สำนักพิมพ์ | หมวดหนังสือ

fs

ws

ls

ps

ts

ค้นหาผลงานนักเขียน 1168



Online Status

เรามี 18 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

เสียงจากนักอ่าน

  • What is your favorite sitcom most? buy zithromax
  • Hello, who noted how the new year? buy prednisone ...
  • Hello, who noted how the new year?
  • อร๊ายยยยยยย เพิ่งอ่านจบหมาด ๆ ตอนจบในหนังสือ หวานน...
  • เจอนิสัยหมอโห แล้ว อึ๋ยยย ตรงสเปกมากมาย เจอนางเอกก...
  • บอกได้คำเดียวว่ า น่าอ่านมาก
  • :D
  • เล่มนี้ซื้ออ่าน แล้วด้วย
  • ตามมาเก็บความหว านของหมอโหกะหนู หวายคะ ยินดีกับคุณ...
  • อ่านจบแล้วค่ะ พระเอกกะล่อน แต่ก็น่าร้าก :-* :-* :o...
  • คีราณไปที่รีสอร ์ตแล้ว จะเจอนางเอกแล้ว :oops:
  • คีราณน่ารักกกกก กกกกกกกกกก ่ตามอ่านตั้งแต่ ในเว็บแ...
dying_area


 


ตัวอย่างเนื้อเรื่อง : จำเพียงรัก

 

lp0011

จำเพียงรัก
ผู้แต่ง รัมย์
ราคา 169 บาท 
จำนวนหน้า 256 หน้า 
ISBN 978-616-520-028-8

 

Download ตัวอย่างเนื้อเรื่อง

 

 

 

1

 


 

 

หมอกหนาทึบล้อมรอบตัว ไม่ว่าจะเพ่งสายตาไปทางใดก็เห็นเป็นเพียงกลุ่มควันสีขาวขุ่น ความอึดอัดแม้เป็นสิ่งที่มองไม่เห็น แต่กลับสามารถรู้สึกได้ว่ามันเป็นดั่งกระจกใสซึ่งกำลังบีบรัดเข้ามาจากทุกทิศ ความรู้สึกเหมือนถูกบีบนั้น ทำให้การหายใจติดขัด ความร้อนรนอยากหลุดพ้นจากกรอบไร้ตัวตน ทำให้ต้องกระเสือกกระสนเพื่อหาอากาศหายใจละลายความอึดอัดเหล่านั้น หญิงสาวสูดลมหายใจเฮือกสุดท้าย หลับตาแน่นก่อนทะลึ่งพรวดจากกรอบไร้ตัวตนพร้อมกับลืมตาโพลง

 

 

แสงสว่างของหลอดไฟบนเพดานสีขาวเป็นสิ่งแรกที่สามารถมองเห็น หลังจากกะพริบตาหลายครั้งเพื่อสร้างความคุ้นชินกับแสงแล้ว หญิงสาวก็เหลือบสายตามองทั้งซ้ายและขวา ก่อนขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจเมื่อเห็นว่ารอบห้องที่หล่อนกำลังอยู่นั้นมีลักษณะคล้ายกับห้องพิเศษในโรงพยาบาลอย่างไรอย่างนั้น

 

 

หญิงสาวขยับตัวผุดลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล นั่นเพราะอาการปวดศีรษะตุบ ๆ ซึ่งเกิดขึ้นทันทีที่หล่อนขยับตัว และสายระโยงระยางเต็มแขนซ้ายขวานั่นอีก เมื่อมาอยู่ในท่าครึ่งนั่งครึ่งนอนแล้ว หญิงสาวก็ก้มลงมองสภาพร่างกายของตัวเอง

 

 

...แปลกที่หล่อนใส่ชุดเหมือนคนไข้ในโรงพยาบาล...

 

 

คิ้วขมวดอีกครั้งเมื่อนึกมาถึงตรงนี้...หล่อนจะมาอยู่โรงพยาบาลได้ยังไงในเมื่อหล่อนเป็นคนที่...เป็นคนที่...เอ...หล่อนเป็นคนยังไงนะ ?

 

 

และก่อนที่หญิงสาวจะทันได้คิดออกว่าตัวเองเป็นคนที่ยังไง ประตูห้องก็เปิดผลัวะอย่างไม่มีการเคาะนำ พร้อมกับร่างของผู้บุกรุก

 

 

คนแรกเป็นชายหนุ่มร่างสูง ใบหน้าเพรียวได้สัดส่วนพอเหมาะเครื่องหน้าคม เสียอย่างเดียวตรงแววตาของชายหนุ่มดูดุดันเสียจนคนมองต้องเสหลบ ข้าง ๆ เขามีผู้ชายอีกคนส่งยิ้มมาให้ รูปหน้ามีประพิมพ์ประพายคล้ายกับคนแรกจนหญิงสาวเดาว่าน่าจะเป็นพี่น้องกัน...สายตาและสีหน้าของผู้ชายคนแรกทำให้หญิงสาวเผลอถอยหลังชิดพนักเตียงโดยอัตโนมัติ

 

 

“ทีอย่างนี้ทำกลัว ก่อนหน้านี้ล่ะเก่งนักเชียว !” เขาตะคอก พร้อมกับยื่นหน้าเข้าไปใกล้ ระยะประชิดแม้ทำให้หญิงสาวผงะด้วยความตกใจ แต่หล่อนก็ได้เห็นว่าแววตาสีเหล็กที่แม้จะดูดุดันกลับมีประกายบางอย่างวับแวบชวนให้ฉงน จมูกโด่งคมเตะตารับกับริมฝีปากหยักหน้าที่ตอนนี้กำลังสั่นระริกด้วยแรงอารมณ์ กลับเป็นอาการชวนมองอย่างน่าประหลาด แม้แต่รอยแผลสดใหม่หลายรอยบนใบหน้าก็ชวนมองไม่แพ้กัน

 

 

“ยังมาทำเป็นจ้องหน้าอีกนะ ! เลิกทำหน้าหมางงได้แล้วโว้ย !” คราวนี้นอกจากเสียงดังราวฟ้าฝ่าแล้ว มือของชายหนุ่มยังพุ่งตรงเข้าหาหญิงสาวซึ่งสะดุ้งตั้งแต่ได้ยินเสียงตวาดและเริ่มกรีดร้องเมื่อมือแข็งแรงทั้งสองข้างยื่นเข้ามาใกล้ ปฏิกิริยาต่อมาของหล่อนคือการปัดป้องพร้อมหยิบคว้าของใกล้มือปาใส่แบบไม่ยั้ง

 

 

“โว้ย ! ทำอะไรของเธอวะ ! หยุดสิโว้ย !” ชายหนุ่มยังคงส่งเสียงอยางกราดเกรี้ยว พลางปัดสิ่งของซึ่งปลิวมาปะทะและพยายามก้าวเข้าหาคนปา

 

 

