สำนักพิมพ์ | หมวดหนังสือ

fs

ws

ls

ps

ts

ค้นหาผลงานนักเขียน 1168



Online Status

เรามี 16 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

เสียงจากนักอ่าน

  • What is your favorite sitcom most? buy zithromax
  • Hello, who noted how the new year? buy prednisone ...
  • Hello, who noted how the new year?
  • อร๊ายยยยยยย เพิ่งอ่านจบหมาด ๆ ตอนจบในหนังสือ หวานน...
  • เจอนิสัยหมอโห แล้ว อึ๋ยยย ตรงสเปกมากมาย เจอนางเอกก...
  • บอกได้คำเดียวว่ า น่าอ่านมาก
  • :D
  • เล่มนี้ซื้ออ่าน แล้วด้วย
  • ตามมาเก็บความหว านของหมอโหกะหนู หวายคะ ยินดีกับคุณ...
  • อ่านจบแล้วค่ะ พระเอกกะล่อน แต่ก็น่าร้าก :-* :-* :o...
  • คีราณไปที่รีสอร ์ตแล้ว จะเจอนางเอกแล้ว :oops:
  • คีราณน่ารักกกกก กกกกกกกกกก ่ตามอ่านตั้งแต่ ในเว็บแ...
dying_area


 


ตัวอย่างเนื้อเรื่อง : กามเทพสื่อรัก

 

lp0010

กามเทพสื่อรัก
ผู้แต่ง ปั้นหยา
ราคา 169 บาท 
จำนวนหน้า 256 หน้า 
ISBN 978-616-520-021-9

 

Download ตัวอย่างเนื้อเรื่อง

 

 

 

 

เสียงเรียกดังมาจากหน้าประตูห้องตั้งแต่เช้าตรู่ มุนีที่กำลังหลับสบายต้องยกหมอนขึ้นมาอุดหู ปิดหน้าปิดตา ปิดหู ทำเหมือนกับว่าไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น อากาศดี ๆ ตอนเช้า เธอเองก็ไม่ค่อยจะเข้าใจว่าคนบ้านนี้จะรีบตื่นไปไหนกันนักหนา ยิ่งวันนี้เป็นวันหยุดแล้วด้วย การนอนหลับพักผ่อนให้เต็มที่น่าจะเป็นการดีมากกว่า

 

 

“คุณเหมียวคะ คุณมัชกับคุณเมฆจะไปแล้วนะคะ”

 

 

พรวด !!! มุนีเด้งตัวลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว หลังจากได้ยินเสียงพูดของแม่บ้านวัยกลางคนที่ดังผ่านประตูมาจากหน้าห้อง ความจำบางอย่างแล่นเข้ามาทันที

 

 

วันนี้ ใช่ ! วันนี้แหละ วันนี้พี่มัช พี่สาวของเธอ กับ ธาวินผู้เป็นพี่เขย กำลังจะเดินทางไปอิตาลี ไปฮันนีมูน รอบที่ เอ่อ ... สิบได้แล้วมั้ง ตั้งแต่แต่งงานมาได้ห้าปี ส่วนเมฆาพี่ชาย กับจีรนันท์พี่สะใภ้ของเธอก็เหมือนกัน แต่งงานกันมาห้าปี วัน ๆ ไม่ทำอะไร ชวนกันเที่ยวเหมือนกัน ต่างกันที่ว่าพี่เมฆน่ะชอบเที่ยวในประเทศ ส่วนพี่มัชน่ะนิยมต่างประเทศเป็นพิเศษ เพราะเจ้าหล่อนว่ามันตื่นตาตื่นใจ และไหน ๆ ก็ใช้เงินสามีอยู่แล้ว ต้องเอาให้คุ้ม

 

 

เธอเองก็เข้าใจหรอกนะ คนรวย พอว่างหน่อยก็ไปเที่ยวตลอด แต่งงานแล้วก็เอาแต่ฮันนีมูน เสียดายก็แต่เธอติดเรียน ไม่อย่างนั้นคงจะพ่วงตัวเป็นกาฝากไปด้วยแน่ ๆ ยิ่งตอนที่พี่มัชเธอเอาหนังสือเกี่ยวกับอิตาลีมาให้ดู ความอยากไปก็แล่นขึ้นมาทันที แต่แล้วมันก็ต้องโดนเบรกลงกะทันหัน กับประโยคที่พี่สาวเธอบอกว่า

 

 

‘เราน่ะไปไม่ได้นะเหมียว พี่ไปแบบไม่มีกำหนดกลับ เหมียวจะขาดเรียนไปได้ยังไง’

 

 

พอเบนเข็มจะไปอ้อนไปกับพี่ชายก็โดนดัก ด้วยเหตุผลเดียวกัน แม้มุนีจะพยายามอ้อนวอนเท่าไหร่ ก็ไม่สำเร็จ

 

 

เฮ้อ !!

 

 

หญิงสาวถอนหายใจด้วยความเสียดาย อุตส่าห์มีบุญที่มีพี่เขยรวย แต่กรรมก็มาบังให้พี่เขยไปเที่ยวตอนเธอยังไม่ปิดเทอมเสียนี่

 

 

มุนีย้ายมาอยู่ที่บ้านของธาวินผู้เป็นพี่เขยตั้งแต่เรียนเข้ามหาวิทยาลัย เนื่องจากใกล้กับมหาวิทยาลัยมากกว่า ขับรถเพียงไม่นานก็ถึง ยกเว้นว่าวันไหนเจอแจ็กพอต รถติดมาก ๆ แต่ก็ยังเร็วกว่าเดินทางจากบ้านของแม่เธอไปมหาวิทยาลัยอยู่ดี มาอยู่ที่นี่มุกทองผู้เป็นแม่ก็กำชับนักกำชับหนา ว่าอย่ามาซนอะไรที่บ้านนี้ ทำเอาเธอหน้าง้ำเป็นจวัก ก็แม่พูดเหมือนว่าเธออายุสิบขวบอย่างนั้นแหละ ทั้งที่ปีนี้อายุเธอก็ปาเข้าไปยี่สิบเอ็ดแล้ว บรรลุนิติภาวะเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว แต่ทำไมใคร ๆ ถึงว่าเธอซนเหมือนเด็กนักก็ไม่รู้ มิหนำซ้ำยัยผัดหมี่ลูกสาวของมัชฌิมา กับ โมกข์ ลูกชายของเมฆา พี่ชายของเธอ ก็ชอบมาวุ่นวายชวนเล่นโน่นเล่นนี่ เธอก็จำยอมเล่นไปด้วยความสงสารหลาน ความจริงเธอไม่ค่อยจะชอบเด็ก ๆ เท่าไหร่นัก แต่ก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ทำไมพี่สาวพี่ชายเธอ มักจะพูดว่าเธอเข้ากับเด็กได้ดีนักก็ไม่รู้ แถมยังชอบเอาเจ้าตัวยุ่งสองคนมากฝากเธอเลี้ยง เวลาจะไปธุระข้างนอกอีกต่างหาก

 

 

“คุณเหมียวคะ เสร็จหรือยังคะ” คำถามเหมือนเป็นการเร่งกลาย ๆ มุนีถอนหายใจท่าทางรำคาญ จะไปเที่ยวกันก็ต้องมาเดือดร้อนเธอทุกทีสิน่า

 

 

มุนีเดินหน้าบูดหน้าบึ้งออกจากห้องน้ำ มานั่งแหม็บที่หน้ากระจกซึ่งสะท้อนภาพหญิงสาวใบหน้าบูดเหมือนตูดลิง คิ้วเข้มดกหนาขมวดเข้าหากัน ไม่ค่อยจะได้รูปนัก ด้วยเจ้าตัวไม่ค่อยจะใส่ใจตกแต่งมันซักเท่าไหร่ ผิวของหญิงสาวขาวเหลืองเนียนละเอียด เพราะจีรนันท์พี่สะใภ้ของเธอมักจะชอบพาเธอไปสปา ขัดโน่น บำรุงนี่เป็นประจำ จมูกของหญิงสาวโด่งได้รูปสวยเหมือนคนเป็นแม่ ริมฝีปากสีชมพูอ่อนกระจุ๋มกระจิ๋มน่ารักสมวัย ล้อมกรอบด้วยเรือนผมยาวประบ่าสีดำสนิท หวีผมให้เรียบร้อยเสียหน่อย ปะแป้งอีกนิดก็เพียงพอ เพราะยังไงเธอก็ไม่ได้เดินทางกับคนอื่นเขาอยู่แล้ว แค่ลงไปส่ง และรอรับคำสั่งก็เท่านั้นเอง ช่วงที่เขาไปเที่ยวกัน เธอก็คงต้องอยู่เฝ้าบ้านนี่แหละ

 

 

พอเดินลงมาจากข้างบน ยังไม่ทันจะพ้นบันได ก็ได้ยินเสียงพี่สาวโวยวายมาแต่ไกล

 

 

