ขอบคุณทุกเสียงตอบรับด้วยนะค้าบบบบบบ
(Finch ฝากบอกมาว่า... ขอเขียนต่ออีกนิดนะคับ อย่าว่ากันนะค้าบบบ)
Special Thanks : Soul Playing Game
1168 Fantasy
จันทร์กลมโตบนฟ้าสาดแสงลงสู่พื้นดิน ในคืนที่ฟ้าไร้เมฆบดบัง แสงนวลตาส่องจับเงาร่างสูงโปร่งที่เดินทอดน่องเอื่อยเฉื่อยไปบนเส้นทางร้างผู้คนในยามดึกสงัดนี้ เวลาเกือบจะตีสองแล้ว ชายร่างโปร่งเพิ่งจะออกเวร เขาจึงเดินปล่อยอารมณ์ไปเรื่อย ๆ ระหว่างเดินกลับบ้าน เขามักจะระบายลมหายใจอย่างเหงา ๆ ยามมองจันทราเกือบทุกครั้ง การย่างเท้าของเขาหยุดลงเมื่อบางอย่างสะท้อนเข้ามาในสายตา
ละอองแสงสีนวลตาทอประกายวับวามก่อตัวแน่นขึ้นจนเห็นเป็นรูปร่างได้อย่างชัดเจน แววตาประหลาดใจน้อย ๆ ของร่างโปร่ง แปรเปลี่ยนเป็นอบอุ่นละมุนละไมยามเมื่อมองเงาร่างนั้นชัด ๆ รอยยิ้มงามประดับเรียวปากสวยยามเอ่ยน้ำเสียงหวานนุ่มหู
“เอมิเลี่ยน” ชายหนุ่มสาวเท้าเข้าไปหาทันที “คุณมาได้ยังไงนั่น ยังไม่ถึงเวลาที่คุณจะกลับสู่วัฏจักรไม่ใช่หรือ” ถึงแม้นว่าตรงหน้าจะเป็นเพียงแค่วิญญาณ แต่อิสริยะก็สามารถที่จะยกมือขึ้นมาสัมผัสเบา ๆ ที่แก้มนวลนั้นได้
เธอยกมือขึ้นมากุมมือเขา แนบมืออิสกับแก้มตนเอง บ่งบอกให้รู้ว่าเธอเองก็คิดถึงเขายิ่งนัก “องค์ท่านทรงเมตตาให้ฉันได้มาพบคุณเป็นครั้งสุดท้ายในสภาพของเอมิเลี่ยน เพราะไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหนเราถึงจะได้มาพบกันอีก”
“เวลาไม่เป็นปัญหาสำหรับผมเลย เพียงแต่... เมื่อได้พบกันอีกครั้ง ผมอาจไม่ใช่มนุษย์แล้วและคุณก็คงลืมผมไปหมดแล้วเช่นกัน” แววตาสวยหม่นลงนิดหน่อยยามเมื่อพูดถึงความจริงนี้
ดวงตาสีฟ้าใสเงยขึ้นสบตาสีนิล แล้วเธอก็ระบายรอยยิ้มที่ทำให้ตราตรึงใจเอเลเมลโอฟหนุ่มไปอีกนานกับเสียงหวานที่ทำให้หัวใจพองโต “เมื่อถึงเวลานั้น เรามาเริ่มต้นนับหนึ่งกันใหม่สิคะ ถ้าคุณไม่คิดว่าฉันอาจเอื้อมเกินไป”
อิสช้อนวงหน้างามขึ้นมาแล้วก้มลงประทับริมฝีปากลงบนหน้าผากเธอ “ผมจะรอเวลานั้น” เขาโอบร่างบางมาแนบอก รู้แล้วว่าเวลากำลังหมดลง ร่างบางจางลงจนเขาแทบจะสัมผัสไม่ได้แล้ว
“ค่ะ แล้วพบกันใหม่คะ คุณอิส” น้ำเสียงหวานจางไปพร้อมกระแสลมอ่อนเบาที่พัดผ่าน แต่ความตราตรึงใจจากร่างบางจะยังคงอยู่ในความทรงจำเอเลเมลโอฟหนุ่มไปอีกนาน
ลูกหมาน้อยกระดกหัวขึ้นจากเตียงนอน คอที่แห้งผาดปลุกให้เขาต้องลุกขึ้นกระย่องกระแย่งไปหาน้ำกิน เจ้าตัววางแก้วน้ำลงพอดีกับที่ได้ยินเสียงเปิดประตู เขาชะโงกหน้าออกไปมองหัวคิ้วเริ่มขมวดมุ่น เพราะเห็นแสงนวลตาจาง ๆ ตกค้างอยู่ที่ร่างพี่ชาย
อิสเห็นไอ้ตัวดีจ้องมาตาแป๋วจึงเดินเข้ามาหา มือหนายื่นมาขยี้หัวอย่างเอ็นดู “ไม่มีอะไรหรอก ไปนอนได้แล้ว”
เห็นวงหน้าละมุนของพี่ชายแบบนี้แล้ว ยะก็รู้ล่ะว่าอิสได้พบอะไรดี ๆ มา เจ้าตัวจึงวิ่งฉิวกลับห้องไปอย่างว่าง่ายแต่ก็ยังไม่วายโผล่หน้าออกมาจากประตูอีกนิด “แล้วผมจะมีพี่สะใภ้กับเขาเมื่อไหร่ล่ะ”
