| ตัวอย่างเนื้อเรื่อง : Soul Knight ตำนานจอมเวทผู้พิทักษ์ |
|
บทนำ
มหาอาณาจักรดีเจียตั้งอยู่บนทวีปที่ใหญ่ที่สุดในโลกอันเป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในโลกด้วยทรัพยากรทุกอย่างที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของสรรพสิ่งต่าง ๆ ไม่เฉพาะเพียงแค่มนุษย์ ปกครองโดยราชวงศ์เวิลเซอร์ ราชวงศ์ที่ทุกคนเชื่อกันว่าสืบสายโลหิตมาจากเทพเจ้า
ทุกคนในราชวงศ์จะมีเรือนผมสีทองคำ สีที่หายากที่สุดในโลก และมีเพียงไม่กี่ร้อยคนในโลกที่มีผมสีนี้นี้ ซึ่งตามความเชื่อแล้ว ผู้ที่มีเรือนผมทองคำจะได้รับการคุ้มครองจากมหาเทพแห่งแสง เป็นบุคคลที่มีคุณค่าพิเศษในทางเวทมนต์ทั้งทางด้านดีและด้านร้าย เพราะฉะนั้นทุกคนในราชวงศ์เวิลเซอร์ และบุคคลผู้มีเรือนผมสีทองคำทุกคนจึงล้วนแล้วแต่เป็นจอมเวททั้งหมด ด้วยการเข้าเรียนเวทที่โรงเรียนศาสตร์แห่งการต่อสู้ทุกแขนง “อาร์คดิโอ” โรงเรียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมหาอาณาจักรดีเจีย
มหาอาณาจักรดีเจียที่อุดมสมบูรณ์ต่างเป็นที่หมายปองของอาณาจักรต่าง ๆ แต่ก็ไม่มีใครจะทำอะไรดีเจียได้ เพราะมีตำนานเล่าลือกันมาแต่นมนานว่า ใต้บัลลังก์แห่งเวิลเซอร์มีอำนาจที่จะพลิกโลกได้ และอำนาจนั้นยังคอยคุ้มครองดีเจียตลอดมาตั้งแต่หลายหมื่นปีก่อนจนปัจจุบัน...
ลมร้อนพัดฝุ่นทรายฟุ้งกระจายท่ามกลางความร้อนระอุของอากาศราวแดนนรก ผืนดินแตกระแหงไปจรดขอบฟ้า ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็ไม่อาจหาสิ่งที่เรียกว่าชีวิตในสถานที่นี้ได้เลย ชายหนุ่มท่าทางองอาจทอดสายตาออกไปอย่างท้อแท้กลาย ๆ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นวาวคมอย่างคนที่ตัดสินใจมั่นคงแล้ว เหล่าชายฉกรรจ์ข้างกายที่คุกเข่าอยู่ได้แต่เงยหน้ามองด้วยความห่วงใย
“จะไปจริง ๆ หรือพ่ะย่ะค่ะ ให้พวกข้าไปไม่ดีกว่าหรือพระองค์” ชายรูปร่างบึกบึนเอ่ยด้วยน้ำเสียงราวกับจะขอร้องชายร่างสูงที่ยืนอยู่
“ไม่ใช่ว่าข้าไม่ไว้ใจพวกเจ้าถึงต้องไปเอง แต่การที่จะเข้าไปให้ถึงอำนาจใต้บัลลังก์แห่งเวิลเซอร์มันต้องใช้ความรู้ไม่น้อย พวกที่ทำงานในราชสำนักใช่ว่าจะหลอกกันได้ง่าย ๆ พวกเจ้าไม่ต้องกังวลไป ได้อำนาจนั้นมาเมื่อใดข้าจะรีบกลับมาทันที”
ทันทีที่พูดจบ วงเวทที่วาดอยู่แทบเท้าชายผู้ยืนอยู่ก็ส่องแสงขึ้น เงาร่างสูงเลือนหายไปท่ามกลางสายตาเป็นห่วงของผู้ที่มาส่ง
กลิ่นคาวเลือดตลบอบอวลทั่วเรือนพักนางกำนัลในราชสำนักดีเจีย ศพหญิงสาวไม่น้อยกว่ายี่สิบศพกองกันเกลื่อนทั้งภายในห้องและทางเดิน บ้างแขนขาขาด บ้างร่างกายแหลกเหลวเป็นที่อเน็จอนาถและน่าสยดสยองต่อผู้พบเห็นยิ่งนัก เหล่าทหารประจำวังต่างวิ่งไล่จับคนที่ก่อเหตุกันโกลาหลไปทั้งวัง ผู้ก่อเหตุเป็นจอมเวทที่แข็งแกร่งไม่น้อย กว่าจะจับได้เล่นเอาสะบักสะบอมกันทั่วหน้ากับพวกทหารธรรมดา แต่กับจอมเวทที่ลงมือจับ มีเพียงแค่เสื้อตัวนอกที่ขาดวิ่นกับแผลอีกเล็กน้อยเท่านั้น เพราะจอมเวทที่มาลงมือจับคือเมอเรสซีวาล จอมเวทผู้พิทักษ์ราชวงศ์นั่นเอง ทุกคนต่างรู้ดีว่าท่านผู้นี้มีอำนาจเป็นรองแค่กษัตริย์แห่งเวิลเซอร์เท่านั้น ซึ่งถ้าเทียบอำนาจกับผู้ที่โดนไล่จับแล้วมันก็เหมือนผู้ใหญ่รังแกเด็กกลาย ๆ นั่นล่ะ
“คูนูม เห็นแก่ที่เจ้าชรามากแล้วและยังเคยรับใช้ราชสำนักมาชั่วเวลาหนึ่ง เรื่องที่เจ้าแอบสอนมนต์สังหารให้พวกนางในมาฆ่ากันเอง เราจะเอาโทษเจ้าแค่เนรเทศ !” สุรเสียงเฉียบขาดจากองค์กษัตริย์เวิลเซอร์องค์ปัจจุบันให้ทั้งความเมตตาและทางไร้อนาคตต่อหญิงชราได้ในเวลาเดียวกัน
“นับแต่นี้เจ้าอย่าได้กลับมาเหยียบดีเจียอีกเด็ดขาด” ผู้ถูกตัดสินก้มหน้ามองพื้นเหมือนคนที่กำลังสำนึกผิด หากแต่ความจริงแล้วนางกำลังปิดบังแววตาแห่งความอาฆาตต่อองค์กษัตริย์อยู่ต่างหาก
หญิงชราถูกส่งออกนอกทวีปและกลืนหายไปกับกระแสแห่งกาลเวลา และนั่นคือเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อสิบห้าปีก่อน
1
ปั้บ !!
เสียงปิดหนังสือเล่มหนาหนักดังกังวานไปทั่วทั้งโถงกว้างในยามดึกสงัด ร่างสูงโปร่งยกมือขึ้นนวดหว่างคิ้วพลางระบายลมหายใจยาวอย่างคนเหนื่อยอ่อนที่ใกล้หมดแรงเต็มที
“อ่านจบได้ก็ดีหรอกแต่จะให้ปฏิบัติจริงนี่... มนุษย์จะทำได้จริง ๆ หรือ” ร่างโปร่งผมดำยาวซบหัวลงบนหนังสือเล่มหนาที่เพิ่งจะปิดลงไป แววสิ้นหวังฉายจาง ๆ ในดวงตาสีฟ้าเทาแล้วหลับลงนิ่งไปครู่ใหญ่ ชายหนุ่มจึงลุกขึ้นแล้วคว้าเจ้าหนังสือเล่มหนาไปเก็บยังชั้นที่หยิบออกมา
“เอ้า ! ลองกันสักตั้ง ไม่สำเร็จก็ตายไปเลย !” เขาตบหน้าตนเองด้วยสองมือเข้าไปฉาดใหญ่หลังจากเก็บหนังสือเข้าชั้นไปแล้ว จากนั้นก็เดินออกมาจากโถงห้องสมุดที่เขาเข้ามาขลุกอยู่เสียหลายวันกลืนหายไปกับความมืดในคืนไร้จันทร์
ไม้ใหญ่สูงเทียมฟ้าเบียดกันแน่นในป่าดงดิบห่างไกลที่อยู่อาศัยของมนุษย์ สัตว์ร้ายติดเขี้ยวเล็บเดินกันเกลื่อนอย่างเจ้าถิ่น สัตว์วิญญาณดุร้ายและหายากก็มีมากมาย ป่าดึกดำบรรพ์แห่งนี้จัดเป็นเขตอันตรายร้ายแรงที่แม้แต่จอมเวทชั้นสูงยังไม่กล้าเข้ามาเดินคนเดียว แต่เวลานี้ชายหนุ่มสูงโปร่งผมดำยาวกำลังย่างเท้าอย่างระมัดระวังทุกก้าว ตลอดทางที่ผ่านมา เขาเผชิญหน้ากับอันตรายมาหลายครั้ง และเขาโชคดีที่หลบเลี่ยงมาได้ทุกครั้ง แต่เวลานี้ เขายืนตะลึงงันตาค้างกับสัตว์วิญญาณตัวยักษ์ที่กำลังอวดเขี้ยวซี่งาม ๆ ให้เขาได้ทัศนาระยะใกล้ชิด ที่เจ้าตัวไม่ได้ปรารถนาเลยจริงจริ๊งให้ดิ้นตาย
“โอ้ไม่~ ไคมีร่า1สีทอง” เขาส่งเสียงแทบจะเหมือนคนสิ้นหวัง “ทำไมข้าต้องมาเจอสัตว์วิญญาณระดับจ้าวสายเลือดแท้ด้วยเนี่ย” เจ้าตัวอยากเปิดแน่บกลับบ้านขึ้นมาจับใจ
ไคมีร่าสีทองมีถึงสี่หัว หัวมังกรเขางามมองเขาตาขวาง ในขณะที่หัวสิงโตเขี้ยวโง้งท่าทางอยากเคี้ยวหัวเขาน่าดู อสรพิษตาสีโลหิตไม่บ่งบอกอารมณ์ใด ๆ ทั้งนั้นและเฮลฮาวนด์2ที่กำลังกระหายเลือดสุด ๆ ดวงตามุ่งร้ายทั้งสี่คู่จับจ้องมนุษย์ผู้ดวงตกและดูท่าทั้งสี่หัวจะไม่ชอบขี้หน้าหนุ่มผมดำมากขึ้นทุกขณะ แต่ทว่ายังไม่ทันได้พูดอะไร หัวมังกรก็อ้าปากกว้างแล้วส่งพลังสายฟ้าเข้าใส่ในเสี้ยววินาที
ฝีเท้าที่ฝึกมาอย่างดีได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ เขาสาวเท้าเร็วจี๋ออกไปด้านข้างเฉียดฉิวให้เสื้อคลุมไหม้ไปเลยกับเพลิงสายฟ้าที่ถล่มพื้นเป็นหลุมกว้าง
“แค่โชคคงไม่ช่วยให้รอดไปได้ซะแล้วกับเจ้าตัวนี้ สี่หัวรุมแบบนี้ขี้โกงสุด ๆ” เจ้าตัวบ่นอื้ออึงระหว่างวิ่งวนไปรอบ ๆ หลบเพลิงกรดที่มาจากหัวเฮลฮาวนด์ เพราะมัวแต่ระวังเพลิงเลยโดนคลื่นอัดกระแทกจากหัวสิงโตเข้าไปเต็มที่ กระเด็นลิ่วไปกระแทกเต็มรักที่ไม้ใหญ่ต้นหนึ่งแล้วร่วงลงกองกับพื้น เจ้าตัวอยากจะร้องดัง ๆ กับความเจ็บที่ได้รับแต่ไม่มีแม้แต่เวลา เนื่องจากพิษกัดกร่อนจากอสรพิษตามมาเล่นงานทันควัน เขากลิ้งตัวหลบออกมาและโดนไปเล็กน้อยแต่ก็มากพอที่จะทำให้ผิวที่โดนปวดแสบปวดร้อนเหมือนถูกไฟไหม้ และผมที่ยาวสยายเลยเอวโดนพิษกัดกร่อนเหลือแค่ระคอ เขาต้องกัดฟันสร้างเขตแดนขึ้นมารอบตัวแทนการลุกขึ้นวิ่งหนี เมื่อไคมีร่าโถมทั้งตัวลงมาบนตัวเขา กรงเล็บแหลมคมบนอุ้งเท้าขนาดที่ถ้าโดนมีหวังทะลุตัวพยายามกดผ่านเขตแดนที่ถูกสร้างขึ้น
เขตแดนสีมรกตใต้อุ้งเท้าสร้างความหงุดหงิดให้สัตว์วิญญาณตัวยักษ์น่าดู ทั้งที่เป็นเขตแดนเล็กนิดเดียว แต่ไม่ว่าจะออกแรงกดมากเพียงใดยังทำให้แตกไม่ได้สักที ยิ่งสายตาชายหนุ่มมองดูกลัวมันน้อยลงเรื่อย ๆ ยิ่งขัดตา หัวทั้งสี่จึงทุ่มพลังลงไปพร้อมกัน
เขตแดนสีมรกตแตกออกพร้อมเสียงร่ายเวทที่ดังกังวานอย่างทรงอำนาจจากจอมเวทหนุ่ม
/จนสดับเสียงเรา สรรพสำเนียงชีวิตแห่งพงพนา จงตอบรับเราผู้มีวิญญาณเดียวกับพวกท่าน/
ไคมีร่ากระโจนห่างออกมาในพริบตา ขนทั้งร่างของมันลุกชัน หัวทั้งสี่ส่งเสียงขู่คำราม ราวมันกำลังกลัว เส้นผมสีดำของชายหนุ่มเปลี่ยนเป็นสีทองสว่างราวแสงอาทิตย์ ไอเวทสีเขียวแกมทองรูปดั่งวงแหวนคลุมอยู่ทั่วร่างชายหนุ่ม
“ต้องสงวนพลังไว้ให้มากที่สุดแท้ ๆ เอามาใช้จนได้ แบบนี้อัตราเสี่ยงตายคงเต็มลิมิตแล้วล่ะ” ผู้ที่น่าจะเป็นเหยื่อเมื่อครู่ได้เปลี่ยนตนเองเป็นผู้ล่าเสียแล้วในเวลานี้ เจ้าไคมีร่ารู้ถึงความอันตรายที่แผ่ออกมาจากมนุษย์คนนี้ได้เป็นอย่างดี ไอพลังนั่นสะกดการเคลื่อนไหวมันได้อยู่หมัด
ความรู้สึกกลัวจนไม่อาจหนีไปได้ กำลังเกิดขึ้นกับเจ้าสัตว์วิญญาณตัวนี้ หางของมันที่เก็บเข้าไปไว้ใต้ท้องพองฟู ร่างกายสั่นเทาหมอบงุดลงกับพื้น หัวทั้งสี่ซุกเข้าหากัน คาดว่าคงไม่มีวันพรุ่งนี้สำหรับมันอีกแล้ว จอมเวทหนุ่มสืบเท้าเข้าไปหามันพลางส่งมือเรียวงามเข้าไปลูบเบา ๆ ที่หัวสิงโต สื่อความรู้สึกและอำนาจหนึ่งเดียวกับผืนป่าที่มันอาศัยอยู่ไปสู่จิตวิญญาณของมัน หัวทั้งสี่ค่อย ๆ มองเขาอีกครั้ง จอมเวทหนุ่มคลี่ยิ้มงดงามให้มัน
“ช่วยบอกหน่อยได้ไหม ว่าจุดตรงข้ามบัลลังก์มันอยู่ตรงไหน” น้ำเสียงก็สุภาพจนเจ้าไคมีร่าแทบไม่เชื่อหูตนเอง มันจ้องเขาตาปริบ ๆ งงกับสิ่งมีชีวิตคนนี้จริง ๆ
“อย่ามัวแต่ทำหน้าเอ๋อสิ ข้าจำเป็นต้องหาจุดตรงข้ามให้เจอเร็ว ๆ นะไม่อยากเสียพลังเวทโดยไม่ใช่เหตุอีก” เขาย้ำความต้องการของตนชัด ๆ อีกครั้ง
สี่หัวแปดตาทำหน้างงกว่าเดิมก่อนจะหันมองหน้ากัน แล้วกลับมาที่จอมเวทหนุ่มที่ยืนรอคำตอบด้วยท่าทางสงบนิ่งแต่แฝงความสง่าอยู่ในที
/ท่านเป็นหนึ่งเดียวกับวิญญาณแห่งป่าแล้วยังไม่รู้อีกหรือ/ แววไม่อยากเชื่อฉายชัดในดวงตาสีโลหิตของเจ้าหัวอสรพิษ
/น่าแปลกจริง ๆ เลยนะท่านนี่ สถานที่ที่ท่านกำลังตามหาก็อยู่ตรงที่ท่านยืนอยู่นั่นล่ะ/ หัวมังกรส่งเสียงพลางส่ายหน้า
จอมเวทหนุ่มก้มลงมองเท้าตนเอง แสงสีส้มอ่อน ๆ กระจายตัวออกมาตลอดเวลา แม้จะเล็กน้อยแต่ก็ให้ความรู้สึกน่าครั่นคร้ามของจริง ใบหน้าขาว ๆ ขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างห้ามไม่อยู่ จอมเวทหนุ่มอายจนต้องเอาหน้าไปซบหลบที่หางไคมีร่า ขณะที่ทั้งสี่หัวกำลังฮาแตกกับสภาพของเขาอยู่
“บ้าเอ๊ย ทำไมข้าถึงตาถั่วขนาดนี้ฟะ” เขาอยากเอาหัวโขกพื้นตรงนั้นให้ตายหนีอายไปซะเลย เขาคิดมาตลอดว่าจุดตรงข้ามบัลลังก์ในทวีปตรงข้ามคนละซีกโลก น่าจะมีสัญลักษณ์ที่เห็นแล้วจะรู้ทันทีซะอีก... แต่เดี๋ยวก่อน ไคมีร่าสีทอง มีอยู่แค่ห้าตัวในโลกและแต่ละตัวจะเฝ้าอยู่ในสถานที่สำคัญ... โธ่เอ๊ย มันก็บอกให้เห็นโต้ง ๆ อยู่แล้วเจ้านี่ล่ะสัญลักษณ์ เขาตาถั่วจริง ๆ ด้วย !
