สำนักพิมพ์ | หมวดหนังสือ

ws

ls

ps

ts

fs

ค้นหาผลงานนักเขียน 1168



Online Status

เรามี 47 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

เสียงจากนักอ่าน

  • แค่อ่านเรื่องย่ อนิดเดียวยังอยา กดูมากๆเเลยยิ่ง รู...
  • What is your favorite sitcom most? buy zithromax
  • Hello, who noted how the new year? buy prednisone ...
  • Hello, who noted how the new year?
  • อร๊ายยยยยยย เพิ่งอ่านจบหมาด ๆ ตอนจบในหนังสือ หวานน...
  • เจอนิสัยหมอโห แล้ว อึ๋ยยย ตรงสเปกมากมาย เจอนางเอกก...
  • บอกได้คำเดียวว่ า น่าอ่านมาก
  • :D
  • เล่มนี้ซื้ออ่าน แล้วด้วย
  • ตามมาเก็บความหว านของหมอโหกะหนู หวายคะ ยินดีกับคุณ...
  • อ่านจบแล้วค่ะ พระเอกกะล่อน แต่ก็น่าร้าก :-* :-* :o...
  • คีราณไปที่รีสอร ์ตแล้ว จะเจอนางเอกแล้ว :oops:
Welcome, Guest
Please Login or Register.    Lost Password?
1168 publishing นวนิยายและตอนพิเศษ fantasy
Go to bottom
Post Reply
Post New Topic
Page: 12345678
TOPIC: Sanctity Knight III มาแล้วคับ
#6895
Sanctity Knight III มาแล้วคับ 12 Months ago Karma: 5
กว่าจะเสร็จ คนเขียนก็เกือบเสร็จตามไปด้วย

Sanctity Knight III
พันธุ์อัศวินป่วนโลก ภาค สะพานเชื่อมสามภพ

บทนำ

มันเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของข้า
ข้าหายใจหอบจนตัวโยน มือซ้ายกดสีข้างที่มีบาดแผลฉกรรจ์หวังให้เลือดไหลช้าลง แต่เหมือนจะเปล่าประโยชน์เสียเหลือเกิน นอกจากเลือดที่ไหลออกมาเป็นท่อน้ำแตกแล้วรอบกายข้าเวลานี้ยังเต็มไปด้วยผู้มุ่งหมายในการผลาญชีวิตข้าอีกด้วย
สายพลังสีดำทะมึนถูกซัดเข้าใส่จากทุกทิศ ข้าไร้หนทางที่จะประคองลมหายใจให้ยืดยาวต่อไป ข้าควรยอมรับความตายที่ใครก็ไม่รู้มาหยิบยื่นให้ โดยไม่รู้ต้นสายปลายเหตุว่าเพราะอะไรถึงต้องการฆ่าข้างั้นหรือ... ไม่ล่ะ แม้นการดิ้นรนของข้ามันเปล่าประโยชน์ แต่ข้าไม่ยอมรับหนทางที่พวกมันยัดเยียดให้ข้าง่ายๆหรอก หากต้องตายลงจริงๆ พวกมันก็อย่าหวังจะอยู่เฉยได้เลย!
มืด...ทำไมมองไม่เห็นอะไรเลย... หรือข้าตายไปแล้ว?
รอบตัวข้ามันอะไรกัน ความรู้สึกน่าขยะแขยงราวกับจมอยู่ในบ่อน้ำเน่าข้นๆที่เต็มไปด้วยซากยุ่ยของสัตว์ต่างๆ ยิ่งสิ่งรอบตัวนั่นกำลังซึมเข้ามาในร่างข้าด้วยแล้ว ทำเอาข้าอยากขย้อนแต่ลำคอกลับตีบตัน ข้าจึงทำได้แค่กลืนมันกลับลงไป อยากขยับตัวหนีแต่ร่างกายไม่ยอมทำตามที่สั่ง ความขยะแขยงเพิ่มทวีมากขึ้นจนสติข้าจะขาด ร่างกายกับวิญญาณเหมือนเริ่มแยกออกจากกัน ข้าพยายามประคองสติเท่าที่จะทำได้ แต่เพียงครู่เดียวการรับรู้ทั้งหมดของข้าก็ดับลง...
แสงสว่าง...นี่คือที่ไหน?
“โอ ท่านตื่นแล้ว” เสียงกระด้างฟังไม่ลื่นหูเอาเสียเลย
“ท่านเป็นของขวัญจากความมืดโดยแท้เลย จักรพรรดิของพวกเรา” ยิ่งฟังข้ายิ่งรู้สึกขยะแขยงยังไงพิกล
“ท่านรีเฟมแอสแซน”
...นั่นคือ ชื่อของข้าหรือ...


หรือ...



XXV

ลมโชยเอื่อยพัดยอดหญ้าพลิ้วไหวเป็นระลอกเล็กๆมองดูไม่ต่างจากระลอกคลื่นบนผิวสระน้ำ ที่กำลังสะท้อนแสงเป็นประกายระยิบระยับแสบตากลางเมืองใหญ่ ปลาฝูงใหญ่ว่ายไปมาท่าทางร่าเริงห่างฝั่งออกไปไม่น้อย แต่ห่างจากที่ข้านั่งอยู่มากโขล่ะ
ข้ามองฝูงปลาแล้วอดที่จะถอนใจไม่ได้ ไม้คันยาวที่ถือไว้จนเมื่อยยังคงอยู่ในท่าเดิมมาเกือบสองชั่วโมงแล้ว ทั้งที่ข้าตั้งใจมั่นเหมาะในการมานั่งจ๋องข้างสระน้ำกลางเมืองหลวงท่ามกลางแดดเปรี้ยงๆ ว่าข้าจะต้องได้ปลาตัวใดตัวหนึ่งมาย่างแน่ๆ แต่ดูสิเหยื่อที่แช่อยู่ในน้ำเกือบเน่าแล้วยังไม่มีวี่แววว่าปลาตัวไหนจะมาติดเบ็ดในมือข้าสักตัว
เนื้อสันชั้นดีที่ข้าแอบจิ๊กมาจากในครัวของปราการอัศวินยังไม่เลิศรสเท่าเนื้อข้าหรืออย่างไร เจ้าปลาหัวสูงพวกนี้ถึงไม่ยอมมาแลเลย องศาความหงุดหงิดของข้าเพิ่มขึ้งอีกเท่าตัว เมื่อปลาฝูงใหญ่พากันโดดหนีห่างข้าไปอีก เวลานี้พวกมันไปตั้งวงหลอกล่ออยู่อีกฝั่งของสระ หรือข้าควรเปลี่ยนวิธีการอันแสนละมุนละม่อมนี้เป็นเก็บที่เดียวหมดทั้งกระบิดีนะ
“เอ่อ...”
“อะไร” ข้าไม่รู้หรอกว่าเลเกิ้ลมายืนดูข้านั่งจ๋องอยู่ตรงนี้นานแค่ไหนแล้ว เพราะเจ้าอัศวินจอมเวทไม่ใช่สิ่งที่มาอยู่ในสายตาข้า
“ทำอะไรอยู่หรือครับท่านDD”
มุมปากข้ากระตุกขึ้นอย่างน่ากลัว “เห็นอยู่ว่าตกปลา ถามแบบนั้นอยากลงไปเป็นอาหารปลาหรือ” ข้ากำลังอารมณ์บูดได้ที่ เจ้ามาให้ข้าพาลใส่เองนะ
เลเกิ้ลถอยกรูดไปติดเจ้าตัวยักษ์อัศวินหางม้า มันเป็นปาท่องโก๋ต่างไซด์ที่ไม่ว่ามองกี่ครั้ง ก็ขัดตาข้าเสียเหลือเกิน
“ท่านจะตกปิรันย่าเนี่ยนะ” อีกคนล่ะที่อยากลงไปว่ายน้ำเล่นกับปลา
“นี่มันสระเลี้ยงปิรันย่า ถ้าข้าไม่ตกปิรันย่าจะให้ข้าตกเต่าหรือไง” เสียงข้ากระด้างขึ้นอีกระดับและพร้อมตวัดเบ็ดไปตกอัศวินหางม้าแทนปิรันย่าในเร็วๆนี้ล่ะ
“ข้าแค่แปลกใจที่เวลานี้ท่านมาอยู่แถวนี้ต่างหาก ท่านน่าจะอยู่ในปราการไม่ใช่หรือครับ ในเมื่อวันนี้ท่านไซรีทัสบอกแล้วว่า ชาวเมืองบนจะลงมาพูดเรื่องงานเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสที่ปราบดาร์คอิงเรมได้อย่างเป็นทางการที่พวกเขาต้องการให้จัดขึ้น และเห็นว่าจะมาร่วมงานนี้ด้วยนี่ครับ แล้วท่านกลับมานั่นเล่นแถวนี้เฉยเลย” เลเกิ้ลคิดว่าข้าควรอยู่รับหน้าพร้อมไซรีทัส ไม่ใช่ออกมานั่งตกปลาแบบนี้
อารมณ์อยากส่งอัศวินไปเป็นอาหารปลาของข้าเริ่มเย็นลงและเย็นจนทำให้เลเกิ้ลกับโทเอดินขนลุก กับสีหน้าของข้า “เพราะพวกนั้นจะลงมานะสิข้าถึงต้องระเห็จออกมาข้างนอก ไม่งั้นอาจมีปราการแตก ข้าแน่ใจเลยว่าตนเองคุมอารมณ์ไว้ไม่อยู่หรอก” แย่หน่อยก็อาจมีเมืองแตกตามมาติดๆอีกอย่างด้วย
“ท่านไซรีทัสคนเดียวจะรับมือไหวหรือครับ พวกสูงวัยเจ้าเล่ห์ออกปานนั้น” เลเกิ้ลนึกเป็นห่วงไม่น้อย ถึงไซรีทัสจะอายุมากกว่าเจ้าตัวหลายเท่าแต่ยังคงอ่อนเยาว์ถ้าเทียบกับพวกที่จะลงมา
“นั่นสิครับ เกิดท่านไซรีทัสถูกเล่นงานเหมือนท่านอิงเรมล่ะ ท่านไม่ห่วงหรือ” การที่โทเอดินไม่ไว้ใจชาวเมืองบนเลยนั้นข้าเข้าใจดี แต่ข้าทำใจไม่ได้ที่จะเจอพวกนั้นเวลานี้นี่หว่า
ข้าพ่นลมหายใจพรืดใหญ่อย่างเซ็งๆ “ยังไงก็ชาวเมืองบนเหมือนกัน พวกเขาคงไม่จับไซรีทัสไปต้มให้เปื่อยมากกว่านั้นแล้วล่ะน่า”
“มันก็ไม่แน่นะครับ!” อัศวินจอมเวทกับอัศวินหางม้าโพล่งออกมาเสียงดังลั่นพร้อมกัน นั่นเล่นเอาขี้หูข้าเต้นระบำกันพร้อมเพียงเลย ยืนใกล้กันแทบตบหัวกันได้จะตะโกนหาพระแสงอะไรของพวกมันฟะ
“คิดดูสิครับ ผู้ที่ลงมาเป็นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ทุกรุ่น ไม่เคยมีใครรู้ความจริงที่เกิดขึ้นกับท่านอิงเรมเลยสักคน ยิ่งมาได้ข่าวท่านอิงเรมแบบนี้เข้าไป คงจะยิ่งชื่นชมยินดีให้ท่านไซรีทัสภาคภูมิใจ และคงไม่บอกความจริงที่เกิดในสงครามนั้นตลอดกาลแน่ๆ แล้วท่านไซรีทัสก็จะกลายเป็นตัวตลกในสายตาพวกนั้น” เลเกิ้ลโกรธออกหน้าออกตาเลยล่ะ
“แล้วเจ้าพวกนั้นก็จะจัดงานเฉลิมฉลองยกยอปอปั้นท่านกับท่านไซรีทัส หลอกคนทั้งโลกอย่างหน้าด้านๆต่อไป ท่านยอมได้หรือครับ” โทเอดินจ้องข้าเป๋งแบบคาดครั้นกลายๆ
สิ่งที่ทั้งสองคนพูดมานั้นเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นแน่นอน ข้ารู้อยู่เต็มอก และข้าจะปล่อยให้มันเกิดขึ้นด้วย ในเมื่อพวกนั้นหลอกชาวมนุษย์ได้ ข้าขอหลอกคืนบ้างละกัน จะเอาให้หัวโตเลย
“ให้มันเกิดขึ้นเถอะงานฉลองนั่น ดีไม่ดีอิงเรมอาจมาร่วมงานฉลองด้วยก็ได้ ข้าอยากหัวเราะใส่พวกโง่นั่นบ้างเหมือนกัน” ถ้าอิงเรมมาเนียนในงานด้วยจริงๆ ข้าคงหัวเราะเหมือนคนบ้าไปเลยแน่ๆ
“แต่ข้าไม่อยากให้มีงานฉลองงี่เง่านั้นเลย” เลเกิ้ลหน้าหงิกทันใด เขาคงไม่อยากไปสุมหัวกับเจ้าพวกนั้น
โธ่เอ๊ยเลเกิ้ล เจ้ามีความเป็นอัศวินเต็มขั้นแบบนี้ ทำไมยังหลงมานับถือคนอย่างข้าได้ไม่มีเลิกราหว่า ข้าไม่เข้าใจนิสัยเจ้าเลยจริงๆ แต่ข้าไม่เกลียดหรอกนะนิสัยอัศวินแท้ๆแบบนี้
“ข้าเองก็ไม่อยากร่วมงานฉลองแบบนี้นักหรอก ขอลาป่วยได้ไหมนั่น” เจ้าหางม้าส่งสีหน้าเหม็นเบื่อ ทำเอาข้าอดที่จะหัวเราะไม่ได้ มันสมเป็นอัศวินกันจริงๆเว้ย
“ข้าขอบอกไว้ตรงนี้เลย ถ้างานเฉลิมฉลองนั้นเกิดขึ้น เจ้าสองคนต้องไปร่วมเฮด้วยห้ามบิดพลิ้ว” ข้ากำชับเสียงหนักและถูกสวนกลับเสียงกร้าวทันที
“ไม่เอาครับ!” ปาท่องโก๋ต่างไซด์ตะโกนออกมาพร้อมกัน
เดี๋ยวนี้มันจับมือแท็กทีมกันได้อย่างน่ากลัวพิลึกๆแฮะ
ข้าต้องเลิกสนใจปิรันย่าในสระจึงดึงเบ็ดขึ้นมาวางข้างตัว เพราะต้องสนใจเจ้าอัศวินสองคนนี้ก่อน “พวกเจ้าอยากให้เรื่องอิงเรมแตกหรือไง” ทั้งสองคนขมวดคิ้วฉับพลันเหมือนฉงนในสิ่งที่ข้าพูด “คิดดูสิ อัศวิน แซงอิที่ไนท์ วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ ล้วนมีตัวตนอยู่เพื่อปราบดาร์คอิงเรม แต่พอปราบได้กับมีอัศวินไม่พอใจเสียนี่ เป็นพวกเจ้าจะคิดว่าประหลาดไหมล่ะ”
“อัศวินแค่สองคน ไม่ไปร่วมงานคงไม่เป็นไรหรอกน่า ท่านDD” ยังไงเลเกิ้ลก็ทำใจไปเห็นเจ้าพวกนั้นไม่ได้อยู่ดี โทเอดินพยักหน้าสมทบอย่างเร่งด่วน
ข้าอยากเปลี่ยนเหยื่อที่เกี่ยวเบ็ดเป็นเจ้าสองคนนี้แล้วสิ
“เจ้าสองคนลืมไปหรือเปล่า ไอ้พวกนั้นมันฉลาดและเจ้าเล่ห์ขนาดไหน แค่เล็กน้อยก็อาจทำให้พวกมันสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติได้ เพราะฉะนั้น พวกเจ้าต้องไปปั้นยิ้มกล้ำกลืนพร้อมๆกับข้า เข้าใจไหม” ข้าเปิดการข่มขู่แบบไม่ห่วงภาพพจน์ใดๆของตนเองล่ะ (จริงๆแล้วมันก็ไม่มีอยู่ตั้งแต่แรกแล้วล่ะไอ้ภาพพจน์อะไรที่ว่านั่น) แต่การข่มขู่ของข้ามันคงไม่ได้ผลเท่าไหร่
“ถ้างั้นข้ารับงานนอกเบอร์เรี่ยนก็ได้” เจ้าหางม้ารีบหาทางออกแบบถูไถไป
“ข้าลากลับไปเยี่ยมบ้านละกันนะครับ” เลเกิ้ลเบ้หน้าหลบสายตาข้า
อัศวินตรงหน้าทำให้ข้าอยากตกปลาปิรันย่าขึ้นมาอีกครั้ง เหยื่อที่เป็นเนื้อสันชั้นดีไม่มีใครแลใช่ไหม ท่างั้นลองเปลี่ยนเป็นเนื้อสันดิ้นได้ดูหน่อยละกัน คิดแล้วข้าจึงขยับดาบสั้นข้างเอวพลันกระชากออกมาวาดไปทางเจ้าสองคนนั้นเบาๆ
พลังพุ่งเข้ากระแทกตรงๆส่งร่างเลเกิ้ลกับโทเอดินลอยจากพื้นปลิวไปตกกลางสระได้อย่างที่ใจข้าต้องการ จากนั้นข้าจึงยกสองมือขึ้นอุดหูคอยท่า เพราะนอกจากตะเกียกตะกายเข้าฝั่งอย่างเอาเป็นเอาตายแล้ว เจ้าสองคนนั่นยังแข่งกันแหกปากสนั่นสระอีกด้วย เสียงดีกันเหลือเกิน
“กลัวไม่มีใครมาเห็นพวกเจ้าในสภาพน่าสมเพชหรือ ร้องกันเข้าไปเอาให้ดังกว่านี้อีกสิ” ข้าว่าเหน็บพร้อมสีหน้าเยาะเย้ยแบบไม่กลัวจะถูกเอาคืนทีหลังด้วย
เลเกิ้ลหุบปากฉับแล้วตั้งหน้าตั้งตาว่ายเข้าฝั่ง ทั้งที่ใช้เวทน่าจะขึ้นมาได้เร็วกว่า คาดว่าเจ้าตัวคงตกใจจนลืมใช้นั่นล่ะ ทางโทเอดินเหลียวซ้ายเหลียวขวาแล้วขมวดคิ้ว
“แปลกนะ ทำไมพวกปิรันย่าไม่เข้ามารุมล่ะ?” เจ้าหางม้ามองไปทางริมตลิ่งอีกฝั่ง แล้วก็เห็นฝูงปลาไปออกันแน่ทั้งที่ไม่มีอะไรให้กินสักหน่อย
เลเกิ้ลที่เพิ่งสังเกตเห็นว่าไม่มีปลาตัวไหนว่ายเข้ามาใกล้พวกเขาเลย เขาจึงหยุดดิ้นรนแล้วหันไปดูบ้างก่อนจะมองมายังข้าที่ยืนกลั้นขำจนตัวงอ
ข้าเก็บดาบเข้าฝักแล้วก็จริงแต่ยังไม่กดลงไปให้สนิท ข้ารู้หรอกน่าว่าการโดนรุมกัดมันเจ็บแค่ไหน ถึงในใจลึกๆอยากให้ลองโดนกันบ้างแต่ข้าคงทำจริงๆไม่ลงหรอก
เจ้าสองคนค่อยๆลุยน้ำกลับเข้าฝั่งด้วยท่าทางสงบเสงี่ยมขึ้นมาทันใด ยิ่งมีสายตาชาวเมืองหลายคนมองอยู่อย่างสนใจด้วย ยิ่งทำให้ทั้งสองก้มหน้างุดไม่กล้าส่งเสียงใดๆอีกนอกจากเร่งสปีดเข้าหาฝั่งอย่างเดียว
ข้าล่ะสะใจยิ่งนัก เพราะเสียงแหกปากสนั่นของเจ้าสองคนแต่แรกนั่นล่ะ ที่ทำให้มีคนมาสนใจ ถ้าเงียบๆซะแล้วว่ายกลับมาก็คงไม่ต้องหน้าม้านกันแบบนั้นหรอก
“ไง เย็นสดชื่นดีไหม?” อย่าหาว่าข้าทับถมเลยนะ ก็ข้าอยากหัวเราะใส่ในระยะเผาขนนี่นา
“ถ้าอยากรู้ท่านก็ลงไปว่ายดูสิ” โทเอดินกัดฟันกรอดๆ ท่าทางอยากทุ่มข้าลงน้ำเสียเต็มประดา
“ข้าพิสูจน์มาแล้วตั้งแต่เมื่อปีก่อน ข้าถึงได้ให้พวกเจ้าได้รู้บ้างไง ว่ามันแสนจะสดชื่นแค่ไหน” ว่าแล้วข้าก็หัวเราะใส่ดังๆ เลยได้เห็นอัศวินสองคนเปลี่ยนร่างเป็นวิญญาณอาฆาตที่ไม่อาจระบายความอาฆาตต่อข้าได้ ทั้งสองจึงหันไปทางอื่นแล้วทำปากขมุบขมิบราวกำลังแช่งชักหักกระดูกข้าอย่างตั้งใจสุดๆ
หลังจากออกแรงบิดเสียเสื้อแทบขาด โทเอดินก็สะบัดเสื้อตนเองอีกสองสามครั้งก่อนสวม ทางเลเกิ้ลไม่ต้องทำอะไรที่ต้องใช้แรงแบบนั้น แค่ขึ้นมาจากน้ำเขาก็ใช้เวททำให้ตนเองแห้งสนิทได้ในพริบตา แต่ไม่ยอมเผื่อแผ่ความแห้งนั้นไปที่โทเอดินด้วยเสียนี่ สงสัยจะอยากแกล้งเจ้าหางม้าบ้างกระมัง
“พลังของท่านDDมันยังไงกันนะ ทั้งที่คราวที่ท่านโดดลงไปถูกพวกมันกัดเสียยับขนาดนั้น แล้วทำไมตอนนี้พวกมันไม่กล้าแม้นจะเฉียดเข้ามาใกล้ท่านเลยล่ะ” เลเกิ้ลมองสำรวจข้า ราวกับว่าข้าเป็นกล่องปริศนาที่หาฝาเปิดไม่เจอ แม้นจะจับพลิกสักร้อยรอบแล้วก็ตาม
“ถึงข้าอธิบายไปเจ้าก็ไม่เข้าใจอยู่ดีล่ะ เพราะงั้นข้าไม่พูดให้เมื่อยปากดีกว่า” ข้ารีบตัดบทเพราะไม่อยากประจานความเซ่อของตนให้ใครๆได้รู้อีกนอกจากไซรีทัส
“ตกลงท่านไม่กลับปราการจริงๆหรือครับ” โทเอดินถามขึ้นเมื่อเห็นข้าหันไปสนใจเบ็ดตกปลาข้างตัว
ข้าพ่นลมพรืดใหญ่ก่อนหลิ่วตาใส่เจ้าหางม้า “จะให้ข้าย้ำคำพูดเดิมทำไมอีก ในเมื่อพวกเจ้าเองยังหาเรื่องออกมาร่อนนอกปราการเลย”
เจ้าหางม้าสะดุ้งแล้วหัวเราะเจื่อนๆ เลเกิ้ลยิ้มแหยให้ข้า แล้วทั้งสองก็พร้อมใจกันสะดุ้งกับแสงสว่างสีทองที่อยู่ๆก็ปรากฏขึ้นมาแบบไม่มีสุ่มเสียงใดเตือนล่วงหน้า
“ไซรีทัส”
“ท่านไซรีทัส!” เจ้าสองคนผงะห่างออกไปคนละทาง
“ท่านดิวดร็อฟ กลับปราการพร้อมข้าเดี๋ยวนี้เลย” ไม่พูดเปล่าเจ้าตัวพุ่งเข้ามาตะปรบคอข้าได้ไวอย่างที่ข้าอ้าปากอีกครั้ง สถานที่รอบกายก็เปลี่ยนไปแล้ว

