|
สแปม Finch แทะบอร์ด...ท่าเต้จะสั่งฆ่าไหมเนี่ยะ 4 Months ago
|
Karma: 2
|
|
แบบว่าอากาศร้อน เลยขอขโมยเนื้อที่บอร์ดสนองความเห็นแก่ตัวตนเองหน่อย
ใครเห็นเกะกะกดลบได้ทันทีคับ
นิยายแนวเหี้ยมบวกฮาอ่านฆ่าเวลาคับ
At Night Adventure
บทที่ 1
สายลมเย็นจับจิตที่ราวกับพัดมาจากขั้วโลกเหนือหวิดหวิวอยู่ภายนอกบ้านสองชั้นสุดหรูหรา ท่ามกลางอาณาบริเวณกว้างใหญ่อันรกครึ้มไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ แล้วยังถูกกันออกมาจากบ้านหลังอื่นๆด้วยรั้วปูนแน่นหนา ยากที่ผู้ใดจะปีนป่ายเข้าไปได้ เป็นดั่งสิ่งป้องกันชั้นดีที่ทำให้เจ้าของบ้านอุ่นใจ แต่ในเวลานี้รั้วชั้นดีกลับกลายเป็นสิ่งปิดกั้นความช่วยเหลือที่น่าจะขอจากบ้านใกล้เคียงได้ง่ายๆในเวลาสี่ห้าทุ่มนี้
ชายวัยห้าสิบต้นๆนอนกุมหน้าท่ามกลางเลือดที่ยังไหลไม่หยุดจากบาดแผลบนศีรษะ ที่ข้างๆมีหญิงวัยใกล้เคียงกันนั่งตัวสั่นพลางร้องไห้สะอึกสะอื้นไม่หยุด เธอสะดุ้งและผวาเฮือกทุกครั้งที่มีเสียงดังเหมือนของบางอย่างกระทบพื้น
“ไอ้ตู้เซฟบ้านี่ทำไมเปิดยากจังโว้ย รหัสที่มันบอกมามั่วหรือเปล่าวะ!” ชายหนุ่มร่างผอมเกร็งกระแทกมือลงบนปุ่มรหัสครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยอารมณ์หงุดหงิดเต็มที
“ใจเย็นหน่อย ยิ่งแกร้อนใจมากเท่าไหร่ มือแกยิ่งรนมากเท่านั้น” ชายร่างบึกบึนสูงสง่าหน้าเหี้ยมเกรียมส่งมือเข้าไปเคาะหลังเจ้าคนใจร้อนไปหนึ่งที
“โธ่พี่ ฉันกดมันมาพักใหญ่แล้วนะ มันบอกมั่วแน่เลย สงสัยต้องไปเอาเลือดหัวมันออกอีกหน่อยมันจะได้นึกรหัสของจริงออก” ไม่แค่พูดเจ้าตัวลุกพรวดออกไปทันที ชายหน้าเหี้ยมถอนใจเบาๆก่องลงนั่งปรดรหัสเซฟอย่างใจเย็น
เจ้าคนใจร้องเดินปึงปังเข้าไปหาชายวัยห้าสิบที่นอนกองอยู่กับพื้น
“อ้าวเสร็จแล้วหรือเร็วดีนี่หว่า” ชายร่างผอมสูงท่าทางแข็งแรงหันไปถามคนเดินเข้ามาโดยยังไม่ละปากกระบอกปืนไปจากคนที่นอนกองอยู่ เจ้าคนเดินมาไม่สนใจคนถามมันตรงเข้าไปเตะกลางท้องคนกองพื้น ไม่แค่ครั้งเดียวแต่กระหน่ำเตะแบบไม่นับ หญิงที่นั่งอยู่ใกล้ๆกรี๊ดลั่นพยายามเข้าไปห้าม ไอ้คนเตะมันไม่มีคำว่าปราณีเตะเธอรวมเข้าไปด้วยอีกคน
“อะไรวะมาถึงก็เตะเอาๆ เป็นอะไรของเอ็งวะไอ้ ชง” ชายร่างสูงคว้าไหล่ชายร่างผอมเกร็ง ชงบัดมือออกแล้วเตะอีกที “แกจะเตะมันให้ตายก็ช่าง ว่าแต่ไหนล่ะของ?” เขาเห็นแต่มือเปล่าๆ
“ตู้เซฟมันเปิดไม่ออก มันบอกรหัสมั่วๆมานะเซ่!” ชงกระแทกเสียงตอบ
“อ้าว... แค่ด้ามปืนเล่นหัวแตกไม่ถึงใจเหรอลุง ถ้าจะต้องเอากระสุนไปเลาะความจำเสียหน่อยกระมัง” ชายร่างสูงหันปืนไปทางฝ่ายหญิง “ลองให้เมียแกมีรูเพิ่มอีกสักรูมันอาจทำให้แกนึกออกได้ดีขึ้นนะ”
“ยะ...อย่า” มือเปื้อนเลือดยกขึ้นโบกป่ายไปมาอย่างไร้จุดหมาย “จะเอาอะไรก็เอาไปเถอะ อย่าทำอะไรพวกฉันอีกเลย” เสียงแตกพร่าพยายามเค้นออกมาจากร่างที่งอเกร็งจากความเจ็บปวด
“ถึงเอ็งไม่ให้ ข้าก็จะเอาไปทั้งหมดอยู่แล้วโว้ย” ชายร่างสูงกระชากเสียงใส่
“แกจะบอกรหัสไขเซฟของจริงได้หรือยัง หรืออยากให้อีแก่ข้างๆมันได้ลูกตะกั่วไปประดับสักลูกสองลูกก่อน” ชงจ้องทั้งสองตาวาว “เฮ้ยไอ้ ปอง เอามันสักหน่อยสิ”
“ไม่นะ ที่บอกไปนั่นฉันไม่ได้โกหกจริงๆ” แม้นสิ่งที่พูดนั้นจะเป็นเรื่องจริง แต่ดูสองคนนี่จะไม่เชื่อแม้นแต่น้อย ในเมื่อปองเริ่มเหนี่ยวไกปืนไปที่ละน้อยแล้ว
แสงไฟแลบออกมาในเสี้ยววินาทีจากปากกระบอกติดที่เก็บเสียง เลือดอุ่นๆไหลทะลักจากต้นขาหญิงสูงวัย เธอกรีดร้องอย่างเจ็บปวดสุดเสียงพลางตะเกียดตะกายออกห่างพวกใจชั่ว แต่เจ้าพวกนี้กระชากผมเธอไว้แล้วกระแทกหน้าเธอลงกับพื้น
“พอแล้ว! หยุด หยุดเถอะได้โปรด” ชายสูงวัยไม่รู้ว่าเลือดที่แดงฉานตรงหน้านี้เป็นเลือดใครกันแน่ ดวงตาที่มองผ่านม่านเลือดเห็นคนรักของตนเองย้อมไปด้วยเลือดอย่างน่ากลัว “อย่าทำอะไรพวกเราอีกเลย” เขาพยายามเอาตนเองเข้าไปบังภรรยาถึงแม้นว่านั่นจะเป็นการปะจันหน้ากับชงก็ตาม
“วอนเหลือเกินนะไอ้แก่” ชงคว้าปืนมาจากมือปอง แต่ยังไม่ทันได้ยิงโลหะสีทองก็ดึงสายตาเขาไปเสียก่อน ชงเปลี่ยนเป้าหมายสายตาทันใด
“แกสองคนมันใจร้อนกันเหลือเกินนะ” ชายหน้าเหี้ยมเดินเนิบนาบมารวมกลุ่มพร้อมกระเป๋าใบใหญ่ที่ดูท่าจะหนักไม่น้อย “อย่างที่ต้องการเลย คุ้มจริงๆ” เจ้าตัวตบกระเป๋าพร้อยยิ้มกว้างที่ทำให้ใบหน้าของเขามองดูเหี้ยมมากขึ้นไปอีก
“พี่โต้ง กวาดมาหมดแล้วหรือนั่น?” ชงลุกไปหาท่าทางระริกระรี้จนน่าถีบ
โต้งพยักหน้าให้ “รวยกว่าที่คิดไว้อีก สมกับเป็นพวกปล่อยเงินกู้จริงๆ” สายตาเย็นไปรายไปยังคนสูงวัยที่พื้น “หมดธุระกับพวกแกแล้วว่ะ ของพวกนี้พวกข้าจะใช้ให้เอง” โต้งส่งกระเป๋าให้ชงแล้วเดินไปที่ประตู
“แล้วจะเอาไง กับสองคนนี่ล่ะพี่?” ปองถามขึ้น
เสียงครางอย่างไม่พอใจนิดหน่อยในลำคอโต้งดังขึ้นพร้อมๆกับที่เขาหันใบหน้าเหี้ยมเกรียมกลับมา “เอ็งก็น่าจะรู้ ว่าจะต้องทำยังไงกับไอ้พวกที่เห็นหน้าเราแล้วไม่ใช่หรือวะ ทำงานมากี่ครั้งแล้วไม่เคยจำหรือไงไอ้โง่” เขาล่ะเบื่อไม่น้อยกับความบื้อไม่เข้าเรื่องของพวกลูกน้อง
ปองหัวเราะเจื่อนๆพร้อมทั้งมองไปทางสองผู้โชคร้ายที่กำลังจะชะตาขาด
“มะ...ไม่” ทั้งสองร่างขยับเข้ามาเบียดกัน ดวงตาเบิกโพลงจ้องไปยังมัจจุราชเหล็กสีดำทะมึนในมือชายผอมสูง ความกลัวแล่นเข้าจับจิต น้ำตาไหลออกมาอย่างไม่รู้ตัว อยากจะออกปากขอชีวิตแต่ปากกลับเป็นอัมพาตจากความกลัวไปเสียแล้ว
ปองขยับรอยยิ้มไม่ต่างจากสัตว์ร้ายจะขย้ำเหยื่อ “โทษที่พี่ ฉันลืมไปหน่อย” ไม่มีปราณีต่อผู้ชะตาขาดแม้นแต่น้อย กระสุนปืนในมือส่งเข้าเจาะร่างกายชายหญิงทั้งสองแบบหมดแม็ก
คาวเลือดฟุ้งกระจายตลบไปทั้งห้องคนที่ไม่เคยได้กลิ่นมาก่อนอาจถึงกับอาเจียน ยิ่งถ้าได้เห็นสภาพร่างกลางทะเลเลือดด้วยแล้ว ใครขวัญอ่อนคงไม่แคล้วล้มพับอยู่ตรงนั้นแหละ แต่กับสามโจรร้ายไม่มีแม้นคิ้วกระตุก นอกจากเก็บกวาดทรัพย์สินมีค่าในบ้านแล้วยังเอารถหรูราคาแพงของเจ้าของบ้านไปด้วย
สามโจรร้ายกระทำเรื่องอุกอาจแบบนี้มาหลายครั้งแล้ว พวกเขาปล้นฆ่ามานับครั้งไม่ถ้วน แล้วยังหลบหนีเก่งด้วย รถหรูคันงามแล่นเรื่อยๆอย่างไม่รีบร้อนอะไรไปตามทางหลวงสายหลัก สามคนในรถคุยกันอย่างรื่นเริง
“เยี่ยมเลยพี่ ไม่นึกเลยว่าไอ้แก่สองคนนั่นมันจะเก็บเงินเก็บทองไว้เยอะแบบนี้” ชงเปิดกระเป๋าแล้วหยิบสร้อยทองเส้นโตขึ้นมาดูแบบน้ำลายเกือบหกใส่
“เงินสดนั่นก็หลายล้านนา คิดแล้วก็น่าแปลกทำไมมันเอามาเก็บไว้ที่บ้าน ทำยังกับว่าบ้านของมันปลอดภัยกว่าธนาคารงั้นล่ะ” ปองขับรถไปแต่อดไม่ได้ที่จะเหลือบมามองกระเป๋าเงินที่เบาะหลังเป็นครั้งคราว