หลังจากทำใจได้แล้วจอมเวทหนุ่มก็เริ่มต้นทำตามที่ตั้งใจไว้ วงเวทสีทองถูกวาดซ้อนทับกันถึงหนึ่งพันชั้น จากวงในสุดไปถึงนอกสุดกินเนื้อที่ทั้งป่า เจ้าไคมีร่าจ้องมองด้วยความทึ่งปนหวาดกลัว แม้วงเวทนั้นจะไม่มีผลกระทบต่อสิ่งใดเลยนอกจากสิ่งที่อยู่ใจกลางวงเวทเท่านั้น ตลอดเวลาที่วาดวงเวทออกไป เขาท่องเวทบทยาวที่จดจำมาได้อย่างขึ้นใจ และทั้งที่เขียนวงเวทเสร็จแล้ว เวทที่ร่ายอยู่นั้นยังคงไม่จบ จอมเวทหนุ่มยังคงเปล่งเสียงที่ฉาบด้วยอำนาจออกมาเรื่อย ๆ พร้อมทั้งเลือดที่ไหลออกมาจากปากจนพื้นใต้เท้าที่ยืนอยู่จะเป็นทะเลเลือดแล้ว
ถ้าไม่มีพลังในธรรมชาติคอยช่วย ข้าคงสลายเป็นผงไปแล้วแน่ ๆ สมเป็นเวทแยกสัมพันธ์ธาตุต่าง ๆ ของจริง ธาตุในร่างข้าทั้งหมดจะคืนสู่พื้นดินก่อน หรือข้าจะท่องเวทได้จบก่อนนะ
เสียงที่ทรงอำนาจเริ่มขาดกระท่อนกระแท่น ร่างที่เป็นหนุ่มหล่อแพรวพราวเมื่อครู่เปลี่ยนแปลงไปซะเจ้าไคมีร่าแทบกรีดเสียงร้องด้วยความหวาดกลัว ผิวหนังเหี่ยวย่นหุ้มอยู่บนร่างที่ผอมเหมือนโครงกระดูกยืนได้ ผมขาวโพลนหลุดร่วงจนแทบไม่เหลือบนหัว ร่างที่เกือบจะเป็นซากศพ เหลือแค่ดวงตาสีฟ้าเทาเท่านั้นที่ยังคงทอประกายมุ่งมั่นให้รู้ว่าร่างนี้ยังมีชีวิตอยู่
วงเวททั้งพันทอแสงสีทองขึ้นมาพร้อมกัน ก่อเป็นเขตแดนสีทองคลุมไปทั้งป่า จอมเวทรู้แล้วว่าเวทที่เขาทุ่มทั้งชีวิตกำลังสัมฤทธิ์ผล เหลือแค่ท่อนสุดท้าย อีกแค่ห้าสิบคำเท่านั้นที่เขาจะต้องเค้นเสียงเปล่งออกมาให้ได้ แม้เวลานี้แค่หายใจก็ทำได้ลำบากเต็มที
อีกนิดเดียว สงครามที่จะเกิดจากสิ่งนี้จะจบลงเสียที
ใบหน้าที่มีแต่หนังหุ้มกระดูกขยับยิ้มยินดี คำแรกในห้าสิบยังจ่ออยู่ในคอทั้งที่เค้นเสียงออกไปทั้งหมดแล้วแต่มันยังติดอยู่ในคอ พริบตาที่มัวแต่สนใจเสียงในคอตนเอง
อุ้งเท้าสีส้มทองใหญ่ขนาดกำเจ้าไคมีร่าได้ทะยานขึ้นมาจากกลางวงเวทเข้าคว้าร่างจอมเวท กระดูกทั้งร่างส่งเสียงราวจะหักลงเดี๋ยวนั้น แม้นเขาอยากจะร้องอย่างเจ็บปวดออกไปสุดเสียง แต่ก็ไม่มีอะไรเล็ดลอดออกมาจากลำคอได้ เส้นเสียงของเขาอาจจะขาดไปหมดแล้วก็ได้
/จะให้ข้ายอมรับว่าเจ้ากล้าหรือโง่ดีล่ะ เจ้าสิ่งมีชีวิตเท่าธุลีเอ๋ย กะจ้อยร่อยแค่นี้คิดหรือว่าจะมีพลังใช้เวทบทนี้ได้/
เสียงกังวานทรงอำนาจเกินหยั่งทำเอาเจ้าไคมีร่ากรีดเสียงอย่างหวาดกลัวสุดขีดก่อนจะล้มลงหมดสติไป เสียงนั้นนอกจากสร้างความหวาดกลัวแล้วยังทำให้เขตแดนสีทองเกิดรอยร้าวไปทั่ว
ความสิ้นหวังเข้ามากุมจิตใจจอมเวททันใด เขารู้แล้วว่าเขาไม่มีทางท่องเวทจนจบบทได้ ไฟชีวิตของเขากำลังจะดับลงในอุ้งเท้าขนาดยักษ์นี้ แต่เขายังอยากดิ้นรนให้ถึงที่สุด ถึงจะไม่ได้ผลแต่เขาก็พยายามออกแรงดันอุ้งเท้าให้กางออก แน่นอนมันไม่ขยับแม้แต่น้อย
/มานึกเสียใจเอาเวลานี้ คงสายไปแล้วล่ะเจ้าวิญญาณน้อย บังอาจมารบกวนข้า หมดเวลาอยู่บนโลกนี้ของเจ้าแล้ว/
พลังที่กระจายออกมาพร้อมเสียงกระแทกเขตแดนจนหลายจุดแตกเป็นทางกว้าง
ว่าแล้ว มนุษย์จะใช้เวทบทนี้ได้อย่างไร ถ้าข้าไม่มีพลังจากผืนป่าช่วยคงกลายเป็นผงไปตั้งแต่สองท่อนแรกของการร่ายเวทแล้ว...แต่เมื่อเป็นมนุษย์ใช้เวทบทนี้ไม่ได้ ข้ายอมเป็นผีก็ได้ !
ความคิดของจอมเวทสะท้อนให้เจ้าของอุ้งเท้าสีส้มทองได้ยินในหัวชัดเจน
/……./
จอมเวทหนุ่มกลั้นใจแล้วตั้งสมาธิ เขากะจะท่องเวทห้าสิบคำสุดท้ายรวดเดียวให้จบไปพร้อมไฟชีวิตของตนเอง แต่แล้วสมาธิเขาก็ต้องแตกกระเจิง
/ฮ่า ฮ่า ฮ่า เจ้านี่เป็นวิญญาณที่พิลึกจริง ๆ เกิดมาจนบัดนี้เพิ่งเคยเจอเป็นครั้งแรก เลือกที่จะทำให้ถึงที่สุดเพื่อที่จะได้ไม่เสียใจภายหลัง หึ หึ น่าสนใจดีแฮะ/
เสียงที่กระแทกโสตประสาททำเอาหัวใจจอมเวทแทบหยุดเต้น และมันกำลังจะหยุดเต้นเดี๋ยวนี้แล้ว เมื่อเขามองเห็นเสี้ยวหน้าใหญ่โตกำลังโผล่ขึ้นมาจากพื้นดินและค่อย ๆ สูงขึ้นฟ้าไปเรื่อย ๆ ความยาวแค่ครึ่งตัวก็ปกคลุมทั้งท้องฟ้าแล้ว อุ้งเท้าที่กำจอมเวทไว้ใหญ่โตขึ้นด้วยจนเวลานี้จอมเวทเหมือนมดตัวน้อยไปแล้ว
/เหลือเกินเลยนะเจ้า เป็นแค่วิญญาณเล็ก ๆ กลับคิดการใหญ่โตจะแยกธาตุสัมพันธ์ในร่างข้า ถึงขนาดดั้นด้นมาถึงจุดตรงข้ามบัลลังก์เวิลเซอร์ได้แบบนี้ ชักถูกใจแล้วสิ/
เงาสีส้มทองบอกว่าถูกใจ แต่ตัวจิ๋วที่ถูกใจในอุ้งเท้ากำลังจะหัวใจวาย ทั้งอำนาจ ทั้งรูปลักษณ์เกินกว่าที่เขาคาดไว้แบบเทียบกันไม่ติด เห็นแบบนั้นน่าจะหมดหวังได้แล้วแท้ ๆ แต่จอมเวทตัวจิ๋วยังดื้อไม่เลิก เขายังคงคิดจะท่องเวทอีกครั้งแต่ยังคงถูกขัดอยู่ดี
/ชื่อ ยังพอจะมีปัญญาบอกไหวไหม/
แววตาดูถูกกลาย ๆ สะท้อนวิบวับอยู่ในดวงตาใหญ่โต ตาสีฟ้าเทาวาวโรจน์ขึ้นมา จอมเวทตัวจิ๋วรวบรวมสมาธิทั้งหมดแล้วตะโกนออกไป
“อะ...ด...ราน...ดิ...” เสียงที่ลอดออกมาสร้างความเจ็บปวดที่คอไม่น้อย ทำให้เขาไอเป็นเลือดออกมาอีกกองใหญ่ ดวงตาเริ่มพร่าเลือนแต่เขาไม่คิดจะยอมแพ้ อย่างน้อยเขาจะต้องบอกชื่อตนเองให้สิ่งนี้ได้จดจำให้ได้ ในเมื่อถูกถามทั้งที “ดิ...ดิฟราน...เวิลเซอร์” แม้นเสียงนั้นจะดังไม่ต่างจากการกระซิบแต่เขาก็เปล่งเสียงออกมาจนได้
/ดิฟราน เวิลเซอร์/
อุ้งเท้าที่กำเขาอยู่ขยี้ร่างเขาในพริบตา สติทั้งหมดของดิฟรานดับวูบลงพร้อมเสียงราวฟ้าคำรามจากการแตกสลายของเขตแดนสีทอง
อุ้งเท้ากำมะหยี่นุ่ม ๆ สัมผัสหลายครั้งที่แก้ม เจ้าตัวยกมือขึ้นปัดแล้วค่อย ๆ เปิดเปลือกตา แสงจาง ๆ ลอดผ่านเข้ามากระทบตาสีฟ้าเทา ทำให้เขาต้องกะพริบตาถี่ ๆ เพื่อทำความคุ้นเคยกับแสงนั่น พอตาชินแล้วหัวคิ้วสองข้างก็เริ่มขมวดน้อย ๆ
“เจ้าไคมีร่า เอาเท้ามาเขี่ยข้าทำไมเนี่ย ?” เขาถามด้วยเสียงที่ยังงัวเงียต่อเจ้าสัตว์วิญญาณร่างยักษ์ที่กำลังจ้องเขาเป๋งทั้งสี่หัว
/ก็เห็นไม่ตื่นสักที นึกว่าตายแล้วนะสิ/ เจ้าหัวมังกรพูดขึ้น อีกสามหัวพยักหน้า
“ใครตาย... !” ดิฟรานเพิ่งนึกขึ้นมาได้ ก็เขาตายแล้วไม่ใช่หรือ ถูกสิ่งนั้นขยี้เละไปแล้วนี่นา !! เจ้าตัวเริ่มมองสำรวจตนเอง นอกจากยังไม่ตาย เขายังกลับสู่สภาพหนุ่มเหมือนก่อนใช้เวทแยกสัมพันธ์ธาตุอีกด้วย
กิ๊ง~
ดิฟรานกับเจ้าไคมีร่ามองไปที่สิ่งกำเนิดเสียงนั่น ผลึกรูปหยดน้ำสีส้มทองสามเม็ดกลิ้งอยู่บนตักเขานั่นเอง จอมเวทหนุ่มมือไม้สั่น ค่อย ๆ หยิบมันขึ้นมาดูใกล้ ๆ ไอพลังที่แผ่ออกมานั้นเขารู้จักดีแล้ว เวลานี้ เจ้าตัวทำสีหน้าบอกไม่ถูกอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มกว้างอย่างน่ามองสุด ๆ แล้วเขาก็ตะโกนก้องป่าด้วยความดีใจพลางกระโดดเข้าไปกอดเจ้าไคมีร่าสีทองที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย เพราะเมื่อมันฟื้นขึ้นมาก็เห็นดิฟรานกลับสู่สภาพหนุ่มเหมือนเดิมแล้ว ดิฟรานยังคงเริงร่าด้วยความดีใจโดยหารู้ไม่ว่า ร่างตนเองไม่ได้มีอยู่แค่วิญญาณเดียวเสียแล้ว แต่ช่างเถอะเพราะวิญญาณอีกดวงขอหลับอย่างสบาย ๆ ต่อก่อนก็แล้วกัน