ไวเท่าความคิด หมอนอิงบนโซฟาลอยข้ามห้องไปแปะหน้าไอ้หมาน้อย “จะกลับไปนอนในห้องนายดี ๆ หรือจะให้พี่ส่งไปนอนที่วิหารโลกหือ” พี่ชายขยับมืออย่างหมั่นเขี้ยวล่ะ
“ราตรีสวัสดิ์ครับ” พร้อมปิดประตูอย่างเร่งด่วน
อิสหัวเราะเบา ๆ พลางส่ายหน้าแล้วหันไปมองยังดวงจันทร์นอกหน้าต่าง “ราตรีสวัสดิ์ เอมิเลี่ยน”
ยามเช้าที่คฤหาสน์สตีเฟ่น เจ้าหลายชายผิวคล้ำเดินกลับเข้ามาในสภาพยับเยินให้สองหนุ่มสาวที่รออยู่ที่โต๊ะอาหารผวาเฮือกเมื่อมองเห็นชัด ๆ
“ไปฟัดกับหมาบ้าที่ไหนมาล่ะนั่น” สตีเฟ่นถามขึ้นหลังจากมองสำรวจตั้งแต่หัวจรดเท้า ไม่ใช่ฝีมือคุณอิสแน่เพราะถ้าเป็นคนนั่นไม่เยินแค่นี้หรอก
“หมาที่ไหนล่ะ กวางบ้าต่างหาก” เจ้าหลานชายกัดฟันกรอด “ปัญญาอ่อนพอกันทั้งสองตัวเลย ตอนคุณอิสอยู่ก็ยังสงบเสงี่ยมกันดีหรอก ลับหลังหน่อยเป็นน่าเชือดทั้งคู่เลย” เขาลงนั่งพลางพูดกระแทกเสียงขุ่น
“กวาง... เรเดียมหรือ แล้วมันเกิดอะไรขึ้นล่ะ ?” เรสรีเน่ลุกมาดูรอยช้ำบนหน้ากลาเซียสใกล้ ๆ
“เรื่องมันงี่เง่าสุด ๆ พอคุณอิสออกเวรไปได้ไม่ถึงสิบนาที เวนอยกับเรเดียมมันก็เริ่มเถียงกันด้วยเรื่องกาแฟใส่อะไรอร่อยกว่ากัน ระหว่างนมสดกับครีมเทียม ทีแรกก็ฟัดกันด้วยคำพูด พอหันไปอีกทีมันงัดพลังธาตุมาซัดกันแล้ว ดีนะที่อยู่ระหว่างตรวจพื้นที่ด้านนอก ไม่งั้นคงมีตึกถล่มกันบ้างล่ะ”
“อ้อ ก็เลยเข้าไปฟัดกับเขามาด้วยว่างั้นเถอะ” สตีเฟ่นนึกภาพแล้วก็ให้หนาวซะ วิญญาณแห่งธาตุสอง ผู้ถือครองวัฏจักรหนึ่ง มันจะวินาศสันตะโรแค่ไหนล่ะนั่น
“แหงล่ะ ขืนผมไม่ทำอะไรเลยเดี๋ยวคุณอิสก็เอาตายทีหลังสิ เลยแจกบาทาไปคนละรอยสองรอยถึงเงียบไปได้” เจ้าตัวนึกอยากจะอัดให้มากกว่านั้นด้วยซ้ำ ถ้าไม่ติดเกรงใจสายตาคนที่อาจผ่านมาเห็นได้ล่ะนะ
“เอาเถอะ ๆ เลิกยัวะแล้วกิน ๆ ซะ วันนี้ไปสนามกับฉันหน่อย” สตีเฟ่นรีบตัดบทก่อนที่อารมณ์มาคุของเจ้าหลานชายจะปะทุขึ้นมาอีก
“ไปสนาม ?”
“อยากจะให้ช่วยทดสอบความแข็งของพื้นเวทีที่เพิ่งเปลี่ยนใหม่ไปน่ะสิ ว่างไม่ใช่หรือวันนี้”
“ไม่มีปัญหาครับ” กลาเซียสยิ้มกว้าง เรื่องอาละวาดขอให้บอกแรงเหลือเฟืออยู่แล้ว
ลูกชิ้นปลาร่วงผล็อยลงจากช้อนในมือยะกลับลงสู่จาน เมื่อเขาเห็นสภาพแขกผู้มาเยือนทั้งสองคนในเช้านี้ หนึ่งชายผมขาวพกรอยบาทามากลางหน้ากับขอบตาเขียวช้ำหนึ่งข้าง แถมด้วยรอยไหม้จาง ๆ อีกหลายจุด อีกหนึ่งร่างเล็ก หัวกระเซิงเหมือนถูกไฟช็อต นอกจากรอยไหม้พราวแล้วยังมีแว่นขอบเขียวคล้ำติดหน้ามาด้วย พอทั้งสองเจออิสก็รีบฟ้องที่กลาเซียสแจกรอยพวกนี้มาให้ทันที พออิสถามถึงสาเหตุที่ทำให้โดนซัด บรรยากาศขั้วโลกก็แทบจะลอยเข้ามาปกคลุมทั้งบ้าน จะเว้นไว้แค่แถว ๆ โต๊ะอาหารที่ยะนั่งอยู่เท่านั้น อิสนึกอยากจะชงกาแฟใส่วิญญาณแห่งธาตุกินสักหน่อยกลับถูกโทรศัพท์บ้านดังขัดขึ้นมาซะก่อน ยะบอกรับด้วยเสียงจอภาพสามมิติปรากฏขึ้นทันใด
“คุณสตีเฟ่น”
“วันอาทิตย์ทั้งที มีโปรแกรมไปไหนกันหรือเปล่า”
“ไม่เลยครับ วันนี้ว่างสนิท ซักผ้ากับทำความสะอาดบ้างก็เสร็จแล้วด้วย”