ห้องโถงขนาดใหญ่ตกแต่งไว้ด้วยผ้าม่านที่ทอมาจากไหมสีอ่อน พื้นห้องปูด้วยพรมขนสัตว์ลวดลายวิจิตรงดงามแปลกตาประเมินค่าไม่ถูก โต๊ะเก้าอี้ไม้สักทองขัดเงาตั้งเด่นกลางโถง เครื่องประดับต่างๆ ไม่ว่าภาพวาดดอกไม้เสมือนจริงที่ทำให้คนได้เห็นอาจเผลอนึกไปว่ายืนอยู่กลางทุ่งดอกไม้จริงๆ เครื่องทองเครื่องเงิน งดงามจนไม่คิดเลยว่าเป็นเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน แก้วเจียระไนที่วางตกแต่งไว้ตามมุมทำให้ห้องสว่างไสวและเพิ่มความงามขึ้นอีกหลายเท่า
ข้าที่กำลังจะพูดอะไรสักอย่างเห็นแบบนี้เข้าไป ไอ้ที่อยู่ในสมองหายแวบไปหมดทันที ข้าต้องหยีตาหลบแสงต่างๆในห้องโถงนี้ที่ไม่ได้มีแค่ของประดับแยงตา มันมีสิ่งมีชีวิตที่มีพลังแยงสายตาอย่างร้ายกาจอีกสาม... ไม่สิข้างกายข้าอีกหนึ่งมันก็ต้องเป็นสี่สินะ... โอยแว่นกันแดดดูท่าเอาไม่อยู่แน่ โธ่ตาข้าต้องพิการก่อนเวลาอีกแล้ว เล่นเรื่องนี้ข้าคงต้องทำประกันสายตาหนักๆหน่อยล่ะ
“ดิวดร็อฟ ทั้งสามท่านนี้คือท่านที่มาจากเมืองบน นี่ท่าน มอร์แลนด์” ไซรีทัสผายมือไปยังร่างสูงผมทองตัดสั้น ตาสีทองคมดุจนกกินเนื้อแล้วเลื่อนมือไปที่คนทางขวามือ “ท่านนี่ ท่านเอลิม่า” หญิงสาวหนึ่งเดียวในกลุ่มมีดวงตาหยิ่งๆเส้นผมฟูนุ่มม้วนเป็นหลอด “และท่านนี้ ท่าน ดีเมอร์ไรท์” ชายหนุ่มผู้มีรอยยิ้มแพรวพราวและมีแววตาขี้เล่น
ข้าควรทำความเคารพพวกเขาใช่ไหม ข้าได้แต่ถามตนเองในใจ ไซรีทัสจึงเอาศอกกระทุ้งข้าเบาๆ
‘ข้าขอร้องล่ะ ท่านช่วยฝืนใจก้มหัวให้พวกเขาหน่อยเถอะ เพื่อท่านอิงเรม’
ชื่อมังกรดำที่คนผมทองยกมาอ้างยิ่งทำให้ข้านึกอยากกระชากดาบสั้นออกมาเชือดพวกมันเป็นชิ้นๆ แล้วใส่กล่องพัสดุตีตราของสดส่งกลับเมืองบนไปชะมัด
ไซรีทัสกระทุ้งข้าอีกครั้งพร้อมแววตาอ้อนวอน ข้าจึงเริ่มนับหนึ่งถึงร้อยในเวลาสองวินาทีจากนั้นบรรจงปั้นยิ้มหยิ่งเลียนแบบเจ้าตัวปลอมที่เคยเจอเมื่อครั้งไปเอาหัวใจสวรรค์ เคยคิดว่าจะไม่ยิ้มแบบนี้ให้ใครเด็ดขาด แต่พอเจอเจ้าพวกนี้เข้า ข้ายิ้มให้ได้อย่างเต็มใจเลยล่ะ
“ยินดีที่ได้พบครับ ข้า ดิวดร็อฟ เออริแกรน”
ผู้มาจากเมืองบนทั้งสามมีสีหน้าประหลาดใจขึ้นมาทันทีที่ข้าแนะนำตัว
“เออริแกรน...” มอร์แลนด์พึมพำกับตนเองขณะจ้องข้าตาวาว
“สกุลข้ามีอะไรแปลกหรือครับท่านมอร์แลนด์” ข้าพยายามปรับน้ำเสียงให้นุ่มนวลที่สุด ทั้งที่อยากว๊าก ออกไปสุดเสียง
เอลิม่าหัวเราะเย็นๆก่อนเป็นคนตอบข้าด้วยคำตอบแสนเจ็บแสบ “มอร์แลนด์คงคิดว่า หน้าอย่างเจ้าไม่คู่ควรกับชื่อเออริแกรนแม้นแต่น้อยเลยน่ะสิ” ด้วยสำเนียงดูถูกเต็มร้อย แล้วหล่อนยังจีบปากจีบคอหัวเราะต่ออีกเล็กน้อยด้วย
ถ้าตบด้วยด้ามดาบสั้นหล่อนจะเลิกหัวเราะไหมหนอ... อยากลองสักครั้งจัง
ข้าสะดุ้งโหยงแทบกลั้นเสียงจ๊ากของตนเองไว้ไม่อยู่แน่ะ กับฝีมือการหยิกหนักๆจากคนผมทอง ความคิดอยากตบชาวบ้านมลายหายไปกับอากาศทันใด
ไซรีทัส ทำอะไรของท่านกัน มันเจ็บนะ
‘อย่าได้เอาดาบสั้นออกมาใช้แม้นแต่น้อยเชียวนะครับ พวกเขาน่าจะรู้จักพลังของสิบสองอักขระพสุธาจรดฟากฟ้าไม่มากก็น้อย หากท่านเอามาใช้มันต้องไม่จบเรื่องง่ายๆแน่’ เสียงที่ส่งเข้ามาในหัวดุเสียข้าขนลุกเลย ถึงกระนั้นข้ายังคงไม่เลิก
งั้นเอาเป็นถล่มทิ้งแบบที่อิงเรมลบภูเขาทั้งลูกเลยดีไหม รับรองไม่ทันรู้ว่าอะไรเป็นอะไรก็ไปเกิดใหม่หมดแล้ว...ข้าอยากชักดาบจริงๆนะ
เห็นสีหน้าเหมือนคนอยากโหม่งกำแพงของไซรีทัสแล้ว ยิ่งอยากชักดาบเสียเต็มประดา มือคันยิบๆเลยล่ะ
‘แล้วบ้านเรื่องในเมืองก็พลอยหายไปครึ่งเมืองด้วยใช่ไหม’ เขาคงปลงกับนิสัยข้าจนไม่รู้จะปลงยังไงแล้ว ข้าฉีกยิ้มกว้างให้ท่านวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ คิดจะต่อปากต่อคำ...เอ ต้องต่อความคิดต่างหาก กันอีกแต่ก็ต้องหยุดเมื่อถูกพวกตัวขาวๆจากเมืองบนดึงความสนใจไปเสียก่อน
“นอกจากหน้าตาปัญญาอ่อนแล้วนิสัยยังอ่อนด้วยหรือนั่น ถูกว่าเหน็บแล้วยังหัวเราะรับได้หน้าตาเฉย ไม่น่าเชื่อเลยว่าน้ำหน้าอย่างเจ้าสามารถฆ่าดาร์คอิงเรมได้ สงสัยคงไม่พ้นฟลุ๊กล่ะมั้ง” ดีเมอร์ไรท์พูดขำๆ ทั้งที่เนื้อความที่พูดคนได้ยินขำไม่ออก
ข้าขยับยิ้มพราวอย่างชั่วร้ายแล้วบอกเสียงรื่นเริงสุดๆ “คงเพราะสมองกับความคิดของข้ามันคนละระดับกับพวกท่านกระมัง เพราะถ้ามันบรรเจิดเหมือนกันคงไม่ปล่อยให้มังกรอสูรตัวนั้นลอยหน้าลอยตามาถึงป่านนี้หรอก ว่างั้นไหมพวกท่าน”
“มากไปแล้วเจ้ามนุษย์!” สาวที่ชื่อเอลิม่าสวนกลับมาด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด
“มาก?” ข้าเอียงคอแบบน่ารักๆมองแม่คุณ “อะไรมากหรือครับท่านเอลิม่า”
“เจ้ากล้าว่ากระทบพวกข้า แล้วยังทำเป็นไม่รู้เรื่องอีกหรือ”
“หา!” ข้ากะจังหวะโดดเลียนแบบการสะดุ้งแล้วหันไปที่ไซรีทัส “ข้าจะพูดอะไรไร้มารยาทแบบนั้นได้ไง มนุษย์ตัวเล็กๆอย่างข้าไม่พูดอะไรแบบนั้นหรอก ข้าไม่กล้าแบบนั้นหรอกใช่ไหมท่านไซรีทัส ท่านเอลิม่าคงฟังผิดแล้วล่ะ” ข้าช้อนสายตาเจ้าเล่ห์ใส่ท่านวิญญาณศักดิ์สิทธิ์
ไซรีทัสถอนใจเฮือกใหญ่แล้วระบายยิ้มงดงามให้ทั้งสาม “ท่านดิวดร็อฟไม่มีความคิดจะกล่าวอะไรพาดพิงพวกท่านหรอกครับ ที่พูดแล้วฟังไม่เข้าหูคงเป็นเพราะท่านไม่ค่อยได้ศึกษา เลยเรียบเรียงไม่ถูกว่าต้องใช้คำแบบไหน บางครั้งจึงกระด้างไปบ้าง ข้าขออภัยแทนด้วยครับ”
“เช่นนั้นท่านก็ควรสั่งสอนเขาให้มากหน่อยนับแต่นี้ อย่าลืมว่าท่านจ้าวของพวกเราไม่ชอบพวกไร้มารยาทแบบนี้ หากแซงอิที่ไนท์ที่ท่านเลือกมาไปแสดงกิริยา คำพูดคำจาชั้นต่ำเยี่ยงนี้ต่อหน้าท่านละก็ เกรงว่าท่านคงได้เลือกแซงอิที่ไนท์คนใหม่ในเร็ววันแน่” เอลิม่ายังคงจิกสายตาดูถูกปนขยะแขยงใส่ชาวมนุษย์ผมเงิน
ถ้าตบปากผู้หญิงด้วยดาบสั้น จะถูกหาว่าอันธพาลไหมหว่า...
อยู่ๆข้ารู้สึกเหมือนมีลมหนาวพัดผ่านหลังไปวูบใหญ่พอหันไปมองไม่ยักมีอะไร แต่พอมองเลยไปที่คนผมทองข้างกาย ข้าก็รู้ล่ะจุดกำเนิดลมหนาวเมื่อครู่ อยู่ไม่ไกลเลย
‘ท่านช่วยอย่าคิดอะไรที่เป็นการล่อแหลมต่อการถูกปลดได้ไหม ถ้าท่านถูกปลดไปสถานภาพของท่านอิงเรมอาจลำบากขึ้นมาฉับพลันได้ กรุณาเถอะ’ รังสีความเย็นแทรกมาพร้อมเสียงดังขึ้นในสมองแบบกะฝังข้าแน่ถ้าข้ายังไม่เลิกคิดเป็นอันธพาล
ข้าหลิ่วตามองคนผมทองข้างกายแล้วขยับยิ้มจางที่มุมปาก
ก็ได้ เพื่ออิงเรมนะ... อย่าตกใจล่ะถ้าเห็นอะไรต่อจากนี้
ข้าก้มหน้าลงแล้วตั้งใจในการดึงบุคลิกจำเป็นที่ข้าลืมไปนานแล้วออกมา แต่เพราะนานมากจริงๆข้าเลยต้องใช้เวลาหน่อยในการค้นหา
“เจ้าเด็กนั่นเป็นอะไรไปแล้วล่ะ ก้มหน้านิ่งเชียว ไม่ใช่ว่าเกิดสำนึกผิดจนไม่กล้าสู้หน้าพวกข้าแล้วหรอกนะ” ดีเมอร์ไรท์มองเหยียดในการพูดถึงข้า
มันมีอะไรที่ข้าต้องสำนึกมิทราบ เดี๋ยวปั๊ด! โอ๊ะไม่ได้ๆ ต้องใจเย็นกว่านี้ ไม่งั้นอาจได้ปราการแตกเข้าจริงๆ เย็นไว้ดิวดร็อฟ เย็นไว้เออริแกรน...
“เมื่อครู่ยังปากเก่งอยู่เลย เกิดอะไรขึ้นล่ะ หรือดุเขาไปล่ะนั่น ถึงได้หงอลงไปแบบนั้น” มอร์แลนด์มองไปที่ไซรีทัส
เออ ข้าถูกดุเต็มๆเลยล่ะ ถ้าไม่ถูกดุน่ะหรือ... พวกเจ้าได้ใช้บริการสายด่วนไปเกิดใหม่เสียเก่าแล้ว
“เรื่องนิสัย เรื่องการศึกษาและมารยาทของเจ้านี่เอาไว้ก่อนเถอะ พวกข้าลงมาเพื่อแจ้งว่าจะมาร่วมงานเฉลิมฉลองที่เจ้าฆ่ามังกรอสูรดาร์คอิงเรมได้ และในงานฉลองนั้นจะมีชาวเมืองบนอีกหลายท่านมาร่วมด้วย ข้าต้องการให้งานนี้สร้างความพอใจให้ท่านที่จะมาร่วมงาน และห้ามมีการผิดพลาดใดๆทั้งสิ้น ทำได้ไหมไซรีทัส” คำสั่งจากหญิงสาวไม่มีช่องให้ไซรีทัสปฏิเสธเลยแม้นแต่น้อย
ไซรีทัสกำลังจะอ้าปากตอบก็ถูกข้าขัดขึ้นมาเสียก่อน
“เป็นที่พอใจของท่านที่จะมาร่วมงาน... พวกท่านอยากได้ความพอใจแบบไหนล่ะ” ข้าพูดออกไปด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำเรียบๆแล้วเงยหน้าขึ้นมองทั้งสามช้าๆ
สีหน้าตะลึงฉายชัดบนใบหน้าชาวสวรรค์ทั้งสี่ แน่ล่ะ รวมไซรีทัสเข้าไปด้วยนี่นา
ข้ามั่นใจว่าตนเองเวลานี้ นิ่งและสง่างามพอจะทำให้ทั้งสามเกรงใจได้ไม่มากก็น้อยล่ะ
แววตาสุขุมนิ่งคมกับวงหน้าเปี่ยมความมั่นใจแบบทระนงน้อยๆ ดั่งผู้มีเลือดขัตติยะของประเทศใดสักแห่ง ซ้ำยังให้ความรู้สึกลึกลับอยู่ในทีอีกด้วย ข้าในเวลานี้คงทำให้ไซรีทัสงงไปอีกนาน
“ว่าไงล่ะครับ พวกท่านต้องการให้งานเฉลิมฉลองนี้มีรูปแบบอย่างไร เชิญออกความเห็นมาได้เลยครับ ข้าและอัศวินทั้งหลายจะทำอย่างเต็มที่เพื่อความพึงพอใจของปวงท่าน” พูดจบก็ผายมือเป็นการเชื้อเชิญให้ใครสักคนหรือทั้งสามเลยก็ได้ ออกปากได้ตามสบายก่อนยิ้มอย่างไว้ตัวตบท้าย
‘ดิวดร็อฟ วันนี้ท่านกินยาไม่ได้เขย่าขวดมาหรือ’
ฟังพ่อคุณเปรียบเทียบเข้าสิ มันน่างัดดาบสั้นมาทำการบูรณะปากสักที่สองทีเหลือใจ นิสัยกวนบาทาพัฒนาขึ้นจนน่าโมโหแล้วนั่น
‘ท่านกำลังว่าตนเองหรือ... ข้าเข้าใจนะ นิสัยท่านถึงด่าตนเองฆ่าเวลาเล่นก็ไม่ใช่เรื่องแปลก’
ข้าหัวเราะเบาๆในลำคออย่างคนข่มอารมณ์อยากเก็บบ้างคนเต็มที แต่มือเริ่มขยับไปที่ดาบสั้นแล้ว คาดว่าน่าจะได้เอามาปาหัวใครสักคนในไม่นานนี้ถ้าเอลิม่าไม่ขัดความคิดข้าขึ้นมาด้วยเสียงหนักๆอย่างคนไม่ถูกใจในสิ่งที่ข้าพูดเสียก่อน


Enter code here   
Please note: although no board code and smiley buttons are shown, they are still usable.
Finch
นักเขียน 1168
Posts: 148
graphgraph
User Offline Click here to see the profile of this user
Reply Quote
 