ปราสาทหินสูงใหญ่ตั้งตระหง่านอวดความสง่างาม บนเนินเขาที่ล้อมรอบไปด้วยบ้านเรือนและป่าไม้เขียวชอุ่ม ปราสาทแห่งนี้คือโรงเรียนศาสตร์แห่งการต่อสู้ทุกแขนง อาร์คดิโอ บนทวีปใหญ่สุดของโลก ดีเจีย ผู้คนในเมืองรอบ ๆ ปราสาทต่างทราบดีว่าคนที่จบจากโรงเรียนนี้ มักจะได้เข้าทำงานในราชสำนักต่าง ๆ ทั่วโลกแทบทั้งนั้น พวกเขาจึงพยายามส่งลูกหลานไปเข้าเรียน ถึงแม้อัตราการจบออกมาในแต่ละปีจะน้อยจนนับได้ด้วยนิ้วมือ แต่ทุกคนก็ยังนิยมมาเรียนกัน
ภายในห้องเรียนสายเวทมนต์ปีสี่ นักเรียนจำนวนร่วมร้อยส่งเสียงเซ็งแซ่พร้อมทั้งเดินร่อนกันไปทั่วในเวลาที่อาจารย์ผู้สอนยังไม่เข้าห้อง
“เฮ่ ใครมีมนต์เจ๋ง ๆ บ้าง บอกกันหน่อยสิ” ชายที่เกินหนุ่มไปเล็กน้อยตะโกนถามขึ้นข้ามไปที่โต๊ะใกล้ ๆ
“เสียใจว่ะ มีเท่าที่แกมีนั่นล่ะ” เด็กชายที่จับกลุ่มคุยกันหัวเราะร่าเวลาตอบ
“ครั้งก่อนนายทำคะแนนได้ดีนี่หว่า” เด็กผมแดงพูดพลางส่งหนังสือเวทไปให้ชายคนที่ถามเมื่อครู่
“นายเองก็เหมือนกัน คราวหน้ามาอยู่กลุ่มฉันบ้างล่ะ” อีกสองคนที่คุยด้วยรีบกวักมือเรียกให้มาสุมหัวกัน
แต่ละกลุ่มนั่งคุยกันอย่างสนุกสนานที่โต๊ะเรียนทำจากหินอ่อน แต่บางคนเดินคุยไปทั่วเหมือนพวกเดินสายนางงามยังไงยังงั้น เรื่องที่คุยก็มีตั้งแต่ใครเป็นแฟนใคร อาวุธไหนแจ๋ว อะไรน่ากินไปจนกระทั่งการเมืองโลกแตก แล้วแถมท้ายด้วยการนินทาระยะเผาขนกันอีกไม่น้อย
“เฮ้ย นายจำมนต์เมื่อวันก่อนได้ไหม ? ของฉันมันไม่เข้าหัวเลยว่ะ” เด็กแว่นหน้าตี๋บ่นอุบกับเพื่อน ๆ ที่นั่งล้อมวงพลางจดอะไรบางอย่างมือเป็นระวิง
เจ้าคนข้าง ๆ ทำปากยื่นใส่ “อาไร้~ มนต์เขาออกจะง่าย สมองแกไม่มีรอยหยักที่จะใช้จำละสิ”
พวกที่นั่งอยู่ด้วยหัวเราะกันเกรียว กับคำถากถางที่โดนใจสุด ๆ คนโดนถากแทบจะโดดถีบด้วยสองขา
“ไงเมื่อวานสนุกไหม ? วิ่งรอบโรงเรียน อยู่ดีไม่ว่าดีดั๊นไปปากหมานกับพวกอาจารย์ได้” หนุ่มน้อยผมดำทำทรงรากไทรไว้หางไก่แจ้ที่ด้านหลังพูดหยอกเพื่อนฝูงที่เดินหน้าตูมเข้ามา
“สี่สิบรอบ นายลองบ้างไหมล่ะ บิยอร์ส” คนถูกหยอกหน้าเครียด ชูกำปั้นร่อนผ่านหน้าคนหยอกไปมาด้วยท่าทางอยากออกแรงอีกสักหน่อย
“ฉันชอบลองของแปลกมากกว่านะ มุกพื้น ๆ เก่า ๆ แบบนี้เบื่อแล้ว” หนุ่มผมดำตอบกลับอย่างอารมณ์ดีมากถึงมากที่สุด คนชูกำปั้นเลยส่งเข้าไปตรง ๆ แต่เมินซะเถอะไม่ได้กินหรอก ก็ไอ้คนที่เป็นเป้าหมายมันเผ่นห่างไปได้ไวเหลือเชื่อ
“แน่จริงนายอย่าหนีสิฟะ”
“เรื่องเซ่ ก็ฉันไม่แน่จริงนี่หว่า” บิยอร์สยิ้มรับอย่างหน้าชื่นตาบานระหว่างวิ่งไปรอบ ๆ ห้อง ทำเอาคนวิ่งไล่สะดุดกึกจนหัวคะมำ
“แก~ ไอ้บ้า เรื่องแบบนี้ใครเขายืดอกรับกัน (ฟะ) ฉันละอ่อนใจกับนายจริง ๆ” คนไล่หมดอารมณ์แล้วกับความหน้าเป็นพ่วงหน้าทะเล้นเข้าไปด้วยของเจ้าเพื่อนคนนี้
สาว ๆ หลายคนหัวเราะคิกคักกับเรื่องปรกติที่เกิดขึ้นทุกวันของเจ้าพวกนี้
“ยิ้มอะไรของเธอนักหนา เครี่” สาวผมบ็อบถามสาวน้อยผมสีทองแดงที่ไว้จอนยาวสองข้างด้วยเสียงเบื่อ ๆ ปนเครียด
“ถึงวันทดสอบเสียทีนี่นา น่าสนุกออก” เธอตอบกลับพร้อมรอยยิ้มสดใส
สาวผมบ็อบอ้าปากพ่นลมอย่างหมดแรง “ไม่อยากเลย ครั้งก่อนฉันทำคะแนนได้ไม่ดีเสียด้วย อยากให้เลื่อนการทดสอบออกไปอีกอาทิตย์จัง” ว่าแล้วก็พ่นลมราวคนจะหมดแรง
“กลุ่มยูน่าทำคะแนนได้ไม่ดีหรือ ?” เครี่ถามอย่างห่วงใย
“อืม ห่วยสุด ๆ เลยล่ะ ฝีมือชวนร้องไห้กันทั้งนั้น แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ว่าอะไรพวกเขาไม่ได้หรอก เพราะฉันเองก็ห่วยพอกัน” เธอถอนใจอีกครั้ง “ทดสอบคราวนี้ถ้าได้อยู่กลุ่มเดียวกันก็ดีนะสิ ถ้าทดสอบกลุ่มนะ เดี่ยว ๆ แบบเดือนที่แล้วเล่นเอาแทบเดี้ยง ฉันเข้าออกห้องพยาบาลจนพวกเจ้าหน้าที่เขาจำหน้าได้หมดแล้ว” ยูน่าบ่นยาวให้เพื่อนสาวฟัง “แล้วถ้าจะให้ดีที่สุด ได้เขาคนนั้นมาอยู่ในกลุ่มด้วยจะสุดยอดมากเลย” ยูน่ามองไปที่หนุ่มน้อยผมสีทองยาวจรดเอว ที่กำลังเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง
“ต้องทำยังไงถึงจะได้อยู่กลุ่มเดียวกับเขานะ คุณวิลการ์ดเจ้าขา” เพื่อนสาวที่นั่งข้าง ๆ อีกคนเท้าคางมองอย่างเคลิ้มฝันไม่แพ้อีกหลาย ๆ สาวในห้อง
“โธ่เอ๊ยไม่เห็นจะยากเลยเรื่องนั้น” เครี่พูดพลางหัวเราะใสซื่อ
“ต้องทำไงเหรอ ? ? ?” สาว ๆ หลายคนกระโดดมาตรงหน้าเธอได้เร็วอย่างน่ากลัวพร้อมด้วยแววตาแห่งความหวัง โดยหารู้ไม่ว่ากำลังจะถูกเครี่ดับความหวังให้อย่างรวดเร็วไม่แพ้ที่ให้ความหวังเมื่อครู่
เครี่แจกยิ้มกว้าง “ก็...พึ่งดวงไง ดวงถูกกันได้อยู่กลุ่มเดียวกันแน่ ๆ เหมือนกับที่ได้มาอยู่ห้องเดียวกันนี่ไง” เธอบอกด้วยเสียงสดใสสุด ๆ แต่ความใสของเธอไม่ได้ช่วยให้พวกพ้องสดใสไปด้วยเลยแม้แต่น้อย
“...เออ นึกแล้วว่ามันต้องอย่างนี้” คนที่หนึ่งส่ายหน้าแล้วลุกเดินออกไปจากกลุ่ม
“นั่นสิ ยายเครี่ก็แบบนี้แหละ” อีกคนตามออกไปบ้าง
“ฉันผิดเองที่ไปหวังอะไรกับยายนี่” คนพูดฟุบลงกับโต๊ะ ในขณะที่คนให้คำแนะนำยังคงยิ้มร่าอย่างไม่รู้เลยว่าตนเองได้ยื่นไม้พายให้เรือที่มีผู้โดยสารเต็มลำในเรื่องวิลการ์ด แต่แล้วเธอก็หักมันต่อหน้าทุกคนไปซะอย่างนั้น ทั้งลำเลยจมน้ำตาย...ไปไม่ถึงวิลการ์ด
“เอ้า ! ไอ้หนูทั้งหลายนั่งที่กันได้แล้ว” ชายหนุ่มผมดำยาวนัยน์ตาสีฟ้าเทาหล่อเหล่าและสง่างามในชุดภูมิฐานสีกรมท่า คาดเอวด้วยผ้าไหมลายไม้เลื้อยปักด้วยดิ้นทอง ถือกล่องลวดลายวิจิตรสองกล่องเดินเข้ามายืนหน้าห้อง
“หวา~ อาจารย์มาแล้ว เถิบหน่อยว้อย”
“เฮ้ย ที่ใครที่มัน เกะกะ ๆ ยกก้นไปทางอื่นได้ไหม นั่งกินที่ฉิบเป๋ง” เหล่าเด็ก ๆ หาที่นั่งกันจ้าละหวั่น กว่าจะลงตัวในจำนวนเกือบร้อยก็เสียเวลาไปหลายอึดใจ แต่คนเป็นอาจารย์ยังคงยืนยิ้มรออย่างใจเย็น
“เรียบร้อยแล้วใช่ไหมเจ้าพวกตัวป่วนทั้งหลาย” อาจารย์หนุ่มกวาดตามองไปรอบห้อง เจ้าพวกตัวป่วนนั่งเป็นระเบียบเรียบร้อยน่าชื่นใจ อาจารย์จึงพูดเข้าเรื่องทันที
“คิดว่าพวกเธอทุกคนคงรู้กันแล้วว่าวันนี้เราจะจัดการทดสอบกันอีกครั้ง คราวนี้อาจารย์จะแบ่งเป็นกลุ่ม กลุ่มละสามคนด้วยการจับสลากจากกล่องนี้” อาจารย์หนุ่มวางกล่องใบเล็กลงบนโต๊ะตรงหน้า “เบอร์เดียวกันอยู่กลุ่มเดียวกัน ส่วนภารกิจ ให้จับสลากจากกล่องใบนี้กลุ่มละหนึ่งชิ้น ใครจะได้อะไรแล้วแต่ดวงนะ” กล่องลวดลายงดงามถูกวางลงข้าง ๆ กล่องใบเล็ก “ส่วนคะแนนไม่ยากเย็นอะไร กลุ่มสามคนคะแนนเต็มก็สามร้อย หาสิ่งที่เป็นภารกิจได้ก็ได้ไป”
จากใบหน้าเปื้อนยิ้มตลอดเวลาที่พูดมาเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบในพริบตา “กลุ่มที่ไม่ได้สิ่งที่เป็นภารกิจมา... จะได้รับคะแนนติดลบสามร้อย คงรู้นะว่ามันจะมีผลอย่างไรในอนาคต”
นักเรียนทุกคนกลืนน้ำลายเอื้อกใหญ่กันพร้อมเพียง... ติดลบขนาดนั้นมันเกินครึ่งที่โรงเรียนตั้งไว้ในการไล่ออกแล้วนี่นา กฎของโรงเรียนที่ว่าใครมีคะแนนติดลบเกินห้าร้อย ไล่ออกสถานเดียว !
