สำนักพิมพ์ | หมวดหนังสือ

fs

ws

ls

ps

ts

ค้นหาผลงานนักเขียน 1168



Online Status

เรามี 11 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

เสียงจากนักอ่าน

  • What is your favorite sitcom most? buy zithromax
  • Hello, who noted how the new year? buy prednisone ...
  • Hello, who noted how the new year?
  • อร๊ายยยยยยย เพิ่งอ่านจบหมาด ๆ ตอนจบในหนังสือ หวานน...
  • เจอนิสัยหมอโห แล้ว อึ๋ยยย ตรงสเปกมากมาย เจอนางเอกก...
  • บอกได้คำเดียวว่ า น่าอ่านมาก
  • :D
  • เล่มนี้ซื้ออ่าน แล้วด้วย
  • ตามมาเก็บความหว านของหมอโหกะหนู หวายคะ ยินดีกับคุณ...
  • อ่านจบแล้วค่ะ พระเอกกะล่อน แต่ก็น่าร้าก :-* :-* :o...
  • คีราณไปที่รีสอร ์ตแล้ว จะเจอนางเอกแล้ว :oops:
  • คีราณน่ารักกกกก กกกกกกกกกก ่ตามอ่านตั้งแต่ ในเว็บแ...
dying_area


 


ตัวอย่างเนื้อเรื่อง : อัคคีบงกช
pt010

อัคคีบงกช
ผู้แต่ง วรรณศุกร์
ราคา 200บาท 
จำนวนหน้า 320 หน้า 
ISBN 978-616-520-026-4

 

Download ตัวอย่างเนื้อเรื่อง

 

 

 

อารัมภบท

 

 

ไทวัชญากรแห่งเนมินธร


“ดูซี... นักบวชหนุ่มผู้นั้นลงไปตัดฟืนหาบน้ำที่ลำธารข้างล่างนั่น แล้วก็หายตัวไปนานถึงสามปีโดยไม่ทราบสาเหตุ จู่ ๆ วันนี้เขาก็กลับมา”

สายลมบนยอดเขาพัดกรู กวาดเอาเศษใบไม้แห้งที่ร่วงเกลื่อนพื้นกระจัดพลัดพรายยิ่งกว่าเดิม ใกล้ถึงเหมันตฤดูแล้ว อากาศบนยอดเขาเริ่มแห้งแล้งและเย็นยะเยือก สายตาหลายคู่พากันจ้องมองร่างของนักบวชหนุ่มคนหนึ่งซึ่งกำลังเดินลัดเลาะเส้นทางเลียบเชิงผาเข้าไปยัง ‘ถ้ำสำนึกตน’ อย่างโดดเดี่ยว

“หลบหนีไปถึงสามปี แต่โดนลงโทษแค่เข้าไปนั่งเฉย ๆ ในถ้ำเท่านั้นเองหรอกหรือ”

“หากเขาไม่กลับมาก็ไม่จำเป็นต้องรับโทษ ในเมื่อเขากลับมา ย่อมหมายความว่า เขายินดีที่จะรับโทษด้วยความเต็มใจ เจ้าคิดว่าคนที่ตระหนักรู้ถึงความผิดของตนและพร้อมจะแก้ไข สมควรได้รับการลดหย่อนผ่อนปรนหรือไม่ล่ะ”

“อืม... ที่ท่านพูดก็ถูก”

“เกรงแต่ว่านักบวชหนุ่มผู้นั้นจะคิดเหมือนเจ้าน่ะสิ เขาอาจจะคิดว่าการลงโทษแค่นี้เล็กน้อยเกินไป ไม่สามารถลบล้างความผิดในใจของตนได้”

“เขาทำความผิดร้ายแรงอันใดเล่า”

“สิ่งที่เขากระทำลงไป หากมองในแง่มนุษย์ปุถุชนธรรมดา ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นความผิดเสียด้วยซ้ำ แต่สำหรับนักบวชผู้เคร่งครัดแห่งเนมินธร การยอมปล่อยจิตใจให้ลุ่มหลงความงาม และเพลิดเพลินกับแสงสีในโลกกว้าง นับเป็นความผิดอันใหญ่หลวง”

“เข้าใจล่ะ ปุถุชนวัดผลของความผิดถูกที่การกระทำ แต่สำหรับนักบวชเรานั้นวัดผลกันที่จิตใจสินะ ว่าแต่...เขาโดนลงโทษให้สำนึกตนอยู่ในถ้ำนั้นนานเท่าไหร่หรือ”

คู่สนทนาทอดถอนใจ พลางตอบว่า

“สามปี... เขาถูกลงโทษให้กักตนสำนึกผิดนานสามปี เท่ากับระยะเวลาที่จิตใจของเขาหลงทางไป”


จวบจนกระทั่ง ‘หนึ่งพันเก้าสิบหกทิวาราตรี’ ผันผ่านไปประดุจสายน้ำไหลบ่าหลั่งริน ไม่เชื่องช้า ไม่รวดเร็ว และไม่หวนย้อนคืนกลับ...

การบำเพ็ญสมาธิสำนึกตนอยู่ในถ้ำอันสงัดเดียวดาย มีเพียงเด็กรับใช้คอยหิ้วสำรับภัตราหารเข้าไปให้วันละสองครั้งโดยมิได้โอภาปราศรัยกันแม้แต่คำเดียวได้สิ้นสุดลงแล้ว นักบวชหนุ่มจึงขยับกายลุกขึ้นยืนช้า ๆ ก่อนจะก้าวออกมารับแสงสูรยาเป็นครั้งแรกในรอบสามปี

‘ไทวะ’ สูดลมหายเข้าเต็มปอด ก่อนจะค่อย ๆ ผ่อนออกมาด้วยลักษณาการอันสงบ สิ่งที่จำเป็นสำหรับการมีชีวิตอยู่ต่อไปนับจากนี้ ก็คือ อากาศ อาโป อาหาร และอาภรณ์เท่านั้น ในขณะที่อาภาทั้งหลาย ไม่ว่าจาก สูรยา จันทรา ดาริกา หรือว่าเปลวอัคคีก็ดี ล้วนไม่มีคุณค่าสำหรับเขาอีกต่อไป

นั่นหมายความว่า ชีวิตที่เหลืออยู่ของไทวะ จักมีแต่ ‘อนธการดำมืด’ ตลอดกาล...


“พ้นกำหนดลงโทษสามปี นักบวชผู้นั้นออกมาแล้ว”

“เอ๊ะ ! แล้วไฉนลูกนัยน์ตาของเขาจึงหายไป กลายเป็นเบ้ากลวงโบ๋เล่า นี่นับเป็นส่วนหนึ่งของการลงโทษด้วยอย่างนั้นหรือ ข้าว่ามันออกจะรุนแรงโหดร้ายเกินไปหน่อยกระมัง”

“เจ้าเข้าใจผิดแล้ว ระหว่างที่นั่งสำนึกผิดอยู่ในถ้ำ นักบวชผู้นั้นตัดสินใจควักลูกตาของตนออกมาเองต่างหาก”

“ควักลูกตาตนเอง... เขาเสียสติไปแล้วหรืออย่างไร”

“บอกแล้วไง เขาคิดว่าการลงโทษที่ตนได้รับ เล็กน้อยเกินไป ไม่อาจลบล้างความผิดในใจได้ สุดท้ายจึงตัดสินใจลงโทษตนเองเพิ่มเติม”

“ไม่น่าเลย... แค่รู้สำนึก และไม่กระทำผิดซ้ำอีกก็พอแล้ว ไยจึงต้องทำร้ายตนเองถึงเพียงนี้ด้วย”

“เพื่อป้องกันมิให้ตนเองย้อนกลับไปกระทำความผิดอีกยังไงล่ะ เมื่อไม่มีดวงตา ก็ไม่สามารถมองเห็นแสงสีและสิ่งสวยงาม เมื่อมองไม่เห็น ก็ไม่ลุ่มหลง เมื่อไม่ลุ่มหลง หัวใจของเขาก็สงบนิ่ง เมื่อหัวใจสงบนิ่ง ก็รู้แจ้งเห็นจริงถึงสิ่งอันเป็นแก่นแท้แห่งชีวิตได้”

“ข้ามิอาจยอมรับว่านั่นคือสิ่งที่ถูกต้อง เพราะบ่อเกิดของความลุ่มหลงที่แท้อยู่ที่หัวใจ มิใช่ดวงตา หรือบางทีเรื่องนี้อาจจะชี้ให้พวกเราเห็นว่า ความเขลากับปัญญาแตกต่างกันแค่เส้นคั่น”

คู่สนทนาทอดถอนใจ พลางบอกว่า

“ใช่แล้ว นักบวชผู้นั้นกำลังยืนอยู่บนเส้นคั่นดังกล่าว”


เด็กรับใช้จูงมือนักบวชไทวะเดินลงจากเชิงผา โยกย้ายสัมภาระเข้ามาอยู่อาศัยในอาศรมเล็ก ๆ บนยอดเขาเนมินธร ท่ามกลางโลกที่มีแต่ความมืดมิด นักบวชตาบอดไม่ปรารถนาสิ่งใดอีก นอกจากเฝ้ารอคอยให้ ‘สหาย’ คนหนึ่งเดินทางมาเยี่ยมเยียน

สหายผู้ชักจูงเขาออกไปสู่โลกกว้าง ได้ชื่นชมความงาม และลิ้มรสความเจ็บปวดร่วมกันมาตลอดระยะเวลาสามปี

“ภูศิลา สหายรัก... หากท่านยังคงรำลึกถึงมิตรภาพระหว่างเรา ขอจงโปรดเดินทางมาพบข้าพเจ้าอีกสักครั้งเถิด เพลานี้ข้าพเจ้าพ้นจากโทษทัณฑ์ของตนเองแล้ว เหลือแต่รอรับการให้อภัย และความเข้าใจที่ถูกต้องจากท่านเท่านั้น”

เขารอ รอ และรอ จนกระทั่งในที่สุด หลังจากตั้งความหวังเอาไว้ถึงสิบปีเต็ม การรอคอยของนักบวชหนุ่มก็สิ้นสุดลง แต่เพลานั้นไม่มีผู้ใดคาดคิดว่า การมาเยือนของภูศิลาผู้เป็นสหาย จะนำมาซึ่งการอุบัติขึ้นของ ‘ไทวัชญากรแห่งเนมินธร’...

เจ้าของ ‘คำทำนาย’ ที่จะพันธนาการชีวิตผู้คนของสองวงศ์วานเอาไว้ ด้วยเพลิงกัลป์แห่งความรัก ความทะเยอทะยาน ความอ่อนแอ และความหวาดกลัว !

 

 

 

บทที่ ๑

 

 

พันธนาการแห่งวงศ์วาน


อุทกใสไหลรินจากโตรกหินผาสูงเทียมเมฆาแห่งยอดเขาเนมินธร ระเรื่อยผ่านธารนทีคดเคี้ยวหลายพันโยชน์ ลงสู่บึงน้ำกว้างใหญ่อันดารดาษไปด้วยปทุมชาติหลากพงศ์พันธุ์

ดวงตากลมใสดุจนิลพรายทอดมองดูบัวสัตตบงกชสีชมพูอ่อนกำลังแย้มกลีบเบ่งบาน ลอยโดดเด่นอยู่ท่ามกลางใบบัวสีเขียวซึ่งแบแผ่แนบผิวน้ำ ปล่อยให้เหล่ามธุกรภมรภู่ผึ้งโบยบินคละเคล้าเกสรโดยชอบด้วยอิสรเสรี

‘ช่างน่าอิจฉาเสียนี่กระไร...’