“งั้นมาที่สนามสิ ชวนก้องกับสองบีมาด้วยนะ จะทดสอบความแข็งของพื้นเวทีที่เพิ่งเปลี่ยน ลองมาอาละวาดเล่นดูสิ”
คำชวนน่าสนุกแบบนี้มีหรือที่ยะจะปฏิเสธ “ครับไปแน่ ๆ เลยครับ” เจ้าลูกหมาน้อยรับคำด้วยเสียงร่าเริงสุด ๆ อย่างน้อยถึงไม่ได้ลงแข่ง เอาแค่ไปวิ่งเล่นในสนามก็ได้ หลังจากวางโทรศัพท์แล้วก็หันมาส่งสายตาแวววาวอ้อนพี่ชายต่อ “ไปด้วยกันนะพี่ วันนี้มีแค่เวรกลางคืนไม่ใช่หรือ นะพี่อิสนะ”
“จะให้พี่ไปทำอะไร” ยังไงอิสก็ลงไปทำอะไรในสนามไม่ได้อยู่แล้วนี่ ขืนเขาลงไปแทนที่จะได้ทดสอบจะได้ซ่อมครั้งใหญ่แทนน่ะสิ
“ผมอยากจะใช้ปีกดาบสักหน่อยน่ะสิครับ ไม่รู้ว่าพลังพื้นคืนมาเท่าไหร่แล้ว ตั้งแต่ที่ถูกดึงออกไปยังไม่เคยเอาออกมาอีกเลย พี่ไปกางเขตแดนให้ผมหน่อยสิครับ นะครับพี่” ไอ้ตาใสแจ๋วที่ใช้อ้อนแบบนั้นถ้าไปใช้กับองค์ท่านละก็ คงได้รับมะกรูดเป็นรางวัลหลายลูกแน่ เรเดียมกับเวนอยคิดเหมือนกันขึ้นมาเลย
อิสนิ่งคิดไปนิดหนึ่งแล้วก็ยิ้มพราวอย่างเจ้าเล่ห์ขึ้นมา “นั่นสินะ...ทดลองปีกดาบ” เขาหันไปทางวิญญาณแห่งธาตุทั้งสองพลางมองด้วยแววตาชวนเสียวหลังวาบ
“ประทานโทษค่ะ ท่านอิสริยะ ท่านวิริยะ” สาวผมเงินกับหนุ่มผมเงินปรากฏตัวขึ้นพร้อมตะกร้าใส่องุ่นสีน้ำเงินเต็มจนพูน “องุ่นจากป่าด้านหลังวิหารแห่งโลกค่ะ องค์ท่านให้เอามาให้พวกท่าน” ยูฮันนาตั้งตะกร้าลงบนโต๊ะ เธอเพิ่งสังเกตเห็นเวนอยกับเรเดียม
“สภาพโดนใจมากเลยพวกท่าน” หลังจากที่วางตะกร้าลง นันเรก็เดินวนรอบ ๆ วิญญาณแห่งธาตุทั้งสอง “เดาได้เลย นี่ต้องเป็นฝีมือคุณกลาเซียสแน่ ๆ”
“อยากจะโดนมั่งไหมล่ะ” เรเดียมออกอาการอยากไล่ขวิดเต็มประดา เวนอยหักมือกรอบแกรบเตรียมช่วยรุมยำเต็มที่ กวางขาวผู้พิทักษ์โดดแผล็วออกไปห่าง ๆ และก่อนที่จะได้ลงมือกันอิสขัดขึ้นมาซะก่อน
“อยากออกแรงกันนัก เดี๋ยวพี่จัดให้ตามรีเควสเลยน้องเอ๋ย” อิสจับหัวเจ้าตัวดีเขย่าเบา ๆ พลางแจกยิ้มพราวอย่างชั่วร้ายให้ไอ้ที่ไม่ใช่คนในบ้าน
สตีเฟ่นอารีน่าวันนี้ไม่มีแข่งในเวลากลางวันแต่อาจจะมีสงครามอะไรสักอย่างกำลังจะเกิดขึ้น เมื่อสมาชิกใกล้เวทีมีตั้งแต่ นักแข่งสุดเก๋าสองบี ลูกปลาผู้ดุร้ายก้อง กวางขาวผู้พิทักษ์อีกสอง วิญญาณแห่งธาตุสอง ผู้ถือครองวัฏจักรสาม ผู้คาบเกี่ยววัฏจักรหนึ่ง และเอเลเมลโอฟหนุ่มอีกหนึ่ง สตีเฟ่นเห็นสมาชิกข้างเวทีแล้วให้รู้สึกว่า นี่คือการคิดผิดครั้งสุดท้ายในชีวิตของเขาใช่ไหมกับคนที่คาดไม่ถึงอีกห้าเนี่ย แต่เรสรีเน่กลับหัวเราะเบา ๆ อย่างชอบใจ
“ท่านสตีเฟ่นครับ เตรียมการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วครับ” เจ้าหน้าที่สนามคนหนึ่งดึงเขากลับมาที่เรื่องตรงหน้า เขาพยักหน้าให้เจ้าหน้าที่คนนั้นแล้วหันไปที่สองบีกับก้อง
“ก้อง บิ๊ก บอย ลงไปแบบเต็มพลังดูสิ” สตีเฟ่นให้สัญญาณเจ้าหน้าที่สนาม
“หวาว~~ จะได้เหยียบเวทีของสตีเฟ่นอารีน่าจริงแล้วเหรอ” บิ๊กออกอาการดี๊ด๊าอย่างฉุดไม่อยู่