ชายหน้าเหี้ยมยิ้มขำๆ “ลูกหนี้รายใหญ่ของมันเพิ่งเอาเงินกู้มาคืนนะสิ แถมยังเป็นเงินที่ไม่สะอาดเสียด้วย เลยมาแบบผ่านธนาคารไม่ได้ คุ้มค่าจริงๆที่อุตส่าห์ตามพวกมันมาสองเดือน” เขาหัวเราะอย่างอารมณ์ดีมากๆ
“เงินไม่สะอาดหรือ... ร้ายเหมือนกันนี่หว่ากล้าสุ่มหัวทำธุรกิจแบบนี้ เห็นแก่ๆที่ไหนได้เอาเรื่องเหมือนกันนี่” ปองผิวปากท่าทางเหมือนจะทึ่งคนที่พูดถึง
“ไม่ใช่หรอก มันไม่รู้เรื่องที่พวกลูกหนี้เอาเงินไปทำอะไรที่ไหนหรอก แค่ให้กู้ไปแล้วไอ้ที่กู้ไปเสือกนึกเอามาคืนเท่านั้นเอง” โต้งพูดเหมือนรู้ดีจากที่เขาตามประกบมาถึงสองเดือน
“โอ้โห~ น้ำใจน่ายกย่อง พวกในวงการอย่างเราๆยังมีสามัญสำนึกในการคืนเงินกู้ขนาดนั้น อยากรู้จริงๆว่ามันเป็นใคร” ชงหัวเราะลั่น
ปองส่ายหน้าดุกดิก “เจอแล้วเอ็งจะยกมือกราบมันหรือไง”
“โอ๊ย ไม่แค่กราบหรอก จะให้เรียกพ่อเลยก็ได้” ทั้งรถฮาครืนขึ้นมาเลยกับมุกตลกต่ำๆของชง
รถแล่นเรียบๆมาได้อีกครู่ใหญ่ก่อนจะกระตุกกึกสองสามครั้ง แล้วเสียงเครื่องยนต์ก็เงียบลงทันใด รถหรูหยุดลงข้างทางและจอดนิ่งราวมันไม่อยากจะรับใช้คนทั้งสามนี้แล้ว
“พี่โต้งรถเป็นอะไรไม่รู้ สตาร์ทไม่ติดเลย” ปองบิดกุญแจติดๆกันหลายครั้งจนมันแทบหักคามือเขา
ชงยื่นหน้ามาจากเบาะหลัง “อะไร ทำไมเครื่องดับล่ะ น้ำมันหมดหรือเปล่า”
“ไม่รู้โว้ย น้ำมันยังอยู่ตั้งครึ่งถัง” ปองยังคนหมุนกุญแจอีกหลายครั้ง
“ทำเป็นเล่นไป เราต้องรีบไปกันนะโว้ย” แวววิตกกังวลเริ่มปรากฏที่หน้าชง เขาเกาะเบาะคนขับแน่นซะปองที่เป็นคนขับจะหลังมือให้สักที ดึงซะเขาแทบหงาย
“โวยวายนักเดี๋ยวให้ลงไปเข็นซะหรอก วะ ทำไมมันไม่ติด” ปองกระแทกมือลงบนพวกมาลัยท่าทางชักร้อนรน
โต้งหัวเราะเย็นๆกับกิรินาพวกลูกน้อง “สงสัยเจ้าของมันคงหวงมั้ง” เจ้าสองคนหน้าซีดทันใด
“พี่ อย่าพูดเล่นอย่างนี้สิ กลางคืนเขาไม่ให้พูดถึงผีนะพี่” หนุ่มร่างผอมเกร็งขนคอลูกขึ้นมาเลย
โต้งปรายสายตาเซ็งๆใส่ “จะปอดแหกอะไรขนาดนั้นวะไอ้ชง ข้าว่าดีซะอีก ขืนเอาไอ้คันนี้ไปพรุ่งนี้พ่อพวกมึงจะได้ตามมารวบเข้าปิ้งกันพอดี” โต้งตั้งใจจะทิ้งรถคันนี้ตั้งแต่แรกแล้ว พอมีปัญหาเลยนับเป็นโอกาสดี
“แล้วจะเอาไงต่อละพี่ ทั้งเปลี่ยวทั้งดึกแบบนี้ถ้าเดินไปละอันตรายแน่” ปองไม่อยากลงไปเดินเลยจริงๆ
หัวหน้าทีมหลังมือไปกลางหน้าผากเจ้าปองเปรี้ยงใหญ่ “นี่มึงยังคิดว่าจะมีตัวอะไรอันตรายไปกว่าพวกมึงอีกเรอะ” เขาละเซ็งจับจิตกับความคิดน่าซัดของเจ้าพวกนี้
“โธ่พี่โต้ง ก็นี่มันกลางดึกแถมยังเปลี่ยวอย่างงี้ มันเสียวจริงๆนา” ชงกวาดตาออกไปนอกรถด้วยท่าทางหวาดๆพิกล ในขณะที่ปองลูบหน้าผากไปหันเลิกลั่กไปกับเขาด้วย
“เออ เชิญพวกมึงปอดแหกอยู่ในรถนี่ต่อไปละกัน” โต้งเปิดประตูลงไปยืนข้างรถก่อนใคร “ระวังข้างๆจะมีอะไรมานั่งแทนข้าด้วยล่ะ” เขาโปรยเสียงหัวเราะเย็นๆให้เจ้าสองคนในรถเด้งออกมาได้เร็วราวติดสปริงที่ก้น
“เล่นแบบนี้บ่อยๆ เดี๋ยวได้เจอของจริงจะหัวเราะไม่ออกละพี่” ชงว๊ากลั่น จะว่าเขาปอดแหกก็เอาเถอะ เพราะเขารู้สึกหนาวสันหลังยังไงพิกลตั้งแต่นั่งรถคันนี้แล้วล่ะ แต่โต้งกลับหัวเราะมากยิ่งขึ้น
“กลัวผีซะขนาดนี้แต่เสือกมาทำงานกลางคืนได้ มันน่าหัวเราะหรือน่ายกนิ้วให้วะ ไอ้ชง” โต้งทั้งขำทั้งทึ่งในตัวลูกน้องเลือดร้อนแต่กลัวผีซะนี่ “ไปหารถคันใหม่กันได้แล้ว” พูดแล้วออกเดินนำไป
“อ้าวจะเดินไปไหนล่ะพี่ อยู่โบกตรงนี้ก็ได้นี่นา” ชงไม่เข้าใจว่าจะเดินให้เมื่อยไปทำไมกัน
“โห~ ไอ้ลูกน้องสุดเจริญเอ๊ย หัวมึงนั่นอย่าเอาไว้แค่ประดับได้ไหม ข้าเครียดนะว้อย” โต้งว่าแบบไม่รักษาน้ำใจใดๆทั้งนั้น “คิดว่าสภาพแบบนี้ของพวกเรา บอกใครเขาจะเชื่อบ้างวะ ว่าเป็นเจ้าของรถคันนี้ ถ้าขืนโบกอยู่ตรงนี้ไอ้ที่ผ่านมามันเป็นพวกสายตรวจล่ะ แล้วความซวยที่พวกมึงไม่อยากได้จะมาเกยพวกมึงล่ะเอาไหมล่ะ” โต้งกระแทกเสียงใส่ ไอ้สองคนหน้าจ๋อยลงทันใด “ไปกันได้แล้ว”
“ครับพี่” ชงกับปองตอบรับเสียงอ่อยแล้วเดินตามไปพร้อมกระเป๋าหนักอึ้งในมือ กลืนหายไปกับความมืดและสายลมเย็นยะเยือกน่าขนลุก
บทที่ 2
ย้อนกลับไปเมื่อห้าโมงเย็นวันเดียวกันและหมู่บ้านเดียวกัน หนุ่มน้อยสี่คนกำลังก้มหน้าก้มตาอ่านกำหนดการเที่ยวที่คณะทัวร์ถ่ายเอกสารมาให้ยังโต๊ะหน้าบ้านหนุ่มน้อยที่ชื่อ แม็ก และเป็นบ้านที่อยู่ติดกับวัดด้วย
“วัด...วัด แล้วก็วัด อ๊าก~! ฉันไม่ได้จะไปบวชนะว้อย ใครจองทัวร์คณะนี้ฟะ บอกแล้วไงว่าไม่เอาทัวร์วัด ปิดเทอมทั้งทีไปที่มันแจ่มๆเจริญหูเจริญตากันหน่อยสิ” หนุ่มหน้าตาดีเป็นอันดับสองในกลุ่ม ด้วยดวงตาคม ผมนุ่มสลายระคอ แหกปากโวยวายราวใช้ระบบเซอร์ราวนด์ดังกระหึ่มได้ใจพรรคพวกจนเกือบเจอถีบอุดปาก
“โธ่เอ๊ย แวะแค่ห้าวัดแกจะดิ้นอะไรนักหนาวะ ไอ้เอก” หนุ่มหน้าตาดีที่สุดในกลุ่ม ผิวขาว ผมปรกหน้าสูงโปร่งและมีมาดคุณหนูติดมานิดหน่อยตอกกลับเสียงเย็น
“ก็ฉันไม่อยากเที่ยววัดนี่หว่า” เจ้าตัวกระแทกเสียงมากขึ้น
“ทำไม...เข้าวัดแล้วของในตัวแกจะออกหมดหรือไง” คนถามขมวดคิ้วมุ่น
คนถูกถามขมวดมากกว่าจนเกือบผูกเป็นโบแล้วด้วยซ้ำ “มันเปลืองสตางค์นี่หว่า” ว่าแล้วมันก็ออกอาการเหมือนเด็กไม่ได้ดังใจ
“เปลือง...?” หนุ่มร่างท้วมที่สุดในกลุ่มมองอย่างไม่เข้าใจ “เปลืองอะไรของนายว้าเอก”
เอกเลิกหน้างอแล้วหันมาโอดครวญแทน “พวกนายก็รู้ วัดไหนๆต่างมีตู้รับบริจาคเต็มไปหมดนี่นา”
“แล้วไงล่ะ?” หนุ่มหล่อที่สุดถามเสียงขึ้นจมูกแบบเหมือนจะสนใจไม่น้อย
“ก็ฉัน... ฉันแพ้ตู้บริจาคนี่หว่า เห็นแล้วมันอยากใส่ ถ้าไม่ได้ใส่ทุกตู้แล้วมันทนไม่ได้ มันจะคันเนื้อคันตัวเหมือนเป็นไข้ ลมจะใส่ หัวใจจะวาย ร่างกายมันจะเกาะไม่ปล่อยจนกว่าจะได้ใส่ครบทุกตู้ อา~ กระเป๋าเงินฉันฉีกอีกแน่ๆ” เจ้าตัวส่งสีหน้าหื่นกระหายผิดกลับคำบ่นให้พวกอีกสามคนอยากกระโดดเข้าไปรุมยำไม่น้อย
“โธ่ไอ้...” หนุ่มหล่อไม่รู้จะหาคำไหนมาด่ามันดีแล้ว “ถ้าไม่ไปนายไปบอกยกเลิกเองละกัน แต่ยังไงฉันก็ไปเว้ย”
“โห ชิน ตัดทิ้งกันง่ายๆเลยนะแก” เอกทำปากยื่นใส่สุดหล่อในกลุ่ม ชินเลยดีดปากห้อยๆของมันเสียเลย “อ๊าก~! ไอ้เพื่อนนิ้วหนัก”
ชินละความสนใจจากเจ้าตัวโวยวายไปทางหนุ่มหล่อนิสัยน่ารักในกลุ่มแทน “ค้างบนดอยอ่างขางสามคืนพอไหมแม็ก”
“ดอยอ่างขางสามคืน พื้นราบสี่คืน กำลังดีนะ” เจ้าตัวพยักหน้าท่าทางชอบใจทิปท่องเที่ยวนี้น่าดู