“แพร...พอเถอะ เลิกโวยวายแล้วก็คุยกันดี ๆ ได้แล้ว” เสียงนุ่ม ๆ ของคนยิ้มสวยดังแทรกความวุ่นวาย แม้จะเป็นเพียงเสียงเบา ๆ ...แต่แปลกที่มันสามารถทำให้ชายหนุ่มหญิงสาวทั้งคู่หยุดได้ทันทีราวกับไฟฟ้าโดนปิดสวิตซ์ เมื่อเห็นว่าทั้งคู่สงบลง ชายหนุ่มก็ก้าวเข้ามาใกล้หญิงสาว ระยะใกล้ทำให้หล่อนเห็นว่าภายใต้รอยยิ้มที่มองผาด ๆ ว่าสวยสว่าง...แววตาเขากลับกร้าวกระด้างไม่มีรอยยิ้มเหมือนริมฝีปากแม้แต่น้อย...และนั่นทำให้หญิงสาวรู้สึกหนาวเยือกจนต้องคว้าผ้าห่มขึ้นมากอดแน่น

 

 

“เอาล่ะ...แพร...ฉันรู้ว่าเธอคงรู้ตัวว่าทำอะไรไว้กับพวกเราบ้าง แน่นอน มันรุนแรงเสียจนอาการบาดเจ็บของเธอก็ไม่สามารถเรียกคะแนนสงสารจากพวกเราได้เลย...ฉันอยากรู้เหตุผลที่เธอทำอย่างนั้น และก็ได้แต่หวังว่ามันจะเป็นเหตุผลที่สมควรจนพวกเราสามารถให้อภัยเธอได้นะ” คำอธิบายที่มาพร้อมกับรอยยิ้มสวย ไม่สามารถทำให้หญิงสาวหายจากอาการหวาดระแวงที่เข้าเกาะกินหัวใจได้

 

 

“พะ...พวกคุณเป็นใคร ?” เสียงที่เปล่งถามค่อนข้างสั่นทีเดียว แต่กระนั้นก็ยังสามารถหยุดชะงักอาการของผู้ชายสองคนได้ ชายหนุ่มยิ้มสวยฉีกยิ้มมากขึ้นหลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง ส่วนชายหนุ่มอีกคนเริ่มแสยะยิ้ม

 

 

“อย่าบอกว่าจะใช้มุกความจำเสื่อมมากลบเกลื่อนความผิดของตัวเองนะยัยเซ่อ ! ไม่สำเร็จหรอกขอบอก ไอ้ท่าเอ๋อ ๆ ทำอย่างกับว่าตัวเองหวานใสไร้เดียงสาน่ะ อย่าหวังว่าจะหลอกกันได้เชียวฉันไม่หลงกลหรอกจะบอกให้ !” เขาตะโกนลั่นห้อง หญิงสาวได้แต่สะดุ้งแล้วสะดุ้งอีกกับอากัปกิริยาที่เหมือนอยากพุ่งเข้ามาบีบคอของอีกฝ่าย แต่แม้จะกลัวเกรงหล่อนก็ได้แต่ส่งเสียงสั่น ๆ กลับไปอีกครั้ง

 

 

“ฉัน...ฉันเปล่าทำเอ๋อนะ...ฉันไม่รู้จริง ๆ ว่าพวกคุณเป็นใคร...จะว่าไป...ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่า...ว่า...ฉันเป็นใคร” นอกจากเสียงจะสั่นแล้ว หญิงสาวยังรู้สึกว่าหัวตาร้อนผ่าว ก่อนน้ำตาเม็ดโตจะผุดขึ้นมาออกันอยู่ขอบตา อาการของหล่อนไม่สามารถทำให้ชายหนุ่มหน้าโหดลดดีกรีของอารมณ์ลงได้ เขาถลันเข้ามาอีก แต่ชายหนุ่มอีกคนยกมือกันไว้เสียก่อน

 

 

“เดี๋ยวก่อนพี่พราน...มีอะไรแปลก ๆ” ชายหนุ่มบอกเมื่ออีกฝ่ายมองหน้าคล้ายสงสัย คำบอกของเขาทำให้ชายหนุ่มอีกคนหรี่ตามอง

 

 

“อย่าบอกนะพฤกษ์ ว่านายเชื่อคำพูดยัยตัวร้ายนี่ !” เขาขึ้นเสียงสูง พฤกษ์พยักหน้ารับช้า ๆ “นี่นาย !”

 

 

“พี่พรานลองดูแววตาของแพรสิ...ผมมองแล้วเห็นว่ามันไม่เหมือนเดิม” พฤกษ์อธิบายกลบเสียงฟ้าผ่าของพี่ชายพร้อมกับพยักพเยิดมาทางหญิงสาว

 

 

คำอธิบายของเขาทำให้พรานหันกลับไปมองหญิงสาวอย่างพิจารณา ครู่ใหญ่พรานก็ดึงตัวเองกลับไปยืนข้างพฤกษ์ ทั้งคู่สบตากันก่อนที่พรานจะหมุนตัวเดินออกจากห้องไปโดยมีพฤกษ์ตามไปติด ๆ ปล่อยให้หญิงสาวนั่งตบอกปุ ๆ อยู่บนเตียงด้วยความโล่งใจเพียงลำพัง

 

 

เมื่ออยู่คนเดียว หญิงสาวเริ่มกวาดสายตาไปมองรอบ ๆ ห้องอีกครั้ง พร้อมกับครุ่นคิดถึงเรื่องของตัวเอง หล่อนได้แต่ยกมือขึ้นเคาะศีรษะเมื่อพยายามนึกถึงชื่อที่ถูกเรียกเมื่อครู่ ‘แพร’ ชื่อที่คิดวนไปวนมาอย่างไรก็ไม่รู้สึกคุ้นเคยแม้แต่น้อย...ความคิดวอบแวบในสมองสั่งการให้หญิงสาวก้าวลงจากเตียง คว้าเสาน้ำเกลือลากตรงไปยังห้องน้ำ...เป้าหมายของหล่อนคือ...กระจกเงา

 

 


 

 

ผู้หญิงที่เงาในกระจกสะท้อนออกมา มีใบหน้ารูปไข่ ล้อมกรอบด้วยผมหยักศกสีน้ำตาลแดงยาวเคลียไหล่ ดวงตากลมโตมีลูกแก้วสีดำสนิทบรรจุอยู่ในนั้น คิ้วเรียวสวยราวกับได้รับการดูแลเอาใจใส่สม่ำเสมอ จมูกโด่งคมรับกับริมฝีปากอิ่มเต็ม เมื่อหญิงสาวลองยกมือขึ้นจับแก้ม เงาในกระจกก็ทำตาม...หล่อนไม่ได้ฝันไป

 

 

...ผู้หญิงคนนั้นคือหล่อนจริง ๆ ด้วย...แต่...ทำไมนะ ทั้ง ๆ ที่หล่อนเห็นเงาตัวเองแล้ว ความคิดกลับยิ่งมืดมนกว่าเดิม

 

 

“บ้าชัด ๆ ทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้นะ !” เสียงโวยวายนั้นดังขึ้นพร้อมกับการกระชากประตูห้องให้เปิดออก หญิงสาวสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ ก่อนปิดประตูห้องน้ำตามสัญชาตญาณเอาตัวรอดที่สมองสั่งการ แต่ยังเหลือช่องไว้พอให้มองเห็นเหตุการณ์ข้างนอกได้ถนัด

 

 

“แต่หมอบอกว่ามีทางหายนี่นา...ผมว่าเราใจเย็น ๆ ดีกว่านะ” เสียงพฤกษ์พูดตอบ พรานถอนหายใจฟึดฟัดอย่างหงุดหงิดก่อนจะเอ่ยว่า

 

 

“ถึงอย่างนั้นฉันก็ยังรู้สึกว่ามันบ้าบอคอแตกอยู่ดี...คิดดูสิพฤกษ์ ยัยนั่นความจำเสื่อมหลังจากทำลายข้าวของในบ้านพังยับเยิน แล้วอย่างนี้เราจะไปเอาผิดกับยัยนั่นได้ยังไง ?!”