เพลานั้นเป็นยามเย็น สูรยาโคจรเคลื่อนคล้อยใกล้ลับเหลี่ยมเขา สาดลำแสงสีส้มปนแดงส่องสะท้อนลงบนพื้นน้ำเป็นประกายงามระยับจับตา สตรีเรือนร่างบางระหงในอาภรณ์โขมพัสตร์สีขาวบริสุทธิ์พลันหันกายกลับ ตั้งใจจะคืนสู่เหย้าเคหาสน์ หากแต่นางต้องชะงักงัน ด้วยมองเห็นบุรุษร่างสูงโปร่งผู้หนึ่งยืนจังก้าดักรอคอยนางอยู่โดยไม่รู้ว่านานเพียงใด

“ไม่เห็นเจ้าในเคหาสน์ นึกแล้วว่าต้องยุรยาตรมาที่นี่” เสียงห้าวเป็นฝ่ายกล่าวขึ้นก่อน “ไหนตอบข้าซิ อินทีวรา บึงบัวแห่งนี้มีดีอย่างไร ไยเจ้าจึงชอบมาทอดสายตาเหม่อมองอยู่บ่อยครั้ง”

สตรีเรือนร่างเพรียวบาง เจ้าของนาม ‘อินทีวรา’ จ้องมองบุรุษตรงหน้าด้วยแววตาแข็งกร้าว ทว่าแม้จะไม่พอใจในคำถามดังกล่าว แต่นางก็เอื้อนเอ่ยตอบคำด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“ข้อดีของบึงบัวแห่งนี้ คือ ร่มรื่น งดงาม และเงียบสงบ ปทุมมาลย์ทุกดอกล้วนไม่เคยตั้งปฤจฉาก่อกวนเรา”

บุรุษหนุ่มทราบถึงนัยแดกดันในถ้อยวาจานั้น จึงขยับมุมปากแค่นยิ้ม นัยน์ตากรุ้มกริ่ม

“ถ้าเช่นนั้น หากข้ารับรองว่า จะไม่ตั้งปฤจฉาก่อกวนเจ้า อินทีวราคนงามก็พร้อมที่จะอยู่เคียงข้างข้าตลอดไปใช่หรือไม่”

วาจาเกี้ยวพานต่อหน้า ไม่สามารถทำให้อินทีวราสะทกสะท้านเอียงอายได้เหมือนดั่งสตรีอื่นทั่วไป นางยังคงตอบเขาด้วยน้ำเสียงและแววตาเฉยชาดุจเดิม

“นี่นับเป็นอีกหนึ่งปฤจฉาที่ก่อกวนเรายิ่งแล้ว”

บุรุษหนุ่มได้ฟังก็หัวเราะเบา ๆ นึกชมเชยคารมของนางอยู่ในใจ แต่ปากกลับบอกว่า

“จงทำใจเสียเถิด บงกชน้อย เพราะข้า... ‘สิขเรศ’ ปักใจที่จะก่อกวนเจ้าไปตลอดชีวิตนั่นแล”

อินทีวราไม่ชอบให้เขาเรียกนางว่า ‘บงกชน้อย’ คำ ๆ นี้มีไว้ให้สำหรับบุคคลใกล้ชิดในครอบครัวเรียกขานเท่านั้น แต่นางคร้านที่จะต่อปากต่อคำกับสิขเรศให้เสียเวลา

นอกจากนี้ นางยังตระหนักดีถึงความสัมพันธ์ของตนกับชายหนุ่มในภายภาคหน้าอีกด้วยว่า ถึงอย่างไรก็คงหลีกหนีพิธีวิวาห์ไม่พ้นอยู่ดี

อันวงศ์วานของนางกับเขานั้นไซร้ ต่างมีพันธะสัญญาต่อกันและกันเช่นนี้มานานหลายชั่วอายุคนแล้ว นับเนื่องตั้งแต่เหตุการณ์เมื่อกว่าสองร้อยปีก่อน โดย ไทวัชญากร1 แห่งเทือกเขาเนมินธรซึ่งสูงล้ำค้ำฟ้า ได้มอบคำทำนายไว้ดั่งนี้...

‘สตรีแห่งวงศ์วานบงกชจักต้องสมัครดองกับบุรุษแห่งวงศ์วานภูผาเรื่อยไป

ตราบฟ้าถล่มดินทลายก็จงอย่าได้คลายพันธนาการนี้

หาไม่... เพลิงกัลป์แห่งจ้าวอสูรอัคคีจักแผดเผาทุกสรรพสิ่งให้พินาศเป็นจุณในบัดดล’

ด้วยมูลเหตุดังกล่าวข้างต้น ยามใดที่มีทาริกาถือกำเนิดขึ้นในวงศ์วานบงกช ยามนั้นนางจักถูกบุพการีกระทำการหมั้นหมายให้แก่บุตรชายแห่งวงศ์วานภูผาก่อนจะรู้ความเสียอีก

โชคชะตาของอินทีวรา ...บงกชสีน้ำเงินก็ถูกกำหนดให้เป็นไปตามคำทำนายนั้นเช่นกัน ไม่แตกต่างจาก ‘สวิปรียา’ ...บงกชแดงผู้เป็นพี่สาว ซึ่งต้องจำใจวิวาห์ไปกับบุรุษแห่งวงศ์วานภูผานาม ‘เขตคีรินทร์’ อาคนสุดท้องของสิขเรศเมื่อสองปีก่อน

ตั้งแต่เติบโตขึ้นเป็นสาวดรุณ และเริ่มเข้าใจความหมายของคำว่า ‘วิวาห์’ อินทีวราก็นึกชิงชังคำทำนายเหล่านั้น ด้วยส่วนลึกในใจนางเห็นว่าเป็นเรื่องงมงายไร้เหตุผลเต็มทนที่จะเอาชีวิตไปผูกติดอยู่กับถ้อยวจนะเพียงไม่กี่คำของชายชราตาบอดคนหนึ่ง ผู้ซึ่งอ้างว่าตนเองสามารถเห็นสิ้นดินฟ้า และได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เป็นโอษฐ์แห่งเทพเทวะประกาศิตลิขิตชีวิตผู้คนตามใจชอบ

...แต่จนกระทั่งทุกวันนี้ก็ยังไม่มีผู้ใดกล้าฝ่าฝืนคำทำนายดังกล่าวแม้แต่ผู้เดียว

“วันนี้น่าเสียดายที่เจ้ามิได้อยู่ฟัง” สิขเรศยังคงมีวาจารบกวนนางอย่างต่อเนื่อง มิได้หยุดหย่อน “บิดาของเราทั้งสองได้ฤกษ์งามยามดี กำหนดให้มีพิธีมงคลขึ้นในคืนจันทร์ศารทเดือนหน้า ข้าตั้งใจว่าจะนำสุรา ‘นพมาศราตรี’ อันเลิศรสมาเลี้ยงแขกเหรื่อในงาน เจ้าว่าดีหรือไม่”

อินทีวราไม่ปริปากโต้ตอบ ภายนอกนางดูสงบเงียบงันคล้ายดอกบัวในบึงใหญ่ สิขเรศจึงมิอาจล่วงรู้ได้ถึงความในใจของนางได้ว่ากำลังสับสนร้อนรุ่ม และเคืองรำคาญเพียงใด

“อ้อ ! ใช่แล้ว สัตวารหน้าข้าจักให้เหล่าบริวารนำภูษาสีชาดห่อสินสอดทองคำมามอบแก่เจ้า ...และในวันพิธีทุกคนจักได้เห็นกับตาว่า เจ้าสาวของข้า... บงกชสีน้ำเงินอินทีวรา งดงามและมั่งคั่งยิ่งกว่าบงกชนางใดในวงศ์วาน”

อินทีวราไม่สนใจวจนะเยินยอดังกล่าว นางสะบัดปลายคางเล็กน้อย จรลีผ่านรอยยิ้มและแววตาชื่นชมของสิขเรศไปโดยไม่แยแส

ความจริงนางก็มิได้รังเกียจเดียดฉันท์เขาสักเท่าไหร่หรอก หากสิขเรศจะพึงสำรวมตนเป็นสหาย หรือพี่ชาย นางย่อมยินดี

...เว้นเสียแต่หากต้องสมรสเป็นสามีภรรยา ครองคู่สนิทเสน่หากันชั่วชีวิตนั่นแล นางคงมิแคล้วต้องทุกข์ระทมตรอมตรมไปจนวันตายเป็นแน่ เปรียบดั่งกระไอแดดแผดจ้าบั่นทอนความชุ่มฉ่ำของกลีบบัวในบึงฉันใด ความกลัดกลุ้มกังวลใจก็บั่นทอนความเบิกบานสดใสในใจของหญิงสาวฉันนั้น

จักทำอย่างไรดีหนอ... ทำอย่างไรจึงจะสามารถหลีกหนีจากสิขเรศ และหลุดพ้นจากคำนายอันเปรียบเสมือนคำสาปร้ายนั้นได้โดยไม่ส่งผลกระทบต่อวงศ์วานทั้งสองฝ่าย

ถึงวันนี้อินทีวราก็ยังหาคำตอบไม่พบ นางทอดฝีเท้าย่างผ่านทางวิถีเพื่อกลับคืนสู่เคหาสน์ ครั้นสูรยายิ่งคล้อยต่ำลง ร่างเงาบนพื้นก็ยิ่งทอดยาวขึ้นเรื่อย ๆ ทว่าก่อนที่เงานั้นจะถูกอนธการกลืนหาย อินทีวราเบือนหน้าไปยังทิศอาคเนย์ เล็งแลเห็นกลุ่มเมฆฝนสีเทาครึ้มลอยต่ำลงละยอดเขาเนมินธร จึงพลันเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น

ระหว่างทางเดินจากบึงบัวกลับคืนสู่เคหาสน์แห่งวงศ์วานบงกช มีเพิงไม้เก่าสภาพทรุดโทรมตั้งอยู่หลังหนึ่ง ซึ่งเดิมทีเมื่อร้อยกว่าปีก่อนเคยเป็น ‘เรือนสุพรรณบงกช’ ...เรือนไม้แกะสลักลวดลายดอกบัวฝีมือช่างศิลป์อันวิจิตรงดงาม แต่น่าเสียดายที่ถูกพระเพลิงเผาผลาญจนมอดไหม้ไปเสียหมด ต่อมามันได้กลายเป็นสถานที่รกร้าง สร้างเพิงพำนักพักพิงหลบแดดหลบฝนสำหรับเหล่ายาจกผู้ยากไร้ กระทั่งเมื่อยาจกเหล่านั้นสิ้นอายุขัย และทยอยตายลงทีละคน เพิงไม้แห่งนี้จึงถูกปล่อยทิ้งร้างมานานหลายปีจวบจนกระทั่งทุกวันนี้...

