สำนักพิมพ์ | หมวดหนังสือ

fs

ws

ls

ps

ts

ค้นหาผลงานนักเขียน 1168



Online Status

เรามี 56 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

เสียงจากนักอ่าน

  • What is your favorite sitcom most? buy zithromax
  • Hello, who noted how the new year? buy prednisone ...
  • Hello, who noted how the new year?
  • อร๊ายยยยยยย เพิ่งอ่านจบหมาด ๆ ตอนจบในหนังสือ หวานน...
  • เจอนิสัยหมอโห แล้ว อึ๋ยยย ตรงสเปกมากมาย เจอนางเอกก...
  • บอกได้คำเดียวว่ า น่าอ่านมาก
  • :D
  • เล่มนี้ซื้ออ่าน แล้วด้วย
  • ตามมาเก็บความหว านของหมอโหกะหนู หวายคะ ยินดีกับคุณ...
  • อ่านจบแล้วค่ะ พระเอกกะล่อน แต่ก็น่าร้าก :-* :-* :o...
  • คีราณไปที่รีสอร ์ตแล้ว จะเจอนางเอกแล้ว :oops:
  • คีราณน่ารักกกกก กกกกกกกกกก ่ตามอ่านตั้งแต่ ในเว็บแ...
dying_area


 


ตัวอย่างเนื้อเรื่อง : A Half-Brother คู่แสบยกกำลังป่วน

ts0079-ahalf-brother

A Half-Brother คู่แสบ

ยกกำลังป่วน

 

ผู้แต่ง โรโรฯ

ราคา 169 บาท

จำนวนหน้า 256 หน้า

ISBN   978-616-520-023-3

 

Download ตัวอย่างเนื้อเรื่อง




บทนำ

อีกแล้ว...ทำไมชีวิตผมถึงต้องพบเจอเรื่องแบบนี้ซ้ำ ๆ ซาก ๆ ด้วย ตลอดระยะเวลาสิบเจ็ดปีที่ผ่านมานี้สวรรค์ช่างกลั่นแกล้งให้คนน่ารักแสนดีอย่างผมต้องพบเจอเรื่องโหดร้ายเช่นสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้มากี่ครั้งกี่หนกันแล้ว ทั้งที่ผมเป็นคนดีของครอบครัว เป็นเพื่อนที่สมบูรณ์แบบของเพื่อน ๆ เป็นประชากรชั้นยอดของสังคม แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ผมรู้ดีอยู่แก่ใจโดยไม่ต้องรอให้มีใครมาบอกด้วยซ้ำแต่แล้วทำไม...ผมถึงต้อง...

“อกหักอีกแล้วสิท่า” เสียงที่ดังขึ้นทำให้ผมสะดุ้งเฮือก ก่อนจะค่อย ๆ หันข้ามไหล่ไปมอง

ใบหน้ายิ้มแย้มของเด็กหนุ่มสามคนที่ยืนอยู่เบื้องหลังผมนั้น เป็นใบหน้าที่อาจทำให้คนน่าสงสารที่กำลังอยู่ในอารมณ์เศร้าโศกสลดหดหู่ อาจเปลี่ยนไปเป็นฆาตกรต่อเนื่องได้ง่าย ๆ

“อย่ามายุ่ง !” ผมว่าดัง ๆ แล้วซบหน้าลงกับโต๊ะหิน ทั้งที่ผมแค่อยากจะอยู่ในห้วงอารมณ์หม่นหมองเพียงลำพังแค่นี้ก็ยังมีมารมาคอยขัดขวางอีกหรือเนี่ย !

เสียงหัวเราะดังเบา ๆ จากนั้นก็มีมือวางลงบนไหล่

“เอาน่า...อกหักแค่นี้อย่าทำจะเป็นจะตายหน่อยเลยว้า”

“ใช่ เรื่องแค่นี้สำหรับคนที่โดนอกหักซ้ำแล้วซ้ำเล่าถือว่าปกติไม่ใช่หรือไง”

“ฉันเห็นด้วยนะ นี่ก็แค่...” อีกเสียงว่าเขาเว้นจังหวะเล็กน้อยเหมือนกำลังครุ่นคิด “แค่...ครั้งที่สามในรอบสองเดือนเท่านั้นเองนี่”

หลังจากคำพูดปลอบอกปลอบใจที่เจ้าพวกมารกลั่นกรองออกมาจากส่วนลึกของความรู้สึกแล้ว มันก็ตามมาด้วยเสียงหัวเราะครื้นเครงประหนึ่งมีงานเลี้ยงรื่นเริงอยู่ตรงหน้า

ผมเงยหน้าขึ้นแล้วกราดสายตาไปจ้องมองเหล่าเพื่อนผู้น่าฆ่าให้ตายนัก

“เลิกเสียใจเถอะน่า แบบนี้มันไม่เหมาะกับแกหรอก” เอ็มเพื่อนรูปร่างสูงโปร่งว่า

เจ้านี่ชื่อจริงว่า วนันต์ เป็นเด็กหนุ่มที่มีเส้นผมสีออกน้ำตาลเป็นสิ่งที่มีติดตัวมาแต่เกิด ทำให้มันดูยิ่งดูเด่นเมื่ออยู่ในร่างที่มีผิวขาวจัด ใบหน้าได้รูป มีดวงตาค่อนข้างโตแฝงแววฉลาด และริมฝีปากมักจะเหยียดยิ้มกวนประสาทอยู่เสมอ

“ใช่...คนอย่างแกมันล้มแล้วต้องลุก” เสียงห้าว ๆ ช่วยเสริม “ยืนหยัดขึ้นเพื่อจะได้สร้างสถิติอกหักครั้งใหม่”

ผมหันขวับไปจ้องหน้าเจ้าคนที่กำลังหัวเราะกับคำพูดของตัวเอง ...ภวิษย์ หรือ ไอ้วิษ เป็นคนรูปร่างสูงโย่ง ดวงตาเรียวรี ใบหน้าค่อนข้างยาว จมูกโด่งเป็นสัน และมีนิสัยกร่างชอบหาเรื่องชาวบ้าน แต่ก็มีข้อด้อยที่น่าสมเพชก็คือ เจ้านี่เป็นพวกมีฝีมืออ่อนด้อยไม่เข้ากับรูปร่างเลยสักนิด เรียกได้ว่า...รบร้อยครั้ง ก็แพ้ทั้งร้อยครั้งนั่นแหละ

“เฮ้ย...เลิกล้อไอ้กันต์มันซะทีเถอะ” เสียงไม่สูงไม่ต่ำนั้นทำให้ผมเบนสายตาหันไปมองด้วยความหวังว่า มันจะมีคำพูดที่ดีมาให้บ้าง

ทาตรี ที่รู้จักกันในนาม ตรี เป็นเด็กหนุ่มรูปร่างไม่สูงนัก ผิวคล้ำแดด ใบหน้าค่อนข้างเล็ก ดวงตาเรียวยาวซ่อนอยู่หลังแว่นตาทรงสี่เหลี่ยมกรอบสีดำ เส้นผมตัดสั้น ท่าทางเรียบร้อยไร้พิษสง แต่จริง ๆ แล้วตรีเป็นคนที่มีฝีมือทางด้านการต่อสู้เหนือชั้น มากพอที่จะปกป้องพวกเราจากการหาเรื่องใครต่อใครไปทั่วของไอ้เจ้าวิษได้ เพราะที่บ้านของตรีเปิดโรงเรียนสำหรับสอนศิลปะป้องกันตัวนั่นเอง

“ล้อเรื่องอกหักมาตั้งแต่ ม.ต้น นี่ก็จะเป็นร้อยครั้งแล้วมั้ง ไม่เบื่อบ้างหรือไงกัน” ตรีกล่าวต่อ

“ไม่เบื่ออ่ะ” เอ็มกับวิษประสานเสียงตอบ

“เออ...นั่นสิ ล้อเท่าไหร่ก็ยังสนุกแฮะ” ตรีตอบไหล่ผมเบา ๆ แล้วทั้งสามก็หัวเราะกันต่อ

“ไอ้เจ้าพวกบ้า !” ผมลุกขึ้นพรวดขึ้นยืน “พวกแกเป็นเพื่อนฉันแน่หรือเปล่าวะเนี่ย...ครั้งนี้ฉันเจ็บปวดจริง ๆ นะ แล้วก็คงไม่ลืมไปอีกนานด้วย”

“เห็นพูดแบบนี้ตลอดเลย” วิษยักไหล่ “วันรุ่งขึ้นก็มาพูดเรื่องเจอสาวน่ารักอีกแล้ว”

“ใช่” เอ็มพยักหน้า

“เห็นด้วย” ตรีว่า

“แต่ครั้งนี้มันไม่เหมือนกันนะ เพราะจิ๊บน่ะ...” ผมพูดพร้อมกับนึกถึงใบหน้าของเด็กสาวรุ่นราวคราวเดียวกัน ...ดวงตาของเธอกลมใสเหมือนลูกแมว มีริมฝีปากที่มักแย้มยิ้มสดใสอยู่เสมอ...แล้วก็ยังน้ำเสียงอ่อนโยนที่พูดกับผม

‘กันต์...เราเป็นแฟนกันไม่ได้หรอก ฉันคิดกับเธอแค่เพื่อนเท่านั้น’

“ฮือ ๆ ๆ” ผมร้องพร้อมกับทิ้งตัวลงซบหน้าลงกับโต๊ะอีกครั้ง

ทำไมผมถึงต้องอกหักซ้ำซาก จนแทบจะสร้างประวัติศาสตร์ลงกินเนสบุ๊คให้กับนักเรียนมัธยมปลายผู้กินแห้วมากที่สุดในโลกแบบนี้ด้วย...ทั้งที่ผมก็ คิดว่าตัวเองเป็นคนที่น่าตาดีใช่ได้  รูปร่างสูงโปร่งแม้ว่ามันจะออกขี้ก้างไปสักหน่อยก็เถอะ ผิวค่อนข้างขาว มีดวงตาเรียวยาวสีดำสนิท คิ้วเรียวได้รูปที่ได้มาจากแม่ และริมฝีปากบาง การเรียนถึงจะไม่ได้เรียกว่าเก่ง แต่ผมก็ไม่ได้ย่ำแย่นัก (เพราะอย่างน้อยก็ยังมีคนแย่กว่าผมอย่าง...เจ้าวิษ) แล้วมันมีเหตุผลอะไร ที่ผมจะต้องมาอกหักซ้ำ ๆ ซาก ๆ แบบนี้กัน !

“เฮ้ย สงสัยจะแกล้งมากไปหน่อยว่ะ” เสียงไอ้เอ็มว่าเบา ๆ

“นั่นสิ”

“อย่าร้องไห้เลยว่ะ อายคนอื่นเขา” ไอ้วิษลูบหลังของผม “ถึงแกไม่อายแต่ฉันอายว่ะ”

ผมเงยหน้าขึ้นพร้อมกับน้ำตาไหลพราก ซึ่งมันออกมาจากความรู้สึกรันทดตัวเองล้วน ๆ

“ไม่ไหวเลย” เอ็มกลอกตาแล้วส่งกระดาษทิชชูห่อหนึ่งมาให้ “ไปเรียนได้แล้ว วันนี้มีเรื่องที่น่าร้องไห้มากกว่าสาวทิ้งรออยู่อีกนะ”

“อะไร ?” ผมรับกระดาษทิชชูออกมาสั่งน้ำมูกเสียงดัง

“ก็...ทดสอบย่อยวิชาคณิตศาสตร์น่ะสิ” ตรีเด็กหนุ่มสวมแว่นช่วยตอบ

“ซวยแล้ว !” ผมกับวิษร้องออกมาแทบจะพร้อมกัน


ผมเดินกลับบ้านด้วยอาการคล้ายคนที่วิญญาณถูกดูดออกไปจากร่าง ในยามบ่ายที่อากาศร้อนระอุ มีแสงแดดแสบร้อนสาดส่องแบบไม่ปราณีผิวกายอันบอบบางของเด็กนักเรียนมัธยมผู้อาภัพรักเช่นผมเลยสักนิด วันนี้ผมพบเจอเรื่องชอกซ้ำตั้งแต่เช้า ด้วยการโดนสาวที่คาดหวังว่าจะเป็นรักแท้ฟ้าประทานปฏิเสธรัก ช่วงสายก็โดนเล่นงานโดยโจทย์คณิตศาสตร์ที่ออกมาให้นักเรียนกว่าค่อนชั้นเรียนอยากฆ่าตัวตาย (หรือไม่ก็อยากจะฆ่าคนคิดโจทย์) แถมก่อนกลับยังต้องพบกับความน่ามึนงงของชมรมงานฝีมือประดิดประดอยที่ผมหน้ามืดลงเรียนตามเพื่อนสาวน่ารักคนหนึ่ง โดยมารู้ทีหลังว่าเธอมีแฟนแล้ว

ผมหันมองรอบ ๆ ตัว โชคร้ายมักจะโจมตีคนดีอย่างผมเช่นเดียวกับปลาปิรันย่าจู่โจมเหยื่อ นั่นก็คือรุมเข้ามากันทีเดียวเป็นฝูง มันทำให้ผมรู้สึกวิตกกังวลอย่างบอกไม่ถูก จนแต่ละย่างก้าวที่เดินผ่านทางเดินคับแคบในซอยที่สัญจรมาตั่งแต่เกิดนั้นเป็นไปด้วยความระแวดระวัง

แล้วผมก็ผ่านกำแพงขนาดใหญ่ที่สร้างไว้แปะชื่อโครงการ (หาใช่เพื่อป้องกันมิจฉาชีพ) เข้ามายังที่พำนักของตัวเองในที่สุด บ้านที่ผมอาศัยอยู่นั้นเป็นบ้านเดี่ยวหลังหนึ่งในหมู่บ้านจัดสรรที่พยายามทำทุกอย่างให้เหมือนกันราวกับแกะออกมาจากแบบพิมพ์ตัวอย่างบ้านแสนสุข จนคุณอาจจะเผลอตรงดิ่งไปกดกริ่งบ้านคนอื่นได้โดยคิดว่าเป็นบ้านตัวเอง แต่เหตุการณ์ที่ว่ามานี่ไม่มีทางจะเกิดขึ้นกับผม ต่อให้วันนั้นเป็นวันที่ผมเมายาแก้ปวดหัวจนจำหน้าอาจารย์สอนคณิตศาสตร์ที่แสนรักของตัวเองไม่ได้ก็ตาม นั่นก็เพราะบ้านของผมนั้นมีเอกลักษณ์อันเกิดจากความสามารถของแม่ผู้ให้กำเนิดที่ใช้ความสามารถทั้งหมดที่มีเพื่อสร้างสรรค์ผลงานทางด้านธรรมชาติได้อย่างน่าทึ่ง แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะลงความเห็นด้วยเสียงเอกฉันท์ว่ามันค่อนไปทางด้านน่าตกใจเสียมากกว่าก็ตาม

ผมเดินตรงไปเปิดประตูรั้วไม้สีน้ำตาลซีด แล้วก้าวเข้าไปด้านในโดยรอดผ่านถ้ำไม้เลื้อยที่แผ่กิ่งก้านจากมุมด้านหนึ่งปกคลุมถึงประตูรั้ว ช่อสีเขียวอ่อนของมันระโยงระยางเกะกะ จนผมต้องสังเกตให้แน่ใจว่ามันเป็นยอดไม้จริง ไม่ใช่เหล่างูเขียวที่ยกโขยงมาสร้างตระกูลใหญ่กัน ณ บ้านผม ผมอยู่บ้านหลังนี้มานาน ตั้งแต่พื้นดินแคบ ๆ ข้างตัวบ้านยังมีแค่ต้นไม้เล็ก ๆ จนตอนนี้มันเจริญงอกงามราวกับพื้นที่ป่าจนถูกหลายคนขนานนามว่าเป็นปอดของหมู่บ้านไปแล้ว

หลังจากผ่านทางเดินที่เต็มไปด้วยต้นหญ้าขึ้นสูงเลยข้อเท้ากับใบไม้แห้งที่ร่วงเกลื่อนพื้นไปแล้ว ผมก็เลื่อนประตูกระจกสีชาออก สิ่งแรกที่ได้เห็นยามเหยียบเข้าสู่พื้นบ้านก็คือที่โซฟารับแขก ตรงนั้นมีใครบางคนซึ่งผมไม่รู้จักมาก่อนนั่งเอกเขนกดูโทรทัศน์อยู่ เขาเป็นเด็กหนุ่มผิวขาวรูปร่างสูง ใบหน้ายาวได้รูป มีผมเส้นละเอียดสีดำสนิทตัดสั้น จมูกโด่ง ริมฝีปากบาง คิ้วเข้มมีส่วนปลายเชิดขึ้นเล็กน้อย และมีดวงตาเรียวสีน้ำตาลอ่อนดูโดดเด่นจากความเงาใสคล้ายผลึกของอัญมณี เรียกว่าหน้าตาดีกว่าดารานักร้องบางคนที่ผมเคยเห็นทางโทรทัศน์ซะอีก

ว่าแต่...ไอ้คนที่หน้าตาน่าหมั่นไส้ขนาดนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่เพิ่งอกหัก (ซ้ำซาก) อย่างผมคือใครกัน ? แล้วไหงถึงได้มานั่งอยู่ในบ้านของผมได้ล่ะ ?

ยังไม่ทันที่จะได้เริ่มพูดอะไร สายตาของผู้ที่นั่งอยู่ก็เลื่อนจากหน้าจอโทรทัศน์มายังผมที่ยืนอยู่หน้าประตู มันทำให้ผมรู้สึกไม่สบอารมณ์เอาซะเลย เพราะมันเป็นสายตาที่เหมือนกำลังมองคนขายประกันที่บุกรุกเข้ามาในบ้านโดยไม่ได้รับอนุญาต ทั้งที่ไม่ว่าจะมองทั้งต้นไม้รก ๆ ด้านนอกกับตัวบ้านรก ๆ ด้านในยังไงที่นี่มันก็บ้านของผมไม่ผิดแน่นอน แล้วในเมื่อนี่เป็นบ้านของผม ไม่ว่าใครก็ไม่ควรใช้สายตาแบบที่มองคนขายประกันจอมบุกรุกกับผมสิ

“นายเป็นใครกันวะ ?!” ผมส่งเสียงถาม

เมื่อได้ยินคำพูดนั้น คิ้วเรียวก็ขมวดเข้าหากันบ่งบอกความไม่พอใจอย่างชัดเจน รัศมีกดดันที่แผ่ออกมานั้นทำเอาผมแทบวิ่งไปตั้งหลักนอกบ้าน ...ไอ้หมอนี่ท่าทางน่ากลัวชะมัด

“อ้าว...กันต์กลับมาแล้วเหรอลูก” เสียงสดใสของแม่ดังขึ้น ก่อนที่ผมจะเผ่นหนีได้อย่างพอดิบพอดี

แม่ของผมชื่อ บุษบา เป็นหญิงสาววัยสี่สิบต้น ๆ ทำอาชีพเป็นนักแปลวรรณกรรมสำหรับเด็กเล็ก แล้วตอนนี้ก็กำลังก้าวออกมาจากห้องครัวที่ตั้งอยู่ด้านหลัง

แม่มีร่างเล็ก ผิวสองสี เส้นผมหยักเป็นลอนยาวถึงบ่า ใบหน้าค่อนข้างกลม มีดวงตากลมโตสีเข้มคิ้วบางและริมฝีปากอิ่มเอิบ นอกเหนือจากรูปลักษณ์ภายนอกแม่ของผมเป็นคนอ่อนโยนใจดี ขี้สงสาร โดยเฉพาะกับต้นหญ้าที่ขึ้นรกเต็มทางเข้าบ้าน แม่ก็อ้างว่าสงสารโดยปล่อยให้มันได้ใช้ชีวิตของมันไป สุดท้ายก็คือเป็นคนหน้าเด็ก (อันนี้แม่ยืนยันเอง โดยอ้างว่าใคร ๆ ก็ทักว่าแม่เพิ่งจะสามสิบกว่า ๆ)

“อือ...” ผมส่งเสียงตอบในลำคอ ทำให้แม่ก้าวเท้าฉับ ๆ มาเขกกะโหลกผมดังโป๊ก

“โอ๊ย”

“บอกกี่ครั้งกี่หนแล้วว่าให้ตอบว่า ครับ” แม่ยกมือกอดอก “ครับน่ะเป็นมั้ย ?”

“ครับ” ผมตอบอย่างเลี่ยงไม่ได้ เพราะแม้จะใจดีแต่กับเรื่องคำพูดคำจา แม่ของผมไม่เคยปล่อยให้ผ่านไปง่าย ๆ

“แล้วไอ้หมอนี่เป็นใคร...เอ่อ...ครับ ?” ผมโบกนิ้วไปยังเด็กหนุ่มที่นั่งคงนั่งดูโทรทัศน์เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“อ๋อ...” แม่ลากเสียงยาวเหยียดพลางฉีกยิ้มหวานจนเห็นริ้วรอยที่ใต้ตา “...จิณณ์ น่ะลูก”

“จิณณ์ ?” ผมขมวดคิ้ว

“ใช่แล้ว” แม่พยักหน้า สาวเท้าไปทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟา แล้วใช้มือทั้งสองวางลงบนบ่าของเด็กหนุ่มร่างสูง “จิณณ์ เป็นน้องชายของลูกน่ะ”

ผมเบิกตากว้าง ในขณะที่ระบบประมวลในสมองกำลังทำงานอย่างหนัก มันขบคิดทบทวน รวมถึงวิเคราะห์ประโยคที่ออกมาจากปากผู้ให้กำเนิดที่ว่า ‘จิณณ์ เป็นน้องชายของผม’ อย่างเอาเป็นเอาตาย จนในท้ายที่สุดนอกจากจะไม่ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการแล้ว มันยังฟ้อง ERROR เต็มหัวไปหมด

“อะ...อะไร....?” ผมส่งเสียงออกมาได้ในที่สุด “อะไรนะ ?!”