#6896
Re: Sanctity Knight III มาแล้วคับ 12 Months ago Karma: 5
“ฝ่ายพิธีการต่างๆของพวกเจ้ามีไม่ใช่หรือ แล้วยังจะให้ข้าลดตัวลงไปแน่ะนำสิ่งใดพวกเจ้าอีก” แววตาเหยียดๆปรายใส่ข้าที่เชิดหน้ามองทั้งสามอย่างผู้เป็นเจ้าของสถานที่
ข้ายิ้มแบบที่คนเห็นหัวคิ้วงอกันพร้อมเพียง “ข้าเป็นมนุษย์นะครับ ทำได้อย่างที่มนุษย์คนหนึ่งทำได้เท่านั้น หากพวกท่านปล่อยให้ทางข้าจัดการเองแล้วปรากฏว่า ไม่เป็นที่พอใจในภายหลัง ข้าจะขออ้างว่า ข้าได้ขอความเมตตาจากท่านทั้งสามแล้ว หากแต่พวกท่านกับไร้น้ำใจ ฉะนั้นหากต้องการบ่นขอให้ไปบ่นกับพวกท่านเอาเองละกันนะครับ” คิดว่าน้ำเสียงข้าคงเย็นได้ใจเลยล่ะ ขนาดไซรีทัสยังต้องลอบกลืนน้ำลายเลยนี่นา
“ดิวดร็อฟ เออริแกรน” ดีเมอร์ไรท์เรียกชื่อข้าด้วยท่าทางรื่นเริงแปลกๆ นั่นมันทำให้ข้าขนลุก ดีที่วันนี้ข้าใส่เสื้อแขนยาวเลยไม่มีใครมองเห็น
แขยงโว้ย!
“ครับท่านดีเมอร์ไรท์ ท่านมีอะไรจะแน่ะนำข้าหรือครับ” ข้าพยายามปั้นยิ้มแทบขากรรไกรค้าง
“เงาหัวเจ้าจะไม่เหลือเร็ววันนะ หากเจ้ายังคงไร้สำมาคารวะแบบนี้” ใบหน้าร่าเริงแต่สิ่งที่พูดมันยาพิษชัดๆ
อย่างที่เคยบอกข้ามันอย่างหนาแค่นี้สะเทือนข้าไม่ได้หรอก “ถึงเวลานั้นเงาหัวอะไรหลายๆอย่างก็คงไม่เหลือแล้วเหมือนกัน ไม่แค่ของข้าหรอกท่านดีเมอร์ไรท์”
ดีเมอร์ไรท์ตบมือฉาดใหญ่ท่าทางชอบอกชอบใจน่าดู “เอาเรื่องไม่น้อยแฮะ มิน่าเจ้าถึงปราบดาร์คอิงเรม ลงได้ อือๆ ซ่อนเขี้ยวเล็บไว้เยอะน่าดู” ชายหนุ่มหัวเราะในลำคอแล้วหันไปทางหญิงสาว “เอลิม่า เจ้าอย่าโยกโย้กับเด็กคนนี้เลย เขามีเขี้ยวเล็บซ่อนไว้มากมายอย่างมิดชิดเสียด้วย ถ้ากางออกมาใส่พวกเราคงไม่ดีแน่”
ข้าเกือบหลุดสะดุ้งของจริงดีที่ห้ามตนเองทัน ดีเมอร์ไรท์... ว่าแล้วท่าทางแบบนั้นตาแหลมน่าดู ทางแม่สาวเอลิม่านั่น เป็นพวกแบ่งชนชั้นสุดๆนอกนั้นก็ไม่มีอะไร คนตาดุๆนั่นก็แหย่มากไม่ได้ พวกปากว่ามือถึงน่าอันตราย ถึงกระนั้นข้ามันเป็นพวกมีดวงกับเรื่องอันตรายเสียด้วย ขอยั่วโมโหอีกหน่อยละกัน
โอ้ ข้าเห็นคนผมทองข้างตัวขยับมือยุกยิกเหมือนอยากซัดข้าสักป้าบใหญ่ๆ แต่ต่อหน้าท่านทั้งสามคงลงมือไม่ได้ โอกาสป่วนจิตชาวบ้านจึงกลับมาเป็นของข้า
‘ข้าจะคิดคืนที่หลังให้หนักเลย’
ความหนักแน่นของเสียงที่ดังเข้ามาในสมองทำให้ข้าห้ามเสียงหัวเราะของตนเองไม่อยู่ หลุดออกไปพรืดใหญ่เลยล่ะ มันจึงทำให้ชาวเมืองบนทั้งสามต่างจ้องข้าเขม็ง
“ข้าดีใจน่ะครับกับคำชมปนประชดจากท่านดีเมอร์ไรท์ คนทั้งโลกคงมีแค่ข้ากระมังที่ได้รับคำชมจากท่าน” ให้ตายเถอะข้าอยากเล่นปามือเข้าเป้าใจจะขาด ข้าตะโกนออกไปดังๆในใจแต่ไซรีทัสกับทำหูทวนลมปิดการติดต่อกับข้าเสียงอย่างนั้น
“เฮอะ!” เสียงขึ้นจมูกแบบดูถูกสุดใจ “ดีเมอร์ไรท์ เจ้าพูดเกินไปหน่อยหรือเปล่าแต่มนุษย์ ทำเสียยังกับเป็นสิ่งมีชีวิตที่สำคัญนักหนา เดี๋ยวมันก็ได้สำคัญตนเองผิดว่าสูงค่าเทียบเท่าพวกเราขึ้นมาหรอก” แค่ต้องปรายตาไปยังมนุษย์คนที่ว่า เอลิม่าก็ต้องฝืนใจเต็มทีแล้ว และข้าก็รู้สึกถึงการฝืนใจนั้นดี
“นั่นสิ เอาเป็นว่าเจ้าต้องการให้ทำอย่างไรบอกไปละกัน ข้าไม่อยากอยู่ที่นี่นานนักหรอก” มอร์แลนด์พ่นลมพรืดใหญ่อย่างเบื่อๆ
ข้าเองก็เบื่อขี้หน้าพวกเจ้าทั้งสามแทบอยากลงเท้าถีบส่งไปบริการปากท้องปิรันย่าสุดใจแล้วเหมือนกัน
หน้าสวยๆของหญิงสาวชาวเมืองบนงอลงถนัดตาก่อนจะยื่นม้วนกระดาษมาตรงหน้าข้า “เอาไป ถ้าทำไม่ได้อย่างที่เขียนอธิบายไว้ในนี้ ข้าเอาเรื่องเจ้าแน่” เธอฟาดม้วนกระดาษใส่มือข้าเพี้ยะใหญ่
ข้าอยากกัดมืองามๆแต่แรงเท่าเท้าช้างนั่นให้เลือดโชก ฟาดมาได้
ข้าพยายามปั้นยิ้มแล้วส่ายหน้า “ที่จริงก็เตรียมมาแล้วไม่รู้จะทำโยกโย้เอาอะไร ให้ๆมาเสียแต่แรกก็สิ้นเรื่อง เอ๊ะหรือว่า ท่านอยากหาเรื่องคุยกับข้านานๆกันแน่”
รังสีพิฆาตพุ่งปราดผ่านหัวข้าไปแบบถ้ามันมีความร้องถึงระดับละก็ ผมบนหัวข้าคงไหม้ราบไปแล้ว “ข้าว่าเจ้าอาจไร้เงาหัวก่อนได้ร่วมงานฉลองถ้ายังปากแบบนี้”
ข้าเจ็บแปลบเข้าไปในหัวใจ เอลิม่าไม่เห็นค่าในชีวิตมนุษย์คนใดเลย แค่ว่าตนเองไม่พอใจเธออาจทำลายทิ้งเสียเดี๋ยวนั้นเลยก็ได้... ข้าเกลียดมากๆเลยล่ะผู้ที่มีความคิดแบบนี้ แต่ข้าไม่อยากทำให้ไซรีทัสไมเกรนกำเริบมากไปกว่านี้ แค่ที่ข้าเล่นอยู่เวลานี้ก็ทำเอาคนผมทองแทบผมร่วงแล้ว
ข้าจำใจค้อมศีรษะให้อย่างนอบน้อม พร้อมทั้งเค้นเสียงออกมาแบบผู้น้อยที่กำลังสำนึกผิด “โปรดยกโทษให้ข้าด้วย ข้าจะไม่พูดอะไรที่มันระคายหูท่านเอลิม่าอีก”
“ข้าก็ต้องขออภัยด้วยครับท่านเอลิม่า ที่ไม่ได้อบรมดิวดร็อฟให้ดีกว่านี้” คนผมทองพลอยก้มหัวให้สาวเจ้าด้วย
“ยังไงนั่นก็สำนึกผิดแล้วช่างมันเถอะน่า เรายังมีเรื่องสำคัญต้องพูดอีกเรื่องหนึ่ง” มอร์แลนด์ตบไหล่สาวเจ้าเบาๆ
“นั่นสิยังไม่ได้พูดอีกเรื่องจริงด้วย” ดีเมอร์ไรท์ทำหน้าตื่นอย่างคนเพิ่งนึกได้ที่ข้าดูออกว่าเสแสร้งมันเลยให้ความรู้สึกน่าถีบส่งแบบยกระดับ
“พวกท่านมีเรื่องสำคัญอันใดอีกหรือครับ?” ไซรีทัสถามขึ้นด้วยเสียงไพเราะแต่ข้าขมวดคิ้ว
อีกเรื่องน่ะหรือ ให้เดาละก็ไม่พ้นหัวใจสวรรค์นั่นแหละ
เอลิม่ายกมุมปากโปรยยิ้มที่เธอคงคิดว่าทรงเสน่ห์มากที่สุดแล้วให้ข้ากับไซรีทัส “พวกข้าต้องการดูอาวุธที่เจ้าสร้างขึ้นมาจากหัวใจสวรรค์ รวมทั้งตลับเวทบันทึกด้วย”
หัวใจข้าเด้งดึ๋งออกจากอกตกไปยังบ่อปิรันย่า ข้าลืมเรื่องตลับเวทเสียสนิท! ถ้าพวกเขาเห็นตลับเวทนั่นต้องรู้แน่ๆว่ามันสร้างขึ้นมาจากพลังมังกร ข้าให้ไซรีทัสสร้างไว้แค่ดาบอย่างเดียวด้วย
‘ไม่ต้องกังวลหรอกท่านดิวดร็อฟ’
ไซรีทัสส่งเสียงมาอย่างมั่นใจแล้วยื่นสองมือออกไปด้านหน้าในแนวขนานพื้น แสงสีน้ำเงินสว่างวาบบนมือขวาก่อนจะมีดาบสีเงินยาวเมตรกว่า โกร่งดาบฉลุลายประดับอัญมณีสีเขียวใสลอยเด่นอยู่กลางอุ้งมือ
ดาบเล่มนั้นมัน...ที่เห็นในตลับบันทึกเวท ทำออกมาสวยเชียวนะ
‘ข้าสร้างให้ตามที่ท่านบอกไว้เมื่อวันก่อนไง เหมือนเปี๊ยบเลยใช่ไหมล่ะ’
มือซ้ายมีแสงสีทองสว่างวาบแล้วปรากฏตลับบันทึกเวทสีเงินยวง ของสิ่งนั้นทำให้ใจข้ากระตุก
ไซรีทัสตลับนั่น...
‘ข้าสร้างขึ้นมาเอง โดยให้บันทึกภาพจากตลับที่ท่านอิงเรมสร้างขึ้นมาอีกที่หนึ่ง ไม่ใช่ตลับเวทของท่านอิงเรมหรอก ท่านอิงเรมบอกให้ข้าทำขึ้นเมื่อคราวที่มาดื่มชากันนั่นไง’
อิงเรมนี่รอบครอบจริงๆเลย ข้านึกถึงแค่หัวใจสวรรค์เท่านั้น ข้าลอบกลืนน้ำลายระหว่างที่มอร์แลนด์หยิบตลับสีเงินไปดู แน่ล่ะเมื่อเป็นพลังของไซรีทัสย่อมไม่มีอะไรผิดสังเกต ทางดาบเล่มนั้นก็น่าจะไม่ต้องห่วง...มั้ง เอลิม่าเธอหมุนดูอย่างตั้งใจเหมือนกำลังจับผิดให้ได้สักอย่างชักทำข้าเสียวสันหลังพิกล
“พลังของหัวใจสวรรค์ อ่อนลงจนแทบจับพลังหลักไม่ได้ขนาดนี้เชียว” เธอเอ่ยขึ้นมาลอยๆ แต่ดวงตาคมกริบปรายมาทางข้าแวบหนึ่งอย่างตั้งใจ
“ไม่แปลกหรอกที่หัวใจสวรรค์แทบสิ้นอำนาจ อีกฝ่ายคือดาร์คอิงเรมนะ มันไม่แตกสลายไปด้วยนับว่าโชคดีมากโขแล้ว” ดีเมอร์ไรท์ยื่นมือไปรับดาบมาดูบ้าง “เซนต์ดีเหลือเชื่อ สร้างขึ้นมาได้งามไร้ที่ติจนไม่น่าเชื่อว่า อย่างเจ้าจะคิดออกมาได้ถึงขนาดนี้”
ชมเฉยๆไม่ได้หรือไงไอ้สร้อยสวยๆอย่างการแขวะอย่างตั้งใจนั่นไม่ใส่ก็ไม่มีใครหมั่นไส้หรอก แต่เอาเถอะ ถ้ารู้ว่าดาบงามๆนั่นมาจากความคิดใครคงลมจับบินกลับสวรรค์ไม่ถูกกันแน่... คิดแล้วก็อยากพูดออกไปจริงจริ๊งๆ
“โอ๊ย!” ข้าสะดุ้งโหยงจากแรงบิดเจ็บๆที่สีข้าง แถมคราวนี้มีจิกเล็บเพิ่มมาด้วย ทำไมพักนี้ดุจังฟะติดนิสัยใครมานั่น
“เป็นอะไร?” มอร์แลนด์ละสายตาจากภาพที่ฉายออกมาจากตลับมาที่ข้าทันที
“คือ...เมื่อกี้ข้าเผลอกัดลิ้นตนเองเข้าน่ะครับ” ข้าแต่งเรื่องกลบเกลื่อนฉับพลัน
ไอ้นิสัยเอะอะก็ลงไม้ลงมือนี่รับรองว่าไม่ใช่นิสัยข้าแน่ๆ... แล้วเมื่อกี้หยิกข้าทำไม?
ข้าตะโกนทางความคิดใส่คนผมทองดังๆ รอยยิ้มเสแสร้งที่ใช้กลบเกลื่อนสีหน้าแท้จริงของไซรีทัสเบนมาทางข้า ก่อนจะแยกเขี้ยวน้อยๆแบบพองามประกอบอารมณ์ที่กำลังปะทุ
‘ข้าควรมัดปากหรือมัดมือท่านดีนะ เพื่อความปลอดภัยของท่านอิงเรม เพราะข้ากลัวความคิดพิลึกพิลั่นที่มักแล่นฉิวได้ทุกเวลาของท่านเหลือเกิน’
ความเป็นห่วงอย่างจริงใจจากไซรีทัสถึงอิงเรม อดไม่ได้ที่จะทำให้ข้าในเวลานี้ยิ้มออกไปจากความรู้สึกดีใจอันแท้จริง และข้าก็ได้เห็นสีหน้าประหลาดใจของชาวเมืองบน
ข้ารู้กาลเทศะมากกว่าที่ท่านคิดน่าไซรีทัส มันยังไม่ถึงเวลาที่ข้าจะล้างบางหรอกท่านสบายใจได้ หากข้าจะลงมือสักครั้งมันต้องในสงครามสุดท้ายเท่านั้น ท่านเอาเวลากังวลที่ข้าไปทางนั้นแทนดีกว่า ท่าจะไม่คืนตลับเวทกับดาบให้ซะแล้วล่ะ
ไซรีทัสสะบัดหน้าไปทันใด หากพวกเขาเอาขึ้นไปตรวจสอบที่แดนสวรรค์ละก็ ต้องรู้แน่ๆว่าดาบเล่มนั้นไม่ได้สร้างมาจากหัวใจสวรรค์ แต่เรื่องตลับไม่ต้องห่วงยังไงพวกเขาต้องคิดว่าไซรีทัสเป็นผู้ใช้พลังบันทึกตั้งแต่แรกอยู่แล้ว แล้วความกังวลของไซรีทัสก็ลดลงเมื่อเอลิม่าส่งดาบคืนมา
“ตลับนี้ข้าจะเอาไปให้ผู้ที่อยู่เบื้องบนดู ส่วนดาบเล่มนี้เจ้าเก็บไว้ละกัน ยังไงมันก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องอยู่ในแดนมนุษย์อยู่แล้ว”
“สิ่งสำคัญที่ต้องอยู่ในแดนมนุษย์... ทำไมล่ะครับ ในเมื่อไม่มีมังกรอสูรดาร์คอิงเรมแล้ว ข้าไม่เห็นว่าหัวใจสวรรค์จำเป็นอีกแล้วนี่ หากท่านต้องการเอากลับไปข้าก็ไม่ว่าอะไรหรอกนะ” ไม่ใช่ว่าข้าต้องการให้เขาเอาไปจริงๆหรอก แค่อยากรู้ว่าสามคนนี่จะว่าอย่างไร เพราะข้ารู้อยู่แล้วว่าพวกเขาเอาไปไม่ได้หรอก คอร์ต้องอยู่ในแดนเดียวกับตัวผนึกไม่เช่นนั้นการถ่ายโอนอำนาจอาจมีปัญหาได้
แววร่าเริงอยู่เป็นนิจบนใบหน้าดีเมอร์ไรท์หายไปชั่วแวบ ก่อนจะกลับมาหน้าเป็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาปั้นยิ้มแบบอยากดับลมหายใจเสียเต็มประดาให้ข้าพร้อมเอ่ยเสียงนุ่มนวล “มันเป็นเครื่องแสดงอำนาจอีกอย่างของเจ้านะแซงอิที่ไนท์มันก็ต้องอยู่กับเจ้าสิ” เขาย้ำหนักๆพร้องจ้องข้าเขม็ง “หัวใจสวรรค์ที่ใช้ปราบดาร์คอิงเรมได้เชียวนะ เจ้าคิดว่ามันไม่สำคัญหรือ... สำคัญมากเลยใช่ไหมล่ะ เจ้าเก็บไว้ดีๆละกันถือว่าเป็นหน้าที่อีกอย่างของเจ้าล่ะ” มันเป็นการยัดเยียดหน้าที่รักษาดาบเล่มนี้ให้ข้าอย่างจงใจและปิดทางปฏิเสธของข้าอย่างสิ้นเชิง
ข้าถอนใจยาวอยากระเบิดเสียงหัวเราะสุดใจแต่จำต้องกลั้นไว้แล้วปรับสีหน้าให้จริงจัง “ก่อนหน้ามันคงสำคัญ แต่เวลานี้หน้าที่ของมันเสร็จสิ้นแล้ว ข้าไม่เห็นว่ามันจะมีความสำคัญอะไรอีก ให้ข้าเก็บไว้มันอาจเกะกะจนเผลอโยนทิ้งเข้าก็ได้” ดาบในมือที่รับคืนมาถูกโยนทิ้งลงพื้นต่อหน้าต่อตาชาวเมืองบน
“ดิวดร็อฟ เออริแกรน!” เอลิม่าตวาดแหวใส่ข้าที่ไม่ทันตั้งตัว ทำเอาข้าสะดุ้งตัวลอย “เก็บมันขึ้นมาเดี๋ยวนี้ และรักษามันให้ดี หน้าที่ของมันไม่ได้มีแค่ปราบดาร์คอิงเรม มัน...!”
“เอลิม่า!” มอร์แลนด์ว้ากขัดสิ่งที่สาวเจ้าจะพูดด้วยเสียงน่าสั่นสะท้านแบบที่ทำข้าเผลอจับดาบสั้นเลยล่ะ “พูดมากเกินไปแล้ว เดี๋ยวก็ได้หลุดอะไรเหลวไหลออกไปหรอก”
“กล่าวอะไรเช่นนั้นเล่าท่านมอร์แลนด์ ท่านเอลิม่าอุตส่าห์ใจดีจะบอกข้าเรื่องหน้าที่อีกอย่างของหัวใจสวรรค์นะครับ ข้าหลงนึกว่ามีแค่หน้าที่เดียวเสียอีก ถ้ายังมีหน้าที่อีกข้าเก็บไว้ก็ได้ว่าแต่...” ข้าขยับยิ้มพราวให้ทั้งสาม “มันมีหน้าที่อะไรอีกหรือครับ” ถามพลางเดินไปหยิบดาบขึ้นมาด้วยท่าทางถนอมน่าดู ให้พวกเขาเห็นว่าข้าจะดูแลดาบเล่มนี้อยากดีชัวร์ๆ
ไซรีทัสหูผึ่งตาวาวรีบฉวยโอกาสถามบ้าง “นี่หัวใจสวรรค์ยังมีหน้าที่อื่นอีกหรือครับ มันคืออะไรหรือครับ” แววตาอยากรู้อย่างไร้เดียงสาที่เจ้าตัวบรรจงปั้นแต่เข้าหลอกล่อเห็นแล้วข้าอยากได้แว่นกันแดด ไม่ใช่จะใส่หรอกอยากเอามาขว้างสักเปรี้ยงต่างหาก หมั่นไส้
พัฒนาขึ้นแบบผิดหูผิดตาเกินไปหน่อยแล้ว
‘แน่ล่ะ ข้าพัฒนาตามท่านนี่นา ว่าแต่ท่านคิดว่าพวกเขาจะยอมบอกไหมเรื่องหัวใจสวรรค์คือคอร์ของอักขระเทวะผนึกเก้าชั้นฟ้าที่ใช้ผนึกจักรพรรดิปีศาจไว้ในโลกนี้’
ยกให้ทั้งหัว (แม่เท้า) เลยด้วย ต้องเป็นเรื่องเลิศๆอย่างอื่นแน่ที่จะยกมาหลอกต่อ
คาดไว้แบบนั้นแต่ข้าคิดผิด
“ไม่ใช่เรื่องที่พวกเจ้าต้องรู้” ประโยคเดียวอันสุดแสนหนักแน่นจนน่าขนลุกจากปากมอร์แลนด์
เอ... เลิกง่ายอย่างน่าตกใจเลยแฮะ กระนั้นถึงพวกเขาอยากเลิกแต่ข้ายังอยากแหย่ต่อนี่หว่า
“ท่านไซรีทัสเป็นชาวเมืองบนเหมือนพวกท่านนะครับ ข้าคิดว่าควรให้ทราบจะดีกว่านะครับ จะได้รู้ว่าควรทำอย่างไรกับดาบเล่มนี้ต่อไปดี” ข้าชูดาบเจ้าปัญหาขึ้นมาด้านหน้าก่อนจะค่อยๆลดลงแล้วชี้ปลายไปยังมอร์แลนด์พร้อมมองด้วนแววตานิ่งๆ แวบหนึ่งข้าเห็นมอร์แลนด์สะดุ้งราวกลัวว่าข้าจะพุ่งเข้าไปเสียบคอหอยเขางั้นล่ะ ซึ่งจริงๆแล้วถ้าข้าจะทำอะไรสักอย่างคงไม่พ้นขว้างไปปักกบาลเขามากกว่า
ดีเมอร์ไรท์หัวเราะเบาๆเรียกความสนใจแล้วยกมือขึ้นโบกไปมา “ที่เจ้าพูดมาก็น่าจะใช่ล่ะนะแต่... ข้าขอบอกอีกครั้ง พวกเจ้าไม่จำเป็นต้องรู้ เข้าใจไหม... ไซรีทัส” น้ำเสียงยามเรียกชื่อคนผมทองที่ยืนข้างกายข้าทอดหางเสียงกึ่งเกรงใจแปลกๆ
ถึงไม่เข้าใจว่าแปลกยังไงแต่ข้ารู้อย่างหนึ่งล่ะ นั่นคือไซรีทัสถูกกันออกมาจากเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อห้าพันปีก่อน จะบอกว่าไซรีทัสเด็กเกินไปที่จะรู้หรือไม่ต้องการให้เข้าไปยุ่งกันแน่ ความคลุมเครือแบบนี้ข้าไม่ชอบเลย เพราะงั้นขอแหย่อีกหน่อยละกัน
“ช่างเอาใจกันน่าดูนะครับ ท่านไซรีทัสสำคัญมากเลยหรือ”
“พูดเช่นนั้นเจ้าหมายความว่าอย่างไร” ดีเมอร์ไรท์ส่งสีหน้าไม่เข้าใจ ซึ่งมันยังเอ๋อได้ไม่โดนใจข้า
ข้ายิ้มหยิ่งๆที่แม้นแต่ไซรีทัสเห็นยังผงะ “การที่พวกท่านไม่ยอมให้ท่านไซรีทัสรู้ว่าหัวใจสวรรค์ยังมีหน้าที่สำคัญอะไรอีกอย่างแบบนี้ เหมือนพวกท่านต้องการกันท่านไซรีทัสออกจากปัญหายุ่งยากที่อาจทำให้เกิดอันตรายกับเจ้าตัวเลยนะครับ เอ...หรือคิดว่าท่านไซรีทัสอ่อนหัดเกินกว่าจะใช้การอะไรได้กันแน่ ถึงไม่ยอมบอกให้รู้ ข้าสงสัยเสียจริงเลยครับท่านดีเมอร์ไรท์” มันคงแทงใจไม่น้อยความร่าเริงบนใบหน้าหายไปเลยนี่ “หากไม่ต้องการให้ข้ารู้ ข้าออกไปรอข้างนอกก็ได้นะ”
“ไม่ต้อง”
เอลิม่าส่งเสียงแหลมหากแต่เฉียบขาดยิ่งนัก ดวงตาหยิ่งๆจับจ้องข้าเขม็งราวกับจะมองให้ทะลุไปถึงวิญญาณ ข้ารู้ทันทีว่านางกำลังพยายามอ่านใจข้า แต่ขอโทษเถอะ ทำไม่ได้หรอกในเมื่อเวลานี้ข้าติดดาบสั้นไว้ข้างกายนี่นา
หัวคิ้วคนงามขมวดเข้าหากันอย่างคนที่กำลังงงกับสิ่งที่ไม่เคยพบเจอ ก่อนจะหันไม่มองหนุ่มสองคนที่ยื่นขนาบซ้ายขวา มอร์แลนด์กับดีเมอร์ไรท์ต่างมีสีหน้าไม่ต่างจากเธอ
“อ่านใจเจ้าเด็กนี่ไม่ได้ มันอะไรกัน จิตเจ้านี่มีกำแพงแกร่งแบบเกินมนุษย์ทั่วไปหลายเท่ากั้นอยู่... ไซรีทัส ไม่สิ เซ็นไนท์เลือกเด็กมีปัญหาแบบนี้มาได้อย่างไร”
อย่าว่าแต่พวกท่านสงสัยเลย จนถึงเวลานี้ข้ายังสงสัยว่าเซ็นไนท์เลือกข้าเพราะอะไร ทั้งที่มันรู้ว่าข้ามีพลังมังกรในร่าง แต่มันยังเลือกข้า ไม่แค่นั้น มันอุตส่าห์ออกไปลากข้ามาเป็นแซงอิที่ไนท์จนได้อีกด้วย ข้าไม่คิดว่าพลังของไซรีทัสที่ใช้เก็บเซ็นไนท์อ่อนด้อยไปกว่าพลังของลีฮีเตอร์ แถมเซ็นไนท์ยังเป็นโลหะที่มีพลังจากสวรรค์... หรือเซ็นไนท์ต้องการให้ลีฮีเตอร์พามันออกจากเมืองหลวงเพื่อไปพบข้า... ไม่มั้ง
ข้าเหล่ไปที่เจ้าปลอกสวมนิ้วแล้วขนลุกแปลกๆ หรือมันจงใจไปรอข้าที่หมู่บ้านคลอดีน!
“มีแต่เรื่องน่าขัดใจเต็มไปหมด ข้าไม่น่ารับอาสาลงมาเลยจริงๆ” เอลิม่าบ่นดังๆทำให้ข้าหลุดจากความคิดตนเอง “ไซรีทัส”
“อ๊ะ ครับ” คนถูกเรียกอย่างไม่ทันตั้งตัวหลุดเสียงตะกุกตะกักจากความตกใจ
“เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้ว่าหัวใจสวรรค์ยังมีหน้าที่อะไรอีก เพราะถึงบอกไปเจ้าก็ไม่เข้าใจอยู่ดี เอาเป็นเจ้าเก็บรักษาดาบเล่นนั้นให้ดีละกัน อ้อ แล้วอย่าลืมอบรมเจ้าเด็กนั่นให้ดีก่อนวันงานฉลองด้วยล่ะ” เอลิม่าสั่งเสียงแข็งและไม่พลาดที่จะส่งสายตามาจิกข้าแรงๆ “กลับกันได้แล้ว มอร์แลนด์ ดีเมอร์ไรท์”
วงแหวนสีทองสว่างวาบเข้าคลุมผู้มาจากเมืองบนทั้งสาม ไม่มีรอให้ใครได้พูดอะไรอีกแสงสีทองก็กลืนร่างทั้งสามหายวับไปต่อหน้าข้ากับไซรีทัส ทำเหมือนกับกลัวว่าถ้าช้ากว่านั้นข้าจะตะครุบคอมามาถกเครียดไม่จบสิ้นหรือจงใจหนีกันแน่ก็ไม่รู้
ความเงียบโรยตัวเข้าปกคลุมห้องรับรองที่เวลานี้เหลือแค่ข้าที่เดินลากดาบเล่มยาวเล่น กับไซรีทัสที่ยืนหน้าเครียดจนส่งแสงออกมาแยงข้าไม่ไหว ข้าจึงใช้โอกาสนี้ปรับตนเองกลับสู่สภาพปกติ ไซรีทัสค่อยๆเบนสายตามาที่ข้าหัวคิ้วบนใบหน้างามๆแทบจะผูกกันเป็นโบ...ซึ่งโบแบบนั้นคงไม่เหมาะกับหน้าเขาแน่
“อะไรหรือ”
“ข้าชักไม่แน่ใจ ท่านเป็นใครกันแน่ เป็นแค่เด็กกำพร้าจากหมู่บ้านที่ถูกทำลาย หรือเป็นผู้สูงศักดิ์ที่มาจากแดนใดสักแห่งกันแน่ นอกจากเรื่องอิงเรมแล้ว ท่านยังมีเรื่องอื่นปิดบังอยู่อีกสินะ” เดี๋ยวนี้คนผมทองรู้จักความคลางแคลงเพิ่มขึ้นมาอีกอย่างล่ะ นับว่าเป็นการพัฒนาที่ดี ไม่ใช่ใครว่าอย่างไรก็ตามเขาไปหมดเหมือนแต่ก่อน
โตขึ้นอีกนิดแล้วสินะ แหม~คุณพ่อเป็นปลื้ม
“ใครเป็นลูกท่าน ไม่ต้องมาเฉไฉเลยนะ”
ข้ายิ้มทะเล้นให้คนผมทอง “มีอะไรน่าสงสัยเล่า ท่านเองไม่ใช่หรือที่โยนตำแหน่งสูงศักดิ์มาให้ข้า แล้วก็บ่นกรอกหูข้าทุกวันๆให้ทำตัวเหมาะสมกับตำแหน่งหน่อย พอข้าทำตัวให้สมกับตำแหน่งเข้าหน่อยล่ะทำเป็นรับไม่ได้ซะอย่างนั้น นี่ตกลงท่านอยากให้ข้าทำตัวแบบไหนกันแน่ ข้าไม่ใช่กิ้งก่านะจะได้เปลี่ยนอย่างนั้นอย่างนี้ตามใจท่านง่ายๆได้ทุกเวลา”
ไซรีทัสเบ้หน้าหลบตาข้าคาดว่าคงเริ่มงงกับความคิดของตนเองเข้าให้แล้ว ยังไงตลอดเวลาที่เผชิญหน้ากับสามคนนั้น ข้าใช้อำนาจจากดาบสั้นในการปิดกั้นจิตส่วนลึก เพราะงั้นไซรีทัสไม่รู้หรอกว่าเมื่อครู่คือการแสดงของข้าหรือ... ของจริง
“ข้าว่าแทนที่ท่านจะมางงกับการแสดงของข้า สู้เอาไปงงกับไอ้นี่ดีกว่านะ เกิดไม่เป็นที่พอใจขึ้นมา...” ข้าเอาม้วนกระดาษในมือข้างหนึ่งขึ้นมาแกว่งตรงหน้าคนผมทองแล้วยกดาบในอีกมือขึ้นมาทำท่าปราดคอ “เงาหัวข้าคงไม่เหลือแน่”
ไซรีทัสอึ้งไปครู่หนึ่งแล้วถอนใจยาว “ยังไงทางนี้ต้องเรียบร้อยก่อนล่ะนะ แต่ข้ายังติดใจเรื่องของท่านอยู่อย่าลืมล่ะ” ว่าพลางคว้าม้วนกระดาษไปจากมือข้าแล้วจ้ำอ้าวๆออกจากห้องรับรอง ข้าหัวเราะพร้อมสาวเท้าตามหลังไป


Enter code here   
Please note: although no board code and smiley buttons are shown, they are still usable.
Finch
นักเขียน 1168
Posts: 148
graphgraph
User Offline Click here to see the profile of this user
Reply Quote
 