เอกเลิกโอดครวญแล้วพุ่งมาเกาะไหล่แม็กได้ไวน่ากลัว “ตั้งห้าวัดเชียวนะเว้ย เหล่าตู้บริจาคจะช่วยกันชวนพ่อหลวงที่รักยิ่งออกจากกระเป๋านาย” เอกว่าพลางส่งเสียงหลอกหลอน ยังไม่ทันที่แม็กจะตอบโต้อะไร ชินก็ส่งสันมือฟันเข้ากลางหลังตัวหลอกหลอนร้องจ๊ากลั่น
“เชิญนายเป็นโรคจิตไปคนเดียวเถอะ แม็กมันรู้เว้ยว่าจะทำบุญแค่ไหน ไม่ได้สมองฟองเต้าหู้แบบนาย” ไม่แค่ว่าชี้หน้ามันซะด้วย
“อ้า~ เบิ้ม ช่วยเค้าด้วยชินมันกัดฉันยับเลยอ้า” เอกทำท่าเหมือนจะตายเข้าไปซบไหล่เพื่อนร่างท้วมที่กำลังนั่งฮากับพฤติกรรมปรกติของเพื่อนทั้งสอง
“ไม่ต้องห่วงเพื่อนเลิฟ เดี๋ยวฉันส่งนายเข้าร้านรับซ่อมผ้าให้ รับรองเขาปะให้ได้แน่ๆ” เบิ้มชี้ไปทางตลาดที่อยู่ไม่ห่างนัก “แถมเศษผ้าให้สองสามชิ้นด้วยก็ได้นะ”
“คนนะไม่ใช่ผ้าขี้ริ้ว จะได้มาตัดแปะ” เอกอยากจะงับหัวมันสักที แต่ไม่เอาดีกว่าท่าทางหัวเบิ้มจะแข็ง เอกเลยจำใจลากขากลับมานั่งข้างๆแม็ก
“เออ อยู่นี่กันเองรึพวกเอ็งสี่คน มาช่วยกันกวาดศาลาหน่อยสิ” กำลังคุยเรื่องเที่ยวกันอยู่ดีๆมีงานเข้าเสียแล้วสิ เมื่อชายวัยห้าสิบปรายๆเดินลิ่วจากประตูวัดมาที่พวกเขา
“ลุงชาญ กวาดศาลาทำอะไรล่ะ?” เบิ้มถามอย่างใคร่รู้
“แฟน พิ้มนะสิ โดนรถบรรทุกตบเมื่อคืนเรียบร้อยไปแล้ว พวกเอ็งว่างกันอยู่หรือเปล่า ไปช่วยหน่อยสิ พิ้มมันก็ไม่มีญาติที่ไหน” ชาญต้อนหนุ่มทั้งสี่ไปที่วัดทันใดแบบไม่รอฟังด้วยว่าว่างหรือไม่
ศาลาบำเพ็ญบุญ ชั้นเดียวตั้งถัดหอฉันไปทางด้านหลังวัดใกล้กุดังเก็บศพและหมู่เจดีย์เก่าคร่ำคร่า ในเวลาโพล้เพล้สถานที่นี้ให้ความวังเวงหัวใจได้อย่างน่ากลัว แม้นเป็นสถานที่ไม่มีใครอยากเฉียดเข้ามาใกล้ แต่กลับมีคนมาใช้บริการแถวนี้อยู่เสมอ
ผ้าดิบสีขาวคลุมร่างไร้วิญญาณบนตั่งไม้ไว้อย่างมิดชิด ธูปที่จุดไว้ในกระถางใกล้ๆศพส่งกลิ่นฉุนกระจายไปทั่วศาลา ภรรยาผู้เสียชีวิตยังคงนั่งร้องไห้อยู่ใกล้ๆตั่งตัวนั้น
“คิดแล้วก็น่าสงสารน้าแกนะ คนขยันทำมาหากินแท้ๆ” เบิ้มรำพึงเบาๆมือก็ถูโต๊ะไปด้วย
“นั่นสิ ชนแล้วหนีอีกตั้งหาก ชั่วซะ” เอกส่งถังน้ำไปให้เบิ้มซัดอีกครั้งก่อนเขาจะเอาไปเททิ้ง
ชาญเดินเข้ามาตบหลังเอกเบาๆ “อย่ามัวแต่คุยสิ จะมืดแล้วนะโว้ยยังกวาดไม่เสร็จกันอีก”
“โหลุง ฉันกับไอ้เบิ้มสองคนเองนะ ทั้งกวาดทั้งถู เช็ดโต๊ะหมู่ เช็ดโต๊ะตั้งศพแล้วยังผูกผ้าขาวดำที่เสาอีก มีแค่สองคนจะให้เร็วขนาดไหนเล่า ถ้าจะให้เร็วไปเรียกพวกขนของมาช่วยด้วยสิ ลุงเองก็เหมือนกันเดินไปเดินมาอยู่ได้” เอกบ่นใส่ทันควัน
“ไม่ว่างโว้ย ทางโน้นก็กำลังล้างถ้วยล้างชามกับตั้งเต็นกันอยู่” ลุงชาญบอกแล้วรีบจ้ำอ้าวไปทางโรงครัว
“ฮี่โธ่ ไม่ช่วยแล้วยังมาบ่น” สองหนุ่มส่งเสียงตามหลังไป
ความมืดปกคลุมลงมาเรื่อยๆ ลมเย็นชวนขนลุกพัดมากระทบร่างกายคนมาช่วยงานศพ คนในศาลามีไม่ถึงสิบคน เอกกำลังตั้งหน้าตั้งตาผูกผ้าดำที่เสาต้นใกล้ๆตั่งตั้งศพโดยมีเบิ้มยืนเกาะเก้าอี้ให้ สายลมวูบใหญ่พัดเข้ามาในศาลา ผ้าที่คลุมศพเปิดพรึบแล้วร่วงลงไปกองข้างๆพิ้ม เบิ้มที่อยู่ห่างจากตั่งแค่ศอกเดียวยืนตาค้าง ไอ้ที่เกาะอยู่บนเสาก็ค้างไม่น้อยหน้า
ร่างขาวซีดเหลือสภาพดีอยู่แค่ซีกเดียว อีกซีกของร่างมองดูแบนราบเหมือนไม่มีกระดูกอยู่ใต้เนื้อหนังนั่น ใบหน้าบิดเบี้ยวผิดรูปจนหมอไม่รู้จะเย็บแต่งให้ดูดีกว่านี้ได้อย่างไร เนื้อรุ่ยๆถูกดึงมาเย็บรวมกันที่ใต้คาง รอยแผลที่หาเนื้อมาปะไม่ได้เห็นกระดูกได้ชัดเจน แขนข้างหนึ่งพันผ้าไว้ไม่ต่างจากมัมมี่เหลือท่อนเล็กไม่ต่างจากลำไผ่ลวก มองดูน่ากลัวน่าสยองและน่าสงสารในเวลาเดียวกัน
“เบิ้ม นายหยิบผ้าขึ้นมาคลุมให้น้าแกหน่อยเถอะ” เอกบอกเสียงสั่น เขากลายพันธุ์เป็นตุ๊กแกในพริบตาเกาะเสาแน่นกลัวจะตกลงไปเหลือเกิน โดยเฉพาะถ้าตกลงไปบนตั่งนั่น...หยองเกินจินตนาการ
ไม่ต้องถึงมือเบิ้มลุงชาญก็เดินเข้ามาทำหน้าที่คลุมให้เรียบร้อย “เอ้าเดี๋ยวผูกเสร็จแล้วก็ไปกินข้าวเย็นกันซะ” ลุงบอกแล้วเดินผละออกไปอย่างเร็วเหมือนเดิม
ทั้งสองเร่งมือเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถ้าใครมาล้อว่าพวกเขากลัวก็ขอยืดอกรับละเว้ย ขนาดแต่งเรียบร้อยแล้วนะ ยังน่าสยองขนาดนี้ถ้ายังอยู่ในสภาพเดียวกับตอนเกิดเหตุมันจะขนาดไหน หลังจากลงมาจากเสาได้ทั้งสองจุดธูปไหว้น้าแกแล้วจ้ำพรวดไปโรงครัว ไม่ใช่เพราะหิวแค่อยากออกมาห่างๆเท่านั้นเอง
“เบิ้ม คืนนี้ต้องอยู่เป็นเพื่อนน้าพิ้มด้วยใช่ไหม?” เอกนั่งเขี่ยข้าวในจาน แบบว่ากินไม่ลง
เบิ้มกระดกน้ำใส่น้ำแข็งหมดแก้วแล้วพูด “น่าจะเป็นแบบนั้นล่ะ”
“ถ้างั้นฉันขออย่าให้ลมมันพัดแรงๆอีกละกัน ไม่อยากเห็นน้าแกอีกรอบว่ะ ครั้งเดียวก็เกินพอแล้ว” ขนแขนเอกพร้อมใจกันลุกพรึบระหว่างโอดครวญ เบิ้มพยักหน้าแรงๆหลายครั้งอย่างเห็นด้วยเต็มที่ พอดีกับที่อีกสองหนุ่มเดินนวดไหล่เข้ามาสมทบ
“โอย... กว่าจะขนเสร็จหลังแทบเดี้ยง” ชินกดไหล่ตนเองเสียหลายครั้ง
“โต๊ะหมู่ไม้สักทองนี่มันหนักจริงๆ เห็นตัวเล็กแบบนั้นแต่น้ำหนักเอาเรื่องชะมัด” แม็กเองก็เดินสะบัดมือพลางบ่นเบาๆ
“ไงกรรมกรทั้งหลาย บ่นเป็นตาแก่เลยนะ” เอกยิ้มแฉ่งให้เพื่อนทั้งสอง
“ถึงไม่แก่ก็บ่นได้ว้อย ของมันไม่ใช่เบาๆนี่หว่า” ชินรับจานใส่ข้าวพูนมาจากเบิ้มแล้วส่งต่อไปให้แม็ก “พวกนายยังดีนะแค่กวาดถู กับแต่งศาลานิดหน่อย กินเสร็จนี่ฉันกับแม็กยังต้องไปยกลังของกันอีกนะเนี่ยะ” ชินแทบจะหมดแรงแล้ว
“ใครบอกว่าดี! ไม่ดีสุดๆเลยต่างหาก” เอกขนลุกซู่ขึ้นมาเลย
“ใช่ ไม่ดีเลยจริงๆ” เบิ้มหน้าซีดลงถนัดใจ กรรมกรขนของสองคนเลิกคิ้วอย่างไม่เข้าใจคำพูดของทั้งสองคนนั่น
เอกหัวเราะอย่างน่าสยองก่อนพูด “ฉันสองคนได้เห็นเต็มสองลูกกะตาเลยล่ะ น้าดินที่นอนอยู่บนตั่ง... ให้บอกสภาพไหมรับรองนายสองคนกินข้าวไม่ลงแน่ ยังติดตาอยู่เลยเนี่ยะ” คนพูดส่งสีหน้าเหมือนอยากแกล้งให้ชินกับแม็กกินข้าวไม่ลงด้วย
ชินยิ้มท้าทาย “ก็เอาสิ สาธยายมาได้เลยฉันจะตั้งใจฟังเต็มที่”
เอกกับเบิ้มแทบจะแข่งกันเล่า การบรรยายสภาพแบบละเอียดยิบซะคนฟังเห็นภาพทำให้ชินหมดความอยากอาหารไปด้วยแต่แม็กกลับเฉยๆ เจ้าตัวกินไปฟังไปด้วยใบหน้าปรกติ พร้อมหัวเราะอย่างน่ารักเป็นครั้งคราวกับท่าประกอบของเอกกับเบิ้ม
“อิ่มแล้วครับ” แม็กพ่นลมเฮือกใหญ่หลังวางแก้วน้ำลง ท่ามกลางสายตาหงุดหงิดน้อยๆจากเพื่อนทั้งสาม
“เฮ้ยแม็ก นี่นายไม่สะเทือนเลยหรือ มันจะด้านไปแล้วนะ” เอกสงสัยจริงๆ
“ฉันเห็นตั้งแต่ที่เข้าไปจุดธูปไหว้น้าดินแกแล้วล่ะ” แม็กบอกพลางเก็บจาน
“เห็น...ได้ไง” ทั้งสามคนคิดว่าแม็กคงไม่ได้เปิด...