“คุณสตีเฟ่นให้เต็มที่อีกต่างหาก” บอยอยากจะเต้นตั้งแต่ยังไม่ได้ลงเวทีซะแล้วสิ แต่ก้องสิท่าจะตั้งใจสุด ๆ เขาส่งออลก้าลงไปก่อนใครเลย
ออลก้าที่อยู่กลางสนามมองไปรอบ ๆ แล้วแทบช็อก ถึงเวลานี้จะไม่มีคนดูอยู่เลยแต่ความยิ่งใหญ่ยังเกินกว่าที่เขาคิดไปไกลเลย แร็พเตอร์กับไอโวรี่วอลรัสก็คงรู้สึกไม่ต่างจากเขา ก็พวกมันเล่นยืนตาค้างเหมือนกันนี่นา
“จะยืนเหวอกันอีกนานไหมพวกนาย มันเสียเวลานะ” ไอรินแว้ดใส่จากข้างเวที เธอเองอยากจะลงไปยืดเส้นยืดสายบ้างแล้วเหมือนกัน
“ก็แหม...พวกเราเพิ่งเคยได้ลงสนามที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้เป็นครั้งแรก ขอชื่นชมหน่อยไม่ได้หรือ” วอลรัสส่งเสียงโห่โดยมีแร็พเตอร์เป็นลูกคู่ ส่วนออลก้าพยักหน้าร่วมเลยได้ซวยยกแก๊ง เมื่อวิหคเพลิงสาวเธอไม่รอรอบต่อไปแล้ว
วิหคเพลิงปรากฏขึ้นกลางเวทีได้ไวทันใจ แล้วสงครามกลางทะเลเพลิงก็เริ่มขึ้น พื้นที่ในการหนีมีมากมาย ซี้ทั้งสามของเจ้ายะเลยได้วิ่งกันทุกตารางนิ้วล่ะ
“น่าสนุก ขอผมลงไปด้วยละกัน” เอลารี่ไม่พูดเปล่า มังกรน้ำเงินลงไปวิ่งในสนามกับเขาได้ในพริบตา
“อ้าว แล้วฉันจะอยู่ตรงนี้เฉย ๆ ทำไมกัน” กิเลนกระโจนเข้าไปร่วมวงด้วย
สตีเฟ่นแทบอยากจะร้องไห้ เขาคิดผิดจริง ๆ ด้วยที่ชวนเจ้าพวกนี้มาทดลองเวที อิสเห็นสีหน้าสตีเฟ่นแล้วยิ้มขำ ๆ ก่อนจะวาดมือออกไป เครื่องกั้นโซลที่ดูท่าจะเจ๊งในอีกไม่กี่นาที กลายเป็นเครื่องกั้นโซลที่มีอำนาจขนาดกันหินหลอมเหลวที่ไอรินสร้างขึ้นมาได้ พื้นเวทีก็กันคลื่นดับสลายของเอลารี่ได้และกันสายฟ้าจากกลาเซียสที่กำลังส่งเข้าใส่มังกรน้ำเงินอย่างสนุกมือได้เช่นกัน
ไอรินส่งเพลิงออกไปทั่วทุกทิศแบบไม่สนว่าจะไปโดนใครบ้าง มังกรน้ำเงินกับกิเลนก็ส่งพลังออกมาเล่นกันเต็มที่เหมือนกัน
“ก้อง บอย บิ๊ก ออกมาจากเวทีเร็ว” อิสตะโกนเรียกทั้งสาม แน่นอนทั้งสามทำตามอย่างไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น
“เป็นไงสนามสตีเฟ่น” ยะถามไอ้สามซี้อย่างขำ ๆ เพราะแต่ละคนที่ฟื้นขึ้นมาได้แต่นวดตนเองป้อย ๆ
“ยังจะมาถาม ใครจะคิดว่าไอรินจะโดดลงไปแบบนั้น” ก้องยังขนลุกไม่หาย
“ผู้หญิงน่ากลัว” บอยครางหงิง
“ฉันจะไม่ลงเวทีเดียวกับไอรินอีกเด็ดขาด” รอยแดงขึ้นเป็นปื้นตามตัวบิ๊ก
“ยะลงไปได้แล้ว” อิสสะบัดหน้าไปทางเวที เจ้าลูกหมาน้อยจึงได้เวลาลงไปบ้างล่ะ
หมาป่าสีนิลยืนนิ่งกลางทะเลเพลิง ปีกสีขาวค่อย ๆ ยืดยาวออกมาสะท้อนจับกับแสงเพลิงมองดูน่าเกรงขามและน่าพรั่นพรึงอยู่ในที ยะฟันมันออกไป โลหะสีขาวตรงเข้าสู่เปลวเพลิงกลับถูกหยุดไว้จากเขาเพชรทั้งสาม
“เรเดียมคุณเข้ามาทำไมเนี่ย ?” ยะมองเรเดียมอย่างประหลาดใจ แล้วยังเห็นเวนอย ยูฮันนา นันเรขึ้นมาอยู่บนเวทีกันหมดเลยด้วย
“ไปถามคุณอิสสิ อยู่ ๆ ก็โยนพวกเราขึ้นมาเฉยเลย” ทุกคนพยักหน้าให้กับสิ่งที่เรเดียมบอก
หมาป่าหนุ่มส่งสีหน้าคำถามไปที่อิส พี่ชายก็แค่ยิ้มแล้วตอบอย่างสนุก
“อยากทดสอบปีกดาบไม่ใช่หรือ ไอริน เอลารี่ กลาเซียส คงทำให้ลงมือลำบากใช่ไหมล่ะ เพราะงั้นเอาไอ้พวกนี้ไปเล่นแทนละกันรับรองว่าไม่ตายง่าย ๆ หรอก เอาให้เละไปเลย”