อินทีวรารู้สึกแปลกใจไม่น้อย ที่วันนี้นางเห็นอาชาพ่วงพีตัวหนึ่งยืนอยู่ภายในเพิงไม้หลังดังกล่าว ตลอดทั้งร่างของอาชาตัวนี้ปกคลุมด้วยเส้นขนสีทองแดงเงางาม ลักษณะท่วงท่าสง่าผ่าเผย อีกทั้งอานและบังเหียนก็มีลวดลายละเอียดลออสอดร้อยด้วยเกลียวไหมสีแดงกล่ำเข้าชุดกัน มองปราดเดียวก็รู้ได้ทันทีว่า เจ้าของอาชาจักต้องเป็นผู้มีบุญบารมี แลกอปรด้วยทรัพย์สินเงินทองมากมายเป็นแน่

ทว่าเหตุใดเล่า จึงเอาอาชาลักษณะงามเช่นนี้มาผูกไว้เดียวดายในเพิงไม้โทรมร้าง ช่างขัดหูขัดตาชอบกลเสียนี่กระไร

ขณะนั้นเสียงฟ้าร้องคำรามครืนครั่นดังขึ้น ราวกับเป็นสัญญาณเตือนอินทีวราให้รู้ตัวว่า นางไม่มีเวลามัวตั้งข้อสงสัยอีกต่อไป จำต้องรีบคืนสู่เคหาสน์โดยเร็วที่สุด มิฉะนั้นร่างของนางอาจเปียกปอนด้วยหยาดพิรุณที่กำลังจะโปรยปรายลงมาในไม่ช้า

ละความสนใจจากอาชา สองเท้าก็เร่งสาวก้าวเดินจนเกือบกลายเป็นวิ่ง แต่เมื่อมาถึงทางแยกซึ่งปลูกเป็นดงไม้พุ่มชอุ่มพรรณ มีเถาลดาวัลย์พันเกี่ยว ออกดอกเป็นพวงสีขาวพราวพร่าง อินทีวราก็ชนปะทะเข้ากับร่างสูงหนาดำทะมึนซึ่งจู่ ๆ ก็ปรากฏกายขึ้นอย่างกะทันหัน จนนางเป็นฝ่ายล้มลงไปกองกับพื้น

“โอ๊ย ! แย่จริง...” อินทีวราร้องบ่น พลางพยุงกายลุกขึ้นยืน สองมือปัดฝุ่นธุลีออกจากเสื้อผ้าอาภรณ์ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมอง ‘คู่กรณี’ อย่างเอาเรื่อง

ร่างสูงใหญ่ที่นางชนเข้านั้น ถูกห่อหุ้มอยู่ภายใต้ผ้าคลุมยาวสีดำสนิท ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า จนยากที่จะสังเกตได้ว่าเขาสวมแต่งเสื้อผ้าอาภรณ์บ่งบอกฐานะดีเลวประการใด กระนั้นแสงสีส้มสลัวยามสนธยาก็สาดส่องให้อินทีวราได้พอเห็นเค้าใบหน้าคมเข้มรกครึ้มด้วยหนวดเครา จมูกโด่งเป็นสัน และดวงตาข้างขวาสีดำวาววับ...

แล้ว ‘ดวงตาข้างซ้าย’ เล่า ? ...

ดวงตาข้างซ้ายของเขาถูกพันปิดด้วยผ้าสีดำสนิทเฉกเช่นเดียวกับผ้าคลุมตัวนอก

‘ฮึ ! เรากำลังนึกจะต่อว่าอยู่ทีเดียวเชียวว่า เดินอย่างไรไม่ดูตาม้าตาเรือ’ อินทีวราพร่ำบ่นอยู่ในใจ ‘แต่เอาเถิด... เราจะไม่ถือสาหาความกับคนพิการก็แล้วกัน’

นางเพียงระบายลมหายใจออกอย่างรู้สึกขัดเคืองใจ และขยับเท้าเตรียมก้าวเดินต่อไปตามทางวิถีโดยไม่คิดเอาความ

“เดี๋ยวก่อน !” เสียงห้าวดุดันดังขึ้น รั้งให้อินทีวราต้องหันกลับมาด้วยความฉงนระคนรำคาญ

“มีอะไรอีกล่ะ เรากำลังรีบ”

ชายแปลกหน้าเอ่ยถามหน้าตาเฉยว่า “ชนเราแล้วมิคิดจะเอ่ยปากขอโทษสักคำเลยหรือ”

อินทีวราเลิกคิ้วเรียวขึ้นเล็กน้อย ทำหน้าเหมือนไม่เชื่อหูที่ตนเองกลับกลายเป็นฝ่ายถูกต่อว่าต่อขานเช่นนั้น

“ท่านต่างหากที่ต้องขอโทษเรา” นางโต้แย้งโดยมินึกเกรงกลัว แต่ยังคงรักษาระยะห่างเอาไว้อย่างระแวดระวัง “เข้ามาเดินพล่านในเขตเคหาสน์ของเรา แล้วยังพรวดพราดมาชนเราเข้าอีก เราอุตส่าห์ไม่เอาเรื่องท่าน ไม่ร้องเรียกให้เหล่าบริวารจับท่านโยนออกไปก็บุญเท่าไหร่แล้ว ถือดีอย่างไรมาทวงคำขอโทษจากเรา”

‘คู่กรณี’ ของอินทีวรานิ่งเงียบอยู่ชั่วอึดใจ ค่อยหรี่ตาขวาลงเล็กน้อย มองดูนางอย่างพินิจพิเคราะห์ ก่อนจะเอ่ยถามว่า

“ที่ทางบริเวณนี้เป็นของวงศ์วานเจ้าทั้งหมดเลยหรือ”

“ถูกต้อง” อินทีวราตอบ รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเป็นต่อ จึงโอ้อวดเพิ่มเติมด้วยความภาคภูมิใจว่า “นับตั้งแต่ซุ้มไม้ด้านนี้ไปจนถึงบึงบัวด้านโน้น ล้วนเป็นพื้นที่ในเขตสวนของวงศ์วานเราทั้งสิ้น”

ฐานะของวงศ์วานบงกชนับว่ามั่งคั่งร่ำรวยที่สุดวงศ์วานหนึ่ง เพียบพร้อมทั้งข้าทาสบริวาร แก้วแหวนเงินทอง และอสังหาริมทรัพย์มากมี จะเป็นรองก็แต่วงศ์วานภูผาเพียงวงศ์วานเดียวเท่านั้น จึงเป็นธรรมดาอยู่ที่อาณาบริเวณโดยรอบเคหาสน์แห่งนี้จักกว้างขวางใหญ่โต และมิจำเป็นต้องสร้างรั้วรอบกำหนดขอบเขต เนื่องจากเจ้าของที่ดินวางตนสร้างภาพเป็นผู้มีจิตใจเอื้ออารี ยอมอนุญาตให้ผู้คนในละแวกเดียวกันสามารถสัญจรไปมาได้ตามสะดวก ขอเพียงมิได้สร้างความเดือดเนื้อร้อนใจ หรือก่อการทุจริตคิดร้ายใด ๆ ใครจักใคร่ผ่านเข้านอกออกในอย่างไรก็ผ่านไปเถิด ไม่ว่ากัน

ดวงตาคมวาวฉายแววรับรู้เข้าใจ ทว่าริมฝีปากหยักได้รูปไม่ยอมขยับเอื้อนเอ่ยคำ ปล่อยให้หญิงสาวเป็นฝ่ายจำนรรจาต่อ

“ท่านเป็นคนแปลกหน้า ย่างกรายเข้ามาที่นี่ด้วยกิจธุระอันใด... อ้อ ! จริงสิ อาชาสีแดงตัวนั้นเป็นของท่านใช่หรือไม่ ลักษณะของมันงามดั่งอัสดรแห่งสินธุมิมีผิด”

อันอัสดรนั้นไซร้ หมายถึงม้าดีพันธุ์หนึ่งอันเกิดแก่พ่อเป็นลา แม่เป็นม้า กล่าวกันว่า อัสดรที่กำเนิดแถวลุ่มแม่น้ำสินธุ มีกำลังวังชาและเดชานุภาพมหาศาล กีบเท้าเบาว่องสมเป็นสัตว์นิรมิตแห่งพระพาย สามารถเหยาะย่างไปบนใบบัว โดยใบบัวมิจ่อมจมลงธาราแม้แต่น้อย

หากแทนที่จะนึกประหลาดใจว่า สตรีแน่งน้อยบอบบางเยี่ยงนางเหตุไฉนจึงมีความรู้เกี่ยวกับชาติพันธุ์อาชา บุรุษตาเดียวกลับถือโอกาสนี้พูดอวดโอ่ขึ้นบ้าง

“เปรียบกระไรกับอัสดรครึ่งผสม ...อาชาของเรายังเหนือกว่าหลายสิบเท่า ทั้งฝีเท้าว่องไวปานสลาตัน ข้ามสัตตบริภัณฑ์2 ราวเหาะเหิน”

“อาชาของท่านวิเศษปานนั้นเชียวหรือ” อินทีวราตาวาวด้วยความทึ่ง หลงลืมไปแล้วว่า เมื่อแรกเริ่มนั้นนางกับเขาสนทนากันด้วยอุบัติเหตุใด ไยจึงลงท้ายกลายเป็นเรื่องอาชาไปได้

“วิเศษหรือไม่ ผู้เคยนั่งเท่านั้นจึงพิสูจน์ได้”

“ถ้าเช่นนั้นเรา...”

“อินทีวรา !” เสียงสิขเรศเรียกขานดังขึ้นเบื้องหลัง ครั้นหญิงสาวเหลียวกลับไปมอง บุรุษตาเดียวก็พลันสะบัดชายผ้าคลุมก้าวหายลับไปในดงพฤกษาริมทางอย่างไร้ร่องรอย

สิขเรศเดินตรงเข้ามาหานาง เหลียวซ้ายแลขวาก่อนจะถามว่า

“เจ้ามัวยืนทำอะไรอยู่ที่นี่ ข้านึกว่าเจ้ากลับคืนสู่เคหาสน์ไปแล้วเสียอีก”

อินทีวราแอบรู้สึกผิดหวังเล็กน้อยที่ชายแปลกหน้าจากไปโดยที่ยังสนทนากันไม่จบ แถมยังมิได้ทดสอบฝีเท้าของอาชาสีแดงตัวนั้นอีกด้วย จึงพาลหงุดหงิดใส่สิขเรศแทน

“เราจะกลับเมื่อไหร่เกี่ยวข้องอันใดกับท่าน”

“ฟังพูดเข้าซี” ชายหนุ่มตัดพ้อ “ข้ารึนึกเป็นห่วงเจ้า เกรงว่าอีกประเดี๋ยวฝนจะตก แต่เอ๊ะ !”

เสียงอุทานของสิขเรศ ทำให้อินทีวราเบือนหน้ามองตามสายตาเขา นางเห็นท้องฟ้าเหนือยอดเนมินธรปกคลุมด้วยสีส้มยามสนธยา เหล่าสกุณาโผผินบินกลับรัง แต่กลุ่มเมฆฝนสีเทาทึมทึบซึ่งตั้งเค้าครึ้มอยู่เมื่อครู่ได้เคลื่อนห่างออกไปทางทิศหรดีแทน

“แปลกชอบกล” ชายหนุ่มเปรยขึ้นขณะแหงนมองฟ้า “สายลมนิ่งสนิทเยี่ยงนี้ เหตุไฉนเมฆฝนจึงเปลี่ยนทิศได้เองเล่า”

ปรากฏการณ์ผิดปกติดังกล่าวทำให้อินทีวราหวนรำลึกถึงนิทานปรัมปราเรื่องหนึ่ง ซึ่งมารดาเคยเล่าให้นางและพี่สาวฟังก่อนนอน เมื่อครั้งทั้งสองยังเยาว์วัย ความของนิทานเรื่องนี้มีอยู่ว่า...