#6897
Re: Sanctity Knight III มาแล้วคับ 12 Months ago Karma: 5
ไป

XXVI

การเตรียมงานเฉลิมฉลองอันแสนยิ่งใหญ่ทำให้ผู้เตรียมงานทั้งโกลาหน ทั้งสนุกสนาน เสียงเอะอะอลหม่านที่ลานหน้าปราการไม่ได้เรียกความสนใจของข้าไปจากดาบเล่มยาวในมือ ข้ากำลังยกดาบเล่มนั้นขึ้นมาดูในระยะใกล้ชิดแบบปลายจมูกแทบชนตัวดาบ
พอเป็นรูปธรรมที่สามารถจับต้องได้แล้ว ข้ารู้สึกว่าคุ้นตาดาบเล่มนี้พิกล ตัวดาบสีเงินบางเฉียบทำจากโลหะเนื้อดี เป็นโลหะที่หายากที่สุดในโลก... โกร่งดาบก็ทำจากโลหะเดียวกันแต่งด้วยการฉลุเป็นลวดลายแบบเก่าที่ไม่รู้ว่าเป็นของสมัยไหน แต่ละเอียดจนไม่น่าเชื่อว่าเป็นฝีมือช่างชาวมนุษย์ กระนั้นตัวดาบที่บอกบางกับแฝงความแข็งแกร่งที่ทำให้รู้สึกได้ว่าสามารถปกป้องสิ่งสำคัญที่ผู้เป็นเจ้าของดาบต้องการปกป้องได้ กลางโกร่งมีพลอยหลังเต่าประดับอยู่เม็ดเดียวท่ามกลางสีเงินทั้งหมด มีสีเขียวใสจากพลอยแค่จุดเดียวและมันก็ดึงดูดสายตาข้าได้ทั้งหมด
“เจ้าเม็ดตรงนี้มันต้องเป็นสีน้ำเงินและเป็นเม็ดกลมไม่ใช่หรือ” ข้าจิ้มลงไปเบาๆบนพลอยสีเขียวใส เพียงพริบตามันก็เปลี่ยนสีเป็นน้ำเงินสดใสและกลมไม่ต่างจากลูกแก้ว เห็นแบบนั้นข้าน่าจะร้องด้วยความตกใจแต่เปล่าเลย ความเหมาะสมของดาบสีเงินประดับพลอยสีน้ำเงินในมือสะกดข้าให้มองเหมือนตกอยู่ในภวังค์
อิงเรมเอารูปแบบดาบเล่มนี้มาจากไหนกัน เจอครั้งหน้าข้าต้องถามเขาหน่อยล่ะ

ไกลออกไปบนยอดหอสูงแห่งหนึ่งในเมืองหลวง ดวงตาสีโลหิตคู่หนึ่งจับจ้องมายังแซงอิที่ไนท์ผมเงินที่กำลังดูดาบเล่มงามอย่างตั้งใจข้างหน้าต่างในห้องตนเอง เจ้าของดวงตาสีโลหิตซ่อนตัวในเงามืดของหลังคาหออย่างเงียบกริบ พร้อมทั้งส่งภาพที่มองเห็นทั้งหมดไปยังผู้ที่รอดูอยู่ได้เห็นด้วยอย่างชัดเจนราวมามองอยู่ด้วยตาตนเอง
ดวงแสงขนาดใหญ่ฉายให้เห็นภาพคนผมเงินชัดๆท่ามกลางความมืดในห้องแห่งหนึ่ง ที่ไม่อาจระบุได้ว่าห้องนี้ตั้งอยู่ที่ใด เงาร่างสามร่างจับจ้องดวงแสงนิ่งเนินนาน กว่าหนึ่งในสามจะเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมา
“ดาร์ตอิงเรมถูกปราบลงแล้วจริงๆ ไม่น่าเชื่อว่าแค่มนุษย์จะสามารถ ฆ่ามังกรดำตัวนั้นได้” น้ำเสียงที่ใช้บ่งบอกอาการไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้น
“มันคงแก่ใกล้ตายอยู่ก่อนแล้วล่ะมั้ง อายุตั้งห้าพันปี ยาวนานกว่ามังกรทั่วไปหลายเท่าตัวเชียวนา... แต่ข้าก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกัน มังกรที่ทำให้พวกเราหนีกันไม่ต่างจากมดปลวกเวลาเจอไฟของมัน มาถูกฆ่าด้วยมือมนุษย์ รู้สึกยอมรับไม่ได้ยังไงไม่รู้” เงาร่างเล็กประมาณคนอายุสิบห้าสิบหกออกอาการกระฟัดกระเฟียดน้อยๆ
“เพราะมนุษย์มีอะไรที่คาดไม่ถึงแบบนี้ล่ะสิ พวกมันถึงกล้าเอาจักรพรรดิของพวกเรามาผนึกไว้ในแดนนี้ หลอกให้พวกเราหาอยู่ในเขตรอยต่อสามภพจนถูกอิงเรมฆ่าไปอีกไม่รู้เท่าไหร่ ชาวสวรรค์นี่ช่างเจ้าเล่ห์และไร้น้ำใจยิ่งนัก” เงาร่างที่สามกดเสียงทุ้มต่ำลงลึกราวการกล่าวถึงศัตรูสีขาวเป็นเรื่องน่าขยะแขยงยิ่งนัก
“นับว่าโชคยังเข้าข้างพวกเราที่มีหญิงโง่ๆเปิดทางเรียกพวกเราขึ้นมายังมูเกียร์นี้ นอกจากได้ข่าวดาร์คอิงเรมยังได้ข่าวของจักรพรรดิของพวกเราอีกด้วย ข้าน่าจะเบามือให้มันสักหน่อยตอนถามเจ้าดยุคนี่น่ะ” เงาร่างแรกขยับเข้าไปหากองบางสิ่งที่นิ่งอยู่บนพื้น รอบกองนั้นเจิ่งนองไปด้วยน้ำข้นๆสีแดง อุ้งมืออันเต็มไปด้วยเล็บแหลมยาวขยุ้มลงไปตรงบริเวณคอของสิ่งที่กองอยู่แล้วหิ้วขึ้นมาง่ายเหมือนหยิบกระดาษสักแผ่น
“เจ้าดยุคนี่ได้ยินมาจากปากชาวสวรรค์เองเสียด้วย ไม่เสียแรงที่พวกเราวางแผนให้ดาร์คอิงเรมทำลายเขตแดนแปลกๆบนพื้นทวีปเบอร์เรี่ยนนั่น ที่แรกคิดว่าเป็นเขตเก็บอะไรที่สำคัญของพวกมนุษย์เสียอีก ที่ไหนได้เป็นเขตที่ใช้ผนึกจักรพรรดิของพวกเราเสียนี่ บังเอิญได้ดีเหลือเกิน” มืออีกข้างปัดผมสีทองอ่อนที่ปกลงมาปิดใบหน้าหนุ่มใหญ่ผู้ปกครองมูเกียร์คนปัจจุบันออกไป เผยให้เห็นบาดแผลฉกรรจ์ที่ทำเอาหน้าซีกหนึ่งหายไป มองเห็นกระดูกขาวโพลนได้ชัดๆ
“ข้าว่าเจ้าลงมือได้ควรแล้วล่ะ ดื้อด้านนักนี่ ถ้ายอมบอกดีๆคงไม่ต้องตายในสภาพน่าสมเพชแบบนั้นแล้ว” ร่างเล็กปรายตาแบบเยาะเย้ยมาแวบหนึ่ง ปีศาจที่จับคอดยุคนอร์ติรุสหัวเราะรับ แล้วทิ้งร่างไร้ลมหายใจในมือลงพื้นอย่างไม่ไยดี
ดวงแสงกลมกลางห้องค่อยๆเลือนหาย แสงสว่างเพียงจุดเดียวหายไปแล้วแต่รอบด้านสว่างขึ้นทั้งห้องแทน เจ้าของเงาร่างแรกมีรูปร่างใหญ่โตกว่าคนทั่วไปเท่าตัว ดวงตาสีดำสนิทเส้นผมสีเขียวคล้ำ ทางเงาร่างเล็กมีผมสีเทาดวงตาสีน้ำเงินหูแหลมยาว กำลังหันไปมองเงาร่างที่สาม
“ม็อบเทิล เจ้าคิดว่าเราควรเอาอย่างไรต่อดี”
ผู้ที่ชื่อม็อบเทิลมีผมสีส้มดกหนา ตาสีน้ำตาลรูปร่างสะโอดสะอง เขาขยับหูเล็กน้อยก่อนแสยะยิ้มน่าขนลุกให้ทั้งสอง
“สร้างทางผ่านให้กองทัพของพวกเราเข้ามาขยี้สิ่งกรีดขวางได้ง่ายๆไงล่ะ”
“ผ่านทางเชื่อมต่อสามภพก็ได้นี่นา เจ้าจะสร้างขึ้นมาอีกให้ลำบากทำไมในเมื่อดาร์คอิงเรมไม่อยู่แล้ว”
“เจ้าคิดง่ายไปแล้ว เคลรัช ขืนทำอย่างนั้นเจ้าพวกชาวสวรรค์มันก็รู้ตัวพอดี เราต้องใช้มูเกียร์นี่ล่ะอำพรางเส้นทางที่จะใช้นำทัพเข้ามาในเขตผนึกของพวกมัน ข้าจะทำเส้นทางเอง เจ้าไปสืบดูสิว่าที่ใดที่เจ้าพวกนั้นใช้ผนึกจักรพรรดิของพวกเรา ส่วนเจ้า...” ม็อบเทิลเบนสายตาไปที่เจ้าร่างยักษ์ “วาลเชก จงไปโปรยพิษโรคระบาดตามหมู่บ้านที่ตั้งอยู่บนอักขระเทวะพวกนั้น ความตายความหายนะจะเป็นตัวช่วยเร่งให้เขตแดนผนึกเสื่อมเร็วขึ้น”
วาลเชกหัวเราะเสียงทุ้มลึกพลางพยักหน้า “ได้จังหวะอำนวยพอดีเสียด้วย ทั้งมนุษย์ทั้งพวกเมืองบนต่างให้ความสนใจกับการฉลองที่ปราบดาร์คอิงเรมลงได้ แบบนี้กว่าจะรู้ตัวว่ามีอะไรเกิดขึ้นคงตายกันไปร้อยหมู่บ้านกระมัง”
“แค่ร้อยเองหรือ เจ้าน่าจะทำได้มากกว่านั้นไม่ใช่หรือวาลเชก อย่ามัวขี้เกียจอยู่ล่ะ เจ้ามนุษย์ที่ปราบดาร์คอิงเรมได้นั่นถึงมองดูไม่มีอะไรแต่อย่าประมาทดีกว่า แล้วยังต้องตามหาคอร์ของผนึกอีก จะให้เสียเวลาอย่างเปล่าประโยชน์แม้นแต่น้อยไม่ได้” ม็อบเทิลนิ่งลงไปครู่หนึ่งด้วยสีหน้าตึงเครียด “ถ้าข้าทำเส้นทางเสร็จแล้วจะลองออกไปตามหาคอร์ดู มันน่าจะอยู่ในแดนมนุษย์นี่ล่ะ แต่มันอยู่ที่ไหนและมีรูปร่างแบบใด พวกเราไม่รู้แม้นแต่น้อยนี่สิ ตรงนี้ล่ะที่ยากสุด”
เคลรัชขยับเข้าไปใกล้ร่างไร้ลมหายใจของนอร์ติรุสแล้วใช้ขาเขี่ยสองสามที “เจ้านี่ใช้พลอยเป็นคอร์... เป็นไปได้ไหมว่าคอร์ของผนึกเทวะที่ใช้ผนึกจักรพรรดิของพวกเราก็น่าจะเป็นอัญมณีบ้าง อย่างน้อยชาวสวรรค์คงไม่ใช่ของดาษๆหรอก”
“ความเห็นของเคลรัช ข้าเห็นด้วย ถ้ายังไงระหว่างไปสืบหมู่บ้านต่างๆข้าจะมองหาด้วยละกัน ส่วนเจ้าเอาเรื่องนี้ไปรายงานราชาทั้งสามด้วยล่ะ ข้าไปล่ะ” วาลเชกกล่าวจบหมอกสายใหญ่ก็กลืนร่างสูงใหญ่หายไปอย่างเงียบงัน
“งั้นข้าไปบ้างล่ะ ถึงจะเสียดายนิดๆที่ไม่ได้เห็นสีหน้าของเหล่าราชาหลังจากได้ฟังข่าวที่เจ้าเอาไปบอก คงน่าดูไม่น้อย” เคลรัชมีสีหน้ากรุ่มกริ่มที่ทำให้ม็อบเทิลหลุดเสียงหัวเราะชอบใจ
“แล้วข้าจะดูเผื่อให้ละกัน”
วงเวทสีเขียวสว่างวาบใต้เท้าเคลรัช จากร่างคล้ายมนุษย์เปลี่ยนรูปเป็นนกล่าเนื้อตัวเขื่อง เจ้านกแปลงส่งเสียงแหลมครั้งหนึ่งแล้วบินหายเข้าผนังไปทิ้งให้ม็อบเทิลเริ่มวางสลักเวท เพื่อสร้างทางให้ชาวปีศาจผ่านโดยไม่ต้องไปเสี่ยงที่เขตรอยต่อระหว่างภพ

ตลับสีนวลลอยเด่นอยู่กลางโถงใหญ่ปิดฝาลง เมื่อภาพสุดท้ายที่บันทึกด้วยเวทจางหายไป ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วโถงกว้าง ร่างสีขาวจำนวนมากที่ยืนเบียดกันแน่นโถงต่างตกอยู่ในอาการตะลึงตาค้าง ไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เห็นไปเมื่อครู่ หลายๆร่างถึงกับตัวสั่นจนต้องหาที่พิง บางร่างหน้าซีดออกท่าทางเหมือนจะเป็นลมเดี๋ยวนั้น
ร่างสง่าผมสีทองยาวระพื้นทรงอาภรณ์สีขาวแกมทองจับจ้องตลับสีนวลหน้าเคร่งเครียด ทั้งที่ภาพเหตุการณ์ในตลับเวทบันทึกคือสิ่งที่เขาต้องการให้เกิดขึ้นมาแสนนาน และมันควรเป็นสิ่งที่ทำให้เขาดีใจ หากผู้ปราบมังกรดำตัวนั้นไม่ใช่ ชายหนุ่มผมสีเงินนัยน์ตาสีม่วง ซ้ำยังถือศัสตราที่เขาคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยเห็นมาก่อน
เงาร่างสูงโปร่งสง่างามเกินใครเทียมของบุรุษวัยฉกรรจ์ในชุดเกราะสีเงินวาว ยืนท้าทายอำนาจทำลายล้างที่กำลังส่งผลอยู่ตลอดเวลา เส้นผมสีเงินยาวถักเปียไว้หลวมๆสะบัดไหวตามไอพลังทำลายที่ตกกระทบอยู่รอบบริเวณ ดวงตาสีอะเมทิสต์ทอประกายคมหากแต่สงบนิ่งยากในการหยั่งความคิดเจ้าของแววตานั้น ดาบยาวสีเงินในมือชี้ตรงมายัง...
“...จ้าว”
ริมฝีปากได้รูปบนวงหน้าหล่อเหลาจนไม่น่าเชื่อว่าเป็นแค่มนุษย์ขยับเอ่ยบางประโยค
“ท่านจ้าวขอรับ”
กษัตริย์ชาวมนุษย์ผู้นั้นเอ่ยอะไรออกมา...ข้า
“ท่านจ้าวสวรรค์ เป็นอะไรหรือเปล่าขอรับ” นักรบสีขาวผู้หนึ่งส่งเสียงเรียกแทรกความคิดด้วยความกังวล เมื่อเห็นสีหน้าจ้าวสวรรค์
โอรูนราเอล หลุดออกจากภวังค์ในกาลก่อนที่ผ่านมาแสนนานนั่นเมื่อเสียงเรียกพร้อมมือแกร่งเขย่าตัวเขาเบาๆ
“มิลิออน...เราเหม่องั้นหรือ” ความแตกพร่าของเสียงเป็นที่สังเกตได้ง่ายๆ
“ท่านกังวลกับรูปลักษณ์ของมนุษย์คนนั้นสินะขอรับ” มิลิออนเองก็หน้าเครียดไม่น้อยเช่นกัน
“ไม่แค่รูปลักษณ์เจ้ามนุษย์คนนั้นหรอก เจ้าก็เห็นดาบเล่มนั้น...ไม่คิดว่าคุ้นบ้างหรือ” จ้าวสวรรค์เผลอกำมือแน่นเมื่อนึกถึง
“นึกว่าข้าคิดไปเองคนเดียวเสียอีก ดาบที่เห็นนั่นมันคล้ายมากเลย คิดแล้วก็เสียดายที่เอลิม่าเอาดาบเล่มนั้นขึ้นมาไม่ได้ หากไม่ใช่คอร์ละก็ คงได้เห็นชัดๆล่ะว่ามันแค่คล้ายเท่านั้นหรือ... สร้างขึ้นมาให้เป็นรูปแบบเดียวกัน” มิลิออนกดเสียงหนักแล้วยื่นมือออกไปด้านหน้า ตลับสีเงินกลางโถงลอยลิ่วมาสู้มือทันที “ไซรีทัสก็ไหวพริบใช้ได้ รู้จักบันทึกไว้ให้ชาวมนุษย์ดูแบบนี้ ที่นี้ไม่ว่าเราจะสั่งอะไร พวกมนุษย์ไม่มีทางปฏิเสธแน่”
“ไซรีทัส” โอรุนราเอลเอ่ยชื่อคนผมทองในแดนมนุษย์อย่างเอ็นดู “จบงานเฉลิมฉลองนี้แล้ว ต้องให้เด็กคนนั้นกลับมาเสียที่ล่ะ”
“ท่านจะเลิกส่งใครไปทำหน้าที่วิญญาณศักดิ์สิทธิ์แล้วหรือขอรับ” ปกติผู้ที่ลงไปเป็นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์จะประจำอยู่ห้าร้อยปีต่อรุ่น แต่ไซรีทัสลงไปได้แต่ร้อยกว่าปีเท่านั้น
“ข้ายังไม่รู้หรอกว่าจะเลิกหรือเปล่า ถึงไม่มีมังกรดำตัวนั้นแล้วก็ตาม งานฉลองนี้ข้าจะลงไปด้วย แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะเอาอย่างไรต่อไป” โอรุนราเอลยื่นมือไปหยิบตลับจากมือมิลิออน
“ท่านไม่จำเป็นต้องลดตัวลงไปแบบนั้นเลยนะครับ แต่พวกเอลิม่าก็พอ” มิลิออนรีบค้าน เขาไม่เห็นด้วยเด็ดขาดกับการที่จ้าวสวรรค์จะลงไปที่แบบนั้น
โอรูนราเอลกำตลับในมือแน่น สายตาเขม็งยังมือที่กำอยู่ “ข้าต้องการเห็นดาบที่สร้างจากคอร์เล่มนั้น หากนำขึ้นมาไม่ได้ มีแต่ต้องลงไปดูเองเท่านั้น”
มันเป็นเหตุผลที่มิลิออนค้านไม่ขึ้น เขาเลยเงียบไปครู่หนึ่งก่อนตัดสินใจพูดออกไป “เช่นนั้นข้าขอลงไปด้วยครับ ข้าเองก็คาใจกับรูปแบบดาบเล่มนั้นเช่นกัน หากมันสร้างขึ้นมาเป็นรูปแบบเดียวกันจริง คงต้องตรวจสอบตัวตนเจ้ามนุษย์ที่ไซรีทัสเลือกมาให้ละเอียดกันหน่อยล่ะ”
ความกังขาที่โรยตัวลงมาปกคลุมจิตใจผู้ทรงอำนาจสูงสุดในแดนสวรรค์ สร้างความกังวลใจให้ชาวสวรรค์ในโถงทั้งหมดได้อย่างน่ากลัว ทุกคนต่างเพิ่งเคยเห็นสีหน้าเคร่งเครียดปนเกรี้ยวกราดน้อยๆแบบนั้นเป็นครั้งแรก เสียงซุบซิบจึงดังเป็นพิเศษ และนั่นทำให้จ้าวสวรรค์กับมิลิออนรู้ตัวว่าพวกเขาต้องยุติการพูดคุยเรื่องนี้ก่อนแล้ว
โอรูนราเอลปรับสีหน้าให้กลับมานิ่งสงบดังปกติ แล้วระบายยิ้มงามให้ทุกคนในโถง “มังกรดำแสนชั่วร้ายได้ถูกอัศวินที่สวรรค์ของเราเลือกปราบลงได้แล้ว นับว่าเป็นเรื่องน่ายินดียิ่งนัก แต่เรายังคงวางใจไม่ได้ เพราะถึงไม่มีมังกรดำตัวนั้นแล้วพวกปีศาจยังคงมีนายทัพที่ร้ายกาจอีกมากมาย ไม่ว่าอย่างไรเรายังคงประมาทไม่ได้ ขอทุกท่านจงเตรียมพร้อมตลอดเวลา เราแน่ใจว่าอีกไม่นานนี้ชาวปีศาจจะต้องเปิดฉากสงครามขึ้นอีกครั้งแน่นอน ในเมื่อสัตว์เลี้ยงของพวกมันถูกคนของเราปราบลงได้แล้ว เราจะต้องปกป้องแดนมนุษย์ ปกป้องผู้ซึ่งอ่อนแอและทำให้พวกปีศาจรู้ว่าชาวสวรรค์ต่างหากที่ยิ่งใหญ่” เสียงเฮอย่างชื่นชมในคำกล่าวนั้นดังกระหึ่มโถง ชาวสวรรค์รุ่นใหม่ต่างไม่มีใครทราบถึงความจริงที่เกิดขึ้นเมื่อห้าพันปีก่อนทั้งนั้น ส่วนชาวสวรรค์ที่ทราบเหตุการณ์ในครั้งนั้นต่างเหลืออยู่น้อยนิด และทุกคนก็ไม่คิดจะปริปากถึงความจริงในสงครามเมื่อห้าพันปีก่อนกับพวกรุ่นใหม่ด้วย ความจริงเรื่องอิงเรมจึงเป็นความลับต่อไป หากแต่จ้าวสวรรค์ไม่ทราบเลยว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมีผู้มองและบันทึกความจริงนั้นไว้และได้ส่งมองความจริงไปสู่ผู้ต้องรู้เพื่อยุติความวุ่นวายของสามภพเรียบร้อยแล้ว