“ก็เปิดผ้าดูนะสิ แต่ฉันขอน้าพิ้มแล้วนะถึงเปิดดูน่ะ” จริงดังคาด ทั้งสามคนแทบจะตะโกน แต่อยู่ในวัดเลยหุบปากได้ทัน
“ไอ้บ้า ไม่กลัวหรือไงไปเปิดดูได้ไงฟะ” เอกอยากจะเอาจานสับหัวมันสักทีสองที่เหลือเกิน
“ฉันว่านั่นไม่น่าใช่สิ่งที่น่าทัศนาสักเท่าไหร่เลยนะ” ชินยกมือขึ้นกุมขมับ กลุ้มกับนิสัยเจ้าแม็กที่ไม่รู้ว่ากล้าหรือเฉื่อยกันแน่ ส่วนเบิ้มใบ้กินไปแล้ว
“อะไรเล่า ยังไงสักวันเราก็ต้องมีสภาพเดียวกันกับน้าแกทั้งนั้นแหละ แค่มองว่านั่นคือตัวเราในอนาคตมันก็ไม่ใช่สิ่งน่ากลัวอะไรแล้ว” แม็กพูดราวกับที่เขาพูดมา มันเป็นเรื่องทำใจยอมรับกันได้ง่ายๆ คนฟังทั้งสามส่ายหน้าเดี่ยะ
“ฉันไม่มีวันเป็นแบบน้าดินเด็ดขาด!” เอกย้ำเสียงหนักให้แม็กต้องหันมามองด้วยสีหน้าฉงน “อย่างน้อยที่สุดถึงฉันจะตาย หน้าฉันต้องหล่อกว่าน้าดินแน่ๆ” ว่าแล้วเจ้าตัวก็เก็กหล่อให้คนไม่หล่อสองคนที่นั่งอยู่ใกล้ๆส่งทัพพีตักข้าวกับจานเปล่าเข้าไปเสริมความหล่ออย่างเร่งด่วน ได้มะกรูดไปเสริมความหล่อสองลูกส่งผลให้หล่อขึ้นอีกจมหู
หลังจากเก็บจานไปล้างเรียบร้อยทั้งสี่ต่างแยกย้ายไปทำงานต่อ เวลาผ่านไปไวเหมือนติดปีก วิ่งกันไปวิ่งกันมาครู่เดียวปาเข้าไปเกือบสี่ทุ่มแล้ว เอก เบิ้มกับอีกสองสามคนเสร็จกับเรื่องในศาลาของวันนี้ล่ะ คนที่มาช่วยจึงขอตัวกลับบ้านกัน จึงเหลือแค่เอกกับเบิ้มที่หิ้วน้ำขวดกับน้ำแข็งมาตั้งวงที่หน้าศาลา
“เอก... ไอ้เอกอยู่ไหนวะ” กระดกไปได้แก้วเดียว เสียงเรียกสะท้านรูหูก็ดังกระหึ่มลั่นศาลา
เจ้าของชื่อหันหน้าเซ็งๆไปทางต้นเสียง “อยู่นี่ จะใช้อะไรอีกล่ะลุง” แก้วในมือเขย่าก๊องแก๊งน้ำสีชาแทบกระฉอกออกนอกแก้ว
“อะไรวะ ตั้งวงก๊งกันแต่หัววันเชียวหรือพวกเอ็ง อายุไม่ถึงแล้วยังในวัดอีกหลายกระทงนะเว้ย” ลุงชาญแทบจะหลังมือใส่หัวไอ้พวกเด็กไม่รักดี
“คิดไปได้ไงนั่น นี่มันโค้กใส่โซดาต่างหาก แล้วนี่มันก็ไม่หัววันแล้วด้วย” เอกยื่นหน้าตอบพร้อมส่งตาเขียวน้อยๆ เขาไม่สิ้นคิดขนาดเอาเงินไปเสียกับของพรรณนั้นหรอกน่า
“สักแก้วไหมลุง?” เบิ้มยื่นแก้วที่ใส่โซดาซะเดือดฟู่ให้ลุงชาญท้าพิสูจน์
ลุงชาญรับมายกขึ้นดม “เออโค้กก็ดีแล้ว เอ้ากุญแจรถ” ลุงยื่นไปให้เอก “ไปเอาโลงมาที รถที่ร้านเขาเสียมาส่งให้ไม่ได้ เบิ้มไปกับเอกมันหน่อย”
มือที่ยื่นไปรับกุญแจปล่อยกุญแจร่วงตุบทันใด “เดี๋ยวลุง นี่มันสี่ทุ่มแล้วนะ ดึกขนาดนี้เขาปิดแล้วล่ะ”
“ข้าโทรไปบอกให้เขารอแล้ว ไปๆยังจะมาชักช้าอีก”
“ไปพรุ่งนี้ไม่ได้หรือลุง?” เอกเกาะเก้าอี้แน่นไม่อยากลุก
“นั่นสิลุงกลางคืนแบบนี้ไปเอาโลง... มันหวิวนะ” เบิ้มก็ไม่อยากขยับเหมือนกัน
ลุงชาญแยกเขี้ยวใส่ทั้งสองพร้อมออกเสียงหนัก “ไม่ได้โว้ย พรุ่งนี้ต้องเอารถไปยืมของที่วัดอื่นอีก แล้วยังต้องไปอำเภอด้วย เพราะงั้นไปซะเดี๋ยวนี้ล่ะ” สั่งแล้วชี้ไปที่รถ
“แล้วทำไมลุงไม่ไปเอาเองเล่า ฉันเกรงใจนะดึกๆแบบนี้” เอกโอดครวญเสียงอ่อยแล้วมีแนวร่วมด้วย
“ข้าก็แก่แล้ว พวกเอ็งจะให้คนแก่ไปขับรถมืดๆค่ำๆหรือ เลิกโยกโย้แล้วไปกันเสียทีถ้าไม่อยากให้มันดึกไปกว่านี้” ลุงชาญตัดบทด้วยการเดินผละออกไปซะงั้น ปล่อยให้สองหนุ่มได้แต่มองหน้ากัน
“ตกลงต้องไปจริงๆสินะ” เบิ้มฟุบลงไปครางฮือกับโต๊ะ
“ไปเอาโลง...นายกับฉันสองคนเนี่ยะนะ...” เอกก็อยากร้องไห้ไม่น้อยน่า แล้วเสียงที่ทำให้อุ่นใจเพิ่มขึ้นดังมาพอดี
“เหลืออีกลังเดียวล่ะแม็ก ยกๆไปเก็บซะจะได้พักสักที” ถังใส่น้ำแข็งใบใหญ่เป็นสิ่งสุดท้ายที่ แม็กกับชินต้องยกไปเก็บที่โรงครัว
“เฮ้ยชิน ฉันเอาหนังใหม่ลงโน้ตบุ๊กมาตั้งหลายเรื่อง เดี๋ยวเก็บเสร็จแล้วเอามาดูกันไหม” แม็กบอกระหว่างหิ้วเจ้าถังสุดท้าย
“เอาสิ ไงคืนนี้ก็ต้องอยู่เป็นเพื่อนน้าแกอยู่แล้วด้วย”
“ขนของเสร็จยัง ชิน แม็ก” เอกกับเบิ้มเดินหน้าเหมือนจะบานตรงเข้ามาที่ทั้งสอง
“ลังนี้ก็เสร็จแล้วล่ะ” ถังน้ำแข็งวางเข้าที่พอดีที่แม็กพูดจบ
เอกตรงเข้าไปโอบคอชินกับแม็ก “งั้นดีเลย ไปด้วยกันหน่อยเร็ว”
“ไปไหนดึกแล้วนะ?” แม็กงงกับท่าทีเอกไม่น้อย ชินเองก็สงสัยสีหน้าเบิ้ม
“เอาน่าไปเถอะไม่ต้องถามหรอก” ว่าแล้วก็ลากทั้งสองไปขึ้นรถแบบไม่มีอธิบายอะไรทั้งนั้น
“เฮ้ย เอารถลุงชาญไปดึกๆแบบนี้ เดี๋ยวลุงแกมาแพ่งกบาลแตกหรอก” ชินกระดกหัวขึ้นมาว๊ากหลังจากถูกเจ้าเอกยันเข้าไปในแค็ป
“ไม่มาแพ่นหรอกน่า ลุงแกนั่นล่ะที่ให้เอาไป” เบิ้มขึ้นประจำที่คนขับเพราะเป็นคนเดียวในกลุ่มที่มีใบขับขี่
ชินยิ่งมีสีหน้าไม่เข้าใจ แม็กเองก็พอๆกัน “ลุงแกให้ไปไหนหรือ?” ชินชักไม่ไว้ใจไอ้เพื่อนสองคนนี่ซะแล้ว แต่ความไม่ไว้ใจนั่นมันรู้สึกช้าไปหน่อย
เบิ้มหัวเราะแหยๆในขณะที่เอกพยายามปั้นหน้าใสซื่ออยู่ตลอดเวลาตั้งแต่รถแล่นออกมาจากวัด ไปตามถนนลาดยางในหมู่บ้านสู่ตลาดเพื่อทะลุไปถนนหลวงสายหลัก
|
|
Finch
นักเขียน 1168
Posts: 50
|
|
|
|
|
Re:สแปม Finch แทะบอร์ด...ท่าเต้จะสั่งฆ่าไหมเนี่ยะ 4 Months ago
|
Karma: 2
|
|
ต่อคร้าบ~
บทที่ 3
ท้องถนนในเขตเกือบจะบ้านนอกแค่สี่ห้าทุ่มถนนก็โล่งแล้ว ปิ๊กอัพสีน้ำเงินโจนทะยานไปด้วยความเร็วร้อยสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง เนื่องด้วยคนขับรีบมากถึงมากที่สุด เบิ้มอยากให้ภารกิจนี้ลุล่วงไปเร็วๆเขาเลยบึ่งซะเร็วจนน่าหวาดเสียว แต่ความเร็วของรถในขณะนี้ไม่ได้ทำให้เสียวไปกว่าบรรยากาศในรถเวลานี้เลย
“ยอดเยี่ยมมาก~ ไอ้เพื่อนสุดประเสริฐเอ๊ย... ไปเอาโลงศพตอนห้าทุ่มเนี่ยะนะ คิดออกมาได้ไงวะ ฉันอยากจะชำแหละสมองพวกแกออกมาดูเสียให้รู้แล้วรู้รอดจริงๆเว้ย” ชินส่งจิตสังหารเข้ากระแทกเอกกับเบิ้มที่นั่งอยู่เบาะหน้า “แกอยากได้ของแถมกันหรือไงวะ” ไม่แค่จิตสังหารแล้วจะลงมือสังหารจริงๆล่ะ
“ทำไงได้เล่าก็ลุงชาญแกให้ไปเอานี่หว่า นายคิกว่าฉันกะเบิ้มอยากไปเอานักหรือไง!” เอกตะเบ็งออกไปสุดเสียง “แกก็รู้ ฉันปอกแหกแค่ไหน ไม่งั้นจะไปลากแกสองคนมาด้วยทำไมเล่า” พูดแล้วก็อยากร้องไห้ แต่เขากลัวจริงๆนี่หว่า