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เหนือยอดสิเนรุราชซึ่งเป็นที่สถิตแห่งเหล่าทวยเทพ มีอาณาเขตกว้างไกลหลายหมื่นตารางโยชน์ รายล้อมด้วยกำแพงเพชร กำแพงเงิน กำแพงทอง และซุ้มประตูแก้วผลึกอันวิจิตรอลังการประจำทั้งสี่ทิศ

ภายในดาวดึงส์เป็นสวนอุทยานสวรรค์อันร่มรื่น อุดมไปด้วยทิพยมณฑา ปาริชาต ราชพฤกษ์ และสระโบกขรณีซึ่งมีโกสุมปทุมมาลย์แย้มกลีบเบ่งบาน ส่งกลิ่นสุคนธ์หอมหวนรัญจวนใจ

กล่าวกันว่า องค์เทพอัคคีซึ่ง ณ เวลานั้นเป็นหนึ่งในแปดเทพอัษฏิกบาล มีหน้าที่ปกปักรักษาทิศอาคเนย์ ได้คบหาบรมบรรพตแห่งวงศ์วานภูผาเป็นมิตรสหาย

แต่เนื่องจากบรมบรรพตเห็นว่า ตนมีฐานะต่ำต้อยกว่าพระองค์มาก อีกทั้งยังเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาสามัญไม่มีสิทธิ์เหยียบย่างขึ้นสู่แดนสวรรค์อันงดงาม จึงได้แต่เก็บซ่อนความริษยาไว้ในใจอย่างเงียบงันภายใต้หน้ากากฉาบรอยยิ้มลวงตา

อยู่มาวันหนึ่งบรมบรรพตสบโอกาสเหมาะ จึงวางอุบายส่งสุราหอม ‘คันธบาน’ มาถวายแด่องค์เทพอัคคี ครั้นเสวยดื่มเข้าไปก็ทรงเมามายหลับใหลไม่ได้สตินานนับเดือน เป็นเหตุให้พิภพอาคเนย์ประสบอุปัทวะเภทภัยนานัปการ ทั้งเกิดแผ่นดินครากกลางเมือง ทิวากาลเย็นยะเยือก ราตรีกาลร้อนรุ่มปรวนแปร มวลมนุษย์พากันสังวัธยายมนตราแก้อุบาทว์พระเพลิงอย่างไรก็ไม่สำเร็จ

ฝ่ายบรมบรรพตทราบเช่นนั้นก็ยินดีที่แผนการของตนสำเร็จลุล่วง รีบลิขิตสาสน์นำความขึ้นทูลฟ้ององค์สมเด็จอมรินทราธิราชเจ้าดาวดึงส์แห่งปราสาทเวชยันต์ทันที เป็นเหตุให้องค์อินทร์ไม่พอพระทัยเป็นอันมาก ถึงขั้นขับไล่องค์เทพอัคคีออกจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ลงมาสู่ดินแดนรกร้างแห่งหนึ่งบนโลกมนุษย์

เมื่อมิได้ประทับบนแดนสวรรค์อีกต่อไป สมมติฐานะความเป็นเทพเจ้าก็พลันจางหาย หากยังทรงฉลองพระยศขึ้นมาใหม่เป็น ‘จ้าวอสูรอัคคี’3 แทน

แม้กาลเวลาจักผันผ่านมานานนับพันปี และศักติฐานะจักถูกลดทอน แต่พลานุภาพของพระองค์กลับมิได้ย่อหย่อนลงตามไปด้วย เล่าลือกันว่า ยามพิโรธ เพลิงกัลป์ร้อนแรงที่ไม่มีวันดับมอดจะสามารถห่อนล้างทำลายได้ทั้งสามโลก และนอกจากนี้ยังเป็นที่ทราบกันโดยถ้วนทั่วว่า...

‘จ้าวอสูรอัคคีเสด็จยาตราสู่ ณ ที่แห่งใดในผืนภพ ณ ที่แห่งนั้นย่อมปราศจากหยาดพิรุณ !’

อินทีวราพลันบังเกิดความฉงนสงสัย

เอ... หรือเหตุที่เมฆฝนแปรเปลี่ยนทิศเองโดยกะทันหัน เป็นเพราะ ‘จ้าวอสูรอัคคี’ องค์นั้น ปรากฏกายขึ้นในละแวกใกล้เคียงบริเวณนี้ ?


“มารดา โปรดบอกลูกที จ้าวอสูรอัคคีมีหน้าตาแลรูปร่างลักษณะเยี่ยงใด”

อินทีวราเมื่อกลับคืนสู่เคหาสน์ ก็ปราดเข้าพบ ‘เลื่อมประภัสร์’ ผู้เป็นมารดา พลางถามไถ่ถึงสิ่งที่ตนอยากได้ใคร่รู้

เลื่อมประภัสร์ นับเป็นสะใภ้ที่ทรงความงามล้ำเลิศนางหนึ่งในวงศ์วานบงกช และนางก็ได้ถ่ายทอดคุณลักษณะเหล่านี้ให้แก่บุตรีทั้งสองจนหมดสิ้น ครั้นเห็นอินทีวรา ลูกสาวคนเล็กเดินเข้ามาหา พลางหย่อนกายลงนั่งเคียงข้างบนตั่งตัวเดียวกัน มือมารดาอันอบอุ่นจึงลูบเรือนผมยาวสลวยด้วยความเอ็นดู

“บงกชน้อย เจ้าต้องการทราบเรื่องนี้ไปเพื่ออะไร”

แม้อินทีวราจะเติบโตเป็นสตรีในวัยออกเรือนได้แล้ว หากทว่าในสายตาของผู้เป็นมารดา นางยังคงเป็น ‘บงกชน้อย’ อยู่เสมอไม่เปลี่ยนแปลง

อินทีวราจึงบอกเล่าถึงเหตุการณ์ที่เมฆฝนเปลี่ยนทิศอย่างกะทันหันให้มารดาฟัง

“เพลาเย็นที่ผ่านมา ลูกได้ยินเสียงฟ้าร้องคำรามครืนครั่นอยู่เหนือศีรษะไม่ผิดแน่ แต่พออีกประเดี๋ยวชั่วครู่แหงนเงยขึ้นดูใหม่ มวลหมู่เมฆากลับยักย้ายไปสู่ฝั่งตรงกันข้าม ทั้งที่อากาศนิ่งสนิท ไม่มีลมพัดสักวูบเดียว ลูกรำลึกถึงนิทานที่มารดาเคยเล่าให้ฟังว่า ‘ที่ใดซึ่งจ้าวอสูรอัคคียาตราไปถึง ที่นั้นจักไร้หยาดพิรุณ’ เมื่อเป็นดั่งนี้ลูกจึงอยากทราบความให้กระจ่างแจ้งว่า จ้าวอสูรอัคคีนั้นมีรูปร่างลักษณะหน้าตาเยี่ยงใด เผื่อวันใดมีโอกาสประสบพบเจอเข้าลูกจะได้รู้จักว่าเป็นท่าน”

เลื่อมประภัสร์หัวเราะเบา ๆ ก่อนตอบบรรยายว่า

“จ้าวอสูรอัคคีนั้นไซร้ มีผิวกายผุดผ่องประหนึ่งทองทา เกศามุ่นเกล้าเปล่งรัศมีสีหมอกควัน มีสองเศียรสองโอษฐ์ ปลายลิ้นแตกแยกออกเป็นถึงเจ็ดแฉก จึงได้รับสมัญญานามว่า ‘สัตตะชิวหา’ นอกจากนี้ดวงเนตรหนึ่งพันดวงยังเป็นแก้วอัคคีสีแดงวาววาม จับจ้องสิ่งใด ไฟบรรลัยกัลป์จักแผดเผาสิ่งนั้นเป็นเถ้าธุลี...

หรืออีกครา ยามสุวรรณราชรถเทียมม้ากายาสีแดงเพลิงของท่านเคลื่อนผ่านทุ่งหญ้า เปลวความร้อนจักแผ่ขจาย เผาผลาญตฤณชาติจนมอดไหม้ดำเป็นตอตะโก บางคนจึงเรียกขานท่านว่า ‘โรหิตาศวะ’ ...ผู้ครองอาชาสีโลหิต”

แค่ลองนึกวาดภาพจินตนาการตาม อินทีวราก็รู้สึกพรั่นพรึงต่อรูปลักษณ์พิสดารดังกล่าวจนขนแขนลุกเกลียว

“ไฉนจึงแปลกประหลาดปานนั้นเล่า” นางรำพึง “จ้าวอสูรอัคคี ท่านมิได้เหมือนอย่างมนุษย์เราหรอกหรือ ...หากเป็นดังที่มารดาว่ามา คงน่าเกลียดน่ากลัวยิ่งนักทีเดียว ลูกก็ได้แต่ภาวนาขออย่าได้พบเจอท่านเลยจะดีกว่า”

“นั่นเป็นเพียงตำนานเรื่องหนึ่งที่เล่าลือสืบต่อกันมาเท่านั้น บงกชน้อยเอ๋ย” เลื่อมประภัสร์ตอบ “คงยังไม่มีใครเคยพบเห็นตัวจริงของท่านดอก แต่เมื่อคนทั้งหลายได้ยินคำว่า ‘จ้าวอสูร’ ก็อดคิดถึงรูปร่างหน้าตาอันแปลกประหลาดน่าประหวั่นพรั่นพรึงขึ้นมาไม่ได้

นี่แหละปราชญ์เมธีทั้งหลายจึงได้กล่าวไว้... อัน ‘ความกลัว’ ทั้งหลายในโลกนี้ ล้วนเป็นเพียงภาพลวงตาซึ่งถือกำเนิดขึ้นมาจากก้นบึ้งในจิตใจเราคิดไปเองทั้งสิ้น”

อินทีวราพยักหน้าช้า ๆ เป็นเชิงว่าเห็นด้วยกับมารดา หากแท้จริงในใจนางยังคงประหวัดถึงรูปลักษณ์แห่งจ้าวอสูรอัคคีอยู่ไม่เสื่อมคลาย

“จริงซี” เลื่อมประภัสร์เพิ่งนึกขึ้นได้ “ลูกออกไปไหนมาตลอดทั้งบ่าย วันนี้เจ้าแห่งวงศ์วานภูผาและบุตรชายอุตส่าห์เดินทางมาเยี่ยมเยือน บิดาใคร่จักเรียกหาเจ้าไปต้อนรับรับรอง แต่ไม่เจอตัวจึงโมโหโทโสเป็นการใหญ่”

อินทีวราระบายลมหายใจออกอย่างเบื่อระอา นางรู้ดีว่า ‘จักรโกมุท’ ผู้เป็นบิดาอารมณ์แปรปรวนดุจพายุพัด แต่โกรธง่ายหายไว ไม่มีกระไรน่าหนักใจ ทว่าสิ่งที่ทำให้อินทีวรากังวลจนทดท้อยิ่งกว่า ก็คือ เรื่องที่บิดาของนางกับสองพ่อลูกจากวงศ์วานภูผาสนทนากันต่างหากเล่า

“มารดา ลูกไม่ปรารถนาจะวิวาห์กับสิขเรศ” นางเอื้อนเอ่ยความในใจอย่างตรงไปตรงมา ไม่อยากเสียเวลาอ้อมค้อมให้วุ่นวาย เพราะความหมายมีหนึ่งเดียว “แต่ในขณะเดียวกันลูกก็ทราบดีว่า คำทำนายแห่งไทวัชญากรยากที่จะเสี่ยงหลีกเลี่ยงได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ลูกควรจะทำอย่างไรดี”

เลื่อมประภัสร์มองดูบุตรีด้วยสายตาของมารดาที่เข้าอกเข้าใจความรู้สึกของลูกสาว นางเองก็ไม่ต้องการให้อินทีวราต้องมีชะตากรรมเฉกเช่นเดียวกับบงกชแดงสวิปรียา ซึ่งนับตั้งแต่ออกเรือนไปอยู่กิน ณ ดินแดนอันห่างไกล กับชายที่นางไม่ได้รัก ทั้งสองสามีภรรยาก็ทำตัวราวกับหายลับไปในกลีบเมฆ ไม่เคยกลับมาเยี่ยมเยียนญาติมิตรในวงศ์วาน