ธงทิวสีสันงดงามปลิวไสวตามยอดเสาสูง ตามหลังคาบ้านเรือนและอาคารต่างๆ กระดาษสีหลากหลายรูปแบบชิ้นน้อยๆปลิวกันว่อนพร้อมพลุเฉลิมฉลองที่ดังไม่ขาดสาย สองข้างทางทั่วเมืองหลวงประดับประดาด้วยไม้ดอก รูปสลัก เครื่องประดับที่ทอแสงได้ส่งประกายระยิบระยับแบบที่ว่าไม่สวมแว่นกันแดดล่ะก็ตาพิการในวันเดียวแน่ แต่ก็น่าแปลกไม่มีใครใส่กันเลยแฮะ สายตาแต่ละคนช่างแข็งแรงน่ายกนิ้วให้เสียเหลือเกิน ผู้คนมากมายเดินกันกวักไขว่ การแสดงการละเล่นต่างๆมีให้ชมฟรีทุกที่ในเมือง เสียงหัวเราะ รอยยิ้ม สีหน้าแจ่มใส เบิกบานของผู้ร่วมงานทุกคน ยิ่งแต่งแต้มให้บรรยากาศการเฉลิมฉลองสนุกสนานมากขึ้นอีกหลายเท่าตัว
ปราการอัศวินเปิดให้ผู้คนมากมายจากเมืองอื่นเดินเข้าออกได้เป็นกรณีพิเศษ แต่จะเว้นไว้ในส่วนปะรำพิธีสำหรับต้อนรับชาวสวรรค์ซึ่งก็ใกล้ได้เวลาที่ชาวสวรรค์จะลงมาแล้ว อัศวินทั้งหมดตั้งแถวสองข้างอย่างเป็นระเบียบ ท่านเฮนรี่เดินตรวจตราความเรียบร้อยพร้อมทิวรอนเป็นครั้งสุดท้าย ทางวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ก็ตรวจความเรียบร้อยบนปะรำที่จัดไว้หรูหราระดับพิเศษ ไม่ว่าจะตกแต่งด้วยผ้าไหมล้วน เก้าอี้ประดับแก้วมณีสีสดใส พาชนะกระเบื้องเคลือบลวดลายของชนชั้นสูง พรมขนสัตว์ที่ดีที่สุดปูเต็มพื้นที่ปะรำ ทุกอย่างล้วนงดงามอย่างที่ผู้ใดได้เห็นต้องเผลอมองจนน้ำลายหก...ไม่ใช่ มันต้องมองตาค้างต่างหาก แต่ทำไมข้ามองแล้วกับ... อยากถล่มทิ้งซะเดี๋ยวนั้นกันหว่า?
ตั้งแต่เริ่มจัดแต่งเมื่อหลายวันก่อนจนถึงตอนนี้ ข้าต้องห้ามใจตนเองสักล้านครั้งล่ะมั้ง ที่จะไม่เผลอกระชากดาบสั้นออกมาสร้างวีรกรรมความหายนะให้งานฉลองนี้
“ท่านDD มายื่นอยู่ด้านหลังนี่ทำไมล่ะครับ ท่านควรไปที่ปะรำได้แล้วนะครับ องค์จักรพรรดิก็เสด็จมาแล้ว” เลเกิ้ลในชุดอัศวินเต็มยศเดินเข้ามาหาข้า ที่ยังคงยืนออกอาการเซ็งทางสีหน้าอยู่หลังแถวอัศวิน วันนี้ข้าแต่งตัวเลิศที่สุดในชีวิตเลยล่ะ ไม่ว่าจะเครื่องแบบที่ตัดจากผ้าไหมสีน้ำเงินเข้ม คาดด้วยเส้นสีทองทับด้วยเสื้อตัวนอกสีขาวและผ้าคลุมสีขาวติดตราโลหะสัญลักษณ์อัศวินแห่งเบอร์เรี่ยนรูปมยุรากระพือปีกสีทองอร่าม ซึ่งการแต่งตัวเสียขนาดนี้มาจากฝีมือไซรีทัสนั่นล่ะ พ่อคุณแทบงับหัวข้าแน่ะถ้าข้าไม่แต่งตามที่เขาต้องการ ฮือ...ร้อน หนัก คันยิบๆด้วย
“ข้าอยากขอเวลาทำใจอีกนิด หากสมาธิไม่ดีพออาจมีปะรำระเบิดได้ หรืออาจลามไปที่ปราการเป็นของแถมด้วย เพราะงั้นนะเจ้าอย่ากวนข้าตอนนี้เลยเลเกิ้ล” ข้ากำคลายๆด้ามดาบสั้นที่เอวอย่างอดทนที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในเวลานี้ข้ารู้ซึ้งแล้วล่ะว่าอาการแค่นึกถึง ก็หงุดหงิดอย่างไม่มีเหตุผลมันเป็นยังไง ใจข้าเหมือนมีตะกอนขุ่นมัวเต็มไปหมด ลำคอก็ราวมีก้อนแข็งๆจุกอยู่
ขณะที่ข้ากำลังจมดิ่งลงหลุมดำทางใจ จดหมายสีขาวซองน้อยร่อนมาลอยเอื่อยๆอยู่ตรงหน้า ข้าคว้ามาดูทันใดนึกถึงเมื่อคราวไปตื้บพวกเห็ดระเบิดขึ้นมาเลย ถ้าจดหมายนี้เป็นแบบนั้นล่ะก็... ข้าสำรวจเจ้าจดหมายที่ซองเล็กกว่าปกติอย่างตั้งใจ มันจ่าหน้าถึงข้าด้วยชื่อเต็มพร้อมตำแหน่งที่ทำให้ข้านึกอยากเสยคนส่งตงิดๆ แต่พอพลิกดูด้านหลังซองหาชื่อคนส่งข้าก็ต้องตาโตกว่าไข่ห่านสิบเท่า ความรู้สึกอยากตื้บกลายเป็นอยากก้มหัวคารวะแทน
E.R.
อักษรย่อสีแดงริมซองกับตรารูปมังกรกลางซองด้านหลังทำเอาข้ามือสั่นขณะลงมือแกะ ข้านึกอยากพบเจ้าของจดหมายนี้มาหลายวันแล้ว
ซองถูกเปิดออกพร้อมใจที่เต้นระทึกของข้าภายในซอง... ว่างเปล่า... ข้าพลิกซองเท เขย่า เปิดซองกว้างๆ ยังคงไม่เจออะไรในซองทั้งนั้นนอกจากความว่างเปล่า
หรืออิงเรมจะลืมใส่จดหมายมาล่ะนั่น? ทำข้าตื่นเต้นแทบหัวใจวายกับจดหมายของผู้ทรงอำนาจของจริงแล้วดูสิ ปล่อยข้าวืดเสียอย่างนั้น แกล้งกันแบบนี้อย่าให้เจอนะ!
“ถ้าเจอแล้วเจ้าจะทำไมหรือ”
ถามได้ ข้าจะขอลายเซ็นไปแปะบ้านแทนยันต์กันผีสีทองนะสิ... ว่าแต่เสียงยังนุ่มน่าฟังเหมือนเดิมเลยนะครับคุณอิงเรม...!
“เสียงอิงเรมหรือ!?” ข้าสะบัดหน้าไปทางต้นเสียงฉับพลัน แน่ล่ะข้าเห็นเต็มสองตา ชายหนุ่มตาสีเพชรแดงยืนพิงต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งอยู่และมองมาด้วยแววตาอ่อนโยน
“อิงเรม ท่านมาร่วมงานด้วยหรือนั่น” ข้าไม่อยากเชื่อเลยว่าเขาทำใจมาร่วมได้... หรือเขาจะมาเนียนกินฟรี
อิงเรมขยับยิ้มบางๆ “ข้าไม่สนใจงานฉลองนั่นหรอก ไม่คิดจะไปร่วมและไม่คิดไปกินฟรีด้วย ข้ายังไม่ต้องการลบปราการอัศวินออกไปจากโลกนี้หรอก”
ไม่อยากร่วมงาน แล้วมาทำไมล่ะนั่น
ข้าคิดพลางส่ายหัวด๊อกแด๊กแล้วก็ต้องตาโพลง เมื่อรอบตัวข้ามันไม่ใช่โถงหรูหราน่าถล่มทิ้ง แต่เป็นป่าโปร่งอันเต็มไปด้วยหญ้าสีเขียวสด ต้นไม้น้อยใหญ่กระจายตัวเกลื่อนกลาด แสงแดดส่องสว่าง สายลมเย็นฉ่ำพัดผ่านลูบไล้ใบหน้า ข้าเหลียวลอกแลกไปรอบตัวก่อนจะกลับไปที่คนผมดำใหม่
“หรือว่าจดหมายนั่น ตราเวทข้ามมิติไว้”
อิงเรมพยักหน้า... โอ้ ข้าอยากตะโกนดังๆ อิงเรมจงเจริญ! ไม่รู้จะขอบคุณยังไงดีข้าซาบซึ้งจนน้ำตาจะไหล ถ้าพุ่งเข้าไปกอดสักทีจะโดนถีบกระเด็นไหมหนอ ทางปราการอัศวินให้ไซรีทัสรับหน้าไปคนเดียวล่ะกัน ข้าหลุดเสียงหัวเราะอย่างสะใจออกไปไม่เบา คนผมดำส่งสีหน้าปลงๆแล้วส่ายหน้า แต่ข้าไม่สนหรอกจะให้เก็บอาการดีใจได้ยังไงไหว ในเมื่อไม่ต้องไปเจอบางอย่างที่ไม่อยากเจอ ไม่ต้องไปปั้นหน้า ปั้นอารมณ์ ปั้นคำพูดที่ตรงข้ามใจทั้งที ขอข้าหัวเราะให้บ้าไปเลยสักครั้งเถอะ ว่าแล้วข้าก็หัวเราะไปสองแอะแล้วชะงักกึก
“เจ้าอยากหัวเราะก็หัวเราะไป เพราะหลังจากนี้เจ้าอาจหัวเราะไม่ออกล่ะ” อิงเรมพูดขึ้นมาให้ข้าสะอึกทันใด “ถ้าเจ้าคิดว่าข้าช่วยเจ้ามาจากงานน่าถล่มนั่นล่ะก็ บอกได้เลยว่าเจ้าคิดผิด” สีหน้าแช่มชื่นของข้าชักเจื่อนขณะมองคนผมดำ “มีงานในฐานะแซงอิที่ไนท์ให้เจ้าทำที่นี่อย่างเร่งด่วนด้วย ข้าถึงได้ดึงเจ้ามาที่นี่ ดิวดร็อฟ” รอยยิ้ม...เย็น ตบท้ายคำพูดเล่นงานหัวใจข้าให้ร่วงตุบลงพื้นได้จังๆ
“งะ...งานของ...แซงอิที่ไนท์” กว่าจะพูดจบประโยคแมลงวันแทบบินเข้าไปนอนในปาก งานรับจ้างตายฟรีไม่จำกัดพุ่งเข้ามาชนข้าอีกแล้วครับท่าน แถมเป็นงานที่มาจากท่านผู้ทรงอำนาจตั้งแต่ยุคเก่าอีกต่างหาก แน่ใจได้เลยว่ามันต้องโหดสุดๆ
“ดังที่เจ้าคิดนั่นล่ะ โหดสุดๆ” ยิ่งได้รับการยืนยันแบบนั้นมันทำให้ข้าอยากได้หลุมหลบภัยอย่างหนาพิเศษขึ้นมาทันใด
“หนาแค่ไหนก็กันเพลิงจากข้าไม่ได้หรอก ตัดใจจากหลุมหลบภัยนั่นเสียเถอะแล้วตามข้ามา” อิงเรมเดินมาตบไหล่ข้าเบาๆที่หนึ่งแล้วเดินนำออกจากป่าโปร่ง
ข้าไม่อยากตามไปเลยจริงจริ๊ง แต่ขาแสนดีของข้ามันก้าวตามเขาต้อยๆไปง่ายๆเลยนะสิ
อะไรกันที่อิงเรมต้องการใช้ข้า แถมยังโหดสุดๆด้วย คงไม่ใช่ขุดถนน ลอกคลอง ถล่มปราสาท เผาปราการ ยุบประเทศ...
“พอหยุด!” มือใหญ่ของคนผมดำยื่นมากางตรงหน้าข้า “ชักจะเข้าใจความรู้สึกของ ‘เจ้านั่น’ แล้วสิ ความคิดแต่ละอย่างของเจ้าทำคนได้ยินเสียศูนย์ได้เลยจริงๆ” อิงเรมพ่นลมพรืดใหญ่
ความคิดข้ามันประหลาดขนาดนั้นเชียว
“ท่านบอกเองว่างานโหดนี่นา ถ้าไม่ใช่แบบที่ข้าคิดแล้วมันเป็นแบบไหนล่ะ?” ข้าถามเสียงอ่อยแล้วก็ต้องไอโขลกกับอากาศร้อนพร้อมกลิ่นควันไฟที่สูดเข้าไปเต็มรัก “กลิ่นแบบนี้มัน”
มองผ่านป่าโปร่งออกไปเห็นอยู่ไม่ไกลนัก ทะเลเพลิงกำลังกลืนกินสิ่งต่างๆและขยายตัวเป็นวงกว้างออกไปเรื่อยๆ กลิ่นเนื้อไหม้ กลิ่นความตาย กลิ่นสาบสางแสบจมูกฟุ้งกระจายไปทั่ว
“อิงเรม...หมู่บ้านนั่น...ท่านเผาหรือ” ใจข้ากระตุกวาบภาพหมู่บ้านตนเองซ้อนทับเข้ามาในใจ นี่โรคระบาดนั้นยังไม่เลิกอีกหรือ
“ข้ามาช้าไปก้าวหนึ่ง ปีศาจที่โปรยพิษโรคระบาดออกไปจากหมู่บ้านก่อนข้ามาถึง ข้าเลยต้องเผาเสียกันการระบาด” แววตาผู้ทรงอำนาจหมองลงเมื่อมองไปยังทะเลเพลิงที่ตนเองเพิ่งเป็นผู้สร้างมันขึ้นมา ข้าพยักหน้าเข้าใจในสิ่งที่เขาทำ หากเขาไม่เผาพิษนั่นคงทำให้ชีวิตอีกมากมายล้มตายอย่างไม่มีใครห้ามได้ “แต่ข้าจะเผาหมู่บ้านต่างๆแบบโจ่งแจ้งเหมือนแต่ก่อนไม่ได้แล้ว หาไม่เรื่องที่ข้ายังมีชีวิตอยู่คงแดงในเร็ววัน ข้าจึงดึงเจ้ามาเพื่อให้ช่วยในเรื่องนี้ล่ะ”
“ข้าจะช่วยอะไรได้ล่ะ” ขนาดอิงเรมยังตามเจ้าปีศาจนั่นไม่ทัน แล้วคนธรรมดาอย่างข้าจะไปทำอะไรได้
“ข้าขอยืมรูปลักษณ์ของเจ้าหน่อยล่ะกัน จะทำเป็นแซงอิที่ไนท์ออกทำลายโรคระบาด ส่วนเจ้าไปหาปีศาจตัวต้นเหตุให้เจอแล้วจัดการเสีย” งานที่โยนมาให้ไม่ไม่แค่โหดแล้ว นี่มันภูเขาทั้งลูกเลยล่ะครับ
“ขนาดท่านยังจับไม่ได้ แล้วอย่างข้าจะเอาน้ำยาอะไรไปหาเจอได้ ถ้าเกิดโชคช่วยให้เจอเข้าจริง ข้าจะ


Enter code here   
Please note: although no board code and smiley buttons are shown, they are still usable.
Finch
นักเขียน 1168
Posts: 148
graphgraph
User Offline Click here to see the profile of this user
Reply Quote
 