ตาสีทองวาวคมขึ้นมาทันใด ปีกดาบสะบัดกลับมา... เวนอยกับเรเดียมชักเหงื่อแตก กวางขาวทั้งสองขนลุกทั้งตัวแล้วทั้งสี่ก็ได้ร้องเสียงหลง ยะลองใช้พลังที่ฟื้นคืนออกมาเต็มที่ สักพักเสียงกรี๊ดก็เพิ่มขึ้นมาอีกสาม
“ไอ้หมาดำฟันมั่วอีกแล้วนะแก๊ !!!” กลาเซียสอยากจะโดดงับหัวมันนัก หางเขาขาดไปกระจุกใหญ่แล้ว
เอลารี่ลงไปหมอบราบกับพื้นเพื่อหลบรัศมีที่ฟันขนาบพื้นเฉี่ยวหัวเขาไป เจ้ามังกรแทบร้องไม่เป็นภาษา ส่วนไอรินเธอรู้ล่ะว่าเวลาแบบนี้ ลดขนาดลงเหลือตัวเล็ก ๆ เข้าไว้จะปลอดภัยที่สุด และที่ข้าง ๆ เธอคือกวางตัวจิ๋วยูฮันนา ทั้งสองอยากออกไปนอกเวทีสุดใจ แต่ก็ออกไม่ได้เพราะติดพลังที่พี่อิสคุมไว้
อิสริยะนั่งหัวเราะอย่างสนุกสนานพลอยทำให้คนที่อยู่ด้านนอกสนุกไปด้วย ไม่ว่าจะก้อง สองบี เรสรีเน่ สตีเฟ่น ทั้งหมดนั่งเชียร์ให้เจ้าหมาน้อยสอยไอ้พวกบนเวทีให้หมดทุกคน
“คุณอิสขี้โกงที่สุดเลย !” เวนอยโวยวายไปพร้อม ๆ กับหลบปีกดาบที่แทบจะเอาหัวเขาไปกินแล้ว
“ทำไมข้าต้องมาเจอไอ้แบบนี้ด้วย !” นันเรวิ่งฝุ่นตลบไปข้าง ๆ กลาเซียส
“อย่ามาทางเดียวกันสิ !!” เจ้ากิเลนว้ากลั่นเพราะมีกวางขาวสองตัวมาขนาบข้าง หมาป่าดำเลยกวาดที่เดียวได้ถึงสาม
เป้าหมายต่อไปเจ้ามังกรเอ๋อ ทันทีที่ปีกดาบหันมาทางเอลารี่ เขาก็เล่นมุกชั่วร้ายด้วยการคว้าเวนอยเหวี่ยงใส่เจ้าหมาดำทันที ยะชะงักจังหวะการฟัน เขาดึงปีกดาบกลับมาก่อนจะฟันเวนอยขาดครึ่ง เลยโดนวิญญาณธาตุดินโหม่งเข้าเต็มตัว กลิ้งระเนระนาดไปกองรวมกันตรงหน้าสองสาวตัวน้อยริมเวที เรียกเสียงฮาสนั่นหวั่นไหวจากคนด้านนอกได้สุด ๆ
หลังจากที่เวนอยกระดกหัวขึ้นมาได้ก็โวยวายทันที “เอลารี่ ! บัญชีนี้ฉันจะให้ฝากไว้ก่อน ! ส่วนคุณอิส ถ้าคุณจะให้คุณยะได้ทดสอบพลังจริง ๆ คุณนั่นล่ะที่จะต้องลงมามากที่สุด !!” เขาตะโกนออกไปสุดเสียง
“เห็นด้วยครับ” มังกรน้ำเงินยกปีกสนับสนุน และได้เสียงสนับสนุนจากเกือบทั้งหมดในสนาม มียกเว้นแค่ยะ ไอรินและยูฮันนา
“ผมไม่เอาด้วยนะ ถ้าพี่อิสเอาอิริวเซอร์มาวิ่งไล่” ยะยังผวาไม่หายที่โดนอิสในชุดขาวยิงใส่ที่แพนนิคคอร์เรียม
“นั่นสิ ถ้าไม่ใช้ปืนคงพอคุยมั้ง” ยูฮันนาก็เห็นด้วยกับยะ
“แต่ถ้าเป็นโซลปิรันย่าก็ยังน่ากลัวอยู่ดี” ไอรินส่ายหัวดิก อันไหนเธอก็ไม่เอาทั้งนั้น
“ถึงจะน่ากลัวยังไง คนที่ควรลงมาก็ยังต้องเป็นคุณอิสอยู่ดี คิดดูสิให้พวกเรามารับดาบสลายพลังธาตุเนี่ย ขนาดเอเลเมลโอฟลูกก่อนยังโดนฟันยับ แล้วอย่างพวกเราจะเอาอะไรไปสู้เล่า !” เรเดียมออกความเห็นบ้าง
“นั่นสิ ถ้าเป็นท่านละก็ ท่านวิริยะคงรู้ระดับการฟื้นตัวของตนเองได้เร็วกว่าการมาวิ่งไล่พวกเราแน่ ๆ” นันเรก็คิดแบบเดียวกัน
เจอความจริงเข้าไปอิสก็อึ้งเหมือนกัน แต่ถ้าจะให้เขาลงไปลุยกับเจ้ายะ นั่นเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยในชีวิตและไม่เคยแม้นจะคิดด้วย แต่เขานึกสนุกบางอย่างขึ้นมาล่ะ
