดูแล “หัวฉันปูดแบบนี้แกกลับพูดเย็นชาแบบนี้เนี่ยนะ”
“ใช่” ตองเอตอบกลับหน้าตาย เชื่อมันเลย !
ผมก็เข้าใจนะว่าลูกชายผู้อำนวยการอย่างตองเอก็อยากจะช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัว
เพราะเซนต์ซีเรียเป็นโรงเรียนชายล้วนมาก่อนและเพิ่งจะเปิดรับสมัครผู้หญิงได้ไม่นาน แต่โรงเรียนผมขึ้นชื่อเรื่องนักเรียนชายที่ชอบสร้างปัญหา ทำให้ไม่มีนักเรียนหญิงคนไหนจะกล้าเข้ามาเรียนที่นี่
“แกนี่มันยิ่งกว่าท่อนไม้เสียอีก” ผมเขม่นมองตองเอเผื่อมันจะสำนึกสักนิด
“ตองเอมันไม่ใช่ท่อนไม้แต่มันเป็นสิ่งไม่มีชีวิตต่างหาก” สายฟ้าแกล้งทำหน้านิ่งล้อเลียนตองเอแต่ก็ไม่ได้ทำให้เจ้าคนใจเย็นคนนี้สะเทือน
“กลางวันก็ต้องไปเดินแจกใบปลิวทั้งวัน กลางคืนก็ต้องมาเจอแบบนี้อีก มันเซ็งนะเว้ย !” ผมสะบัดผ้าขนหนูจนน้ำแข็งร่วงหล่นพื้น หงุดหงิดสุดขีด “โอ๊ย !”
แต่นั่นก็ทำให้ผมโดนผ้าขนหนูสะบัดตีหน้าเข้าให้ เจ็บวุ้ย... โรคซุ่มซ่ามมันแก้ไม่หายจริง ๆ
“วันนี้คงไม่ได้เผลอไปปล่อยโก๊ะให้ใครเห็นนะ” ไอ้ประธานตองเอจ้องหน้าจับผิดผม
“ไม่ไว้ใจก็อย่าให้ไปสิวะ”
“ไม่ใช่ไม่ไว้ใจ แค่กลัวแกเผลอไปซุ่มซ่ามต่อหน้าพวกสาว ๆ แล้วจะทำให้คะแนนนิยมตก”
“ฉันก็ไม่อยากให้ใครมานิยมอยู่แล้ว” ผมลุกขึ้นยืนพลางบิดขี้เกียจ
“ขนาดไม่อยากให้ใครมานิยมนะเนี่ย ผู้หญิงที่ไหนเห็นก็เหลียวมองแกทุกคน” สายฟ้าเดินมาแตะบ่าผม หน้าหวาน ๆ ของมันนี่ผู้หญิงที่ไหนเห็นคงอาย “เพลย์บอยอย่างฉันยังต้องยกนิ้วให้”
“พูดเหมือนแกหล่อมาก” ตองเอกัดสายฟ้าไปหนึ่งงับ สองคนนี้ถ้ามีโอกาสเมื่อไหร่มันชอบแขวะกันครับ
“ก็หล่อน่ะสิ” สายฟ้ากล้าชมตัวเองได้อย่างไม่อาย ก็แหงล่ะก็ใบหน้ามันมีทุกอย่างที่สาว ๆ อยากมีทั้งจมูกโด่ง โครงหน้าเรียวยาว ริมฝีปากบาง ๆ ไม่ว่าผู้ชายหรือผู้หญิงมองแล้วคงหลงได้ไม่ยาก “ไม่งั้นแกคงไม่ให้ฉันอยู่ในพีบีหรอก”
ได้ยินชื่อสิ่งนี้แล้ว... เฮ้อ พีบีที่ว่าคือ ‘Playboy club’ แต่เรียกย่อ ๆ ว่า ‘PB’ ชมรมที่ตองเอจัดตั้งขึ้น มีผมกับสายฟ้าเป็นสมาชิก ส่วนหางเสือไม่ได้เกี่ยวข้องกับชมรมแต่อย่างใด เพียงแต่เขาชื่นชมพวกผมสามคนมากเลยขอมาทำหน้าที่เหมือนผู้ช่วยพิเศษ
หน้าที่หลักของคนในชมรมนี้คือดึงดูดผู้หญิงที่นี่ไม่ให้หนีไปลาออก แต่ไอ้ตองเอมันไม่ได้หยุดแค่นั้น...