อาจารย์หนุ่มกลับมายิ้มสดใสอีกครั้ง “กำหนดเวลาในภารกิจนี้คือหนึ่งอาทิตย์ และกลุ่มที่นำภารกิจกลับมาได้ก่อนใคร มีโบนัส”
เด็กทั้งห้องร้องว้าวกันอย่างตื่นเต้น หลายคนเริ่มตั้งความหวังกันทันใด
“เริ่มจับสลากได้” ไม่รอช้าอาจารย์หนุ่มให้ลงมือปฏิบัติทันที
เด็กเกือบทั้งห้องตรงเข้ามะรุมมะตุ้มกันกล่องแทบแตก เพราะกลัวจับสลากช้าจะได้พวกห่วยมาอยู่ในกลุ่ม พวกที่ได้เลขแล้วเรียกหาคนในกลุ่มกันสนั่นหวั่นไหว
“Number 1 !!” บิยอร์ส เอแมคทริก ปีสี่สายเวทมนต์เอกเวทมนต์ ตะโกนอย่างชื่นบาน
“เบอร์ 1 จ้ะ” เครี่ โซเทมเพิล ปีสี่สายเวทมนต์เอกสัตว์วิญญาณ ถือหมายเลขเดินเข้าไปหา
“เบอร์ 1” วิลการ์ด ไลร์เจม ปีสี่สายเวทมนต์เอกเวทต่อสู้ อ่านแล้วโยนทิ้งพลางเดินอย่างไม่เต็มใจไปรวมกลุ่ม
สาว ๆ ที่ยังไม่ได้จับสลากร้องกันเสียงหลง บางคนทำท่าเหมือนจะขาดใจตายมันซะเดี๋ยวนั้น
“ไม่จริง !!”
เสียงประสานทำเอาอาจารย์หนุ่มต้องยกมือขึ้นอุดหู
“ไม่ยอม~ ฉันก็อยากอยู่กลุ่มเดียวกับวิลการ์ดนะ” สาวร่างบึกบึนตะโกนก้อง
“น่าอิจฉายายเครี่” สาวร่างโอ่โถงอยากจะกลิ้งทับยัยหัวทองแดงมันซะเดี๋ยวนั้น
“ไม่ย้อม~ ไม่ยอม” กระจิบกระจอกอยากจะลงดิ้น
“ได้กลุ่มแล้วก็ไปต่อด้วยสลากภารกิจนะ” อาจารย์หนุ่มอ่อนใจทุกครั้งที่มีการจัดทดสอบแบบกลุ่ม ถึงจะพยายามทำตัวให้ชินกับเรื่องแบบนี้แต่มันก็อดอ่อนใจเสียทุกครั้งไม่ได้จริง ๆ
สลากภารกิจเป็นตัวขยายเสียงชั้นดีให้นักเรียนในห้องนี้ได้แหกปากประชันเสียงกันถล่มทลาย ยิ่งกว่ากระจายเสียงงานวัด
“แว้ก~ !! ไข่ไคมีร่า” เจ้าคนจับได้ร้องซะลูกกระเดือกแทบกระเด็นออกมาเต้นแร็ปข้างกล่อง
“กระดูกคลีโอพัตรา !! เอามาทำแป้งอะไร (ฟะ)” แต่ละกลุ่มทำราวกับมีงานแข่งประชันเสียงแล้วแถมด้วยโอเวอร์แอ็คชั่นอีกเล็กน้อย
“นะ... Nokia E75 มันคืออะไรล่ะนั่น ? ?” บางกลุ่มหลุดโลกไปเลยกับภารกิจที่ได้รับ
เครี่ล้วงมือลงไปในกล่องภารกิจ ยังไม่ทันที่เธอจะได้หยิบ กระดาษแผ่นหนึ่งก็ลอยมาเข้ามือ เธอจึงเอามันออกมา
“อ๊ะ ไอร์กูส ล่ะ” บิยอร์สยื่นหน้าเข้ามาดูสิ่งที่บอกว่าเป็นภารกิจด้วย
ไอร์กูส วิหควิญญาณชั้นสูง ขนทั่วร่างมีสีเงินยวง จะงอยปากและกรงเล็บสีทองและขนหางพวงสีรุ้ง ปรกติรูปร่างวางในฝ่ามือได้แต่เมื่อลงมือต่อสู้ รูปร่างจะขยายใหญ่ขึ้นกว่าเดิมถึงห้าร้อยเท่า พลังที่น่ากลัวที่สุดคือ คำสาปน้ำแข็ง
งานนี้หินแน่ ! ยิ่งไปกับเจ้าพวกนี้... วิลการ์ดคิดอย่างหนักใจเมื่อมองไปที่ผู้ร่วมทีมหน้าเอ๋อทั้งสองที่กำลังมีอาการชวนให้เขาหน้ามืด
“ไอร์กูส... ดีจังไม่ได้เล่นอะไรหนัก ๆ มานานแล้ว” บิยอร์สพึมพัมอย่างเคลิ้มฝัน
“อยากได้สักตัวจัง อาจารย์จะให้ไหมนะ” เครี่พูดด้วยตาเป็นประกายอย่างคาดหวัง
...แต่ถ้าข่าวลือเรื่องเจ้าสองคนนี่เป็นเรื่องจริงมันก็อีกเรื่องหนึ่ง การทดสอบคราวนี้มันอาจจะมีอะไรสนุกบ้างก็ได้
วิลการ์ดกอดอกยืนพิงผนังห้องพลางคิดอย่างหวังบางอย่างจริง ๆ
พอเสร็จสิ้นการจับสลากเด็กนักเรียนทุกคนก็กลับไปนั่งเหมือนจะเรียบร้อยกันอีกครั้ง
“คงรู้กันแล้วนะ กลุ่มไหนได้อะไร เวลาเริ่มต้นคือพรุ่งนี้เช้า เข้าใจแล้วก็ไปเตรียมตัวกันได้ อาจารย์ขอให้โชคดีทุกคน” เขาให้เลิกเรียนในวันนี้เพียงแค่นี่ล่ะ
“ครับ/ค่ะ” เสียงตอบรับมีทั้งร่าเริงเหมือนก่อนออกไปแคมปิ้ง และทั้งพวกที่เหมือนวิญญาณจะออกจากร่างซึ่งพวกหลังนี้มีอยู่เกือบค่อนห้อง
หลังจากที่อาจารย์ออกจากห้องไปแล้วแต่ละกลุ่มรีบมารวมหัวปรึกษากันทันที
“เป็นครั้งแรกที่ได้อยู่กลุ่มเดียวกันนะ ยังไงก็ฝากตัวด้วยล่ะ วิลการ์ด” เครี่ยื่นมือให้หนุ่มน้อยผมทองรูปงามแต่ท่าทางเย็นชาเหมือนน้ำแข็งอย่างเป็นมิตร
“ข้าด้วย” บิยอร์สยกมือขึ้นมาอย่างร่าเริง
“อา...เช่นกัน” เขาสัมผัสมือเครี่เหมือนเลี่ยงเสียไม่ได้แต่กลับบิยอร์สไม่แม้แต่แล
“เรามาวางแผนการเดินทางกันก่อนดีไหม” เครี่เอาแผนที่ฉบับพกพาของเธอออกมา แผนที่มีรายละเอียดพอประมาณในแวบแรกที่เห็น แต่เพียงครู่เดียวมันก็สร้างความแปลกใจให้วิลการ์ดได้เมื่อเขาจับมัน มันทำมาจากกระดาษเนื้อดีแล้วเคลือบด้วยเวทมนต์ไว้ไม่น้อย ถึงเขาจะไม่รู้ว่ามันเคลือบด้วยเวทอะไรแต่มันก็เป็นเวทที่แข็งแกร่งน่าดู
“เท่าที่ฉันรู้ ไอร์กูสมักอาศัยอยู่ในป่าโปร่งธรรมดา แต่จะอยู่ในเขตที่มีต้นแอปเปิ้ลป่าขึ้นหนาแน่นเสียเป็นส่วนใหญ่ และในทวีปดีเจียนี้สถานที่มีต้นแอปเปิ้ลป่าหนาแน่นที่สุดคือ หมู่บ้านโคลโมส” เธอจิ้มลงบนจุดที่ตั้งหมู่บ้านแล้ววิลการ์ดก็ต้องตะลึงรอบสอง รายละเอียดทั้งหมดปรากฏขึ้นมาอย่างเหลือเชื่อแบบซูมเฉพาะหมู่บ้าน ตั้งแต่จำนวนบ้าน ทางเดิน สถานที่ต่าง ๆ ทั้งในและนอกหมู่บ้านราวกับเขากำลังยืนอยู่ในสถานที่นั้นในเวลานี้เลย
“เราต้องใช้เวลากี่วันจะไปถึงหมู่บ้านโคลโมสล่ะ ? เรามีเวลาแค่อาทิตย์เดียวเองนะ” บิยอร์สลองคำนวณระยะทางแล้ว หินเอาเรื่อง
“อ้อ จริงด้วย ที่หมู่บ้านโคลโมสมีประตูรองรับการกระโดดด้วยเวทอยู่ด้วยล่ะ” เครี่บอกอย่างมั่นใจราวเธอเคยไปมาแล้ว
บิยอร์สยิ้มกว้างขึ้นมาทันใด “งั้นก็หมดปัญหาเรื่องระยะทาง กลับไปเตรียมของกันเถอะ พรุ่งนี้เราจะออกเดินทางแต่เช้าเลย” เจ้าหางไก่เก็บอาการกระดี๊กระด๊าไม่อยู่แล้ว
“งั้นพรุ่งนี้เจอกันที่หน้าประตูทางกระโดดเวทละกัน” วิลการ์ดบอกแล้วลุกเดินออกไปทันที ปล่อยให้ผู้ร่วมทีมทั้งสองมองตามไปด้วยสีหน้าเจื่อน ๆ
“หยิ่งเหมือนที่ได้ยินมาจริง ๆ ด้วย ท่าทางงานนี้จะไปกันรอดไหมเนี่ย เหมือนต้องพกระเบิดเวลาไปด้วยเลยง่ะ” บิยอร์สโอดครวญพลางดิ้นดุ๊กดิ๊ก
“ไม่ขนาดนั้นหรอกน่า คิดซะว่าพามังกรอ่อนโลกไปเดินเล่นละกัน”
“เกินไปหรือเปล่า ฉันว่าเหมือนแมวขี้ระแวงมากกว่านะ” เจ้าหางไก่เอียงคอมองเครี่
“เหมือนอะไรก็ช่างเถอะ กลับไปเตรียมของที่จะใช้กันดีกว่า” เครี่ลุกขึ้นมั่ง บิยอร์สพยักหน้าแล้วเดินตามออกไป
แมลงเล็กแมลงน้อยส่งเสียงกันเซ็งแซ่รอบอาณาบริเวณคฤหาสน์หลังงามขนาดใหญ่โตราวราชวัง ความมืดสนิทของค่ำคืนทำให้แสงจันทร์ยิ่งโดดเด่นและสว่างจนเอาหนังสือมานั่งอ่านได้ เงาร่างเจ้าของเรือนผมที่งดงามไม่แพ้แสงจันทร์นั่งทอดสายตาไปในฟ้ากว้าง การเคลื่อนไหวเบา ๆ อย่างนุ่มนวลของผู้มาเยือนทำให้เจ้าของห้องที่นั่งทอดสายตาออกไปด้านนอกปลายตากลับมามองนิดหน่อย
ชายฉกรรจ์แต่งกายด้วยผ้าคลุมสีดำโค้งคำนับให้เจ้าของห้องอย่างนอบน้อม
“ยังไม่ตัดสินใจอีกหรือครับคุณชาย กระผมไม่เห็นว่ามันจะมีประโยชน์อะไรที่ท่านจะยังคงเรียนเวทย์ที่นี่ต่อไป” เขามองเจ้านายน้อยของตนอย่างไม่เข้าใจนัก “พลังเวทระดับท่านไม่จำเป็นต้องเรียนอะไรแล้วนี่ครับ ตำแหน่งจอมเวทแห่งราชสำนักรอท่านอยู่นะครับ ท่านวิลการ์ด”
เจ้าของห้องหันมาหน้าตึง “รู้แล้ว ไม่ต้องมาเร่ง” เขากระแทกเสียงเย็น “ข้าจะให้คำตอบหลังจากเสร็จการทดสอบคราวนี้ เจ้ากลับไปได้แล้ว”
ชายผมดำน้อมรับคำสั่งนั้น “จะรอคำตอบที่ดีครับคุณชาย ข้าคิดว่านั่นเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแน่นอนครับ” หลังพูดจบเขาก็หายไปกับความมืดได้อย่างเงียบเชียบ
วิลการ์ดยังคงมองทอดออกไปสู่ฟ้ากว้างด้วยอารมณ์ขุ่นมัว ที่เขาเองยังคงหาทางออกไม่เจอ
ทางเลือกที่ดีที่สุดรึ ! คงจะจริง... แต่จิตใจข้าที่เหมือนค้นหาอะไรสักอย่างอยู่ตลอดเวลา เป็นสิ่งที่ข้าเองยังไม่รู้เลยว่าข้าค้นหาอะไรอยู่กันแน่ บางที่การทดสอบคราวนี้อาจมีสิ่งที่จะเป็นคำตอบก็ได้... ข้าคงจะหวังได้นะกับเจ้าพวกหน้าเป็นสองคนนั่น
ตามข่าวลือที่เคยได้ยินมาเกี่ยวกับบิยอร์สและเครี่ สองคนนี้ทดสอบครั้งใดจะได้อันดับต้น ๆ ทุกครั้งแต่ยังคงไม่เคยมีใครเคยเห็นสองคนนั่นเวลาปฏิบัติการเลย เพราะเวลาสอบเป็นกลุ่ม สองคนนั้นมักจะจับคู่กันหรือไม่ก็ได้อยู่กลุ่มที่มีฝีมือสูงซะทุกครั้ง หวังว่าคงไม่ใช่พวกคอยเก็บผลประโยชน์โดยอยู่แต่เบื้องหลังหรอกนะ เขาคิดไปเรื่อยเปื่อยจนดึกดื่นกว่าจะเข้านอน
2
แสงทองส่องรำไรที่เส้นขอบฟ้าฟากตะวันออก เครี่สะบัดผ้าห่มก่อนจะพับเก็บลงกระเป๋า เธอเตรียมตัวพร้อมออกเดินทางแล้ว แต่ลงไปกินข้าวเช้าก่อน