“อึ้งไปตั้งหลายวินาทีแน่ะ” แม่หันไปกล่าวกับเด็กหนุ่มที่นั่งนิ่งหน้าตายอยู่ข้าง ๆ

“นั่นสิครับ” น้ำเสียงทุ้มต่ำชวนฟังตอบกลับ ส่วนผมก็อ้าปากค้าง

“อะไรนะ ?!” ผมตะโกนดัง ๆ

“ลูกเอาแต่พูดประโยคนี้ตั้งแต่กลับมาเกือบยี่สิบครั้งได้แล้วนะ” แม่กลอกตา เหมือนกำลังเอือมระอาผมเต็มแก่

“ผมจะพูดเป็นร้อย ๆ ครั้งก็ได้” ผมว่า “ในเมื่อผมไม่เข้าใจ”

“แม่ก็บอกแล้วไงว่า นี่คือ จิณณ์น้องชายคนละแม่ของลูก และก็จะมาอยู่บ้านเราตั้งแต่วันนี้...ไม่เห็นจะมีอะไรยากเลย...ใช่มั้ยจ๊ะ” แม่หันไปขอความเห็นจากไอ้หน้าหล่อที่อยู่ข้าง ๆ

“ครับ” เด็กหนุ่มตอบเรียบ ๆ

“นั่นน่ะมันส่วนที่เข้าใจได้ยากที่สุดเลยไม่ใช่หรือไง” ผมใช้มือขยี้เส้นผมตัวของตัวจนยุ่งเหยิง จากที่ปกติมันก็ไม่ได้เรียบร้อยสักเท่าไหร่อยู่แล้ว

จริง ๆ จะเรียกว่าไม่เข้าใจมันก็คงไม่ถูกนักต้องเรียกว่า ไม่อยากยอมรับ ถึงจะถูกต้องมากกว่า ...นั่นก็เพราะอยู่ ๆ จะให้คนที่อาศัยอยู่กับแม่แค่สองคนมาตั้งแต่เกิดอย่างผมมายอมรับเด็กต่างแม่ที่เพิ่งเห็นหน้ากันเป็นครั้งแรก มาเป็นน้องชาย แถมยังจะเข้ามาอยู่ร่วมชายคาบ้านเดียวกันอีก

ให้ยอมรับน้องชายทั้งที่อ่อนกว่าแค่แปดเดือน ให้ยอมรับเด็กที่เกิดจากเจ้าพ่องี่เง่าซึ่งผมไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน พ่อผู้ไข่แล้วทิ้งแถมหายต๋อมเข้ากลีบเมฆ หนำซ้ำยังไร้ความรับผิดชอบขนาดส่งลูกชายมาอยู่กับภรรยาคนก่อนหน้าอีกต่างหาก อย่างนั้นหรือ ??

“จิณณ์ช่วยขึ้นไปบนห้องก่อนได้มั้ยจ๊ะ” แม่หันไปบอกทำให้ร่างสูงพยักหน้าแล้วลุกเดินขึ้นบันไดไปยังชั้นสอง

“แม่เข้าใจว่ามันอาจจะเร็วไปหน่อยสำหรับลูก” แม่ขยับมานั่งข้างผมเมื่อเหลือเพียงแค่เราสองคน

“มันควรจะเร็วไปสำหรับแม่ด้วยเหมือนกันนะครับ” ผมหันไปจ้องหน้าแม่ “ผมไม่เข้าใจว่าแม่ยอมรับได้ยังไง ?!...นั่นเป็นลูกที่เกิดกับผู้หญิงคนอื่น แล้วความห่างแค่แปดเดือนมันก็หมายถึงว่าในตอนที่ผมยังอยู่ในห้อง พ่องี่เง่านั้นไปอยู่กับผู้หญิงอื่นแล้วนะครับ !”

“เรื่องนั้นกับเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกันนะลูก...ประเด็นสำคัญก็คือแม่กับพ่อไม่ได้โกรธเกลียดกัน เราเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันเสมอ ดังนั่นถ้าพ่อของลูกเชื่อใจพอที่จะมอบหมายหน้าที่การเลี้ยงดูลูกชายของเขาอีกคนให้กับแม่...แม่ก็ดีใจ” หญิงสาวยิ้ม

ผมส่ายหน้าแล้วเบนสายตาไปทางอื่น

“อย่างที่แม่บอกนั่นแหละ ...เพราะว่าแม่ของจิณณ์เพิ่งจะเสียไปจากอุบัติเหตุ แล้วเขาไม่มีญาติที่ไหนด้วย” แม่ลูบหลังผมเบา ๆ ซึ่งทำให้อารมณ์ผมเย็นลงอย่างช้า ๆ “เขาเป็นเด็กน่าสงสารที่เพิ่งจะเสียคนสำคัญในชีวิต กันต์จะใจร้ายปล่อยให้น้องชายไปอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ ตามลำพังคนเดียวงั้นเหรอ ? ...ยังไงซะเขาก็เป็นน้องชายของลูกนะ”

“ผมก็แค่...” ผมเริ่มหาคำโต้แย้งไม่ค่อยออก จึงเปลี่ยนประเด็น “...งั้นทำไมเจ้าพ่องี่เง่าไม่เลี้ยงหมอนี่เองซะล่ะ”

“พ่อของลูกคงมีปัญหาบางอย่าง” แม่ส่ายหน้าเบา ๆ “สำหรับเรื่องนี้หากกันต์จะไม่ชอบพ่อ แม่ก็ห้ามไม่ได้ แต่ยังไงก็ไม่ควรโยนเอาความรู้สึกนั้นให้มันเป็นความรับผิดชอบของจิณณ์นะ เพราะมันไม่เกี่ยวกัน”

ในที่สุดผมก็พูดอะไรไม่ออกอีก เพราะมันจริงอย่างที่แม่พูดออกมาทั้งหมด ถึงผมจะเกลียดพ่อไร้ความรับผิดชอบที่ไม่เคยโผล่ศีรษะมาให้เห็นเลยสักหน ยังไงซะมันก็ไม่เกี่ยวกับจิณณ์เลยสักนิด ผมจึงไม่ควรเอาอารมณ์ที่มาผสมปนเปกันในตอนนี้มาโบ้ยให้เป็นความผิดของหมอนี่ที่เป็นแค่เด็กกำพร้าไม่เหลือใคร

“แค่ชั่วคราวนะครับ จนกว่า...เอ่อ...” ผมกลอกตาขึ้นด้านบน “จนกว่าจะหาทางออกที่ดีกว่านี้ได้”

แม่หัวเราะเบา ๆ จากนั้นก็กอดผมไว้ในวงแขน “กันต์ ใจดีจริง ๆ สมแล้วที่เป็นลูกแม่”

แล้วเพราะต่อต้านอะไรไม่ได้ ก็เลยทำให้อยู่ ๆ ผมก็มีน้องชายตัวเบ้อเร่อโผล่ขึ้นมาอยู่ในบ้านอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว หมอนี่ตัวสูงกว่า หล่อกว่า และท่าทางจะยังมีอะไร ‘มากกว่า’ ผมอีกหลายอย่าง ยกเว้นอย่างเดียวก็คืออายุที่อ่อนกว่าแปดเดือน ซึ่งผมคิด ๆ ดูแล้วมันไม่ได้ช่วยให้ผมดูดีขึ้นเลยสักนิด

 

 

Chapter 1

น้องชายคนละแม่


ผมเปิดประตูเข้าไปในห้องของตัวเอง แล้วเห็นร่างสูงของจิณณ์ นอนอยู่บนเตียง ดวงตาเรียวยาวสีอ่อนเปิดขึ้นมาจับจ้องผมอย่างช้า ๆ

จริงอยู่ว่าแม่ชมว่าผมเป็นคนใจดี แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าผมจะยินดีปรีดาในการแชร์ห้องนอนของตัวเองกับใคร ...เนื่องด้วยบ้านของผมนั้นเป็นบ้านจัดสรร ซึ่งในความหมายของมันก็คือ บ้านที่มีห้องนั่งเล่น ห้องนอน ห้องน้ำ ห้องครัว อยู่บนพื้นที่แคบเท่าแมวดิ้นตาย ดังนั้นบ้านของเราจึงมีแค่เพียงสองห้องนอนคือของแม่ผู้คลั่งไคล้คนหล่อ กับของผม ดังนั้นเจ้าน้องชายไม่ได้รับเชิญที่โผล่พรวดเข้ามานั้นก็เลยถูกจับยัดเข้ามาในห้องผมนี่โดยไม่ต้องให้ใช้ความคิดอะไรเลย

เอาเถอะโมโหตอนนี้ ก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาอยู่ดี ผมตัดสินใจหิ้วกระเป๋าไปวางลงบนโต๊ะเขียนหนังสือที่ตั้งอยู่ด้านในติดกับหน้าต่าง

“แม่ฉันบอกว่ายังมีเวลาเหลือนิดหน่อย ก่อนกินข้าวเย็นให้ฉันพานายไปเดินดูรอบ ๆ แถวนี้” ผมพูดขึ้น

ร่างสูงยันตัวลุกขึ้นจากเตียง ดวงตาเรียวสวยนั้นจ้องผมนิ่ง “สมแล้วที่คุณป้าบอกว่าลูกชายเป็นคนยอมรับอะไรได้ง่าย ๆ” เสียงทุ้มต่ำกล่าวพร้อมกับรอยยิ้มเหยียด ๆ ที่ปรากฏขึ้นที่มุมปาก “ขนาดมีใครก็ไม่รู้มาขออยู่ด้วยก็ยังรับได้อีก”

“อะไรนะ ?!”

“ไม่เอาไหนเลย” จิณณ์ส่ายหน้าเล็กน้อย ผมอ้าปากค้าง

ร่างสูงเดินตรงไปยังบานประตู เมื่อเห็นว่าผมยังคงยืนนิ่งก็หันมาพูดด้วยท่าทางหยิ่งผยองว่า “นำทางไปสิ ต้องพาฉันไปเดินดูรอบ ๆ ไม่ใช่หรือไง ?!”

ผมกัดกรามแน่น ถ้าควันสามารถออกหูได้จริง เวลานี้มันคงพ่นเป็นหวูดรถจักรไอน้ำ ไอ้เด็กที่เงียบขรึม นั่งนิ่งเป็นหุ่นอยู่ที่โซฟารับแขกเมื่อกี้หายไปไหนแล้ว ? ไหนล่ะเด็กหนุ่มน่าสงสารที่เพิ่งเสียแม่ไปอย่างกะทันหัน ? เด็กหนุ่มไร้ญาติขาดมิตรที่มาขออาศัยอยู่กับแม่ผมมันอยู่ที่ไหนกัน !

“เดินระวังรถด้วยนะจ๊ะ” แม่กล่าวอย่างยิ้มแย้ม

“ครับ” จิณณ์ตอบเรียบ ๆ พร้อมกับก้มศีรษะลงเล็กน้อย

ไอ้หมอนี่...ต่อหน้าผู้ใหญ่ก็แสดงมาดเป็นคนเรียบร้อยสินะ !

“กันต์ดูน้องด้วยนะ” แม่หันมาเขม่นมองผม

“ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น ผมจะรีบอุ้มหมอนี่ไว้กับเอวแล้ววิ่งตรงกลับมาบ้านเลย...พอใจมั้ย” ผมเบ้หน้าเหมือนคนกำลังดื่มยาพิษ ก่อนจะพูดต่อว่า “...ครับ !”

“ช่างประชดประชันจริง ๆ ยังไงก็กลับกันมาก่อนจะมืดด้วยนะ แม่จะทำกับข้าวไว้รอ”

ผมชำเลืองมองแม่โบกมือหย็อย ๆ ส่งอยู่หน้าประตูด้วยท่าทางแช่มชื่น ท่าทางจะกำลังหลงเสน่ห์ลูกคนใหม่เข้าเต็มเปา สังเกตได้จากการลงทุนทำอาหารด้วยตนเองทั้งที่ปกติผมกินแต่กับข้าวถุงเสียจนเริ่มแยกไม่ออกแล้วว่าแกงแต่ละถุงรสชาติมันต่างกันยังไง

หลังจากเดินเงียบ ๆ พร้อมกับบรรยายกาศมาคุเพราะไม่มีใครยอมส่งเสียงผ่านลำคอออกมาเลย ผมก็หยุดการก้าวเท้า บริเวณถนนที่แบ่งแยกเป็นซอยเล็ก ๆ ในหมู่บ้าน มันร่มรื่นจากต้นไม้ที่ปลูกเรียงรายอยู่ข้างทาง ด้านตรงข้ามมีสระน้ำขนาดใหญ่ที่เกิดจากการขุด แถมเรียกเสียดูดีว่าทะเลสาบ มีศาลาสำหรับให้คนได้ไปนั่งเล่นประดับด้วยหินก้อนใหญ่ ติดกันนั้นมีกังหันลมสีขาวตั้งตระหง่าน ซึ่งผมไม่ค่อยเข้าใจว่ามีไว้ทำไมเหมือนกัน

“เอาล่ะ อยากจะไปไหนก็ไป แล้วมาเจอกันตรงนี้อีกหนึ่งชั่วโมง” ผมชี้นิ้วไปยังศาลาริมสระน้ำ “แบบนั้นคงสบายใจกว่าใช่มั้ยล่ะ ?”

“หมายถึงใคร ?” เสียงทุ้มต่ำเอ่ย ทำให้ผมหันกลับไปมอง

“ว่าอะไรนะ ?”

“ฉันไม่เคยเดินแถวนี้” จิณณ์กล่าว

“อย่าบ้าไปหน่อยเลย ที่แถวนี้ให้เด็กอนุบาลเล่นซ่อนหาเด็กยังเคือง ไม่มีทางหลงไปไหนได้หรอก” ผมกลอกตาจากนั้นก็หันหลังแล้วก้าวเท้าออกเดิน “ตกลงตามนี้ !”

เมื่อถึงมุมที่จะเลี้ยวผมก็อดไม่ได้ที่จะหันไปชำเลืองมองจิณณ์ ท่าทางหมอนั่นกำลังหันซ้ายแลขวา เหมือนตัดสินใจไม่ได้ว่าจะไปทางไหนดี แต่ก็ช่างเถอะผมไปหาอะไรกินก่อนจะรับศึกหนักด้วยอาหารฝีมือแม่จะดีกว่า

ท้องฟ้ามืดครึ้มเพราะแสงอาทิตย์สุดท้ายลับขอบฟ้าไปแล้ว แสงไฟสีขาวสว่างจากหลอดไฟที่ติดอยู่ตามทางจึงเข้ามาแทนที่ ผมเดินอ้อยอิ่งกลับบ้านอย่างช้า ๆ เกินเวลาหนึ่งชั่วโมงที่ผมบอกกับไอ้เจ้านั่นไปนิดหน่อย ถ้าให้พูดกันตามจริงมันก็เกินมาเกือบชั่วโมงนั่นแหละ คนที่ท่าทางหยิ่ง ๆ แบบนั้นคงจะไม่รอผมหรอก ต้องกลับบ้านไปก่อนแล้วแน่ ๆ

นั่นเป็นสิ่งที่ผมคิด แต่ที่เกิดขึ้นจริงดูเหมือนจะไม่ใช่...

เงาของเด็กหนุ่มร่างสูงยืนพิงต้นไม้อยู่ในจุดเดียวกับที่ผมเราแยกกันก่อนหน้านี้

“ไม่จริงน่า” ผมพึมพำแล้วสาวเท้าเร็ว ๆ เข้าไปใกล้ ดวงตาเรียวยาวก็เบนมาจ้องมอง

“ช้ามาก” เสียงทุ้มต่ำบอก

“ก็ใช่” ผมพยักหน้าอย่างงง ๆ ทั้งที่มาช้าขนาดนี้ไหงเจ้านี่ยังรออยู่ได้ล่ะ บ้านก็อยู่แค่นี้เดินกลับไปได้แท้ ๆ ทำไมต้องมายืนล่อยุงกระหายเลือดอยู่ด้วย ไม่เข้าใจเอาซะเลย

“กลับซะทีสิ” จิณณ์ว่า

“ทำไมถึงรออยู่ กลับไปก่อนก็ได้นี่” ผมถามอย่างสงสัย และนั่นก็ทำให้เด็กหนุ่มร่างสูงชำเลืองมองผมด้วยหางตา

“ฉันไม่อยากจะมีปัญหาตั้งแต่วันแรก” ฝ่ามือเรียวยกขึ้นเสยเส้นผม

“เฮอะ” ผมส่งเสียงขึ้นจมูก กะแล้วเชียว คงคิดว่าถ้ากลับไปคนเดียวคงโดนถามโน้นนี่วุ่นวายสินะ

“กลับช้าจริง ๆ” เมื่อเปิดประตูเข้าไปในบ้านแม่ของผมก็ส่งเสียงต้อนรับ “เพราะกันต์พาไปไถลแน่ ๆ เลย”

ผมกลอกตาเล็กน้อย แล้วเดินตรงไปนั่งยังโต๊ะอาหารที่ตั้งอยู่ด้านในสุดของตัวบ้าน มันเป็นโต๊ะไม้ พร้อมเก้าอี้สี่ตัวแบบเข้าชุดสีน้ำตาลเข้มออกดำ สิ่งที่วางเรียงรายอยู่ตรงหน้านั้นดูหลากหลายสวยงามอย่างยิ่ง แต่ใครจะรู้ว่านี่ล่ะคือสิ่งที่ประหัตประหารจิตใจอย่างยิ่งเช่นเดียวกัน โชคดีที่ผมไปกินข้าวรองท้องมาจากข้างนอกก่อนแล้ว ไม่อย่างนั้นผมคงจะได้นอนหิวไปถึงเช้าแน่

อาหารฝีมือแม่หน้าตาน่ากินมากก็จริง แต่ในส่วนของรสชาตินี่ อย่างกับหนังคนละม้วน...เรียกว่าอธิบายยังไงก็ไม่สามารถบรรยายความรู้สึกยามเมื่อลิ้นสัมผัสออกมาเป็นคำพูดได้ แต่แม้จะอธิบายถึงรสชาติไม่ได้แต่ก็สามารถให้คำนิยามได้โดยใช้คำเพียงแค่สองคำนั่นคือ ‘ไม่-อร่อย’ เอาซะมาก ๆ  แล้วเพราะผมรู้ดีก็เลยไปกินข้าวมาจากข้างนอกก่อนแล้ว แต่ลูกชายคนใหม่ของแม่นี่สิ...ไม่รู้มาก่อนแน่ ๆ

“จิณณ์ลองกินนี่สิ” แม่ตักผัดผักรวมมิตรใส่จานของเด็กหนุ่ม

“ขอบคุณครับ” จิณณ์ตอบรับด้วยความเรียบร้อย เงียบขรึมเช่นเดิม

เสร็จแน่...ผมคิดพร้อมกับลอบชำเลืองมองร่างสูงที่กำลังส่งของกินเข้าปาก

“เอ๊ะ ?” ผมเผลอส่งเสียงแสดงความแปลกใจออกไป เมื่อเห็นว่าจิณณ์กินอาหารที่อยู่ตรงหน้าลงไปอย่างง่ายดาย โดยไม่มีท่าทางว่าจะไม่อร่อยมาก ๆ อย่างที่ผมคาดไว้เลยสักนิด

ผมรีบตักผัดผักรวมมิตรมาลองกินบ้าง จากนั้นก็ต้องรีบยกมือขึ้นกุมหน้าผาก เพราะรู้สึกปวดหัวจี๊ด ๆ ขณะพยายามกลืนสิ่งที่อยู่ในปากให้ลงไปในคอ

“กันต์ทำไมทำท่าแบบนั้นล่ะ” แม่หันมาจ้องหน้าผมคล้ายไม่ค่อยพอใจ “ปวดหัวก็ไปพักสิ”

ผมกัดกรามพลางฝืนยิ้ม นี่ผมจะหน้ามืดอยู่นี่ไม่ใช่เพราะปวดหัว แต่เพราะอาหารฝีมือเจ๊ไม่รู้หรือไงกัน

“เดี๋ยวผมช่วยเก็บครับ” เสียงทุ้มต่ำกล่าวหลังจากจบมื้ออาหารที่ผมนั้นพะอืดพะอมสุดแสน ต่างจากจิณณ์ลิ้นจระเข้ที่ดูเหมือนจะไม่ได้ประสบพบปัญหาเดียวกันนี้เลย แถมยังเป็นคนที่น่ารัก น่าชื่นชมจากแม่ผมเรื่องความกินง่ายอยู่ง่ายซะจนออกนอกหน้า

“ไม่ต้องจ้ะไม่ต้อง เดี๋ยวให้กันต์จัดการ” แม่รีบบอก

“อ้าวแม่” ผมร้อง

“ปกติกันต์ก็ทำอยู่แล้วนี่นา”

“นั่นมันก็ใช่ แต่...”

“อือ...ก็เก็บซะสิ” แม่แทรกโดยไม่รอให้ผมพูดจบประโยคด้วยซ้ำ

“เออใช่ ต่อจากนี้กันต์ต้องพาน้องไปโรงเรียนด้วยนะ” หญิงสาวกล่าว

“หา ?” ผมขมวดคิ้ว “โรงเรียน ??”