“โห ยัยเหมียวกว่าจะเสร็จ พอดีพี่ไม่ทันเครื่อง” มัชฌิมาบ่นให้น้องสาวกระปอดกระแปดที่ลงมาช้า ข้าง ๆ เธอก็คือผัดหมี่ ลูกสาววัยสี่ขวบของมัชฌิมากับธาวิน หน้าตาน่ารักเหมือนพ่อไม่มีผิด ผิวพรรณขาวผ่อง เหมือนผู้มีอันจะกิน ติดแต่ปากเสียเหมือนแม่ แถมมือเท้าก็หนักไม่แพ้กัน

 

 

“น้าเหมียวนอนขี้เซา” ผัดหมี่เอ่ยแซวหน้าทะเล้น มุนีถลึงตาโตใส่หลาน แล้วจึงเงยหน้าขึ้นมาหาพี่สาว

 

 

ถัดไปที่ยืนเรียงรายอยู่ก็เป็นเมฆา พี่ชายของเธอ กับจีรนันท์ พี่สะใภ้ และ โมกข์หลานชาย ที่เธอรู้สึกดีหน่อยเพราะโมกข์ค่อนข้างจะเป็นเด็กเรียบร้อย พูดง่าย แต่บทโมโหก็ร้ายเอาเรื่องเหมือนกัน แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังดีกว่ายัยผัดหมี่ที่ซนยังกับลิงมาเกิดอย่างไรอย่างนั้น แถมเวลาโมโหงอแงก็ดิ้นพล่าน เอาแทบไม่อยู่อีกต่างหาก

 

 

“พี่ฝากบ้านด้วยนะเหมียว” เมฆาพูดอย่างสุภาพตามนิสัย มุนีพยักหน้าหงึกหงัก แววตาละห้อย บ่งบอกว่าเธอไมได้เต้มใจจะอยู่เฝ้าบ้านเลยสักนิดเดียว

 

 

“ซื้อของมาฝากเหมียวด้วยนะพี่เมฆ” คนเป็นน้องพูดเหมือนสั่งแกมข่มขู่ ทำเอาเมฆาอดยิ้มไม่ได้เมื่อเห็นท่าทางอยากไปฉายชัดในแววตาของน้องสาว

 

 

“อยู่คนเดียว อย่ายกเค้าบ้านนะเหมียว” มัชฌิมาสั่งเสียน้อง มุนีต้องมาแยกเขี้ยวใส่คนเป็นพี่ ใครจะบ้ายกเค้าบ้านตัวเองกันเล่า

 

 

พอมองดูบรรดาพี่ ๆ หลาน ๆ จะไปเที่ยว เธอเองก็ได้แต่ทำหน้าเหี่ยว แววตาละห้อย แต่ละคนดูสนุกสนานแววตาสดใส มีเธอคนเดียวที่ต้องเหี่ยวเฉาเฝ้าบ้าน “ไปกันหมดเลย” เจ้าตัวพูดเสียงอ่อย “มีเหมียวไม่ได้ไปคนเดียวเลย”

 

 

“เอาไว้คราวหลังเดี๋ยวโมกข์พาอาเหมียวไปด้วยนะครับ” โมกข์พูดพลางยิ้มแป้น มุนีพยักหน้าไปอย่างนั้น ไม่ค่อยหวังหรอกว่าที่หลานพูดมันจะเป็นความจริง

 

 

“งั้นพี่ไปแล้วนะ”

 

 

“ค่ะ” มุนีพยักหน้าเนือย ๆ เมื่อทุกคนขึ้นรถไปแล้ว เธอก็โบกมือให้ช้า ๆ จนรถตู้ของทุกคนพ้นสายตาออกจากบ้านไป

 

 

หญิงสาวหันมามองบ้านหลังใหญ่ แล้วก็ถอนใจ เฮ้อ ! เพิ่งจะรู้สึกว่าบ้านหลังนี้ใหญ่โตมโหฬารก็วันนี้นี่แหละ ทำอะไรไมได้ ได้แค่เดินเข้าบ้านไปแบบเซ็ง ๆ

 

 

เพียงแค่ทุกคนไปแปบเดียวเธอก็เริ่มเหงาเสียแล้ว หยิบเอาหนังสือขึ้นมาดูพลิกไปพลิกมาแล้วก็วางลงที่เดิม เฮ้อ... วันนี้เธอดันไม่มีเรียนเสียด้วย ไม่อย่างนั้นก็พอจะได้ออกไปพบปะเพื่อนฝูงบ้าง คิดไปคิดมาจากที่นั่ง ๆ อยู่ก็เริ่มเลื้อยเอนตัวนอน อากาศเย็น ๆ เสียด้วย วันนี้บ้านก็เงียบผิดจากปกติที่เสียงดังหนวกหูน่ารำคาญเพราะเด็กเยอะ วิ่งกันเจี๊ยวจ๊าวเต็มไปหมด แต่วันนี้บรรยากาศน่านอนจะตายไป คิดแล้วเจ้าตัวก็ไม่รอช้า หลับตาพริ้มอย่างมีความสุขทันที

 

 

เคลิ้มไปได้สักหน่อย ยังไม่ทันไร ก็รู้สึกเหมือนมีเสียงบางอย่างมาดังแว่วอยู่ที่ข้างหู อืม...เสียงใครกันนะ มารบกวนเวลาคนจะหลับจะนอน

 

 

“คุณ คุณ”

 

 

คนกำลังเคลิ้มพลิกตัวหนี ด้วยลืมนึกไปว่าตัวเองนอนอยู่ที่โซฟา ไม่ใช่บนเตียง ผลก็เลย...

 

 

ตุ้บ !!!

 

 

“โอ๊ย !” ตาเบิกโพลงขึ้นมาทันที หน้านิ่ว เจ็บชะมัด ให้ตายสิ เจ้าตัวทะลึ่งลุกพรวดขึ้นมาทันที ทำเอาคนที่กำลังก้ม ๆ เงย ๆ ตกใจ ผงะหนีแทบไม่ทัน คนตกลงมากุมหัวป้อย ๆ หรี่ตามองไปทั่ว กะพริบตาถี่เพื่อให้เข้ากับแสง ก่อนจะมองคนที่กำลังยืนอยู่กับเด็กผู้หญิงตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าอย่างตรวจตรา

 

 

เขาเป็นชายหนุ่มที่ค่อนข้างดูดีทีเดียว ร่างสูงผิวขาวนั่นสวมเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนกับกางเกงสีดำ ผมเผ้าจัดแต่งทรงอย่างดี หากแต่แววตาคมที่ทอดมองมาแลดูเหนื่อยล้า จนน่าสงสัย เขาจ้องเธออยู่ซักแป๊บ ก่อนที่มุนีจะเป็นฝ่ายเอ่ยถามออก

 

 

“คุณเป็นใคร”คนถามยังเสียงงัวเงีย

 

 

“ผมชื่อปรานต์ มาขอพบท่านนายพลครับ” ชายหนุ่มตอบเรียบ ๆ มุนี ตบหน้าตัวเองเบา ๆ เรียกสติเสียหน่อย แล้วเงยหน้ามามองเขางง ๆ

 

 

“คุณเป็นเพื่อนคุณปู่เหรอคะ งั้น เอ่อ...นั่งก่อนสิคะ” หญิงสาวผายมือเชิญให้เขานั่งที่โซฟา เธอเองก็พอจะคุ้น ๆ หน้าเขาอยู่ เหมือนเคยเห็นเขามาที่บ้านบ้างแวบ ๆ แต่ก็ไม่เคยคุยด้วยเสียที

 

 

“ครับ” ปรานต์นั่งลงที่โซฟา ดึงมือเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ผิวขาวเนียน ใบหน้าใส ดวงตากลมโตฉายความใสซื่อประสาเด็ก เด็กหญิงอยู่ในชุดกระโปรงแดงลายสตรอเบอร์รี่ ตามการคาดคะเนของมุนีเธอน่าจะอายุราว ๆ สี่ถึงห้าขวบให้นั่งลงข้าง ๆ “พอดีวันนี้ผมนัดกับคุณปู่ไว้น่ะครับ จะพาน้องปัณณ์มาฝากไว้สักพัก

 

 

มุนีเลิกคิ้ว หญิงสาวกลอกตาไปมา มันจะเป็นไปได้ยังไง??