“โฮ่~ นายเลยมีความคิดสุดบรรเจิดด้วยการลากแม็กกับฉันมาร่วมชะตากรรมเสียวสยองของแกด้วยเนี่ยะนะ” หนุ่มหล่อก็แปลงร่างเป็นนักเลงได้
“เพื่อความเสมอภาคไง” เอกฉีกยิ้มไร้เดียงสาที่ทำให้อารมณ์อยากฆ่าคนของชินพุ่งปรี๊ด ชินตะปบเบาะหน้าเตรียมฉีกทึ้งไอ้คนนั่ง แต่ก่อนจะได้ทำงั้นแม็กก็ยื่นมือเข้าไปห้ามศึกได้ทันซะก่อน
“ไม่เอาน่า จะซีเรียสอะไรกันขนาดนั้นเล่า ไปเอาโลงแค่นี้คิดเสียว่าช่วยน้าพิ้มหน่อยละกัน” แม็กไม่เห็นว่ามันจะเป็นเรื่องใหญ่อะไรเลย
ชินละสายตาจากเจ้าเอกมาทางคนถามพร้อมเจ้าตัวต้นเรื่องที่หันมาด้วย “เรื่องนั้นมันก็ไม่เป็นปัญหาหรอกยังไงฉันช่วยอยู่แล้ว แต่ปัญหามันอยู่ที่ขากลับนี่ต่างหาก” เหงื่อหลายเม็ดผุดขึ้นมาบนหน้าผากคนพูด
“ยังไงฉันก็จองที่นั่งคนขับล่ะโว้ย” เบิ้มรีบออกตัว
“ขากลับ...มันทำไมหรือ?” แม็กยังคงมีสีหน้าเหลอหลาขณะหันมองทุกคน
ชินเบ้หน้าไปนอกรถ เอกกลืนน้ำลายอึดโตก่อนจะพูด “แบบว่ามันต้องมีคนออกไปเฝ้าโลงนะสิ มันเป็นความเชื่อเก่าๆนั่นล่ะ” เจ้าตัวส่งสีหน้าเหมือนไม่อยากจะพูดถึงเลย “ถ้าไม่มีคนเฝ้าอาจมีใครอื่นมาแอบใช้ เพราะงั้นถึงไม่ค่อยมีใครมาเอาโลงศพกันตอนกลางคืนหรอก”
“หือ ฉันเพิ่งเคยได้ยินนะนี่” แม็กแปลกใจจริงๆกับความเชื่อนี้ แต่ยังคงไม่เข้าใจกับความเครียดของเพื่อนทั้งสามอยู่ดี
จากสีหน้างงๆของแม็กทำให้ชินต้องอธิบายเพิ่ม “มันไม่ได้มีแค่นั้นนะสิ เพราะถ้าบางทีเกิดซวยๆขึ้นมาเจอดีเข้า คนที่นั่งเฝ้าต้องบอกไปว่านี่เป็นโลงของใครพวกที่จะมาแอบใช้จะได้ไม่กล้า แต่ถ้าเจอเข้าจริงฉันคนหนึ่งล่ะที่ไม่อยู่บอกแน่” เขาเน้นเสียงหนักพร้อมสีหน้าเครียดประกอบ จากนั้นก็หันไปแยกเขี้ยวใส่เจ้าเอก “ไอ้เอกนายลากฉันกับแม็กมา นายต้องรับผิดชอบขากลับเสียดีๆ”
แม้นจะถูกขู่ด้วยเสียงเย็นๆเอกยังคงหาทางไหลไปได้อีก “อ้า~ เพื่อความยุติธรรมเรามาโอน้อยออกกันไม่ดีกว่าหรือ เพื่อนฝูง”
“ว่าไงนะ กล้าต่อรองหรือ!!” มือพิฆาตตะปบลงที่คอแล้วเขย่าอย่างไม่ปรานีปราสัย
“ไม่อาว~ ก็ฉันกลัวนี่หว่า” เอกยังคงส่งเสียงสนั่นหวั่นไหวแบบไม่ยอมเด็ดๆ
เบิ้มไม่รู้ว่าควรจะหัวเราะดีหรือเปล่า ยังไงเขาไม่ต้องไปเป็นคนเฝ้าแน่ๆเลยกลัวว่าถ้าหัวเราะออกไปอาจถูกคิดบัญชีที่หลังได้เขาเลยพยายามกั้นสุดขีด แม็กก็ไม่รู้จะห้ามชินกับเอกดีหรือเปล่าเพราะดูแล้วเหมือนกำลังสนุกกันอยู่นี่นา ทั้งรถส่งเสียงโวยวายไปตลอดทางจนถึงร้านขายโลง
“เลิกเล่นกันได้แล้วน่า ถึงแล้วอายเขาหน่อย” แม็กดึงคอเสื้อชินกับเอกให้ห่างจากกัน หลังจากที่ชินซัดไปซะหลายที่เล่นเอาเอกหมดสภาพไปเลย
รถเลี้ยวเข้ามาจ่อท้ายหน้าร้านพอดี เวลาดึกขนาดนี้ร้านใกล้ๆปิดหมดแล้ว ไฟที่ส่องสว่างจับยังสินค้าภายในร้านให้มองเห็นได้อย่างชัดเจนกว่าปรกติจนผู้มาเอาสินค้าไม่อยากจะลงไปเลยจริงๆ ถึงกระนั้นยังต้องลงไปอยู่ดีเมื่อเจ้าของร้านออกมาต้อนรับล่ะ
“ขอโทษครับที่พวกผมมาเสียดึกเลย” แม็กเข้าไปในร้านก่อนใคร “เอ่อ โลงไหนหรือครับพวกผมจะได้เอาขึ้นรถ”
“ไม่ต้องเดี๋ยวให้เด็กๆมันยกให้ อุตส่าห์มากันเองฉันต่างหากที่ต้องขอโทษ พอดีรถมันเพิ่งเข้าอู่ไปพร้อมกันทั้งสองคันเลย กว่าจะออกมาก็สามสี่วันโน้น โทษทีนะ” เจ้าของร้านก็รู้สึกเกรงใจลูกค้าไม่น้อย
“ไม่หรอกครับ ไม่ได้ลำบากอะไรหรอกครับ” แม็กยิ้มใสซื่อ
ระหว่างนั้นเด็กๆของร้านช่วยกันยกโลงขึ้นรถ โดยมีสามหนุ่มยืนเป็นกองเชียร์
เจ้าของร้านหันไปหยิบธูปใหญ่มาให้แม็กห่อหนึ่ง “เอ้าให้ เดี๋ยวจะลดให้เป็นพิเศษด้วยละกัน ถือเป็นค่าน้ำมัน”
แม็กรับธูปมาพร้อมจ่ายเงิน
“แล้วมาอุดหนุนใหม่ล่ะ” เจ้าของร้านบอกอย่างระรื่น
“ถ้าจำเป็นมาอีกแน่ครับ” ท่าทางแม็กกับเจ้าของร้านจะคุยกันถูกคอแปลกๆ
กระบะท้ายยกขึ้นปิดเป็นอันเสร็จเรื่องที่เด็กในร้านต้องทำ “เสร็จแล้วล่ะขนกลับดีๆล่ะ” เด็กในร้านบอกผู้มารับโลงทั้งสาม อีกคนส่งธูปใหญ่ให้มัดหนึ่ง
“แถมธูปใหญ่ให้ห่อหนึ่งเอาเปล่า?” คนถามยิ้มใสซื่อ
“ไม่ล่ะเกรงใจ” ทั้งสามตอบแบบประสานเสียง
เขาเลยโยนให้อีกคนไปเก็บและก่อนจะเดินกลับเข้าร้านยังมีแก่ใจหันมาเขย่าขวัญชาวบ้านอีก “อ้อ ขากลับระวังจำนวนผู้โดยสารเพิ่มด้วยล่ะ” แล้วเดินเข้าร้านไปอย่างชื่นบาน
“จะพูดทำไมล่ะนั่น” เอกอยากยกโลงทุ่มคนพูดเหลือใจ คนยิ่งกลัวๆอยู่
แม็กเดินมาหาทุกคนพร้อมธูปใหญ่ในมือ “ดูสิเจ้าของร้านให้ธูปมาห่อหนึ่งด้วย แถมยังลดให้อีกสองร้อยด้วยนะ” ดูท่าทางเจ้าตัวจะดีใจกับสิ่งที่ได้รับไม่น้อย แต่ไอ้สามคนสิถอยกรูดไปกระจุกข้างรถพร้อมสีหน้าหวาดๆ “อ้าว เป็นอะไรกันไปล่ะ” อาการจะหมดแรงของพวกเอกไม่ได้ทำให้แม็กเข้าใจอะไรเลย
“โอย~ ตูจะบ้า มีทั้งโลงมีทั้งธูป... จะรอดไหมเนี่ยะ” เอกกับเบิ้มอยากจะโกยอ้าวหนีความจริงกันหน่อยล่ะ
“โลงศพ ธูปไหว้ศพ แถมคนหามผีอีกสี่ด้วย... พร้อมขนาดนี้รอดได้ก็อะเมซซิ่งแล้ว” ชินมองเจ้าโลงขาวๆบนรถด้วยสีหน้าเหยเก
กว่าสามคนจะขึ้นรถได้เสียเวลาทำใจเสียพักใหญ่ แม็กขึ้นไปนั่งรอจนเหน็บจะกินก้นแล้ว
“กลับเถอะ ฉันง่วงแล้วนะ ฝนก็ทำท่าจะตกด้วย กลับเถอะ” แม็กส่งเสียงสะกิดพวกไม่ยอมขึ้นรถ เบิ้มถอนใจยาวแล้วเข้าประจำที่คนขับ เอกกับชินรีๆรอๆนิดหน่อยก่อนจะก้าวเข้ารถด้วยความจำยอม
รถแล่นมาได้ครู่หนึ่ง เอกบ่นขึ้นอย่างหลอนๆ “โบราณเชื่อว่าสี่คนหามผี... รถเรามีทั้งโลงผี มีทั้งธูปไหว้ผี พร้อมคนหามอีกต่างหาก...คิดว่าเราจะกลับถึงวัดโดยไม่เจออะไรได้ไหมวะชิน” เอกส่งสีหน้าเหมือนคนจะร้องไห้
ชินยกมือขึ้นตบไหล่ “ทำเถอะเพื่อน รับรองได้ว่าไม่รอด” แล้วทั้งสองคนก็กอดคอกันปล่อยโฮอย่างน่าถีบลงจากรถ เพียงแต่เท้าเบิ้มไม่ว่างสักข้างเลยไม่ได้ถีบ
ฝนเริ่มลงเม็ดประปรายแต่รถของทั้งสี่ยังคงทำความเร็วน่าหวาดเสียวต่อไป จนชินชักกลัวเจออุบัติเหตุทางถนนมากกว่าอุบัติเหตุทางเหนือธรรมชาติแล้วสิ
“เฮ้ยเบิ้ม นายเหยียบไปเท่าไหร่แล้วเนี่ยะ?” มันเร็วจนเสียวหลังวาบๆเลยล่ะ