“ใช่จ้ะ” แม่พยักหน้า “จิณณ์น่ะจัดการย้ายมาอยู่โรงเรียนเดียวกับลูกเรียบร้อยแล้ว เพราะอายุเท่ากันถ้าโชคดีอาจจะได้อยู่ห้องเดียวกันด้วยนะจ๊ะ”

ผมหันไปมองคุณน้องชาย ที่ตอนนี้ส่งยิ้มกวนประสาทมาให้ โชคดี...งั้นหรือ ? สงสัยคำนี้คนอย่างผมคงไม่มีโอกาสได้พบเจอแล้วทำความเข้าใจซะล่ะมั้ง


“เฮ้ย เป็นอะไรไปวะนั่นเดินคอเอียงมาเชียว” วิษเอ่ยทักทันทีที่ผมก้าวเท้าอย่างหงุดหงิดเข้าไปหา

เด็กหนุ่มร่างสูงนั่งอยู่ที่โต๊ะหินด้านหลังอาคารเก่าแก่หลังหนึ่ง มันเป็นพื้นที่แคบ ๆ ไม่พอที่จะปลูกสร้างอะไรได้ ทางโรงเรียนก็เลยปล่อยไว้อย่างนั้น ซ้ำด้านข้างยังติดกับรางระบายน้ำก็เลยยิ่งไม่น่าพิศมัยเท่าไหร่ แต่มันก็มีข้อดีของตัวมันเองนั่นก็คือค่อนข้างเงียบสงบผมกับพรรคพวกจึงยึดที่นี่เป็นสถานที่ประจำ

โรงเรียนในยามเช้าตรู่มีเด็กนักเรียนไม่มากนัก ซึ่งผมก็มาเช้าเป็นประจำ เพราะมีกิจกรรมที่ต้องทำนั่นก็คือ การลอกการบ้านให้เสร็จอย่างเร่งด่วนนั่นเอง

“อย่าถาม !” ผมตอบอย่างหงุดหงิด

“อะไรวะ เพื่อนอุตส่าห์ถามด้วยความเป็นห่วงแท้ ๆ” เด็กหนุ่มร่างโย่งทำท่าน้อยใจ

ผมพ่นลมหายใจยาวเหยียดด้วยความรู้สึกหงุดหงิด สาเหตุที่ผมต้องเดินคอเอียงมานี่ก็เพราะเมื่อคืนต้องนอนขดอยู่บนพื้นแข็ง ๆ ตลอดทั้งคืน แล้วทั้งหมดทั้งมวลก็มาจาก...


“ทำไมฉันจะต้องนอนพื้นด้วย ?” เสียงทุ้มต่ำกล่าว พร้อมกับรัศมีกดดันที่แผ่ออกมาทำให้ผมรู้สึกขนลุก

“เพราะว่านี่มันห้องของฉันน่ะสิ” ผมพูดออกไปอย่างหวาด ๆ แม้จะไม่ได้ฝีมืออ่อนด้อยเท่าไอ้วิษที่กำลังนั่งจ้องหน้าอยู่ตอนนี้ แต่ยังไงผมก็ไม่ถนัดเรื่องชกต่อย ขืนมีเรื่องกันเด็กหนุ่มบอบบางน่ารักเช่นผมคงได้เดี้ยงตั้งแต่หมัดแรกแน่

“ตั้งแต่วันนี้ มันก็เป็นห้องฉันเหมือนกัน แล้วทำไมฉันจะต้องเป็นฝ่ายลงไปนอนที่พื้นด้วย” จิณณ์ว่าหน้าตาเฉย

และเมื่อไม่มีใครยอมใคร สุดท้ายแล้วเราก็ตัดสินกันด้วยวิธีลูกผู้ชายอันแสนบริสุทธิ์ยุติธรรมนั่นคือ...เป่ายิงฉุบ และผมก็แพ้สิบครั้งรวด ยังผลให้ต่อจากนี้ไปอีกเกือบสองสัปดาห์ผมคงต้องคอเอียงมาโรงเรียนทุกวัน


“เจ็บใจเฟ้ย !” ผมตะโกน ซบหน้าลงกับพื้นพร้อมกับใช้กำปั้นทุบโต๊ะ

“เป็นอะไรอีกล่ะ อกหักเมื่อวานยังไม่เลิกเพี้ยนอีกหรือไง ?” เสียงของเอ็มดังขึ้น จากนั้นเขาก็ทิ้งตัวลงนั่งข้าง ๆ

“ไม่รู้เหมือนกัน” วิษยักไหล่ก่อนจะว่าต่อ “แต่ช่างไอ้กันต์มันก่อนเหอะ คุณวนันต์ครับขอยืมการบ้านคณิตศาสตร์ลอกหน่อยสิครับ”

“เออใช่” ผมหันไปมองเด็กหนุ่มผิวขาว “เรื่องอะไรก็ช่างมันก่อน ขอลอกการบ้านก่อน”

“พวกแกไม่คิดจะทำเองกันบ้างเลยหรือไง” เอ็มกลอกตา จากนั้นก็คว้ากระเป๋าสะพายมาควานหาสมุดเล่มหนึ่งโยนลงมาตรงหน้า

“ไม่คิดอ่ะ” วิษตอบทันควัน

“ไม่เคยคิดเหมือนกัน” ผมตอบบ้าง

“งั้นช่วยรีบ ๆ ลอกเลย” เอ็มพูดอย่างเอือม ๆ

“เฮ้ย ไอ้กันต์” เสียงเรียกพร้อมกับแรงตีที่บ่าทำให้ผมสะดุ้ง ปากกาที่กำลังจดจ่ออยู่กับการเขียนสิ่งที่เหมือนกับสมุดอีกเล่มนั้นลากพรืดยาวเลยไปกว่าครึ่งหน้า

“แว้ก !” ผมร้อง “ไอ้บ้า แกทำอะไรเนี่ย”

“อ้าว” ตรีที่ยืนอยู่ด้านหลังหัวเราะ “โทษที ๆ”

ผมเดาะลิ้นอย่างหงุดหงิด “มีเรื่องอะไรเรียกซะดังเนี่ย ?”

“อ๋อ ฉันว่าฉันเห็นแม่แกมาที่โรงเรียนนะ” ตรีใช้ปลายนิ้วขยับแว่นตาให้เขาที่ “เดินมากับผู้ชายตัวสูง ๆ หน้าตาดีชะมัดเลย พวกสาว ๆ ในโรงเรียนงี้มองเป็นตาเดียว”

วิษเบิกตาขณะชูปากกาชี้ไปด้านหน้า “หรือว่าแฟนใหม่แม่...โอ๊ย”

โดยไม่ปล่อยให้พูดจบ ผมก็ผมใช้กำปั้นชกไปที่ไหล่ร่างโย่งซะก่อน

“หยุดพูดบ้า ๆ เลย”

“แล้วตกลงแม่แกมาทำไมที่โรงเรียนล่ะ ?” เอ็มหันมาถาม

ผมพ่นลมหายใจยาวเหยียด “พาเด็กเข้าใหม่มาพบอาจารย์น่ะ”

“เด็กใหม่ ?”

“เออ”

“ใครวะ” วิษถามอย่างสงสัย หมอนี่วางปากกา เลื่อนสมุดมาตรงหน้าผมบ่งบอกว่าเสร็จภารกิจเรียบร้อยไปแล้ว รวดเร็วพอ ๆ กับซูเปอร์แมนแปลงกายเลยทีเดียว

“น้องชายฉันเอง” ผมตอบอย่างเลี่ยงไม่ได้

“น้องชาย ?” เพื่อนทั้งสามประสานเสียงกันราวกับนักร้อง เสียแต่ว่าเสียงของเจ้าพวกนี้อย่างกับเป็ด ไม่ได้ชวนฟังเลยสักนิด

“เออ !” ผมพยักหน้า แล้วก้มหน้าก้มตาเขียนต่อ

“รู้จักกันมาตั้งหลายปี ไม่ยักรู้เลยว่าแกมีน้องชายด้วย” ไอ้วิษว่า “ไปซ่อนอยู่หลืบไหนมาวะ”

“อย่าว่าแต่พวกแกเลย ฉันเองก็เพิ่งรู้” ผมตอบอย่างเอือม ๆ จากนั้นก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานโดยสรุปย่อให้เพื่อน ๆ ฟัง เพราะผมไม่เคยมีความลับอะไรกับเจ้าพวกนี้อยู่แล้ว

“สรุปก็คือ แกมีน้องชายอายุเท่ากันมาอยู่ด้วยสินะ” เอ็มพยักหน้าเบา ๆ “เหลือเชื่อแฮะ”

“ท่าทางไอ้หมอนั่นแสบเอาเรื่องเลยด้วย” ผมวางปากกาลง กล่าวด้วยน้ำเสียงเคียดแค้น “ต่อหน้าแม่ฉันมันก็ตีหน้าเป็นเด็กดีเรียบร้อย แต่พอลับหลังก็อย่างกับคนละคน ฉันเกือบจะอดใจไม่ไหวลงมือสั่งสอนไปซะหลายครั้งแล้ว”

“จริงดิ” เอ็มเหล่มองผมพร้อมกับเสยเส้นผมสีน้ำตาลที่ยาวปรกหน้าขึ้น

“ก็...อะไรแนว ๆ นั้นแหละ” ผมอ้อมแอ้มตอบ

“แบบนี้มันต้องเจอของจริง !” จอมหาเรื่องใช้กำปั้นทุบลงกับเข่าของตัวเองด้วยท่าทางจริงจัง

“ขอบใจ แต่อย่าเลยว่ะ” ผมส่ายหน้า

“อะไร ? เกิดเป็นห่วงน้องชายตัวเองขึ้นมาหรือไงกัน” ร่างโย่งหันมาถาม

“เปล่า ฉันกลัวแกจะต้องไปนอนหยอดน้ำข้าวต้มที่โรงพยาบาลน่ะสิ” ผมกลอกตา “เพราะไม่รู้ว่าใครกันแน่ที่เป็นของจริง”

“ถูกของไอ้กันต์มัน แกน่ะช่วยอยู่เฉย ๆ จะดีกว่า” เอ็มว่า “ดีกว่ามาก ๆ เลยด้วย”

“พวกแกเลิกดูถูกฉันซะที” ไอ้วิษลุกพรวดขึ้นยืน พลางยกมือกอดอกแล้วส่งสายตามองไปเบื้องหน้า ผมว่ามันคงกำลังมองหาดวงอาทิตย์ตกดินที่ไหนสักแห่งเพื่อเป็นแรงบันดาลใจ (เสียแต่ว่าตอนนี้ยังเช้า มันก็เลยมองไม่เห็น) “ไอ้ตรี บอกความลับที่เกี่ยวกับตัวฉันให้ไอ้สองคนนี้มันรู้ที”

“ความลับอะไรอ่ะ ?” ผมเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม

ตรีเหยียดยิ้มแห้ง ๆ “ไอ้วิษมันไปลงเรียนยูโดที่บ้านฉันมาได้อาทิตย์กว่าแล้วน่ะ”

“โห เจ๋งนี่” เอ็มส่งเสียงหัวเราะ “แต่ฉันว่าแกเริ่มจากคู่ต่อสู้ที่เป็นเด็กประถมก่อนจะดีกว่ามาเริ่มที่น้องไอ้กันต์มันนะ”

วิษเบิกตากว้างแล้วคว้ามือของเอ็มมาจับไว้ “แกนี่มันสุดยอดเลย สมแล้วที่ฉลาดที่สุดในบรรดาพรรคพวก”

“สุดยอดอะไร ?”

“ก็พูดได้เหมือนครูฝึกฉันพูดเป๊ะเลย” ร่างสูงโย่งว่า “ให้เริ่มฝึกกับคู่ต่อสู้ที่เป็นเด็กก่อนเนี่ย”

ผมส่งเสียงหัวเราะดังลั่น ไม่ต่างจากคนอื่น ๆ จะมียกเว้นก็แค่เจ้าวิษคนเดียวที่ยังคงทำหน้ามึน ๆ งง ๆ ไม่เข้าใจความหมาย

“จะว่าไปเรื่องน้องชายแกก็น่าสนใจดีนะ” เด็กหนุ่มผิวขาวกล่าวยิ้ม ๆ

“นั่นสิ” ตรีตบไหล่ผม ซึ่งแรงระดับนี้หากผมไม่คุ้นเคยมาก่อนคงได้นึกว่ามีหมีป่าที่ไหนมาตะปบบ่า “มองในแง่ดี อาจจะมีเรื่องสนุก ๆ ก็ได้”


เสียงกริ่งดังบอกเวลาเข้าเรียนทำให้พวกเราทั้งสี่ ต้องเร่งฝีเท้าที่ก้าวอย่างเอื่อยเฉื่อยให้เร็วขึ้น เพื่อมุ่งหน้าสู่อาคารสูงห้าชั้นแบบไม่มีลิฟต์ และเป้าหมายของเราก็อยู่ที่ชั้นบนสุดเสียด้วย ทำให้ทุกครั้งที่ขึ้นมาห้องเรียนเราต่างก็สรรเสริญผู้ออกแบบอาคารมาให้เด็กวัยรุ่นได้ออกกำลังเพื่อเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรงกันซะทุกคน

ยังไม่ทันก้าวไปถึงหน้าห้อง ผมก็ได้ยินเสียงพูดหนึ่ง คุยอื้ออึงออกมา ตามปกติสาว ๆ ที่น่าเคารพรักของห้องเรานั้นก็เป็นพวกที่ชอบพูดจาเสียงแหลมแทรกเข้าโสตประสาทอยู่แล้ว แต่รู้สึกว่าวันนี้มันจะมากกว่าปกติอยู่ซะหน่อยจนออกจะวุ่นวายชอบกล

“เอ๊ะ ย้ายมาจากต่างประเทศเหรอ ?” เสียงเด็กสาวคนหนึ่งว่า

“ทำไมถึงย้ายมาที่นี่ล่ะ ?” เสียงอีกคนถาม

“แล้วกลับมาได้นานหรือยังเหรอ ?” ตามมาด้วยอีกคน

“โชคดีจังน้าที่ห้องเราได้มีเด็กใหม่” แล้วก็อีกคน

“บทสนทนาเข้าท่านะ” เอ็มหันมาพูดกับผม

“ฉันเสียวสันหลังวาบเลยล่ะ” ผมตอบกลับ จากนั้นก็รีบสาวเท้ายาว ๆ เข้าไปในห้อง

แล้วก็จริงดังคาด...

ร่างสูงโปร่งนั่งอยู่บนเก้าอี้กลางห้องเรียน ล้อมรอบด้วยบรรดาสาว ๆ ในห้อง ใบหน้าของจิณณ์ไม่บ่งบอกอารมณ์ ท่าทางเงียบขรึมแทบไม่พูดไม่จา ถามคำตอบคำ แต่ดูเหมือนว่าเหล่าผู้ที่รายล้อมจะไม่ได้สนใจเท่าไหร่ ที่สำคัญไอ้เจ้าน้องชายนั่นไม่ชายตามองหน้าผมเลยสักนิด

“เอ๊ะ กันต์มาแล้วเหรอ ?” เสียงคุ้นหูทำให้ผมสะดุ้งหันไปมอง

เด็กสาวร่างเล็กที่มีผิวออกขาว ดวงตาของเธอกลมใสเหมือนลูกแมว มีริมฝีปากได้รูป นั่นมัน...จิ๊บเด็กสาวห้องข้าง ๆ ที่เพิ่งจะหักอกผมจนเสียศูนย์ไปเมื่อวานนี่นา ท่าทางยิ้มแย้มแจ่มใสของเธอทำให้ผมรู้สึกสะท้อนใจจนอยู่ ๆ ก็อยากจะร้องไห้ออกมาเสียจริง ๆ

“นี่เธอ มาทำอะไรที่ห้องนี่ล่ะฮะ ! ได้เวลาเข้าเรียนแล้วกลับห้องไปเลยไป” วิษว่าดัง ๆ ทำให้ผมหันไปมองด้วยความรู้สึกซาบซึ้งที่มันช่วยตัดอารมณ์เศร้าของผมลง แม้จะรู้ว่าจริง ๆ แล้วหมอนี่ไม่ได้คิดอะไรมากมายไปกว่าการพยายามหาเรื่องใส่ตัวเท่านั้นก็ตาม

“เชอะ ก็จะกลับอยู่แล้วล่ะย่ะ” เด็กสาวสะบัดหน้าไปอีกทาง

“กันต์ไม่เห็นบอกจิ๊บเลยนะว่า มีน้องชายแล้วก็จะมาเรียนด้วยแบบนี้” เธอว่า

“เอ่อ...”

“นั่นสิ พวกเราไม่เห็นรู้เลยว่านายมีน้องชายด้วย” สาว ๆ คนอื่นเบนสายตามาจ้องหน้าผมเป็นตาเดียว

จะให้บอกพวกเธอได้ยังไงกันเล่า ในเมื่อฉันก็เพิ่งจะรู้เมื่อวานนี้เอง ! ผมตะโกนในใจ แล้วก็ยิ้มแห้ง ๆ ตอบกลับเพราะไม่อาจจะแสดงอาการมาดร้ายต่อหน้าเพศที่ผมยกย่องเหนือสิ่งอื่นใดได้

“คราวหน้าพาน้องชายไปเที่ยวบ้านจิ๊บบ้างก็ได้นะ” เธอฉีกยิ้มแสนดีแล้วก้าวเท้าออกจากห้องไป พร้อมกับเพื่อนสาวอีกสองสามคนที่ตามมาดูไอ้รูปหล่อถึงที่นี่ด้วย

พาไปเที่ยวบ้านงั้นเหรอ ? ผมรู้สึกเหมือนเลือดในกายจะเดือดขึ้นมา ทั้งที่เพิ่งทำให้ผมคร่ำครวญเป็นวรรคเป็นเวรอยู่ตั้งนาน เสียน้ำตาไปตั้งเกือบสองลิตร แล้วพอเห็นว่าผมมีน้องชายที่หน้าตาดี (นิดหน่อย) ก็จะมาพูดแบบนี้ไม่เห็นแก่ความรู้สึกกันบ้างเลยหรือยังไงเนี่ย ?!

“อย่าคิดมาก ผู้หญิงก็งี้แหละ” ไอ้ตรีตบไหล่ผมเบา ๆ

“ผู้หญิงไม่ได้เป็นแบบนี้หมด” เอ็มแทรกขึ้น “แต่ผู้หญิงที่ไอ้กันต์ชอบมักจะเป็นแบบนี้ต่างหากว่ะ”


ยามบ่ายที่อาจารย์วิชาสังคมขับกล่อมเหล่านักเรียนด้วยบทเพลงที่ว่าด้วยเรื่องระบบการปกครองของประเทศในยุคสมัยต่าง ๆ ทำให้ผมรู้สึกมึนงงคล้ายคนโดนฤทธิ์ยานอนหลับเล่นงาน จนเปลือกตาทำงานได้แค่เพียงห้าสิบเปอร์เซ็นต์ของเวลาปกติ (หรืออาจจะแค่สามสิบเปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับเวลาผมจ้องมองสาว)

“เหลือเวลาอีกยี่สิบนาที อ่านทบทวนเองไปก่อนนะ ครูมีประชุม” ว่าจบอาจารย์ชายวัยเกือบห้าสิบก็เคาะสันหนังสือกับโต๊ะ แล้วสาวเท้าออกจากห้องไป พร้อมกับสติที่กลับมาเต็มเปี่ยมของผม

“เดี๋ยวคอยดูอะไรนะ” เอ็มที่นั่งข้าง ๆ ชะโงกมาหา

“หือ ?” ผมเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย

เด็กหนุ่มผิวขาวชี้นิ้วไปยังกลางห้อง เพื่อให้ผมดูปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ(?) ของแม่เหล็กที่ชื่อว่า จิณณ์ ซึ่งกำลังทำการดึงดูดเหล่าสาว ๆ (รวมถึงหนุ่ม ๆ บางคน) ให้เข้ามารุมล้อมจนเป็นวงกลมอยู่กลางห้อง

“น้องชายแกนี่สุดยอดว่ะ” วิษเอียงเก้าอี้ที่อยู่ด้านข้างโต๊ะของผมเข้ามาใกล้ ไม่รู้ว่าทำไมไอ้เจ้าโย่งนี่ถึงได้มานั่งอยู่หน้าผมได้ เพราะแบบนี้ผมก็เลยเรียนอะไรไม่รู้เรื่องเพราะมองกระดานไวท์บอร์ดด้านหน้าไม่เห็นนั่นแหละ

“ใช่ !” เด็กหนุ่มสวมแว่นที่นั่งอยู่ข้างเจ้าโย่งพยักหน้าเห็นด้วย “ตัวก็สูงเกือบเท่าเจ้าวิษ เรียนก็ดีอาจารย์ถามอะไรก็ตอบได้หมด หน้าตานี่ไม่ต้องพูดถึง”

แล้วเจ้าเพื่อนทั้งสามก็หันมาจ้องหน้าผมเป็นตาเดียว

“อะไร ?” ผมขมวดคิ้ว

“ไม่เหมือนเลยอ่ะ”

“พอซะทีเถอะน่า” ผมเบ้หน้า “นั่นน้องชายคนละแม่นะเฟ้ย ไม่ใช่น้องชายฝาแฝด จะให้เหมือนอะไรกันนักหนา”

“ก็จริง”

“อีกอย่าง เลิกเอามาเทียบกันซะที แค่นี้ฉันก็รู้สึกแย่พอแล้วนะ”

ผมซบหน้าลงกับโต๊ะ ทำไมสวรรค์ต้องกลั่นแกล้งคนอกหักซ้ำซากอย่างผมด้วยการส่ง ไอ้เพอร์เฟคมาอยู่ข้าง ๆ แบบนี้ด้วย

“โธ่ แกก็มีข้อดีของตัวเองน่า” ไอ้เจ้าวิษยื่นมือมาขยี้หัวผม “เช่นว่า...เอ่อ...”