“ทดสอบครั้งนี้ไปถึงไหนจ๊ะ” หญิงสาวหน้าสวยเอ่ยถามอย่างเอ็นดูพลางวางจานอาหารเช้าลงตรงหน้าเครี่
“หมู่บ้านโคลโมสค่ะ คราวนี้ต้องจับไอร์กูส คงได้ออกแรงเยอะแน่ ๆ เลยค่ะ อ๊ะแม่คะ ขอกระปุกน้ำผึ้งตรงนั้นหน่อยค่ะ” เด็กสาวทานอาหารเช้าอย่างร่าเริง
“คราวนี้เดี่ยวหรือกลุ่มล่ะ”
“กลุ่มสามคนค่ะ มีบิยอร์สและก็...วิลการ์ดค่ะ” เธอบอกพลางราดน้ำผึ้งลงบนแพนเค้กก่อนจะวางเชอรี่ตามลงไป พอดีกับที่เจ้าบ้านเดินลงมาถึงโต๊ะอาหาร
“วิลการ์ด บุตรชายของท่านผู้พิทักษ์ราชวงศ์นะหรือ ?” ชายหนุ่มท่าทางภูมิฐานดึงเก้าอี้ออกลงนั่ง
“คนนั้นเลยค่ะพ่อ”
ทั้งพ่อและแม่ต่างถอนใจเฮือกใหญ่ เมื่อได้ยินคำยืนยันจากลูกสาว
“เครี่ พ่อขอนะ อย่าไปทำอะไรให้เขาหงอล่ะ พ่อไม่อยากอนาคตมืดมนนะลูกเอ๊ย” คนเป็นพ่อหน้ายุ่งขึ้นมาแต่เช้าซะแล้ว
“โธ่พ่อก็... หนูจะไปทำอะไรเขาได้ วิลการ์ดน่ะเก่งอย่างกับมังกรแปลง” เครี่ปากยื่นอย่างงอนเล็ก ๆ
“เออ เออ อย่าไปขอดเกล็ดมังกรเล่นละกัน แล้วอย่าลืมบอกเจ้าบิยอร์สด้วยล่ะ เจ้านั่นยิ่งชอบอะไรแรง ๆ อยู่” ผู้เป็นพ่อยังกังวลไม่หาย ลูกสาวพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ
“ค่ะแล้วหนูจะบอกให้ แต่บิยอร์สจะทำตามหรือเปล่า อันนี้ไม่รับรองนะคะ ไปล่ะค่ะ” เธอคว้ากระเป๋าเป้ขึ้นสะพาย จูบลาพ่อกับแม่แล้ววิ่งออกจากบ้านอย่างร่าเริง
“หวังว่าคงไม่อาละวาดกันเละเทะนะ”
“แต่ภารกิจครั้งนี้คือไอร์กูสนะคะคุณ” คนเป็นแม่ก็หนักใจไม่น้อยเช่นกัน “ขออย่าให้เครี่กับบิยอร์สอาละวาดจนวอดวายเลย” เธอยกมือขึ้นกุมอก ทางคนเป็นพ่อรู้สึกว่าอาหารเช้าวันนี้ฝืดคอเหลือเกิน ถ้าเกิดว่าจะต้องมีปัญหาภายหลังกับพ่อเจ้าผมทองนั่น
หน้าประตูทางกระโดดเวทย์แต่ละกลุ่มต่างมายืนรอคิวกันแน่น จนผู้เชื่อมทางเวทย์ต้องขอพักเป็นระยะ เนื่องด้วยจุดหมายของแต่ละกลุ่มครอบคลุมไปทั้งโลก
“ใครยังไม่ได้ประทับตราเวทชี้นำ ให้มาประทับซะก่อน ถ้าใครไม่ทำแล้วเกิดหายตัวไประหว่างทาง จะไม่มีการออกตามหาเด็ดขาด” อาจารย์ผู้คุมทางเชื่อมเวทส่งเสียงโหวกเหวกแข่งกับพวกนกกระจอกตัวน้อย ๆ ทั้งหลาย
การประทับตราเวทชี้นำเป็นเหมือนเรดาร์ติดตามตัว เวลาเกิดอันตราย แค่นึกถึงคนที่ร่ายเวทไว้ให้จะสามารถค้นหาเจอได้ในทันทีไม่ว่าจะอยู่ที่ใดหรือในเขตแดนของใคร ถือเป็นมาตรการคุ้มครองความปลอดภัยให้กับพวกนักเรียนอย่างหนึ่งของโรงเรียนอาร์คดิโอ้นี้
กลุ่มของเครี่ยืนรออีกสองกลุ่มที่กำลังถูกส่งไปทวีปข้างเคียง ฟอลคาร์โน่ แล้วจึงถึงคิวพวกเธอ
“อยากไปบ้างจัง” บิยอร์สมองตามตาละห้อย “ได้ยินว่าพายเชอรี่ของที่นั่นอร่อยสุด ๆ” แถมยังทำท่าน้ำลายสอแบบน่าถีบอีกด้วย
“หรือเราจะไปที่นั่นบ้างไหมล่ะ แต่ไอร์กูสที่นั่นหายากหน่อยนะ เพราะเจ้าพวกนี้ไม่ชอบอากาศสุดหนาวของทวีปฟอลคาร์โน่เท่าไหร่” เครี่กลางสมุดพกประจำตัวออกดูลายละเอียด
“ไม่ล่ะ เอาที่ใกล้ ๆ ชัวร์ ๆ ดีกว่า” บิยอร์สเปลี่ยนใจในพริบตา
“กลุ่มต่อไปมาได้” อาจารย์ส่งเสียงเรียก ทั้งสามรีบมาจ่อที่วงเวททันที
“ไปไหน ?” อาจารย์ถามสั้น ๆ
“หมู่บ้านโคลโมสครับ” บิยอร์สหัวเราะร่าท่าทางอยากออกลุยเต็มที่
อาจารย์กวาดตามองทั้งกลุ่มแล้วถามออกไป “ภารกิจอะไรล่ะนี่ ไปที่อันตรายอย่างนั้น”
“ล่าไอร์กูสครับ/ค่ะ” บิยอร์สกับเครี่ตอบขึ้นพร้อมกันแต่วิลการ์ดยืนเฉย
“เอาเถอะจะไม่สั่งอะไรมากหรอก แต่อย่าให้มันวินาศสันตะโรมากนักล่ะ” อาจารย์เน้นประโยคหลังหนัก ๆ พลางจ้องบิยอร์สกับเครี่เป๋ง เหมือนจะหมายหัวยังไงพิกล
“จะ...พยายาม...คิดว่านะครับ” หนุ่มหางไก่รับปากแบบขอไปที สาวน้อยผมสีทองแดงได้แต่ยิ้มแหย ๆ แล้วหันหน้าหนีสายตาอาจารย์
อาจารย์ส่ายหน้าดิก “ถ้ามีอะไรเรียกละกัน เปิดทางได้”
สิ้นเสียงสั่ง จอมเวทสี่คนที่อยู่รอบวงเวทร่ายคาถาด้วยเสียงก้องกังวาน พลันพื้นวงเวทก็เรืองแสงสว่างขึ้นกลืนเด็กทั้งสามหายไป
ที่ห้องอาจารย์ใหญ่ อาจารย์ผมดำผู้มอบภารกิจยืนมองการเดินทางของทั้งสามอยู่ด้วยท่าทางสนุกไม่น้อย
“ทำไมถึงให้ไปกับสองคนนั่นล่ะ อาจารย์ดิฟราน” อาจารย์ใหญ่เอ่ยถามผู้มอบภารกิจให้นักเรียนครั้งนี้
หนุ่มผมดำยาวยิ้มอย่างนอบน้อม “วิลการ์ด บุตรคนที่สามของท่านผู้พิทักษ์ราชวงศ์ เด็กคนนั้นมีสิ่งที่ต้องการอยู่และข้ามั่นใจว่าเครี่กับบิยอร์ส สามารถให้สิ่งนั้นกับเขาได้แน่ ๆ”
“สิ่งที่ต้องการหรือ ?”
“ครับ เป็นสิ่งที่เจ้าตัวเองก็ยังไม่รู้ว่าต้องการอะไร แต่เขาจะได้คำตอบในการร่วมทางครั้งนี้แน่ ๆ” อาจารย์ดิฟรานบอกด้วยเสียงราบเรียบแต่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ
“พูดอย่างกับรู้นะ ว่าวิลการ์ดต้องการอะไร” ผู้เป็นอาจารย์ใหญ่ยกมือประสานกันใต้คาง “ถึงบิยอร์สกับเครี่จะเก่งกว่าเด็กทั่วไปก็เถอะ แต่วิลการ์ดจะยอมรับได้หรือกับคนที่มีความต่ำศักดิ์กว่าตน”
“ไม่ต้องห่วงหรอกครับ บิยอร์สกับเครี่นั่นเป็นผู้ที่สูงส่งกว่าที่วิลการ์ดรู้แน่นอนครับ และข้าคิดว่าเรื่องที่เราต้องกังวลจริง ๆ เป็นเรื่องนี้มากกว่านะครับ” ว่าแล้วเขาก็หยิบม้วนกระดาษที่ผูกตราผนึกแน่นหนาขึ้นมาวางตรงหน้าอาจารย์ใหญ่ ท่านหยิบมาดูแล้วคิ้วทั้งสองขมวดแทบผูกโบ
“แย่จังหนอ ไอ้นี่น่ะ”
อาจารย์ทั้งสองถอนใจออกมาพร้อมกันแล้วจึงเปิดม้วนกระดาษออกดู อาจารย์ดิฟรานส่ายหน้าอย่างระอาน้อย ๆ ในขณะที่อาจารย์ใหญ่หน้าเครียดกับเจ้าจดหมายจากราชวัง ที่มีเนื้อหาเรื่องแนวโน้มการสงครามกับทวีปคู่อริ กอนกาลิค
ป่าสีเขียวสุดลูกตาตั้งตระหง่านตรงหน้าเด็กทั้งสาม ป่าโปร่ง (?) น่าจะใช่มั้ง... รกชัฏมากกว่าป่าดงดิบ ทางเดินก็ไม่มี แค่ต้นหญ้าก็สูงเท่าหัวแล้ว ยิ่งต้นไม้แต่ละต้นช่างสูงใหญ่จนชะเง้อคอมองเท่าไหร่ก็ยังไม่เห็นยอด บิยอร์สหันมามองหน้าเครี่พลางส่งสายตาประมาณว่า ผิดที่หรือเปล่าจ๊ะเธอ แต่เครี่ยังคงบอกให้เดินตรงไป รอดใต้รากไม้ขนาดยักษ์ มุดผ่านโพรงไม้ผุ ๆ แล้วค่อยคลานไปใต้ใบหนามจนรอดมาถึงเขตป่าโปร่งของจริงเสียที (ฮ่า~ เหนื่อย)
“ต้องนี่สิ ที่เขาเรียกว่าป่าโปร่ง” บิยอร์สยืนหอบแฮ่ก เครี่ก็พอกัน แต่วิลการ์ดไม่มีแม้เหงื่อสักหยด แล้วทั้งหมดก็ลงพักเติมพลังกันก่อนหลังจากที่ใช้ไปซะหมดแล้ว
“เติมพลัง ๆ ข้าจะต้องคว้าโบนัสรอบนี้ให้ได้เลย” เจ้าห่างไก่ฟื้นคืนชีพหลังจากกวาดมื้อกลางวันหมด
วิลการ์ดส่งสายตาประมาณว่า คงจะทำได้หรอก แต่ทั้งสองคนไม่สนใจสายตานั่น
“เราจะเจอไอร์กูสเมื่อไหร่เนี่ย เดินมาครึ่งวันแล้วยังเจอสักตัว” หนุ่มน้อยหางไก่ลุกขึ้นบิดขี้เกียจพลางสอดส่ายสายตาไปรอบ ๆ
เครี่เอาแผนที่ออกมากางดู “ไปตามทางนี้เรื่อย ๆ จะถึงเขตที่มีแอปเปิ้ลป่าหนาแน่นก่อนพลบค่ำแน่นอน” เธอชี้ไปทางซ้ายมือของวิลการ์ด
“ดี ไงไปกันเลย !” บิยอร์สกระโจนขึ้นยืนอย่างทะมัดทะแมง
ประกายสีเงินวับวามผ่านข้ามหัวเด็กทั้งสามไปในพริบตา สายรุ้งโบกสะบัดเป็นริ้วคลื่นงามจับตาทิ้งทางยาวผ่านเงาไม้น้อยใหญ่ไปอย่างร่าเริง
บิยอร์สมองตามตาค้างไปสักอึดใจ แล้วตะโกนลั่น “นั่นไงไอร์กูส !!” แล้วเจ้าตัวกระโจนตามไป
“ตามไปเร็ว” เครี่ก็ไม่รอช้า เธอคว้าเป้ขึ้นหลังแล้วออกวิ่งเต็มฝีเท้า
วิลการ์ดต้องทึ่งเล็ก ๆ กับเพื่อนร่วมทีมทั้งสองล่ะ ทั้งที่สายตาจับจ้องอยู่ที่ไอร์กูสเท่านั้น แต่ขาของทั้งสองกลับไม่มีสะดุดอะไรเลย ยังคงวิ่งไปได้อย่างหน้าตาเฉย ทั้งที่ป่ามันรกสุด ๆ แล้วการไล่กวดก็มาสิ้นสุดที่โคนไม้ใหญ่ใกล้ ๆ แอ่งน้ำ ไอร์กูสลงเกาะที่แอ่งน้ำนั่น มันก้มลงกินน้ำอย่างสบายใจ โดยหารู้ไม่ว่ามีสายตามุ่งร้ายอันน่ากลัว (?) สองคู่จับจ้องอยู่
บิยอร์สส่งสัญญาณให้เครี่ที่ถือตาข่ายเวทมนต์แบบที่ทอขึ้นมาในรูปร่างสวิงด้ามยาวให้เดินไปทางขวา เมื่อเขาให้สัญญาณก็กระโดดเข้าใส่เป้าหมายพร้อมกัน
“เสร็จล่ะ !!” เจ้าหางไก่ตะโกนอย่างดีใจ
ไอร์กูสผู้โชคร้ายทะยานขึ้นฟ้าด้วยความเร็วสูง ยังผลให้เครี่ส่งสวิงเวทเข้าไปจับได้หัวบิยอร์สเต็ม ๆ คับสวิงเลย เจ้าหัวดำได้แต่ส่งเสียงอ่อย ๆ ออกมาจากในตาข่ายเวทเพราะมันหนักจนเขาลุกไม่ขึ้น
“เครี่...”