 

 

ในเมื่อคุณปู่ไปเที่ยวเป็นที่เรียบร้อย...แล้วนี่นา

 

 

 

ตอนที่ 1

 

 


 

 

“เอ่อ จำวันผิดหรือเปล่าคะ” หญิงสาวเอ่ยถามให้แน่ใจ

 

 

“ผมนัดไว้ตั้งหลายวันแล้วนะครับ บอกท่านว่าวันนี้จะพาลูกมาฝากไว้ ท่านเองก็รับปากไว้แล้ว”

 

 

“แต่ว่าคุณปู่ตอนนี้เดินทางไปพักผ่อนที่ต่างประเทศอยู่นะคะ” เธอบอกพลางทำหน้าแหย ปรานต์หน้าเจื่อน หันมามองตาเด็กหญิงปัณณ์ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เหมือนจะถามกันว่า แล้วจะเอายังไงล่ะทีนี้

 

 

“หนูไม่กลับบ้านนะคะพ่อ” เด็กน้อยเริ่มเบะปากเหมือนจะร้องไห้ มุนีมองทั้งคู่สลับกันไปมา อ้อ เป็นพ่อลูกกันนี่เอง ถึงว่าหน้าเหมือนกันราวกับพิมพ์เดียวกัน ปรานต์มองลูกสาวด้วยความสงสารหันมาหามุนีอีกที

 

 

“เอ่อ แล้วพอจะโทร. ติดต่อคุณปู่ได้มั้ยครับ พอดี ผมไม่มีเบอร์มือถือของคุณปู่น่ะครับ เพิ่งเปลี่ยนโทรศัพท์มา”

 

 

“อ๋อ เดี๋ยวฉันโทร. ให้ค่ะ” มุนีใช้โทรศัพท์บ้านกดเบอร์อย่างคล่องแคล่วเพราะจำเบอร์ทุกคนได้แม่นทีเดียว ไม่นานเสียงแหบ ๆ ก็ดังมาจากปลายสาย มุนีรีบรายงานอย่างเร่งด่วน พอเล่าจบเท่านั้นเสียงหัวเราะแก้เขินจากท่านนายพลรัชตะก็ดังมาทันที พร้อมกับคำบอกที่ว่า

 

 

“ปู่ลืมไปน่ะ พอดีว่าปรานต์เขาโทร. มาย้ำแล้วว่าจะฝากลูกสาวไว้สักพัก เพราะที่บ้านมีปัญหา เอาอย่างนี้แล้วกัน เหมียวก็ดูยัยปัณณ์ให้ปู่หน่อยนะ ยัยปัณณ์น่ะเป็นเด็กน่ารักมากเลยนะ ปู่รับรองได้ แล้วเดี๋ยวกลับไปปู่จะให้เงินพิเศษแล้วกันนะ”

 

 

“คุณปู่ !” มุนีร้องเสียงหลง ตาโตเท่าไข่ห่าน ให้ตายเถอะ! ให้เธอเลี้ยงเด็กแทนนี่นะ แค่วัน ๆ ป่วนกับหลานตัวแสบเธอก็จำใจเต็มทนแล้ว คุณปู่พูดยังกับว่าเธอรักเด็กนักหนา

 

 

“น่า... เดี๋ยวปู่เพิ่มเงินให้พิเศษ เหมียวอยากได้เท่าไหร่ เดี๋ยวปู่ขอย่าให้”

 

 

ขอย่าเนี่ยนะ... มุนีแอบเบ้ปาก คงจะได้อยู่หรอก

 

 

“แต่ว่าเหมียว...ไม่ค่อยชอบเด็กคุณปู่ก็รู้”

 

 

“เหมียวทำได้ ปู่เชื่อ ไม่งั้นไอ้เจ้าหมี่ เจ้าโมกข์จะร้องหาเหมียวทุกวันหลังเลิกเรียนเหรอ น้องปัณณ์เลี้ยงง่าย ไม่ซนเหมือนลิงสองตัวนั่นหรอก ดีไม่ดี เหมียวจะหลงรักไม่ยอมคืนพ่อเขาซะมากกว่า”

 

 

“ไม่มีทางหรอกค่ะคุณปู่” เจ้าตัวร้องเสียงแหวออกไป แค่อาทิตย์หนึ่งเธอต้องเจอลิงสองตัวนั่นสองวัน เธอก็ปวดหัวจะแย่ ขนาดตอนปิดเทอม พยายามหาทางเลี่ยงด้วยการจะไปทำงานพิเศษบ้าง ไปเที่ยวบ้าง อยู่หอเพื่อนไม่กลับบ้านบ้าง หลานตัวแสบก็ยังพยายามหาทางวางแผนให้ปู่บังคับเธอกลับมาเล่นด้วยจนได้

 

 

“เถอะน่าเหมียว คิดว่าช่วยปู่หน่อย ปู่รับปากเขาไว้แล้ว เดี๋ยวปู่จะเสียนะ”

 

 

“คุณปู่ก็...”

 

 

“เดี๋ยวปู่ต้องวางแล้วล่ะ แค่นี้ก่อนนะเหมียว ดูแลน้องปัณณ์ดี ๆ นะ”

 

 

“คุณปู่ คุณ...” มุนีร้องเรียกเสียงดังลั่น เมื่อปลายสายวางไปโดยไม่ยอมให้เธอได้โวยวายอะไรอีก หญิงสาวหันมาหาชายหนุ่มที่นั่งอยู่กับลูกสาว แววตาหงุดหงิดส่งมาจนคนถูกมองรู้สึกได้

 

 

ปรานต์นั่งมองด้วยความรู้สึกไม่สู้ดีนัก ใจหนึ่งก็เกรงใจเหลือเกิน เหมือนว่าตัวเองมาทำให้คนอื่นเดือดร้อน หากแต่อีกใจก็กังวล หากจะไม่สามารถฝากลูกไว้ที่นี่ได้จริง ๆ

 

 

“คือว่าถ้ามันเป็นการกวนก็เอ่อ...”

 

 

“น้องปัณณ์ไม่กลับบ้านนะคะคุณพ่อ” เสียงเล็ก ๆ พูดติด ๆ ขัด ๆ ใบหน้าใสเริ่มเบะปาก เตรียมพร้อมจะร้องไห้ มุนีถึงกับหน้าแหยขึ้นมาทันทีที่เห็น

 

 

“ไม่เอานะครับน้องปัณณ์ ไม่ร้องนะ” คนเป็นพ่ออุ้มลูกสาวมาแนบอก ลูบหัวเบา ๆ เพื่อปลอบ

 

 

“งึก...” ร่างเล็กกลั้นสะอื้น กัดปากไว้อย่างน่าสงสาร ซบหน้าลงกับบ่าของคนเป็นพ่อ ร่างเล็กไหวระริก อย่างน่าสงสาร...สำหรับคนอื่น แต่ไม่ใช่กับมุนี

 

 

ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามุนีรู้สึกเซ็งแค่ไหน ที่เด็กนี่ทำให้เธอรู้สึกเหมือนตัวเองทำผิดเสียเต็มประตูขนาดนี้ ยิ่งเสียงสะอื้นดังแว่ว ๆ มา หญิงสาวก็จำใจอย่างไม่มีทางเลือก

 

 

“ฉันรับดูแลให้แล้วกันค่ะ ป้าแมวก็อยู่ คงช่วยดูแลให้ได้อีกแรง ถ้าคุณไว้ใจ”

 

 

ใบหน้าของปรานต์ดูดีขึ้นมาหน่อย เมื่อเห็นหญิงสาวรับอาสา เขาสะกิดลูกน้อยเบา ๆ ใบหน้าใสเงยขึ้นมา เปรอะเปื้อนคราบน้ำตาเต็มไปหมด

 

 

“เดี่ยวน้องปัณณ์อยู่กับพี่เขาได้มั้ยครับ พ่อไปไม่นาน แป๊บเดียวก็กลับ” ดวงตามกลมโตใสซื่อสีดำ มองไปยังหญิงสาวที่หน้าบูดเหมือนโกรธใครมาสักร้อยปีด้วยท่าทีไม่แน่ใจนัก แต่ในเมื่อไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านี้ ใบหน้าเล็กนั่นเลยจำต้องพยักหน้าหงึกหงัก อย่างไม่มีทางเลือก

 

 

“ขอบคุณมากเลยนะครับ ที่รับฝากดูแลยัยปัณณ์ให้” ปรานต์เอ่ยอย่างเกรงใจ เขาเองก็พอจะดูออกว่าหญิงสาวไม่เต็มใจนัก แต่ยังไงเสีย ลองถ้าเป็นหลานของท่านนายพล น่าจะไว้ใจได้อยู่แล้ว เขาเองก็เคยเห็นเธอในบ้านนี้แวบ ๆ บ้าง เป็นบางครั้ง เวลาแวะเวียนมาหาท่านนายพล แต่ด้วยว่าช่วงหลัง ๆ งานเยอะจนแทบไม่มีเวลา เลยไม่ได้มาที่นี่บ่อยเท่าไหร่นัก จึงไม่เคยได้พูดคุยทำความรู้จักกับเธอเสียที

 

 

มุนีลอบหันไปเบ้ปาก เธอเต็มใจที่ไหนกัน คุณปู่บังคับต่างหาก

 

 

“ผมต้องไปดูงานสองสามวันที่ต่างจังหวัด ยังไงจะโทร. มาบ่อย ๆ นะครับ” เขายิ้มด้วยความขอบคุณ ผิดกับมุนีที่แทบจะแยกเขี้ยว ยิ่งเมื่อชายหนุ่มอุ้มส่งน้องปัณณ์ผู้น่าเอ็นดู๊น่าเอ็นดูมาให้ เจ้าตัวก็รับมาแบบไม่ค่อยจะเต็มใจเลยสักนิด

 

 

“รีบ ๆ กลับมานะคะ” หญิงสาวเอ่ยปากเหมือนสั่งนิด ๆ ปรานต์เดินมาจับมือลูกสาวเขย่าเบา ๆ น้องปัณณ์ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้

 

 

“พ่อไปนะครับ เดี่ยวมะรืนนี้พ่อมาหานะครับ” ชายหนุ่มหอมแก้มลูกสาวเบา ๆ ด้วยความรัก เด็กหญิงตัวน้อยเบะปากเหมือนจะร้องไห้ ตาเริ่มแดง ไหล่ไหวนิด ๆ ด้วยแรงสะอื้นที่พุ่งมาจนจุกที่ลำคอเล็ก ๆ นั่น

 

 

มุนีถึงกับหน้าเครียด ...เด็กร้องไห้ เธอเกลียดที่สุดเลย อย่าร้องนะอย่าร้อง อย่า...