ผมเงยหน้าขึ้น พลางหรี่ตามอง

“เอาน่า แกมีข้อดีของตัวเองก็แล้วกัน” ร่างโย่งตัดบทดื้อ ๆ

“อย่างน้อยแกก็วิ่งเร็วที่สุดในชั้นนะ” เอ็มวางศีรษะบนฝ่ามือที่ตั้งศอกอยู่กับโต๊ะ

“เออ ใช่” วิษรีบว่า พร้อมกับหันไปมองหน้าเอ็มด้วยแววตาขอบคุณที่ช่วยให้มันหลุดจากการคิดหาข้อดีของผมออกมาได้

จริงอย่างว่า แม้กีฬาอื่นผมจะไม่ค่อยได้เรื่อง เช่น เล่นแบดมินตันก็เสิร์ฟติดเน็ตตลอด เล่นบาสฯก็ชู๊ตไม่เคยเข้าห่วง เตะฟุตบอลยิงนกกระแทกหัวกองเชียร์ แต่ที่ผมทำได้ดีมากนั่นก็คือวิ่ง มันไม่ต้องคิดอะไร ไม่ต้องข้องเกี่ยวกับใคร แค่ก้าวเท้าให้เร็วทะยานไปด้านหน้าก็พอแล้ว

“แกน่าจะเข้าชมรมกรีฑาด้วยซ้ำ ถ้าไม่บ้าบอตามสาวที่ไหนก็ไม่รู้ไปลงชมรมงานฝีมือ” ตรีว่าพร้อมกับหัวเราะ

ผมกลอกตา จากนั้นก็หันไปมองจิณณ์ที่โดนรุมล้อมอยู่กลางห้องเพียงเวลาแค่ยังไม่ทันข้ามวัน ไอ้หมอนี่ก็กลายเป็นหนุ่มสุดฮ็อตที่สุดในโรงเรียน ถึงขั้นมีรุ่นน้องม.ต้น แอบมายืนมองที่หน้าห้องด้วยซ้ำ ส่วนผมก็กลายเป็นพี่ชายที่ด้อยค่าไปโดยปริยายในพริบตา

“ไหน ๆ อาจารย์ก็ไม่สอนแล้วไปหาขนมกินแล้วไปนั่งเล่นที่ชมรมดีกว่า” วิษเสนอ

“ดีเหมือนกัน” ตรียกเป้ขึ้นสะพายหลัง

เพื่อนทั้งสามของผมนั้นอยู่ชมรมเดียวกันหมดนั่นก็คือ ชมรมนันทนาการ ที่เจ้าพวกนี้เป็นตัวตั้งตัวตีเปิดขึ้นมาเอง สมาชิกก็มีแค่เพียงสิบกว่าคนล่อแหลมต่อการโดนยุบอย่างยิ่ง เจ้าพวกนี้ยึดห้องเรียนที่มีโทรทัศน์เป็นสื่อการสอนเป็นสถานที่ตั้งชมรม แล้วทำกิจกรรมหลักซึ่งก็คือหากไม่เปิดวีดีโอดูขบวนการเรนเจอร์ห้าสี ก็เปิดเพลงสายน้ำไหลขับกล่อมแล้วต่างคนต่างนอน ซึ่งอย่างหลังนี้เจ้าเอ็มบอกผมว่ามันเป็นกิจกรรมที่สร้างเสริมคุณภาพจิตใจที่สุดแล้ว ความจริงผมอาจจะเห็นด้วยถ้าเป็นหนึ่งในสมาชิกชมรม แต่ในเมื่อผมไม่ได้เป็นสมาชิกผมจึงมองว่ามันไร้สาระอย่างยิ่ง และแอบแช่งให้อาจารย์ที่ปรึกษาเข้ามาตรวจชมรมซะบ้าง

จริง ๆ แล้วมีคนคาดหวังว่าเจ้าเอ็มหน้าหล่อจะไปอยู่ชมรมด้านวิชาการเช่น คณิตศาสตร์ หรือเคมี ทางด้านตรีก็มีคนทาบทามให้ไปร่วมกับชมรมศิลปะป้องกันตัว แต่ทั้งสองไม่สนใจอะไรแบบนั้น ส่วนเจ้าวิษ อืม...ผมว่าคงไม่มีอะไรเหมาะไปกว่าชมรมนันทนาการอีกแล้ว

“เดี๋ยว ! พวกเด็กหลังห้องสี่คนนั้นน่ะ” เสียงใสของเด็กสาวคนหนึ่งทำให้เราที่กำลังจะก้าวเท้าออกจากห้องนั้นต้องหันไปมอง เพราะคำว่า ‘เด็กหลังห้องทั้งสี่’ คงจะหมายความถึงใครไปไม่ได้อีก

แล้วผู้ที่เรียกก็คือ พลอย เด็กสาวร่างเล็กผู้รวบเส้นผมสีดำสนิทรัดเป็นหางม้าไว้ทางด้านหลังอยู่เสมอ เธอมีผิวสีแทนเนียนสวย และมักจะโมโหโกรธาอย่างยิ่ง หากได้ยินคำพูดอะไรที่สื่อความหมายถึงสีที่ตรงกันข้ามกับสีขาว ใบหน้าเรียว คางแหลม จมูกเล็กเข้ากันได้ดีกับดวงตากลมใส

“ครับผม” ผมหันไปยิ้มสดใสตอบ

“ให้มันน้อย ๆ หน่อยเจ้าคนเพิ่งอกหัก” เอ็มกระแทกไหล่ผมจากทางด้านหลัง

“พวกนายจะไปไหนกันน่ะ” เธอสาวเท้าฉับ ๆ มายืนขวางประตูอยู่เบื้องหน้า

“ก็ไม่มีเรียนแล้วนี่ เราก็จะไปข้างนอกห้องมันผิดตรงไหนหรือไง !” วิษก้าวเท้าไปเผชิญหน้า แต่แล้วก็โดนเด็กสาวร่างเล็กใช้ศอกกระแทกท้องทั้งที่ดูแล้วว่ามันไม่น่าจะรุนแรงอะไร แต่เพื่อนของผมก็ทรุดลงไปนั่งตัวงออยู่กับพื้น

“พูดจาให้มันดี ๆ หน่อยนะยะ” พลอยเขม่นมอง ส่วนนายคนวางโตชอบหาเรื่องก็ค่อย ๆ ลุกขึ้นแล้วเดินหลบไปยืนด้านหลังสุด ขนาดผู้หญิงตัวเล็กกว่าตั้งเยอะเจ้าวิษยังไม่มีท่าทางจะต่อกรได้เลย

“มีอะไรกับพวกเราล่ะ ?” เอ็มถามหลังจากส่ายหน้าเล็กน้อยกับความไม่เอาไหนของเพื่อน

“มีแน่อยู่แล้ว” เด็กสาวยกมือกอดอก “พวกนายต้องอยู่ที่นี่ช่วยงานห้อง”

“งานอะไรอ่ะ ?” ผมถามทันควัน ทำให้ดวงตาของสาวน้อยหันขวับมาจ้อง

“นายไม่เคยฟังเลยใช่มั้ยทั้งที่ฉันพูดปากเปียกปากแฉะทุกวัน เรื่องให้ทุกคนอยู่ช่วยกันทำอุปกรณ์สำหรับงานแสดงวันคริสต์มาสเดือนหน้านี้น่ะ”

ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยแฮะ ผมคิด แต่ก็เลือกที่จะยิ้มแห้ง ๆ ตอบกลับไปมากกว่า

เนื่องจากโรงเรียนของเราได้ชื่อว่าเป็นโรงเรียนคริสต์ แล้วแม้ว่านักเรียนส่วนใหญ่กว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์ก็ไม่ได้นับถือศาสนาตามอย่างชื่อ แต่อย่างไรกิจกรรมที่สำคัญอย่างหนึ่งในรอบปีก็คืองานวันคริสต์มาสนั่นเอง

“จริงอยู่ว่าเราไม่ค่อยได้ช่วย แต่ก็ไม่เห็นว่าคุณหัวหน้าห้องจะว่าอะไรเลยนี่นา” เอ็มกล่าวแล้วพวกเราก็หันไปมองเด็กหนุ่มร่างผอมกะหร่องสวมแว่นที่นั่งอยู่หน้าห้อง เมื่อเห็นสายตาอันอ่อนโยนของพวกเราคุณหัวหน้าห้องก็ยิ้มฝืด ๆ คล้ายจะร้องไห้แล้วรีบหันไปทางอื่น

“ไม่รู้แหละ ในเมื่อทุกคนในห้องช่วย พวกนายก็จะเอาเปรียบไม่ได้ !” เด็กสาวยืนยัน ด้วยใบหน้ามุ่งมั่นไม่ยอมใครนี้ทำให้ผมรู้สึกอยากจะทุ่มกายถวายแรงช่วยอย่างเต็มที่ซะตอนนี้เลย

“ได้เลยครับ” ผมรีบตอบ

“เฮ้ย ๆ ๆ ” เสียงเพื่อนทั้งสามร้อง

“อะไรกันพวกแก เป็นลูกผู้ชายหรือเปล่าฮะ !? เรื่องแบบนี้ยังไงก็ต้องช่วยอยู่แล้วไม่ใช่เรอะ !” ผมหันไปว่า

“แกนั่นแหละไอ้ตัวโดดคนแรก” เด็กหนุ่มสวมแว่นกลอกตา

เอ็มเสยผมสีออกแดงของตัวเอง เหล่มองเพื่อนผู้แสนดีอย่างผม ก่อนจะว่า “เฮ้อ เอาเหอะช่วยก็ช่วย”

“พวกแกนี่มันใจอ่อนชะมัด” วิษว่าดัง ๆ แต่เมื่อเห็นสายตาของเพื่อนสาวที่ขวางทางอยู่จึงพูดต่อว่า “แต่ในเมื่อฉันเป็นคนดี จะช่วยด้วยก็ได้”

“ดี” พลอยพยักหน้าเบา ๆ

“แต่...” เอ็มเหยียดยิ้ม “เราขอเริ่มงานวันพรุ่งนี้นะ เรามีชมรมต้องดูแล”

“ใช่” ผมตอบ ชมรมงานฝีมือก็ขาดผู้ชายคนเดียวในกลุ่มอย่างผมไม่ได้เช่นกัน (ผมคิดเอาเองน่ะครับ)

ว่าแล้วพวกเราก็ขยับเท้าเตรียมโกยอ้าวออกจากห้อง ทั้งที่ควรเป็นอย่างนั้นแต่ผมกลับเป็นคนเดียวที่ไม่ได้ขยับเขยื้อนไปไหนทั้งที่ขาก็ทำหน้าที่ของมันตามคำสั่งสมองแล้ว นั่นก็เพราะมีแรงกระชากเกิดขึ้นจากเบื้องหลัง

ผมหันขวับไปมอง ฝ่ามือเรียวยาวข้างหนึ่งคว้าคอเสื้อด้านหลังของผมไว้แน่น ดวงตาเรียวยาวสีอ่อนจ้องตรงมา

“เฮ้ !” ผมร้องพลางดึงมือออก “ทำบ้าอะไร ?! ปล่อยนะโว้ย !”

“มีเรื่องจะพูดด้วย” เสียงทุ้มต่ำกล่าว ทั้งที่ยังไม่ยอมคลายมือออก

ทั่วทั้งห้องเงียบสนิท ทุกสายตาจ้องมองมาที่ผมกับจิณณ์เป็นตาเดียว ดูยังไงการกระทำนี้ก็ไม่มีทางสื่อไปในทำนองสองพี่น้องผู้น่ารักได้

“ปล่อยสิฟะ” ผมพยายามแกะมือที่ด้านหลังออก เหมือนกำลังตะเกียกตะกายคว้าอากาศ

“เฮ้ ๆ จะทำอะไรเพื่อนเราน่ะ” เอ็มว่า

“ไม่เกี่ยวกับคนอื่น” จิณณ์หันไปตอบ

“ไม่เกี่ยวได้ไงวะ !” วิษทำท่าจะวิ่งตรงเข้ามาแต่โดนเด็กหนุ่มสวมแว่นยกมือขวางไว้ก่อน

“ฉันเอง” ตรีบอก พลางก้าวเท้าเข้ามาใกล้ตรงหน้าเด็กหนุ่มร่างสูง “จะพูดว่าไม่เกี่ยวคงไม่ได้ เพราะไอ้กันต์มันเพื่อนเรา และมันคงไม่ชอบให้ใครมากระชากคอเสื้อแบบนั้นต่อให้เป็นญาติทางไหนกันก็เถอะ”

แม้จะมีส่วนต่างทางด้านร่างกายที่เห็นได้ชัด แต่จิณณ์คงไม่มีทางต่อกรกับคนที่ชำนาญด้านการต่อสู้เพราะฝึกฝนมาตั้งแต่เด็กเช่นเพื่อนผมคนนี้ได้

“ใจเย็น ๆ ” ผมรีบพูด พร้อมกับหันไปคว้าข้อมืออีกข้างของเจ้าน้องชายต่างแม่

“มาทางนี้ !” ผมพูดกับจิณณ์ ก่อนจะออกแรงลากร่างสูงนั้นด้วยท่าทางที่ออกจะแปลกอยู่สักหน่อยคือ ผมคว้าแขนจิณณ์ ส่วนจิณณ์ก็หิ้วคอเสื้อด้านหลังของผม จากนั้นก็มุ่งออกนอกห้องตรงไปยังประตูที่เปิดไปสู่บันไดหนีไฟคับแคบที่ตั้งอยู่ทางด้านซ้ายสุดของตัวอาคาร

“ปล่อยคอเสื้อฉันซะที !” ผมกล่าวอย่างหงุดหงิดเมื่ออยู่ด้วยกันตามลำพัง

ฝ่ามือเรียวค่อย ๆ คลายออก ไม่ต้องมองก็รู้ว่าเสื้อของผมคงอยู่ในสภาพยับย่นแค่ไหน

“นายทำบ้าอะไรน่ะ ฮะ ?!” ผมพ่นคำพูดออกมาอย่างเหลืออด “เพื่อนฉันอาจจะชกนายคว่ำก็ได้ เพราะงั้นเตือนด้วยความหวังดีเลยนะว่าอย่าพยายามหาเรื่องฉันที่โรงเรียนอีก”

“หาเรื่องอะไร ?” คิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน

ผมอ้าปากค้างไอ้เจ้านี่สมองเสื่อมหรือไงฟ่ะ

“ก็ที่นายทำตะกี้ไงเล่า !”

“นั่นก็เพราะนายกำลังจะออกจากห้องไป ก็ต้องทำให้หยุดไม่ใช่เหรอ ?” เสียงทุ้มตอบอย่างราบเรียบไร้อารมณ์

ผมล่ะอยากรู้จริง ๆ ว่าไอ้การทำให้คนอื่นหยุดด้วยการกระชากคอเสื้อจนตัวลอยน่ะ มีใครที่ไหนเขาทำกันบ้าง

“แล้วมีเรื่องอะไรฮะ ?” ผมพ่นลมหายใจยาวเหยียดก่อนจะถาม

“เรื่องกลับบ้านเย็นนี้” ร่างสูงว่า

“หา ?” ผมขมวดคิ้ว

“คุณป้าบอกให้ฉันกลับพร้อมนาย”

“เรื่องแค่นี้อ่ะนะ” ผมถามอย่างไม่อยากจะเชื่อ

“ว่าไงล่ะ ?”

“ไม่ใช่เด็กประถมซะหน่อย อยากจะกลับตอนไหนก็ตัวใครตัวมันเถอะ” ผมว่า

แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่พอใจในคำตอบ ดวงตาเรียวยาวสีอ่อนเขม่นมองผมราวกับจะแทงให้ทะลุ รัศมีกดดันในแบบที่เวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่นหมอนี่ไม่เคยแสดงออกกำลังแผ่มาคุกคามผม

“โอเค ๆ เจอกันที่หน้าประตูโรงเรียนก็แล้วกัน” ผมพูด “พอใจหรือยัง ?”

“ก็ไม่ได้ไม่พอใจอะไรนี่” จิณณ์ยักไหล่ด้วยท่าทางเหมือนไม่แยแส แล้วฝ่ายผมเองซะอีกที่เซ้าซี้ขอให้กลับบ้านพร้อมกัน จากนั้นร่างสูงก็เปิดประตูกลับไปด้านนอก

“อะไรกันวะเนี่ย” ผมส่ายหน้าอย่างงง ๆ แล้วก็สาวเท้าตามออกไป

ผมก้าวเท้ายาว ๆ หลังจากลงมาจากอาคารเรียน จากนั้นก็เดินอ้อมสนามหญ้าเล็ก ๆ ที่ปลูกหญ้าแบบควบคุมความประพฤติคือคอยตัดแต่งเสียจนมันไม่ค่อยจะงอกงาม จนผมคิดว่าสักวันหนึ่งจะพาลุงคนดูแลสนามไปทำความรู้จักกับมารดาของผม แล้วเปิดโอกาสให้ทั้งสองได้แลกเปลี่ยนความคิด เพื่อผมจะได้หญ้าสีเขียวสดใสสมเป็นสนาม และได้บ้านที่มีต้นหญ้าพอเหมาะสมเป็นบ้าน

หลังจากผ่านอาคารพละซึ่งมีถนนทางเดินเทด้วยปูนแบบฉาบไม่รีบ ก็จะเห็นตัวอาคารอำนวยการ ซึ่งเป็นอาคารสองชั้นเก่าแก่ทาด้วยสีขาว แต่กาลเวลาก็ได้เปลี่ยนให้มันเป็นสีเหลืองซีด ๆ และด้านหลังของอาคารที่เป็นส่วนลึกสุดของสถานศึกษาแห่งนี้ จะมีโต๊ะหินตั้งเรียงรายอยู่หลายตัว และหนึ่งในนั้นก็เป็นแหล่งพำนักประจำของผม

“มีอะไรมั้ย ?” ตรีถามเมื่อผมก้าวไปสบทบ ดูเหมือนพอเห็นผมลากเจ้าตัวปัญหาไปคุยทั้งสามก็เลยลงมารอผมอยู่ที่นี่

“ไม่มี” ผมส่ายหน้า “หมอนั่นแค่ถามอะไรฉันนิดหน่อย”

“ท่าทางเอาเรื่องอย่างที่ว่าจริง ๆ นะ” เอ็มว่ายิ้ม ๆ

“พวกแกไม่น่าห้ามฉันไว้เลยนะ ไม่งั้น...” วิษพูดด้วยสีหน้าเอาจริงเอาจัง

“ไม่งั้นเราคงไม่ได้มานั่งอยู่นี่ เพราะต้องพาแกไปห้องพยาบาลใช่มั้ยวะ” เด็กหนุ่มผิวขาวส่ายหน้า ส่วนผมก็หัวเราะ

พวกเรานั่งคุยเรื่องสัพเพเหระกันสักพัก ด้านหลังอาคารก็เริ่มมีนักเรียนกลุ่มอื่นมานั่งบ้าง

“วันนี้ขอฉันไปนั่งชมรมแกได้มั้ยวะ” ผมพูดน้ำเสียงอ่อย ๆ

“แล้วไม่ไปชมรมงานฝีมือของแกแล้วหรือไงอ่ะ” เจ้าร่างโย่งหันมาถาม ทุกครั้งที่เพื่อนผมคนนี้พูดถึงชมรมที่ผมอยู่ เจ้านี้จะใช้เสียงที่ดัดให้เล็กแหลม แสดงการล้อเลียนเสียทุกครั้ง

“วันนี้พวกสาว ๆ นัดให้เอาไม้ถักไหมพรมกับไหมมา” ผมกล่าวเสียงอ่อย ๆ “แต่ฉันไม่ได้เอามา”

“ลืม ?” วิษเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย

“ไม่ได้ลืม” ผมตอบอย่างมาดมั่น “แต่ไม้มันหน้าตาเป็นยังไงฉันยังไม่รู้จักเลย จะเอามาได้ยังไงล่ะวะ”

“งั้นฉันมีข้อเสนอดีกว่าไปนั่งสมาธิที่ชมรมเราซะอีก” เอ็มลุกขึ้นยืน “โดดไปกินอะไรที่บ้านฉันดีกว่า วันนี้พี่ชายฉันเลิกงานเร็วคงมีของกินเพียบแน่”

“เอ็มเพื่อนรัก” วิษคว้ามือของคนชวนมากุมไว้ด้วยท่าทางปลาบปลื้มสุดแสน “แกเป็นคนดีจริง ๆ ว่ะ”

“แกมันสุดยอดเพื่อน” ผมว่าพร้อมกับรีบลุกขึ้นไปกอดคอด้วยความซาบซึ้ง

“ฉันกระโดดจูบแกในใจเลยนะ” ตรีหัวเราะเบา ๆ

“โคตรจะซึ้งใจเลย” เอ็มกลอกตา

“มิตรแท้ในหมู่มาร” ไอ้เจ้าวิษว่าต่อ

“ยอดชายในหมู่ชาย” ผมช่วยเสริม

“พอ ๆ ไปกันได้แล้วโว้ย!”