เจ้าตัวยังคงขะมักเขม้นเหยียบต่อไปแล้วตอบกลับมาให้ผู้โดยสารใจวาบมากกว่าเดิม “ร้อยห้าสิบ”
“ไอ้เบิ้มแกจะเหยียบไปไหนวะ ประหยัดน้ำมันกับชีวิตหน่อยโว้ย” เอกเกาะเบาะแน่น “ถนนแถวนี้ยิ่งมีแต่หลุมบ่อแล้วฝนยังตกอีกด้วย นายขับระวังหน่อยไม่งั้นแม็กมันก้นระบมแน่กว่าจะถึงวัด”
“จะพยายามครับท่านผู้โดยสาร” ทั้งที่รับปากแบบนั้นแต่เบิ้มไม่ได้ลดความเร็วลงแม้นแต่น้อย หลุมบ่อบนทางยังมีให้รถได้โขยกเขยกไปเรื่อยๆ ทั้งที่มีหลุมให้ตกได้ไม่น้อยแม็กยังอุตส่าห์นั่งหาวแล้วหลับไปซะง่ายๆ
“ระวังถนนลื่นด้วยล่ะ” ฝนที่หนาเม็ดทำให้ชินขมวดคิ้ว เขาไม่ชอบบรรยากาศแบบนี้เลยให้ตาย
“อีกยี่สิบนาทีก็เที่ยงคืนแล้ว คืนนี้จะได้นอนไหมเนี่ยะ” เอกซบลงที่หน้าต่างแค็ปแล้วก็เห็นว่าฝนที่ตกหนักเมื่อครู่ขาดเม็ดไปเสียง่ายๆ “ไรว้า ฝนหยุดแล้วแน่ะ”
“จริงด้วยนึกจะหยุดก็หยุดซะงั้น” ชินกับเบิ้มต่างมองเห็นดาวบนท้องฟ้าและยังมองไปเห็น คนสามคนที่ยืนโบกรถอยู่ในสภาพตัวเปียกปอน แม้นจะรู้สึกไม่ชอบมาพากลที่ดึกขนาดนี้ยังมีคนมายืนโบกรถ แต่คนโบกมีสีหน้าน่าสงสารซะพวกเบิ้มอดใจอ่อนจอดรถเทียบเข้าไปถามจนได้
“มีอะไรหรือครับ” ชินไขกระจกลงแล้วถามด้วยเสียงสุภาพ
หนุ่มผอมเกร็งที่เปียกปอนพยายามปั้นสีหน้าให้น่าสงสารที่สุดเท่าที่จะทำได้ก่อนจะก้มลงไปพูดกับชิน “พวกผมตกรถน่ะครับ จะขอโดยสารไปลงที่แยกไฟแดงหน้าได้ไหมครับ ถ้าแถวนั้นน่าจะมีรถผ่านเยอะหน่อยคงหารถต่อได้ง่าย ได้ไหมครับ”
ชินหันไปขอความเห็น เอกกับเบิ้มพยักหน้า “ก็เอาสิครับ ยังไงข้างหลังยังมีที่ว่าง อ้อ โลงศพที่อยู่ข้างหลังนั่นของใหม่ไม่ต้องกลัวนะ” ชินบุ้ยใบ้ให้คนโบกรถไปขึ้นที่กระบะ ซึ่งทั้งสามคนยอมทำตามอย่างว่าง่าย
รถออกแล่นอีกครั้งพร้อมความขมุกขมัวในใจเอก
“ถึงจะให้ขึ้นรถมา แต่ก็รู้สึกไม่ดียังไงไม่รู้”
“ใช่ แววตาพวกนั้นน่ากลัวแปลกๆ แต่ที่ฉันยอมรับขึ้นมาก็เพื่อจะได้มีคนเฝ้าโลงเพิ่มไง มีหลายๆคนน่าจะดีกว่า...หรือเปล่า?” เบิ้มละจากหน้ารถมายิ้มแหยให้นิดหนึ่งแล้วหันกลับไปด้านหน้าอย่างรวดเร็ว ชินกับเอกพยักหน้าเห็นด้วย
ความเย็นยะเยือกหลังฝนตกแทรกผ่านผิวเนื้อคนนั่งโต้ลมที่กระบะท้าย ชงเกือบออกอาการสั่นเขาดึงเสื้อชื้นๆที่สวมอยู่ให้กระชับตัว แม้นจะเอาสายตาไปวางที่ไหนก็ยังไม่พ้นเจ้าสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีขาวเต็มเนื้อที่กระบะรถไปได้เลย เขาเลยเอากระเป้าใส่ของที่ปล้นมาวางทับไปบนฝาโลง
“โหพี่โต้ง แจ๋วจริงโบกรถขนโลงตอนเที่ยงคืน มุกนี้หัวเราะไม่ออกไปอีกนานเลยล่ะ” ชงหนาวสันหลังวาบตั้งแต่ขึ้นมานั่งบนรถคันนี้แล้ว
โต้งเคาะโลงเล่นไปพลางยิ้มขำเจ้าลูกน้องปอดแหกไปพลาง “ดึกขนาดนี้มีรถมาให้ก็ดีเท่าไหร่แล้ว ถ้ายังอยู่แถวนั้นมันจะหนีไม่รอดเอา”
“ไม่เถียงหรอกพี่ แต่ยังไงฉันก็ไม่อยากอยู่ใกล้ไอ้นี่นานๆ” ชงสั่นหัวเมื่อมองโลงสีขาวตรงๆ
ปองลูบตัวรถไปมาแบบสนใจไม่น้อย “พี่โต้ง ฉันชอบรถคันนี้เสียแล้วสิ”
“เหรอ งั้นจะทำไงให้ได้ของที่ชอบคงรู้นะ” โต้งฉีกยิ้มเหี้ยมเกรียมที่ถ้าพวกเอกได้เห็นละก็ลมใส่แน่
หลุมบ่อบนถนนยังคงไม่อยู่ในสายตาเบิ้มเขายังคงเหยียบคันเร่งต่อไปเรื่อยๆ ชินกับเอกได้แต่หุบปากแน่นเพราะไม่อยากกัดลิ้น แต่แล้วก็ต้องเลิกเงียบเมื่อสายตาเห็นชัดๆกับหลุมบนถนนขนาดน่ากลัว
“เฮ้ยไอ้เบิ้ม หลุมโว้ย!!” ช้าไปกับการเตือน
โครม!!
ล้อหลังตกลงไปเต็มๆเล่นเอาผู้โดยสารทั้งหมดกระเด้งลอยจากที่นั่ง แล้วร่วงลงก้นกระแทกกันทั่วหน้า แม้นจะมีเบาะนิ่มๆรองอยู่แต่แรงกระแทกนั่นก็ทำให้เอกกับชินอยากเปลี่ยนตัวคนขับเหลือเกินถ้าไม่ติด ไม่มีให้เปลี่ยน ทางแม็กเองก็ยกมือคลำหัวป้อยจากการถูกกระแทกเหมือนกันและมันก็ทำให้เขาตื่นแม้นจะยังสะลึมสะลืออยู่บ้างก็ตาม
“ก้นกบฉันหักหมดแล้ว ลูกกะตามีไว้แค่ประดับหรือไงวะ” เอกว๊ากเข้าข้างๆหูเบิ้ม
“ก็ฉันอยากไปให้ถึงเร็วๆนี่หว่า หรือพวกนายไม่อยาก” เขาบ่นกลับและไม่คิดจะลดความเร็วรถแม้นแต่น้อย “ถึงช่วงถนนดีแล้วฉันจะซิ่งล่ะ” ว่าแล้วก็เหยียบเพิ่มขึ้นไปอีกแบบไม่กลัวจะไปเสยท้ายใครทั้งนั้น เพราะดึกขนาดนี้ถนนโล่งจนเหลือแค่รถคันนี้ล่ะที่เป็นเจ้าถนน
“เออซิ่งๆไป แต่ระวังบ้างล่ะ” ชินเสียวหลังมากขึ้นจากความเร็วที่เจ้าเพื่อนร่างท้วมกำลังทำอยู่เวลานี้
ผู้โดยสารที่กระบะท้ายต่างบ่นกันอุบกับฝีมือการขับรถของเบิ้ม
“โอย...ก้นแทบหัก ขับไม่มองทางเลยหรือไงวะ แบบนี้มันต้องเปลี่ยนตัวคนขับ” ชงบ่นอย่างอยากลงไปถีบคนขับซะเต็มประดา
“เคาะให้มันจอดเลยดีไหม เบื่อพวกมันแล้ว” ปองลูบก้นป้อยๆ “แถวนี้ก็เปลี่ยวดีจะเก็บพวกมันหรือยังล่ะพี่โต้ง” เขาเหลือบมองลูกพี่ที่นั่งเงียบ
“ฉันไม่ชอบไอ้โลงนี่เลย ไล่มันลงไปทั้งคนทั้งโลงเถอะ” ชงเตะโลงที่ว่าไปทีหนึ่ง เสียงที่ดังสะท้อนกลับมาแน่นผิดปรกติแบบที่โต้งคิดว่า มันไม่น่าจะใช่โลงเปล่าแล้ว
ขนคอโต้งลุกชันจากลมเย็นเยือกผสมกลิ่นสาบแห้งๆที่พัดมาต้องกาย มันสร้างความหวาดลึกๆในใจอย่างที่เขาไม่เคยรู้สึกมาก่อน โต้งเหลียวไปรอบๆเจ้าสองคนมองอย่างแปลกใจ
“มีอะไรหรือพี่ !” ถามได้แค่นั้นชงก็สะดุ้งเฮือก จมูกเขาได้กลิ่นสาบแห้งๆบ้างล่ะ ใบหน้าชงซีดลงทันใด ปองเองก็ชักซีดลงเช่นกันกับกลิ่นสาบที่ไม่รู้ที่มาแต่กลับอบอวลอยู่ภายในรถ
โต้งเห็นท่าไม่ดีแน่เขาจึงแกล้งทำเป็นไม่สนใจกลิ่นสาบนั่น “ข้าขี้เกียจนั่งตากลมแล้ว ปองเอ็งเคาะให้มันจอดสิ”
“ได้” ปองรีบยื่นมือไปที่กระจก แต่ต้องกระตุกมือกลับทันใดจากความตกใจที่มีสายลมเย็นยะเยือกราวอากาศในห้องดับจิตพัดมากระทบหน้าวูบใหญ่ ซึ่งลมวูบนี้ทำให้ชงนั่งตัวแข็งไปเลย โต้งเองก็ขนลุกเกรียวอย่างห้ามไม่อยู่
ท่าไม่ดีแล้วแฮะ ลมเมื่อครู่เอย กลิ่นสาบเอย มันทำให้หนาวสันหลังขึ้นทุกทีแล้วสิ
เป็นครั้งแรกที่โต้งรู้สึกไม่ดีแบบนี้ ตลอดเวลาที่เขาทำงานกลางคืนเขาไม่เคยเจอแบบนี้มาก่อนเลยจริงๆ
กึก!