 

 

“ผมถึงบอกให้พี่ใจเย็น ๆ ไง หมอบอกว่าต้องใช้เวลานิดหน่อยพี่ก็รอไปสิ เก็บเอาไว้ก่อนแล้วค่อยเอาคืนทีหลังก็ได้นี่นา...เอ๊ะ...ว่าแต่หายไปไหนแล่วล่ะ ?” พูดจบชายหนุ่มก็เหลียวมองรอบห้อง พรานเองก็พลอยหันไปมองรอบ ๆ ห้องตาม สายตาแกร่งกร้าวไม่เป็นมิตรของเขาสานสบเข้ากับสายตาตกตื่นของหญิงสาวซึ่งโผล่พ้นรอยแยกของประตูห้องน้ำที่เปิดแง้มพอดิบพอดี...แม้หญิงสาวจะจำไม่ได้ว่าชายหนุ่มชื่อพรานเป็นใคร...แต่สายตาของเขาก็ทำให้หล่อนบอกกับตัวเองได้ว่า...น่ากลัว !

 

 

และเป็นสายตาดุกร้าวนั่นเองที่เหมือนมือคว้าลากหญิงสาวให้เดินลากเสาน้ำเกลือออกจากห้องน้ำอย่างแหยง ๆ

 

 

ยังไม่ทันที่ใครจะได้เอ่ยคำใด ประตูห้องก็เปิดผลัวะออกพร้อมกับร่างสูงเพรียวก้าวพรวด ๆ เข้ามา โดยมีร่างหนึ่งถูกลากเซหลุน ๆ ตามมาติด ๆ หญิงสาวมองคนมาใหม่ด้วยความตื่นตกใจเพราะนอกจากอากัปกิริยาจะตึงตังแล้ว สีหน้าของคนลากยังดูน่ากลัวไม่น้อยไปกว่าชายหนุ่มที่ชื่อพราน

 

 

“โทษทีที่หายไปนาน ไปตามเจ้านี่น่ะ เผลอแป๊บเดียวนู่นไปปร๋ออยู่กับพยาบาลนู่น” ไม่พูดเปล่า เขายังลาก ‘เจ้านี่’ ที่มีเค้าโครงหน้าไม่ต่างจากชายหนุ่มที่ อยู่ในห้อง ก่อนหันมาพยักพเยิดให้หญิงสาว “ฟื้นแล้วเหรอ เป็นไงมั่ง” คนถูกถามกำลังจะอ้าปากตอบด้วยมีความรู้สึกว่าคนถามมีลักษณะเป็นมิตรมากกว่าสองคนก่อนหน้านั้น...แต่ว่า...

 

 

“ฟื้นแล้วอย่างที่นายเห็นแหละพงษ์...แต่ขอโทษที...แม่นี่หัวฟาดพื้นความจำเสื่อมว่ะ !”

 

 

“อะไรนะ !”

 

 

“โม้น่า !”

 

 

คนมาใหม่ทั้งคู่อุทานแทบพร้อมกัน หญิงสาวได้แต่ยิ้มแหย ๆ เมื่อทั้งสองตวัดตาจ้องมองชนิดไม่ยอมกะพริบ

 

 

“งั้นผมก็ขจีบได้แล้วน่ะสิ !” คนที่ถูกรายงานว่าเพิ่งปร๋ออยู่กับพยาบาลอุทานต่อพร้อมส่งสายตาอ่อนเชื่อมให้หญิงสาว

 

 

“บาทาแน่ะ ! ให้มันน้อยหน่อยไอ้ไพร อย่าเจ้าชู้ให้มันหนักข้อมากไปกว่านี้ เพิ่งจบม.ปลายเองนะโว้ย !” พรานเบรกพร้อมคว้าคอเสื้อไพรที่กำลังเดินไปหาหญิงสาวกระชากกลับอย่างไม่ปราณี

 

 

“โธ่...พี่พราน...ผมเป็นน้องปีหนึ่งแล้วน่า โตระดับหนึ่งแล้วนา คิดดูสิตอนพี่อายุเท่าผมมีแฟนเป็นสิบแล้ว จะมาห้ามผมทำป๋าอะไรเนี่ย” ไพรครวญพร้อมส่งสายตาขุ่น ๆ ไปให้คนเป็นพี่

 

 

“มันคนละสมัยอย่ามาเปรียบกันสิโว้ย !” พรานแย้งเสียงขุ่น ไพรได้แต่ส่ายหน้าไปมาพร้อมกับทำเสียงจึ้กจั๊กอย่างไม่พอใจ แต่สายตาของเขากลับแลปราดมายังผู้หญิงคนเดียวในห้องซึ่งกำลังทำหน้าเอ๋อสุด ๆ

 

 

“เอ่อ...คือ...พอจะบอกฉันได้ไหมคะว่าฉันเป็นใคร ?”

 

 

“ตัวแสบ !”

 

 

“ตัวป่วน !”

 

 

“คนไม่มีกรอบ”

 

 

“เธอเป็นคน !”

 

 

เสียงซึ่งตอบแทบจะพร้อมกันหลังสิ้นคำถาม ทำให้หญิงสาวยิ่งทำหน้าเหวอกว่าเดิม พฤกษ์เหมือนรู้สึกตัวรีบสะกิดคนที่เหลือก่อนจะลากกันไปยังมุมห้อง ซุบซิบกันอยู่ครู่ใหญ่ทั้งหมดจึงเดินกลับมาพร้อมคำตอบที่ฟังรู้เรื่องซึ่งตอบโดยพฤกษ์

 

 

“เธอชื่อแพร เป็นหลานสาวคนเดียวของคุณย่าพลอย...เป็นไง ชัดเจนมั้ย ?”

 

 

คำตอบทำให้หญิงสาวขมวดคิ้วมุ่นพร้อมกับคิดตาม สายตาของหล่อนลากปราด ๆ ไปยังใบหน้าของแต่ละคนอย่างพิจารณา

 

 

“แล้วพวกคุณล่ะคะ เกี่ยวข้องอะไรกับฉัน ?”

 

 

“พวกเราเป็นหลานย่าพลอยเหมือนกัน” พฤกษ์ยังคงเป็นคนตอบคำถามของหญิงสาว

 

 

“งั้นก็แสดงว่าพวกคุณเป็นญาติพี่น้องฉันน่ะสิ ?” คำถามของหญิงสาวได้รับการพยักหน้าแกน ๆ จากทุกคนเป็นคำตอบ “แล้วทำไม...ฉันถึงไม่รู้สึกคุ้นหน้าหรือว่าคุ้นเคยกับพวกคุณเลยสักคน?”