ไม่... แม้แต่จะส่งข่าวคราวแจ้งสารทุกข์สุกดิบให้บิดามารดาและน้องสาวได้ทราบเลยสักครั้งเดียว

แต่ทว่าคำทำนายที่กลายเป็นกฎแห่งวงศ์วานไปโดยปริยายนั้น ก็เป็นดั่งประกาศิตอันมั่นคง ครั้นจะไม่ยึดถือปฏิบัติตามก็ไม่ได้ซะด้วย

ครั้นเห็นมารดาเงียบเฉย อินทีวราจึงเปรยคำถามใหม่ขึ้นอีก

“มารดาว่า เป็นเพราะเหตุใดเล่า กาลเวลาผ่านมากว่าสองร้อยปีแล้ว จึงมิมีใครหาญกล้าพอที่จะฝ่าฝืนคำทำนายนั้นดูสักครา”

“ก็เพราะ ‘ความกลัว’ อีกนั่นแล” เลื่อมประภัสร์ตอบ ปลายนิ้วไล้ปอยผมนุ่มลื่นดุจเส้นไหมของบุตรีเบา ๆ “เนื่องจากพวกเรา ทั้งวงศ์วานบงกช และวงศ์วานภูผา ต่างก็คร้ามเกรงต่อหายนะภัยอันจะบังเกิดขึ้นจากเพลิงกัลป์ของจ้าวอสูรอัคคี จึงมิมีใครกล้าฝืนคำทำนาย

ดูแต่ลูกซี เพียงแค่ได้ฟังคำบอกเล่าถึงรูปโฉมของท่านเมื่อครู่ ยังถึงกับรีบออกปากว่าไม่อยากพบเจอ แล้วนับประสาอะไรกับวงศ์วานภูผา ซึ่งบรมบรรพตผู้เป็นเจ้าแห่งวงศ์วาน เคยทรยศองค์เทพอัคคีตามตำนานกาลก่อน ให้ต้องยิ่งหวาดหวั่นการแก้แค้นอยู่แทบทุกลมหายใจเข้าออก และถ่ายทอดมาจนจวบชั่วลูกชั่วหลาน เห็นไหม บงกชน้อย... คนทำผิดคิดร้ายต่อผู้อื่น สุดท้ายตนเองก็มิอาจอยู่เย็นเป็นสุขได้หรอก”

เลื่อมประภัสร์ยังคงเห็นบุตรีเป็นเด็กน้อย จึงมักลงท้ายการอธิบายด้วยถ้อยคำอบรมสอนสั่งอยู่เสมอ อินทีวราเพียรจดจำมานานตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่ ไม่ได้รู้สึกรำคาญเพราะเห็นว่าเป็นเรื่องซ้ำซาก แต่เนื่องจากยามนี้นางกำลังสับสนว้าวุ่นใจ จึงเอียงกายลงซบกอดออดอ้อนมารดา ทำตัวราวกับว่าตนเองยังเป็นเด็กหญิงตัวน้อยอยู่จริง ๆ

“มารดาหมายความว่า หากเราสามารถเอาชนะความกลัวได้ คำทำนายเหล่านั้นก็จะเสื่อมความขลังลงใช่หรือไม่”

“เจ้าอย่าได้คิดเช่นนั้นเป็นอันขาด !” เลื่อมประภัสร์รีบปรามบุตรี เพราะรู้ดีว่านางมักมีความคิดแผลง ๆ ไม่เหมือนใคร “โชคชะตาของผู้คนในวงศ์วานมิใช่สิ่งไร้ค่า ที่จะนำมาเสี่ยงเล่นได้ตามใจชอบ พวกเรามิมีวันรู้ได้เลยว่า หายนะแห่งคำทำนายจะย่างกรายมาเยี่ยมเยือนเมื่อไหร่”

อินทีวราสีหน้าสลดลง นางรู้... กระทั่งมารดาเองก็ถูก ‘ความกลัว’ นั้นครอบงำ มิแตกต่างจากคนอื่นเลยแม้แต่น้อย

 

 


บทที่ ๒

 

 

อิสรภาพของดอกบัว


ทุ่งหญ้าเขียวขจีดั่งผืนพรมสีมรกตกว้างใหญ่ไพศาล ครอบคลุมทั่วอาณาบริเวณด้านทิศประจิมของเคหาสน์แห่งวงศ์วานบงกช อันเป็นสถานที่ตั้งของโรงคอกปศุสัตว์ขนาดใหญ่ เลี้ยงโค แพะ แกะ และอาชาชั้นดีไว้หลายสิบตัว

ยามรุ่งอรุณฉายฉาน แสงรังสิโยทัยอบอุ่นอาบไล้ผืนปฐพี อินทีวรามักออกมาเดินเล่นที่นี่ เพื่อให้อากาศสดชื่นขับไล่ความขุ่นมัวในจิตใจออกไป ...แม้จะเพียงชั่วคราวก็ยังดี

มือเรียวละมุนยื่นไปลูบจมูกอาชาสีน้ำตาลแดงตัวหนึ่งเบา ๆ อย่างเอื้อเอ็นดู พลางเหลียวมองหาคามณีย์4 เฒ่า ผู้มีนามว่า ‘อานนท์’ เขาเป็นคนที่นางสนิทสนมและไว้วางใจมาก ราวกับเป็นญาติอาวุโสที่เคารพนับถือคนหนึ่งในวงศ์วาน

เดิมทีนั้น อานนท์เป็นคนร่อนเร่พเนจรไม่มีหลักแหล่ง เขาเคยออกเดินทางท่องเที่ยวไปทั่วมหาทวีปโดยไร้จุดหมายปลายทาง อินทีวราจำได้ว่า วันที่ได้พบกับอานนท์ครั้งแรก คือวันที่นางนั่งอยู่บนหลังม้าพยศตัวหนึ่งเมื่อสามปีก่อน...

‘ช่วยด้วย ! ช่วยเราด้วย !’

วันนั้น หญิงสาวกรีดร้องด้วยความตกใจ สองมือยึดจับสายบังเหียนแน่น พยายามทรงตัวอยู่บนหลังอาชา ขณะที่มันเผ่นโผนโจนทะยานไปอย่างมิอาจบังคับควบคุม

อาชาพยศยกเท้าหน้าทั้งสองข้างขึ้นตะกุยอากาศ พร้อมส่งเสียงกู่ก้องร้องโหยหวน ทำให้ผู้คนที่รายล้อมมุงดูอยู่ต่างหวาดเกรงว่าตนจะพลอยโดนลูกหลงไปด้วย จึงพากันถอยห่าง ไม่มีผู้ใดกล้าพอที่จะอาสาเข้าไปช่วยเหลือนาง

ทันใดนั้นชายชราแต่งกายซอมซ่อคนหนึ่งก็พลันปรากฏกายขึ้น และทั้งที่ยังไม่มีใครทราบว่าเขาเป็นใครมาจากไหน หากแต่เมื่อชายชราผู้นั้นเพียงแค่ตวาดคำสั้น ๆ พลางจ้องตาอาชาแน่วนิ่ง โดยมิจำเป็นต้องออกแรงสักนิด สัตว์พยศก็ค่อย ๆ มีท่าทีสงบลง มันเดินเอื่อย ๆ มาหมอบราบคาบแก้วเบื้องหน้าชายชรา สร้างความอัศจรรย์ใจให้แก่อินทีวราและทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ดังกล่าวไม่น้อยเลยทีเดียว

ด้วยพรสวรรค์อันน่าทึ่งของเขา ทำให้จักรโกมุท บิดาของอินทีวรา ผู้ดำรงตำแหน่งเจ้าแห่งวงศ์วานคนปัจจุบันถึงออกปากชื่นชม และตัดสินใจจ้างชายชราไว้เป็นคามณีย์ ทำหน้าที่ดูแลคอกม้าประจำวงศ์วาน ซึ่งเขาก็ตอบรับด้วยความเต็มใจ

ยามว่าง อินทีวรามักแวะเวียนมาสนทนาพูดคุยกับชายชราอยู่เสมอ เพราะนอกจากจะรู้สึกสำนึกในบุญคุณของเขาแล้ว นางยังชมชอบฟังเขาเล่าเรื่องเกี่ยวกับดินแดนอันห่างไกลสุดปลายฟ้า และเหล่าอาชาวิเศษในแหล่งหล้าอีกด้วย

‘เรียกข้าว่า อานนท์ ก็แล้วกัน’

ชายชราแนะนำตัวสั้น ๆ จนนางมิทันได้ ‘เฉลียวใจ’ ต่อภาพความทรงจำอันรางเลือนในรูปร่างหน้าตา และน้ำเสียงของเขาเลยสักนิด

แม้จะมีบ้างบางครั้งที่อินทีวราบังเกิดความรู้สึกคุ้นเคยขึ้นอย่างน่าประหลาด แต่พอคิดเสียว่า ผู้เฒ่าวัยชราส่วนใหญ่ก็มักจะมีรูปร่างหน้าตา และบุคลิกลักษณะใกล้เคียงกันอยู่แล้ว อานนท์อาจจะแค่บังเอิญคล้ายกับใครบางคนที่นางเคยพบและรู้จักมาก่อนบ้าง ก็เท่านั้นเอง... เมื่อคิดเช่นนี้ ความสงสัยแรกก็หมดไป

อีกประการ นาม ‘อานนท์’ นั้นมีใช้กันอยู่ดาษดื่นมากมาย ไม่ได้บ่งบอกถึงเชื้อสายวงศ์วานใด ๆ ทั้งสิ้น ซึ่งอินทีวราก็ไม่ได้ติดใจสงสัยอีกเช่นกัน ทั้งนี้เนื่องจากนางให้ความสำคัญต่อ ‘ความรู้ความสามารถ’ ของเขามากกว่า ‘เทือกเถาเหล่ากอ’ นั่นเอง

อานนท์จะเป็นชายชราอายุร่วมเจ็ดสิบกว่าปีแล้ว หากร่างกายและกำลังวังชายังคงแข็งแรงสมบูรณ์ไม่แพ้คนหนุ่มวัยฉกรรจ์ แผ่นหลังที่เหยียดตรงไม่งุ้มงอทำให้ดูสง่าผ่าเผย ส่วนหูตาเฉียบคมแม่นยำ ก็ทำให้ดูฉลาดเฉลียวทันผู้ทันคน

นอกจากนี้ สิ่งที่น่าทึ่งที่สุด ก็คือ อานนท์รู้เรื่องราวเกี่ยวกับอาชาสายพันธุ์ต่าง ๆ ในมหาทวีปอย่างลึกซึ้ง แตกฉาน ทั้งยังสามารถควบคุมบงการเหล่าอาชาให้เชื่อฟังได้อย่างน่าพิศวง ดังนั้นหากจะกล่าวว่าเขาเป็นคามณีย์ที่ดีที่สุดเท่าที่วงศ์วานบงกชเคยมีมาก็ว่าได้

“อานนท์...” อินทีวราเอ่ยทักทายสหายวัยชราที่กำลังเดินตรงเข้ามาหา

ชายชรายิ้มให้นางอย่างคุ้นเคย ซึ่งนั่นนับว่ามากพอแล้วสำหรับการทักทาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่ไม่ค่อยยิ้มให้ใครง่าย ๆ อย่างเขา

“เมื่อวานเราพานพบอาชาลักษณะงามตัวหนึ่งระหว่างทางไปบึงบัว”

“มันเป็นอย่างไรหรือ” เสียงแหบห้าวเอ่ยถามด้วยความสนใจ

“ขนกายของมันเป็นสีทองแดงเงางาม แต่แผงคอซึ่งมีสีเข้มกว่า แดงกล่ำคล้ายแก้วโกเมน รูปร่างก็สูงใหญ่พ่วงพี ช่วงขาเรียวยาวดูปราดเปรียว...”