 

 

“อุ๊... แง้ ๆ ๆ ๆ ๆ”

 

 

นั่นไง !! ว่าแล้วเชียว ร้องจนได้ มุนีแทบจะยกมือขึ้นอุดหู ปรานต์รีบมาอุ้มลูกสาวไปทันที ก่อนจะปลอบด้วยอาการที่มุนีเรียกว่า น่าหมั่นไส้อย่างแรง

 

 

“ไม่เอานะครับน้องปัณณ์ พ่อไปทำงานนะครับ ถ้าหนูร้อง ต้องกลับไปอยู่บ้านนะ”

 

 

ได้ผล... เมื่อเด็กหญิงตัวน้อยหยุดร้องทันควัน เอามือปิดปากแน่นส่ายหน้าดิก ๆ ยังไงก็เหมือนจะไม่ยอมกลับบ้านแน่ ๆ เล่นเอามุนีมองอย่างสงสัย

 

 

“เดี๋ยวน้องปัณณ์อยู่กับ เอ่อ...” ปรานต์มองหน้าหญิงสาวด้วยสายตาที่เป็นคำถาม จะว่าไปเขาก็ลืมถามเหมือนกันว่าเธอชื่ออะไร

 

 

“เหมียวค่ะ เรียกพี่เหมียวก็ได้” หน้าตาคนตอบซังกะตายสุดขีด ชายหนุ่มที่มองมาได้แต่ยิ้มแหย

 

 

“ครับผม” ว่าแล้วเขาก็หันมาหาลูกสาวสุดที่รักทันที กำชับเสียงอ่อนโยน “เรียกพี่เหมียวรู้มั้ยครับหนูปัณณ์”

 

 

หนูปัณณ์พยักหน้าหงึกหงัก ยังยกมือเล็ก ๆ อูม ๆ ปาดน้ำตาป้อย ๆ กอดคอพ่อไว้แน่น ซบใบหน้าเล็กลงกับบ่ากว้าง

 

 

“ไม่เอานะครับ ไม่งอแงนะ เดี๋ยวพ่อไปแค่แปบเดียวเอง มะรืนนี้ก็กลับแล้ว”

 

 

“หนูปัณณ์คิดถึงคุณพ่อนะคะ กลับมาเร็ว ๆ นะคะ” เสียงบอกแหลมเล็กเจือแววสะอื้น ปรานต์ลูบหลังลูกปลอบโยน ปกติน้องปัณณ์จะติดพ่อมาก

 

 

“หนูปัณณ์อยู่กับพี่เหมียวอย่าดื้ออย่าซนนะครับ เป็นเด็กดี พี่เหมียวสั่งอะไรต้องทำตามรู้มั้ยครับ แล้วขากลับคุณพ่อจะซื้อขนมมาฝากนะครับ”

 

 

ชายหนุ่มสั่งลูกสาวตัวน้อยเป็นการใหญ่ หนูปัณณ์พยักหน้าหงึกหงัก มือเล็ก ๆ ยังกอดคอพ่อไว้แน่น หน้าเศร้าจนดูน่าสงสาร แต่มุนียิ่งเบื่อเข้าไปใหญ่ จะสั่งลาอะไรกันนักหนา ถ้ารักกันนักก็น่าจะเอาไปด้วยกันซะก็จบเรื่อง

 

 

“คุณพ่อรีบกลับมานะคะ หนูปัณณ์จะรอ”

 

 

“ครับผม พ่อจะรีบกลับมานะครับ” ปรานต์หอมที่แก้มใส ๆ ของลูกสาวอีกฟอดใหญ่ หนูปัณณ์ซบหน้านิ่งนาน...กว่าที่ชายหนุ่มจะคลายอ้อมกอดจากลูกสาว แล้วส่งลูกสาวตัวน้อยให้คนที่กำลังบ่นงึมงำด้วยเริ่มจะหมดความอดทนที่ต้องมายืนรอขาแข็งแบบนี้

 

 

“รบกวนคุณเหมียวด้วยนะครับ” ก่อนจะไปชายหนุ่มยังสั่งไว้อีกหลายรายการ ทั้งเสื้อผ้าทั้งอาหารการกิน ทั้งเรื่องไปโรงเรียนของลูกสาว ทำเอามุนียืนรอจนเมื่อยขาไปหมด ถ้าไม่เป็นเพราะเกรงใจคุณปู่เธอจะจับเอาหนูปงหนูปัณณ์เนี่ยส่งคืนให้เขาไปเดี๋ยวนี้แหละ อะไรกัน เธอไม่ใช่แม่เด็กสักหน่อย ทำไมจะต้องมานั่งดูแลขนาดนั้นด้วย

 

 

“ค่ะ” มุนีตอบไปแบบไม่เต็มใจเลยสักนิด รับร่างเล็กมากุมมือไว้อย่างหลวม ๆ ใบหน้ามึนตึง จนปรานต์ชักจะไม่แน่ใจว่าเขาตัดสินใจถูกหรือเปล่า ...

 

 

ทันทีที่คนเป็นพ่อลับตาไป หนูปัณณ์ก็เริ่มเบะปาก กำเสื้อตัวเองแน่น พยายามกลั้นสะอื้น เงยหน้ามามองคนตัวสูงกว่าที่ยืนเท้าเอวอยู่ข้าง ๆ ราวกับจะฝากทุกความไว้ใจไว้ให้ พอดีกับที่มุนีมองลงมาพอดีด้วยสายตาที่ไร้ความเอ็นดูสิ้นดี

 

 

“เวรกรรมอะไรของฉันเนี่ย” เจ้าตัวบ่นพึมพำ ก่อนจะเดินสาวเท้าเร็ว ๆ เข้าไปในบ้าน โดยไม่ได้จะสนใจเด็กน้อยที่ยืนอยู่เลยสักนิด หนูปัณณ์มองซ้ายมองขวาก่อนจะวิ่งตามไปแบบทุลักทุเล

 

 


 

 

เข้ามาในบ้าน มุนีก็สอดส่ายสายตาหาแม่บ้านคนสนิท เพื่อจะฝากเด็กหญิงตัวกระจ้อยที่วิ่งตามมาทันที เธอจะได้พ้นภาระแล้วขึ้นไปอ่านหนังสือเรียนเสียที

 

 

“พะ พี่เหมียว” เสียงเล็ก ๆ เรียกมาจากข้างหลัง แบบกล้า ๆ กลัว ๆ พอมุนีหันมา ร่างเล็กก็ก้มหน้าก้มตาหลบสายตาดุ ๆ นั่น

 

 

“มีอะไร”

 

 

“นะหนูปัณณ์ ปวดฉี่” หน้าใส ๆ ก้มงุด บิดไปบิดมา นั่นไง เอาแล้วไง นี่แหละเธอถึงไม่ชอบเด็ก ปวดฉี่ก็ไปฉี่สิ มาบอกเธอแล้วเธอช่วยอะไรได้เหรอ

 

 

“นั่นน่ะห้องน้ำ” มุนีชี้ไปที่ห้องน้ำที่อยู่ใต้บันได หนูปัณณ์มองไปแล้วหันมาจ้องเธอ...ดวงตากลมโตนั่น ฉายแววขอร้อง บอกเสียงอ้อมแอ้ม

 

 

“นะหนูปัณณ์กลัว พี่เหมียวไปเป็นเพื่อนหน่อยสิ”

 

 

“กลัวอะไร ไม่มีอะไรหรอก”

 

 

“กลัวแมงฉาบ”

 

 

“ที่นี่ไม่มี”

 

 

“นะ หนูปัณณ์เคยเจอที่บ้าน”

 

 

“แต่นี่ไม่ใช่บ้านของหนูปัณณ์นะ”

 

 

“แต่หนูปัณณ์กลัว”

 

 

“โอ๊ย !!” มุนีร้องลั่น อยากจะบ้าตายเสียให้ได้ มันเวรกรรมอะไรของเธอกันเนี่ย

 

 