 

 

“นั่นเป็นเพราะตอนที่เธอล้มหัวคงกระแทกพื้นทำให้จำอะไรไม่ได้น่ะ” พฤกษ์อธิบายอย่างใจเย็น ขณะที่พรานหน้าตึงพร้อมกับหันหลังให้ คนที่เหลือต่างมองหญิงสาวยิ้ม ๆ

 

 

“เอาไว้พี่แพรกลับบ้านไปเจอคุณย่าคงพอจำอะไรได้บ้างหรอกฮะ” ไพรว่ายิ้ม ๆ พร้อมกับเข้ามากุมมือหญิงสาวอย่างปลอบโยน “ผมจะเป็นกำลังใจให้พี่แพรกลับมามีสติสมประกอบดังเดิมนะฮะ” เขาบอกพลางทำตาปรอย ยกมือหญิงสาวขึ้นแนบแก้ม สายตามองส่งไปอ่อนเชื่อม พรานซึ่งหันกลับมาเห็นกิริยาเหล่านั้นถึงกับตาเหลือกค้างปราดเข้ามากระชากมือน้องชายออกจากมือหญิงสาวทันที

 

 

“เฮ้ย ! มากไปแล้วไอ้ไพร !” ชายหนุ่มตวาดจนหญิงสาวสะดุ้งเฮือก

 

 

“แหม นิด ๆ หน่อย ๆ พอเป็นกระสัยน่า” ไพรว่ายิ้ม ๆ ก่อนยกมืออย่างยอมแพ้เมื่อเห็นสายตาแข็งกร้าวของพี่ชายทั้งสาม

 

 

“เลิกล้อเล่นกันเสียที ตกลงเอาไงต่อ ก่อนมาห้องนี่คุณย่าโทร. ถามบ้างแล้วนะ” พงษ์เอ่ยเป็นการเป็นงาน

 

 

“หมอเขาขอดูอาการสักวันสองวันน่ะ” พฤกษ์เป็นคนตอบ

 

 

“ฉันว่าพรุ่งนี้ก็ออกได้แล้วล่ะ อยู่นานก็เปลืองเงิน ค่าห้องพิเศษไม่ใช่ถูก ๆ นะโว้ย !” พรานบอกเสียงลั่น เหล่มองหญิงสาวที่ยืนมองตาแป๋วอย่างอาฆาต

 

 

“เดี๋ยวผมไปคุยกับหมอก่อน แต่ยังไงคงออกวันนี้ไม่ได้แน่ คืนนี้คงต้องจ้างพยาบาลเฝ้า” พฤกษ์บอกหลังจากครุ่นคิดครู่ใหญ่

 

 

“เงินทั้งนั้น !” พรานกระแทกเสียงหนักพร้อมกับถลึงตามองคนบนเตียง หญิงสาวสะดุ้งเฮือกก่อนลากเสาน้ำเกลือเดินไปหลบหลังร่างของพงษ์

 

 

“แล้วพี่พรานจะเดือดร้อนทำไมเมื่อไม่ใช่เงินของพี่ ทุกบาทน่ะของคุณย่าทั้งนั้น” พงษ์เอ่ยเรียบ ๆ แต่คำพูดของเขากลับทำให้พี่ชายได้แต่หุบปากเงียบก่อนผลุนผลันออกจากห้องด้วยความไม่พอใจ พฤกษ์ถอนหายใจเบา ๆ ส่ายหน้าอย่างระอาก่อนเดินออกจากห้องไปอีกคน

 

 

“พี่พรานก็ปากร้ายอย่างนี้แหละ เธออย่าถือเลยนะ” พงษ์เอ่ยขึ้นหลังกจากเหลือกันอยู่เพียงสามคน และเขาเห็นว่าหญิงสาวมีท่าทีตระหนกเห็นได้จากการกำชายเสื้อของเขาเสียแน่น

 

 

“แต่ก็น่าให้พี่ใหญ่แกโกรธอยู่หรอก เห็นแผลบนหน้าพี่พรานมั้ย ? นั่นน่ะ ฝีมือพี่แพรหมดเลยนะฮะจะบอกให้” ไพรบอกยิ้ม ๆ พลางคว้าผลไม้จากตะกร้าเยี่ยมไข้ขึ้นกัดกร้วม ๆ

 

 

“แผล ? ...ฉะ...ฉันเนี่ยนะทำ?” หญิงสาวถามตื่น ๆ ยกมือชี้ที่ตัวเองงง ๆ

 

 

“ก็ใช่น่ะสิฮะ” ไพรย้ำความเข้าใจของหญิงสาว

 

 

“ฉะ...ฉัน...ฉันทำจริงเหรอ?” หญิงสาวพึมพำพลางยกมือตัวเองขึ้นมองอย่างไม่อยากเชื่อ ไพรได้แต่หัวเราะเบา ๆ กับอาการของหล่อน

 

 

“แหม...พี่แพรอย่าแอ๊บแบ๊วสิฮะ...แค่ไม่แอ๊บผมก็อยากจีบจะแย่ ขืนทำงี้อีกผมจะบุกนะ” ไพรว่าพลางยักคิ้วแผล่บ ๆ กิริยาของเขาทำให้หญิงสาวยิ้มเจื่อน ๆ ขณะที่พงษ์เพียงยกมุมปากคล้ายยิ้มแต่มือป่ายไปวางโปะบนศีรษะน้องชายชนิดหนักแน่นจนไพรต้องยกมือลูบหัวป้อย ๆ หันมองค้อนก่อนเดินเลี่ยงไปอยู่อีกมุม เมื่อเห็นน้องชายเดินไปไกลรัศมีมือแล้วพงษ์ก็หันมาทางหญิงสาว

 

 

“แทนตัวเองว่าแพรสิ...เธอชื่อแพรนะ จำไว้” พงษ์บอกเรียบ ๆ

 

 

“แพร ?” หญิงสาวทวนชื่อพร้อมขมวดคิ้วมุ่น “ไม่เห็นคุ้นสักนิด...ใช่ชื่อฉันแน่เหรอ?”

 

 

“เธอชื่อแพร” พงษ์บอกเสียงหนัก รอยยิ้มเริ่มหายไป หญิงสาวเห็นแววตาของชายหนุ่มซึ่งเริ่มขุ่นข้นขึ้นก็ได้แต่พยักหน้ารับเร็ว ๆ

 

 

“ค่ะ ๆ ชื่อแพรก็ชื่อแพร” หญิงสาวละล่ำละลักรับคำ ซึ่งนั่นทำให้พงษ์กลับมายกมุมปากคล้ายยิ้มอย่างพึงใจอีกครั้ง ก่อนเดินไปสมทบกับไพรที่กำลังอร่อยกับผลไม้

 

 

แพรได้แต่ถอนหายใจอย่างโล่งอก เมื่อรู้สึกว่าบรรยากาศในห้องลดความตึงเครียดไปได้มาก รวมทั้งความตึงเครียดในสมองของหล่อนด้วย หญิงสาวถอยกลับลากเสาน้ำเกลือไปยังเตียง เอนตัวนอนลงและดึงผ้าห่มขึ้นคลุมทำตัวเป็นคนป่วยที่ดี...แม้ว่าในสมองของหล่อนตอนนี้จะเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามที่ยังหาคำตอบไม่ได้ก็ตามที