มุมปากของอานนท์ขยับยกขึ้นเล็กน้อย เหมือนจะยิ้มแต่ก็ไม่ใช่ยิ้ม

“ข้าเดาเอาว่านัยน์ตาของมันเป็นสีดำสนิทดุจถ่านดินด้วยใช่หรือไม่”

“ถูกต้อง !” อินทีวราแย้มยิ้มยินดี นึกอยู่แล้วว่าชายชราต้องรู้จัก เขาไม่เคยทำให้นางผิดหวังเลยสักครั้ง “บอกเราที มันเป็นพาชีชนิดใด”

“หนึ่งในม้าสายพันธุ์ ‘วลาหก’ สาวกพระพาย” ชายชราตอบ

ก่อนหน้านี้ อานนท์เคยอธิบายให้นางฟังเมื่อนานมาแล้วว่า พระพายเทวบุตร เทพแห่งความเร็วและสายลม ได้ทรงเนรมิตม้าวิเศษขึ้นสี่สายพันธุ์ ได้แก่ วลาหก, อาชาไนย, มโนมัย และอัสดร ต่างมีพลานุภาพและฝีเท้าแตกต่างลดหลั่นกันไป โดยในสายพันธุ์วหาหกนั้นไซร้ถูกจัดขึ้นนำถวายเทพไท้บนดาวดึงส์ และส่วนหนึ่งประทานแก่หมู่มนุษย์ผู้มีบุญบารมีสูงส่ง

อินทีวราพยักหน้าช้า ๆ รำพึงขึ้นว่า

“เพราะอย่างนี้นี่เอง มิน่าเล่า ‘เขา’ ผู้นั้นจึงได้คุยเขื่องโขนักว่า อาชาของตนเหนือกว่าอัสดรแห่งสินธุอย่างมิอาจเปรียบเทียบกันได้”

“เจ้ากำลังหมายถึงใคร”

“ก็บุรุษแปลกหน้าคนหนึ่งที่เราพบเมื่อวานระหว่างทางตอนกลับจากบึงบัวน่ะซี” นางตอบ “เขามีตาข้างเดียว ท่าทางลึกลับ แต่อ้างว่าตนเองเป็นเจ้าของอาชาวิเศษตัวนั้น”

เมื่อได้ฟังคำตอบแล้ว อานนท์ไม่ได้แค่ยิ้ม แต่เขาถึงกับหัวเราะออกมาเลยทีเดียว อินทีวราประหลาดใจจึงถามขึ้นว่า

“ท่านรู้จักเขาอย่างนั้นหรือ บอกเราทีเถิดว่า เขาเป็นใคร”

ครั้นเสียงหัวเราะจางลง ชายชราก็ส่ายหน้าปฏิเสธ

“ข้าบอกไม่ได้หรอก เจ้าจงรู้แต่เพียงว่า เขาไม่ใช่คนธรรมดาก็พอแล้ว”

“ไม่ใช่คนธรรมดา ?” สีหน้าของนางฉายแววฉงน

“ถูกต้อง” ชายชรายืนยันอีกครั้ง แล้วขยายความเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย “ในเมื่อม้ามิใช่ม้าธรรมดา เจ้าของม้าจะเป็นคนธรรมดาได้อย่างไร จริงไหม”

พูดจบ คนถามก็เดินจากไปเสียเฉย ๆ โดยไม่ต้องการคำตอบ ปล่อยให้อินทีวรายืนฉงนสงสัยอยู่ต่อไปเพียงลำพัง...


เวลาหนึ่งสัตวารผ่านพ้นไปรวดเร็วปานประหนึ่งกระแสลมกรรโชกพัด...

ในที่สุดก็ถึงกำหนดที่วงศ์วานภูผาจักนำสินสอดทองคำห่อภูษาแดงมามอบให้แก่วงศ์วานบงกช ตามธรรมเนียมที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงกันไว้ และแม้จักรโกมุทจะกำชับบุตรีอย่างหนักแน่น ห้ามมิให้นางออกไปเที่ยวเล่นที่ไหนในวันนั้นเป็นอันขาด อินทีวราก็หาได้เชื่อฟังคำสั่งของบิดาไม่ กลับยังอุตส่าห์เล็ดลอดออกจากเคหาสน์ไปอีกจนได้

ครั้งนี้นางมิได้ตรงไปยังบึงบัว เพราะไม่ต้องการให้สิขเรศตามมาก่อกวนอีก แต่เลือกที่จะไปยังทุ่งหญ้าหน้าคอกปศุสัตว์แทน นางคิดว่าสิขเรศคงไม่มีทางตามมาที่นี่แน่ เพราะเขามักบ่นเสมอว่าเหม็นกลิ่นมูลสัตว์ จนไม่อยากเข้าใกล้

อินทีวราตั้งใจเอาไว้ว่า จะเอ่ยปากขอยืมอาชาในคอกสักตัวไปขี่เล่นทางแถบที่ราบเชิงเขาเนมินธร แต่เมื่อมาถึงนางกลับพบว่าชายชราซึ่งเดินสวนออกมาจากคอกม้านั้น บนหลังมีห่อผ้าสัมภาระขนาดใหญ่ ส่วนมือขวาถือไม้เท้าสีดำมะเมื่อมอันหนึ่ง ลักษณะท่าทางคล้ายกำลังจะออกเดินทางไกล

“อ้าว ! อานนท์ นั่นท่านกำลังจะไปไหนหรือ”

“ข้าอยู่ที่นี่นานเกินไป ถึงเวลาจะต้องโยกย้ายหลักแหล่งเสียที” เขาบอกด้วยน้ำเสียงเรียบ ยากที่จะหยั่งรู้อารมณ์และเหตุผลที่แท้จริง

เดิมนั้น อานนท์ก็เป็นคนร่อนเร่พเนจรมาก่อน การที่ปุบปับจะออกเดินทางจึงไม่ใช่เรื่องแปลก สิ่งที่แปลกก็คือ การยอมปักหลักอยู่ที่คอกปศุสัตว์แห่งนี้มานานหลายปีต่างหาก

แต่อินทีวราได้ยินว่าเขากำลังจะจากไปก็ตกใจ รีบซักถามทันทีว่า

“เกิดเรื่องอันใด มีใครทำให้ท่านไม่พอใจอย่างนั้นหรือ บอกเรามาเถิด เราจะจัดการให้เอง”

ชายชราส่ายหน้า ตอบสั้น ๆ ว่าไม่มี

“ไม่มีแล้วเหตุไฉนท่านจึงคิดจะจากไปอย่างกะทันหันเช่นนี้เล่า นี่ถ้าหากเราไม่บังเอิญมาพบเข้า ท่านคงจากไปโดยมิล่ำลาเป็นแน่”

อินทีวราไม่รู้ และไม่มีวันรู้... ความจริงสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ ไม่ใช่ ‘ความบังเอิญ’ หากแต่อานนท์ ‘จงใจ’ รอจังหวะที่จะออกเดินทางให้ได้นางเห็นเต็มสองตาต่างหาก

“ล่ำลารึไม่ ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะถึงอย่างไรเมื่อเจ้าออกเรือนไปแล้ว เราก็คงมิได้พบกันอยู่ดี”

ได้ยินได้ฟังเช่นนั้น สีหน้าของอินทีวราก็สลดหดหู่ลงทันควัน ข้อดีของการวิวาห์นั้นไม่ต้องพูดถึง เพราะนางค้นหาเท่าไรก็ไม่เจอ ตรงกันข้ามกับข้อเสียซึ่งนับวันมีแต่จะผุดพรายให้เห็นมากขึ้นเรื่อย ๆ จนรู้สึกเหนื่อยหน่ายท้อแท้เต็มทน

“ดูเหมือนเราจะสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไป เพราะการวิวาห์ครั้งนี้ประการเดียว”

สูญเสียทั้งอิสรภาพ และช่วงเวลาที่จะได้อยู่ใกล้ชิดบุคคลอันเป็นที่รัก ไม่ว่าจะเป็นบิดามารดา อานนท์ ทุ่งหญ้า เหล่าอาชา และโกสุมปทุมมาลย์ทุกดอกในบึงบัว เพื่อแลกกับการไปปรนนิบัติรับใช้สิขเรศ ชายหนุ่มซึ่งนางมิได้มีจิตสิเน่หาด้วยเลยแม้แต่น้อยอย่างนั้นหรือ

อานนท์มองเห็นความเศร้าหมองในดวงหน้าเรียวละมุนของนาง ก็พอจะทราบถึงปัญหาคับข้องใจ จึงเอ่ยปฤจฉาชี้นำให้แก่อินทีวราว่า

“ชีวิตเจ้าเป็นของผู้ใด”

อินทีวราบังเกิดความฉงนสนเท่ห์ เนื่องจากถูกจู่โจมด้วยคำถามที่ไม่คาดคิดมาก่อน แต่ก็ยังคงตอบออกไปตรง ๆ ว่า

“ชีวิตเราก็ย่อมต้องเป็นของเราสิ”

ชายชราพึงพอใจในคำตอบของนาง จึงถามต่ออีกว่า

“ในเมื่อชีวิตเจ้าเป็นของเจ้า ไยจึงยอมให้ผู้อื่นมาบงการลิขิตได้โดยง่ายเล่า”

อินทีวราได้ฟังดังนั้น ก็ถึงกับนิ่งอึ้งตะลึงไป

“เจ้าเลือกได้มิใช่หรือ ว่าจะเป็นดอกบัวที่แย้มบาน ลอยละล่องท่องไปตามกระแสธารา หรือสถิตแน่นิ่งอยู่ในอ่างแก้วเจียระไน รอให้ผู้คนเดินมาชื่นชม จนเมื่อเหี่ยวแห้งลงก็สูญสิ้นคุณค่าโดยพลัน”

ถ้อยวจนะของชายชรา นอกจากจะตอกย้ำความจริงที่นางมองเห็นอยู่อย่างลางเลือนให้ชัดเจนขึ้นทีละน้อยแล้ว ขณะเดียวกันก็ช่วยกระตุ้นเตือนให้อินทีวราตระหนักถึง ‘ทางเลือก’ ของตนเองมากขึ้นอีกด้วย

และความเงียบของนาง ก็ทำให้อานนท์นึกกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ภายในใจว่า ‘ระเบิดเวลา’ ที่เขาหย่อนไว้ ได้เริ่มต้นทำงานแล้ว...

“อินทีวราบงกช... อยู่ที่นี่เองหรือเจ้าคะ”

เสียงบริวารสาวคนหนึ่งดังมาจากเบื้องหลัง นางวิ่งกระหืดกระหอบตรงเข้ามารายงานว่า

“เจ้าแห่งวงศ์วานมีคำสั่งเรียกหาท่านเจ้าค่ะ แขกจากวงศ์วานภูผามาถึงแล้ว ขอเชิญไปพบที่ห้องบัวเพตราเป็นการด่วน”

อินทีวราถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก็เพราะมัวแต่โอ้เอ้เจรจาอยู่กับอานนท์นั่นแล บิดาจึงส่งบริวารมาตามตัวนางพบจนได้

“รู้แล้ว” น้ำเสียงของนางตวัดห้วนอย่างเบื่อหน่าย “เดี๋ยวอีกสักครู่เราจะตามไป”

“อีกสักครู่ไม่ได้เจ้าค่ะ ท่านเจ้าสั่งว่าต้องเดี๋ยวนี้เลย”

คิ้วโก่งเรียว ขมวดมุ่นอย่างขุ่นเคือง แสร้งขู่ว่า

“เจ้านั่นแหละที่ต้องไปให้พ้นจากที่นี่เดี๋ยวนี้ หาไม่ หากเรารู้สึกรำคาญขึ้นมา จะคว้าแส้ม้าเหวี่ยงตีใส่เจ้า !”