น้องปัณณ์บิดตัวไปมาเมื่ออาการปวดเริ่มมากขึ้น สุดท้ายพี่เลี้ยงจำเป็นก็ต้องสาวเท้าเดินไปแบบไม่เต็มใจนัก มาหยุดยืนที่หน้าประตูห้องน้ำ ก่อนจะบุ้ยปากบอกให้หนูปัณณ์เข้าไป เด็กน้อยเดินเข้าไปแบบกล้า ๆ กลัว ๆ กวาดสายตามองจนทั่ว กลัวว่าเดี๋ยวจะเจอสิ่งที่ตัวเองกลัวเข้า ปกติเข้าห้องน้ำคุณพ่อก็จะเข้าไปเป็นเพื่อน แต่ตอนนี้คุณพ่อไม่อยู่ หนูปัณณ์ปาดน้ำตาที่ไหลออกมาด้วยทั้งกลัวทั้งคิดถึงพ่อ ก่อนจะปิดประตูห้องน้ำเบา ๆ

 

 


 

 

“ป้าแมวจ๋า” เสียงมุนีหวานใสมาแต่ไกล ป้าแมวแม่บ้านวัยราวสี่สิบร่างอวบ ผิวขาว หน้าตาท่าทางใจดี ที่กำลังรดน้ำต้นไม้อยู่หันมาค้อนนิด ๆ รู้ทันทีว่าถ้าลองเสียงหวานมาแบบนี้ มีเรื่องมาอ้อนแน่ ๆ มุนีเดินเข้ามาสวมกอดเอวป้าทองไว้แน่น เอาหน้าซบกับบ่า พลางออดอ้อนเต็มที่

 

 

“เหมียวมีอะไรมาฝากแหละ” เจ้าตัวยิ้มแฉ่ง ท่าทางออดอ้อนเต็มที่

 

 

“อะไรอีกล่ะคะ” ป้าแมวถามยิ้ม ๆ วางสายยางในมือลง แต่พอหันมาก็เห็นเด็กผู้หญิงกระโปรงแดงที่ยืนเกาขาแกรก ๆ อยู่ ก็ตาโตขึ้นมาทันที “คุณเหมียวไปขโมยลูกใครมาคะเนี่ย”

 

 

มุนีถึงกับสะดุ้ง สาบานได้เลยว่า ต่อให้จำเป็นให้ตายยังไง เธอก็ไม่มีทางทำอย่างนั้นแน่ ๆ

 

 

“ให้คอขาดบาดตายยังไง เหมียวก็ไม่มีทางไปเอาลูกใครเขามาหรอกค่ะ”

 

 

“งั้น...” ป้าแมวมองหญิงสาวด้วยความงุนงง งั้นนี่ลูกใครกันล่ะนี่

 

 

“ก็คุณปู่น่ะสิคะ เอาเด็กมาให้เหมียวเลี้ยง ป้าแมวคิดดูสิคะว่ากว่าเจ้าพวกลิงทโมนจะไปได้ เหมียวนั่งดีใจแทบแย่ นี่เอาลิงตัวใหม่มาอีกแล้ว”

 

 

ป้าแมวเดินมานั่งยอง ๆ มองใบหน้าเล็ก ๆ ที่ออกจะดูกลัว ๆ ด้วยความเอ็นดู จะว่าไปก็รู้สึกคุ้นหน้าเหมือนกันนะเนี่ย มืออูมลูบที่ศีรษะเบา ๆ หนูปัณณ์สะดุ้งจะถอยหนี หากแต่รอยยิ้มอ่อนโยนที่ส่งมาให้ ทำให้เด็กน้อยวางใจ

 

 

“ชื่ออะไรคะเนี่ย”

 

 

“นะ...หนูปัณณ์ค่ะ”

 

 

“หนูปัณณ์เหรอคะ หน้าตาน่ารักเชียว ลูกสาวใครคะเนี่ย” ป้าแมวถามน้ำเสียงใจดี

 

 

“ละ...ลูกพ่อปรานต์”

 

 

ป้าแมวนิ่งไปสักพัก กำลังพยายามนึกว่าเคยได้ยินชื่อที่คุ้นหูแบบนี้ที่ไหนกัน ปรานต์...ปรานต์ อ๋อ…

 

 

“คุณปรานต์ ลูกชายเพื่อนคุณท่านนี่เอง อ๋อ หนูปัณณ์ ตายแล้ว ! ป้าเคยเจอหนูนานแล้วนะคะเนี่ย ตั้งแต่ยังเดินไม่แข็งเลย โตมาน่ารักเหมือนตุ๊กตาเชียวค่ะ”

 

 

มุนีเหล่ตาก้มมามองอยากจะอ้าปากถามว่าน่ารักที่ไหนกัน น่ารำคาญละไม่ว่า ขึ้นชื่อว่าเด็ก น่ารำคาญทั้งนั้นแหละ “ถ้าป้าแมวว่าน่ารัก งั้นเหมียวฝากไว้สักพักนะคะป้าแมว เดี๋ยวขอตัวไปงีบก่อน” เจ้าตัวยิ้มเผล่เมื่อสามารถผลักภาระออกไปได้พ้นตัวเสียที ป้าแมวอดค้อนไม่ได้ แต่พอมุนีเดินไป หนูปัณณ์ก็วิ่งตุปัดตุเป๋ตามไปทันที ทำเอาป้าแมวยิ้มขำ ไม่ห้ามเสียด้วย สงสัยงานนี้เจ้านายของเธอจะมีลุกสมุนคนใหม่ น่าเอ็นดูเสียด้วย

 

 


 

 

มุนีเดินฮัมเพลงเบา ๆ อย่างอารมณ์ดี ด้วยคิดว่าปัดเด็กหญิงให้พ้นตัวได้แล้ว จนมาถึงบันไดจะขึ้นข้างบนบ้าน นั่นแหละหญิงสาวถึงได้รู้ว่ามีเจ้าตัวเล็กวิ่งตามต้อย ๆ จนเหงื่อไหลไคลย้อย ทำเอาเธอร้องลั่น

 

 

“เฮ้ย ตามมาทำไม”

 

 

หนูปัณณ์ก้มหน้างุด ๆ ปาดเหงื่ออย่างน่าสงสาร “คุณพ่อสั่งให้อยู่กับพี่เหมียว” คนตัวเล็กยืนยันคำสั่งของคนเป็นพ่อหนักแน่น

 

 

“ไปอยู่กับป้าแมวมั่งก็ได้ โอ๊ย ไม่รู้รึไงว่าฉันไม่ชอบเลี้ยงเด็ก” หญิงสาวบ่นด้วยความหงุดหงิด ทำเอาหนูปัณณ์น้ำตาคลอ

 

 

“ตะ แต่คุณพ่อสั่งให้อยู่กับพี่เหมียว” เจ้าตัวยังยืนยันคำสั่งของพ่อ ดูท่าไม่ว่ายังไงก็จะไม่ยอมปล่อยคนโตกว่าให้หลุดไปง่าย ๆ

 

 

“อยากจะบ้าตายจริง ๆ” มุนีกลอกตาขึ้นฟ้า แทบจะกรี๊ดใส่ด้วยซ้ำ ถ้าไม่ติดว่าเธอยังมีความเมตตาว่านี่คือเด็กตัวเล็ก ๆ

 

 

“อยากอยู่ก็ตามมาแล้วกัน” ว่าแล้วหญิงสาวก็เดินกระแทกเท้าตึง ๆ ขึ้นบ้านไปทันที ใจจริงอยากจะแกล้งวิ่งหนีซะให้รู้แล้วรู้รอด แต่เพราะว่ากำลังขึ้นบันได้ เดี๋ยวเด็กน่ารำคาญนี่เดินไม่รู้เรื่องรู้ราว ตกลงไป เธอจะโดนข้อหาฆาตกรรมลูกสาวชาวบ้านโดยเจตนาเอาไว้ก่อน

 

 


 

 

หนูปัณณ์เดินตามมุนีมาจนถึงหน้าห้อง ทำให้หญิงสาวนึกขึ้นได้ว่าไม่ได้เตรียมห้องไว้สำหรับเจ้าปัญหานี่เลย เดี๋ยวตกกลางคืนมาขอนอนกับเธออีก จะซวยเอา ว่าแล้วมุนีก็หันมาสั่งเสียงเข้ม ต้องแกล้งข่มไว้ก่อน จะได้เชื่อฟัง

 

 

“เดี๋ยวรอในห้องนี้นะ จะให้ป้าแมวเตรียมห้องให้”

 

 

หนูปัณณ์พยักหน้าหงึกหงัก เดินไปนั่งที่เตียงนอนอย่างสงบเสงี่ยม มุนีเลยจำต้องเดินกลับลงไปข้างล่างอีกครั้ง เพื่อที่จะบอกให้ป้าแมวเตรียมห้องไว้สำหรับหนูปัณณ์ในคืนนี้และอีกหลาย ๆ คืนด้วย

 

 

มุนีลงมาบอกป้าแมวได้ไม่นานก็เดินกลับไปข้างบนอีกครั้ง ระหว่างทางก็บ่นพึมพำไปตลอดไม่เข้าใจว่ามันเป็นเวรกรรมอะไรของเธอนักหนาเหมือนกัน แต่ก็เอาเถอะ ! หญิงสาวถอนหายใจด้วยความจำยอม อดทน ๆ ไปแล้วกัน ยังไงคุณปู่ก็สัญญาไว้ว่าจะให้ค่าขนม ยังไงก็ไม่ได้เลี้ยงฟรี