ทั้งที่มีเสียงลมพัดผ่านอื้ออึงจากความเร็วรถ ทั้งสามคนกลับได้ยินเสียงเหมือนอะไรสักอย่างกำลังพยายามดันฝาโลงที่ปิดสนิทจากด้านใน สายตาของทั้งสามตรงไปที่โลงขาวๆอย่างพร้อมเพียง
บทที่ 4
กึก!
ฝาที่ปิดสนิทเผยอขึ้นเล็กน้อย กลิ่นสาบสาง กลิ่นเลือดทะลักออกมาจากช่องเล็กๆราวรออยู่นานให้มีทางออกมาสู่โลกภายนอก อากาศในกระบะรถเย็นลงอีกจนทั้งสามต่างคิดว่าพวกเขากำลังนั่งอยู่ในอีกโลกหรือเปล่า แล้วตาสามคู่ก็เปิกกว้างมากขึ้นกับฝาโลงที่เผยอกว้างขึ้นที่ละน้อยๆ
“พะ...พี่ ฝาโลงมัน...!” ปากคอชงสั่นพอๆกับเสียงที่เจ้าตัวเปล่งออกมา
“ถึงแกไม่บอกฉันก็เห็นโว้ย!” โต้งตอบด้วยเสียงเหมือนจะเกรียวกราด ทั้งที่เขาเองเริ่มสั่นสะท้านจนคุมไม่อยู่แล้ว
ปองนึกอยากจะโดดลงจากรถซะเดี๋ยวนี้ ถ้ารถมันจะวิ่งช้ากว่านี้นะ
ท่อนสีขาวซีดแบบไร้เลือดไปหล่อเลี้ยงเล็กๆที่น่าจะใช่นิ้วมือแทรกผ่านช่องที่แง้มออกมา จากปลายนิ้วค่อยๆคืบคลานออกมาจนเห็นเป็นทั้งมือได้ชัดเจน แม้นรอบด้านจะมืดแต่ยังคงมีแสงจันทร์พอจะให้ทั้งสามมองเห็นมือนั้นได้ชัดเจน
“มะ...มือ!!” ชงอยากจะกรี๊ดสุดๆ เขาขยับถอยหลังทั้งที่ไม่เหลือที่จะให้ถอยไปไหนทั้งนั้น ในเมื่อโลงศพมันตั้งอยู่เต็มเนื้อที่กระบะรถ
“มะ... ไม่ใช่โลงเปล่าหรือ ไหนไอ้พวกนั้นมันบอกว่าโลงเปล่าไงวะ” ปองหน้าซีดเผือดพอๆกับชง เขาเกาะกระบะรถแน่นจนเล็บแทบหัก ตายังจ้องเขม็งไปยังมือขาวซีดที่กำลังขยับออกมามากขึ้นเรื่อยๆ
โต้งนั่งตัวแข็ง เขาเพิ่งเคยเจออะไรแบบนี้ จะให้เชื่อหรือไม่เชื่อดีล่ะ ขณะที่ยังคงสงสัยระคนกลัวมือที่โผล่จากโลงบิดกลับไปจับยังฝาโลงและพยายามดันฝาโลงออก กลิ่นสาบปนกลิ่นเลือดใหม่ๆทะลักออกมากระแทกจมูกทั้งสาม พวกเขาแทบคายของเก่า
โต้งพยายามข่มความกลัว “ผี เผออะไร...ในโลกนี้มันไม่!” เขาข่มความกลัวพูดออกมาได้แค่นั้น ฝาโลงก็เปิดผลัวะออกไปอย่างแรง!
แสงจันทร์ที่พ้นจากเมฆแล้วจับลงบนร่างเจ้าของมือขาวซีด เนื้อยุ่ยๆปลิวหลุดตามกระแสลมที่พัดมาต้องกาย ตาถลนออกมาแกว่งไปแกว่งมานอกเบ้าข้างหนึ่ง ในขณะที่อีกข้างไร้ซึ่งตาดำ น้ำเหลืองน้ำหนองไหลเยิ้มบนผิวซีดยุ่ยๆบางส่วนมีแต่กระดูดขาวโพลน กลิ่นคาวเน่าๆคละคลุ้ง ร่างที่ไม่ใช่มนุษย์แน่ๆแสยะยิ้มปากฉีกถึงหูให้ทั้งสามแบบที่ว่า ต่อให้จิตแข็งแค่ไหนก็แตกกระจายได้ มือซีดขยับเข้าหาผู้ที่ยังเป็นคนที่มีลมหายใจและนั่งโดยสารมาในรถคันเดียวกับตน มือเย็นไม่ต่างจากน้ำแข็งคว้าเข้าที่ไหล่ปองข้างหนึ่งอีกข้างจับแขนชง ยื่นหน้าเละๆเข้าไปอ้าปากกว้างตรงหน้าโต้ง...
ว๊าก!!!
แม็กสะดุ้งสุดตัวกับเสียงตะโกนอย่างหวาดกลัวจับจิต พลางมองเลิ่กลักหาต้นเสียงไปทั่วท่ามกลางความมืดมิด
‘เมื่อกี้ยังกับได้ยินเสียงใครร้อง’
เขากวาดตาไปทางซ้ายมือจนทั่วแล้วหันไปทางขวามือ ยังคงไม่เห็นอะไรเขาเลยหันมองไปรอบๆทั้งคันรถอีกครั้งยังคงไม่เห็นอะไรนอกจากความมืดสองข้างทาง กับสายลมหวีดหวิวด้วยความเร็วที่รถวิ่ง
‘สงสัยจะคิดไปเองแฮะ’
เจ้าตัวนั่งเกาหัวแกรกๆแล้วเงยขึ้นมองฟ้า “ฝนหยุดแล้ว ดาวเต็มฟ้าสวยจังเลย” เจ้าตัวนั่งชื่นชมท้องฟ้ายามกลางคืนพร้อมรับลมเย็นอย่างสบายใจ โดยไม่รู้เลยว่าเมื่อกลับถึงวัดแล้วจะทำให้เพื่อนอีกสามคนแทบหัวใจวายกับการกระทำของตน
รถจอดนิ่งสนิทข้างศาลาบำเพ็ญบุญ สามหนุ่มลงจากรถแล้วรีบเดินมาที่กระบะสิ่งที่เห็นทำเอาชินอยากจะเป็นลม
“แม็ก...”
“นายลงไปทำอะไรในนั้นน่ะแม็ก” เบิ้มยกสองมือขึ้นกุมแก้ม รู้สึกอยากร้องไห้กลายๆ แต่เอกสิสติหลุดออกจากร่างไปซะเก่าแล้ว
“ลงไปทำอะไรในนั้น~!!” ชินว๊ากลั่นอยากจะงับหัวมันให้หลุดไปเลยจริง จริ๊ง “ออกมาเร็วๆเลยนะ” ว๊ากใส่หูมันขนาดนี้แล้วมันยังทำนั่งเอ๋ออยู่อีกแน่ะ
“แม็ก ที่บอกให้เฝ้านั่น หมายถึงนั่งเฝ้าอยู่ข้างนอกไม่ช่ายลงไปเฝ้าถึงในนั้น~” เบิ้มอยากจะร้องไห้กับความใสซื่อหรือซื่อบื้อกันแน่ของเจ้าเพื่อนคนนี้เหลือใจ
“ก็ฝนมันตกนี่นาจะให้ไปหลบที่ไหนล่ะ รถไม่มีหลังคาสักหน่อย แล้วนี่ก็โลงใหม่ไม่เป็นไรหรอกน่า แค่ฉันลงไปกลิ้งนิดๆหน่อยๆน้าดินแกไม่ว่าหรอกน่า” แม็กบอกอย่างร่าเริงพร้อมรอยยิ้มใสซื่อ
“น้าดินอาจไม่เป็นแต่พวกฉันเป็นโว้ย!” สามหนุ่มหันมาว๊ากพร้อมกัน
“อย่างน้อยที่สุด มันก็เป็นอันตรายต่อหัวใจพวกฉันล่ะ” ชินอยากจะเอาฝาโลงฟาดหัวเพื่อนที่ยังนั่งทำหน้าเอ๋อแบบน่ารักอยู่ในโลงศพไม่เลิกอีก “นายจะอยู่ในนั้นอีกนานแค่ไหนออกมาได้แล้ว เบิ้มไปถีบไอ้แม็กออกมาสิ”
“ได้เลย!” เบิ้มรีบคว้าแขนแม็กแล้วออกแรงดึงขึ้นมาจากโลงทันใด พร้อมกับที่เอกนึกเรื่องหนึ่งออกพอดี
“เฮ้ย เราลืมอะไรกันไปหรือเปล่า”
“อะไร?” เบิ้มกับชินเปลี่ยนสายตาไปทางเอกทันใด
เอกยิ้มแหย “ก็เจ้าสามคนที่เรารับขึ้นรถมาด้วยไง...มันหายไปไหนเอ่ย”
“จริงด้วย” ชินเพิ่งนึกได้ “สามคนนั่นมีสายตาน่ากลัวมากๆเลยด้วย ดูยังกับพวกฆาตกรแหกคุกเลย”
เบิ้มพยักหน้าเห็นด้วยกับที่ชินพูด “แค่นึกถึงตอนที่จอดรับฉันยังขนลุกไม่หายเลย ถ้าไม่ติดอยากมีคนช่วยเฝ้าโลงเพิ่มจ้างให้ก็ไม่เฉียดเข้าไปใกล้เด็ดขาด” ขนแขนเบิ้มลุกพรึบประกอบการพูด “เอ่อ...จำได้ว่าเราไม่ได้จอดให้สามคนนั่นลงที่ไหนด้วยเลยใช่เปล่า?” สามหนุ่มหันมามองหน้ากัน ก่อนจะสะบัดหน้าไปทางแม็กอย่างเร็วจนกระดูกคอร้องเบาๆ
“แม็ก!” เอกตรงเข้าไปตะปบไหล่ “นายอยู่ด้านหลังเห็นคนสามคนที่พวกเราจอดรับหรือเปล่า?” ใบหน้าซีดๆของเจ้าเพื่อนคนถามไม่ได้ทำให้หนุ่มเอ๋อน้อยๆเข้าใจอะไรนัก
แม็กยกมือขึ้นแตะคางพลางเอียงคอ “ไม่เห็นมีใครหรืออะไรเลยนี่” น้ำเสียงนุ่มตอบเรียบๆ แต่คนได้ยินสิจะลงไปราบเรียบกับพื้นกันทั่วหน้าถ้าไม่ติด สติกระจายไปหมดแล้วเสียก่อน
“นั่น ว่าแล้ว! ออกมาจริงๆด้วยโว้ย” ชินอยากเป็นลมหนีความจริงละเวลานี้
“ผีหลอกเจ้าค่าเอ๊ย!!”