#6898
Re: Sanctity Knight III มาแล้วคับ 12 Months ago Karma: 5
จะจัดการมันได้ยังไงล่ะ” ข้าไม่อยากบ่นแม้นสักนิดแต่ฝีมือของข้าเขาก็รู้อยู่ว่ามันห่วยบันลือโลกแค่ไหน หวังใช้ข้าอนาคตดับสนิทแล้วท่าน “อีกอย่างถ้าท่านเอารูปร่างข้าไปไล่เผาหมู่บ้าน... ข้าจะไม่ถูกตามล่าในภายหลังหรือ” กลัวจริงๆนะนั่น
“ถ้าเจ้าไม่อยากถูกตามล่า ก็จงหาปีศาจที่โปรยพิษโรคระบาดให้เจอโดยไวละกัน ไม่เช่นนั้นเกิดมีใครมาเห็นข้าเข้าคงเป็นเรื่องได้ตามล่ากันจริงๆแน่” นัยน์ตาสีเพชรแดงพราวระยับอย่างที่ข้าอยากเสยให้สักทีเสียเต็มประดา นี่เขากำลังสนุกใช่ไหม
“ถึงหาเจอแล้วข้าจะเอาปัญญาที่ไหนไปจัดการมันล่ะ ท่านก็รู้ว่าข้าใช้ดาบสั้นได้เยี่ยมปานไหน ก่อนจะได้ชักออกมาลุยข้าอาจโดนยำเละเป็นโจ๊กไปแบบไม่รู้ตัวแล้วก็ได้” แค่ลองคิดเล่นๆ ข้ายังเห็นป้ายหลุมศพช่วงลดราคาปักเด่นหรามาแต่ไกล ไม่อยากวิตกจริตแต่ความจริงที่ข้ามันไร้ฝีมือมันคงทำให้เกิดเรื่องแบบนั้นได้ไม่ยาก
อิงเรมมองข้าด้วยสายตาขบขันปนเอ็นดู “คิดไว้แล้วว่าเจ้าต้องยกเหตุนี้มาอ้าง ข้าไม่ปล่อยเจ้าไปลุยอย่างไร้ฝีมือหรอกน่า” ว่าพลางเดินเข้ามาใกล้ข้าในระยะประชิดก่อนจะโน้นหน้าเข้ามาใกล้ข้า “เอาทักษะกับสัญชาตญาณในการสู้ของข้าไปหน่อยละกัน” หน้าผากมังกรหนุ่มสัมผัสกับหน้าผากข้า เหมือนที่ชาวมังกรทำเวลาอำนวยพรให้กัน
พลันความรู้บางอย่างก็ผ่านเข้าสู่สมองข้าก่อนอิงเรมถอยห่างออกไปพร้อมแสงสีแดงสว่างเข้าคลุมร่างเขา ข้าตาโตแทบกระเด็นออกจากเบ้าเมื่อเห็นร่างอิงเรมอีกครั้งหลังแสงสีแดงจางหาย หนุ่มผมเงินตาสีเพชรแดงที่เหมือนข้าเปี๊ยบมองสำรวจตนเองอย่างสนใจ
“สภาพเจ้าก็ดีไม่หยอกนะ ถึงสีผมแบบนี้จะพรางตัวลำบากในยามค่ำคืนก็เถอะ” ทำไมรอยยิ้มจากร่างแปลงมันดูดีกว่าร่างจริงแบบทิ้งกันไกลคนละทวีปแบบนี้ฟะ ข้าเริ่มรู้สึกคันไม้คันมืออยากได้ไม้หน้าสามมากกว่าแว่นกันแดด “เอาล่ะดิวดร็อฟ หากเจ้าไม่อยากถูกตามล่าในฐานะผู้ก่อความหายนะให้ปวงชนก็จงเร่งมือตามล่าเจ้าปีศาจที่โปรยพิษโรคระบาดให้เจอในเร็ววันล่ะ เพราะข้าจะไม่เว้นแดนใดที่เกิดโรคระบาดทั้งนั้น”
ข้าแน่ใจว่าอิงเรมทำอย่างที่พูดแน่นอน การทำลายให้หมดสิ้นโดยเร็วเป็นการป้องกันที่ดีที่สุดข้าไม่เถียง แต่ถ้าทำแบบนั้นด้วยรูปลักษณ์ของข้าให้ใครได้เห็นเข้าละก็... เงาหัวข้าจะมีกำหนดหายไปเร็วขึ้นแบบยกระดับเลยล่ะ เช่นนั้นแล้วข้าคงโอ้เอ้ไม่ได้แล้ว ถึงงานนี้จะโหดหินแค่ก็ดีกว่าต้องรับหน้าที่ปราการอัศวินเป็นร้อยเท่าล่ะ
“คิดได้แบบนั้นก็ดี ข้าไปล่ะ เจ้าก็พยายามเข้าละกัน” ไม่รอให้ข้าได้ค้านอะไร อิงเรมในรูปร่างข้าก็หายตัวไปได้อย่างง่ายดายด้วยเวทข้ามมิติ ส่วนข้า...
ยืนบื้ออยู่แถวนี้คงไม่เกิดประโยชน์อันใด ถึงจะเป็นการให้ช่วยแกมบังคับข้าก็บ่นอะไรไปมากนักไม่ได้หรอกนอกจาก ก้มหน้าก้มตาหาตัวการโรคระบาดและหยุดมันให้ได้อย่างเร่งด่วน ก่อนจะมีใบหน้าหล่อๆของข้าเด่นหรากลางใบประกาศจับพร้อมค่าหัว
นี่แหละ ข้าถึงได้บอกว่าไม่อยากเป็นอัศวิน!
ข้าแหกปากตะโกนออกไปสุดเสียงหนึ่งครั้งแล้วต้องลงนั่งไอจนน้ำตาเล็ด ลืมไปไฟที่อิงเรมใช้เผาทำลายยังดับไม่หมด สูดควันไฟเข้าไปเต็มปอดเล่นเอาหน้ามืดไปแวบหนึ่งเลย พอเลิกไอข้าเดินเข้าไปดูบริเวณที่ถูกเผา เหลือต้นไม้ที่มีจุดคล้ำๆอีกนิดหน่อยก็ไหม้หมดแล้ว
ข้าย่างเท้าช้าๆเข้าสู่พื้นที่ไหม้เกรียม กลิ่นสาบสางของความตายยังลอยคลุ้งในอากาศ เปลวเพลิงน่ากลัวที่ขยายตัวเป็นวงกว้างเมื่อครู่มอดลงอย่างรวดเร็ว เพลิงของอิงเรมก็แบบนี้แหละไหม้ทุกอย่างหมดในครู่เดียวและดับลงในครู่เดียวเหมือนกัน เฮ้อ... พอข่าวเรื่องอิงเรมตายแล้วแพร่ออกไปเรื่องร้ายๆก็ตามมาทันทีเชียว ราวกับรอโอกาสนี้มานาน ข้าไม่แน่ใจแม้นแต่น้อยว่าจะสามารถหยุดทุกอย่างได้ก่อนความหายนะแท้จริงจะเริ่มขึ้น
แสงทองจุดสุดท้ายกำลังจะดับลง พลันสายตาข้าเห็นเงาร่างหนึ่งลับๆล่อๆอยู่หลังเงาไม้ห่างจากที่ข้ายืนอยู่ไม่น้อย สติข้าตื่นตัวสุดๆขึ้นมาฉับพลัน
ปีศาจตัวต้นเหตุ! ความคิดนี้เด้งเข้ามาในหัวเร็วเกินกว่าข้าจะหายใจสักเฮือกอีก
มันจะเจอไวไปหน่อยหรือเปล่า... ข้ายังไม่ทันเตรียมใจเลยนะ
ข้าเพ่งสายตาตัดควันไฟไปยังเงานั้นในขณะที่ร่างกายยืนแข็งอยู่กับที่ แล้วก็แข็งได้อีกไม่เกินอึดใจ ข้าต้องทิ้งตัวลงพื้นเมื่อลูกพลังลูกโตพุ่งมาในแนวขนานพื้นเฉี่ยวผมสีเงินสวยๆขาดไปกระจุกใหญ่ แล้วตามมาด้วยแท่งพลังเปี่ยมจิตสังหารรูปแบบหอกแหลมๆอีกหลายสิบแท่ง ข้าไม่มีเวลาแม้นแต่จะร้องขอให้พระเจ้าช่วย เพราะเวลานี้ข้าต้องช่วยตนเองก่อนแล้ว สัญชาตญาณการหนีของข้าบอกให้วิ่งหน้าตั้งได้แล้วแต่ขอโทษ สัญชาตญาณของอิงเรมบอกว่าตรงเข้าไปกัดคอมันเลย ดูเหมือนว่าขาแสนดีของขาดันเชื่อคุณมังกรมากกว่าเจ้าของจริงๆเสียอีก
แค่ไม่ถึงห้าก้าวที่ราวกับบิน ข้าก็กระโดดหลบแท่งพลังแล้วบุกเข้าถึงตัวคนจู่โจมได้ไวเหลือเชื่อ ข้ากระชากดาบสั้นออกมาตั้งท่าเตรียมจวกให้เต็มแรง แต่แล้วกับต้องชะงักตัวโกร่งเมื่อร่างที่ข้าตรงเข้าไปประชิด ไม่ใช่อย่างที่ข้าเข้าใจไปเอง
“ลีฮีเตอร์!” ข้ารั้งดาบในมือเต็มกำลัง
ใบหน้าตกใจของจอมเวทดำแสดงออกมามากกว่าข้าเสียอีก พลังในมือเขาที่เตรียมซัดออกมาสลายสิ้น ดวงตาสีน้ำเงินเข้มจ้องข้าอย่างตกตะลึงจนเกือบถลนออกมาจากเบ้าเลย
เฮ้ย ข้าเหมือนผีตนไหนหรือไงฟะ สีหน้าแบบนั้นมันอะไรกัน
“เจ้า...ทำไมมาอยู่แถวนี้ เวลานี้เจ้าน่าจะอยู่ที่ปราการอัศวินนี่นา” ลีฮีเตอร์ถอยห่างข้าออกไปทันใด
ดาบสั้นในมือไร้เป้าหมายในการใช้แล้วเลยต้องเก็บล่ะ “ข้าต่างหากที่ต้องถามเจ้า หายหน้าหายตาไปแล้วอยู่ๆก็มาเจอในสถานที่แบบนี้... หรือเจ้าก็ถูกอิงเรมเรียกมาเหมือนกัน”
“ข้าไม่ได้ถูกใครเรียกมาทั้งนั้น” ว่าพลางถอยห่างออกไปอีกไม่น้อย ทำให้ข้าต้องเดินตามล่ะ
“งั้นทำไมเจ้ามาอยู่แถวนี้ล่ะ หมู่บ้านนั้นเพิ่งถูกอิงเรมเผาไปเมื่อครู่เอง โรคระบาดที่นี่ถูกชำระเรียบร้อยแล้วด้วย เจ้าคงไม่บังเอิญโผล่มาแถวนี้แน่ๆ” ลีฮีเตอร์รู้จักโรคระบาดนี้ แล้วรู้ด้วยว่ามันร้ายแรงแค่ไหนรวมทั้งเกิดมาจากอะไร ถ้าให้เดาเขาน่าจะมาดักล่าตัวการโรคระบาดเหมือนข้าแต่... “เมื่อกี้เจ้าจู่โจมข้าทำไม”
จอมเวทดำเบนหน้าไปอีกทาง เขาพูดแบบไม่มองหน้าข้า “ก็แค่นึกว่าปีศาจตัวไหนมาเดินอยู่เท่านั้นล่ะ”
“เข้าใจว่าข้าเป็นปีศาจที่โปรยโรคระบาดหรือ... ในที่ที่อิงเรมเพิ่งเผาไปหมาดๆเนี่ยนะ” ข้าหรี่ตาจ้องจอมเวทดำเห็นเขาสะดุ้งนิดหน่อย แล้วตั้งท่าจะสาวเท้าออกห่างไปอีก ข้าเลยยกมือไปคว้าไหล่เขา
เพี๊ยะ !
รอยแดงเกือบเขียวเด่นหราบนหลังมือข้าทันใด ลีฮีเตอร์ปัดมือข้าออกด้วยแรงเต็มที่ ไม่รู้ว่าใส่พลังเวทเข้าไปด้วยหรือเปล่ามือข้าถึงชาดิกขนาดนี้
“เจ็บนะว้อย ไม่ให้จับบอกดีๆก็ได้นี่เฟ้ย” ข้าทั้งลูบทั้งเป่าหลังมือ
จอมเวทดำไม่สนใจเสียงโอดครวญของข้าแม้นแต่น้อย ซ้ำยังหันหลังให้แล้วเดินไปทันทีด้วย เห็นแบบนั้นข้ารีบวิ่งตาม ในเมื่อข้ายังไม่รู้เลยว่าเขามาทำอะไรแถวนี้
แค่ไม่กี่ก้าวจอมเวทดำชะงักขากึก แววตาเคร่งเครียดจับจ้องไปยังไม้สูงพุ่มใหญ่กลางทางที่กำลังจะเดินไปพลอยให้ข้าจ้องไปด้วย เงียบกันไปอึดใจร่างหนึ่งก็ขยับออกมาจากพุ่มไม้
ร่างตะปุ่มตะป่ำสีคล้ำหุ้มด้วยผิวหนังแตกเป็นริ้วเหมือนเกล็ดด้านๆ หลังงองุ้มเหมือนหมีพิการ ดวงตาสีน้ำตาลซีดๆเขม็งมาที่ข้ากับจอมเวทดำ ลมหายใจกรุ่นกลิ่นสาบฟุ้งออกมาทุกครั้งที่มันพ่นออกมาดังๆ ตัวมันใหญ่กว่าคนสามเท่า ข้าเห็นเต็มตาแล้วต้องสะกิดจอมเวทข้างตัว
“เมื่อกี้เจ้าบอกว่า นึกว่าข้าเป็นปีศาจ... ข้าเหมือนมันตรงไหนหรือ!” ยิ่งคิดยิ่งอยากเอาแว่นสายตาขว้างหัวเจ้าจอมเวทดำเสียนี่กระไร มองยังไงเห็นหนุ่มหล่ออย่างข้าเป็นตัวปุ่มป่ำอย่างนั่นได้
ลีฮีเตอร์ปรายตาเย็นเฉียบมาทางข้านิดหนึ่ง “เจ้าไม่เหมือนมันแม้นแต่น้อย แต่ถ้าให้พูดจริงๆ ในโลกนี้คงไม่มีอะไรน่าสยองไปกว่าเจ้าแล้วล่ะ”
“เฮ้ย! จะยกยอกันก็ให้มันไปในทางที่ดีๆหน่อยสิเว้ย” เปิดปากแต่ละทีมีแต่หาเรื่องตีกันอยู่เรื่อย คนถูกว่าส่งเสียงเฮอะขึ้นจมูกแล้วหันไปสนใจปีศาจปุ่มป่ำ “ท่าทางมันน่ากลัวไม่น้อยเลยนะ ว่าไหม” ข้าเริ่มมองหาที่แอบ ถ้าพ่อคุณจอมเวทดำจะเปิดฉากซัดกับปีศาจตัวนั้น กลัวลูกหลงจากพี่แกจริงๆคร้าบ
“แค่พวกระดับล่างเท่านั้น น่ากลัวแต่ภายนอก” คำพูดน่าเชื่อได้จากลีฮีเตอร์ทำให้ข้าเลิกความคิดหาที่หลบภัย
“อ้อ พวกเสือกระดาษสินะ”
ตูม!!
ป่าโปร่งกลายสภาพเป็นป่าราบในพริบตา แถมแอ่งลึกหนึ่งแอ่งด้วย เศษเล็กเศษน้อยของสิ่งต่างๆปลิวกันว่อนตามแรงระเบิดของพลังที่เจ้าปีศาจพ่นออกมาเมื่อครู่ เชื่อไหมมันเฉี่ยวหลังข้าไปแบบเผาขนเลยล่ะ
ข้าหันไปตะปรบคอจอมเวทดำทันที “ไหนเจ้าบอกว่ามันมีที่น่ากลัวแค่ภายนอกไง แล้วนั่นมันอะไร!” มีเสียงเท่าไหร่ข้าตะเบ็งออกไปหมดและเป็นอีกครั้งที่ลีฮีเตอร์เล่นแรงๆกับการไล่ข้าออกห่าง พ่อคุณยกขาขึ้นมาถีบเข้ากลางพุงข้าเต็มแรงส่งข้าลงไปชักกระแดกๆที่พื้นในพริบตา
ปีศาจตัวยักษ์พุ่งเข้าใส่พร้อมกางเล็บแหลมหมายตะปรบลีฮีเตอร์ให้เละในครั้งเดียว ไม่รอช้าเวทบทยาวถูกท่องให้จบลงอย่างรวดเร็ว สร้างสายพลังน่าขนพองขึ้นมาตรงหน้าคนใช้เวท ขยับแค่นิดเดียวพลังนั้นก็โจนทะยานเข้าปะทะปีศาจตัวยักษ์
มันช่างง่ายดายเหมือนเตะกระป๋องเปล่าสักใบให้กระเด็น ปีศาจตัวยักษ์ถูกเวทแค่บทเดียวจากจอมเวทดำซัดให้กลายเป็นเศษเล็กเศษน้อยต่อหน้าข้าที่ทำได้แค่นั่งมองหน้าเอ๋อๆ
สายตาเย็นๆหลังเก็บปีศาจไปแล้วเบนมาทางข้า “ต่างจากที่ข้าพูดไหมล่ะ พวกชั้นล่าง”
ชั้นล่างของพ่อคุณคือแบบนี้หรือ... ลืมไป ลีฮีเตอร์มีพลังขนาดกล้าชนกับอิงเรมนี่นา ซึ่งนั่นมันเหมือนเป็นการบอกให้รู้ว่า เขาทรงอำนาจกว่าผู้ใช้เวทอื่นๆมากเพียงใด เผลอๆเวลานี้เขาอาจมีอำนาจเทียบเท่าไซรีทัสแล้วก็ได้
‘ท่านอยู่ที่ไหนนั่น?’ เสียงกระหึ่มสมองดังขึ้นมาทันทีที่นึกถึงคนผมทอง สงสัยเขาคงรอให้ข้านึกถึงเขาอยู่ ‘ชาวสวรรค์มากันแล้วนะ ท่านกลับมาเดี๋ยวนี้เลยนะ’
รู้ทั้งรู้ว่าข้าไม่มีเวทมนต์แล้วจะกลับไปยังไงเล่า ไม่สิยังไงก็ไม่กลับต่างหาก ก็ข้ามีเรื่องเร่งด่วนต้องทำก่อนนี่นา ท่านรับหน้าไปก่อนละกัน
‘พูดง่ายนี่ ท่านเป็นแซงอิที่ไนท์นะ หน้าที่ของท่านคือการเป็นตัวแทนของคนทั้งโลก ยังมีอะไรที่มันเร่งด่วนกว่าเรื่องนี้อีกหรือ’
ยังมาแค่เสียงแบบนี้แสดงว่าปลีกตัวออกมาไม่ได้ล่ะสิ ข้าขยับยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ไซรีทัสไม่มีทางเห็น แต่ทางจอมเวทดำใกล้ตัวนี่สิ เห็นแล้วขยับห่างพร้อมสีหน้าแขยงเต็มขั้น
ข้าไม่กลับ ข้ากำลังออกล่าปีศาจที่โปรยพิษโรคระบาดอยู่ ถ้าพวกเขาถาม ท่านก็บอกไปตามนั้นละกัน หาคำพูดแบบรื่นหูให้พวกเขาเข้าใจเอาเองละกันท่านไซรีทัส เลิกติดต่อแค่นี้ล่ะนะ
ข้ากุมดาบสั้นแน่นๆเป็นการตัดการติดต่อกับคนผมทองที่ได้ผล ข้าลองทำแบบนี้ที่ปราการหลายครั้งจนแน่ใจว่าทำแบบนี้มันใช้ได้จริง จากนั้นข้ากลับไปทางลีฮีเตอร์ จอมเวทดำยังคงเบนหน้าหนีสายตามองตรงๆของข้า
“เอาล่ะลีฮีเตอร์ เจ้ากำลังล่าหรือกำลังหนีปีศาจตนไหนอยู่กันแน่ เจ้าปีศาจตนนั้นขนาดตัวพอๆกับข้าด้วยใช่ไหม” ข้าเห็นจอมเวทดำสะดุ้งแล้วสะบัดหน้ามาจ้องข้า “เจ้าน่าจะรู้อยู่แล้วนะ ว่าข้าเป็นพวกช่างสังเกตแค่ไหน อ้ออีกอย่างเจ้าหลบหน้าข้าเพราะอะไรบอกมาด้วย” ข้าจ้องตาสีน้ำเงินเข้มแบบท้าทาย “ข้ารู้นะว่าเจ้าจงใจหลบหน้าข้ามากกว่าใครทั้งนั้น”
ลีฮีเตอร์นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนระบายลมหายใจยาวแล้วกล่าวเสียงเรียบๆ “ข้าแค่เหม็นขี้หน้าเจ้า”
ก่อนถามต่อขอฟาดด้วยส้นเท้าสักทีก่อนได้ไหม ฮึ่ม...มันน่านัก
“ลีฮีเตอร์ คิดว่าพูดเรื่องงี่เง่าแบบนั้นจะทำให้คนอย่างข้าเขวได้งั้นหรือ เจ้าอยากจะให้ข้าแฉเป็นข้อๆอย่างเรื่องของเจ้าโทเอดินใช่ไหม จะเอาอย่างนั้นก็ได้นะเฟ้ย” ข้าจะเริ่มประมวลเหตุผลความน่าจะเป็นทั้งหมดละนะ แต่แล้วก็ต้องสมาธิกระจาย
“ข้าเกลียดนิสัยเจ้า ทั้งจุ้นจ้าน ทั้งชอบทำตัวเหมือนรู้ไปซะทุกอย่าง ไม่ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นร้ายแรงแค่ไหนเจ้าก็หาทางออกที่ใครคาดไม่ถึงได้เสมอ” จอมเวทเขม็งตาใส่ข้าอย่างแข็งกร้าว “ทั้งที่สงครามระหว่างมนุษย์กับปีศาจจะเกิดขึ้นในไม่นานนี้ เจ้ายังทำตัวลอยลมเอาหลักอะไรไม่ได้สักอย่าง ข้าเกลียดคนนิสัยอย่างเจ้าที่สุด!” น้ำเสียงที่กระแทกใส่เล่นเอาข้าแทบถอยหลังแบบไม่รู้ตัว เพราะมันมีความน่าพรั่นพรึงด้วยจิตสังหารจากจอมเวทเข้าไปด้วย น่ากลัวเพิ่มเป็นสิบเท่าของปกติเลยเว้ย
ถ้าเป็นเมื่อก่อนข้าคงเผ่นไม่เหลียวหลังแล้วกับคนน่ากลัวคนนี้ แต่เนื่องจากข้ากับเขาผ่านเหตุการณ์เฉียดตายมาด้วยกันไม่น้อย ทำให้ข้ารู้นิสัยลีฮีเตอร์มากโขล่ะ ข้าส่ายหน้าแล้วยิ้มขำๆ
“นั่นไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้เจ้าหนีหน้าข้า เจ้ารู้ว่าต่อให้ข้าเหลาะแหละแค่ไหน แต่ที่สุดแล้วข้าก็ไม่เคยหันหลังหนีจากสิ่งใดที่คุกคามโลกนี้ เจ้ามั่นใจว่าถ้าเกิดสงครามขึ้นจริงข้าต้องปกป้องโลกนี้ได้แน่ เพราะงั้นเจ้าถึงไป เพราะเจ้ารู้อะไรบ้างอย่างที่เกี่ยวกับจักรพรรดิปีศาจแล้วคิดจะไปจัดการเองคนเดียวใช่ไหม ลีฮีเตอร์”
ลีฮีเตอร์สะท้านเฮือก หน้าเปลี่ยนสีฉับพลันก่อนหันหลบสายตาข้า
“เจ้าพยายามหลบหน้าข้าหลังจากที่ได้เห็นจักรพรรดิปีศาจ กับคนอื่นเจ้าพูดกับเขาได้ถึงไม่มองก็ตามแต่กับข้าไม่ใช่ เจ้าหลบเหมือนคนทำความผิดอะไรต่อข้าไว้สักอย่างยังไงอย่างนั้น เจ้ารู้อะไรเกี่ยวกับรีเฟมแอสแซนและคิดจะจัดการด้วยตนเอง... มันเกี่ยวกับข้าด้วยใช่ไหม” ลีฮีเตอร์ยิ่งก้มหน้ามากกว่าเดิม “ไม่ว่ามันจะเกี่ยวกับข้าหรือไม่ก็ขอให้เจ้ารู้ไว้ ข้าไม่ปล่อยให้เจ้าไปลุยคนเดียวหรอกนะ จะเกาะติดเป็นปลิงเลย เพราะงั้นจำไว้ให้ขึ้นใจ เจ้าจะไม่ได้ไปลุยเดี่ยวที่ไหนอีกแน่ตราบเท่าที่ข้ายังมีชีวิตอยู่” ข้าเชิดหน้าพูดอย่างแน่ใจว่าทำได้แน่ๆ
“...เพราะอย่างนี้แหละข้าถึงได้บอกไง ข้าเกลียดนิสัยเจ้า มันทำให้ข้าต้องสับสนอยู่เสมอและทำให้ไม่อยากตัดใจ ทั้งที่รู้อยู่ว่าต่อให้ดิ้นรนแค่ไหนปลายทางมันก็ยังคง มีแค่คำตอบเดียวอยู่ดี” ลีฮีเตอร์ก้มหน้าลง เขากำสองมือแน่นจนเล็บแทบทะลุเข้าไปในเนื้อ
“ลีฮีเตอร์... เจ้ามีเรื่องอะไรหนักใจอยู่แน่ ถึงข้าจะดูไม่น่าเชื่อถือได้แต่ข้าจะช่วยเจ้าเท่าที่ทำได้ล่ะ ข้าไม่ปล่อยเจ้าไปตายคนเดียวหรอก เจ้ามีเพื่อนแล้วนะ หลายคนด้วย” ถึงข้าจะบ้าไปทุกสถานการณ์ แต่ก็ต้องมีบ้างที่บางสถานการณ์ถึงอยากบ้าแค่ไหนก็บ้าไม่ออก และสีหน้าจอมเวทดำที่ข้ารู้จักในเวลานี้มันทำให้ข้าบ้าไม่ออกแม้นแต่น้อย
จอมเวทดำถอนใจเฮือกยาวก่อนจะเงยขึ้นมองข้า นัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มวาวอย่างหนักแน่นเหมือนคนที่ตัดสินใจแน่แล้ว น้ำเสียงนิ่งราบเรียบหากแต่สื่อความต้องการออกมาได้ทั้งหมด เอ่ยใส่ข้าตรงๆ “ดิวดร็อฟ... เจ้าจะฆ่าข้าเพื่อโลกนี้ได้ไหม”
“หา?!”
ประโยคเดียวเล่นเอาเซลล์สมองของข้าปลิวหายไปหมดเลย
“เพื่อแดนมนุษย์ เพื่อทั้งสามภพ เจ้าต้องฆ่าข้าเสีย”


Enter code here   
Please note: although no board code and smiley buttons are shown, they are still usable.
Finch
นักเขียน 1168
Posts: 148
graphgraph
User Offline Click here to see the profile of this user
Reply Quote
 
#6899
Re: Sanctity Knight III มาแล้วคับ 12 Months ago Karma: 0
พี่มล ขอภาตต่อของเซ็นตี่ไนท์ ด้วยครับ


Enter code here   
Please note: although no board code and smiley buttons are shown, they are still usable.
~{น้ำเน่า}~
Platinum Boarder
Posts: 351
graphgraph
User Offline Click here to see the profile of this user
Gender: Female kik_narakjang9@hotmail.com Location: phuket Birthday: 02/22
☆→ あ ぃ £ ❤ 。◕‿◕。 ~{กินให้ขี้แตก ดีกว่าแดกแล้วเหลือ}~驚訝.吃驚♫ ♬ ♪ ♩ ♭ ♪ の ☆→ あ ぃ £ ❤

my.dek-d.com/classicpooh/

www.inlove-book.com/n_blogIwrite.php?user_id=9571

forum.writer-club.net

bottleblue.unbbz.com

www.jamsai.com/room/member_profile.aspx?SectionID=114577
Reply Quote
 
#6900
Re: Sanctity Knight III มาแล้วคับ 12 Months ago  
ขยันเหลือเกินท่านฟิ้น
--

แฟนตาซีของเรา
เรื่องรากเมื่อเจ็ดปีก่อน จนป่านนี้ยังเท่าเดิมไม่ขยับ
เหอะๆ


Enter code here   
Please note: although no board code and smiley buttons are shown, they are still usable.
nj venus