 

 

เปิดประตูเข้ามาในห้อง ก็เห็นเด็กหญิงนั่งสัปหงกงก ๆ อยู่บนเตียงในท่านั่งเดิม เจ้าตัวขมวดคิ้วมุ่น อยากจะขำก็อยาก แต่ใจมีอคติไปแล้วว่าตัวเองไม่ชอบเด็ก เลยกลั้นขำเอาไว้แล้วตีหน้าหงุดหงิดแทน

 

 

“เด็กน่ารำคาญเอ๊ย !” หญิงสาวบ่นพึมพำ เดินไปจับตัวร่างเล็กผลักเบา ๆ ส่งผลให้หนูปัณณ์ล้มหงายตุ้บ ! ลงไปบนที่นอน ก่อนที่มุนีจะจับขาเล็ก ๆ ทั้งสองข้างหมุนไปไว้บนเตียง แล้วหยิบเอาผ้าห่มมาห่มให้แบบไม่ค่อยจะเต็มใจเท่าไหร่นัก เดินไปเปิดแอร์ไว้เบา ๆ เพราะเห็นร่างเล็กเหงื่อแตก เนื่องจากตอนเธอลงไป ไม่ได้เปิดแอร์ไว้ เดี๋ยวร้อนเป็นผดผื่นขึ้นมาจะลำบากเธอต้องพาไปหาหมอ ดีไม่ดี โดนพ่อผู้รักลูก เอาเรื่องเอาอีก ทำไม ๆ ๆ เธอมันมีแต่เข้าเนื้อแบบนี้นะ...

 

 

 

ตอนที่ 2

 

 


 

 

ปรานต์ดูงานร้านสปาสาขางานที่ประจวบฯ ไม่ค่อยจะเป็นสุขนัก เพราะทางนี้โทร. ไปบอกว่าเกิดการยักยอกเงินขึ้น เขาเลยจำต้องเดินทางมาจัดการปัญหาด้วยตัวเอง ไม่อย่างนั้นเขาก็ไม่อยากทิ้งลูกสาวตัวเล็กไว้ที่กรุงเทพฯ คนเดียว แต่เพราะว่าหนูปัณณ์ติดไปโรงเรียนและก็ค่อนข้างจะขาดเรียนมาเยอะแล้วด้วย ถ้าขาดอีกเขาเกรงว่าจะมีปัญหา ชายหนุ่มเลยจำต้องไปฝากไว้ที่บ้านท่านนายพลอย่างเสียไม่ได้ และอีกอย่างที่ชายหนุ่มกังวลก็คือ ดูจากท่าทางของมุนีแล้ว เขาเองก็พอจะเดาออกว่าเธอคงไม่ค่อยจะเต็มใจที่จะรับลูกสาวเขาไว้ดูแลสักเท่าไหร่ด้วย

 

 

เมื่อก่อน ตอนที่พ่อแม่ของเขายังอยู่ ก็ได้ท่านช่วยดูแลให้ แต่พอท่านทั้งสองเสียไปด้วยอุบัติเหตุ ก็ไม่มีคนดูแลให้อีก จ้างพี่เลี้ยงมากี่คนก็ลาออกไปจนหมด ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน จนสุดท้ายเขาต้องดูแลเอง อาศัยแม่บ้านคนเก่าคนแก่ ช่วยดูแลบ้าง เวลาต้องไปต่างจังหวัดไกล ๆ ก็ต้องเอาไปฝากบ้านญาติคนสนิทที่ไว้ใจได้ เป็นอย่างนี้ เขาเองก็สงสารลูกใจจะขาด แต่ก็ยังไม่รู้จะแก้ปัญหายังไง งานก็ยุ่งวุ่นวายท่วมหัว เหนื่อยจนตัวเขาเองยังแทบไม่มีเวลาแม้จะหายใจด้วยซ้ำ

 

 

“คุณปรานต์ครับ” เสียงลูกน้องที่เดินตามหลังมาเรียกเขาเบา ๆ ปรานต์เรียกความคิดของตัวเองกลับคืนมาอยู่กับงานตรงหน้า แล้วหันมาตามเสียงเรียก

 

 

“อะไร”

 

 

“เสียงโทรศัพท์ดังตั้งนานแล้วนะครับ คุณปรานต์ไม่รับเหรอครับ”

 

 

“ฮัลโหลครับ ปรานต์พูดครับ” เสียงที่ดังมาจากปลายสายทำเอาเขาขมวดคิ้วมุ่น เหมือนความหนักใจจะเพิ่มมากขึ้นไปอีก ชายหนุ่มนิ่งฟังอีกฝ่ายอยู่นานก่อนที่เขาจะตอบเสียงเรียบแต่หนักแน่นและค่อนข้างจะบอกว่าไม่พอใจ “คุณไม่ต้องห่วง ผมดูแลลูกได้ หนูปัณณ์จะไม่มีปัญหาถ้าอยู่กับผม แล้วผมก็สั่งคุณห้ามยุ่งกับแก ไม่ว่าจะเรื่องอะไรทั้งนั้น” แต่ดูเหมือนว่าทางโน้นจะยังไม่ยอมเลิกรา “ตอนนี้ผมกำลังทำงาน ผมขอยืนยันอีกครั้งว่าลูกจะมีความสุขเมื่ออยู่กับผม และไม่ต้องการความช่วยเหลือจากคุณ แค่นี้นะ ผมกำลังยุ่ง” ชายหนุ่มตัดบทวางโทรศัพท์ไปทันที มิหนำซ้ำยังกดปิดอีกด้วย

 

 

“มีอะไรให้ผมช่วยหรือเปล่าครับ” ณภัทร ลูกน้องคนสนิทเอ่ยถามเจ้านายด้วยความเป็นห่วง เพราะทำงานด้วยกันมานาน สนิทกันจนมากกว่าเจ้านายลูกน้องไปเสียแล้ว ทั้งคู่เลยรู้สึกว่าเหมือนจะเป็นเพื่อนกันมากกว่า

 

 

“ไม่เป็นไร เอารายงานมาดูซิ แล้วเรื่องนั้นว่าไงล่ะ” ชายหนุ่มถามถึงพนักงานที่เขาเพิ่งจะจับได้ว่ายักยอกเงินของร้านไป ณภัทรยื่นรายงานให้เจ้านายทันที ชายหนุ่มคลึงที่หัวคิ้วเบา ๆ ก่อนจะเปิดออกดู

 

 

“ส่วนเรื่องพนักงานนั้นผมให้ทางตำรวจดำเนินคดีอยู่ครับ คุณปรานต์ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ ไม่ต้องกังวลด้วย พรุ่งนี้คุณปรานต์ก็กลับกรุงเทพฯ ได้เลยครับ ที่เหลือผมจัดการได้ ไม่ต้องห่วงนะครับ ผมยืนยันว่าทุกอย่างจะเรียบร้อยแน่นอนครับ”

 

 

“ขอบใจนะ” เขาเงยหน้ามายิ้มนิด ๆ ยังดีว่าณภัทรคอยดูแลงานช่วยเหลือเขามาตลอด เพราะช่วงนี้ยุ่งมากเหลือเกิน ไหนจะเรื่องงานเรื่องลูกอีก ชายหนุ่มเหนื่อยจนสายตัวแทบขาด ไม่รู้ว่าจะต้องผจญกับปัญหาไปแบบนี้อีกนานเท่าไหร่

 

 


 

 

มุนีเดินออกมาจากห้องน้ำด้วยความสดชื่น เอาผ้าขนหนูซับปลายผมที่เปียกน้ำเบา ๆ พอหมาด แล้วจึงหยิบเอาชุดนอนตัวโปรดเป็นชุดเสื้อและกางเกงสีขาวลายทางยาวออกมาจากตู้ เปลี่ยนเรียบร้อยแล้วจึงเดินมานั่งทำโน่นทำนี่จุกจิกที่เตียง

 

 

ก๊อก ๆ ๆ ๆ ๆ เสียงเคาะประตูดังขึ้น หญิงสาวชะงักมือจากการเก็บของที่กำลังทำอยู่เดินไปเปิดประตู ใครกันนะมาเคาะเอาป่านนี้ สี่ทุ่มแล้ว ป้าทองจะมีอะไรกัน

 

 

แต่พอเปิดประตูมาก็ต้องชะงัก อ้าปากทันที ไม่รู้จะพูดอะไรก่อนดี เมื่อร่างเล็กของหนูปัณณ์หอบเอาทั้งหมอนทั้งผ้าห่มมายืนตัวสั่น ก้มหน้างุด ๆ อยู่ที่หน้าห้อง

 

 

“มีอะไร” หญิงสาวถามเสียงห้วน หลานเธอรึก็ไม่ใช่ ญาติโกโหติกาก็ไม่ใช่ ทำไมต้องมาวุ่นวายกับเธอนักหนาเนี่ย

 

 

“นะหนูปัณณ์ กะ...กลัวผี” เสียงเล็ก ๆ ตอบเครือ ๆ สั่น ๆ มองซ้ายมองขวาด้วยความหวาดระแวง หลังจากหอบเอาผ้าห่มพันตัวออกมาจากห้องเพราะกลัวเกินกว่าจะนอนได้