“อิ่มแบบไม่สามารถอิ่มได้มากไปกว่านี้แล้วแฮะเรา” ผมใช้มือกุมท้องขณะก้าวเท้าผ่านซอยเล็ก ๆ ในหมู่บ้านที่ตอนนี้ไฟสองข้างทางส่องสว่างขึ้นแล้ว

เนื่องจากว่าพี่ของเจ้าเอ็มที่ชื่อว่า เอ นั้นกำลังทำงานเป็นเชฟฝึกหัดอยู่ในร้านอาหารชื่อดังแห่งหนึ่ง เวลาว่างก็เลยมักจะซื้อของมาลองทำที่บ้านเช่นวันนี้ ดังนั้นมันก็เลยเป็นโชคดีของพวกผมที่ได้กินฟรีกันได้อย่างหน้าชื่นตาบาน กินไปกินมาก็เลยได้กลับมาบ้านก่อนท้องจะแตกเอาซะเกือบค่ำนี่ล่ะครับ

ผมเลื่อนประตูรั้วพร้อมกับก้มศีรษะผ่านแมกไม้เลื้อย (หรือไม่ก็หัวงูเขียว) เข้าไปในบ้าน

“กลับมาเอาป่านนี้เลยนะ” เสียงแม่เอ่ยทักทันทีที่ผมเปิดประตูเข้าไปในบ้าน

“ขอโทษครับ” ผมรีบวิ่งตรงเข้าไปหา “พอดีผมแวะไปทำการบ้านที่บ้านเพื่อนมาน่ะ”

ผมใช้สองมือเกาะแขนผู้ในกำเนิด แล้วเหยียดยิ้มแสนดีทันควัน ในขณะที่แม่หรี่ตาลงเล็กน้อยด้วยท่าทางจับผิด

“โกหก” แม่ส่ายหน้า จากนั้นก็มองข้ามไหล่ผมไปด้านหลัง “น้องล่ะกันต์”

“หือ ?” ผมเลิกคิ้วสูง

“จิณณ์ไปไหนล่ะลูก” แม่ถาม

“อ้าว” ผมหันมองไปรอบ ๆ ตัวลืมไปเสียสนิทเลยว่าตัวเองมีน้องชายกับเขาด้วยอีกคน “หมอนั่นยังไม่กลับมาอีกหรือครับ ?”

“ถ้ากลับมาแล้วแม่จะถามหรือไง” หญิงสาวหยิกผมที่แขนครึ่งหนึ่ง “แม่บอกแล้วไงว่าให้กลับพร้อมกันน่ะ”

นอกจากลืมว่าตัวเองมีน้องชายไปชั่วขณะแล้ว ผมยังลืมไปด้วยว่านัดเจ้านั่นให้รออยู่หน้าประตูโรงเรียน แต่...ต่อให้รอยังไงก็ไม่น่าจะรอนานเกินครึ่งชั่วโมง แล้วถ้านับรวมเวลาการเดินทาง เจ้านั่นก็น่าจะกลับมานั่งส่งกระแสจิตแช่งให้ผมหกล้มหน้าคว่ำอยู่ที่บ้านนานแล้วนี่นา

“ว่าไงกันต์”

“โธ่แม่ นี่เพิ่งหกโมงกว่าเองนะครับ เดี๋ยวก็กลับมาเองแหละ” ผมบอกพร้อมกับยิ้มฝืด ๆ “จิณณ์ท่าทางป็อบมาก คงจะมีเพื่อนพาไปเลี้ยงข่าวทำความรู้จักล่ะมั้ง”

“แล้วจะกลับบ้านยังไงล่ะ” แม่ทำหน้ามุ่ย “เพิ่งมาอยู่แท้ ๆ ต้องลำบากแน่ มือถือก็ไม่มีซะด้วย”

“อย่าห่วงนักเลยหมอนั่นไม่ใช่เด็กนะครับ อายุก็เท่าผมเนี่ย” ผมว่า

“มันไม่ใช่เรื่องว่าจะอายุมากน้อยแค่ไหนซะหน่อยนะกันต์ !” หญิงสาวกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“ขอโทษครับ” ผมตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา แล้วเดินไปนั่งที่โซฟา ตามองไปที่นาฬิกาอนาล็อกลายมะนาวฝานสีเหลืองสดที่แขวนอยู่บนผนัง

เข็มวินาทีสีแดงของมันเคลื่อนตัวอย่างช้า ๆ เป็นจังหวะคงที่ แก๊ก...แก๊ก...

‘ทำไมถึงรออยู่ กลับไปก่อนก็ได้นี่’

‘ไม่อยากจะมีปัญหาตั้งแต่วันแรก’

อยู่ ๆ ผมก็นึกถึงบทสนทนาเมื่อวานขึ้นมา เมื่อวานจิณณ์อยู่รอผมทั้งที่ผมมาช้าไปตั้งเกือบชั่วโมง แต่หมอนั่นก็ยังยืนรออยู่โดยไม่ยอมกลับบ้านก่อน ว่ากันตามจริง ร่างสูงนั้นรออยู่ที่เดิมราวกับไม่ได้ขยับตัวไปไหนเสียด้วยซ้ำ เมื่อตอนบ่ายที่อยู่ในห้องเรียนก็เหมือนกัน ทำไมจะต้องรีบดึงตัวผมมาเพื่อจะพูดเรื่องที่ว่าแม่ให้เรากลับบ้านพร้อมกันแบบนั้นด้วย

‘ฉันไม่เคยเดินแถวนี้’ ดูเหมือนตอนพาออกไปเดินสำรวจเมื่อวาน หมอนั่นจะพูดประโยคนี้ออกมาด้วย

ไม่อยากจะมีปัญหาตั้งแต่วันแรก งั้นเหรอ ?

หรือว่า ?!

ผมเบิกตากว้าง พร้อมกับยันตัวลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้

“ผมออกไปข้างนอกนะครับ !” ผมกล่าวดัง ๆ พร้อมกับคว้ารองเท้าขึ้นสวม

“เดี๋ยวกันต์จะไปไหนน่ะ ? แล้วน้องล่ะ” แม่ตะโกนไล่หลัง

“ไม่ต้องห่วงครับ เดี๋ยวผมจัดการเอง” ผมว่าแล้วทำกิจกรรมที่ถนัดอย่างที่สุดนั่นก็คือวิ่งสุดฝีเท้า

ช่วงเวลาค่ำการจราจรแทบไม่ขยับเขยื้อน สัญญาณไฟแดงคอยดักยานพาหนะไว้ทุกแยกทุกมุมเพื่อไม่ให้มันเคลื่อนตัวไปไหนได้ ส่วนผมที่ไม่หวังพึ่งสิ่งเหล่านั้นก็กำลังวิ่งเต็มฝีเท้าอยู่บนฟุตบาทอันมีผู้คนบางตา ผมก็กระโดดผ่านรั้วเตี้ย ๆ ของสวนสาธารณะลัดเลาะผ่านซอยเล็ก ๆ ซึ่งเป็นทางลัดเพื่อมุ่งหน้าไปยังโรงเรียน

พระอาทิตย์ตกดินไปนานแล้ว อากาศในเดือนที่เข้าสู่ช่วงปลายปีไม่ค่อยร้อนมากนัก มีสายลมเย็นชื้นพัดมาเป็นระยะ ช่วยให้ผมไม่ต้องขาดใจตายไปซะก่อน

ผมคิดว่าตัวเองเข้าใจแล้วว่าทำไมเมื่อวานเจ้านั่นถึงได้รอผมทั้งที่คงไม่อยากรอ เข้าใจแล้วว่าทำไมถึงต้องบอกว่าจะกลับบ้านพร้อมผม สิ่งที่พูดว่า ‘ไม่อยากมีปัญหาตั้งแต่วันแรก’ ไม่ใช่เพราะไม่อยากให้แม่ของผมถามเซ้าซี้หรือเป็นห่วง

แต่สิ่งที่หมอนั่นไม่อยากให้เป็นปัญหาก็คือ...การหลงทางหาทางกลับบ้านไม่ได้ต่างหาก

ผมก้มตัวลงใช้มือทั้งสองจับหัวเข่าของตัวเองและหายใจหอบถี่ ๆ จนตัวโยน หยาดเหงื่อไหลตามปลายเส้นผมเปียกชื้นหยดลงปลายเท้า ลำคอของผมแห้งผาก น้ำลายเหนียวฝืดจนแทบกลืนไม่เข้า ผมถนัดเรื่องวิ่งก็จริงแต่ก็เป็นเพียงวิ่งระยะสั้นไม่เคยวิ่งเป็นระยะทางไกล ๆ แบบนี้มาก่อนเลย

“จิณ...ณ์...” ทั้งที่ตั้งใจจะให้มันเป็นเสียงตะโกน แต่ที่ออกมากลับเป็นเพียงเสียงแผ่วเบาแหบแห้งฟังไม่ค่อยเป็นคำ

ผ่านไปครู่หนึ่งผมจึงยืดตัวขึ้นช้า ๆ พลางส่งสายตามองไปรอบ ๆ หน้าประตูโรงเรียนนั้นเงียบสงบ ผ่านแสงสีขาวนวลส่องมาจากไฟข้างทางที่กระพริบติด ๆ ดับ ๆ และสปอร์ตไลท์ที่ใช้ส่องบริเวณป้ายชื่อของโรงเรียน

ไม่มีใครอยู่เลยสักคน

ผมสูดหายใจเข้าออกยาว ๆ สองสามครั้ง ก่อนจะตะโกน

“จิณณ์ !” คราวนี้เสียงออกมาดังก้องชัดเจน “จิณณ์...นายอยู่นี่หรือเปล่า ?!”

ไม่มีเสียงตอบกลับ ทุกอย่างเงียบงันราวกับแม้แต่เสียงของผมก็ถูกความมืดกลืนหายไปด้วย

ผมหันมองรอบตัวอย่างสับสนไม่มีใครอยู่แถวนี้อีกแล้ว ไม่เหลือใครอยู่เลยสักคน นี่ผมโง่เองหรือเปล่าที่วิ่งจากบ้านมาจนถึงโรงเรียนนี่ ไม่มีใครบ้าอยู่รอหรอก

“โธ่ ทำอะไรวะเรา” ผมก้มหน้าใช้มือกุมขมับ รู้สึกหมดแรงจนท่อนขาทั้งสองเหมือนจะทรงตัวไม่อยู่เอาดื้อ ๆ “วิ่งจากบ้านมาโรงเรียนเนี่ยน่ะ ไม่อยากจะเชื่อ”

“นี่เธอ” เสียงเรียกจากทางด้านหลังทำให้ผมสะดุ้ง ก่อนจะหันขวับไปมอง

ชายชราร่างเล็กผู้มีเส้นผมสีเทาทั้งศีรษะยืนอยู่ที่ประตูรั้ว ใบหน้าผอมนั้นทำให้เห็นโหนกแก้มชัดเจนรวมถึงริ้วรวยมากมายบนใบหน้าแห้งกร้านนั้นด้วย ...ผมจำชายผู้นี้ได้ดีแม้จะไม่รู้จักชื่อ เพราะเขาคือคนที่ผมอยากจะพาไปคุยเรื่องต้นหญ้ากับผู้เป็นแม่ ลุงภารโรงผู้ดูแลสวนของโรงเรียน

“มีคนมาจริง ๆ ซะด้วย” ลุงกล่าว พร้อมกับสาวเท้าเข้ามาใกล้ผม

“ครับ ?” ผมขมวดคิ้วอย่างไม่ค่อยเข้าใจ

“ก่อนหน้านี้น่ะ มีเจ้าหนุ่มตัวสูงยืนรอใครก็ไม่รู้อยู่ที่นี่” ชายชรากล่าว “จนคนอื่น ๆ กลับไปกันหมดแล้วก็ยังยืนพิงกำแพงรออยู่ไม่ยอมไปไหนเลย ลุงเองก็กำลังจะกลับบ้านก็เลยเข้าไปถาม เขาบอกว่ารอคนมารับน่ะ”

ผมกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก

“ลุงเห็นว่าไม่มีทีท่าว่าจะมีใครมาสักที ก็เลยบอกให้เขากลับบ้านไปเพราะมันก็มืดแล้ว” เสียงแห้ง ๆ พูดต่อ “แต่ดูเหมือนเขาจะมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องทางกลับบ้าน ก็เลย...”

ผมรีบพูดอย่างร้อนรน “หมอนั่นอยู่ไหนครับ ? หมอนั่นไปไหนแล้ว !”

“เพราะยังไงก็ยืนยันว่าจะรอ ลุงก็เลยให้เข้าไปรอในรั้วโรงเรียนน่ะ ยังไงซะตอนกลางคืนก็อันตราย” ชายชรากล่าวพร้อมกับชี้นิ้วไปทางด้านหลังของผม ผมรีบหันกลับไปมอง

เด็กหนุ่มร่างสูงสะพายเป้ไว้กับบ่าก้าวเท้าผ่านรั้วออกมามาอย่างช้า ๆ ดวงตาเรียวสวยดูเปล่งประกายมากกว่าปกติในเวลามืด

“จิณณ์ !” ผมเบิกตากว้าง รู้สึกโล่งอกอย่างบอกไม่ถูก

“ช้ามาก” น้ำเสียงทุ้มต่ำว่า “รีบกลับกันซะทีสิ”

 

 

Chapter 2

เด็กหลง


“ขอโทษที” ผมกล่าว

“เรื่องที่ปล่อยให้ฉันรอจนมืด” ร่างสูงที่อยู่ข้าง ๆ พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “หรือว่าเรื่องที่ต้องให้มาช่วยพยุงนายอยู่นี่ล่ะ”

“หึ” ผมส่งเสียงแห้ง ๆ ออกจากลำคอ

เนื่องจากว่าผมวิ่งเป็นระยะทางไกลโข พร้อมด้วยอากาศที่เย็นลงในยามค่ำของฤดูหนาว (ที่ตามปกติก็ไม่ค่อยจะหนาว) ทำให้ขาของผมเกิดทรยศด้วยการเป็นตะคริวซะอย่างนั้น แถมผมยังใช้พลังงานจากอาหารจำนวนมากของพี่ชายเจ้าเอ็มหมดไปแล้ว ตั้งแต่พยายามแปลงร่างเป็นซูเปอร์แมนเคลื่อนที่เท่าความเร็วเสียง ตอนนี้ก็เลยแทบจะไม่เหลือแรงเดิน สุดท้ายจิณณ์ก็เลยต้องมาช่วยประคองผมให้ก้าวเท้าต่อไปได้

“ทำไมนายไม่บอกมาตรง ๆ เลยล่ะว่าจำทางกลับบ้านไม่ได้” ผมถามขณะใช้มือเกาะบ่าของอีกฝ่าย

“ถึงบอกไปก็ไม่เชื่ออยู่ดี” จิณณ์กล่าว ทำให้ผมหันไปชำเลืองมองน้องชายต่างแม่ ดูท่าว่าน้ำเสียงทุ้มต่ำไม่แสดงอารมณ์ของเจ้านี่ จะเป็นแค่คำพูดที่ออกมาตามธรรมชาติ ไม่ได้แฝงความรู้สึกเหยียด ๆ ตามที่ผมคิดไว้แต่แรก

บอกไปก็ไม่เชื่ออยู่ดีงั้นหรือ ? อาจจะเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ก็ได้ ใครจะไปคิดล่ะว่าคนที่อายุตั้งสิบหก สิบเจ็ดแล้วเนี่ยจะจำทางกลับบ้านไม่ได้

“ถ้ามีปัญหาแบบนี้ แล้วนายทำยังไงล่ะ ?” ผมถามต่อหลังจากนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง

“แค่ต้องทำให้ชิน” ร่างสูงส่งสายตามองไปตรงไปด้านหน้า

“หมายถึงต้องคุ้นเคย จนไม่ต้องคิดเลยสินะ”

“ฮืม” อีกฝ่ายตอบ “ถ้าคิดแล้วอาจจะหลงก็ได้”

“ยังไง ?”

“เช่นถ้าเจอทางเลี้ยวก็จะต้องเลี้ยวได้เลยโดยไม่ต้องคิด ถ้าหยุดคิดว่าจะต้องเลี้ยวทางไหนแล้วก็มักจะไปผิดทาง” จิณณ์เบนสายตาไปอีกทางขณะตอบ แม้น้ำเสียงที่ออกมาจะนิ่งเรียบไม่ได้เปลี่ยนไปจากปกติเลยสักนิด แต่ดูเหมือนว่าเจ้านี้จะกำลังอายอยู่ล่ะมั้ง

ผมส่งเสียงหัวเราะดัง ๆ อย่างกลั้นไม่ไหว แล้วพอได้เริ่มหัวเราะก็ดูท่าจะหยุดลงไม่ได้ง่าย ๆ ซะด้วย

“โอ๊ย โทษทีนะ แต่มัน...” ผมใช้มือกุมท้อง “ขำจริง ๆ อ่ะ”

“อยากขำก็ขำไปเถอะ”

ผมใช้ปลายนิ้วปาดน้ำที่หางตา “คนอย่างนายก็มีจุดด้อยอยู่เหมือนกันสินะ”

“ไม่ว่าใครก็มีด้วยกันทั้งนั้น”

“ก็จริง” ผมพยักหน้าเบา ๆ ขณะชำเลืองมองเจ้าน้องชาย “ทำไมถึงรอล่ะ รู้ได้ยังไงว่าฉันจะย้อนกลับมา”

จิณณ์เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “ไม่รู้หรอก”

“อ้าว”

“แค่...คิดว่าคงจะมาล่ะมั้ง” ร่างสูงกล่าว

‘แค่คิดว่าคงจะมา’ งั้นหรือ ? สิ่งที่ได้ยินมันจะสื่อความหมายได้ว่าเชื่อใจในตัวผมที่เพิ่งรู้จักกันได้แค่สองวันได้หรือเปล่า ? แม้จะยังไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริง ไม่ค่อยเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของหมอนี่เท่าไหร่ แต่บางอย่างที่บอกได้ก็คือมันคงจะไม่ได้เลวร้ายนักหรอก

จากนั้นไม่นานผมก็กลับมาเดินด้วยสองเท้าของตัวเองได้อย่างปกติอีกครั้ง แล้วเมื่อออกจากซอยที่ลัดตรงมายังถนนสายหลักผมก็เรียกแท็กซี่คันแรกที่ผ่านเข้ามาแล้วตรงกลับบ้าน


“กันต์ แย่มากนะ !” หญิงสาวร่างเล็กใช้กำปั้นทุบลงมาบนไหล่ผมหลายครั้ง โดยที่ผมไม่อาจหนีไปไหนได้เพราะถูกจับมานั่งที่เก้าอี้ตัวหนึ่งของโต๊ะอาหาร โดยมีผู้ให้กำเนิดยืนค้ำร่างอยู่เบื้องหน้า

“โอ๊ย ผมเจ็บนะครับ” ผมว่า

“เจ็บแล้วจำไว้เลยนะ แม่เตือนแล้วแท้ ๆ ว่าให้ดูแลจิณณ์ด้วย !” แม่สั่งเสียงดังแสบหู “เป็นพี่ชายที่แย่มาก !”

แม่ของผมกำลังเดือดดาลเมื่อได้ยินเรื่องที่ผมทิ้งให้ไอ้เจ้าน้องชายยืนรออยู่ที่หน้าโรงเรียน ซึ่งแม้ว่าทันทีที่นึกได้ผมก็รีบไปกระหืดกระหอบไปพาไอ้เด็กหลงทางกลับบ้าน ก็ดูจะไม่ได้รับการชื่นชมแต่อย่างใด แถมแม่ต่อว่าเรื่องที่ผมขาดความรับผิดชอบในฐานะคนเกิดก่อนแปดเดือนไม่ยอมหยุด

ผมล่ะอยากจะบอกผู้เป็นแม่ไปเหลือเกินว่า ผมน่ะเพิ่งจะได้รับบทพี่มาแค่สองวันเท่านั้น กะทันหันขนาดไม่มีช่วงทดลองงานให้ได้ฝึกซ้อมด้วย ดังนั้นได้แค่นี้ก็ดีเท่าไหร่แล้ว แต่เนื่องด้วยตั้งแต่เกิดมา ผมไม่เคยต่อกรชนะกับผู้หญิงคนไหนในโลกได้ ผู้ชายแสนดีอย่างผมจึงได้แต่ก้มหน้าก้มตารับผิดอย่างเงียบ ๆ

“จิณณ์น่ะเพิ่งพบกับความสูญเสีย และก็ต้องมาอยู่ในสิ่งแวดล้อมใหม่ ดังนั้นเขาต้องการการเอาใจใส่เพื่อจะปรับตัวนะลูก” แม่ลดเสียงลงเล็กน้อย

ผมหันไปมองเด็กหนุ่มผู้มีจิตใจอันบอบช้ำ (ตามคำบอกกล่าวของแม่) ที่กำลังนั่งดูโทรทัศน์กินขนมกรุบกรอบอันควรจะเป็นอาหารว่างของผมด้วยท่าทางสบาย ๆ เหมือนอยู่บ้านนี้มาตั้งแต่มันเริ่มตอกเสาเข็ม ไม่มีท่าทางผิดแปลกกับสถานที่ใหม่เลยสักนิด แถมยังไม่มีทีท่าอยากให้ใครมาเอาใจใส่เสียด้วยซ้ำ

“ฟังแม่อยู่หรือเปล่าเนี่ย !” แม่ดึงหูผม

“โอ๊ย ฟังอยู่ครับ” ผมรีบคว้ามันคืน เพราะอย่างน้อยหูก็เป็นอวัยวะที่มีคนบอกผมว่ามันดูดี ดังนั้นผมจึงควรรักษามันไว้อย่างดีที่สุด

“สำนึกผิดหรือยัง ?” หญิงสาวใช้มือจับไหล่ของผม ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ แล้วจ้องหน้าผมด้วยดวงตากลมโตสีเข้ม

“ครับ” ผมพยักหน้า

“งั้นก็ดี” แม่ยิ้มด้วยท่าทางพออกพอใจ แล้วก็ยอมปล่อยให้ผมได้อิสรภาพแห่งการใช้ชีวิตในบ้านกลับมาอีกครั้ง

“ขอบใจนะที่พยายามช่วยฉัน !” ผมหันไปประชดด้วยน้ำเสียงลอดไรฟันใส่จิณณ์ที่นั่งอยู่บนโซฟา ส่วนหมอนั่นก็ยักไหล่ด้วยท่าทางไม่แยแส สมเป็นน้องชายที่น่ารักน่าสงสารอย่างยิ่ง !