Reply Quote
 
#6901
Re: Sanctity Knight III มาแล้วคับ 12 Months ago Karma: 5

XXVII

ละอองสีทองกระจายฟุ้งไปทั่วทั่งปราการ มันสะท้อนแสงระยิบระยับท่ามกลางกลิ่นหอมของเครื่องหอมที่ไม่มีในแดนมนุษย์ ก่อนจะปรากฏเงาร่างสูงโปร่งเรือนผมสีทองคำ ทรงอาภรณ์สีขาวสว่างตา แล้วตามมาด้วยร่างงามอีกหลายสิบตน แถวอัศวินที่ยืนรอรับต่างยืนตัวแข็ง ตาค้าง กับการปรากฏตัวของชาวสวรรค์ นอกจากถูกความงามตรึงไว้ ยังถูกความน่าเกรงขามสะกดไว้อีกชั้น
ใบหน้างามราวอิสตรีของไซรีทัสก็ฉายแววตกใจไม่น้อย เพียงแต่เป็นความตกใจคนละรูปแบบกับเหล่าอัศวิน เจ้าตัวมองผู้ทรงอาภรณ์สีขาว เรือนผมสีทองคำยาวจรดพื้นไม่วางตา เพราะไม่คิดว่าผู้นี้จะลงมากับเขาด้วย
“ท่านจ้าว โอรูนราเอล”
เก้าอี้รับรองที่เตรียมไว้ถูกเปลี่ยนฉับพลันจากพลังของผู้ติดตามที่ไซรีทัสเห็นแล้วต้องขมวดคิ้ว มิลิออน เปลี่ยนเก้าอี้รับรองไม้บุนวมหนานุ่ม เป็นทองคำปูด้วยขนสัตว์หนาๆแทน ซึ่งมันทำให้ไซรีทัสย่นคิ้วมากกว่าเดิม เขาพอจะเข้าใจความรู้สึกของDDที่อยากได้แว่นกันแดดขึ้นมาบ้างล่ะ พลังแยงตาร้ายกาจกว่าเขาหลายเท่านัก
ชาวสวรรค์ลงมาร่วมงานเฉลิมฉลองมากกว่าที่เอลิม่าบอกไว้ แถมยังมีจ้าวสวรรค์ที่ไม่น่าลงมากลับลงมาด้วยเสียงั้น มันจึงทำให้มนุษย์ทั้งหลาย ไม่ว่าอัศวินแห่งเบอร์เรี่ยน จักรพรรดิแห่งเบอร์เรี่ยน ราชองครักษ์ ทหารวังและประชาชนทั้งหมดต่างยืนตัวแข็งด้วยความยำเกรงปนหวาดกลัว
โอรูนราเอลไล่สายตาจากใกล้สุดไปยังไกลสุด แล้วกวาดไปทั่วด้วยสายตาเย่อหยิ่งปนดูแคลนน้อยๆ ให้พอรู้ว่าเขานั้นสูงส่งกว่าชาวมนุษย์มากเพียงใด จากนั้นกลับมาที่ไซรีทัส ดวงตาสีน้ำเงินเข้มประดุจแก้วมณีน้ำงามมองคนผมทองที่ตนส่งมาประจำอยู่ที่แดนมนุษย์อย่างเอ็นดู
“ไม่ได้เจอเจ้าเสียพักเดียว สง่างามขึ้นมากนัก” สุรเสียงนุ่มกังวานเอ่ยชมตรงๆ
ไซรีทัสค้อมศีรษะให้อย่างนอบน้อม “ชมเกินไปแล้วครับ ข้ายังคงอ่อนหัดไม่ต่างไปจากเดิมเท่าไหร่หรอกครับ” น้ำคำที่ถ่อมตนนั้นเรียกรอยยิ้มเอ็นดูจากท่านจ้าวได้เพิ่มขึ้นอีก
จ้าวสวรรค์โอรูนราเอลมองหาอีกหนึ่งคนที่น่าจะอยู่ต้อนรับชาวสวรรค์ด้วย ครั้นมองจนทั่วยังไม่เห็นชาวมนุษย์ผมเงินตนที่ว่า “ไซรีทัส แซงอิที่ไนท์ ที่เจ้าเลือกอยู่ไหนกัน เหตุใดถึงไม่มาต้อนรับไม่รู้หน้าที่ของตนเองหรืออย่างไร” ความไม่พอใจฉายชัดบนใบหน้าผู้พูด
คนผมทองสะดุ้งนิดหน่อยแล้วรีบปรับสีหน้าให้กลับสู่ปกติอย่างเร็วที่สุด “ข้าต้องขออภัยแทนท่านดิวดร็อฟด้วยจริงๆขอรับ เนื่องจากมีจดหมายด่วนเกี่ยวกับร่องรอยของปีศาจที่กำลังก่อโรคระบาดร้ายแรงที่หมู่บ้านหนึ่งส่งมาถึงเมื่อเช้า ท่านดิวดร็อฟจึงรีบไป เพราะโรคระบาดนี้ร้ายแรงมากและยังหาตัวการไม่พบเสียที ดิวดร็อฟจึงค่อนข้างร้อนใจ พอได้รับจดหมายว่ามีเบาะแสท่านจึงตัดสินใจไป ก่อนมอบหมายหน้าที่ให้ข้าดูแลเรื่องทางนี้ครับ”
คำแก้ตัวของไซรีทัสแทนDDอาจไม่เป็นที่พอใจนัก ในเมื่อจ้าวสวรรค์ยังมีสีหน้าไม่พอใจนี่นา
“เจ้ากำลังบอกเราว่า แซงอิที่ไนท์ที่เจ้าเลือกเห็นโรคระบาดสำคัญกว่าการรับรองเรางั้นหรือ ไซรีทัส” สุรเสียงของผู้ทรงอำนาจสูงสุดแห่งสวรรค์ ทำให้เหล่าอัศวินหน้าซีดอย่างหวาดหวั่นมากขึ้นเรื่อยๆ
“มิได้ขอรับ ท่านดิวดร็อฟไม่อาจนิ่งดูดายในเรื่องนี้ได้ก็เลย...” ไซรีทัสชักหน้ามืด เขาควรแก้ตัวแบบไหนดีถึงจะผ่านสถานการณ์ล่อแหลมต่อเงาหัวไม่เหลือไปได้
“รู้สึกว่าท่านจะไม่ได้ใส่ใจที่ข้าเตือนไปก่อนหน้านี้เลยนะ เกี่ยวกับนิสัยของเจ้ามนุษย์คนนั้น” เอลิม่าขยับมือเหมือนคนที่อยากลงมือทำลายอะไรสักอย่าง “คงต้องเลือกแซงอิที่ไนท์คนใหม่ในเร็วๆนี้กระมัง” หญิงสาวที่สอดปากเข้ามาพูดในสิ่งที่ทำให้คนที่ได้ยินขนลุกปนไม่พอใจลึกๆขึ้นมาฉับพลัน
สำหรับDDแล้ว เวลานี้เขาเปรียบเสมือนเทพในร่างมนุษย์ในใจทุกคน เขาคือคนที่ช่วยปัดเป่าความหวาดกลัวที่ฝังรากลึกมานานให้หายหมดสิ้นไป แล้วชาวสวรรค์เหล่านี้จะมาปลดDDลงจากตำแหน่งง่ายๆมันไม่ถูก กระแสต่อต้านเริ่มส่งออกมาจากสายตาเหล่าอัศวิน
ไซรีทัสเองก็รู้สึกไม่ต่างจากเหล่าอัศวิน แต่เขาจำต้องอ่อนตามพวกนี้ไปก่อน หาไม่แล้วสถานะของDDอาจแย่ลงไปอีก
“ท่านเอลิม่า โปรดเข้าใจด้วยเถอะ ดิวดร็อฟเป็นอัศวินศักดิ์สิทธิ์นะครับ ย่อมเป็นเรื่องธรรมดาไม่ใช่หรือที่เขาจะเห็นแก่ชีวิตมากมายมากกว่างานรื่นเริง ระหว่างที่ตนเองหัวเราะอย่างมีความสุขจากคำชื่นชมของพวกท่าน แต่มีชีวิตอีกมากมายกำลังล้มตายในเวลานั้น ทั้งที่ถ้าตนเองอยู่ในที่นั้นจะสามารถช่วยไว้ได้แท้ๆ ฉะนั้นเขาถึงไป การตัดสินใจแบบนี้ไม่เหมาะสมกับผู้เป็นแซงอิที่ไนท์ตรงไหนหรือครับ” ดวงตาสีทองของไซรีทัสแสดงความแข็งกร้าวให้เห็นได้อย่างชัดเจน
“ไซรีทัส เจ้าเข้าข้างมันงั้นรึ!” ดวงตาหญิงสาววาวโรจน์ “ดูท่าว่าการเชื่อมจิตกับมันจะทำให้เจ้าได้รับส่วนแย่ๆมาเยอะเกินไปหน่อยแล้วละมั้ง”
ไซรีทัสขยับยิ้มงามอย่างภูมิใจให้เอลิม่า “แต่ข้ากลับรู้สึกว่าตนเอง โชคดีเหลือเกินละครับที่ได้พบดิวดร็อฟ และเซ็นไนท์เลือกเขาเป็นแซงอิที่ไนท์ ข้าดีใจมากๆเลยล่ะครับ” รอยยิ้มที่มาจากใจจริงทำให้ท่านวิญญาณศักดิ์สิทธิ์มองดูงามมากขึ้นอีกหลายเท่า ชาวอัศวินได้ยินได้เห็นแล้วอดปลื้มไปด้วยไม่ได้ แต่ทางจ้าวสวรรค์กับมิลิออนมันขัดตาขัดใจเกินคณา
‘ท่านจ้าวเราคงปล่อยไซรีทัสไว้แบบนี้ไม่ได้แล้วนะขอรับ หากไซรีทัสยึดติดกับมนุษย์ผู้นั้นมากไปกว่านี้ มันจะยุ่งยากต่อแดนสวรรค์นะขอรับ’ มิลิออนติดต่อทางจิตไปยังโอรุนราเอล
‘ดูแล้วชักจะเกินไปจริงดังเจ้าว่า เสร็จจากงานฉลองนี้คงต้องพูดกับไซรีทัสหน่อยล่ะ’ โอรุนราเอลมองไซรีทัสที่กำลังหันไปพูดกับเอลิม่าไม่วางตา ‘คงต้องเรียกกลับสวรรค์เร็วกว่ากำหมดเสียแล้ว’
เอลิม่าสะบัดหน้าไปจากคนผมทองอย่างขัดเคืองใจ แม้นแต่เจ้าเด็กน้อยไซรีทัสยังคิดขัดใจเธอ หากไม่ใช่ว่าท่านจ้าวสวรรค์ประทับอยู่ด้วยละก็ เธอคงลงมือสั่งสอนไซรีทัสไปแล้ว
“เอาเถอะไม่อยู่ก็ไม่อยู่ อย่าทำให้บรรยากาศเฉลิมฉลองต้องหมองด้วยเรื่องเล็กๆแบบนี้เลยน่า ไหนๆแซงอิที่ไนท์คนนั้นก็ไม่อยู่ที่นี่แล้วจะมาเอาเรื่องอะไรกับคนที่อยู่แทนล่ะ เรามาร่วมงานฉลองนะไม่ได้มาร่วมงานสืบสวนจริงไหม มอร์แลนด์” ดีเมอร์ไรท์ส่งเสียงขึ้นมาเปลี่ยนบรรยากาศอย่างร่าเริง พร้อมหันไปหาพวกช่วยสนับสนุนที่ตนพูด แต่คนเป็นเพื่อนดันไม่ให้ความร่วมมือเสียนี่
“กับพวกมนุษย์คงเอาเรื่องไม่ได้หรอก อย่างไรเสียก็ต้องเชื่อฟังผู้ที่เป็นแซงอิที่ไนท์อยู่แล้ว แต่คนของเรานี่สิปล่อยให้นิสัยเอาแต่ใจแบบนั้นมาแสดงใส่พวกเรา มันก็เกินไปล่ะ” มอร์แลนด์ปรายสายตาคมกริบไปยังไซรีทัส แรงกดดันไม่น้อยส่งเข้าใส่พร้อมกันด้วย
ไม่แค่อัศวินเท่านั้นที่สะท้านเฮือก แม้นแต่ชาวสวรรค์อีกหลายคนที่ลงมาด้วยยังผงะ หากแม่ทัพสวรรค์มอร์แลนด์จะเอาเรื่องไซรีทัสจริงๆ พวกเขาคงต้องหาทางหนีที่ไล่กันล่ะ
วิญญาณศักดิ์สิทธิ์แห่งเบอร์เรี่ยนยืดอกขึ้นอย่างองอาจ “ข้าไม่เห็นว่าการกระทำอันเห็นชีวิตส่วนใหญ่สำคัญนั้นเป็นเรื่องเอาแต่ใจของท่านดิวดร็อฟ ตรงข้าม ข้ากลับเห็นว่าการที่เขาเป็นแบบนั้นมันควรแล้ว” น้ำเสียงกร้าวกล่าวอย่างทระนง ความเกรงกลัวต่อมอร์แลนด์นั้นไม่มี นั่นจึงเป็นการจุดอารมณ์ขัดเคืองให้มอร์แลนด์ได้ไม่น้อยไปกว่าที่เอลิม่ากำลังเป็นอยู่
นอกจากนิสัยกระล่อนแล้ว ข้ากำลังปากไวเพิ่มอีกอย่างด้วยแล้วสินะ นิสัยท่านน่ากลัวจริงๆดิวดร็อฟ
ไซรีทัสไม่อยากตอกกลับแรงๆแบบนั้นเลยแต่เขาห้ามนิสัยที่รับมาจากดิวดร็อฟไม่ทันจริงๆ เขาพอรู้เพิ่มละว่านิสัยลึกๆของดิวดร็อฟมีความทระนงไม่ต่างจากเลือดขัตติยะสักคนเลยจริงๆ และความทระนงนั่นก็ทำให้เขาไม่ยอมลงให้กับท่านเหล่านี้
ถึงจะอยู่ต่อหน้าใครๆมอร์แลนด์ก็สามารถลงมือได้ คมพลังสีทองจางๆถูกซัดออกไปเร็วเกินกว่าใครจะมองทัน ตรงเข้าใส่ไซรีทัสหมายสั่งสอนให้หายปากดี แต่พลังนั้นถูกสลายไปก่อนได้ทำหน้าที่ตามความต้องการของมอร์แลนด์ เมื่อมิลิออนยื่นมือเข้ามาขวาง
นัยน์ตาสีฟ้าคมเย็นเยียบปรายใส่มอร์แลนด์เล็กน้อยก่อนเอ่ยถ้อยคำเฉียบขาด “อย่าได้ทำอะไรแบบนี้อีก หากข้าเห็นว่าเจ้าลงมือกับไซรีทัสอีกครั้ง มันจะไม่จบแค่การเตือน” อำนาจที่เจือมากับคำพูดกรีดลึกเข้าสู่ใจมอร์แลนด์ได้อย่างน่ากลัว มอร์แลนด์ก้มหน้าลงพื้นสองมือกำแน่นเหงื่อเม็ดโตผุดขึ้นตามใบหน้าและแผ่นหลัง
มอร์แลนด์เข้าใจดีว่าทำไมมิลิออนถึงขวางตน คำห้ามนั้นเป็นความจริงหากเขายังคิดทำอะไรไซรีทัสอีกคงไม่แคล้วถูกหักคอเดี๋ยวนั้นล่ะ
“ขออภัยขอรับข้าลืมตัวไป” มอร์แลนด์รีบกล่าวอย่างสำนึก เขาเกือบทำให้คนสำคัญต่อแดนสวรรค์ในอนาคตบาดเจ็บเสียแล้ว
ไซรีทัสไม่เข้าใจจริงๆกับมอร์แลนด์ที่เวลานี้ ก้มหน้าลงท่าทางเจียมเนื้อเจียมตัวมากจนผิดปกติ อย่างมอร์แลนด์ถูกว่าแค่นั้นไม่น่าจ๋องลงได้มากมายแบบนี้ ถึงกระนั้นไซรีทัสกับติดใจการกระทำของมิลิออนมากกว่า หากเขาจะถูกมอร์แลนด์สั่งสอนในสิ่งที่พูดไปมันไม่แปลกอะไรเลย แต่มิลิออนกลับไม่สนใจซ้ำไปลงที่มอร์แลนด์แทนเสียอีก การจงใจมองข้ามกิริยากับคำพูดของเขาแบบนี้มันต้องมีอะไรแอบแฝงอยู่แน่ๆ
ความหนักใจทวีขึ้นอีกเท่าตัว ยิ่งอยู่ๆชาวสวรรค์ทั้งหมดที่ลงมาพร้อมใจกันมองเขาด้วยสายตาเกรงๆอีกด้วยแล้ว น่าสงสัยนัก ครั้นพอจะถามดูก็ถูกจ้าวสวรรค์ขัดขึ้นมาเสียก่อน
“เรื่องแซงอิที่ไนท์ที่เจ้าเลือกทำตัวไม่เหมาะสมไว้พูดกันทีหลังละกัน ไม่เช่นนั้นคงทำให้บรรยากาศงานเฉลิมฉลองหมดสนุก ไซรีทัสเริ่มงานได้แล้ว” โอรุนราเอลผายมือไปที่ผู้ดำรงตำแหน่งวิญญาณศักดิ์สิทธิ์แห่งเบอร์เรี่ยนคนปัจจุบัน
ไซรีทัสค้อมศีรษะอย่างนอบน้อมแล้วหันไปประกาศเปิดงานตามที่ท่านจ้าวต้องการ พลุเฉลิมฉลองหลายร้อยลูกถูกจุดขึ้นพร้อมกัน กระดาษสีชิ้นน้อยๆกับกลีบดอกไม้หลากสีถูกโปรยลงมาจากยอดหอสูงในที่ต่างๆของเมืองหลวง เสียงเพลงสนุกสนานดังไปทั้งเมือง ผู้คนมากมายออกมาเต้นรำและเล่นสนุกกันตามใจชอบ การแสดงแสนงามต่างๆถูกจัดมาโชว์ชาวสวรรค์ รวมทั้งอาหารเลิศรสที่ปรุงแต่งประณีตงดงาม สิ่งที่ตั้งใจทำอย่างดีเหล่านั้นสร้างความพอใจให้ชาวสวรรค์ได้ไม่น้อย
การฉลองดำเนินมาจนใกล้ค่ำชาวสวรรค์ทั้งหลายจึงเดินทางกลับ ปล่อยให้ชาวมนุษย์สนุกสนานกันต่อ และคงต่อไปอีกหลายวันแน่นอน โอรุนราเอลให้ทุกคนกลับไปก่อนส่วนตนเองกับมิลิออนยังมีเรื่องคุยกับไซรีทัสอีกเล็กน้อย และเรื่องเล็กน้อยนั่นทำให้ไซรีทัสแทบลมใส่
“ไซรีทัส เราต้องการดูดาบที่แซงอิที่ไนท์คนนั้นใช้ปราบอิงเรม เอามาให้เราดูสิ” โอรุนราเอลพูดเสียงเฉียบขาดไม่มีอ้อมค้อนทั้งนั้น
ไซรีทัสแทบอยากจะเผ่นไปจากตรงนั้นด้วยความเร็วแสง ถ้าส่งไปให้จ้าวสวรรค์ดู ต้องรู้แน่ว่าดาบเล่มนั้นไม่ได้สร้างขึ้นมาจากหัวใจสวรรค์ แต่สร้างมาจากพลังของเขานั่นล่ะ
“ว่าไงไซรีทัส” มิลิออนเห็นชาวสวรรค์ผู้อ่อนเยาว์ในสายตาทำหน้าเจื่อนๆ จึงย้ำขึ้นด้วยเสียงหนัก
วิญญาณศักดิ์สิทธิ์แห่งเบอร์เรี่ยนกลืนน้ำลายอึกโตก่อนพยายามระบายยิ้มฝืนๆ “ต้องขออภัยจริงๆขอรับ ดาบเล่มนั้นเวลานี้ไม่ได้อยู่ที่ปราการอัศวินของรับ”
โอรุนราเอลชักสีหน้าฉงนน้อยๆ “เจ้าคงไม่บอกหรอกนะว่า แซงอิที่ไนท์นำมันติดตัวไปด้วย” ระดับเสียงเริ่มเย็นแปลกๆ
“ตามนั้นเลยขอรับ” ไซรีทัสได้แต่ขอโทษขอโพยDDในใจ หากว่าการอ้างของเขาในตอนนี้จะทำให้สถานะของDDต่อชาวสวรรค์ย่ำแย่ลงไปอีก เขายอมถูกคิดบัญชีย้อนหลังล่ะ
จ้าวสวรรค์ถอนใจยาวใบหน้าเคร่งเครียดฉับพลัน ในขณะที่มิลิออนยกมือขึ้นแตะคางอย่างคุ่นคิด ปล่อยให้ไซรีทัสภาวนาในใจให้ทั้งสองอย่าได้คิดสั่งให้เขาเรียกดิวดร็อฟกลับมาเดี๋ยวนี้เลยเชียว ไม่งั้นความแตกแน่ และแล้วไซรีทัสก็รู้สึกไม่อยากกลับสวรรค์ขึ้นมาดื้อๆ
“เจ้าไปรับเขากลับมาเดี๋ยวนี้ก่อนเลยได้ไหม” จากการถูกมิลิออนถามแบบนี้นั้นล่ะ
คนผมทองชักเข้าใจความรู้สึกอยากประทุษร้ายชาวบ้านของDDขึ้นมาทันใด เพราะเวลานี้เขาก็นึกอยากซัดมิลิออนหนักๆสักเปรี้ยงสองเปรี้ยงให้หุบปากไปเลยเหมือนกัน
“ว่าอย่างไร” มิลิออนย้ำอีกครั้ง
จะไม่ให้ไซรีทัสอึ้งได้อย่างไร ต่อให้เขาอยากโดดไปหาDDมากแค่ไหน แต่เวลานี้เขาไม่รู้จริงๆว่าอยู่ที่ไหน ในเมื่อดิวดร็อฟใช้เล็บมังกรปิดกั้นสถานที่ที่ตนอยู่ แต่ถ้าเขายังไม่พูดอะไรเลยนานๆคงไม่ดีแน่ เพราะมันอาจทำให้จ้าวสวรรค์กับมิลิออนระแคะระคายได้
“ข้าติดต่อท่านดิวดร็อฟในเวลานี้ไม่ได้ครับ”
“หมายความว่าอย่างไร?” หัวคิ้วมิลิออนขมวดเข้าหากัน พร้อมถามเสียงเย็น
“หากท่านดิวดร็อฟไม่ต้องการให้ติดต่อไป เขาจะใช้อำนาจของหัวใจสวรรค์ปิดกั้นจิตไว้ครับ เวลานี้ข้าจึงติดต่อเขาไม่ได้ คาดว่าคงใช้อำนาจนั้นอยู่” ไซรีทัสพยายามปั้นสีหน้าลำบากใจ ส่วนในใจกำลังคิดว่าตนเองเริ่มกระล่อนไม่น้อยหน้าดิวดร็อฟขึ้นอีกระดับแล้ว
“นี่เจ้ามนุษย์นั่นกล้าขนาด ไม่ให้เจ้าติดต่อเลยรึ!” มิลิออนตาวาวพร้อมทั้งขยับมืออย่างไม่พอใจ “ท่าทางข้าคงต้องสั่งสอนมันสักหน่อยแล้ว”
ไซรีทัสแทบจะกระโดดเข้าไปตะปรบคอแล้วตะโกนใส่หน้า ว่าอย่าได้โผล่หัวไปให้ดิวดร็อฟเห็นเชียวนะ รับรองนองเลือดแน่และเขาคงไม่รอช้าที่จะเข้าไปร่วมวงช่วยดิวดร็อฟตื้บมิลิออนด้วยไม่มีพลาด คิดแล้วก็ต้องตั้งสติเสียใหม่ก่อนด้วยการสูดลมหายใจเข้าลึกๆแล้วผ่อนออกช้าๆ
“ท่านมิลิออนครับ การที่ท่านดิวดร็อฟทำแบบนี้ก็เพื่อพรางตัวในการสืบหาร่องรอยปีศาจนะครับ ถ้าไม่ทำแบบนี้เกิดข้าไปปรากฏตัวแบบที่เขาไม่ได้เรียกอาจทำให้เสียเรื่องได้ เขาเลยตกลงกับข้าแบบนี้ก่อนไปครับ และข้าก็เห็นด้วยกับความคิดนี้” แน่นอนล่ะตอนนี้ไซรีทัสมั่นใจว่านิสัยของดิวดร็อฟที่เขาได้มาต้องทำให้ทั้งสองคนเชื่อได้แน่ๆ ยิ่งประกอบกับสีหน้ามั่งใจของตนเองด้วยแล้ว น่าเชื่อถือมากๆล่ะ
โอรุนราเอลยกสองมือขึ้นประสานตรงหน้า ก่อนถอนใจยาวด้วยท่าทางผิดหวังไม่น้อย “เสียเที่ยวเปล่าเหลือเกิน... แต่เอาเถอะไว้ดูวันหลังก็ได้ ยังไงหัวใจสวรรค์ก็อยู่กับพวกเจ้าล่ะ” กล่าวจบท่านลุกขึ้นแล้วสาวเท้าลงจากเก้าอี้ “มิลิออน กลับกันได้แล้ว”
“ท่านจะไม่ให้ข้าอยู่รอก่อนหรือ ยามใดที่มันกลับมาข้าจะได้ดูให้รู้ไป” มิลิออนยังคาใจทั้งเรื่องหัวใจสวรรค์และตัวตนแซงอิที่ไนท์ที่ไซรีทัสเลือก
“ไม่ต้อง อย่างไรเสียมันก็ไปไหนไม่ได้อยู่แล้ว” จ้าวสวรรค์ปรายตาไปยังวิญญาณศักดิ์สิทธิ์แห่งเบอร์เรี่ยนแวบหนึ่ง แล้ววาดมือออกไป วงเวทในรูปแบบของชาวสวรรค์ปรากฏขึ้นคลุมทั้งโถง
มิลิออนถอนใจยาวอย่างคนโดนขัดใจ “เช่นนั้น เจอกันใหม่ในเร็วๆนี้ไซรีทัส” เขาโบกมือให้คนผมทองนิดหนึ่งก่อนร่างงามทั้งสองจะกลืนหายไปกับแสงสีทอง
อัศวินทั้งโถง ผู้คนในโถงรับรองทั้งหมดต่างพร้อมใจกันถอนใจยาวหมดปอด ความเครียดจากการเผชิญหน้ากับชนเผ่าผู้ทรงอำนาจเกินหยั่งทำให้สติทุกคนขมวดเกร็งจนล้าไปตามๆกัน
“ท่านไซรีทัส ท่านDDออกไปตามล่าปีศาจตั้งแต่เมื่อไหร่กันครับ ทั้งที่ก่อนเริ่มงานข้ายังเห็นเขาเดินออกท่าทางเซ็งจับจิตอยู่ในโถงเลย” เลเกิ้ลแปลกใจจริงๆที่คนไม่มีพลังเวทหายตัวไปได้ง่ายๆ แถมยังหายไปจากเขตพลังของไซรีทัสด้วย
ไซรีทัสพยักหน้า “ถูกท่านอิงเรมดึงตัวไป ไม่ว่าเวทของใครก็กันอำนาจจากท่านอิงเรมไม่ได้หรอก ต่อให้เป็นข้าก็ตาม” ความชื่นชมในตัวท่านมังกรดำของไซรีทัสเป็นความรู้สึกจริง
“แน่ใจหรือครับว่าท่านDDไม่ได้ขอให้ท่านอิงเรมช่วย” โทเอดินไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่นัก กับเรื่องที่ว่าDDออกไปล่าปีศาจ ถ้าออกไปโกยหนีปีศาจละเขาจะเชื่อทันทีเลย
“ท่านอิงเรมไม่ช่วยแบบไม่มีเหตุผลหรอก ที่เรียกไปนั่นเอาไปใช่งานจริงๆ...หือ?” ไซรีทัสเลิกคิ้วขึ้นสูงข้างหนึ่ง ท่าทางเหมือนคนที่กำลังประหลาดใจอะไรสักอย่าง
“มีอะไรหรือครับ?” อัศวินทั้งสองต่างแปลกใจไม่น้อยกับสีหน้าคนผมทอง
“อยู่ๆก็เรียกเสียอย่างนั้น... ผิดปกติไปหน่อยหรือเปล่า” คนผมทองขยับยิ้มขำๆ “ดิวดร็อฟ เรียกน่ะสิ งานฉลองต่อจากนี้ตามสบายกันเลยนะทุกคน ข้าไปก่อนล่ะ” ว่าจบเจ้าตัวก็กลืนหายไปกับแสงทองทันใด ทิ้งความสนุกสนานหลังจากชาวสวรรค์กลับไปแล้วให้ผู้คนฉลองกันต่อไป แต่อัศวินผู้รู้ความจริงทั้งสี่จะสนุกออกหรือเปล่าอันนี้เขาไม่รู้นะ

ข้ากำลังจิกสายตาสุดหงุดหงิดใส่เจ้าคนผมสีน้ำตาลทองที่เดินลิ่วไม่เหลียวหลัง ถ้าคิดว่าการเดินเท้าจะทำให้หลุดจากการตามของข้าได้ล่ะก็ ดูถูกกันเกินไปหน่อยแล้ว ข้ามันนักเร่ร่อนมืออาชีพเรื่องแกะรอย เรื่องติดตาม เรื่องลอบกัด เรื่องแอบส่อง เรื่องย่องเบา เรื่อง... รู้สึกข้าจะเพ้อเจ้อเกินไปหน่อยแล้วแฮะ เอาเป็นว่าเรื่องใช้แรงงานในการย่ำต๊อกเป็นของถนัดของข้าละกัน ถ้าคิดว่าจะลอดสายตาข้าไปได้ให้มันรู้ไป
“เจ้าจะตามข้ามาทำไมนัก มีอะไรจะทำก็ไปทำเสียสิ!” ผลที่สุดความอดทนต่อสายตาทิ่มแทงของข้าของลีฮีเตอร์ก็หมดลง เขาหันมาแว้ดใส่ข้าเต็มเสียง
หัวคิ้วข้าขมวดมุ่น “ก็ตามมาฆ่าเจ้าไง บอกให้ข้าทำงั้นเองไม่ใช่รึ” ข้าประชดเสียงสูงปรี๊ดพลางเชิดหน้าอย่างหยิ่งๆให้ด้วย
สีหน้าเหมือนอยากฆ่าคนปรากฏฉับแต่คำพูดพี่แกสิ “ทำให้ได้อย่างพูดละกัน” แล้วสะบัดหน้ากลับไปพร้อมสาวเท้ายาวๆให้ข้าต้องออกแรงวิ่งตาม
ยอมรับว่าเวลานี้ข้าอ่านเขาไม่ออกเลยจริงๆ ข้าไม่รู้จะปะคิดปะต่อเรื่องราวยังไงถึงจะเข้ากันได้ ไม่ว่าเขามาปรากฏตัวในหมู่บ้านที่มีโรคระบาดที่เพิ่งถูกอิงเรมเผาไปหมาดๆทำไม แล้วตรงเข้าเล่นงานข้าเพราะคิดว่าข้าเป็นปีศาจซะงั้น ในที่ที่อิงเรมเพิ่งเผาไปมันจะมีปีศาจเหลืออยู่ได้ไง และนั่นหมายความว่า เขาล่าปีศาจตนหนึ่งอยู่หรืออีกอย่างก็คือ ถูกปีศาจตนหนึ่งล่าอยู่ จะว่าไปความผิดปกติที่ไม่น่ามีได้ของลีฮีเตอร์คือการที่เขาจู่โจมข้าด้วย


Enter code here   
Please note: although no board code and smiley buttons are shown, they are still usable.
Finch
นักเขียน 1168
Posts: 148
graphgraph
User Offline Click here to see the profile of this user
Reply Quote
 