 

 

“กลัวผีก็บอกป้าแมวมานอนเป็นเพื่อนสิ” หญิงสาวบอก ด้วยลืมไปว่าร่างเล็กที่กำลังหอบผ้าห่มหน้านิ่งตาแดงอยู่นี่เพิ่งมาอยู่ที่นี่ ไม่ได้คุ้นเคยกับอะไร ๆ ในบ้านเหมือนอย่างเธอ

 

 

“นะ...หนูปัณณ์กลัว หะ...ให้หนูปัณณ์นอนด้วยนะ นะ...หนูปัณณ์สัญญาว่าไม่ดื้อ ไม่ซนนะคะ ฮึก...ฮึก” เสียงขอร้องมาพร้อมกับเสียงสะอื้น มุนีเกาหัวแกรก อยากจะกรี๊ดให้ลั่นบ้าน ถ้าพ่อเด็กนี่กลับมาเมื่อไหร่นะเธอจะเอามือข่วนหน้าด้วยข้อหาที่เลี้ยงลูกสาวได้งอแงจนน่ารำคาญ

 

 

“เข้ามา” หญิงสาวบอกเสียงสะบัด เดินตึง ๆ เข้าไปในห้อง ร่างเล็กวิ่งตามแบบทุลักทุเล เพราะต้องหอบหิ้วเอาทั้งหมอนทั้งผ้าห่มลากพื้นไปด้วย “นอนบนเตียงฝั่งโน้นนะ ห้ามล้ำเส้น” เธอว่า หนูปัณณ์ปีนขึ้นเตียง เอาหมอนวาง แล้วรีบสอดตัวเข้าไปใต้ผ้าห่ม หลับตาปี๋ จนหัวคิ้วเล็ก ๆ นั่นย่น สักแป๊บก็ลืมตามามองพี่เหมียวตาแป๋ว

 

 

“พะ...พี่เหมียวไม่นอนเหรอคะ”

 

 

“ยังไม่ง่วง” มุนีตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว

 

 

“หนูปัณณ์นอนไม่หลับ ไม่มีตุ๊กตากอด” เสียงเล็กบอกอ่อย ๆ “หนูปัณณ์ลืมเอาตุ๊กตามาจากที่บ้านค่ะพี่เหมียว”

 

 

มุนีถอนหายใจเฮือกใหญ่ พยายามสะกดอารมณ์รำคาญ เดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าของตัวเอง แล้วควานหาไปตรงมุมล่างของตู้ หยิบเอาตุ๊กตาเก่า ๆ สมัยเด็ก ๆ ของตัวเองออกมา เป็นตุ๊กตาหมาสีน้ำตาลตัวเล็ก แล้วเดินมายื่นให้คนตัวเล็กที่นอนมองตาแป๋ว

 

 

“ขอบคุณค่ะ...พี่เหมียว...ใจดีจัง”

 

 

“ของมันไมได้ใช้แล้วเฉย ๆ หรอก” เจ้าตัวพึมพำแก้เก้อที่ได้รับคำชมจากเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ที่ดูจะดีใจกับเจ้าตุ๊กตาหมาเป็นการใหญ่ เอานอนกอดแนบอก

 

 

มุนีเดินกลับมาที่เตียง กำลังจะล้มตัวลงนอน เสียงของหนูปัณณ์ก็ดังขึ้นมาอีกเบา ๆ

 

 

“นะ...หนูปัณณ์อยากฟังนิทาน”

 

 

“พี่เล่าไม่เป็น”

 

 

“ระ...เรื่องกระต่ายกับเต่าก็ได้ค่ะ ถะ...ถ้าไม่ได้ฟังนิทาน นะ...หนูปัณณ์จะนอนไม่หลับ อึก ๆ ฮือ” เสียงเล็ก ๆ ครางมาเบา ๆ มุนีกำมือแน่น มันเรื่องอะไรนักหนาที่เธอต้องมาเล่านิทานให้ฟังเนี่ย ขนาดหลานเธอเธอยังไม่เคยเล่าให้ฟังเลย คนตัวโตกว่าเอนตัวลงนอนหันหลังหนี แต่เสียงสะอื้นยังดังมาแว่ว ๆ สร้างความรำคาญ จนสุดท้ายเธอก็ต้องหันไปจนได้

 

 

“เออ ๆ เล่าก็ได้ เรื่องมันเป็นไงล่ะ บอกมาดิจะเล่าให้ฟัง” เจ้าตัวบอกเสียงหงุดหงิด เธอเคยฟังนิทานก่อนนอนที่ไหนกันล่ะ เด็กน้อยส่งสายตาแป๋ว ๆ มาให้ ก่อนจะบอก

 

 

“พี่เหมียวมานอนข้าง ๆ หนูปัณณ์สิคะ” เจ้าตัวบอกเสียงใส มุนีทำท่าฟึดฟัดอยู่สักแปบก่อนจะเอนตัวล้มลงนอนแบบไม่เต็มใจ หน้านิ่วคิ้วขมวด ตีหน้ายักษ์หน้ามารเท่าที่จะทำได้

 

 

“บอกมาเร็ว ๆ จะได้เล่า จะได้นอนเสียที ง่วงจะตายอยู่แล้วรู้มั้ยนี่” หน้าเล็กก้มงุด ๆ ถอนหายใจเบา ๆ ก่อนที่จะเล่า

 

 

“มีกระต่ายตัวหนึ่งวิ่งเร็วมาก ๆ อาศัยอยู่ในป่าใหญ่ เจ้ากระต่ายชอบหลงตัวเองว่าตัวเองเก่ง”

 

 

“อืม” มุนีทำท่าทางเหมือนไม่ค่อยจะอยากฟังนัก หนูปัณณ์มองมาด้วยความน้อยใจ แต่ก็ยังเล่าต่อ

 

 

“จะ...เจ้ากระต่ายชอบโอ้อวด เลยไปท้าเจ้าเต่าให้วิ่งแข่งกัน วิ่งแข่งกันน่ะค่ะ พี่เหมียวเคยวิ่งแข่งมั้ยคะ”

 

 

“ไม่เคยอ่ะ...เหนื่อย” หญิงสาวตอบ หนูปัณณ์ยู่หน้าเล็ก ๆ ปากสีชมพูอย่างนึกเสียดาย กะว่าจะอวดเสียหน่อยว่าตัวเองเคยวิ่งแข่งมาก่อน แต่ดูท่าพี่เหมียวจะไม่สนใจเอาเสียเลย “เล่าต่อดิ ยังไม่จบเลย”

 

 

“แล้วเจ้าเต่ากับกระต่ายก็วิ่งแข่งกัน เจ้ากระต่ายวิ่งนำไปไกล แล้วหยุดพัก เพราะไม่เห็นเต่าวิ่งมาเลยงีบหลับ สุดท้ายเจ้าเต่าเลยวิ่งเข้าเส้นชัยไปเลย” หนูปัณณ์เล่าจบแล้วก็ตบมือเล็กแปะ ๆ ให้ตัวเองอย่างภาคภูมิใจ รีบหันหน้ามาจะถามคนที่นอนอยู่ข้าง รวมทั้งทวงเรื่องนิทานที่คนข้าง ๆ บอกว่าจะเล่าให้ฟังด้วย แต่แล้วปากเล็ก ๆ เป็นกระจับก็ต้องห่อค้างเป็นรูปตัวโอเมื่อพี่เหมียวที่บอกว่าจะเล่านิทานหลับไปเสียแล้ว เจ้าตัวก้มหน้างุด ๆ น้ำตาเริ่มเอ่อ คิดถึงคุณพ่อขึ้นมาจับใจ ทั้งว้าเหว่ ทั้งเหงา แถมพี่เหมียวก็มาทำท่ารำคาญอีก คิดแล้วก็ได้แต่ปาดน้ำตาที่ไหลลงมาบนแก้มใสป้อย ๆ กอดเอาตุ๊กตามาซุกไว้กับตัว ใบหน้าเล็กซบลงไปแล้วแอบร้องไห้อย่างน่าสงสาร

 

 


 

 

“คุณเหมียวคะตื่นได้แล้วค่ะ”

 

 

มุนีพลิกตัวไปมาเอาหมอนมาอุดหูก็แล้ว ไม่เข้าใจว่าทำไมป้าแมวถึงได้เคาะเรียกอยู่นั่น วันนี้เธอมีเรียนตอนสิบโมงไม่เห็นว่าจะต้องรีบอะไรเลยนี่นา

 

 

“คุณเหมียวคะ หนูปัณณ์รอนานแล้วนะคะ”

 

 

ชื่อที่ป้าแมวยกมาอ้างทำเอาหญิงสาวหยุดกลิ้งไปกลิ้งมานิ่งงัน เหมือนจะเพิ่งนึกได้ถึงภาระที่มีคนเอามาฝากไว้เมื่อวาน สักพักก็ลุกขึ้นมาทุบหมอกด้วยความหงุดหงิด นี่เธอต้องกลายเป็นแม่ลูกอ่อนอีกนานมั้ยเนี่ย