“โทษทีจ้า”
ทั้งสองลุกขึ้นมาออกแรงไล่กวดอีกครั้ง
“โน่นไปทางโน้นแล้ว” เครี่รีบสาวเท้าเร็วจี๋กวดไป
เธออ้อมไปดักแต่ก็วืด บิยอร์สกระโดดใส่ก็วืดเหมือนกัน ทั้งสองคนวิ่งไล่กวดกันวุ่นวาย ทั้งล้มลุกคลุกคลาน แต่วิลการ์ดกลับยืนพิงต้นไม้มองดูความพยายามของทั้งสองคนนั่นเฉย ๆ
ปัญญาเท่ามนุษย์ยุคหินจริง ๆ ไม่อยากจะเชื่อเจ้าพวกนี้คือนักเรียนเวทปีสี่ นี่ข้าหวังอะไรกับเจ้าพวกนี้กันนะ ถึงขนาดเลื่อนการตัดสินใจเพื่อมาเข้าทดสอบบ้า ๆ กับเจ้าพวกนี้
วิลการ์ดทวีความหงุดหงิดมากขึ้นเรื่อย ๆ
การไล่กวดมีไปจนกระทั่งฟ้ามืด พันธมิตรทั้งสองลงกองพื้นอย่างหมดสภาพ
“ไว้...ไว้ลุยกันใหม่พรุ่งนี้ดีไหม ?” บิยอร์สนั่งหอบแฮ่กโดยมีสาวผมสีทองแดงนั่งพิงหลังในสภาพเดียวกัน
“เห็นด้วย 100%”
ข่าวลือก็คือข่าวลือ ความจริงมันเป็นอย่างที่เห็นนั่นไง วิลการ์ดมองทั้งสองด้วยแววตาสุดแสนจะสมเพช
กองไฟกองน้อยถูกจุดให้ความสว่างและอบอุ่น ขนมปังเสียบไม้ย่างหลายไม้ปักอยู่รอบกองไฟ เครี่กับเจ้าหางไก่นั่งรออย่างใจจดใจจ่อให้มันสุกเร็ว ๆ พอใช้ได้บิยอร์สก็หยิบมาแจกให้เพื่อนทั้งสอง
“อะไร ?” วิลการ์ดถามห้วน ๆ เมื่อเห็นบิยอร์สนั่งมองเขา
บิยอร์สยังคงยิ้มหน้าบานแบบปรกติ “นายดูเหมือนคนอารมณ์ไม่ดีเลย ไม่สบายหรือเปล่า ?” เขาถามอย่างห่วงใย “แล้วนายก็เหมือนคิดอะไรที่หาคำตอบไม่เจอสักทีอยู่ตลอดเวลาอีกด้วย มากกว่าที่จะรู้สึกรำคาญพวกข้าสองคนนะ” เขาหยิบขนมปังขึ้นมาอีกก้อน “เล่าให้ฟังได้ไหม ถึงพวกข้าจะมองดูไม่ได้เรื่องแต่อาจช่วยอะไรนายได้บ้างก็ได้นะ” แล้วเขาก็บิขนมปังใส่ปาก แต่มันก็ร่วงลงจากปากทันทีเมื่อ
“น่ารำคาญจริง” หนุ่มผมทองมองเหยียดพลางยิ้ม พูดด้วยน้ำเสียงดูถูก
เครี่แทบสำลักอากาศที่ได้ยินจากปากวิลการ์ด
“อย่ามาทำเป็นเข้าใจคนอื่นเขานักเลย เอาตัวเองให้รอดซะก่อนเถอะ เก็บคะแนนคราวนี้มีผลต่อการเลือกสายเวทที่จะเรียนในปีต่อไปด้วย คงไม่อยากซ้ำชั้นกันหรอกนะ” เขายิ้มหยันให้คนฟังทั้งสอง “ถ้าคิดว่าข้าจะใจดีช่วยละก็... ไว้รอชาติหน้าเถอะ”
หนุ่มหางไก่กับสาวผมสีทองแดงหันมองหน้ากันพลางกลืนน้ำลายฝืดคอ บิยอร์สยกมือเท้าคางพลางขมวดคิ้วอย่างหน่าย ๆ
“วิลการ์ด นายเนี่ยน้า~ หน้าตาก็ดี ชาติตระกูลก็สูง แต่มนุษยสัมพันธ์ติดลบว่ะ อย่าดูถูกคนอื่นเขานักสิ” บิยอร์สอัดขนมปังใส่ปาก คราวนี้กลืนแล้วพูดต่อ “นายคิดว่าคนที่เข้าใกล้นายจะต้องหวังประโยชน์จากนายอย่างเดียวหรือไง พวกข้ารู้อยู่แล้วเรื่องที่นายถูกทาบทามให้ไปรับตำแหน่งจอมเวทแห่งราชสำนัก นายไม่จำเป็นต้องมาทดสอบอะไรในครั้งนี้เลย แต่นายกลับมาเข้าร่วมด้วยซะนี่ นั่นล่ะที่ทำให้พวกข้าประหลาดใจ”
“นายรู้เรื่องที่ข้าจะไปเป็นจอมเวทแห่งราชสำนักได้ยังไง !?” วิลการ์ดผงะไปนิดหนึ่ง
“รู้ได้ยังไงไม่ใช่เรื่องน่าตกใจหรอก ที่น่าตกใจกว่าก็คือ นายที่เหมือนต้องการอะไรจากพวกข้า...แล้วจะไม่ให้พวกข้าห่วงนายได้ไง ทำหน้าอมทุกข์ซะปานนั้น” บิยอร์สเอาเหล็กเสียบขนมปังชี้หน้ามันซะเลย
คนถูกชี้ หน้าซีดลงนิดหน่อย “ตลกน่า ข้านะรึอยากจะได้อะไรจากพวกนาย เสร็จจากการทดสอบนี้ ข้าก็จะไปทำงานที่ราชสำนักอย่างที่นายรู้นั่นล่ะ” เขาพูดเสียงเครียด “ทั้งตำแหน่ง ทั้งชื่อเสียงที่คนทั่วแผ่นดินปรารถนาข้าจะได้มาครอบครอง แล้วพวกนายคิดว่าข้ายังอยากจะได้อะไรที่ดีไปกว่านี้อีกรึไง”
คนพูดคงไม่รู้ตัวว่าเสียงที่ใช้นั้นมันประหม่าเพียงใด บิยอร์สกับเครี่นิ่งฟังเงียบ ๆ จนวิลการ์ดพูดจบ
“อ้า~ เข้าใจล่ะ ว่านายต้องการอะไรจากพวกข้า วิลการ์ด” เจ้าหางไก่พูดเสียงใสพร้อมรอยยิ้มยียวนน้อย ๆ
“นี่ ! นายฟังที่ข้าพูดไม่รู้เรื่องหรือไง คนอย่างข้า...” วิลการ์ดอ้าปากเถียงได้แค่นั้น เครี่กลับเรียกความสนใจจากทั้งสองไปซะแล้ว
“อ๊ะ ไอร์กูสล่ะ” เธอเงยขึ้นไปเห็นเจ้าวิหคสีเงิน เกาะหมอบเงียบอยู่บนกิ่งไม้สูงแบบต้องแหงนคอตั้งบ่าถึงจะมองเห็นได้
“อะไรฟะ ไล่กวดแทบตายดันมาแอบหลับอยู่บนต้นไม้ด้านหลังนี่เอง” บิยอร์สจ้องเจ้านกตัวดีแบบฉุนเล็ก ๆ “ว่าแต่มันมองเห็นตอนกลางคืนด้วยหรือเปล่า ?” เขาหันไปถามผู้เชี่ยวชาญใกล้ตัว
“เห็นสิ เพราะงั้นต้องเบา ๆ เข้าไว้”
“สูงแค่นี้สบายมาก ข้าขึ้นไปเองละกัน” ว่าแล้วบิยอร์สก็ไต่ขึ้นไปอย่างชำนาญราวลูกลิงมาเกิด เพียงครู่เดียวเขาขึ้นไปถึงกิ่งที่เจ้าไอร์กูสเกาะอยู่ แต่พอเอื้อมมือจะจับนกตัวดีลืมตาโพลงเผ่นพรวดหนีไปทันที หนุ่มน้อยหางไก่จึงคว้าได้แต่ลม เจ้าไอร์กูสบินไปเกาะที่ต้นไม้ไม่ห่างจากต้นเดิมนัก มันส่งสายตาเยาะเย้ยผู้ตามจับทั้งสาม พลางไซ้ขนโชว์อย่างสบายใจ
บิยอร์สโดดลงจากต้นเดิมแล้วรีบไต่ขึ้นอีกต้นทันที แต่พอใกล้ถึงเจ้านกก็บินไปเกาะต้นใหม่แล้วหันกลับมาส่งเสียงเยาะเย้ยบิยอร์ส หนุ่มน้อยหางไก่เลยเปิดมาตรการไล่กวดมันซะทุกต้น ไต่ต้นไม้จนหอบรับประทานก็ยังไม่ได้แม้แต่แตะปลายขนหาง
ฟ้าสางพร้อมกับการหมดสภาพของนักเรียนเวทหนึ่งในสาม เจ้าไอร์กูสออกบินหายไปในหมู่แมกไม้ แต่ยังไม่วายส่งเสียงล้อเลียนทิ้งท้ายมากับสายลม บิยอร์สกินอาหารเช้าไปสัปหงกไป หลายครั้งที่เขาคว้าก้อนหินขึ้นมางับแทนขนมปัง
“ไหวหรือเปล่าบิยอร์ส เราพักกันตรงนี้อีกวันก่อนไหม ?” เครี่ถามเพื่อนอย่างห่วงใยแล้วหันไปขอความเห็นจากวิลการ์ด
หนุ่มน้อยผมทองสะบัดหน้าไปทางอื่นแล้วตอบเสียงเรียบ “อยากจะทำอะไรก็ตามใจสิ แค่ไอร์กูส ข้าจะจับเสียเมื่อไหร่ก็ได้” เขาลุกเดินแหวกพงไม้ออกไป “ข้าจะไปเดินดูอะไรแถว ๆ นี้หน่อย” เขาหันมาตอบสายตาเครี่ที่เหมือนจะถามว่า เขาจะไปไหน ก่อนจะเดินหายไป
“เห็นมะ บอกแล้วว่าเหมือนระเบิดเวลา ไม่วันนี้ก็พรุ่งนี้ได้ตูมแน่ ๆ” บิยอร์สไถลงไปกับพื้นด้วยอาการสะลึมสะลือเต็มที่
“แต่ฉันกลัวว่านายจะระเบิดก่อนเขานะสิ” เครี่กลบกองไฟไปพลาง “วิลการ์ดคงเบื่อเต็มทีกับคำกรอกหูเกี่ยวกับทางเลือกที่ดีที่สุด ที่ถูกผู้ใหญ่กำหนดไว้ให้แล้วน่าดู”
“งั้นมั้ง เมื่อคืนถึงพูดจากระแทกแดกดันซะปานนั้น” หนุ่มหางไก่พ่นลมหายใจยาว “เครี่ ภารกิจครั้งนี้ของพวกเรามันช่างหนักหนาสาหัสซะเหลือเกิน”
“นั่นสิ เขาจะยอมเชื่อหรือ กับคนเดินดินอย่างพวกเรา” เธอเก็บกวาดของใช้ใส่กระเป๋าแล้วเกลี่ยกองไฟดูว่าดับดีแล้วหรือยัง “บิยอร์ส ให้วิลการ์ดเป็นคนจับไอร์กูสละกัน ดูสิจะใช้วิธีไหนมันน่าจะใช้ในการประเมินนิสัยของเขาได้บ้างล่ะ พวกเราคอยเสริมอยู่ห่าง ๆ ก็พอ”
เด็กหนุ่มพยักหน้าแล้วลุกขึ้นนั่ง “ต้องเลิกหมดสภาพซะแล้ว เดี๋ยววิลการ์ดกลับมาออกไปแหย่ไอร์กูสตัวนั้นต่อเลยละกัน” บิยอร์สลุกขึ้นแกว่งแขนพลางสูดลมหายใจยาว ๆ เพียงครู่เดียวเขาก็กลับคืนสู่สภาพพร้อมลุยอีกครั้งและไม่รอช้า วิลการ์ดกลับมาเขาก็ออกไปซ่าต่อทันที
ไกลออกไปสู่ทวีปแห่งหลืบเขา เมาเทนนัส ทั่วทั้งทวีปประกอบด้วยภูเขาจำนวนนับไม่ถ้วน หุบเขา หลืบผา ถ้ำและเหวมากมายเหลือคณานับ ทำให้แผ่นดินนี้ถูกขนานนามอีกอย่างคือ ทวีปอำพราง เพราะการจะตามล่าใครสักคนหรือหาอะไรสักอย่างที่หนีมายังทวีปนี้ หาพบได้ยากพอ ๆ กับงมเข็มในมหาสมุทร เมาเทนนัสจึงกลายเป็นทวีปที่เถื่อนที่สุดในโลก
หนึ่งในหลืบผาขนาดยักษ์มีการเคลื่อนไหวแผ่วเบาที่ชั่วร้าย เงาร่างงุ้มงอสะบัดไหวตามแสงจากกองไฟ หญิงชรานั่งบริกรรมคาถาใส่ลงในภาชนะเล็ก ๆ ที่บรรจุของเหลวสีม่วงสดใสกำลังเดือดพล่านบนกองไฟ กลิ่นอายที่กระจายออกมาบอกให้รู้ว่าสิ่งที่กำลังเดือดพล่านอยู่นั้นมีอานุภาพร้ายแรงแน่ ถ้ามันถูกทำจนสำเร็จ
“เสร็จหรือยังล่ะแม่เฒ่า ?” เงาร่างสูงโปร่งหนวดเครารุงรังเดินเข้ามาใกล้ได้อย่างเงียบกริบ จนมาเอ่ยปากถามผู้ที่นั่งอยู่หน้าหม้อถึงรู้สึกตัว แต่ถึงกระนั้นนางเฒ่าไม่แปลกใจเลยกลับการมาของคนถาม
หญิงชราหัวเราะเสียงแหลม “ต้องใช้เวลาอย่างน้อย ๆ อีกสิบสามวัน”
“นานเกินไปหรือเปล่า” เงาร่างสูงโปร่งตาวาวอย่างไม่พอใจ “ข้าบอกให้ท่านเร่งมือมาตั้งแต่สิบวันก่อน ไม่เข้าใจเลยหรือไง นี่ข้ารอมานานจนจะหมดความอดทนแล้วนะ !” เขาขบฟันแน่น
แต่ผู้ที่ถูกตำหนิกลับหัวเราะร่วน “อยากได้ของที่มันดีจริง ๆ การอดทนรอมันเป็นสิ่งคู่กัน ท่านไม่รู้หรือไง” นางหลิ่วตาหยีเล็กภายใต้หน้าเหี่ยวย่นมองเจ้าของเงาร่างสูงโปร่งนั่น “คิดว่า ดาร์คอีลิคเซอร์ มันปรุงกันได้ง่าย ๆ หรือไง แค่ส่วนประกอบก็ต้องหากันเจียนตายแล้ว ไหนจะยังมนตราที่ใช้ปรุงอีก ถ้ามันทำกันได้ง่าย ๆ ผู้ใช้เวททั้งโลกคงปรุงกันได้ทุกคนแล้ว” หญิงชราบรรยายเสียงเย็นที่ทำให้ผู้ฟังต้องลอบกลืนน้ำลาย