คำขู่ของอินทีวราได้ผลซะด้วยซี บริวารสาวเกรงกลัวจะถูกแส้ม้าฟาดใส่ จึงรีบเผ่นแน่บออกจากคอกปศุสัตว์ไปทันที

อานนท์มองดูบงกชสีน้ำเงิน พลางยิ้มให้นางอย่างนึกเอ็นดู เพราะรู้ดีว่านางเป็นคนจิตใจอ่อนโยน แต่ซุกซนเจ้าเล่ห์ไปตามประสา ถ้าบริวารคนเมื่อครู่ไม่ยอมล่าถอยไปจริง ๆ อินทีวราเองนั่นแหละที่จะเป็นฝ่ายลำบากใจ เพราะฟาดตีทำร้ายใครไม่ลง

“ข้าเองก็คงได้เวลาต้องไปบ้างแล้วกระมัง รักษาตัวให้ดีนะอินทีวรา”

อินทีวรามิได้เอ่ยคำลา นางเม้มริมฝีปากแน่นจนเกือบเป็นเส้นตรง คล้ายกำลังครุ่นคิดตัดสินใจเรื่องสำคัญบางอย่าง ครั้นมองตามแผ่นหลังของชายชราที่เคลื่อนห่างออกไปช้า ๆ อยู่ครู่หนึ่ง นางก็ตัดสินใจวิ่งตามเขาไป เพื่อกระซิบบอกว่า

“เราขอร้อง ท่านอย่าได้ด่วนรีบจากไปในเพลานี้เลย โปรดจงรั้งรออยู่ที่บึงบัวใหญ่ ไม่เกินอัฒรัตติกาลเราจะไปพบท่านที่นั่น !”


‘อันความกลัวทั้งหลายในโลกนี้ ล้วนเป็นเพียงภาพลวงตาซึ่งถือกำเนิดขึ้นมาจากก้นบึ้งในจิตใจเราคิดไปเองทั้งสิ้น’

อินทีวราจดจำถ้อยวจนะของมารดาได้ขึ้นใจ

‘ดูแต่ลูกซี เพียงได้ฟังคำบอกเล่าถึงรูปโฉมของจ้าวอสูรอัคคีเท่านั้น ยังถึงกับรีบออกปากว่าไม่อยากพบเจอท่านเลย...’

ใช่ นางยอมรับว่า นั่นคือ ‘ความกลัว’ ที่เกิดจากจิตคิดจินตนาการไปเองจริง ๆ

อินทีวรากวาดตามองไปยังกองสินสอดทองที่วางเรียงรายอยู่ตรงหน้า มีทั้งสร้อยคอทองคำห้อยจี้อัญมณี กำไลข้อมือทองฝังเพชร แหวนบุษราคัมน้ำงาม ปิ่นปิลันธ์ลายเถาทับทิม และเครื่องประดับล้ำค่าอื่น ๆ อีกมากมายตลอดไปจนถึงภูษายกทองเนื้อละเอียด มูลค่าของสินสอดทั้งหมดเมื่อรวมกันแล้วยากที่จะคิดคำนวณออกมาเป็นตัวเลขได้

และนั่นคือ ‘ราคา’ ของ ‘อิสรภาพ’ ที่นางจำต้องขายให้แก่สิขเรศอย่างนั้นหรือ

ร่างเพรียวระหงลุกขึ้นยืน ระบายลมหายใจออกมาอย่างเหนื่อยล้า ว้าวุ่น และสับสน

นางนึกภาพตนเองเดินมาถึงทางแยก... ทางหนึ่งสิขเรศกำลังพยายามชักชวนให้นางเข้าไปอยู่กรงทอง มีทรัพย์สมบัติวางกองรออยู่ตรงหน้า ส่วนอีกทางเป็นถ้ำลึกคุคั่งด้วยเปลวเพลิงร้อนแรงที่มองไม่เห็น ภายในยังมีจ้าวอสูรอัคคี ‘สองเศียร เจ็ดชิวหา พันเนตรา’ ประทับรออยู่ ซึ่งถ้าหากผ่านไปได้ล่ะก็ ดินแดนกว้างใหญ่เปี่ยมด้วยอิสรภาพที่นางเฝ้าใฝ่ฝัน คือรางวัลที่จะได้รับ

‘หมายความว่า ขอเพียงเราเอาชนะ ‘ความกลัว’ ที่มองไม่เห็นนั้นได้ เราก็จะสามารถรักษา ‘อิสรภาพ’ เอาไว้ได้ใช่หรือไม่’

ท่ามกลางความเงียบสงัด อินทีวราตอบตัวเองว่า ‘ใช่’ ...ผิดถูกหรือไม่ประการใดไม่มีใครรู้ นางรู้แต่ว่า ตนเองมี ‘ความกล้า’ มากพอ

...มากพอที่จะสละความกลัวในจิตใจ และก้าวไปเผชิญหน้ากับจ้าวอสูรอัคคี หรือจ้าวอสูรองค์ใดก็ตาม เพื่อขอเจรจาลบล้างคำทำนายของไทวัชญากรแห่งเนมินธรให้สิ้นสุดลง !

คืนนั้น ยามดึกสงัด บรรยากาศเงียบสนิท อินทีวราลงกลอนคล้องประตูห้องนอนแน่นหนา ก่อนจะเป่าเทียนดับไฟในห้องทุกดวง ให้เหลือแค่ชวาลาหน้ากระจกเงาเพียงดวงเดียว

แสงสว่างสะท้อนภาพของสตรีแห่งวงศ์วานบงกชตรงหน้า ให้เห็นผิวพรรณผุดผาดกระจ่างชัดต่อสายตา ใบหน้าเรียวละมุนของอินทีวราล้อมกรอบด้วยผมดำขลับเป็นมันเงา

หลังจากสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด และตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวแล้ว มือขวาก็คว้าหยิบมีดสั้นคมกริบมาถือไว้ ส่วนมือซ้ายรวบจับเรือนผมดกหนา ยกชูขึ้นเหนือต้นคอขาวนวล

“พอกันที... บิดามารดาโปรดอภัยให้แก่ลูกด้วย เพราะนับจากนี้เป็นต้นไป วงศ์วานบงกชจักไม่มี ‘สตรี’ นาม ‘อินทีวรา’ อีก...” นางกล่าวกับเงาสะท้อนในกระจก “ลูกเลือกแล้วที่จะขอควบคุมลิขิตชะตาชีวิตของตัวเอง ไม่ยอมตกเป็นทาสของความกลัวอันงมงายไร้เหตุผลอีกต่อไป”

สิ้นคำ มือขวาของนางพลันขยับคมมีดฉับไว พวงผมสีดำเงางามยาวสยายค่อย ๆ ร่วงหล่นกระจายลงบนพื้นห้อง !


ยามอัฒรัตติกาล จันทรกานต์สาดแสงนวลแจ่มฟ้า เวหาสสีดำสนิทเกลื่อนกลาดด้วยหมู่มวลดาราเหนือคณานับ เหล่าปทุมชาติในบึงบัวล้วนสงบนิ่งงัน ซ่อนเร้นกลีบใบรอรับแสงทองผ่องอำไพ อยู่ภายในห้วงน้ำมืดมิดสุดหยั่งคิดคะนึง

ทันใดนั้น สุ้มเสียงห้าวของชายหนุ่มคนหนึ่ง ผู้ซึ่งยืนอำพรางตนอยู่ในอนธการ ก็แหวกม่านแห่งความเงียบสงัดดังขึ้น

“จะเรียกว่าน่าอิจฉาหรือเวทนาดี อายุอานามปูนนี้แล้ว ยังมิแคล้วมีดรุณีวัยสาวรุ่นราวคราวหลานมาขอนัดพบกลางดึก”

ชายชราได้ฟัง พลันส่งเสียงหัวเราะในลำคอ

“เจ้าจะอิจฉาก็ดี หรือเวทนาก็ช่าง แต่ข้าขอบอกไว้อย่าง... อันนารีใจเด็ดเฉกเช่นนาง จักทำให้พันธนาการแห่งวงศ์วานคลี่คลายลงได้อย่างแน่นอน”

ชายหนุ่มยืนกอดอก ปล่อยให้วายุพัดชายเสื้อคลุมยาวพลิ้วไหวอยู่ในความมืด และแสงเดือนแสงดาวที่สาดส่องลงมาบางเบา ทำให้เห็นว่า ดวงตาข้างซ้ายของเขามีผ้าดำพันปิดไว้เพียงข้างเดียว ส่วนดวงตาข้างขวาทอดมองเงาสะท้อนของดวงจันทร์ในบึงบัว

“พันธนาการเหลวไหลพรรค์นั้น จะผูกมัดรัดรึงหรือคลี่คลายสลายลง ก็มิได้เกี่ยวข้องอันใดกับพวกพ้องเราแม้แต่น้อย” เสียงห้าว ๆ กล่าว “ตัวท่านสิเลี้ยงม้าอยู่ที่นี่ดี ๆ ก็มีความสุขดีอยู่แล้วมิใช่รึ จักยื่นมือเข้าไปจุ้นจ้านวุ่นวายด้วยทำไม”

ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่า ‘จุ้นจ้านวุ่นวาย’ รีบตอกกลับไปอย่างรู้ทัน

“เมื่อเจ้าถามข้าเช่นนี้ ข้าก็จะขอถามกลับบ้างแล้วกันว่า เจ้าน่ะสู้อุตส่าห์ระหกระเหินเดินทางจากปราสาทอาคเนยาสตร์ มาซุ่มซ่อนทำตัวลึก ๆ ลับ ๆ อยู่ที่นี่ทำไมกัน หากมิใช่ปรารถนาจะมา ‘จุ้นจ้านวุ่นวาย’ กับสาวงามแห่งวงศ์วานบงกช”

“เฮอะ !” ชายหนุ่มแค่นหัวเราะคล้ายมิแยแส แต่แก้ตัวว่า “ท่านเข้าใจผิดแล้ว ข้ามาที่นี่มิใช่ด้วยมีใจปรารถนา แต่ทว่าเป็นเพราะ ‘มิตรสหาย’ ของข้าไหว้วานใช้ให้มาต่างหากเล่า”

“ข้าเข้าใจมิผิดหรอก” ชายชรายืนกราน “หลังจากได้รับฟังคำไหว้วาน เจ้าก็เลยรีบตกปากรับคำด้วยความยินดี ควบขี่ ‘โรหิตามณี’ ข้ามเนมินธร มาถึงก่อนกำหนดตั้งหลายวัน ใช่หรือไม่”

ครานั้น จะเป็นเพราะคนปากแข็งยอมจำนนต่อเหตุผล หรือเพราะบังเกิดเสียงสวบสาบเบา ๆ ของฝีเท้าที่เหยียบย่างพื้นหญ้าดังขึ้นก็ไม่ทราบ การสนทนาของบุรุษต่างวัยทั้งสองจึงยุติลง บุรุษหนุ่มผ้าคลุมดำขยับกายวูบหนึ่ง ก็กลืนหายไปกับความมืดในดงไม้ริมบึงบัว

“อานนท์ เรามาแล้ว !”