“ก็ได้ ฉันจะลงไปแบบไม่ใช้ปืนและไม่ใช้โซลปิรันย่า แถมไม่ใช้พลังดิบ ๆ ด้วยตกลงไหม” อิสยื่นข้อเสนอชวนน้ำลายหกให้พวกที่อยู่บนเวที
ถ้าลงมาแบบที่พูดจริงก็ขอลุยกับพี่แกสักทีเถอะ เวนอยกับเรเดียมตาวาวขึ้นมาเลย นันเรรู้สึกสังหรณ์ใจนิดหน่อยแต่ก็อยากร่วมด้วยกับเขาบ้าง มังกรน้ำเงินกับกิเลนขยับเข้ามาหากันพลางส่งสีหน้าหวาด ๆ พิกลแต่ก็อยากลุยกับเขาอยู่เหมือนกัน
ยะเองก็อดประหลาดใจไม่ได้ ถ้าพี่อิสลงมาแบบนั้นก็ไม่ต่างจากคนธรรมดาน่ะสิ ไอรินแน่ใจว่าพี่อิสจะต้องมีอะไรมาเขย่าขวัญอีกแน่ ก็ไอ้สีหน้าแบบนั้นมันกำลังสนุกอยู่นี่นา ยูฮันนาได้แต่คิดว่าเธอจะรอดกลับไปวิหารโลกได้อีกครั้งหรือเปล่าเท่านั้นล่ะ
“คุณจะเอาเครื่องโซลไหม ?” สตีเฟ่นหันไปถามชายหนุ่มพร้อมทั้งชูเครื่องโซลในมือ
“ไม่ล่ะ ไม่จำเป็น” อิสหลับตาลงครู่หนึ่ง แสงเหลื่อมพรายส่องสว่างขึ้นบนเวทีแล้วค่อย ๆ ก่อร่างเป็นโซลร่างมนุษย์สูงโปร่ง ผมดำยาวเกือบจรดพื้นแนบอยู่บนอาภรณ์สีขาวยาวกรอมเท้า นัยน์ตาสีนิลนิ่งลึกล้ำมองทอดร่างโซลบนเวทีทุกตน ร่างโซลมองดูมีอายุมากกว่าปัจจุบันอีกสักห้าปีได้และนั่นมันทำให้อิสริยะมองดูเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น น่าเกรงขามมากขึ้นและ... น่าเผ่นให้ห่างมากขึ้นด้วย
เรเดียมกับเวนอยที่นึกอยากยำอิสยามไร้อาวุธเมื่อครู่ หายแวบไปทันทีเมื่อเห็นรูปร่างแบบนั้นของพี่แก ยิ่งพี่แกเผยอยิ้มน้อย ๆ แบบกะดับลมหายใจด้วยแล้วมัน...
“นั่นมันไอวิญญาณอะไรกัน” เวนอยอยากจะเป็นลมซะเดี๋ยวนั้น
“ไหนบอกไม่ใช่พลังดิบ ๆ แล้วนั่นอะไร” ต่อมน้ำตาเรเดียมจะแตก
นันเรกับยูฮันนาใบ้กินไปแล้ว ทั้งสองรู้จักไอวิญญาณแบบนี้ดี
“อะไรกันละนั่น เล่นใช้รูปร่างในภาคอนาคตออกมาแบบนั้น กะเล่นเต็มที่เลยแฮะ” หนุ่มผมดำยิ้มขำ ๆ กับภาพน่าสนุกบนเวที
สตีเฟ่นหันขวับมาทางคนพูดที่มานั่งข้าง ๆ เขาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ทันทีที่เห็นหนุ่มผมดำชัด ๆ สมองสตีเฟ่นก็แขวนป้าย ‘ปิดปรับปรุงชั่วคราว’ ขึ้นมาเลย
“นี่ก็เหมือนกัน ไม่รู้จักทำตัวให้ชิน” ปฐวีหลังมือเข้ากลางหน้าผากสตีเฟ่น เรียกสติชายหนุ่มกลับมาได้ทันที ถึงเจ้าตัวจะไม่อยากกลับมาเลยก็ตาม
โซลอิสริยะขยับมือน้อย ๆ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นนอกจากความรู้สึกเย็นยะเยือกที่แผ่เข้าคลุมทั้งเวที เพียงพริบตา เส้นผมสีดำยาวก็แทบปกลงบนหัวเจ้าหมาป่าดำ อิสมาได้ไวแบบที่ไม่มีใครมองทัน ยังไม่ทันได้ขยับตัว เจ้าหมาดำก็ได้มะกรูดลูกงามไปประดับหัวก่อนใคร ส่งผลให้กลับสู่ร่างไอ้ตัวเล็กพลางยกสองขาปุย ๆ ขึ้นมากุมหัว น้ำตาซึมทั้งสองตา
“เจ็บอ่ะ !!!” เจ้าตัวเล็กครางหงิง
วิหคเพลิงตัวน้อยกับกวางขาวตัวจิ๋วเงยขึ้นมองร่างสูงที่ยังยืนอยู่ตรงหน้าทั้งสอง สาวทั้งสองเหงื่อแตกพลั่กเมื่อตาสีนิลจ้องพวกเธอนิ่ง ๆ ก่อนจะยกสายตาไปทางผู้โชคดีอีกห้าซึ่งอยู่ห่างออกไปมากโข ชายหนุ่มระบายยิ้มสง่าแล้วสาวเท้าช้า ๆ อย่างองอาจไปที่ผู้โชคดีทั้งห้า