 

 

 

2

 

 


 

 

รั้วไม้ระแนงสีขาวสะอาดตาเรียงเป็นแถวยาวบ่งบอกอาณาเขตบ้าน บางจุดมีเถาตำลึงเลื้อยเกาะคลุมเกือบมองไม่เห็นรั้ว แต่ก็ไม่ได้ดูรกเรื้อ ประตูใหญ่ซึ่งทำด้วยไม้เปิดกว้างรออยู่ก่อนแล้วเมื่อรถเก๋งสีดำเคลื่อนมาชะลออยู่หน้าประตู คนขับเบือนหน้ามามองคนโดยสารที่กำลังชะเง้อชะแง้มองซ้ายขวาด้วยความตื่นตาตื่นใจ ชายหนุ่มยิ้มสวยกับกิริยานั้นของหญิงสาว

 

 

“จำได้มั้ย...นี่บ้านคุณย่าไง” พฤกษ์เอ่ยถาม คนถูกถามชะงักการสำรวจส่งยิ้มแหยก่อนส่ายหน้าน้อย ๆ เป็นคำตอบ

 

 

“ไม่แน่นา...พอเจอหน้าคุณย่าปุ๊บ พี่แพรอาจจะปิ๊ง...นึกออกแล้ว แบบนี้ก็ได้” ไพรซึ่งนั่งอยู่ข้างคนขับบอกกลั้วหัวเราะพร้อมทำท่าประกอบ

 

 

“นั่นมันนิยายแล้วแก” พฤกษ์แย้ง

 

 

“อ้าว...ก็นิยายน่ะสิ” ไพรลอยหน้าลอยตาตอบ พฤกษ์หัวเราะเบา ๆ โคลงศีรษะหน่อย ๆ ก่อนพารถเคลื่อนเข้ามาจอดภายในบริเวณบ้านซึ่งเป็นเรือนไทยใต้ถุนสูงโล่ง หญิงสูงวัยร่างท้วมที่นั่งอยู่บนเตียงไม้ใต้ถุนบ้านผุดลุกและเดินตรงมายังรถ ใบหน้าเกลื่อนด้วยแววยินดีแจ่มชัด แพรก้าวลงจากรถสายตาจับจ้องที่หญิงสูงวัยไม่วางตา หัวคิ้วหญิงสาวขมวดมุ่น ขณะที่สมองกำลังครุ่นคิดวุ่นวาย

 

 

...เคยเห็น...เคยพบ...เคยรู้จักแน่ ๆ ...แต่...ใครกันหนอ ทำไมความรู้สึกเป็นญาติถึงไม่มีในสมองเลยนะ...แพรคิดในใจ

 

 

“ย่ารู้เรื่องหมดแล้ว ช่างโชคร้ายจริง ๆ แพรของย่า” ย่าพลอยเอ่ย หลังจากพาหญิงสาวมานั่งลงบนตั่งไม้ มือเหี่ยวย่นยกขึ้นลูบหลังไหล่หญิงสาวอย่างปลอบโยน

 

 

“คุณย่า...เหรอคะ?” แพรถามพลางยิ้มแหย ๆ ด้วยรู้ดีว่าเป็นคำถามที่ไม่เหมาะสมนัก แต่หล่อนก็ไม่สามารถห้ามปากตัวเองได้ทัน ย่าพลอยพยักหน้ารับยิ้ม ๆ

 

 

“ใช่ลูก ย่าเป็นย่าของแพร แพรเป็นหลานสาวคนเดียวของย่า ไม่เป็นไรลูกเราจะช่วยกันฟื้นฟูความจำหนูเอง...ปั้นจิ้ม” ลงท้ายประโยค ย่าพลอยหันไปร้องเรียก เพียงสิ้นเสียง ร่างที่โผล่มารวดเร็วราวพายุคือเด็กสาวร่างกะทัดรัดคนหนึ่ง ซึ่งเมื่อถลามาทรุดนั่งแทบเท้าย่าพลอยแล้วก็เงยหน้ากลมราวพระจันทร์ขึ้นมองพร้อมรอยยิ้มกว้างขวางจนตายิบหยี แพรเองแม้จะตกใจการโผล่พรวดพราดเข้ามาของเด็กสาว แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มนั่นก็อดยิ้มตอบไม่ได้

 

 

“นี่เจ้าปั้นจิ้ม เป็นลูกสาวนายเป้าคนสวนบ้านเรา ปั้นจิ้มเป็นคนโปรดของแพรเชียวนะ แพรชอบสอนการบ้านปั้นจิ้มจนปั้นจิ้มสอบเข้ามหาวิทยาลัยดี ๆ ได้” ย่าพลอยอธิบาย

 

 

“ปั้นจิ้มจะเป็นผู้ช่วยให้พี่แพรฟื้นความจำให้ได้ค่ะ” เด็กสาวรับรองแข็งขัน

 

 

“น้อย ๆ หน่อยยัยปั้นจั่น ใครเป็นพี่เธอมิทราบ!” ไพรซึ่งกอดอกยืนอยู่ใกล้ ๆ เอ่ยแขวะทั้งน้ำเสียงและสีหน้า ปั้นจิ้มหรี่ยิ้มก่อนตอบอย่างฉาดฉาน

 

 

“ก็คุณพี่แพรเธอให้ปั้นจิ้มเรียกพี่ได้นี่ พี่แพรบอกว่าเป็นคนเหมือนกันอย่างมาแบ่งชนชั้น เพราะแผ่นดินที่เหยียบมันก็ผืนเดียวกันไม่มีใครต่ำใครสูง !” เด็กสาวเอ่ยกระแทก ไพรได้แต่เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันพร้อมกับส่งสายตาฝากอาฆาต...นี่ถ้าไม่มีคุณย่าอยู่โดนตื้บแน่ยัยปั้นจั่น ! เขาคิดในใจ

 

 

“เอาล่ะ ๆ อย่ามัวเถียงกันอยู่เลย ปั้นจิ้มพาพี่แพรไปพักที่ห้องก่อนเถอะ แล้วก็แนะนำเรื่องที่พี่แพรจำเป็นต้องรู้ให้พี่เขาฟัง” เมื่อปั้นจิ้มตอบรับพร้อมรอยยิ้มยินดีแล้ว ย่าพลอยจึงหันมาหาแพร “ย่าเห็นแพรไม่เป็นอะไรมากก็สบายใจแล้วล่ะ...ส่วนเรื่องอื่น ๆ เอาไว้เย็นนี้เราค่อยคุยกันอีกที ให้เจ้าพงษ์กับเจ้าพรานกลับมาก่อน” ย่าพลอยบอก

 

 

“พงษ์ไม่เท่าไหร่นะครับ แต่พี่พรานเนี่ย...ท่าจะยาก” พฤกษ์บอกพลางโคลงศีรษะเมื่อนึกถึงพี่ชายคนโต

 

 