“เออ แม่ไปซื้อเตียงนอนมาให้อีกตามที่ขอแล้วนะ” แม่ที่ง่วนอยู่กับการจัดของหันมาบอกผม

“ขอบคุณครับแม่” ผมกล่าวด้วยความซาบซึ้ง พาลน้ำตาจะไหล เนื่องจากผมจะไม่ต้องนอนพื้นแข็ง ๆ เย็น ๆ และจะได้เดินคอตั้งตรงไปโรงเรียนในวันพรุ่งนี้

ผมก้าวเท้ายาว ๆ ขึ้นบันไดตรงไปยังห้องของตัวเอง เพราะรู้สึกเหน็ดเหนื่อยจนสิ่งเดียวที่ทำได้คือการนอน ทั้งที่คิดว่าผมคงไม่สามารถรู้สึกหมดแรงไปได้มากกว่าที่เป็นอยู่แล้ว แต่ดูท่าว่าผมจะคิดผิด

ทันทีที่เปิดประตูเข้าไปในห้อง ภาพที่เห็นก็ทำให้ผมแทบจะตีลังกาล้มตึง การหมดแรงจากการวิ่งแทบจะกลายเป็นเรื่องเด็ก ๆ ไปเลยเมื่อต้องมาเทียบกับความรู้สึกในตอนนี้

“แม่...แม่...แม่ !!”

“มีอะไรกันต์ ?” แม่วิ่งสาวเท้าขึ้นมาด้านบน “เรียกซะตกอกตกใจเชียว”

“แม่ทำอะไรกับเตียงนอนของผมครับ ?!” ผมถามดัง ๆ

“เอ๋ ?” หญิงสาวเลิกคิ้ว “ก็เปลี่ยนใหม่ไงลูก”

ผมใช้มือกุมหน้าผาก ผมผิดเองที่ประมาทกับสิ่งที่สร้างสรรค์โดยฝีมือผู้เป็นแม่ของตัวเอง ทั้งที่เถาไม้เลื้อยก็เป็นสิ่งเตือนความทรงจำได้ดีทุกครั้งยามผ่านเข้าออกจากบ้าน (รวมถึงยามที่เราได้พบปะสังคมงูเขียว)

“ทำไมล่ะลูก ?” แม่ถาม

“มันต้องไม่ใช่แบบนี้สิครับ !” ผมชี้นิ้วตรงไปยังมุมด้านในห้อง “ต้องไม่ใช่ไอ้นี่ !”

“กันต์ไม่ชอบหรือ ?”

ผมใช้ฝ่ามือตบหน้าผากตัวเองแรง ๆ เผื่อโชคดีว่าสิ่งที่เห็นมันจะเป็นเพียงแค่ความฝันแล้วผมจะได้ผุดลุกขึ้นมาเหงื่อแตกพลางโล่งใจ แต่ดูเหมือนมันจะไม่ใช่ฝัน...

สิ่งที่เปลี่ยนเข้ามาแทนที่เตียงนอนแบบเดี่ยวของผมก็คือ ...เตียงนอนสองชั้นสีชมพูหวานแหววตกแต่งด้วยลายดอกไม้สีเหลืองอ่อน บันไดเล็ก ๆ ที่ไว้ไต่ขึ้นไปที่เตียงด้านบนเป็นสีเขียวเพ้นลายใบไม้

“แม่ ผมเป็นเด็กม.ปลายอายุสิบเจ็ดแล้วนะครับ ! ผมไม่มีทางยอมนอนเตียงสองชั้นแน่ !” ผมกล่าวดัง ๆ “แล้วยังเป็นเตียงสองชั้นของเด็กผู้หญิงอีกต่างหาก !”

“ไม่เห็นมีตรงไหนบอกเลยว่าเป็นของเด็กผู้หญิง” แม่ว่าหน้าตาเฉย “แล้วกันต์ก็บอกเองว่าเอาแบบไหนก็ได้ แม่ก็เลือกที่มันดูน่ารักไงล่ะ”

จริงอยู่ที่ผมบอกแม่ไปว่าเอาเตียงนอนแบบไหนยังไงก็ได้ เพราะผมคิดว่ายังไงซะเตียงใหม่มันก็ไม่ใช่ของผมอยู่แล้ว ไม่ได้สังวรเลยสักนิดว่ามันจะออกมาในรูปนี้

“เอาไปคืนเลยครับ !”

“นอกจากน่ารักแล้วนั้นมันก็ยังเหมาะกับประโยชน์ใช้สอย ห้องกันต์ก็แคบ วางเตียงนอนสองเตียงจะไม่มีทางเดินเอานะ” แม่กล่าว

“เอาไปคืนซะ !” ผมกล่าวอย่างเหลืออด

“อะไรกัน แม่อุตส่าห์ตั้งใจเลือก” หญิงสาวกล่าวด้วยท่าทางน้อยอกน้อยใจ

“นี่ตั้งใจเลยใช่มั้ยแม่ ?!”

“สวยดีนะครับ” เสียงทุ้มต่ำที่ดังขึ้นเบื้องหลังทำให้ผมสติแทบจะหลุดออกจากร่าง

“ว่าไงนะ !”

“นั่นสินะจ๊ะ ป้าก็ว่ามันสวยดีออก” แม่รีบตรงเข้าไปคว้าแขนของเด็กหนุ่มร่างสูงที่ตามขึ้นมา “คนไม่มีรสนิยมอย่างกันต์น่ะไม่เข้าใจหรอก”

รสนิยม แม่ของผมพูดคำนี้ออกมาโดยเข้าใจความหมายของมันหรือเปล่าเนี่ย ?

“แต่ว่า...เตียงสองชั้นมักจะไม่ค่อยแข็งแรงนะครับ” จิณณ์ก้าวเท้าผ่านหน้าผมเข้าไปในห้อง “พวกเราตัวโตแบบนี้อาจจะไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่ ?”

“เอ๊ะ ?”

“ครับ” เสียงทุ้มตอบเรียบ ๆ “แล้วเด็กม.ปลาย ก็ไม่มีใครนอนเตียงสองชั้นกันแล้วน่ะครับ”

“จริงเหรอ ?”

“ผมก็บอกแล้วไงเล่า !” ผมว่า แต่ดูเหมือนแม่จะไม่ได้สนใจผมเลยแม้แต่น้อย

“งั้นเดี๋ยว...ป้าจะโทรบอกให้เขาเอาเตียงเดี่ยวสองเตียงมาเปลี่ยนให้แทนดีกว่านะจ๊ะ” แม่เหยียดยิ้มกว้าง

“ขอบคุณครับ” จิณณ์ก้มศีรษะเล็กน้อย

“งั้นจนกว่าที่ร้านจะมาเปลี่ยนให้ กันต์กับจิณณ์ ก็นอนแบบนี้ไปก่อนก็แล้วกันนะ” เมื่อพูดจบร่างเล็กก็เดินกลับออกไป ทิ้งลูกชายไว้กับเตียงนอนในดินแดนมหัศจรรย์

ผมหันไปจ้องหน้าจิณณ์ “ฉันจะ...”

“ฉันจะนอนเตียงล่าง” เสียงทุ้มแทรกขึ้นก่อน ซึ่งมันเป็นประโยคเดียวกับที่ผมตั้งใจจะพูดเป๊ะ

“ไม่ ฉันก็ไม่ยอมขึ้นไปนอนข้างบนแน่” ผมว่าดัง ๆ เตียงนอนแคบขนาดนี้การนอนข้างบนนั้นเสี่ยงอย่างยิ่งต่อการจะกลิ้งตกลงมาเดี้ยง แถมเวลาขึ้นยังต้องปีนบันไดสีเขียวน่าสยองที่อาจจะมีคุณกระต่ายน้อยโผล่หน้าออกมาทักทายนั่นอีก

“งั้นแล้วทำไมฉันจะต้องเป็นฝ่ายนอนข้างบนด้วย ?”

“เพราะว่านี่มันห้องของฉันน่ะสิ” ผมตอบทันควัน แล้วนึกขึ้นมาได้ว่าครั้งหนึ่งที่ผมเคยพูดประโยคนี้ ได้ผลลงท้ายออกมาเป็นอย่างไร

“ตอนนี้มันก็เป็นห้องฉันเหมือนกัน” จิณณ์ว่าหน้าตาเฉย “แล้วถ้าจำไม่ผิดการตัดสินเรื่องที่นอนฉันก็ชนะขาดลอยซะด้วย ถ้านายไม่พอใจจะลงไปนอนพื้นแบบเมื่อคืนก็ได้นะ”

ผมอ้าปากค้าง พูดอะไรไม่ออกสักคำ

...เจ็บใจจริงโว้ย !


“เฮ้ย ทำไมเดินเป็นเต่าคลานแบบนั้นวะ” วิษเอ่ยทักทันทีที่เห็นผมก้าวเท้าช้า ๆ เข้าไปหา

วันนี้ผมไม่ได้เดินคอเอียงเนื่องจากเคล็ดขัดยอกเช่นเมื่อวาน แต่แย่ยิ่งกว่านั้นเพราะกล้ามเนื้อท่อนขาอักเสบจนเจ็บระบมแทบก้าวเท้าไม่ออก สงสัยคงเป็นเพราะว่าระยะหลังมานี่ผมออกกำลังกายหนักหนาที่สุด แค่เพียงขยับนิ้วร้อยมาลัยแข่งกับสาว ๆ ในชมรม

“อย่าถาม !” ผมตอบอย่างหงุดหงิด

“อะไรวะเพื่อนอุตส่าห์...” เด็กหนุ่มร่างโย่งพูดยังไม่ทันจบ เพื่อนอีกสองคนที่นั่งข้าง ๆ ก็ช่วยว่าต่อ “...ถามด้วยความเป็นห่วงแท้ ๆ ”

“ทำไมพวกแกชอบขโมยซีนฉันอยู่เรื่อย” วิษว่า

เอ็มกับตรีหัวเราะ ในขณะที่ผมพยายามทิ้งตัวลงนั่งบนโต๊ะหินด้วยความรู้สึกรวดร้าว

“ไหงวันนี้มาช้านัก” เอ็มที่วันนี้ก็คงผิวขาวกระจ่างใสเหมือนทุกวันถาม

“พอดีฉันต้องรอมาพร้อมจิณณ์” ผมคว้าถุงขนมที่วางเกลื่อนอยู่บนโต๊ะขึ้นมาเพื่อหวังจะให้มันช่วยเยียวยาร่างกายที่บอบช้ำ แต่พบว่ามันว่างเปล่าขนาดเศษ ๆ ที่ควรจะเหลือตกอยู่ก้นถุงยังแทบไม่มี

“ทำหน้าที่พี่ชายที่แสนดีเหรอวะ ?” เพื่อนร่างโย่งทำท่าตกใจ ดวงตารีนั้นจึงกว้างกว่าปกติเล็กน้อย ผมกลอกตา     “พอดีเจ้านั่นเป็นพวกมีปัญหาเรื่องทิศทาง มันก็เลยต้องเป็นแบบนั้น”

“มีปัญหาเรื่องทิศทาง ?” ตรีขยับแว่นตาที่สวมด้วยหลังมือ “มันเป็นยังไงน่ะ”

“พูดง่าย ๆ ก็คือ จำทางมาโรงเรียนไม่ได้นั่นแหละ” ผมบอก

“ไม่อยากจะเชื่อ” เด็กหนุ่มผิวขาวว่า “ทางจากบ้านแกมาโรงเรียนไม่มีอะไรซับซ้อนเลยนะ”

“นั่นแหละ ถึงได้เรียกว่าปัญหาไง” ผมว่า

“แล้วนี่ไปไหนล่ะ” วิษหันมองไปรอบ ๆ

“พอโผล่เข้าโรงเรียนมาก็เจอพวกสาว ๆ ห้องเราเอาเสลี่ยงมารับ ป่านนี้คงหามขึ้นห้องไปแล้ว”

“จะว่าไปน้องชายแกนี่อย่างกับบุรุษปริศนาเลยนะ” เอ็มหัวเราะเบา ๆ “อยู่ ๆ ก็โผล่ขึ้นมา”

ผมขมวดคิ้ว “ก็จริง...เพราะฉันเองก็แทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับหมอนี่เลย”

“น่าสนใจ ๆ” เจ้าเอ็มว่า

“ได้ยินเจ้านี่พูดแบบนี้ทีไร ก็รู้สึกได้เลยนะว่าจะต้องมีเรื่องให้ยุ่งยากตามมา” ตรีส่ายหน้าเบา ๆ

เอ็มเหยียดยิ้ม ถ้าลองหมอนี่พูดว่า ‘น่าสนใจ’ ล่ะก็ ทันทีที่คิดออกว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ เขาจะพยายามทุกอย่างแบบทุ่มสุดตัว เพราะมีคติพจน์ประจำตัวที่ว่า ‘ถ้าเพื่อดับความอยากรู้ล่ะก็ แลกด้วยอะไรก็คุ้ม’

หลังจากนั้นไม่นานเสียงสัญญาณเข้าเรียนก็ดัง แล้วไม่รู้เพราะอะไรพอได้ยินเสียงกริ่งนี้ในตอนเช้าผมมักจะรู้สึกว่าอ่อนเพลียขึ้นมาอย่างกะทันหัน ต่างกับเวลาได้ยินมันในช่วงเวลาพักอย่างสิ้นเชิง

ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าห้องผมได้ยินเสียงสดใสของเด็กสาวเอ่ยขึ้นทันทีที่ก้าวผ่านประตูเข้าไปในห้องเรียน ซึ่งมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่มุมด้านหนึ่ง

ต่อหน้าผู้คนที่รุมล้อมเด็กหนุ่มร่างสูงยังคงสีหน้าเรียบเฉยเหมือนปกติ ไม่บ่งบอกอารมณ์ใด ๆ ได้ยินเสียงเด็กสาวหลายคนพูดว่าสิ่งนี้เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งทำให้ดูน่าค้นหา ส่วนผมก็อยากจะบอกเหลือเกินว่าอย่าเสียเวลาเลย เพราะหาไปก็คงไม่เจออะไรหรอก

“เห็นแล้วน่าหงุดหงิดชะมัด” ผมหันมาพูดกับเพื่อนที่ต่างนั่งลงบนเก้าอี้ตัวประจำเรียบร้อยแล้ว

“หงุดหงิดอะไร ?” วิษหันมาถาม

“ก็นั่นไง เมื่อไหร่คนในห้องจะเลิกบ้าเห่อเจ้าเด็กใหม่นั่นซะที” ผมโบกนิ้วโป้งไปยังอีกด้าน “อะไรก็ จิณณ์ ๆ ๆหมอนั่นมันเจ้าชายประเทศไหนหรือไงกัน”

“นั่นไม่ได้เรียกหงุดหงิด” เอ็มหัวเราะเบา ๆ “เขาเรียกอิจฉา”

“จะอะไรก็ช่างเหอะ” ผมว่า “ยังไงซะมันก็แค่คนที่มีดีเฉพาะหน้าตาล่ะน่า”

“กันต์” เสียงเล็ก ๆ ของพลอยดังเรียกชื่อผม ทำให้ผมหยุดกิจกรรมทั้งหมดทั้งมวลยกเว้นการหายใจแล้วรีบหันไปหา

“คร้าบ” ผมส่งยิ้มแสนดีไปให้ ในที่สุดก็ดูเหมือนจะมีคนเห็นการมีตัวตนของผมขึ้นมาบ้างแล้ว

“กลางวันนี้อย่าลืมไปมาช่วยงานห้องล่ะ !” เด็กสาวกล่าวด้วยน้ำเสียงไร้เยื่อใย

“ครับ” ผมตอบเสียงอ่อย ๆ

ผมทิ้งตัวลงนั่งกับเก้าอี้แล้วเอาหน้าผากโขกโต๊ะเบา ๆ ทำไมมันถึงได้ต่างกันนัก สำหรับไอ้จิณณ์ที่แค่หน้าตาดีกว่านิดหน่อย(?)กลับมาแต่คนเลยรุมเอาใจใส่ แล้วดูพี่ชายที่เป็นคนแสนดี นิสัยดีอย่างผมสิ มีแต่ ‘อย่าลืมมาช่วยงานห้องล่ะ !’ เท่านั้น

“อย่าทำท่าสลดขนาดนั้นสิวะ” เจ้าเอ็มที่นั่งข้าง ๆ ตบไหล่ผม “เห็นแล้วมันตลกอ่ะ”

“นั่นสิ ๆ ” เจ้าโย่งหัวเราะ

“พอเลยโว้ย !” ผมว่าดัง ๆ พร้อมผุดลุกขึ้นยืน

“เธอนั่นแหละที่ต้องพอนายกันต์ !” เสียงอาจารย์หญิงร่างท้วมผู้มีอาวุธเป็นสมการกำลังสองที่พร้อมจะฆ่าทุกคนให้สิ้นชีพ ทำให้ผมสะดุ้งหันขวับไปมองที่หน้าห้อง ตอนที่ผมมัวแต่ก้มหน้าก้มตาก็ดูเหมือนอาจารย์จะเข้ามาแล้ว “ไหน ๆ ก็ยืนอยู่แล้ว ออกมาทำโจทย์ที่ครูสั่งไปคราวที่แล้วให้เพื่อน ๆ ดูหน่อย”

ซวยซ้ำซวยซ้อนจริง ๆ


หลังจากกินอาหารกลางวันที่โรงอาหารที่วุ่นวายคล้ายมีการจราจล ผมกับเพื่อนก็ก้าวเท้ากลับขึ้นห้องเรียน เพราะว่าพลอยผู้เป็นตัวตั้งตัวตีในการจัดงานแสดงคริสต์มาสของห้องนั้นกรอกหูมาว่า หากพวกเราทำท่าทีเมินเฉยต่อกิจกรรมในห้องอีกเพียงครั้งเดียว เราทั้งสี่จะถูกตัดออกจากกองมรดกของห้องโดยเด็ดขาด ดังนั้นแม้ว่าเราจะไม่รู้ว่ากองมรดกที่ว่าคืออะไรเราก็ยังไม่อยากโดนตัดออกอยู่ดี

“บ้าชะมัด” ผมว่าขณะที่ส่งขนมปังแซนด์วิชที่เป็นของตบท้ายอาหารกลางวันเข้าปาก

“แกบ่นเรื่องนี้มาทั้งวันแล้วนะ” ตรีพูดด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่าย

“ก็มันจริงนี่หว่า ทำไมคนในห้องจะต้องทำท่าทางเห่อไอ้หมอนั่นซะขนาดนั้นด้วย” ผมกล่าว “หมอนั่นเพิ่งมาอยู่ได้แค่สองวันเองนะ”

“เพราะว่าเพิ่งมาอยู่ได้แค่สองวันไง มันก็เลยเป็นแบบนั้นเดี๋ยวก็ชินชาไปเองแหละน่า” เอ็มตบไหล่ผม

“แต่...”

“แกอิจฉามากเลยดิ ที่สาว ๆ รุมล้อมจิณณ์” ร่างโย่งที่เดินรั้งท้ายว่า ทำให้ผมหันขวับไปมองอย่างไม่พยายามปิดบังอารมณ์หงุดหงิด

“ก็เออน่ะสิ !” ผมตอบในที่สุด “มีวิธีอะไรที่จะทำให้ไอ้หมอนั่นหยุดป็อปได้มั่งมั้ยเนี่ย !”

“โธ่ ไอ้กันต์เอ๊ย !” ไอ่เจ้าวิษวางท่อนแขนใหญ่ ๆ ลงบนบ่าผม “ไอ้วิธีป็อปพวกเรายังทำกันไม่เป็น แล้วจะให้หาวิธีการหยุดป็อปเนี่ยนะ จะบ้าหรือไงวะ”

ผมคอตกก้มหน้ามองพื้น จริงอย่างที่ไอ้เจ้านี่ว่า การจะหยุดป็อปได้มันก็ต้องเป็นคนที่ป็อปซะก่อน แล้วก็ดูเหมือนว่าพวกเราจะไม่มีอะไรที่เข้าใกล้สิ่งที่ผมต้องการเลยแม้แต่น้อย

“อย่าคิดอะไรซับซ้อนสิ” เอ็มเสยผมขึ้น “แค่พาเจ้านั่นมาอยู่กลุ่มเราก็พอ”

พอได้ยินเจ้าเอ็มพูด ตรีก็ส่งเสียงหัวเราะ

“เห ?” ผมขมวดคิ้ว “หัวเราะอะไรอะ ?”

“อย่าหาว่าชมกันเองเลยนะ” เด็กหนุ่มใช้หลังมือเลื่อนแว่นตากรอบสีดำของตัวเอง “พวกเราก็ออกจะหน้าตาดี แม้จะไม่ได้หล่อจัดขนาดน้องชายแก แต่ก็ถือว่าไม่ได้มีปัญหาเรื่องนี้ แถมเรียนก็พอไหว แกไม่คิดบ้างหรือไงว่ามันออกจะแปลกที่พวกเรายังหาแฟนกันไม่ได้สักคน”

“ก็...แปลกล่ะมั้ง” ผมว่า

“นั่นก็เพราะเวลาเราเกาะกลุ่มกันมันออกจะเพี้ยนน่ะสิ” เด็กหนุ่มผิวขาวช่วยตอบ

“โหย ฟังดูไม่ดีเลยอ่ะ” เจ้าวิษร้อง ซึ่งผมก็ค่อนข้างจะเห็นด้วยกับมันเป็นอย่างมาก เหมือนกับจะบอกว่ารวมกันเราหดหู่ แยกหมู่เราจะรุ่งซะอย่างงั้น...