“ผีอ่ะ ไอ้พวกนั้นมันเป็นผีของจริง!” เบิ้มกับเอกโดดกอดคอกันแน่น พร้อมส่งเสียงโวยวายสนั่นวัดจนลุงชาญต้องออกมาปราม
“เงียบเสียงกันหน่อยเว้ย นี่มันในวัดในวามาส่งเสียงเป็นพวกกรี๊ดคอนเสิร์ตไปได้”
“คอนเสิร์ตกะผีสิลุง พวกฉันสามคนเห็นจะๆเลย” เอกยังกรี๊ดไม่เลิก
“ใช่ลุง ผีออกมาจริงๆนะ พวกฉันไม่มีวันไปเอาโลงกลางคืนกันอีกแล้ว” เบิ้มกับชินนึกสาบานในใจกันยกใหญ่ ในขณะที่แม็กได้แต่ยืนเกาะโลงที่ยังตั้งอยู่บนรถมองเพื่อนทั้งสามแบบไม่เข้าใจในสิ่งที่ทุกคนพูดเลยจ้า
“เออจะผีจะอะไรช่างมันก่อนเถอะ พวกเอ็งช่วยกันยกโลงลงมาได้แล้ว ขี้ขึ้นสมองกันอยู่ได้” ลุงชาญตัดบทพวกขี้ขึ้นสมองด้วยการใช้แรงงานเสียเลย ถึงจะโดนใช้งานแต่ปากยังว่างอยู่นี่นาเพราะงั้นเสียงโหวกเหวกเลยมีไปอีกพักใหญ่กว่าจะหุบปากกันได้ก็เมื่อหลับหมดแล้วนั่นล่ะ
เที่ยงวันกับการเหนื่อยอ่อนหลังจากเลี้ยงพระเช้าผ่านไป เอก ชิน เบิ้มมาตั้งวงกันใต้ต้นไทรข้างศาลา ทางส่วนทำครัวสาวๆทั้งน้อยใหญ่นั่งทำงานครัวพร้อมเปิดโทรทัศน์ดูข่าวไปด้วย ซึ่งแน่นอนสามหนุ่มด้านนอกไม่ได้ยินหรอกกับข่าวเหล่านั้น แต่อีกหนุ่มที่กำลังย่างหมึกสดกับลูกชิ้นเอ็นไก่นั่งฟังอย่างตั้งใจ
‘ข่าวเที่ยงวันนี้ขอเริ่มต้นด้วยข่าวสามโจรร้าย ที่ออกปล้นฆ่าอย่างฮึกเหิมในหลายจังหวัดอย่างต่อเนื่องในขณะนี้’ ภาพชายสามคนที่ถ้าพวกเอกมาเห็นเข้าละก็จ๊ากกันครัวแตกแน่ โชว์หราขึ้นมาเต็มหน้าจอยี่สิบเก้านิ้ว
แม่บ้านคนหนึ่งในกลุ่มยกมือขึ้นกุมอก “แหมถ้าจับได้เร็วก็ดีสินะพวกชั่วๆแบบนี้”
“จริงด้วย น่ากลัวจังเลย ถ้ามาแถวบ้านเราจะทำไงดีนะ” อีกสองสามคนรู้สึกกลัวไม่น้อย
‘โจรร้ายทั้งสามสร้างความหวาดกลัวให้ผู้คนเป็นอย่างมากมานาน แต่แล้ววันนี้เวลาประมาณห้านาฬิกา มีผู้พบศพสามโจรร้ายข้างถนนหลวงสายหนึ่ง ในสภาพคอหักตายคาที่ตามเนื้อตัวฟกช้ำและถลอกเปิดเปิกไปทั้งตัว และที่น่าแปลกคือสีหน้าของทั้งสามคน ดวงตาเหลือกถลนปากอ้ากว้างบิดเบี้ยวราวคนหวาดกลัวสุดขีดก่อนตายก็ไม่ปาน’ เหล่าคนช่วยงานขยับเข้าไปฟังอย่างสนใจมากขึ้น
‘ตำรวจสันนิฐานว่า โจรทั้งสามน่าจะโดดลงมาจากรถที่วิ่งด้วยความเร็วสูง ถึงได้ลงมาคอหักตายแบบนี้ แต่ทำไมทั้งสามถึงกระโดดลงมายังหาเหตุผลไม่ได้ บางคนจึงบอกว่าพวกที่ถูกฆ่าคงตามมาหลอกหลอนเลยตายแบบน่าสยองอย่างนี้’
ข่าวจะว่าอะไรต่อจากนั้นอีกแม็กไม่ได้ยินล่ะ ในเมื่อหมึกย่างกับลูกชิ้นสุกแล้ว เขาเอาใส่จานแล้วยกไปร่วมวงกับสามคนด้านนอกล่ะ
ที่ตั้งวงทั้งสามคนยังคงถกเครียดเรื่องเมื่อคืนเลยไม่ได้สนใจว่าลุงชาญเดินมายืนข้างวงตั้งแต่เมื่อไหร่
“อ้าวพวกเอ็งตั้งวงกันตั้งแต่เที่ยงเลยหรือ เสียสุขภาพหมด”
สามหนุ่มเงยขึ้นมองคนพูดแล้วประสานเสียงตอบ “โธ่ลุง นี่มันโคล่าใส่โซดาต่างหากเล่า”
ลุงชาญส่ายหน้าท่าทางเซ็งๆ “อีกล่ะพวกเอ็ง” มันไม่โตกันเลยไอ้พวกนี้
“มาแล้วจ้า ลูกชิ้น ปลาหมึกและก็น้ำแข็ง ค่าจ้างนำส่งหมึกสองไม้นะ” แม็กลงนั่งพร้อมส่งถาดใส่ของย่างไปกลางวง
“โอ้ แต้งกิ้วน้องแม็ก” เอกทำท่าส่งจูบที่ทำให้แม็กอยากเอาถังน้ำแข็งขว้างกบาล
“เอาสักไม้ไหมลุง?” แม็กส่งหมึกย่างไปให้ลุงชาญ
“เออก็ดี” ลุงชาญลงนั่งร่วมวงด้วยล่ะ แม็กเลยส่งแก้วโคล่าที่ชินส่งมาให้เขาไปให้ลุงชาญอีกต่อ
/ขอบใจนะแม็ก/
“ครับ” แม็กหันไปยิ้มให้ทางต้นเสียงที่บอกขอบใจเขา การที่แม็กหันไปยิ้มนั่นมันทำให้เพื่อนร่วมวงมีสีหน้าฉงนไปตามๆกัน
“นายพูดกับใครน่ะ แม็ก” เอกถามแล้วกลืนน้ำลายอึกโต
“แกหันไปครับอะไรกับถนนหน้าวัดวะ...” ชินมองแสงแดดที่ขึ้นระยิบระยับแล้วหันกลับมาที่เจ้าหนุ่มน่ารักที่เริ่มเกิดอาการเอ๋อน้อยๆอีกแล้ว
หนุ่มเอ๋อน้อยๆอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มแฉ่งให้ “ไม่มีอะไรหรอก กินเถอะ” เขาส่งหมึกให้คนละไม้เป็นการเปลี่ยนเรื่อง ซึ่งมันได้ผลทุกคนถูกความหอมชวนกินเรียกกลับไปได้หมด และไม่มีใครสนใจที่แม็กหันไปทางหน้าวัดอีกเลย
อ่านแล้วเย็นกันบ้างไหมบอกกันบ้างนะ ก่อนถูกลบทิ้งโทษฐานรกบอร์ด
|
|
Finch
นักเขียน 1168
Posts: 50
|
|
|
|
|
Re:สแปม Finch แทะบอร์ด...ท่าเต้จะสั่งฆ่าไหมเนี่ยะ 3 Months, 4 Weeks ago
|
Karma: 3
|
|
ไม่แน่ (หมายถึงไม่แน่ๆ)
ลงเลย ตอนพิเศษเยอะๆ คนอ่านชอบจ้า
|
|
totae
Administrator
Posts: 44
|
|
|
|
|
Re:สแปม Finch แทะบอร์ด...ท่าเต้จะสั่งฆ่าไหมเนี่ยะ 3 Months, 1 Week ago
|
Karma: 0
|
|
บทที่ 1 เปิดเรื่องได้โหดจริงจังคับฟินช์คุง อ่านแล้ว... ฮือๆๆ
บทที่ 2 เริ่มจะหลอน...
อ่านต่อ ๆ ...
บทที่ 3 แล้ว... (ดีนะที่ไม่อ่านตอนกลางคืน)
บทที่ 4 ..... หลอนจริง
ฮือ ๆ โดนฟินช์แกล้ง เค้านึกว่าจะเป็น Fantasy ขำขันซะอีก โฮ ToT
|
|
|
|
|
|
|
Re:สแปม Finch แทะบอร์ด...ท่าเต้จะสั่งฆ่าไหมเนี่ยะ 2 Months, 3 Weeks ago
|
Karma: 2
|
|
บอกแล้วนี่คับคุณยุ่น เหี้ยมบวกฮา
กะเขียนเป็นเรื่องยาวแต่ ยังอยู่แค่เท่าที่เห็นนั่นแหละ
รถบรรทุกที่ตบน้าดินก็ยังไม่เจอ เที่ยววัดก็ยังไม่ได้ไป...
อา~ ขยันน้อยเหลือเกินพักนี้
|
|
Finch
นักเขียน 1168
Posts: 50
|
|
|
|
|
Re: สแปม Finch แทะบอร์ด...ท่าเต้จะสั่งฆ่าไหมเนี่ยะ 1 Month ago
|
Karma: 5
|
|
จบแค่ที่ลงไว้หรอคะ มีต่ออีกมั้ย
|
|
|
|
~!..ประมวลกฎหมายอาญา ว่าด้วยเรื่องความรัก มาตราที่เก้าพันกว่า สั่งให้ลงโทษจำเลย.. ไม่ให้ถอนใจเลิกรักโจทก์ได้แม้เพียงวินาทีเดียวจนวันตาย..!~
|
|
|
Re: สแปม Finch แทะบอร์ด...ท่าเต้จะสั่งฆ่าไหมเนี่ยะ 3 Weeks, 2 Days ago
|
Karma: 2
|
|
ยังมีต่อจ้าเบีย กะเขียนเป็นเรื่องยาว
แต่ยังไม่ขยับไปไหนเลย มัวแต่ไปดิ้นๆอยู่แถวเรื่องอื่น
เดี๋ยวต้องกลับไปเคาะฝุ่นออกหน่อยแล้ว
|
|
Finch
นักเขียน 1168
Posts: 50
|
|
|
|
|
Re: สแปม Finch แทะบอร์ด...ท่าเต้จะสั่งฆ่าไหมเนี่ยะ 2 Weeks, 5 Days ago
|
Karma: 1
|
|
อยากอ่านต่อจัง
|
|
|
|
|
|
|