“เข้าใจแล้ว ท่านไม่ต้องทำเสียงน่ากลัวแบบนั้นก็ได้... ว่าแต่อีกสิบสามวันเสร็จแน่นอนนะแม่เฒ่า” ผู้ถามใช้เสียงราวการกำชับ
หญิงชราแสยะยิ้มน่าสยอง “มันน่าจะเป็นอย่างนั้น ถ้าไม่ขาดอีกสิ่งหนึ่ง”
“อะไร ?” เขากระชากเสียงอย่างขัดใจ “เดี๋ยวขาดไอ้นั่น เดี๋ยวขาดไอ้นี่ มันอะไรกันนักหนา ตกลงท่านปรุงได้แน่หรือเปล่าเนี่ย !?” เขาออกอาการฮึดฮัดเต็มที่ แล้วก็ต้องสะท้านเฮือกเมื่อดวงตาของหญิงชราลุกวาวขึ้นมาอย่างน่ากลัว
“ข้าบอกว่าทำได้ก็ทำได้สิ แต่ท่านต้องไปเอาส่วนผสมสุดท้ายมาให้ข้า ไม่เช่นนั้นดาร์คอีลิคเซอร์จะไม่มีวันปรุงได้สำเร็จ” จะว่าเป็นคำสั่งก็ได้ ในเมื่อมันเจืออำนาจที่น่ากลัวมาด้วย
เงาร่างสูงโปร่งถอนใจแล้วถามอย่างเลี่ยงไม่ได้ “อะไร ที่ข้าต้องไปเอามา หวังว่ามันคงไม่ยากเย็นนักหรอกนะ”
นางเฒ่าหันกลับไปยังภาชนะเล็ก ๆ บนกองไฟของนางแล้วหยิบแท่งสีฟ้าใส่โยนเข้าไป “สิ่งสุดท้ายก็คือ โลหิตสด ๆ จากหัวใจของมนุษย์ที่มีผมสีทองคำ”
“มนุษย์ผมทอง หาได้ง่าย ๆ ที่ไหนกัน ทั่วโลกมีร้อยกว่าคนเองนะ แล้วอีกอย่างพวกที่มีผมทองนั่นมันมีเวทมนต์สูงกันทั้งนั้น จับตัวได้ง่าย ๆ ที่ไหน ยิ่งพวกเด็กเล็ก ๆ จะมีอำนาจแห่งแสงคุ้มครองพวกที่คิดร้ายไม่มีทางแตะได้แล้วข้าจะไปเอามาจากที่ไหนได้ !” ไม่อยากจะบ่นหรอกนะแต่ของหายากแบบนั้นมันทำให้เขาท้อใจตั้งแต่ยังไม่ลงมือด้วยซ้ำ
“ถึงจะยากเย็นท่านก็ต้องเอามาให้ได้สักคนล่ะ ถ้าทำไม่ได้ ท่านคงต้องเป็นแค่หนอนอ่อนแอตลอดไป ท่านอยากจะเป็นแบบนั้นหรืออยากจะเป็นราชากับเขาบ้างล่ะ” นางเฒ่าหัวเราะเย้ยหยันเสียงแหลม
เงาร่างสูงโปร่งกำมือแน่นอย่างข่มอารมณ์เต็มที่ แล้วเขาก็ต้องยอมจำนนด้วยเหตุผลที่นางยกมาอ้าง
“ได้ ข้าจะหามาให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้” พูดจบเขาก็สะบัดกายจากไปอย่างเงียบเชียบเหมือนเวลาที่เข้ามา
“ข้าก็อยากให้ดาร์คอีลิคเซอร์ปรุงเสร็จเร็ว ๆ เหมือนกัน” หญิงชรารำพึงกับตนเอง
เงาร่างสูงได้แต่สบถในใจ ใช่ เขายังต้องพึ่งนางเฒ่าปากร้ายนั่นอยู่ แต่ถ้าเมื่อใดที่ดาร์คอีลิคเซอร์ปรุงสำเร็จเมื่อไหร่คงไม่จำเป็นต้องทนลดตัวลงมารับใช้มันล่ะ ริมฝีปากแสยะยิ้มได้น่ากลัวไม่น้อยก่อนเจ้าของรอยยิ้มนั่นจะเดินกลืนหายไปกับป่าทึบ
“มาให้จับเสียดี ๆ !” บิยอร์สตะโกนก้องระหว่างวิ่งเต็มเหยียดกวดเจ้าหางสีรุ้ง ที่กระโดดโลดเต้นล่อเขาไปมาตั้งแต่เช้าจนฟ้ามืดอีกวันหนึ่งแล้ว
“ต้อนมาเลยบิยอร์ส” เครี่ถือสวิงตาข่ายเวทพุ่งออกมาดักด้านหน้าเจ้าไอร์กูส
ทั้งสองคนประสานงากันอีกครั้ง คนถือสวิงกลิ้งไปหลายตลบในขณะที่คนพุ่งเข้าสวิงติดซอกไม้พร้อมสวิงบนหัว ไอร์กูสบินขึ้นไปเกาะหัวเราะชอบใจอยู่บนกิ่งไม้ที่บิยอร์สเข้าไปติดนั่นล่ะ
วิลการ์ดมองเพื่อนร่วมทีมทั้งสองที่ออกอาการเหมือนผู้ใช้แรงงาน แล้วอดรู้สึกมืดมนในอนาคตแทนสองคนนั่นไม่ได้จริง ๆ
“พอที่เถอะกับวิธีแบบยุคหินเนี่ย” ริ้วพลังเงาระยับเคลื่อนไหวแผ่วเบาอยู่รอบ ๆ ร่างวิลการ์ด เส้นไหมสีทองคำปลิวไสวและเสียงแห่งเวทที่นุ่มนวลแต่เปี่ยมด้วยอำนาจ เรียกความสนใจจากเจ้าวิหควิญญาณไอร์กูสได้มากโข
/ผู้ถืออิสระเอ๋ย หากเจ้าคือสหายของเรา จงตอบรับเราเถิด/
วิลการ์ดยื่นมือออกไปตรงหน้าพลางมองสบตาเจ้าไอร์กูสบนต้นไม้ มันมองเขานิ่ง ๆ อยู่ครู่หนึ่งแล้วโผลงมาบินรอบ ๆ ตัววิลการ์ด
เครี่นึกชื่นชมวิลการ์ดจริง ๆ กับมนต์เรียกสัตว์วิญญาณที่ทรงอำนาจนั่น คงจะไม่มีสัตว์วิญญาณตนใดอยากจะปฏิเสธผู้เรียกอย่างวิลการ์ดแน่ แต่ไอร์กูสเป็นสัตว์วิญญาณที่เย่อหยิ่งมากและมีจิตที่แข็งแกร่งมากอีกด้วยมันจะยอมฟังง่าย ๆ หรือ เครี่ยังสงสัย...
เจ้าไอร์กูสส่งเสียงหวานเบา ๆ และบินมาทำท่าจะเกาะที่มือวิลการ์ด เครี่เห็นแววตาของเจ้าสัตว์วิญญาณฉายแววก้าวร้าวขึ้นมาแวบหนึ่ง
“อย่าให้มันเกาะมือนะวิลการ์ด !!”
ช้าไปกับคำเตือนจากเครี่ คำสาปน้ำแข็งถูกใช้ใส่วิลการ์ดเสียแล้ว ไอร์กูสตัวน้อยเปลี่ยนเป็นนกยักษ์ มันคำรามเสียงกังวานน่ากลัว
“คิดว่าแค่มนต์กระจอก ๆ จะทำให้ข้าเชื่องได้หรือ ดูถูกข้าเกินไปแล้วเจ้าพวกมนุษย์ !!” มันกระพือปีกที่ใหญ่โตสร้างอากาศเย็นขึ้นรอบตัวมารวมกับไอน้ำเป็นแท่งน้ำแข็งแหลมคมจำนวนมาก มันกระพือปีกอีกครั้ง แท่งน้ำแข็งทั้งหมดพุ่งเข้าใส่วิลการ์ดที่ถูกคำสาปน้ำแข็งตรึงขาทั้งสองข้างเอาไว้ เขาจึงหมดปัญญาจะหลบหนีไปทางไหนทั้งนั้น
ไวเท่าความคิด เครี่วิ่งเข้ามาเอาตัวบังวิลการ์ดไว้จากแท่งน้ำแข็งเหล่านั้น ถึงเธอจะอยากใช้เวทแต่มันก็ไม่ทันซะแล้ว สาวน้อยผมสีทองแดงเป็นแผลเหวอะหวะจากการกระทำนั้น เลือดไหลรินหยาดหยดลงบนพื้นพร้อม ๆ กับที่ร่างเธอทรุดลงคุกเข่า ต่อหน้าวิลการ์ดที่ยืนตัวแข็ง
“เครี่ วิลการ์ด !!” บิยอร์สกระชากตัวหลุดจากซอกไม้แล้วกระโจนพรวดถึงคนทั้งสองได้ในพริบตา “เครี่ เลือดท่วมเลยเธอเป็นไงบ้าง ไหวหรือเปล่า ทำแผลก่อนเถอะ ?” บิยอร์สหน้าซีดยิ่งกว่าคนที่เสียเลือดซะอีก
“ไม่ต้อง วิลการ์ดสิน่าห่วงกว่า... คำสาปน้ำแข็งมันจะลามขึ้นไปเรื่อย ๆ ไอร์กูสมันชอบหลอกล่อคนแบบนี้แหละ ต้องจัดการมันให้ได้ก่อนไม่งั้นน้ำแข็งมันจะลามไปทั้งตัว ถ้าถูกแช่แข็งนาน ๆ ก็ตายได้ล่ะ” เครี่หายใจหอบหนัก
“ผู้ที่ต้องคำสาปจากไอร์กูสจะเป็นอัมพาตไปชั่วคราวและใช้เวทใด ๆ ไม่ได้อีกด้วย ฉันจะละลายน้ำแข็งให้ก่อน บิยอร์ส นายช่วยกันเจ้า… !!” เครี่หน้าซีดเป็นกระดาษเมื่อเห็นเพื่อนผมดำกำลังมีอารมณ์ประทุราวภูเขาไฟจวนระเบิด
“แก... ทำเพื่อนฉันเจ็บ ไม่เอาไว้แน่ !” บิยอร์สชี้หน้าเจ้านกน่าตื้บนั่นพลางส่งเสียงเย็นยิ่งกว่าน้ำแข็งของเจ้านกหลายเท่าเข้ากระแทกประสาทหูของมัน ไอพลังทอประกายราวสายฟ้าท่ามกลางพายุฝน คลื่นพลังอัดแน่นหมุนวนสู่มือขวาของนักเรียนเวทปีสี่ผมดำผู้หน้าเป็นอยู่เป็นนิจ แต่เวลานี้กลับมีสายตาดุจสัตว์ร้ายหลุดจากเครื่องพันธนาการจับจ้องสู่เจ้าสัตว์วิญญาณอย่างได้สนุกแน่งานนี้
/ข้าคือผู้ถืออิสรภาพ ผู้เป็นหนึ่งเดียวกับสรรสำเนียงแห่งธรรมชาติ จงรับฟังข้า จงมาสู่มือข้า ศาสตราที่ไร้ซึ่งของเขตแห่งการทำลาย ธนูสายฟ้า !/
ธนูเวทโจนทะยานอย่างบ้าคลั่งเฉี่ยววิหควิญญาณไอร์กูสแล้วเลยไปถล่มป่าด้านหลังไปเป็นทางสุดสายตา จากค่ำคืนที่อากาศเย็นสบายกลายเป็นร้อนระอุในพริบตา ไอร์กูสมองสภาพป่าหลังจากโดนพลังเวทจากบิยอร์สแล้วก็ชักหวาดหวั่นขึ้นมาบ้างล่ะ แต่เมื่อหันกลับไปมองเจ้าของพลัง... ขนที่หงอกอยู่แล้วถ้ามันจะหงอกเพิ่มอีกคงไม่แปลกอะไรในเมื่อความรู้สึกกลัวมันตื่นขึ้นมาซะแล้ว
บิยอร์สแจกยิ้มหน้าสยองให้เจ้าวิหคตรงหน้าพร้อมเสียงพูดเหี้ยมเกรียมและพลังที่มารวมกันในมือ “ยัง~ เมื่อครู่แค่อุ่นเครื่อง ไม่ต้องห่วง คืนนี้แกไม่ต้องนอนเหงาแน่”
“เดี๋ยวเฮีย... เราน่าจะคุยกันได้นะ” เจ้านกนิสัยเสียชักบ่อน้ำตาจะแตก
“เรื่องสิโว้ย ใครจะอยากคุยกับแกมิทราบ ไอ้นกไร้การศึกษา แล้วข้ามันก็พวกชอบออกกำลังกายหนัก ๆ เป็นทุนเดิมอยู่แล้วด้วย คิดหรือว่าข้าจะปล่อยโอกาสหนัก ๆ แบบนาน ๆ มีทีไปง่าย ๆ เพราะงั้น...แกเตรียมใจได้เลย” อารมณ์ภูเขาไฟระเบิดแล้วจ้า
ไอร์กูสเผ่นหนีแบบไม่มีเหลียวหลัง ผู้ชอบงานหนักกวดไปติด ๆ แล้วเสียงระเบิดลูกแรกก็ดังสนั่นขึ้น ตามมาด้วยลูกถัดไปที่ดังไกลออกไปเรื่อย ๆ
“จะไปไหน ! มาให้เป่าซะดี ๆ” เสียงตะโกนของบิยอร์สดังอยู่ไกล ๆ พร้อมเสียงระเบิดตามมาเป็นชุด
“เอ่อ... ฉันก็อยากห้ามนะ...แต่ กลัวง่ะ” เครี่ยิ้มเจื่อน ๆ นึกสงสารเจ้าไอร์กูสขึ้นมาจับใจ เพราะเธอรู้ดีว่าบิยอร์สเก่งกาจเพียงใด และถ้าพ่อเจ้าประคุณสติขาดแล้วล่ะก็ อะไรก็หยุดไม่อยู่ “นั่นคงวิ่งกันทั่วป่าแน่ ของชอบของบิยอร์สเขาล่ะ” เสียงระเบิดยังคงสะท้อนก้องให้ได้ยินเป็นระยะ ๆ
วิลการ์ดมองเหตุการณ์ต่าง ๆ อย่างตะลึง จากมนุษย์ยุคหินหน้าเป็นเหมือนคนบ้ากลายเป็นจอมเวทสุดร้ายกาจได้แบบเหลือเชื่อ เขาไม่เข้าใจในความเปลี่ยนแปลงของบิยอร์สเลย ถ้ามีพลังเวทระดับนั้น ทำไมไม่ใช้ตั้งแต่แรก มัวมาวิ่งไล่กวดให้เสียเวลาอยู่ทำไม เป็นตัวเขาละก็จัดการเก็บไอ้นกนั่นไปนานแล้ว แต่เวลานี้ตัวเขาน่าสมเพชเหลือเกินมาติดกับลูกไม้ตื้น ๆ ของเจ้านกนั่นได้... ถ้าหลุดจากคำสาปนี้ไปได้ละก็ จะให้ไปเกิดใหม่เล้ยไอ้นกเฮงซวย ! วิลการ์ดคิดอย่างแค้นสุด ๆ