ชายชราจดจำน้ำเสียงสดใสของอินทีวราได้ แต่เขามิเอ่ยปากตอบรับ กลับล้วงหยิบชุดไฟอันหนึ่งขึ้นมาจากห่อสัมภาระ และจุดมัน เพื่อให้ความสว่างระบุตำแหน่งของตนแทน

“เจ้านัดหมายให้ข้ามารั้งรอที่นี่ยามวิกาล มีจุดประสงค์ เอ๊ะ ! นี่เจ้า...” คำถามมีอันต้องสะดุดลงกลางครัน หลังจากเขม้นเพ่งมองนางอย่างเต็มตา

อินทีวราวิ่งมาเป็นระยะทางยาวไกลไม่น้อย พอมาถึง นางก็หยุดยืนหอบหายใจชั่วครู่ก่อนจะยิ้มกว้าง เห็นฟันขาวดังมุกดาเรียงราย ยามนั้น แสงไฟสลัววูบไหวในมือของชายชราสาดจับให้เห็นภาพ ‘เด็กหนุ่มหน้ามน’ คนหนึ่งยืนอยู่เบื้องหน้า แทนที่จะเป็นสตรีโฉมงามดังเช่นที่ผ่านมา

“รอนานหรือไม่... เรารีบวิ่งมา เพราะเกรงเหลือเกินว่าท่านจะไม่ยอมรั้งรอ”

อินทีวราสวมแต่งอาภรณ์เป็นเสื้อและกางเกงสีเข้ม มีผ้าเคียนเอว ท่าทางทะมัดทะแมงคล้ายบุรุษหนุ่มรุ่นยุวานวัย แต่ดวงหน้าผ่องใสไร้ราคิน

“ไฉนเจ้าจึงแต่งกายเยี่ยงนี้ แล้วนั่น... เจ้าทำอะไรกับผมเผ้าของตัวเอง” อานนท์ไถ่ถามด้วยความตกใจ มากกว่าแปลกใจ

“เราตัดสินใจแล้วว่าจะออกเดินทางไปกับท่าน” อินทีวราอธิบายด้วยกระแสเสียงหนักแน่นมั่นคง สีหน้าและแววตาเด็ดเดี่ยว ไม่มีร่องรอยของความลังเลฉายให้เห็น “นับจากนี้ วงศ์วานบงกชจักไม่มี ‘สตรี’ นามอินทีวราอีกต่อไป”

ชายชราจับจ้องมองนางไม่วางตา ดูเหมือนจะพยายามทำความเข้าใจในสิ่งที่อินทีวราบอก แต่ก็ยังอดสงสัยไม่ได้ว่า

“แล้วเจ้าไม่กลัวคำทำนายจะกลายเป็นจริงรึ”

“ไม่กลัว” นางตอบทันควัน “เพราะเรากำลังจะเดินทางไปเข้าเฝ้าจ้าวอสูรอัคคี และขอร้องไม่ให้ท่านทำร้ายผู้คนในวงศ์วานบงกชและภูผาน่ะซี”

คำตอบหาญกล้า ทว่าแฝงไว้ซึ่งความไร้เดียงสานั้น ทำให้อานนท์หัวเราะฮาออกมาอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน พลางถามนางอีก

“แล้วเจ้ารู้หรือไม่ จ้าวอสูรอัคคีอยู่ที่ไหน รูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร”

“เรื่องที่อยู่ เราคงต้องพึ่งท่าน ผู้รอบรู้กว้างไกลทุกสารทิศ” อินทีวราตอบอย่างเชื่อมั่นในภูมิความรู้ของอีกฝ่าย “ส่วนรูปร่างหน้าตา มารดาเราเล่าให้ฟังว่า...”

ฟังจากรูปลักษณะอัน ‘พิลึกพิลั่น’ ตามที่นางบรรยายมา ชายชราก็อดขำไม่ได้ ต้องส่งเสียงหัวเราะออกมาอีกคำรบหนึ่ง

“อย่าเอาแต่หัวเราะซี” นางกระทืบเท้าเบา ๆ ด้วยความขุ่นเคือง “ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเรื่องคอขาดบาดตายร้ายแรงสำหรับเรา แต่ท่านกลับเห็นว่าเป็นเรื่องตลกขบขันไปเสียได้”

“ข้าไม่ได้ขันเจ้า” อานนท์พูดกลั้วหัวเราะ “ข้าขันจ้าวอสูรอัคคีต่างหาก ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

ฉับพลันบังเกิดเสียงสวบสาบแว่วมาจากทางดงไม้ริมบึง

“เอ๊ะ ! นั่นเสียงอะไร” อินทีวราลดเสียงลง ถามชายชราอย่างระแวดระวัง

“เอ้อ... ช่างมันเถอะ คงจะเป็นพวกนกราตรีหรือไม่ก็ค้างคาวกระมัง” อานนท์ตอบคล้ายไม่ใช่เรื่องสำคัญ พลางเบี่ยงเบนความสนใจของนางกลับมาเรื่องเดิม “ว่าแต่เจ้าเถิด แน่ใจแล้วหรือว่าจะออกเดินทางไปพร้อมกับข้าจริง ๆ ...ที่ผ่านมาชีวิตเจ้าเปรียบดั่งปทุมมาลย์ในบึงแห่งนี้ สมบูรณ์พูนสุขเพียบพร้อมด้วยทรัพย์ศฤงคารและบริวารมากมี เจ้าจึงไม่เคยรู้มาก่อนว่าแท้ที่จริงโลกกว้างภายนอกยิ่งใหญ่ปานใด และเต็มไปด้วยภยันตรายต่าง ๆ มากน้อยแค่ไหน”

“เพราะเราไม่เคยรู้ จึงปรารถนาที่จะเรียนรู้” อินทีวราตอบ ดวงตาทั้งคู่สะท้อนแสงไฟเป็นประกายเงาวับ “เพราะเราเติบโตขึ้นในโลกแคบ จึงปรารถนาที่จะได้ยลโลกกว้าง”

อานนท์ยิ้มให้นางอย่างอ่อนโยน แต่วาจากลับพร่ำบ่น

“อินทีวราเอ๋ย เจ้าช่างเป็นบงกชที่ผ่าเหล่าผ่ากอเสียนี่กระไร เจ้าไม่เหมือนสตรีนางใดในวงศ์วาน แม้แต่สวิปรียาผู้เป็นพี่สาวแท้ ๆ ก็ต่างกับเจ้าราวฟ้ากับดิน เจ้านั้นมีทั้งกระด้างและอ่อนโยน ร้ายและดี กล้าและกลัว ฉลาดและโง่เขลา อยู่ภายในหัวใจเดียว บางทีการที่ชายหนุ่มแห่งวงศ์วานภูผาพลาดวิวาห์กับเจ้า อาจนับว่าเป็นโชคดีสำหรับเขาก็ได้ ใครเลยจักรู้”

อินทีวรายิ้มกว้างจนตาหยี

“ท่านพูดถูก เราเป็นตัวของเราเองเช่นนี้ ยากนักแล้วที่จะยอมให้ผู้ใดมาบังคับควบคุมได้โดยง่าย เราจักเป็นบงกชที่เลื่อนไหลไปในกระแสธารา ท่องไปทั่วพิภพจบแดนดินอย่างเสรี ไม่มีอ่างแก้วหรือกระพังศิลาใบใดกักขังเราไว้ได้สำเร็จแน่นอน”

“น่าเสียดายความคิดเยี่ยงนี้” อานนท์กล่าว “เพราะเจ้าเกิดมาเป็นสตรี แทนที่จะเป็นบุรุษ หาไม่...เจ้าจะกลายเป็นคู่แข่งคนสำคัญของ ‘หลานชาย’ ข้าทันที”

“หลานชาย ?” นางทวนคำด้วยความฉงนระคนแปลกใจ “ท่านมีครอบครัวด้วยหรือ ข้านึกว่าท่านเป็นคนพเนจร ใช้ชีวิตอยู่ลำพังคนเดียวเสียอีก”

“หลานชายของข้าเป็นบุตรคนเดียวที่เกิดจากน้องสาวร่วมอุทร” ชายชราอธิบายสั้น ๆ “แต่เจ้าอย่าไปสนใจนักเลยอินทีวรา หลานชายข้าก็เป็นคนเพียงธรรมดาที่ไม่มีหลักแหล่งคนหนึ่งเท่านั้น ...ชอบเดินทางไปนู่นมานี่ ยุ่งเรื่องคนอื่นเขาไปทั่ว จนข้ากลัวว่าสักวันหนึ่งมันอาจจะไม่มีบ้านอยู่ขึ้นมาจริง ๆ”

อินทีวราได้ยินเสียงสวบสาบของ ‘ค้างคาว’ ในดงไม้อีกครั้ง แต่คราวนี้นางทำเป็นไม่สนใจมัน ถามชายชราว่า

“สรุปก็คือ ท่านยินดีให้เราร่วมเดินทางไปด้วยหรือไม่”

อานนท์นิ่งเงียบไปชั่วอึดใจ ค่อยตอบว่า

“ด้วยความยินดีเป็นอย่างยิ่ง อินทีวราบงกช”

“ขอบคุณมาก” นางกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “แต่นับจากนี้เป็นต้นไป ขอท่านจงอย่าได้เรียกเราว่า ‘อินทีวรา’ อีก... ในเมื่อเราปลอมตนเป็นบุรุษ ก็สมควรมีนามอย่างบุรุษ จึงจะเหมาะสม”

“แล้วเจ้าจะให้ข้าเรียกว่าอย่างไร”

อินทีวราใช้เวลาไตร่ตรองเพียงไม่กี่วินาทีก็ตอบทันทีว่า

“อินทร์”

“อินทร์งั้นหรือ ? ดี ! นามนี้ดียิ่งนัก” อานนท์พยักหน้า เอ่ยชมด้วยความพึงพอใจ จากนั้นเขาก็จงใจพูดเสียงดัง เพื่อให้ใครก็ตามที่หลบซ่อนอยู่ในความมืด รับฟังได้อย่างถนัดชัดเจน

“หากจ้าวอสูรอัคคีได้ยินเข้า คงสะดุ้งเสียวสันหลังวาบ ด้วยนึกขยาดเกรงถึงองค์อมรินทร์ที่เหวี่ยงเขาตกลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์บ้างกระมัง !”

 

--------------------------------------------------------------

1 ไทวัชญากร - หมอดู ผู้ทำนายดวงชะตา

2 สัตตบริภัณฑ์ - ภูเขาบริวารทั้งเจ็ดชั้นที่ล้อมรอบเขาพระสุเมรุ ได้แก่ ภูเขายุคนธร ภูเขาอิสินธร ภูเขากรวิก ภูเขาสุทัสสนะ ภูเขาเนมินธร ภูเขาวินตก และภูเขาอัสสกัณณ์

3 อสูร - ตามเกร็ดวรรณคดีโบราณระบุเอาไว้ว่า เป็นเทพจำพวกหนึ่งซึ่งไม่ดื่มสุรา (อะ + สุรา) เหตุผลก็เนื่องจากเข็ดหลาบที่ครั้งหนึ่งยามเมามายไม่ได้สติ ถูกพระอินทร์จับโยนลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

4 คามณีย์ - คนฝึกหัดม้า, นายสารถี

 

----------

ติดตามเรื่องราวต่อไปได้ในรูปแบบรูปเล่ม "อัคคีบงกช" โดย วรรณศุกร์ ค่ะ

 

 

แก้ไขล่าสุด ใน วันพฤหัสบดีที่ 03 มิถุนายน 2010 เวลา 06:46 น.
 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่


รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช

Your Shopping Cart

Your Shopping Cart
รถเข็นของท่านยังไม่มีรายการสินค้า

button_checkout
button_how
button_delivery

button_tel

Links

cs

school

b_job

Wallpaper สำหรับแฟนๆ