มันเล่นให้สาว ๆ ที่เข้าเรียนที่นี่สามารถเลือกทำกิจกรรมกับผม ตองเอ และสายฟ้าได้แค่คนเดียวและครั้งเดียวเท่านั้น อย่างดินเนอร์เมื่อครู่ก็เป็นหนึ่งในกิจกรรม อย่าเจอกันอีกเลยยัยซาชิมิ !
“ฟ้า ตอนนี้นักเรียนหญิงมาสมัครเข้าเรียนที่นี่กี่คนแล้ว” ตองเอนั่งลงกับโซฟาซึ่งนั่นเป็นเครื่องบ่งบอกว่าการประชุมกำลังจะเริ่มต้นขึ้น
หางเสือรีบหยิบแฟ้มเอกสารที่วางอยู่ที่เก้าอี้รับรองส่งให้สายฟ้าและเพื่อนผมก็เปิดแฟ้มไล่ไปที่ละหน้าเพื่อค้นหาข้อมูล “ตอนนี้มีทั้งหมดหนึ่งร้อยแปดสิบห้าคน”
“แกว่ามันจะดีเหรอวะที่เราใช้วิธีนี้เรียกผู้หญิงเข้ามา ฉันเห็นมีแต่พวกเอ่อ...” ผมไม่พูดต่อแต่คิดว่าเพื่อน ๆ คงเข้าใจสิ่งที่ผมพยายามบอก
“ฉันเห็นด้วยกับไอ้โป ผู้หญิงพวกนี้จะทำให้มาตราฐานโรงเรียนเราตกลงรึเปล่า”
“มีผู้หญิงให้เลือกเยอะแกน่าจะดีใจมากกว่ามั้ง”
“กลับเข้าเรื่องประชุม ๆ” ผมต้องรีบต้อนตองเอที่เป็นฝ่ายไปหาเรื่องสายฟ้าก่อน
ตองเอขยับกรอบแว่นตัวเองอีกครั้ง “สนที่เป้าหมายไว้ก่อนเพราะจุดสำคัญตอนนี้คือเน้นปริมาณผู้หญิงมาเข้าให้เยอะที่สุดเพื่อลดช่องว่างทางจำนวนของนักเรียนชายที่มีถึงสามพันคน”
“อืม แถมเราต้องไปรีบเตรียมแผนจัดการพวกแก๊งต่อต้านนักเรียนหญิงสองกลุ่มนั่นด้วย” แค่ได้ยินสายฟ้าพูดเรื่องนี้ขึ้นมาสมองผมก็ชักจะเริ่มกระตุก
สาเหตุที่ทำให้ผู้หญิงไม่สามารถเรียนที่นี่ได้เพราะสองแก๊งที่มีอิทธิพลแก๊งแรก ‘เกลียด she’ แก๊งที่เต็มไปด้วยสมาคมตุ๊ดที่หาว่าผู้หญิงจะมาทำลายความนิยมพวกเธอ กลุ่มนี้ไม่ใช่ปัญหาหรอกครับอีกกลุ่มต่างหาก
‘Black hole’ แก๊งนี้มีแต่นักเลงระดับท๊อปมารวมตัวกัน แถมหัวหน้าแก๊งยังเป็นลูกชายของผู้ถือหุ้นบริหารระดับสูงของโรงเรียนเรียกได้ว่ามีอำนาจเกือบจะเท่าพ่อตองเออยู่แล้ว พวกนั้นต่อต้านพวกผู้หญิงเพราะพวกนั้นถือว่าที่นี่คือโรงเรียนสำหรับลูกผู้ชายเท่านั้น
“เมื่อไหร่เราจะเปิดรับสมัครสมาชิกเพิ่มแบบเป็นทางการเสียทีวะ ทั้งที่มีคนอยากเข้าคลับพีบีจะตาย” ผมเปลี่ยนเรื่องเพื่อ ทำลายบรรยากาศเครียด ๆ เมื่อครู่
“ใช่ครับ ผมก็รอพวกพี่ ๆ เปิดรับสมัครอยู่นะ !” หางเสือรีบโผล่งพูดขึ้นมาแบบไม่เกรงใจทรงผมทรงกะลาคอบของมันกับความสูงที่ทุกวันนี้พวกผมยังไม่มีใครกล้าถามออกมาว่ามันถึงร้อยห้าสิบเซนต์รึเปล่า
“เอ่อ... เรื่องนี้มันเป็นเรื่องใหญ่น่ะหางเสือ จะให้มาเปิดรับสมัครแบบสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้หรอก” สายฟ้าแสดงอาการร้อนตัว
มันก็คงไม่อยากให้ภาพลักษณ์สมาชิกพีบีที่สูงเกินร้อยแปดสิบทุกคนถูกหารเฉลี่ยลดลง