ผมก้าวเท้าอย่างอ่อนแรงเข้าไปในห้องเรียน ที่ตอนนี้เก้าอี้ไม้ถูกขยับร่นไปทางด้านหลังเพื่อเปิดพื้นที่หน้าห้องให้กว้างขึ้น พื้นปูนผิวเรียบเวลานี้มันก็เต็มไปด้วยข้าวของหลากกลายไม่ว่าจะเป็นกระดาษสีจำนวนมาก ผ้าหนานุ่มกองขยุกขยุย โต๊ะเรียนหลายตัวเอามาใช้วางอุปกรณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น กรรไกร คัตเตอร์ สี และกาว

“มาช้าอีกแล้วนะ” พลอยว่า เธอนั่งอยู่บนเก้าอี้พร้อมกับเด็กสาวอีกสองสามคน ซึ่งทำให้ผมอยากจะช่วยงานขึ้นมาในตอนนั้นเอง ดั่งที่เขาว่ากันว่าผู้หญิงที่อยู่รวมตัวกันเกินกว่าสี่คน จะดูสวยกว่าปกติ และสิ่งนี้แหละที่ทำให้ผมมักเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง

“นี่ก็รีบซะจนกินข้าวจะติดคอตาย” เจ้าวิษตอบ “แล้วก็วิ่งมาจนขาแทบจะพัน ยังจะเอายังไงอีก”

“แต่ท่าทางพวกนายไม่ได้เร่งร้อนสมกับคำพูดเลยสักนิดนะ”

“เอาเถอะ อยากให้ทำอะไรก็ว่ามาเลย” เจ้าเอ็มตัดบท

“งั้นก็ช่วยตัดกระดาษนี่ก็แล้วกัน” เด็กสาวว่า พร้อมกับส่งแบบซึ่งเป็นแผ่นกระดาษแข็งรูปใบไม้ขนาดเล็กมาให้ ก่อนจะชี้นิ้วต่อไปยังม้วนกระดาษสีเขียวไล่เฉดสีจากอ่อนไปเข้ม

สิ่งที่เราต้องทำก็คือทาบแบบลงไป แล้วตัดมันออกเป็นรูปทรงตามนั้นซึ่งเมื่อมองขนาดของแบบและจำนวนกระดาษสีแล้ว ผมก็รู้สึกท้อใจอย่างไรชอบกล แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากต้องหอบอุปกรณ์ไปยังมุมด้านหนึ่งของห้องแล้วลงมือทำอย่างเงียบ ๆ ราวกับเป็นแรงงานต่างด้าวในโรงงานเถื่อน

“นี่เขาจะเอามันไปใช้ทำอะไรวะ” ไอ้เจ้าวิษ

“ใครจะไปรู้” ตรีว่า “แกรีบวาด ๆ มาเหอะจะได้ตัดให้มันเสร็จ ๆ ไป”

ยังไม่ทันที่ผมจะได้เริ่มลงมือปฏิบัติงาน เสียงพูดคุยที่ดังแว่วเข้ามาก็ทำให้ผมหันไปมองที่ประตูทางเข้าห้อง ร่างสูงก้าวเท้าเข้ามาพร้อมกับเหล่าเด็กสาวในห้องที่หนึ่งในนั้นก็มีจิ๊บผู้เคยทำให้หัวใจผมสลายพร้อมกับเพื่อนของเธออยู่ด้วย

“ไอ้กันต์ไฟลุกพรึ่บเลยว่ะ” เสียงเอ็มกล่าวเบา ๆ ทำให้เพื่อนที่เหลือก็หัวเราะ ส่วนผมทำเป็นไม่ได้ยิน

“จิณณ์จะเข้าชมรมอะไรเหรอ ?” เสียงแหลมเล็กของใครสักคนที่ผมระบุตัวตนไม่ได้ถาม

“ชมรม ?” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น นับเป็นประโยคโต้ตอบที่ยาวมากทีเดียว

“ใช่จ้ะ ทุกคนต้องเข้าชมรมแล้วก็ทำกิจกรรมร่วมกันเกือบทุกเย็นแหละ” เสียงเจื้อยแจ้วของจิ๊บว่า

“ต้องเข้าร่วมสินะ” จิณณ์ว่า

“ใช่” สาว ๆ ตอบเป็นเสียงเดียวกัน พร้อมกับต่อด้วยประโยคที่ว่า “ไปอยู่ชมรมเดียวกับพวกเราก็ได้นะ” อย่างพร้อมเพรียง

ผมลุกพรวดขึ้นยืน ก้าวเท้าฉับ ๆ เข้าไปคว้าแขนของจิณณ์

“เสียใจด้วย เจ้านี่จะเข้าชมรมเดียวกับฉัน” ผมกล่าวดัง ๆ ดวงตาเรียวสวยของเจ้าน้องชายต่างแม่หันมามอง ท่าทางคงแปลกใจแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาอยู่ดี

“ทำไมนายต้องมาออกคำสั่งแบบนั้นด้วยล่ะ” เด็กสาวผมหน้าม้าซึ่งเป็นเพื่อนของจิ๊บว่า

“นั่นสิ เรื่องแบบนี้ต้องให้เจ้าตัวตัดสินใจเองสิ” เสียงเหล่าผู้ร่วมขบวนการช่วยกล่าว “ถึงจะเป็นพี่ก็มาสั่งไม่ได้หรอกนะ”

เอาล่ะสิ ผมกลืนน้ำลายถอยเท้าไปด้านหลังหนึ่งก้าว สาว ๆ ในเวลาที่อยู่รวมกันเป็นกลุ่มเช่นนี้ก็เหมือนจะมีอำนาจที่มองไม่เห็นผลักดันอยู่เบื้องหลัง ดูแล้วน่าหวาดหวั่นยิ่งกว่าเจอแก๊งอันธพาลมาหาเรื่องซะอีก (อย่างน้อยเวลาเจอคนหาเรื่องผมจะให้ตรีช่วยได้ แต่ถ้าเป็นเรื่องแบบนี้เจ้าตรีเองก็แสดงฝีมือไม่ออกเช่นกัน)

“นายจะอยู่ชมรมเดียวกันใช่มั้ยล่ะ” ผมหันไปหาจิณณ์ที่ยืนนิ่งจนถ้าผมไม่เห็นว่าเจ้านี่หายใจเข้าออกอยู่ล่ะก็ผมคงคิดว่ามีใครเอาหุ่นมาตั้งโชว์อยู่แถวนี้

“หือ ?” ร่างสูงขมวดคิ้ว

“จิณณ์ตัดสินใจเองได้น่ะ เรื่องแบบนี้ไม่เห็นจะเกี่ยวกับใครเลย” พวกสาว ๆ ว่า ทำอย่างกับว่าเจ้านี่โดนปืนจ่อหัวขู่ ซึ่งแน่นอนว่าถ้ามีปืนจริงมันคงไม่ได้อยู่ทางฝั่งผมแน่

“ชมรมน่ะมันใช้เวลาช่วงเย็นก่อนเลิกเรียน พอเสร็จก็จะได้กลับบ้าน” ผมเหยียดยิ้มส่งไปให้น้องชาย “เราจะได้กลับบ้านพร้อมกันไง ใช่มั้ย ?”

จิณณ์หรี่ตาลง พลางใช้ปลายนิ้วนวดบริเวณหว่างคิ้ว เหมือนไมเกรนกำเริบกะทันหัน

“ฉันจะเข้าชมรมเดียวกับกันต์” เสียงทุ้มต่ำกล่าว ทำให้สาว ๆ แทบจะอ้าปากค้าง

ผมเดินยิ้มกลับมานั่งที่เดิม

“แกทำอะไรน่ะ ?” เจ้าวิษถาม

“แค่หมั่นไส้เท่านั้นแหละ” ผมว่า “เล่นแย่งตัวกันอย่างกับหมอนี่เป็นดารา”

“แกนี่น้า” ร่างโย่งส่ายหน้า แล้วลงมือวาดรูปใบไม้ต่อ

“แต่แบบนี้ก็ดีเหมือนกันนะ” เอ็มยิ้มที่มุมปาก “เอาหมอนี่ไว้ใกล้ ๆ เราจะได้สืบรู้เรื่องได้ง่าย ๆ ไง”

“จะสืบจริงดิ” ผมหันไปถาม

“แน่นอน” เด็กหนุ่มผิวขาวพยักหน้า “หรือว่าแกไม่อยากรู้ว่า หมอนั่นมาจากไหน เป็นมายังไง แล้วทำไมต้องมาอยู่บ้านแก”

“จะว่าไปมันก็...” ผมชำเลืองมองข้ามไหล่ไปด้านหลัง เห็นร่างสูงนั่งเงียบ ๆ อยู่เพียงลำพัง

“นั่นแหละ แล้วถ้าเพื่อดับความอยากรู้นั้น...”

เอ็มพูดยังไม่ทันจบ ตรีกับวิษก็แทรกขึ้นมากลางประโยค “...แลกด้วยอะไรก็คุ้ม”

ผมหัวเราะ “ขอให้มันคุ้มจริง ๆ ก็แล้วกัน”


ผมก้าวเท้าไปตามทางเดินปูด้วยอิฐทรงหกเหลี่ยม ที่มีหลายก้อนแตกกะเทาะเนื่องจากมันเป็นบริเวณที่อยู่ใกล้กับโรงยิมฯ จึงมักจะมีอะไรมากระทบอยู่ตลอด มุ่งหน้าไปยังห้องชมรมที่ตั้งอยู่ชั้นล่างของอาคารใกล้ ๆ โดยมีเด็กหนุ่มร่างสูงเดินตามอยู่เบื้องหลัง

“นี่แหละ” ผมเปิดประตูบานทึบสีเทาเข้าไปด้านใน

ห้องเล็ก ๆ ปรากฏแก่สายตา ภายในไม่มีเก้าอี้มีเพียงโต๊ะญี่ปุ่นอันประดับตกแต่งด้วยไหมพรมถักเป็นดอกไม้ ปูพื้นด้วยพรมสีหวาน หน้าต่างข้าง ๆ มีโมบายทำจากผ้าสีชมพูอ่อนเย็บเป็นรูปผีเสื้อประดับกระดิ่งเล็ก ๆ รายรอบไปด้วยของอันประดิษฐ์ด้วยมือ นอกเหนือที่ประดับทั่วห้องแล้ว ในตู้กระจกติดผนังก็มีของที่เกิดจากสิ่งเหล่านี้อัดแน่น

ผมชำเลืองมองจิณณ์ที่บัดนี้คิ้วเรียวขมวดเป็นปมคล้ายเงื่อนลูกเสือ

“นี่มันชมรมอะไร ?!” เสียงทุ้มถามโดยไม่พยายามปิดบังความไม่พอใจ พออยู่กันตามลำพังจิณณ์ก็เก็บมาดเด็กหนุ่มผู้เงียบขรึมลงกระเป๋าลับที่อาจจะซ่อนอยู่ที่หน้าท้องเหมือนจิงโจ้ แล้วงัดเอาบุคลิกที่แท้จริงอันดิบเถื่อนออกมาใช้

“ชมรมงานฝีมือ” ผมตอบ

“อะไรนะ ?!”

“ได้ยินไม่ผิดหรอกน่า” ผมกลอกตา

“นายอยู่ชมรมงานฝีมืองั้นเหรอ ?” จิณณ์ทำหน้าเหมือนจะเป็นลม

“ถ้าใช่แล้วจะทำไม” ผมว่าหน้าตาเฉย “ชมรมนี้ เรียบง่าย รักสงบ ช่วยฝึกสมาธิควบคุมอารมณ์และจิตใจ ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ แถมยังอาจจะเป็นอาชีพเสริมได้อีกด้วย”

“หา ?”

“ก็อ่านดูสิ คติพจน์ประจำชมรมแปะอยู่นั่น” ผมชี้นิ้วไปยังผนังด้านหนึ่ง ที่เพิ่งจะอ่านออกเสียงไปเมื่อครู่

จิณณ์ใช้ปลายนิ้วนวดหว่างคิ้ว คล้ายกำลังพยายามควบคุมอารมณ์ โดยไม่ต้องรอให้ใครมาสอนถักไหมพรมเพื่อการนั้นเลย

“ยังไงก็เถอะ” ผมมุดหัวเข้าไปในลิ้นชักที่อยู่ด้านล่างของตู้กระจก แล้วควานหาแฟ้มรายชื่อสมาชิกชมรม ก่อนจะหยิบมันขึ้นมาโยนให้จิณณ์ที่ยังคงยืนอยู่กลางห้องโดยไม่ยอมนั่ง “เขียนชื่อเข้าชมรมซะ เดี๋ยวจะต้องเอาไปส่งอาจารย์ เพราะชมรมนี้มันเช็กชื่อด้วย”

ผมบอกไปอย่างนั้น ทั้งที่หากต้องลงชื่อเข้าชมรมอย่างเคร่งครัดจริง ๆ ผมคงเป็นคนแรกที่ต้องโดนไล่ออกเพราะโดดบ่อยเหลือเกิน

ร่างสูงหรี่ตามองแฟ้มปกอ่อนในมือด้วยสายตาแปลก ๆ ซึ่งผมก็ไม่ประหลาดใจหรอก เพราะครั้งแรกที่ได้สัมผัสมัน ผมก็มองมันแบบนี้เช่นกัน นั่นก็เพราะมันเป็นแฟ้มสีชมพู ห่อปกทั้งสองด้านด้วยด้ายถักลายดอกไม้สีเขียวอ่อน ระดับด้วยดอกไม้แห้งและลูกปัด

“มีคนมาแล้วเหรอ ?” เสียงอ่อนโยนดังขึ้นทำให้ผมหันไปมอง

เด็กสาวร่างโปร่งบางใบหน้าขาวเนียน เส้นผมสีดำสนิท ด้านหน้าตัดสั้นปิดช่วงคิ้วขับให้ดวงตากลมโตสีเข้มดูโดดเด่น ส่วนปลายผมที่ยาวเกือบถึงกลางหลังถักเป็นเปียสองข้างอย่างเรียบร้อย เธอคือประธานชมรมนี้ คนเดียวกับที่ทำให้ผมเดินหน้ามืดมาเข้าร่วมกลุ่มอยู่นี่ ชื่อว่า...มุก

“ครับผม” ผมรีบตอบ ส่วนจิณณ์ก็หันมามองผม โดยใช้สายตาเดียวกับที่มองแฟ้มรายชื่อสมาชิกชมรม

“กันต์เมื่อวานก็ไม่มาชมรมนะ” มุกย่นจมูก

“ผมไม่ค่อยสบายน่ะครับ” ผมโกหกโดยแทบไม่ต้องคิด “ก็เลยขอกลับบ้านไปก่อน”

“ไม่ใช่ว่าโดดเพราะขี้เกียจหรอกนะ” เสียงโทนสูงดังมาพร้อมกับร่างสูงโปร่งของเด็กสาวที่ตามมาด้านหลัง

ผมยิ้มแห้ง ๆ ถ้าในโลกจะมีผู้หญิงที่สมควรให้คนอย่างผมกบฏด้วยแล้ว ก็คงจะมีแต่เธอผู้ชอบจิกกัดผมคนนี้คนเดียว

เก๋ มีร่างสูงโปร่งพอ ๆ กับตัวผม ผิวคล้ำแดด เส้นผมตัดสั้นมีสีดำออกแดงเล็กน้อยตามธรรมชาติ นั่นก็เพราะเธอเป็นนักกรีฑาของโรงเรียน ถ้างั้นแล้วมาทำอะไรในชมรมงานฝีมือที่จุดมุ่งหมายเพื่อบรรลุธรรมนี่กันล่ะ คำตอบง่ายมาก ก็เพราะเธอเป็นเพื่อนสนิทของมุกแบบปาท่องโก๋ฉีกแยกมาจิ้มนมไม่ได้นั่นเลย

นอกจากจะมีเส้นผมออกแดงแล้ว เก๋ ยังเป็นคนที่มีหน้าตาได้สมกับคำพูด คือ...จะบอกว่าเธอสวยก็ไม่เชิง จะขี้เหร่ก็ไม่ใช่ แถมด้วยการมีลักษณะท่าทางคล้ายทอมบอย ทำให้ผมสับสนการกับตัดสินใจอยู่มากว่าจะให้คะแนนเทไปข้างไหนดี ดวงตาของเก๋เรียวยาวตั้งอยู่ห่างจากสันจมูกเล็กน้อย คิ้วบางเรียว เส้นผมถูกเสยไปด้านหลังหน้าผากจึงเปิดโล่ง จมูกโด่ง ปากเล็กได้รูป

“อ้าวนี่...” มุกหันไปมองร่างสูงที่กำลังเขียนชื่อลงไปในกระดาษ

“จิณณ์น่ะ เขามาเข้าชมรมเราด้วย” ผมกล่าว ทั้งที่ไม่อยากจะแนะนำเลยสักนิด

“เฮ้ เด็กใหม่ที่เขาพูดกันนี่” เก๋สาวเท้าเข้าไปหาจิณณ์พร้อมกับตบไหล่เบา ๆ “หล่อจัดเลยนะนายเนี่ย”

“ขอบคุณ” จิณณ์ตอบเรียบ ๆ

ดูท่าว่าสองคนนี้จะเข้ากันได้ดี เพราะมีพฤติกรรมที่ชอบจิกกัดผมเหมือนกันเป๊ะ

“จะมาเข้าชมรมนี้จริงเหรอ ?” มุกหันไปถาม

จิณณ์หันมาชำเลืองมองทางผมด้วยท่าทางเหมือนอยากจะกระโดดงับคอหอย จากนั้นก็ตอบไปเพียงว่า “ฮืม”

“งั้นก็ยินดีต้อนรับจ้ะ” มุกยิ้มหวาน ซึ่งมันคงจะดีกว่านี้หากยิ้มนั้นโปรยมาทางผม

ผมทิ้งตัวนั่งกับพื้นในยามอยู่ในห้องประจำชมรมนี้ผมมักจะอยากนอนเสมอ นั่นก็เพราะโทนสีอ่อนหวานของห้อง เสียงกระดิ่งอันเล็กจากโมบายริมหน้าต่าง และพรมนุ่มที่ทำความสะอาดอย่างดี

“ทำหน้าง่วงอีกแล้วนะนาย” เก๋ปรายตามอง

“ใช่ที่ไหน” ผมรีบตอบ “ว่าแต่เธอเถอะ มาทำอะไรอยู่นี่ ไม่ต้องไปซ้อมกรีฑาหรือไง”

“ไปก็ได้” เด็กสาวเบ้หน้า จากนั้นก็หันไปพูดกับเพื่อนสาวคนสนิทว่า “มุกระวังตัวด้วยนะ ระหว่างที่สมาชิกคนอื่นยังไม่มา ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นร้องดัง ๆ เลยล่ะ”

มุกหัวเราะเบา ๆ

“ไปล่ะ” เก๋ว่าแล้วสาวเท้ายาว ๆ กลับออกไป

“จิณณ์ ชอบงานฝีมือแบบไหนเหรอ ?” มุก หันมาถามเจ้าน้องชายของผม จิณณ์เพิ่งจะหาที่นั่งได้หลังจากมีท่าทีลังเลที่จะนั่งโดยปราศจากเก้าอี้อยู่สักพัก ในที่สุดเขาก็ทิ้งตัวลงห่างจากผมไม่มากนัก

“หือ ?” จิณณ์ขมวดคิ้ว

“ก็อย่าง...ถักไหมพรม ปักผ้า ร้อยมาลัย หรือจัดดอกไม้” เด็กสาวถามและตั้งตารอฟังด้วยใจจดจ่อ ช่างดูน่ารักแสนดีเป็นอย่างยิ่ง แต่สิ่งที่เธอพูดต่อไปก็ทำให้ผมเกือบสะลักน้ำลายที่อยู่ในปากตัวเองทั้งที่ยังไม่ได้กลืน “กันต์เขาชอบร้อยมาลัยน่ะ”

“งั้นเหรอ ?” จิณณ์หันมามองผม ท่าทางคงพยายามกลั้นหัวเราะอย่างหนัก

ตอนที่บอกออกไปว่าชอบร้อยมาลัยนั้น ผมคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ง่าย แค่เอาดอกไม้เสียบลงไปในเข็ม ดึง ๆ ผูก ๆ ก็เป็นอันเสร็จ เพราะเห็นเด็กตัวกระจ้อยที่นั่งอยู่ตามสี่แยกก็ยังร้อยกันเป็นว่าเล่น แต่พอเอาเข้าจริงผมก็เกือบลมจับ โชคดีอย่างยิ่งแล้วที่หลังจากกิจกรรมนั้นผมยังเหลือนิ้วมือที่ใช้การได้ครบทั้งสิบนิ้ว

ไม่นานนักเหล่าสาว ๆ ในชมรมก็ทยอยกันมา แล้วเมื่อเห็นว่าเรามีสมาชิกใหม่ความสนใจทั้งหมดก็เทไปยังเจ้านี้เหมือนตอนนี้โลกเอียงไปด้านหนึ่งโดยมีผมนั่งถ่วงทิศทางอยู่อีกฝั่งเพียงคนเดียว จิณณ์ถูกล้อมและกลายเป็นจุดสนใจ ส่วนผมก็ไม่ได้เป็นเด็กหนุ่มที่หล่อที่สุดในชมรมอีกต่อไปแล้ว

นี่ผมทำอะไรลงไป ? ผมดึงไอ้เจ้านี่มาชมรมก็เพราะอิจฉาที่สาว ๆ พากันแย่งตัว โดยไม่ได้คิดมาก่อนเลยว่าการพาไอ้หน้าหล่อมาชมรมตัวเองนั้นมันอาจจะได้ผลเลวร้ายยิ่งกว่า เพราะก็จะกลายเป็นว่าจิณณ์จะข้ามเขตมาป็อปปูล่ากระทั่งในชมรมของผม (จริง ๆ ก็ของคนอื่นด้วย) แล้วผมก็จะต้องกลายเป็นสุนัขศีรษะเน่าอยู่เช่นตอนนี้

“กันต์เป็นอะไรไปจ๊ะ ?” มุกหันมาถาม

“เปล่าครับ” ผมตอบเสียงอ่อย ทั้งที่ความจริงผมอยากจะเอาหัวโขกพื้น

“งั้นเรามาเริ่มถักไหมพรมกันเลย มุกคิดว่ากันต์คงไม่ได้เตรียมไม้นิตติ้งมาด้วยแน่ ก็เลยเอามาเผื่อด้วย” เธอยิ้มพร้อมกับส่งสิ่งที่คล้ายคลึงกับไม้เสียบลูกชิ้นแต่มีตุ่มเล็ก ๆ อยู่ตรงปลายมาให้ผม

“ขอบคุณครับ” ผมยิ้มแห้ง ๆ ตอบ จากนั้นก็ก้มมองสิ่งของในมือ โชคดีที่ไม้นี่มีสองอัน ก่อนที่ผมจะใช้มันเสียบคอตัวเองโทษฐานโง่เง่าเกินเหตุ ผมจะได้เสียบหน้าหล่อ ๆ ของไอ้เจ้าคนข้าง ๆ นี่เพื่อระบายความหมั่นไส้ก่อน


“เดินเร็วหน่อยได้หรือเปล่า” เสียงทุ้มต่ำว่า ทำให้ผมที่อยู่ในอาการคอตกเกือบโหม่งพื้นโลก เงยหน้าขึ้น

จิณณ์เดินอยู่ข้างผมภายในซอยเล็ก ๆ หลังจากที่เราทั้งคู่ลงจากรถเมล์เพื่อมุ่งหน้าเข้าไปในหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ด้านใน

“รีบนักก็เดินนำไปก่อนเลยสิ” ผมเหล่มองร่างสูง “เอ่อ...ลืมไปนายจำทางไม่ได้นี่นะ”

“อย่าเอาจุดด้อยเล็กน้อยของคนอื่นมาพูดนักเลย” จิณณ์ตอบท่าทางไม่สะทกสะท้าน

“นั่นอ่ะนะ ที่เรียกว่าเล็กน้อย ?”