#6902
Re: Sanctity Knight III มาแล้วคับ 12 Months ago Karma: 5
ด้วยความเข้าใจผิด แต่พอรู้ว่าเป็นข้าเขาก็แสดงออกว่าตกใจมากจนเก็บไม่อยู่เลย แล้วยังคำพูดที่แฝงความหมายไม่ดีอย่างช่วยฆ่าทีอีกต่างหาก นี่ข้านอกจากต้องล่าปีศาจแล้วยังต้องล่าจอมเวทดำเพิ่มด้วยหรือเปล่านั่น ถ้าต้องล่าเพิ่มแบบนั้นจริงๆ... ข้าขอตัวช่วยที่มีพลังทำลายแรงสูงในหลายๆด้านสักคนละกัน
“ตัวช่วยที่ว่านั่นคงไม่ได้หมายถึงข้าหรอกนะ” มาถึงก็ส่งเสียงเขียวก่อนเลยเชียว พักนี้เขานิสัยเปลี่ยนไปหรือเปล่า
“ข้าก็เปลี่ยนตามท่านนั่นล่ะ”
ตามอะไร ข้าไม่เคยเปลี่ยน นิสัยข้ามันแสนดีมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ได้นิสัยดีสุดๆอย่างข้าไปท่านน่าจะดีใจนะ
ข้ารู้สึกว่าเห็นสีหน้าสุดพะอืดพะอมจากคนผมทองแวบหนึ่ง ก่อนจะกลับมาปั้นยิ้มงามอย่างเอ็นดูที่มองแล้วรู้เลยว่าฝืนกล้ำกลืนสุดๆ
“เอาเถอะ นิสัยท่านข้าเริ่มชินแล้ว ว่าแต่อยู่ๆเรียกข้ามาทำไมกัน?” สีหน้าสงสัยของไซรีทัสเป็นเรื่องปกติที่ต้องมี ในเมื่อข้าทำในสิ่งที่เขารู้ว่าต่อให้เป็นทางเลือกสุดท้ายข้าก็ต้องขอผ่าน นั่นคือทั้งที่ไม่มีเรื่องอันตรายอะไรแต่กับเรียกเขามาเสียนี่
“ที่เรียกท่านมาเพราะ... อ้าวเฮ้ยลีฮีเตอร์!” แค่ที่ข้าวิ่งไปคุยไปกับคนผมทอง จอมเวทดำก็ไปจนเกือบลับสายตา ข้าเลยต้องเร่งฝีเท้าขึ้นอีกและขนาบข้างมาด้วยคนผมทองที่หัวคิ้วขมวดอย่างน่ากลัว “ไซรีทัส ถ้าท่านไปประจำที่บ้านผีสิงเมื่อไหร่บอกด้วยนะ ข้าจะไปเชียร์แขกให้”
สันมือบางๆแต่แรงมากราวช้างถีบซัดเข้าเปรี้ยงใหญ่กลางหลังข้า เล่นเอาความเร็วในการวิ่งของข้าเพิ่มระดับขึ้นอีกเท่าตัวทันใด “ถ้าข้าต้องไปทำงานที่นั่น ท่านไม่ได้เชียร์แขกแน่แต่ได้แสดงเป็นตัวหลักเลยล่ะ” ว่าพลางถลึงตาดุๆใส่ ก่อนจะพ่นลมหายใจหนักหน่วงแบบที่ข้าคิดว่าผิดปกติอีกคนแล้ว
‘ไม่ผิดปกติได้ยังไงล่ะ ข้าติดต่อลีฮีเตอร์ไม่ได้ ทั้งที่เห็นอยู่ใกล้แค่นี้แต่เรียกเท่าไหร่เขาก็ไม่ได้ยิน เหมือนมีกำแพงแข็งแกร่งกั้นไว้ แล้วที่แน่ๆข้าเพิ่งรู้ตัวว่ามีเขาอยู่บริเวณนี้เมื่อท่านเรียกชื่อเขานั่นล่ะ”
เขาโดนท่านจับวิญญาณไว้ไม่ใช่หรือไง ท่านไม่รู้ว่าเขาอยู่ตรงไหนได้ไงหรือว่า... ท่านแก่ได้ที่แล้วเลยหูตึง ตาฟาง จมูกบอดหรือเปล่า...
‘ดิวดร็อฟ!’ ไซรีทัสกัดฟันกรอดๆ ข้ากับเขาเปลี่ยนมาคุยกันทางจิตจะได้ไม่เผลอกัดลิ้นระหว่างวิ่งหน้าตั้งกวดจอมเวทดำ ‘ข้ากำลังเครียดของจริงอยู่นะครับ ข้าจับจิตของลีฮีเตอร์ไม่ได้เลยตั้งแต่ที่เขาออกเบอร์เรี่ยนหลังจากได้เห็นจักรพรรดิปีศาจ รู้สึกว่าเขาจะลบอำนาจที่ข้าตราไว้กับวิญญาณของเขาไปหมดแล้วด้วย’
ไม่ใช่ว่าถูกลบไปตั้งแต่อิงเรมใช้เวทรักษาให้หรอกหรือ
‘หลังจากนั้นจริงๆ ข้าลองหาเขาหลังจากที่ท่านคิดจะฝึกใช้อำนาจจากดาบสั้นจริงจังเสียที ท่านคิดจะให้ลีฮีเตอร์สอนไม่ใช่หรือ” กระแสความไม่พอใจเล็กๆเจือมาด้วยนิดหน่อย
ใช่ที่ไหนเล่า ที่ข้านึกถึงลีฮีเตอร์ก็เพราะเขามีกิริยาแปลกๆ ประมาณว่าหลบหน้าข้าราวกับข้าเป็นเจ้าหนี้ตัวฉกาจก็ไม่ปาน
‘เขาไม่อยากเห็นหน้าท่านเพราะเซ็งจับจิตกับนิสัยท่านหรือเปล่า แบบว่าท่าเห็นแล้วอาจห้ามตนเองไม่ให้เปลี่ยนสภาพท่านจากมนุษย์ตัวเป็นๆ ให้กลายเป็นวิญญาณเร่ร่อนแทนอะไรแบบนั้นล่ะ’ รอยยิ้มใสไร้มลพิษของท่านวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ขัดกับสิ่งที่พูดออกมาเหลือเกิน และที่เขาพูดมานั่นมันก็กระตุ้นต่อมอยากเปลี่ยนสภาพคนผมทองข้างๆกายได้อย่างจัง
ปลิวไปเดินเล่นในเขตอาถรรพ์ที่ไหนสักแห่งละกัน
ข้าฉีกยิ้มชั่วร้ายระดับจ้าวปีศาจแล้วกระชากดาบสั้นออกมา กะซัดไซรีทัสให้ปลิว แต่คนผมทองหายแวบไปจากข้างกายได้ไวเกินกว่าข้าจะได้ซัดดาบสั้นใส่เขา
‘เอะอะก็ใช้กำลัง พักนี้ท่านหงุดหงิดง่ายจัง’ ต้นเสียงโดดมาวิ่งอยู่อีกฝั่งเสียอย่างนั้น
ถ้าข้าสะบัดดาบกลับไปทางนั้น เขาจะโดดกลับมาฝั่งเดิมหรือเปล่าหว่า?
‘แน่นอนอยู่แล้ว’
ตอบกลับมาในหัวข้าได้ไวอย่างยียวนสุดๆด้วย
ข้าเริ่มต้นประมวลความรู้ในหัวเพื่อหาคำด่าแสบๆ ที่มันจะทำให้ไซรีทัสสะเทือนไปถึงโลกหน้า แต่ยังไม่ทันนึกคำไหนออก สายตาข้าก็ทำให้สมองสั่งการอีกอย่างขึ้นมาก่อน
“ไซรีทัส พาข้าไปลงด้านหน้าลีฮีเตอร์หน่อย” ข้าตะโกนออกไปสุดเสียง จอมเวทดำไปจนเกือบลับตาแล้ว สงสัยคงใช้โอกาสที่ข้ามัวแต่วิวาทกับไซรีทัสเร่งความเร็วขึ้น
ทำไมลีฮีเตอร์ไม่ใช้เวทข้ามมิติโดดหนีข้าน่ะหรือ นั่นเพราะทันทีที่เขาจะร่ายเวทข้ามั่นใจว่าสามารถส่งดาบสั้นออกไปห้ามเขาได้ก่อนท่องเวทจบบทนะสิ ทางเจ้าตัวเองคงรู้ว่าข้าทำแบบนั้นได้จริงถึงได้ตั้งหน้าตั้งตาเดินเท้าอยู่นั่นไง
ไซรัทัสคว้ามือข้าแล้วโดดด้วยเวท แวบเดียวข้ากับคนผมทองก็มาปรากฏตัวตรงหน้าจอมเวทดำในระยะห่างแค่คืบ ความเร็วของคนที่กำลังโจนทะยานราวสัตว์กินพืชหนีภัยไม่มีทางหยุดได้ทันทีอยู่แล้ว การพุ่งชนสิ่งกรีดขวางอย่างไม่เต็มใจสุดๆจึงเกิดขึ้น
โครม!!
กลิ้งระเนระนาดไม่ต่างจากลูกขนุนถูกถีบลงจากรถม้า ไม่รู้ว่ากลิ้งเกินสิบตลบไปอีกแค่ไหน รู้แค่ว่าหลังจากตีลังกาสวยๆโชว์ต้นไม้แถวนี้ไปแล้วข้าก็มาถูกทับแบนเป็นแผ่นใกล้ๆไม้พุ่มเตี้ย น้ำหนักกดทับของพวกผู้ใช้เวทตัวหนักผิดรูปร่างสองคนทำให้ข้ามองเห็นเมืองสวรรค์รำไร... ก็บอกว่าไม่ไปจะเปิดประตูรับทำไมนักเนี่ย!
“ลุก...ลุก ขึ้นไปเดี๋ยวนี้” เสียงอู้อี้ของข้ารอดออกมาจากปากที่อ้าพะงาบๆแบบว่าจะขาดใจเดี๋ยวนั้นแล้ว
คนผมสีน้ำตาลทองสปริงตัวขึ้นยืนได้อย่างรวดเร็วทั้งที่มีสภาพยับเยินจากการล้มลุกคลุกฝุ่น ตามไปด้วยคนผมทองที่สภาพยับไม่น้อยหน้ากันนัก จากนั้นต่างลูบแขน ลูบขา ลูบตัว แบบเจ็บกันไปไม่น้อย แต่ขอโทษเถอะไม่มีใครแลตามาที่ข้าบ้างเลย ปล่อยข้านอนชักแด็กๆอยู่ที่พื้นตรงนั้นนั่นแหละ
เมื่อรอแล้วไม่มีใครยื่นมือช่วยดึงข้าจากพื้นแน่ๆ ข้าเลยต้องออกแรงยันตนเองขึ้นจากพื้น ยังไม่ทันนั่งให้ศูนย์เข้าที่ดีอะไรบางอย่างสีขาวมอๆก็พุ่งเข้ากระแทกกลางหน้าผากส่งข้าหงายท้องลงพื้นอีกครั้ง
“ดิวดร็อฟ!” คนผมทองรีบดึงเจ้าสิ่งที่กระแทกหน้าผากข้าออกไป “ตายล่ะ หัวแตกด้วยหรือนั่น” มือคนผมทองวางนาบบนหน้าผากข้าทันใด
“หัวข้ายังปกติดีอยู่เฟ้ยดูให้ดีๆสิ มันใช่เลือดข้าที่ไหนเล่า” ข้าสปริงตัวขึ้นพร้อมยังมือคนผมทองออกไป
“แต่เลือดนั่น”
“แห้งจนล่อนเป็นแผ่นแบบนี้ มันจะมาจากหัวข้าสดๆร้อนๆได้ไง ดูให้ดีสิ” ข้าละเบื่อนัก บางครั้งก็บื้อจนน่าถีบส่ง
“อะไรเล่า ก็ข้าเป็นห่วงท่านนี่นาผิดหรือไง!” ว่าพลางหน้าตึง
ห่วงยังไงของเขาฟะ เสียงเขียวซะปานนั้น... พักนี้อารมณ์ท่านวิญญาณศักดิ์สิทธิ์แปรปรวนพิกล สงสัยใกล้จะเข้าวัยทอง
อ๊ะ ข้าเห็นมุมปากไซรีทัสกระตุกหลายครั้งก่อนเขาจะพ่นลมหายใจยาวๆ
“ไม่รู้ว่าข้าต้องใช้ความพยายามอีกแค่ไหนกัน ถึงจะปลงกับนิสัยท่านได้เสียที” เจ้าตัวว่าพลางกำเจ้าสิ่งสีมอๆในมือจนยับยู่ยี่
“เดี๋ยว ลีฮีเตอร์ อย่าเพิ่งไปเฟ้ย!” ข้ารีบโดดเข้าไปกระตุกชายเสื้อจอมเวทดำที่กำลังก้าวถอยหลังห่างออกไปและพร้อมเตรียมตัวเผ่นด้วยเวท นี่ก็เป็นอีกเรื่องที่แปลก ถ้าเป็นปกติละก็ ถูกข้ากับไซรีทัสทำให้เจ็บตัวขนาดนี้เขาต้องซัดคือแบบไม่เลี้ยงไปแล้ว แต่นี่เปล่าเลยมีแต่จะเผ่นท่าเดียว
“เจ้าไม่คิดจะคุยกันให้รู้เรื่องสักหน่อยเลยหรือ ถ้าเจ้ายังเอาแต่หนีแบบนี้ละก็... ข้าจะเอาเรื่องน่าขายหน้าของเจ้าไปโพทะนาให้ทั่วโลกเลย” ข้าชี้หน้าลีฮีเตอร์แบบเอาจริง จอมเวทดำหน้าเหลอขึ้นมาแวบหนึ่งก่อนคิ้วบนหน้าหล่อๆจะขมวดเข้าหากัน
“เรื่องน่าขายหน้า... คิดว่าข้ามีกับเขาหรือไง” น้ำเสียงเย็นๆแบบปกตินิสัยสาดใส่ข้าไม่มียั้งอีกล่ะ
ข้าหัวเราะอย่างชั่วร้ายให้จอมเวทดำ แล้วเริ่มต้นสาธยายเรื่องน่าขายหน้า “แน่ใจหรือที่พูดนั่น ลืมเรื่องไส้เดือนในเขตอาถรรพ์ไปแล้วหรือ ไหนจะเรื่องบนทะเลสาบเก็บหัวใจสวรรค์อีก แล้วยังในรังมังกร แล้ว...”
“หยุด!” ลีฮีเตอร์ขึ้นเสียงดังฟังชัดขัดคำพูดต่อไปของข้า “ข้าไม่เห็นว่าเรื่องพวกนั้นจะน่าอายตรงไหน ถ้าเจ้าอยากเอาไปพูดก็เชิญ”
“จริงเหรอ” ข้ายิ้มกรุ่มกริ่ม “ข้าเอาไปพูดได้จริงๆนะว่าเจ้ากลัวไส้เดือนจนตัวแข็งเป็นหิน เจ้างอนตุ๊บป่องที่ถูกไซรีทัสช่วย เจ้า...!” ลูกพลังน่ากลั๊วน่ากลัวเฉี่ยวปลายจมูกข้าไปก่อนข้าจะพูดจบ เลยไปถล่มต้นไม้โชคร้ายต้นใกล้ๆเละในพริบตา “ไหนบอกพูดได้ไง”
“เจ้าพูดในสิ่งที่มันไม่จริง!” จอมเวทดำกัดฟันกรอดท่าทางข่มอารมณ์น่าดู
“ไม่จริงตรงไหนกัน ข้าพูดความจริงทั้งนั้นใช่ไหมไซรีทัส” ข้าลอยหน้าลอยตาไปทางคนผมทอง ไซรีทัสพยักหน้ารับ มันเลยเปลี่ยนตาสีน้ำเงินของจอมเวทดำเป็นตาเขียวฉับพลัน
“ว่าไงครับท่านจอมเวทดำ ถ้าไม่พูดกันให้รู้เรื่องข้าจะเอาไปปูดจริงๆนะ” ข้าไม่สนว่าเวลานี้กำลังเอาเปรียบลีฮีเตอร์หรือเปล่า แค่สองรุมหนึ่งเท่านั้นเองนี่นา
ลีฮีเตอร์เม้มปากแน่นแล้วพ่นลมหายใจยาว แววตาโกรธๆหม่นแสงลง “อย่างที่บอกเจ้าไปนั่นล่ะ จงฆ่าข้าซะเพื่อโลกนี้”
ไซรีทัสสะบัดหน้าฉับมาทางข้าดวงตาเบิกโพลง ถึงไม่เข้าใจว่าทำไมลีฮีเตอร์ถึงพูดแบบนั้นกับข้า แต่เขาพอรู้ว่าจอมเวทดำเอาจริง ส่วนข้า...
“จะเอาอย่างนั้นก็ได้ถ้านั่นคือความต้องการของเจ้า แต่เจ้าต้องบอกข้าอย่างหนึ่งก่อน” คนผมทองข้างกาบเขม็งสายตางงๆใส่ข้ามากขึ้น จอมเวทดำมองข้าตรงๆ “ข้าไม่ถามหรอกว่าเพราะอะไรเจ้าถึงต้องการให้ข้าทำแบบนั้น ที่ข้าจะถามก็คือ เจ้ากำลัง ‘ล่า’ หรือกำลัง ‘หนี’ อะไรอยู่บอกข้ามาตรงๆด้วย ถ้าต้องการให้ข้าทำตามความต้องการของเจ้า” เป็นครั้งแรกจริงๆที่ข้าได้เห็นจอมเวทดำไม่รู้จะทำหน้ายังไงดี ดูเหมือนเขาจะมองว่าข้าเป็นตัวประหลาดเพิ่มขึ้นอีกระดับแล้ว
“เจ้าจะรู้ไปทำไมว่าข้าล่า หรือหนีอะไร” หลังจากปรับสีหน้ากับอารมณ์เสียครู่หนึ่ง ลีฮีเตอร์ก็ตอบออกมาด้วยเสียงเย็นๆเช่นเดิม
ข้าสบตาสีน้ำเงินเข้มที่มีทั้งแววฉงนและครั่นคร้ามแปลกๆจากจอมเวทดำ “หากว่าเจ้ากำลังล่า ข้าจะช่วยเจ้าล่าสิ่งนั้นด้วย” น้ำเสียงข้าหนักแน่นราวมันเป็นเสียงของใครอีกคนที่ไม่ใช่ข้า “และหากเจ้ากำลังหนี ข้าจะปกป้องเจ้าจากสิ่งนั้น” ท่าทางสัญชาตญาณการปกป้องชีวิตต่างๆในโลกของอิงเรม จะมีอำนาจเกินความคิดของข้าไปหน่อยแล้ว
ดวงตาโตๆกับสีหน้าเหมือนเห็นผีหลุดออกมาของทานข้างถนนบนใบหน้าไซรีทัสกับลีฮีเตอร์ ทำให้ข้าอยากเอาไม้หน้าสามมาเสยให้คนละทีเหลือใจ
“ดิวดร็อฟ... เมื่อเช้าท่านกินอะไรแสลงๆเข้าไปหรือเปล่านั่น” ไซรีทัสยกสองมือขึ้นกุมแก้มพร้อมส่งสีหน้าหวาดผวา
จอมเวทดำขนลุกพรึบทั้งตัวพร้อมสีหน้าแขยงเล็กๆ “เกิดจิตหลุดอะไรขึ้นมาถึงได้ไปลอกคำพูดพวกอัศวินมาแบบนั้นได้”
เปลี่ยนจากไม้หน้าสาม เป็นด้ามดาบสั้นสักคนละเปรี้ยงน่าจะดีกว่า
คิดแบบนั้นแล้วไม่รอช้ากำด้ามดาบสั้นทันที ผู้ทรงอำนาจทางเวททั้งสองสะดุ้งเฮือก แต่ขอโทษยังไม่ทันได้เอาดาบสั้นออกมาประทุษร้ายใคร ข้าก็โดนประทุษร้ายเสียก่อนจากเจ้าสิ่งสีมอในมือไซรีทัส ดิ้นหลุดออกมาพุ่งเข้ากระแทกกลางหน้าข้าอย่างจงใจ... ทำไมต้องเฉพาะเจาะจงที่ข้าด้วยฟะ
“มันอะไรกันไอ้เจ้านี่” ข้ากระชากเจ้าสิ่งที่ถูกไซรีทัสขยุ้มเสียยู่ยี่สีมอออกจากหน้ามาดูชัดๆ “มันคือจดหมายหรือเปล่าฟะ?” ข้าไม่แน่ใจนี่นาก็มันทั้งเปรอะเลือดเกรอะกัง ทั้งยับย่นจากการขยี้ไม่มีปราณีของคนผมทองจนดูไม่ออกจริงๆว่าเจ้าสิ่งนี้คืออะไร
ข้าค่อยๆจับมันยืดออกอย่างเบามือที่สุดแล้วจึงพอมองออกล่ะว่ามันคือจดหมายจริงๆ แต่ใครเป็นคนส่งมาล่ะ พอพลิกดูด้านหลังซองก็เห็นตัวอักษรที่พออ่านได้ว่า มูเกียร์... แค่นั้นล่ะข้ารีบโยนให้ไซรีทัสทันที
“อะไรล่ะนี่” คนผมทองรับไปถืออย่างงงๆแล้วดูเจ้าจดหมายนั่นชัดๆ “มาจากมูเกียร์... ดยุคโปวฟิวรอตหรือ” ไซรีทัสเงยหน้าขึ้นจากจดหมายไปทางจอมเวทดำ ที่ชักสีหน้าเคร่งเครียดขณะจ้องเจ้าจดหมายสีมอๆฉบับนั้น
ทันทีที่ไซรีทัสเปิดซองออกกลิ่นคาวของเลือดเน่าๆก็คละคลุ้งออกมา พร้อมเลือดจำนวนมากทะลักออกมาจากซอง เจ้าตัวตกใจจนยืนถือค้างให้ลีฮีเตอร์ต้องยื่นมือเข้าปัดจดหมายนั้นทิ้ง ทำให้กระดาษซึ่งก่อนหน้ามันคงมีสีขาวเพียงแต่เวลานี้เป็นสีมอเปรอะไปด้วยเลือดกระเด็นออกมาจากซอง และจอมเวทดำก็ไวพอที่จะคว้าไว้ได้ เขาคลี่ออกดูแบบไม่สนใจเจ้าซองเลือดทะลักแม้นแต่น้อย เพราะข้อความในกระดาษแผ่นนั้นดึงความสนใจจากเขา ไซรีทัสและข้าได้มากกว่านี่นา

ท่านแซงอิที่ไนท์ ท่านวิญญาณศักดิ์สิทธิ์
เรื่องที่จักรพรรดิปีศาจถูกผนึกอยู่ในโลกนี้รู้ไปถึงหูพวกปีศาจแล้ว อภัยให้ข้าด้วยที่ไม่อาจเก็บความลับนี้ไว้ได้ พวกมันร้ายกาจเกินกว่าข้าจะรับมือไหว
นอร์ติรุส โปวฟิวรอต

วิญญาณศักดิ์สิทธิ์แห่งเบอร์เรี่ยนกับจอมเวทดำมีสีหน้าเคร่งเครียดเพิ่มมากขึ้นไปอีก พลันกระดาษจดหมายในมือค่อยๆสลายเป็นผงไปต่อหน้า
“เจ้าของจดหมายตายแล้วสินะ” จอมเวทดำส่ายหน้าน้อยๆแววตาหม่นแสงลงอีกนิด
“ที่ข้ารู้สึกว่ามีใครนอกจากทุกคนในโถงฟังอยู่คือนอร์ติรุสเองหรือนี่ แต่ระดับเขายังถูกฆ่า ปีศาจที่รู้คงจัดการไม่ได้ง่ายๆแน่” น้ำเสียงคนผมทองบ่งบอกอาการหนักใจได้อย่างดี
“เอ่อ...” ข้าส่งเสียงแทรกความเครียดของทั้งสองเนื่องด้วยว่า ข้าไม่เข้าใจในสิ่งที่ทั้งสองคนพูดเลย “ลีฮีเตอร์เจ้าบอกว่าเจ้าเมืองมูเกียร์ตายแล้วรู้ได้ไงนั่น แล้วเจ้านั่นรู้เรื่องผนึกจักรพรรดิปีศาจกับเขาด้วยหรือ” ข้าไม่คิดว่าไซรีทัสหรือลีฮีเตอร์หรือพวกอัศวินจะยอมเล่าให้ฟังหรอกนะ
สองคนมองข้าแล้วถอนใจออกมาพร้อมกันแบบที่ทำให้ข้างงเพิ่มขึ้นไปอีก พักนี้สองคนนี่ชอบมีความลับที่รู้กันเองอยู่บ่อยๆ หรือว่าระหว่างที่ข้าออกไปเร่ร่อน สองคนนี้กระชับความสัมพันธ์กันด้วยการแลกไดอารี่!
โป๊ก!
เสียงดังสนั่นป่า ไม่อยากจะบอกเลยว่าเวลานี้ ข้าเห็นดาวศุกร์เต้นแซมบ้ากับดวงจันทร์ ชักแถวตามหลังมาด้วยดาวเล็กดาวน้อยอีกเป็นพรวน...โอย มะเหงกสิ่งมีชีวิตอันตรายนี่มันหนักได้ใจเหลือเกิน
“ท่านสิเหลือเกิน รอยหยักในสมองท่านมันมีไว้ทำอะไรกันแน่ ไว้สร้างอาการจิตตกให้ชาวบ้านหรือเอาไว้ลบเงาหัวให้ตนเองกัน!” เจ้าของมะเหงกแรกแว้ดใส่ข้าสุดเสียง ตาสีทองเป็นตาเขียวได้อย่างน่ากลัว
“หัวเจ้ายังอยากจะเอาไว้หรือเปล่า” เจ้าของมะเหงกที่สองกำลังแปลงร่างเป็นมัจจุราช แล้วสาดเสียงเย็นเฉียบเข้าใส่อย่างเหลืออดเต็มที คาดว่าอีกไม่เกินอึดใจจะเกิดสหบาทา ถ้าเจ้าซองเลือดทะลักไม่ทำตัวดึงดูดสายตาตัวอันตรายทั้งสองไปเสียก่อน
นอกจากเลือดเน่าๆที่ทะลักออกมาจากซองไม่เลิก ยังแถมออกมาด้วยเสียงหัวเราะเย็นๆแบบแสลงหูที่ข้าได้ยินแล้วนึกอยากเอามูลมังกรโปะมันสักที ติดแต่ว่าไม่รู้จะไปหามาได้จากที่ไหนนี่สิ เลยได้แต่รอดูว่าอะไรที่ส่งเสียงหัวเราะออกมาจากในซองนั่น


Enter code here   
Please note: although no board code and smiley buttons are shown, they are still usable.
Finch
นักเขียน 1168
Posts: 148
graphgraph
User Offline Click here to see the profile of this user
Reply Quote
 
Go to top
Post Reply
Post New Topic
Page: 12345678
Moderators: oOoMoDoOo