วิหคน้อยกับกวางจิ๋วล้มแปะมาพิงกัน
“นึกว่าจะไม่รอดซะแล้ว” ไอรินถอนใจยาว “ว่าแต่มันอะไรกันรูปร่างนั้นของคุณอิส ไอวิญญาณก็แปลกออกไปด้วย มันเหมือนกับที่แพนนิคคอร์เรียมอย่างไรอย่างนั้น”
ยูฮันนาก็ถอนใจยาวเช่นกัน “นั่นคือร่างในอนาคต ยามเมื่อคืนสู่สภาพเอเลเมลโอฟอันแท้จริงค่ะ”
“ร่างในอนาคต ?” ลูกหมาป่าเลิกกุมหัวหันมาอย่างแปลกใจ
“ค่ะ เมื่อท่านอิสริยะพ้นจากสภาพมนุษย์จะกลายเป็นร่างนั้นค่ะ” ยูฮันนาจำไอพลังแบบนี้ได้ดี เพราะลูกแก้วที่เคยอยู่ที่วิหารและถูกยะฟันแตกไปมีไอพลังแบบนี้แหละ
“สภาพเอเลเมลโอฟเหรอ... แล้วพวกนั้นจะเหลือไหมเนี่ย” ยะหนาวขึ้นมาแทนผู้โชคดีทั้งห้าที่กำลังเผชิญหน้ากับพี่อิสในสภาพเอเลเมลโอฟจริง ๆ อยู่
โซลเอเลเมลโอฟยกมือขึ้นแตะคางราวกำลังคิดว่าจะเล่นกับตัวไหนก่อนดี พวกเป้าหมายได้แต่ยืนกลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ แล้วเขาก็ล็อกเป้าหมายแรกที่ทุกคนคาดไม่ถึง อิสสะบัดมือกลับหลังลำแสงสีเลื่อมพรายพุ่งทะยานออกจากเวทีเข้าสู่หนุ่มน้อยผมดำข้าง ๆ สตีเฟ่น แต่ผู้ที่เป็นเป้าหมายแรกที่อิสต้องการถล่มไปอยู่บนชั้นลอยก่อนแล้ว ลำแสงนั่นเลยกวาดเก้าอี้ข้าง ๆ สตีเฟ่นหายแวบไปแทน ส่วนตัวเขา ปฐวีส่งพลังไปคลุมไว้ก่อนแล้ว
“เห~~ นี่รวมเราเข้าไปด้วยแล้วหรือ ?” องค์ท่านในรูปร่างปฐวีชักสนุกขึ้นมาบ้างล่ะ
นัยน์ตาสีดำนิ่งประสานกับนัยน์ตาสีบลูแพลนเน็ตที่พราวระยับ “เอาคืนครับ ชอบแกล้งผมกับเจ้ายะเหลือเกินนี่ครับ” ว่าแล้วอิสก็กระโจนออกจากเวทีพร้อมลำแสงสีเลื่อมพรายหลายหมื่นเส้นที่เขาซัดออกไปได้ดั่งใจ
สตีเฟ่นกับเรสรีเน่นั่งตัวแข็งยังเข็ดไม่หายกับไอ้ลำแสงนั่น ไอ้ที่อยู่บนเวทีทั้งหมดสติบินออกนอกโลกไปหมดแล้วไม่เว้นแม้นแต่ไอ้หมาน้อย จะมีหัวเราะอย่างสนุกสนานได้แค่ก้องกับสองบีที่ไม่รู้จักความร้ายกาจของลำแสงแห่งธาตุนั่น พวกนี้ก็ปลอดภัยในเกราะแก้วที่อิสสร้างให้เหมือนกัน
ไอ้เรื่องทำให้องค์ท่านเป็นริ้วรอยแม้นแค่รอยขาดชายผ้ามันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว แต่อิสก็อยากลองประทุษร้ายองค์ท่านขี้แกล้งดูสักครั้ง สนามสตีเฟ่นกระจุยกระจายเก้าอี้ปลิวกันว่อน พื้นระเบิดเละเทะและเรียกสติทุกตนกลับมา ด้วยเก้าอี้หลายสิบตัวร่วงทับโซลกิเลน แผงกั้นระดับคนดูกระแทกหัวมังกรน้ำเงิน เศษอิฐ หิน ปูนมาเป็นพายุฝนเข้าใส่กวางขาวทั้งสองกับวิญญาณธาตุสองตน แต่ลูกหมาน้อยกับสาวจิ๋วทั้งสองอยู่ในเกราะแก้วอย่างปลอดภัย
“นี่ใช่ไหม ที่เขาเรียกว่าการใช้พลังของเอเลเมลโอฟ” ยะส่งเสียงหวาด ๆ ภายในสตีเฟ่นอารีน่าที่กำลังเกิดการระเบิดแบบลูกโซ่จากพลังของชายผมดำทั้งสอง
เจ้าหน้าที่สนามทั้งหมดไปกระจุกอยู่ที่เดียวกันซึ่งอิสก็ไม่ลืมที่จะกางพลังคุ้มกันไว้ให้แล้วเหมือนกัน ทุกคนได้แต่มองร่างผมดำทั้งสองปะทะกันอย่างสนุกซะเต็มประดาอย่างขึ้นสมองไปแล้วคร้าบ