เครี่เห็นอาการเพื่อนผมทองแล้วต้องลอบถอนใจเล็ก ๆ “อ๊า คงต้องละลายน้ำแข็งให้นายก่อนล่ะ ขืนนานกว่านี้นายคงแย่จริง ๆ แน่” น้ำแข็งที่เกาะอยู่แค่ขาเมื่อครู่ลามขึ้นมาเลยเอวแล้ว
“เครี่ บิยอร์สเรียนเวทสายแสงไม่ใช่หรือ แล้วทำไมในเวลาไร้แสงอาทิตย์แล้วแบบนี้ยังใช้เวทที่รุนแรงปานนั้นได้อีก สำหรับนักเรียนเวทสายแสง แค่มนต์ป้องกันตนเองตอนกลางคืนก็หืดขึ้นคอแล้ว พวกจอมเวทสายแสงขั้นสูงที่ข้าเคยเจอยังทำไม่ได้ขนาดนี้เลย” วิลการ์ดไม่เคยคิดว่าจะมีใครข้ามขอบเขตแสงกับความมืดได้แบบนี้ เขาทำหน้าฉงนที่เครี่มองออกได้ง่าย ๆ
“ก่อนอื่นเลย นายรู้ว่าบิยอร์สอยู่เอกเวทมนต์ใช่ไหม”
วิลการ์ดพยักหน้ารับ เพราะเขารู้แบบนั้นจริง ๆ
“คำว่าเอกเวทมนต์ของบิยอร์สไม่ใช่แค่เวทมนต์แห่งแสงอย่างที่คนอื่น ๆ เรียนกัน แต่เอกเวทมนต์ของบิยอร์สคือการเรียนรู้พลังเวทในธรรมชาติทั้งหมด แม้แต่แสงสว่างและความมืดก็ต้องยอมรับจากจิตใจที่แท้จริงได้ว่ามันคือธรรมชาติอย่างหนึ่ง ไม่ใช่สิ่งที่จะแบ่งแยกได้ ไม่อาจแยกจากกันได้ จะต้องคงอยู่ควบคู่กันไป เมื่อสามารถเข้าใจได้จริง ๆ แล้วจะไม่มีการแบ่งแยกในธรรมชาติอีก บิยอร์สที่เข้าใจในเรื่องเหล่านั้นแล้วจึงเรียกพลังต่าง ๆ มาใช้ได้อย่างใจต้องการ เพราะงั้นเขาจึงแปรงพลังเวทได้ตามใจ และใช้ได้ตามต้องการตลอดเวลา ซึ่งฉันยังไปไม่ถึงจุดนั้นแต่ก็กำลังตามอยู่แหละนะ” เครี่ยิ้มอย่างภูมิใจในตัวเพื่อน แต่วิลการ์ดยังคงทำหน้าไม่เข้าใจอยู่ดี
“มองทุกอย่างให้เป็นธรรมชาติไม่มีแบ่งแยก ตลกน่า ความมืด...รู้ ๆ กันอยู่ว่ามันชั่วร้าย เรียกมาใช้ก็กลายเป็นมนต์ดำสิ” เจ้าตัวรับไม่ได้กับการมองแบบนั้น
เครี่อ้าปากพะงาบในความคับแคบทางความคิดของเพื่อนผู้มีชาติตระกูลสูงคนนี้เสียจริง “วิลการ์ด~ ความมืดไม่ใช่ความชั่วร้ายนะ มันคนละเรื่องกันเลย ความชั่วร้ายมันคือจิตใจด้านลบที่ถูกแสดงออกมาในรูปแบบต่าง ๆ ของมนุษย์ต่างหาก ส่วนความมืดนั่นมันเป็นแค่ห้วงเวลาหนึ่งเท่านั้น ความมืดไม่ได้ทำอันตรายหรือทำร้ายใครกับสิ่งใดเลย ดูอย่างเวลากลางคืนสิ มันทำร้ายอะไรนายหรือเปล่าล่ะ แล้วที่มืดในเขตที่แสงอาทิตย์ส่องไม่ถึงมันทำร้ายนายไหม เพราะฉะนั้นความมืดจึงไม่ใช่ความชั่วร้ายใด ๆ เลย”
วิลการ์ดยังคงมีสีหน้าไม่เข้าใจและไม่ยอมรับอยู่ดี เครี่นึกอยากชกเพื่อนคนนี้สักที่แล้วสิ แต่เอาเถอะแสดงให้ดูน่าจะทำให้เข้าใจได้ง่ายกว่า
“งั้นดูนี่ละกัน” เครี่วาดมือออกไป พื้นที่เธอยืนอยู่มีประกายดาวห้าแฉกปรากฏขึ้น ความมืดรอบตัวสายน้อยขยับไหวเห็นเป็นเส้นเล็ก ๆ มากมายทอประกายระยับเหมือนไหมสีดำต้องลมท่ามกลางแสงเทียน ก่อนจะซึมหายเข้าไปในวงเวทดาวห้าแฉก
/ขออัญเชิญห้วงเวลาแห่งรัตติกาลจงมาเป็นพลังแห่งข้า ขออำนาจนั้นในการอัญเชิญสัตว์วิญญาณ เฟิซ/
แสงสีส้มทองสว่างวาบบนฝ่ามือเครี่ที่ยื่นออกมาด้านหน้า สัตว์สี่เท้ามีหูยาวเหมือนกระต่ายและเขาเล็ก ๆ บนหัวหนึ่งคู่ปรากฏขึ้นบนฝ่ามือในร่างเท่าลูกกระเจี๊ยบ ขนสีส้มทองไหวพะเยิบพะยาบไม่ต่างจากเพลิงที่กำลังลุกไหม้ และสิ่งที่โดดเด่นกว่าใครคือกำไลข้อเท้าสีน้ำเงินใสที่ขาหน้าข้างหนึ่งตัดกับสีขนน่าดู เจ้าตัวน้อยมองเครี่ด้วยตากลมใสสีมรกตพลางถูไถมืออย่างรักใคร่
วิลการ์ดยิ่งไม่เข้าใจมากขึ้นไปอีก แค่สัตว์วิญญาณตัวเล็กแค่นั้นทำไมต้องใช้การอัญเชิญ แค่เรียกก็พอแล้ว การเชิญมันต้องสัตว์วิญญาณระดับจ้าวเท่านั้น สองคนนี่มันยังไงกันใช้พลังแปลก ๆ แล้วพฤติกรรมยังแปลกอีกด้วย
“เฟิซ ละลายคำสาปน้ำแข็งที่วิลการ์ดให้หน่อยสิ” เธอบอกเจ้าตัวน้อยอย่างนุ่มนวล เจ้าตัวน้อยทำตามอย่างว่าง่าย เพลิงสีส้มถูกพ่นออกมาละลายคำสาปให้สลายไปในพริบตา วิลการ์ดทรุดลงไปนั่งกับพื้นทันทีที่เป็นอิสระ
“นั่งเฉย ๆ สักพักก็จะขยับได้ตามปรกติเอง ไม่มีอาการข้างเคียงอะไรแน่ เห็นแบบนี้ฉันก็มีความรู้เรื่องสัตว์วิญญาณมากนา” เครี่อธิบายด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
วิลการ์ดกลับหน้าซีดลงไปอีกเมื่อมองไปด้านหลังเครี่ในความมืดของป่ายามกลางคืน ดวงตาวาวโรจน์เรืองแสงสีแดงหลายสิบคู่กำลังจ้องมองทั้งสองอย่างกระหายเลือด
“ที่พูดนั่นข้าเชื่อ แต่ช่วยดูด้านหลังก่อนเถอะ”
“อ๋อไอ้พวกนั้นไม่มีปัญหา... เฟิซ”
เจ้าตัวเล็กโจนขึ้นไปเกาะไหล่เครี่ เพลิงขนาดเผาที่สิบไร่ได้ในพริบตาถูกพ่นออกมาจากปากเจ้าตัวน้อย ป่าด้านหลังรวมทั้งดวงตาทั้งหลายหายเรียบ เหลือเพียงแค่รอยไหม้เป็นทางกว้างไกลออกไปจนถึงตีนเขาลูกใกล้ ๆ
ตะ ตัวอะไรกันเนี่ย !! สัตว์วิญญาณระดับไหนกัน วิลการ์ดแทบจะตะโกนกับเหตุการณ์เหลือเชื่อต่าง ๆ ตรงหน้า
ทางด้านจอมเวทสุดเถื่อนบิยอร์สกำลังสนุกกับการไล่แกล้งไอร์กูสแบบลืมโลกไปเลย ยิ่งเจ้าไอร์กูสตอบโต้กลับมาเท่าไหร่ บิยอร์สยิ่งสนุกที่ไปปะทะกับพลังของมันมากขึ้นเท่านั้น
“เอ้า ! มีอะไรอีกรีบ ๆ เอาออกมาซะ อย่าให้ข้าหมดสนุกเร็วนักล่ะ” บิยอร์สจัดการสลายพลังที่ไอร์กูสซัดใส่เขาด้วยพลังเวทในมือข้างเดียว แล้วตอบโต้กลับไปด้วยคลื่นพลังความร้อนที่เผาขนหางวอดไปหลายเส้นทั้งที่แค่เฉี่ยวเท่านั้น
การปะทะกันของจอมเวทเถื่อนกับสัตว์วิญญาณชั้นสูง ทำให้สัตว์ป่าที่อาศัยอยู่แถวนี้หนีหายไปหมดเพราะไม่อยากโดนลูกหลง การที่สัตว์หนีไปหมดแบบนี้ส่งผลให้บิยอร์สอาละวาดได้สบายใจ ไม่ต้องกลัวว่าจะกวาดเอาพวกไม่เกี่ยวไปด้วย
การไล่กวดไม่จบง่าย ๆ เมื่อบิยอร์สวิ่งตามเจ้าไอร์กูสไปบนยอดไม้ราวกับวิ่งบนพื้นดินเรียบ ๆ แล้วยังมีความเร็วไม่น้อยหน้าการบินของเจ้านกด้วย วิหควิญญาณชักรู้สึกแขยงจอมเวทหางไก่ที่ตามมาไม่ลดละมากขึ้นทุกที มันจึงหันมาใช้พลังเต็มที่กะเอาให้ร่วงในทีเดียว ไอเย็นระเบิดใส่ราวฟ้าถล่มแต่บิยอร์สแค่ฟาดมือออกไป วงเวทขนาดมหึมาก็กลืนไอเย็นนั่นหายไปหมด
ไอร์กูสเห็นเต็มตาแบบนั้นจากแขยงกลายเป็นขยาดทันใด
ทำไมเจ้านี่มันต่างจากยามกลางวันนักล่ะ มันเป็นแค่นักเรียนเวทสายแสงเท่านั้นไม่ใช่รึ ? แล้วนี่มันอะไรกัน ทั้งแสงทั้งความมืด ไอ้บ้านี่ใช้ได้หมด...หรือมันจะมองทุกอย่างเป็นแค่พลังอย่างไม่แบ่งแยกแบบนี้... หรือจะเจอเข้าให้แล้ว...
“ข้าเบื่อที่จะเล่นไล่จับกับเจ้าแล้วล่ะ มาปิดบัญชีกันดีกว่า” บิยอร์สวิ่งไปบนยอดไม้พลางร่ายเวทไฟฟ้าสถิต กระแสพลังแล่นเปรียะประในอากาศแล้วไปรวมตัวกันที่สองมือของผู้ร่ายเวท
การใช้พลังในธรรมชาติได้อย่างไม่แบ่งแยกแบบนี้ เจ้านี่ต้องใช่แน่ ไฮวิซาร์ด3 !!
เจ้าไอร์กูสทำนบน้ำตาแตกนองเป็นน้ำตก พลางคิดว่าทำไมตนเองถึงได้ซวยบันลือโลกแบบนี้
ไฮวิซาร์ดกระโจนเข้าใส่พร้อมทุ่มก้อนสายฟ้าขนาดมหึมาใส่เจ้าวิหควิญญาณชะตาขาด แรงระเบิดแบบลูกโซ่ทำเอาพื้นสะเทือนไปทั่วทั้งป่า ต้นไม้ใบหญ้าปลิวกันว่อนวินาศสันตะโรกันทั่วหน้า
-------------------------------------------------------------------------
1ไคมีร่า (Chimaera) สัตว์ในตำนานกรีก มีส่วนผสมของสัตว์อีกสามชนิด ได้แก่ สิงโต แพะ และงู (หรือมังกร) โดยมีส่วนหัวปกติจนไปถึงอกเป็นสิงโต ส่วนกลางลำตัวเป็นแพะ และมีส่วนท้ายเป็นงู มีหัวงูอยู่ที่ตรงปลายหาง แต่ละหัวมีความคิดเป็นของตัวเอง - สำหรับไคมีร่าในทางวิทยาศาสตร์ มีนัยแห่งการรวมยีน, พันธุกรรมหลาย ๆ อย่างมาไว้ในร่างเดียวกัน หรือการผสมสิ่งมีชีวิตหลาย ๆ อย่างเพื่อให้ได้สายพันธุ์ที่มีความสามารถตามที่ผสม ไคมีร่าสีทองในเรื่องเป็นการผสมพันธุ์ที่หลากหลายยิ่งขึ้น
2เฮลฮาวนด์ (Hell Hound) สุนัขล่าเนื้อแห่งนรก ตามตำนานมีหน้าที่เป็นผู้เฝ้าประตูนรก
3ไฮวิซาร์ด (High Wizard) จอมเวทระดับสูง ------
ติดตามเรื่องราวต่อไปได้ในรูปแบบรูปเล่ม "Soul Knight ตำนานจอมเวทผู้พิทักษ์ " โดย Finch ค่ะ
|
||
| แก้ไขล่าสุด ใน วันพฤหัสบดีที่ 03 มิถุนายน 2010 เวลา 06:48 น. |
|
1 |
|
|
|
2 |
|
Finch NEW!
|
|
3 |
|
Soul slayer คู่หูผิดสูตรฯ |
|
4 |
|
แม่สื่อปากร้าย vs ผู้ชายรสจัด
|
|
5 |
|
ข้านี้แหละ..จอมโจรแห่งตำนาน 1 |