“ใช่ เมื่อเทียบกับจุดเด่นแทบทุกอย่างของฉัน” จิณณ์ยักไหล่

ผมเบ้หน้าเกือบจะใช้มือกุมหน้าอกเหมือนคนป่วยโรคหัวใจอยู่แล้ว ไอ้เจ้านี่พูดจาแบบนี้ได้หน้าตาเฉยได้ยังไงกัน ทั้งที่ตามปกติเงียบขรึม นิ่งเหมือนหุ่นโชว์ แต่พออยู่ด้วยกันตามลำพังก็เปลี่ยนเป็นไปอย่างกับคนละคน

“แยกข้างหน้านี่จะมีซุ้มแล้วก็ชิงช้าไม้ใช่มั้ย” ท่อนแขนยาวชี้ไปทางทิศที่พูด

ผมหันมองตามไป ก่อนจะว่า “ใช่”

“อ๋อ” ร่างสูงพยักหน้าเบา ๆ

“นายเริ่มจำทางได้แล้วงั้นเหรอ ?” ผมถาม

“ยังไม่แน่ใจ แต่ก็อาจจะเป็นอย่างนั้น” จิณณ์หันมายิ้มเล็กน้อย “สำหรับฉันนับว่าเร็วมากจนตกใจเลย”

“ฮืม” ผมก้าวเท้าเร็วขึ้น แม้จะยังบอกไม่ได้ว่ารู้สึกชอบน้องชายที่อยู่ ๆ ก็โผล่พรวดมาข่มรัศมีที่ไม่ค่อยจะมีอยู่แล้วของผมซะจนมืดมิดอับแสง แต่เมื่อได้ยินอย่างนั้นผมก็อดรู้สึกยินดีไปด้วยไม่ได้

ทันทีที่เปิดประตูรั้วไม้สีน้ำตาลซีด พร้อมกับรอดแหล่งอาศัยของคุณงูเขียว ผมก็ได้ยินเสียงพูดคุยกันดังแว่วออกมาจากด้านในบ้านที่ตามปกติแล้วไม่ค่อยจะมีแขกมาเยี่ยมเยียนนัก

ผมหันมองหน้าจิณณ์อย่างไม่มีสาเหตุ จากนั้นก็รีบเปิดเข้าไปด้านใน

“ช้าจริงเลย” เด็กหนุ่มผิวขาวจัดกล่าว ทำให้ผมเลิกคิ้วสูง

ที่โต๊ะอาหารของบ้านเรานั้นมีเพื่อนสนิททั้งสามคนของผมนั่งประจำที่เรียบร้อยอยู่แล้ว ทั้งเอ็ม วิษ และตรี ต่างส่งยิ้มแป้นแฝงความน่าสงสัยตรงมา

“พวกแกมานี่ได้ไง ?” ผมถามโดยไม่อ้อมค้อม

“พอดีว่า พี่ชายของเอ็มทำอาหารน่ะแล้วก็เลยแบ่งมาให้บ้านเราเยอะแยะเลย” แม่ของผมยิ้มกว้างในขณะที่ยกจานที่บรรจุสิ่งของกระตุ้นต่อมน้ำลายมาวางเรียง “แม่ก็เลยชวนให้ทุกคนอยู่กินข้าวพร้อมกันด้วยเลยน่ะ”

“แล้วก็ด้วยความยินดีเลยครับ” วิษว่า

ผมทิ้งเป้ที่สะพายอยู่ด้านหลังลงกับพื้น หรี่ตาลงอย่างจับผิด ไอ้เจ้าพวกนี้ไม่น่าจะมาบ้านผมด้วยเหตุว่าเพราะเอาของกินมาฝากแน่

“ทำไมมองเพื่อนแบบนั้นล่ะ” แม่เขม่นผม

“นั่นสิครับ” เอ็มว่า

“กันต์กับจิณณ์ไปล้างมือ แล้วมากินกันเลยดีกว่า”

“อ่ะครับ” ผมพยักหน้า แต่ก็ยังไม่วายมองเหล่เหล่าพ้องเพื่อนของตัวเองอยู่ดี

หลังจากล้างมือและเปลี่ยนมาสวมเสื้อยืดแทนแล้วผมก็กลับมายังโต๊ะอาหารที่ได้รับการเสริมเก้าอี้เพิ่มอีกสองตัวซึ่งทำให้ดูแออัดอยู่บ้าง แต่ด้วยความที่เรื่องกินต้องมาก่อนก็เลยไม่ค่อยมีใครสนใจเรื่องนี้มากนัก

“ได้ยินมาจากคุณน้าว่านายย้ายมาจากต่างประเทศ” เสียงโทนกลาง ๆ ของเอ็มเอ่ยขึ้นดวงตาจับจ้องไปที่จิณณ์ที่นั่งเก้าอี้เสริมอยู่ข้าง ๆ “มาจากที่ไหนงั้นเหรอ ?”

ผมหยุดชะงักการตักอาหารเข้าปาก และเข้าใจจุดประสงค์ของเจ้าพวกสามทหารเสือขึ้นมาเป็นอย่างดี ที่ทั้งหมดยกโขยงกันมาที่นี่ก็เพราะ อยากจะสืบหาที่มาที่ไปของจิณณ์อย่างที่เอ็มบอกไว้ก่อนหน้าแล้วนั่นเอง

“นิวยอร์ค” จิณณ์ตอบเรียบ ๆ

“ย้ายจากเมืองไทยไปตั้งแต่เมื่อไหร่งั้นเหรอ ?” ตรีกล่าวบ้าง

“ตอนสิบสอง” น้ำเสียงทุ้มว่า

“งั้นนายก็อยู่ที่นั้นตั้งหลายปีน่ะสิ” เจ้าโย่งกินไปด้วย ถามไปด้วย

“ก่อนหน้านั้นไปอยู่ที่สิงคโปร์สองปี กลับมาเมืองไทยอีกปีกว่า แล้วถึงได้ย้ายไปอีก”

“จริง ๆ แล้วได้อยู่หลายประเทศก็น่าอิจฉานะครับ” เอ็มหันไปขอความเห็นจากผู้หญิงที่สาวที่สุดในบ้าน (เพราะมีเพียงคนเดียว) ดูเหมือนการพูดคุยแบบนี้จะเป็นการบีบบังคับอยู่กลาย ๆ แม้จิณณ์จะไม่อยากตอบแต่ก็คงต้องตอบอยู่ดี

“ใช่จ้ะ มองในแง่ดีก็ทำให้มีเพื่อนเยอะแยะสินะ” แม่ยิ้มแจ่มใส

“ครับ”

“ที่ต่างประเทศนายอยู่กับใครล่ะ” ตรีขยับแว่นตาเล็กน้อยคล้ายกำลังพยายามมองลึกเข้าไปในสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า

จิณณ์ขมวดคิ้ว ดูเหมือนเขาจะเริ่มจับทางได้แล้วว่ากำลังโดนถามข้อมูลส่วนตัวอย่างมีจุดประสงค์อื่น ไม่ใช่แค่เพียงบทสนทนาระหว่างมื้ออาหารอย่างที่ควรจะเป็น

“อยู่กับคุณแม่สินะจ๊ะ” เมื่อเห็นว่าเด็กหนุ่มร่างสูงไม่ตอบ แม่ของผมก็ช่วยกล่าวให้แทน

“ครับ” จิณณ์กล่าวเสียงเรียบอีกครั้ง “แต่ถ้าจะให้พูดกันตามจริง ก็ต้องบอกว่าอยู่ในสถานรับเลี้ยงเด็กซะมากกว่า เพราะแม่ไม่ค่อยมีเวลา ส่วนใหญ่ก็จะฝากไว้ที่นั่น จะรับกลับบ้านแค่ตอนหาพี่เลี้ยงได้เท่านั้น”

ผมเลิกคิ้วสูง ในขณะที่แม่ของผมก็ส่งเสียงอย่างประหลาดใจ

“ผมโตมาแบบนั้นแหละครับ” ทั้งที่ตอบอย่างสุภาพด้วยน้ำเสียงซึ่งไม่เปลี่ยนไปจากปกติเลยสักนิด แต่ผมกลับรู้สึกว่าคำพูดของจิณณ์นั้นแฝงไปด้วยความรู้สึกอ้างว้างโดดเดี่ยวอย่างรุนแรง จนมันแผ่กระจายมากระทบตัวผมที่นั่งอยู่ข้าง ๆ

“ต้องอยู่คนเดียวซะส่วนใหญ่ พอแม่ตายจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ ก็ยังคิดอยู่ว่าคงจะลำบากกว่านี้ เพราะไม่มีญาติที่ไหน” จิณณ์พูดต่อ “แล้วก็มีผู้หญิงคนหนึ่งบอกว่าเป็นคนที่พ่อส่งมา ติดต่อให้มาอยู่ที่นี่ก็เลยลงเอยแบบนี้...”

ผมหันไปมองจิณณ์ ดวงตาเรียวยาวนั้นกระพริบช้า ๆ หนึ่งครั้ง ชั่วขณะนั้น ผมรู้สึกราวกับสัมผัสได้ถึงหยาดน้ำตาที่มองไม่เห็นรินไหลออกมาผ่านใบหน้าอันนิ่งเฉย แล้วหยดลงกระทบพื้น

ทั้งที่จริง ๆ แล้วมันไม่มี...

เหมือนมีอะไรบางสิ่งมาอุดตันอยู่ที่ลำคอ จนแม้แต่อาหารรสเลิศตรงหน้าผมก็ยังกลืนไม่ค่อยลง ทำไมหมอนี่ถึงเล่าเรื่องชีวิตตลอดสิบเจ็ดปีได้โดยใช้เวลาแค่ไม่ถึงนาที พูดบอกกล่าวทุกอย่างโดยไม่ปิดบังราวกับมันไม่ใช่เรื่องของตัวเอง หากแต่เป็นการเล่าชีวิตของคนอื่นที่ไม่รู้จัก กระทั่งเรื่องการเสียชีวิตของผู้ให้กำเนิดก็ยังคงท่าทีเรียบเฉยไร้ความรู้สึกไว้ได้

หากความรู้สึกนั้นเปรียบได้กับเส้นเชือกที่เชื่อมโยงสิ่งต่าง ๆ เข้าด้วยกัน จิณณ์คงกำลังบอกกับเราทุกคนว่า ระหว่างตัวของเขากับมารดา เส้นที่เชื่อมอยู่นั้นบอบบางราวกับด้ายเล็ก ๆ แล้วถึงมันจะขาดสะบั้นลงเขาก็ไม่รู้สึกอะไร

“คนที่พ่อของนายส่งมา หมายความว่านายก็ไม่ได้เจอพ่อจริง ๆ มาหรือไง ?” เสียงเพื่อนของผมที่ยังคงยิงคำถาม

แม้จะแสดงออกชัดเจนว่าไม่ได้รู้สึกอะไรกับเรื่องที่เกิดขึ้น แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีความรู้สึกเสียใจหลงเหลืออยู่เลยเสียเมื่อไหร่ ผมรู้สึกโมโหขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก โดยไม่เกี่ยวว่าจิณณ์จะมีความเกี่ยวข้องกับผมทางสายเลือดหรือไม่ ไม่ว่าจะกับใครเรื่องแบบนี้มันก็ออกจะเกินไปหน่อยแล้ว

“พอที ! เลิกถามได้แล้ว !” ผมทุบโต๊ะด้วยกำปั้น ส่งผลให้ทุกสายตาหันมาจับจ้องผมที่นิ่งเงียบมาโดยตลอด โดยเฉพาะจิณณ์ที่เหมือนจะประหลาดใจยิ่งกว่าใคร

“เอ่อ...กันต์...” แม่ส่งเสียงเรียก

“นี่มันเวลากินอาหารนี่นะครับ มัวแต่คุยคงจะไม่ดี” เอ็มที่ตั้งตัวได้ก่อนใครกล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม จากนั้นก็มองมาที่ผม “โทษทีนะ”

“ช่างเถอะ” ผมตอบเบา ๆ

“งั้นก็กินกันเถอะ อย่าให้เหลือเป็นขยะของโลก” ร่างโย่งว่า

“เพิ่งเห็นพูดจาเข้าท่าก็ตอนนี้นะ” ตรีผลักไหล่เพื่อน

“ฉันก็พูดจาดีแบบนี้ตลอดนั่นแหละ” วิษตอบ

หลังจบมื้ออาหารที่เงียบงันลงทันตา จิณณ์ก็อาสาช่วยแม่เก็บโต๊ะ และยกจานจำนวนมากออกไปทำความสะอาดที่ด้านหลัง

“กันต์พาเพื่อนไปคุยเล่นบนห้องก่อนก็ได้นะ เดี๋ยวค่อยกลับกัน” แม่กล่าวอย่างยิ้มแย้ม

“ก็ดีเหมือนกัน เพราะตอนนี้ผมอิ่มจนเกือบจะเลื้อยได้แล้วล่ะครับ” เจ้าพวกเพื่อนตัวดีว่า

“เออ ขึ้นไปข้างบนเลย” ผมว่าก่อนจะเบิกตากว้างในวินาทีถัดมา “เฮ้ย ! ข้างบนไม่ได้”

ผมลืมเรื่องเตียงนอนในดินแดนมหัศจรรย์ไปเสียสนิทใจ ดูเหมือนว่าร้านที่รับซื้อเตียงนอนหลังเดิมของผมไปแล้วนำเอาเตียงสองชั้นสวยหวานน่ารักจนนอนหลับไม่ค่อยลงมาเปลี่ยนให้นั้น บอกว่าจะนำเตียงเก่าของผมพร้อมกับเตียงเดี่ยวหลังใหม่มาสับเปลี่ยนให้ได้ในอีกสองอาทิตย์ นั่นหมายถึงว่าตลอดระยะเวลานี้ผมจะปล่อยให้ใครขึ้นไปบนห้องนอนของตัวเองไม่ได้เด็ดขาด ถ้าไม่อยากจะโดนล้อไปอีกสิบปี

“ทำไมข้างบนไม่ได้ ?” เจ้าวิษเดินมากอดคอผม “ฉันรู้ว่าห้องแกรก เคยมาตั้งหลายหนไม่ต้องอายหรอกน่า”

“จริงด้วย” เด็กหนุ่มสวมแว่นตั้งท่าจะก้าวเท้าขึ้นบันได ผมจึงต้องรีบไปคว้าแขนไว้อย่างรีบร้อน

“ยังไงก็ไม่ได้” ผมว่า

“ทำไม ?” ตรีใช้หลังมือเลื่อนแว่นตาทรงสี่เหลี่ยมลง

“เอ่อ...” ผมกลืนน้ำลายลงคอ “...มันรกมาก แล้วจิณณ์ก็มาอยู่ด้วยก็เลยทั้งแคบทั้งรก ยังไง...เรานั่งคุยกันข้างล่างนี่ก็ได้นะ”

“ต้องมีอะไรแน่เลยว่ะ” เอ็มหรี่มองผมด้วยดวงตาทรงกลมนั้น

“ไม่มี !” ผมตอบแต่ดูเหมือนเสียงจะออกมาสูงกว่าที่ตั้งใจไปสักหน่อย

“งั้นรีบขึ้นไปเลย” เอ็มวิ่งเร็วจี๋ขึ้นบันได ตามไปด้วยเจ้าวิษ ส่วนตรีก็ล็อกแขนผมไว้ด้วยท่วงท่าที่ทำให้ผมแทบขยับไม่ได้

ไม่นานนักก็มีเสียงตะโกนดังลงมาจากด้านบน “เฮ้ยไอ้ตรีมาดูอะไรนี่ !”

“รอบตัวแกนี่เรื่องน่าสนุกเต็มไปหมดเลยนะ” ตรียิ้มจากนั้นก็รีบรุดไปตามเสียงเรียก ส่วนผมก็เดินคอตกก้าวขึ้นไปตามบันไดอย่างช้า ๆ

“ไม่ต้องพูดอะไรเลยนะพวกแก นั่นมันเตียงนอนที่แม่ฉันซื้อ และตอนนี้ฉันก็กำลังรอให้เขาเอาเตียงเดี่ยวมาเปลี่ยน” ผมกล่าวดักคอ ส่วนพวกเพื่อน ๆ ก็หัวเราะดังลั่น

“เฮ้ย อะไรวะ เตียงนี่ออกจะสวย แกไม่เห็นต้องอายเลย” เอ็มว่า

“เหมาะสมกับวัยและพัฒนาการทางสมอง” เจ้าโย่งสมทบ

“วันเกิดแกเมื่อไหร่พวกเราจะร่วมหุ้นกันซื้อผ้าปูที่นอนลายคิตตี้ให้” ตรีกล่าว

“ล้อให้พอใจเลยไอ้เจ้าพวกบ้า” ผมกลอกตาอย่างหงุดหงิด


หลังจากปล่อยให้เจ้าพวกไม่มีรสนิยม (ตามที่แม่ว่า) หัวเราะเป็นบ้าเป็นหลังอยู่ครู่หนึ่ง ผมและเพื่อน ๆ ก็ทิ้งตัวลงนั่งกับพื้น เหยียดแข้งเหยียดขา แล้วไม่นานก็เปลี่ยนอิริยาบถเป็นการนอนกลิ้งเกลือก

“เมื่อตอนกินข้าวฉันขอโทษนะ ที่ถามอะไรโดยไม่คิดถึงความรู้สึกของแก” เอ็มกล่าว

“ไม่ใช่ฉัน” ผมพลิกตัวคว่ำลง “ความรู้สึกของเจ้านั่นต่างหาก ถึงจะทำท่านิ่งเฉย แต่ก็คงไม่ได้หมายความว่าจะไม่รู้สึกอะไรเลยจริง ๆ หรอก”

“ยังไงแม่เพิ่งจะตายไปนี่นะ” ตรียันตัวขึ้นนั่งพิงกับขอบเตียง พลางพ่นลมหายใจยาวเหยียด “รู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่เลยแฮะ”

“พวกแกคิดมากกันเกินไปแล้ว” วิษโพล่งขึ้น “ยังไงซะก็เป็นลูกผู้ชายใช่มั้ย เรื่องแค่นี้ก็ต้องอดทนให้ได้”

“นอกจากไอ้ความเป็นคนนิ่งเงียบอันเป็นนิสัยแล้ว” เด็กหนุ่มผิวขาวลุกขึ้นนั่ง “ฉันว่าก็ยังมีเรื่องที่น่าแปลก”

“อะไร ?” ผมถาม

“ก็...อย่างแกน่ะไม่เคยเจอหน้าพ่อเลย หมอนั่นก็คงไม่ได้ต่างกันนัก” เพื่อนของผมเว้นจังหวะเล็กน้อย “กับคนที่ไม่คุ้นเคย ทำไมถึงยอมเชื่อฟังแล้วย้ายมาอยู่ที่นี่อย่างง่าย ๆ ได้ล่ะ”

“อาจจะเพราะไม่มีทางเลือก ก็เลยยอมทำตามไง” ผมตอบ

“ลักษณะท่าทางของจิณณ์บอกว่าเป็นคนหัวอ่อนว่าง่ายงั้นเหรอ ?” ตรีถามบ้าง

“ต้องมีอะไรมากกว่านี้แน่” เอ็มสรุป


------
ติดตามเรื่องราวต่อไปได้ในรูปแบบรูปเล่ม "A Half-Brother คู่แสบยกกำลังป่วน" โดย โรโรฯ ค่ะ


แก้ไขล่าสุด ใน วันพฤหัสบดีที่ 03 มิถุนายน 2010 เวลา 06:55 น.
 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่


รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช

Your Shopping Cart

Your Shopping Cart
รถเข็นของท่านยังไม่มีรายการสินค้า

button_checkout
button_how
button_delivery

button_tel

Links

cs

school

b_job

Wallpaper สำหรับแฟนๆ