พักใหญ่หลังจากได้ยืดเส้นยืดสายให้สะใจแล้ว อิสก็กลับสู่ร่างมนุษย์แล้วลุกขึ้นบิดขี้เกียจไล่ความเมื่อย ในขณะที่ปฐวียืนอยู่ข้าง ๆ ร่างยะพลางปัดฝุ่นบนเสื้อทั้งที่ไม่มีอะไรเปื้อนเลยแท้ ๆ
“อิสริยะ อย่าลืมซ่อมซะด้วยล่ะ” องค์ท่านกวาดตามองผลงานอันน่าทึ่ง (?) ของตน สตีเฟ่นอารีน่าที่เวลานี้เหลือแค่โครงเท่านั้น นอกนั้น...กองขยะดี ๆ นี่เอง
“ท่านก็ซ่อมสิครับ ผมเหนื่อยแล้ว” อิสโยนให้องค์ท่านเฉยเลย
“อะไรเล่า ที่มันเละขนาดนี้ มันเพราะพลังของเจ้านะ” หัวคิ้วท่านขมวดนิดหน่อย
“เพราะท่านหลบนั่นแหละไม่งั้นคงไม่เละแบบนี้หรอก ถึงโดนก็ไม่ได้ทำให้เจ็บสักหน่อย” อิสหันไปปัดฝุ่นบนหัวเจ้ายะที่กลับเข้าร่างแล้ว คนอื่น ๆ ก็ด้วย
ปฐวีส่ายหัวขำ ๆ “ดูพูดเข้า เจ้าเด็กน้อยนี่” ท่านเลยตบหลังเจ้าเด็กน้อยไปหนึ่งฉาดก่อนจะวาดมือออกไป ละอองแสงสีน้ำเงินกระจายไปทั่วทั้งโดม ทุกอย่างที่พังทลายกลับคืนสภาพเดิมรวมทั้งจัดการกับความทรงจำของพวกเจ้าหน้าที่สนามรวมก้องกับสองบีด้วย
“คราวหน้าไปต่อกันที่ ‘บ้านเรา’ ดีไหม”
อิสยักไหล่แล้วตอบรับด้วยเสียงจริงจัง “ด้วยความยินดีเลยครับ... แล้วก็ขอบคุณกับเรื่องเมื่อคืนด้วยครับ” แววตาสีนิลอ่อนลงอย่างนุ่มนวลพร้อมการค้อมคารวะอย่างนอบน้อม มันทำให้องค์ท่านยิ่งรู้สึกเอ็นดูเจ้าเอเลเมลโอฟน้อยของท่านดวงนี้มากขึ้นไปอีก รวมทั้งท่านยังเผื่อแผ่ความเอ็นดูนั้นไปสู่ชีวิตรอบ ๆ ตัวเอเลเมลโอฟดวงนี้ด้วย
“อ้อ เจ้าหนูน้อยสตีเฟ่น ถ้าเจ้าจะทดสอบความแข็งของพื้นเวทีอีกเมื่อไหร่บอกเราบ้างละกัน” ท่านพูดแบบนี้แสดงว่า... คราวหน้าจะมาอีกชัวร์ ๆ
สตีเฟ่นอยากจะเป็นลมสักสิบตลบ นี่เขาเรียกว่ากรรมสนองใช่ไหม สมัยอยู่องค์กรดอนลีฟเขากล้าไปท้าทายสิ่งน่ากลัวแบบนี้ได้ไงนะ ถ้ารู้ว่าน่าสยองแบบนี้ ถึงตายก็ไม่ไปร่วมหัวจมท้ายกับเจ้าคาร์ลเด็ดขาด แต่เวลานี้สิ่งที่เขาทำได้ มันเหลืออยู่แค่ทำใจให้ชินเท่านั้น ซึ่งมันอาจต้องใช้เวลาทั้งชีวิตของเขากระมัง ชายหนุ่มซบลงไปบนพนักเก้าอี้ด้านหน้าพลางส่งเสียงครางหงิง เรสรีเน่ได้แต่ลูบหลังคนรักแบบปลอบใจ
ค่ำคืนนี้สตีเฟ่นอารีน่ามองดูมีมนต์ขลังมากกว่าทุกวัน แค่เพียงเหยียบย่างเข้ามาในสนาม ทุกคนที่เข้ามาก็รู้สึกว่าอากาศในสนามกระจ่างใสและบริสุทธิ์กว่าที่ใด คนดูทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่นั่งเชียร์กันสนุกสนาน การแข่งวันนี้ยังคงน่าประทับใจเหมือนทุกครั้ง แต่ก็มีคนดูกลุ่มหนึ่งที่สนุกไม่ค่อยออก เพราะสภาพสุดยับของตนเอง ไม่ว่าจะมะกรูดบนหัว รอยฟกช้ำดำเขียว รอยไหม้ และอีกหลายๆ อย่างแบบชนิดพันผ้ากันเป็นมัมมี่เลย ทั้งกลาเซียส เอลารี่ เวนอย นันเรและเรเดียม ต่างคิดเหมือนกันว่า จะมีสักวันได้เอาคืนพี่แกบ้างไหมนะ กับหนุ่มผมดำทั้งสองที่หัวเราะร่าเริงอยู่ที่เก้าอี้ด้านหน้าพวกเขา ส่วนผมดำอีกหนึ่งไปนั่งเฮฮาอยู่ที่ก้องกับสองบีพ่วงไอรินกับยูฮันนาที่สนิทกันแล้วเข้าไปด้วย มนต์ขลังของโซลยังคงนำความสนุกสนานมาให้ทุกคนได้ดังเดิมไม่ว่าจะในสนามหรือนอกสนาม แล้วมาพบกันนะทุกคน ใน Soul Playing Game
Soul (Never) End