“ก็ให้มันมาเรื่องมากกับย่าสิ ให้มันรู้ไปว่าแค่รูปคนตายใบเดียวจะทำให้มันเคืองขุ่นแค้นได้ขนาดนั้น พฤกษ์โทร. บอกด้วยว่าย่าสั่งให้กลับ ถ้าไม่กลับก็ไม่ต้องกลับมาอีกเลย !” ย่าพลอยยื่นคำหนักแน่น คนได้รับมอบหมายได้แต่ยิ้มเจื่อน ๆ ย่าพลอยมองค้อนก่อนหันมาบอกปั้นจิ้มให้พาหญิงสาวซึ่งมีท่าทีตกใจกับคำสั่งปกาศิตไปพักผ่อน เด็กสาวรีบปฏิบัติตามคำสั่งอย่างรวดเร็ว

 

 


 

 

ทันทีที่เท้าก้าวย่างขึ้นมายังโถงบนเรือนไทย สายตาของแพรก็แลปราดโดยรอบด้วยความสนใจ รูปถ่ายในกรอบใหญ่น้อยทั้งติดผนังและตั้งอยู่บนหลังตู้ไม้โชว์เครื่องเคลือบดึงดูดสายตาหญิงสาวมากกว่าสิ่งใด แพรตรงไปยังรูปซึ่งติดอยู่บนผนัง ไล่ลำดับไปตั้งแต่รูปแรก หญิงสาวได้แต่ขมวดคิ้วด้วยความมึนงง เพราะไม่ว่าจะมองไปรูปไหนหล่อนก็ไม่รู้สึกคุ้นเคยเลยสักนิด

 

 

ลำดับของรูปจากภาพขาวดำเริ่มมีสีสันมากขึ้นตามเทคโนโลยีของแต่ละสมัย กระนั้นก็ยังไม่มีใบหน้าใดในรูปสะกิดความคุ้นชินในสมองของหญิงสาวได้ กระทั่งสายตาละจากรูปบนผนัง แพรสะบัดศีรษะไล่ความมึนงงและเริ่มสำรวจรูปภาพซึ่งตั้งอยู่หลังตู้โชว์ คิ้วขมวดขึงเริ่มคลาย สี่ภาพซึ่งเรียงไล่ลำดับกันอยู่นั่นเป็นภาพเด็กชายวัยประถมในชุดนักเรียน ถ่ายคู่กับหญิงสาวซึ่งแต่ละภาพไม่มีเด็กชายหรือหญิงสาวคู่ใดใบหน้าซ้ำกัน ใบหน้าของเด็กชายในรูปแต่ละใบ แพรพอเดาออกว่าเป็นใคร

 

 

...ยืนกอดอกกางขาท่าทางยียวนนั่น...นายพราน

 

 

...นั่งยิ้มน่ารักบนโขดหินนั่น...นายพฤกษ์

 

 

...ยืนนิ่งตัวตรงหน้าเรียบเป็นไม้กระดานนั่น...นายพงษ์

 

 

...นั่งส่งจูบอยู่บนโซฟานั่น...นายไพร

 

 

...แต่ว่า...ผู้หญิงไม่ซ้ำหน้าที่ถ่ายคู่กับนายหนุ่มแต่ละรูปนั้น...เป็นใครกันนะ ?

 

 

“พี่แพรดูรูปตรงนี้นานจังค่ะ คุ้นหรือคะ?” ปั้นจิ้มซึ่งเดินตามมาเงียบ ๆ เอ่ยถามขึ้น คนถูกถามหันกลับไปมองพร้อมพยักหน้ารับน้อย ๆ

 

 

“พี่คิดว่าจำสี่คนในรูปนี่ได้นะ” หล่อนตอบพร้อมกับชี้เด็กชายในแต่ละรูปประกอบก่อนเลื่อนนิ้วมาชี้ยังหญิงสาวในรูป “แต่ผู้หญิงในรูปแต่ละคนนี่...ใครเหรอ ?” สิ้นคำถามของแพร ปั้นจิ้มจ้องหน้าหล่อนเขม็ง สายตานั้นบ่งบอกว่าจับสังเกตเต็มที่ ต่อเมื่อไม่เห็นวี่แววใด ๆ บนใบหน้าของแพร เด็กสาวก็กระแอมกระไอก่อนเริ่มอธิบาย

 

 

“ผู้หญิงในรูปแต่ละใบที่พี่แพรเห็น...ก็คือคุณแม่ของเด็กผู้ชายในแต่ละรูปนั่นแหละค่ะ” คำอธิบายของปั้นจิ้มทำให้แพรหันกลับไปมองรูปอีกครั้ง หญิงสาวค่อย ๆ ไล่สายตาพิจารณาใบหน้าของหญิงสาวในรูปเปรียบเทียบกับเด็กชายที่เคียงข้างก่อนจะพึมพำเบา ๆ

 

 

“สงสัยเชื้อฝ่ายคุณย่าจะแรงนะ มีหลานสี่คน คนละแม่แท้ ๆ แต่ถอดพิมพ์ออกมาคล้ายกันเด๊ะเลย” คำพูดของหญิงสาวทำให้ปั้นจิ้มหัวเราะคิกคัก

 

 

“จะไม่เหมือนได้ยังไงล่ะคะพี่แพร ก็สี่คนในรูปเนี่ยมีพ่อคนเดียวกัน” คำตอบกลั้วยิ้มของปั้นจิ้มทำให้แพรได้แต่ทำหน้าเหวอ มองการพยักหน้ารับรองคำพูดของปั้นจิ้มสลับกับมองรูปอย่างไม่อยากเชื่อ “พี่แพรทำท่าเหมือนตอนที่พี่แพรมาครั้งกระโน้นเลยค่ะ ตอนนั้นปั้นจิ้มจำได้ว่าพอพี่แพรรู้ก็ร้องขึ้นมาเสียงลั่นเชียวว่า ‘แม่เจ้าโว้ย พ่อเจ๋งเป็นบ้าปั้นออกมาพิมพ์เดียวเด๊ะ’ แล้วก็หัวเราะชอบอกชอบใจเชียวล่ะ” ฟังคำปั้นจิ้มเล่าต่อแล้ว หญิงสาวยิ่งขมวดคิ้วหนักกว่าเดิม

 

 

“พี่...ทำอย่างนั้นจริง ๆ เหรอ ?” หญิงสาวถามด้วยความไม่แน่ใจ

 

 

“จริงค่ะปั้นจิ้มไม่โกหกหรอก ตอนนั้นปั้นจิ้มยังตกใจเลย” เด็กสาวรับคำขึงขัง แพรได้แต่ส่งยิ้มแหยไปให้ปั้นจิ้ม พร้อมกับนึกในใจ...ทำไมตัวหล่อนก่อนหน้านั้นมันช่างดูไม่คุ้นเคยเอาเสียเลยนะ...