 

 

“ค่ะ เดี๋ยวเหมียวออกไปแต่งตัวแปบหนึ่งนะคะ” เจ้าหล่อนตะโกนกลับออกไป ก่อนจะลุกไปเปิดตู้หยิบเอาผ้าขนหนูออกมาแบบไม่เต็มใจเลยสักนิดเดียว

 

 

“เร็ว ๆ นะคะ หนูปัณณ์เข้าเรียนก่อนแปดโมงนะคะ” นั่นยิ่งทำให้เธอหงุดหงิด แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเธอนักหนา ทำไมไม่ให้คนรถไปส่งซะก็สิ้นเรื่องกันไป

 

 


 

 

ปรานต์เดินออกมาจากห้องทำงานด้วยใบหน้าเคร่งเครียด ชุดสูทสีดำมีรอยยับเล็กน้อย แต่เนคไทถูกปลดออกไปแล้ว สภาพเสื้อเชิ้ตตัวในก็ไม่เหลือร่องรอยของความเรียบเอาเสียเลย เมื่อคืนชายหนุ่มทำงานจนดึกเพราะอยากเร่งให้เสร็จทันเย็นนี้ นี่ก็เหลือเพียงตรวจดูความเรียบร้อยอีกเล็กน้อยเท่านั้น เย็นนี้เขาได้กลับบ้านไปหาลูกสาวตัวน้อยของเขาสักที ชายหนุ่มเดินไปพร้อมกับยกมือคลึงที่หัวตาเบา ๆ ระหว่างคิ้วมีรอยย่นของความเครียด ตาคมออกจะหมองไม่ค่อยจะสดใสเท่าไหร่นัก

 

 

ปรานต์เดินมาจนถึงห้องพักทิ้งตัวลงนั่งแบบเนือย ๆ สิ่งแรกที่เขาทำคือกดโทรศัพท์หาหนูปัณณ์ลูกสาวที่แสนจะคิดถึงทันที

 

 

หนูปัณณ์กำลังตักข้าวต้มเข้าปากช้า ๆ พร้อมกับเหลือบตามองนาฬิกาสลับกับมองไปข้างบนด้วย เจ็ดโมงกว่าแล้วพี่เหมียวยังไม่ลงมา แล้วจะไปโรงเรียนทันไหมหนอ คิดแล้วมือเล็ก ๆ ก็ได้แต่ตักข้าวต้มเข้าปากคำที่สองเพราะทำอะไรไปมากกว่านี้ไม่ได้ คิดเพียงแต่ว่า

 

 

เมื่อไหร่คุณพ่อจะกลับมาเสียที...

 

 

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอยู่ไม่ไกลนัก หนูปัณณ์หันไปมองแล้วไม่เห็นว่ามีใครอยู่เพราะป้าทองขอตัวไปทำงานต่อที่หลังบ้าน ส่วนพี่เหมียวก็ยังไม่ลงมา ร่างเล็กเลยปีนลงจากเก้าอี้ที่ค่อนข้างใหญ่ วิ่งไปรับโทรศัพท์

 

 

“ฮัลโหล นี่บ้านพี่เหมียวค่ะ” เสียงใส ๆ เรียกรอยยิ้มให้คนที่กำลังอ่อนล้า

 

 

“หนูปัณณ์เหรอครับ นี่พ่อปรานต์นะ”

 

 

“คุณพ่อ !!!” เจ้าตัวร้องแหลมด้วยความดีใจ กระโดดเหยง ๆ “คิดถึงคุณพ่อจังเลยค่ะ เมื่อไหร่คุณพ่อจะกลับมาหาหนูปัณณ์คะ”

 

 

“เดี๋ยวพรุ่งนี้พ่อจะกลับแล้วครับ หนูปัณณ์สบายดีมั้ยครับ”

 

 

“ดีค่ะ แต่ว่าคุณพ่อไม่อยู่ไม่มีใครเล่านิทานให้หนูปัณณ์ฟังเลย” ปลายเสียงของลูกสาวออกจะเศร้า ๆ ปรานต์ได้ยินก็รีบพูดเอาใจทันที

 

 

“เดี๋ยวพรุ่งนี้พ่อกลับไปจะเล่าชดเชยให้หนูปัณณ์นะครับ”

 

 

“ค่ะ” เด็กน้อยคลี่ยิ้มด้วยความดีใจ “คุณพ่อรีบกลับมานะคะ หนูปัณณ์รอฟังนิทานของคุณพ่ออยู่นะคะ” เสียงเศร้า ๆ ใสขึ้นทันตาเห็น ปรานต์ยิ้มออกมาบาง ๆ ฟังจากเสียงแสดงว่ายังอยู่ดีมีสุข เพราะหนูปัณณ์ติดจะขี้แยบางครั้ง ถ้ามีเรื่องอะไรมากระทบนิดหน่อยก็จะร้องไห้ แต่ถ้าเสียงใสได้ขนาดนี้แสดงว่าหญิงสาวที่เขาไว้ใจฝากลูกสาวไว้คงจะดูแลหนูปัณณ์ได้เป็นอย่างดี

 

 

“งั้นหนูปัณณ์ไปโรงเรียนนะครับ ไม่ดื้อไม่ซนกับพี่เขานะครับ”

 

 

“ค่ะ คุณพ่ออย่าลืมคิดถึงหนูปัณณ์มาก ๆ นะคะ”

 

 

“สัญญาครับผม” ชายหนุ่มยกมือขึ้นชูสามนิ้วประกอบด้วยแม้ว่าลูกสาวจะไม่เห็นก็ตาม ก่อนจะบอกร่ำลากันแล้ว ชายหนุ่มจึงวางโทรศัพท์ลงด้วยใบหน้าที่สดใสมากกว่าเดิมนัก ทิ้งตัวลงนอนด้วยความเหนื่อยที่แบกอย่างหนักอึ้งมาทั้งวันทั้งคืน

 

 


 

 

มุนีเดินลงมาจากข้างบนด้วยหน้าเบื่อ ๆ หญิงสาวอยู่ในชุดนักศึกษาขนาดพอดีตัว ด้านหลังมีรอยยับนิดหน่อยด้วยว่าพอแต่งตัวเสร็จเจ้าตัวยังทำใจลาจากที่นอนไปไม่ได้ เลยเอนตัวลงนอนกลอกตาไปมาอยู่สักพัก ก่อนจะทำใจเดินลงมาข้างล่าง จึงได้เห็นว่าหนูปัณณ์นั่งรออยู่ที่โต๊ะอาหาร

 

 

ใบหน้าเล็ก ๆ ช้อนตาแป๋ว ๆ ขึ้นไปมองคนที่เพิ่งเยื้องย่างลงมา อดเผลอที่จะยิ้มออกมาไม่ได้ ทำเอามุนีขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัย

 

 

“พี่เหมียวทานอาหารก่อนสิคะ”

 

 

“อือ” มุนีเออออ เดินอ้อมมานั่งฝั่งตรงข้ามที่มีชามข้าวต้มซึ่งป้าทองเตรียมไว้ตั้งอยู่ “กินแล้วเหรอเราน่ะ”

 

 

“หนูปัณณ์ทานแล้วค่ะ อร่อยมากเลย”

 

 

“เหรอ” เจ้าตัวตักข้าวต้มเข้าปากเนือย ๆ “พ่อเราโทร. มาบ้างหรือเปล่าล่ะ”

 

 

“คุณพ่อบอกว่าพรุ่งนี้จะกลับแล้วค่ะ” หนูปัณณ์บอกเสียงใส กับประโยคที่สามารถเรียกยิ้มกว้างให้คนฟังได้เป็นอย่างดี มุนีแทบจะร้องไชโยเสียด้วยซ้ำไป วางช้อนข้าวต้มลงทันที รู้สึกอิ่มอกอิ่มใจขึ้นมากะทันหัน

 

 

“พี่เหมียวทานเสร็จแล้วเหรอคะ”

 

 

“อืม ไปโรงเรียนได้แล้วป่ะ เดี๋ยวสาย” หนูปัณณ์มองหน้าหญิงสาวงง ๆ อิ่มแล้วเหรอ ทำไมผู้ใหญ่นี่แปลกจัง เมื่อกี้ยังหน้าเบื่อ ๆ แป๊บเดียวก็ดูใจดีสดชื่นขึ้นมา ทำเอาเด็กอย่างหนูปัณณ์ออกอาการงง

 

 

----------

ติดตามเรื่องราวต่อไปได้ในรูปแบบรูปเล่ม "กามเทพสื่อรัก" โดย ปั้นหยา ค่ะ

 

แก้ไขล่าสุด ใน วันพฤหัสบดีที่ 03 มิถุนายน 2010 เวลา 06:45 น.
 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่


รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช

Your Shopping Cart

Your Shopping Cart
รถเข็นของท่านยังไม่มีรายการสินค้า

button_checkout
button_how
button_delivery

button_tel

Links

cs

school

b_job

Wallpaper สำหรับแฟนๆ