 

 

“แล้วรูปพี่กับแม่ กับญาติไม่มีบ้างเหรอ?” แพรถามต่อหลังจากกวาดสายตามองแล้วไม่เห็นวี่แววว่าจะมีรูปหล่อนรวมอยู่ด้วย

 

 

“อันนี้คุณย่าบอกตอนพาพี่แพรมาที่บ้านเหมือนกันค่ะ...คุณย่าบอกว่าสาเหตุที่พี่แพรต้องมาอยู่กับคุณย่าเพราะว่าไฟไหม้บ้าน หลักฐานทุกอย่างที่มีอยู่ถูกไฟไหม้ไปหมด ปั้นจิ้มว่าเป็นเพราะไม่มีหลักฐานมายืนยันว่าพี่แพรเป็นหลานคุณย่าจริงหรือเปล่านี่แหละค่ะ ทำให้คุณพรานไม่เชื่อเอามาก ๆ หาว่าพี่แพรเป็นพวกต้มตุ๋นหลอกลวง เพราะไม่แน่ชัดว่าพี่แพรเป็นหลานทางไหน แต่คุณย่ารับรองด้วยเกียรติประมุขของบ้านเลยนะคะว่าพี่แพรเป็นหลานคุณย่าล้านเปอร์เซ็นต์ พอคุณย่ารับรองอย่างนี้ คุณพรานก็เลยเถียงไม่ออก ได้แต่หาเรื่องก่อกวนพี่แพรทุกวัน ๆ จนครั้งล่าสุดหนักถึงขั้นทำให้พี่แพร...เอ่อ...เป็นอย่างนี้ล่ะค่ะ” ยิ่งฟังเรื่องราวที่เด็กสาวเล่าให้ฟัง แพรก็ยิ่งขมวดคิ้วหนักกว่าเดิม หล่อนยกมือขึ้นคลึงขมับเบา ๆ เมื่อพยายามคิดย้อนกลับไปในสมองที่มืดมิด

 

 

“ปั้นจิ้มว่า...พี่แพรอย่าเพิ่งคิดอะไรให้ปวดหัวเลยค่ะ เข้าห้องพักผ่อนสักหน่อยดีกว่านะคะ” เด็กสาวยื่นข้อเสนอเมื่อเห็นสีหน้าขมวดมุ่นของหญิงสาว แพรพยักหน้ารับก่อนก้าวเท้าเดินตามการนำของปั้นจิ้ม

 

 

ความคิดมืดมนย้อนกลับมาหาแพรอีกครั้งเมื่อปั้นจิ้มพาหล่อนเข้ามายังห้องพักกว้างขวาง หญิงสาวไม่เข้าใจตัวเองเลยสักนิด...หล่อนจำไม่ได้ว่าหล่อนเป็นใคร ผู้ชายหลายคนที่อ้างว่าเป็นญาติก็ไม่คุ้นเคยสักนิด แม้จะรู้สึกคุ้นย่าพลอยอยู่บ้างก็เถอะ...

 

 

...แต่ห้องที่หล่อนยืนอยู่ตอนนี้กลับคุ้นยิ่งกว่าบริเวณบ้านโดยรอบเสียอีก...คุ้นเสียจนรู้ได้ว่าในลิ้นชักหัวเตียงมีบางสิ่งซุกซ่อนอยู่...แถมยังรู้ด้วยว่าของที่อยู่ในนั้นเป็นความลับที่ให้ใครรู้ไม่ได้เสียด้วย...เจ้าความคิดนั้นจู่ ๆ ก็วาบขึ้นมาเอง

 

 

“นี่ห้องของพี่แพรค่ะ รู้สึกคุ้นบ้างมั้ยคะ ? ปั้นจิ้มว่าน่าจะคุ้นนะ เพราะพี่แพรชอบขลุกอยู่ในห้องทีละนาน ๆ บางทีก็ครึ่งค่อนวันถึงยอมโผล่ออกไป” ปั้นจิ้มเอ่ยทำลายความเงียบ แพรหันมาพยักหน้ารับก่อนเดินไปยังหน้าต่างห้อง

 

 

บ้านเรือนไทยประยุกต์หลังนี้ปลูกอยู่บนพื้นที่ค่อนข้างสูง ห้องซึ่งปั้นจิ้มบอกว่าเป็นห้องของแพรนั้น เป็นห้องซึ่งอยู่กึ่งกลางขนาบข้างด้วยห้องใหญ่ที่ปั้นจิ้มบอกว่าเป็นห้องของย่าพลอย และอีกห้องหนึ่งเป็นห้องรับรองแขก ส่วนสี่หนุ่มนั้นสมัครใจอยู่บ้านอีกหลังถัดจากเรือนไทยซึ่งเป็นบ้านทรงสมัยใหม่ เมื่อมองจากภายนอกหากไม่เห็นรั้วไม้ระแนงกั้นอาณาเขตบ้านแล้ว ก็แทบจะไม่อยากเชื่อว่าบ้านทั้งสองหลังซึ่งต่างกันราวอยู่คนละยุคจะอยู่ในเขตเดียวกัน...ในความรู้สึกของแพรแล้ว หล่อนชอบบ้านหลังนี้ ชอบห้องที่กำลังยืนอยู่ซึ่งทิวทัศน์นอกหน้าต่างสามารถมองเห็นบ้านอีกหลังได้ ชอบการตกแต่งห้อง...จะว่าไปแล้วแพรคิดว่าแพรคนก่อนความจำเสื่อมกับแพรตอนนี้น่าจะชอบบ้านเรือนไทยเหมือนกัน

 

 

“ข้าง ๆ ห้องพี่แพรเป็นห้องนอนไว้สำหรับแขกก็จริง แต่ไม่ค่อยมีแขกมาพักหรอกค่ะ แขกที่มาส่วนใหญ่ก็เป็นเพื่อน ๆ คุณบ้านโน้น มาทีก็พักบ้านโน้นหมด ที่มาพักบ้านนี้ก็มีแต่เพื่อนของคุณย่าพลอยซึ่งพักหลัง ๆ ก็ดูเหมือนจะ...เอ่อ...เป็นใบไม้ร่วงลงสู่ดินกันเสียหมดก็เลยไม่ค่อยมีแล้วล่ะค่ะ” ปั้นจิ้มบอกพร้อมหัวเราะเบา ๆ ก่อนรีบปรับอารมณ์เล่าต่อ “พอห้องไม่มีคนมาพักนานเข้าคุณย่าพลอยก็เลยแปรสภาพเป็นห้องหนังสือค่ะ พี่แพรชอบเข้าไปหาหนังสืออ่านบ่อย ๆ บางทีก็หลับในห้อง ปั้นจิ้มต้องคอยไปปลุกเรื่อยเลย แล้วคุณย่าก็ชอบให้พี่แพรอ่านหนังสือให้ฟัง คุณย่าบอกว่าเสียงพี่แพรเพราะดี พี่แพรชอบสอนการบ้านปั้นจิ้มในห้องหนังสือนั่นแหละค่ะ บางวันอยากเปลี่ยนบรรยากาศเราก็ลากเสื่อไปนั่นปิกนิคในสวนหลังบ้านกัน” เด็กสาวเล่าแจ้ว ๆ แพรพยักหน้ารับเป็นระยะก่อนเดินไปทรุดนั่งลงบนเตียงนอนนุ่ม

 

 

“แล้วพี่อยู่บ้านเฉย ๆ หรือว่าทำงานอะไรเหรอ ?” หญิงสาวเอ่ยถาม “หรือว่าพี่ยังเรียนอยู่ ?” ปั้นจิ้มมีสีหน้าครุ่นคิดเมื่อถูกถาม

 

 

“พี่แพรน่าจะทำงานแล้วนะคะ แต่ปั้นจิ้มก็ไม่รู้หรอกค่ะวาทำงานอะไร คุณย่าก็ไม่เคยเล่าไม่เคยบอกเสียด้วย...จะว่าไปปั้นจิ้มรู้สึกว่าเคยถามพี่แพรนะ พี่แพรบอกว่าพี่แพรเป็นหน่วยสืบราษฎรลับ”

 

 

“มันเป็นยังไงเหรอ ? หน่วยสืบราษฎรลับ ?” แพรถามงง ๆ ปั้นจิ้มส่ายหน้าน้อย ๆ

 

 

“ปั้นจิ้มก็ไม่เข้าใจเหมือนกันค่ะ ตอนนั้นพี่แพรก็ไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่ม แต่ปั้นจิ้มว่าคงคล้าย ๆ หน่วยสืบราชการลับนั่นแหละ เพียงแต่ไม่ได้สืบราชการ สืบราษฎรแทน” เด็กสาวอธิบายซื่อ ๆ ตามความเข้าใจของตนเอง

 

 

“แต่ฟังแล้วเหมือนพี่ไม่มีงานทำ หรือไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลยเนอะ” หญิงสาวพึมพำ

 

 

“ไม่หรอกค่ะ พี่แพรต้องมีงานทำแน่ ๆ เพราะไม่เคยขอเงินคุณย่าใช้ แถมยังมีมาเอื้อเฟื้อค่าขนมปั้นจิ้มบ่อย ๆ ด้วย...อ้อ...อีกอย่างนะคะ พี่แพรชอบหายไปเดือนละสองสามวัน ไม่รู้ว่าไปไหนเหมือนกัน ดูเหมือนคนที่รู้ก็มีเพียงคุณย่า ซึ่งพอถูกคุณพรานถามเซ้าซี้ทีไรก็บอกแค่ว่าพี่แพรไปธุระ” ปั้นจิ้มบอกต่อ คนฟังเริ่มขมวดคิ้วอีกครั้งพลางยกมือขึ้นคลึงขมับเบา ๆ เด็กสาวเห็นดังนั้นจึงบอกว่า

 

 

“พี่แพรอย่าเพิ่งคิดอะไรมากเลยค่ะ ปั้นจิ้มว่าพี่แพรค่อยเป็นค่อยไปดีกว่านะคะ ตอนนี้นอนพักก่อนเถอะค่ะ” ปั้นจิ้มแนะนำพลางตบเตียงปุ ๆ ประกอบ แพรทำตามอย่างว่าง่าย

 

 

รอจนแน่ใจว่าเด็กสาวไม่ย้อนกลับมา แพรซึ่งแกล้งทำเป็นหลับจึงลืมตาขึ้น หญิงสาวผุดลุกและก้าวลงจากเตียงมองไปรอบ ๆ ห้องอย่างตั้งใจอีกครั้ง บางอย่างสว่างวอบแวบในความคิดทำให้หญิงสาวก้าวเท้าตรงไปยังตู้เสื้อผ้าซึ่งเป็นตู้ปิดทึบแบบโบราณ เมื่อเปิดประตูตู้ออกเต็มความกว้างเสื้อผ้าดูคุ้นตามีแขวนอยู่เพียงไม่กี่ชุด ส่วนหนึ่งถูกพับเรียงอย่างเป็นระเบียบอยู่อีกมุมของตู้ แพรมองรอบตู้อย่างงุนงงอยู่ครู่ใหญ่ก่อนที่สมองจะสั่งการให้มือยกเสื้อผ้าซึ่งพับไว้ออกมาวางบนพื้นห้อง

 

 

เมื่อพื้นที่ว่างของตู้ปรากฏแก่สายตา แพรก็ยื่นมือไปยังสลักเล็ก ๆ ตรงมุมลึกสุดของตู้ เลื่อนเพียงเบา ๆ หล่อนก็สามารถผลักเปิดช่องลับซึ่งเป็นช่องขนาดพอเหมาะสำหรับซ่อนกระเป๋าใบเขื่องได้มิดชิด หญิงสาวยื่นมือไปล้วงหยิบกระเป๋าใบนั้นออกมาก่อนพามันไปวางบนเตียง เมื่อเปิดกระเป๋าออกข้าวของเพียงไม่กี่ชิ้นในกระเป๋ากลับสร้างความรู้สึกคุ้นเคย ให้ความรู้สึกเป็นเจ้าเข้าเข้าของมากกว่าสิ่งอื่นใดในบ้านหลังนี้

 

 

กล้องถ่ายรูปดิจิตอลขนาดเล็กเหมาะมือ แล็ปทอปรุ่นพกพาสะดวกพร้อมอุปกรณ์เสริมในกระเป๋าใบนั้น ทำให้แพรได้แต่ขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ...ทั้ง ๆ ที่มั่นใจว่าของทุกชิ้นเป็นของหล่อน แต่หล่อนกลับไม่เข้าใจว่าทำไมจะต้องซ่อนของเหล่านี้ราวกับว่ามันคือความลับขั้นสุดยอด...จนปัญญาจะให้คำตอบตัวเอง แพรจึงหยิบของชิ้นสุดท้ายในกระเป๋าขึ้นมาดู

 

 

มันเป็นสมุดบันทึกเล่มขนาดเหมาะมือปกสีส้มสะดุดตา เมื่อเปิดดูหน้ากระดาษในสมุดล้วนเต็มไปด้วยการขีดเขียน ลายมือดูยุ่งเหยิง บ้างเป็นประโยค บ้างเป็นคำ บางคำมีวงกลมสำทับ บางคำถูกขีดโยงกับอีกคำจนปะติดประต่อกันไม่ได้ หญิงสาวเปิดผ่านไปเรื่อยจนถึงหน้าสุดท้ายซึ่งมีตัวหนังสือปรากฏ...ประโยคสุดท้ายซึ่งถูกเน้นย้ำด้วยการขีดเส้นใต้หนัก ๆ ประโยคซึ่งดูเหมือนคนเขียนจะใช้อารมณ์ในการเขียนอย่างยิ่ง

 

 

“นายพรานบ้า !”

 

 

หญิงสาวยกนิ้วขึ้นคลึงรอยยับย่นตรงกว่างคิ้ว สมองครุ่นคิดก่อนค้นหาปากกามาลองเขียนคำเดียวกันกับที่เห็นลงบนพื้นที่ว่างข้าง ๆ น้ำหนักของเส้นอักษร การตวัดวาดของลายเส้นที่คล้ายกันนั้นทำให้หล่อนนึกเดาว่าลายมือทั้งหมดในสมุดคือลายมือหล่อนเอง...แต่ว่า...หล่อนเขียนประโยคสุดท้ายด้วยอารมณ์นั้นทำไมกันหนอ ? ความคิดของหญิงสาวล่องลอยไปถึงแววตาคมกร้าวระยะประชิด...แววตาซึ่งดึงดูดใจอย่างประหลาด...แววตาซึ่งนอกจากจะเต็มไปด้วยแรงชิงชังแต่ก็มีบางอย่างแวบไหวในนั้น

 

 

แพรสะบัดศีรษะแรง ๆ เพื่อไล่ความคิดประหลาดกับแววตาสีเหล็กคู่นั้นให้พ้นความคิด แม้จะรู้ว่าไม่สำเร็จแต่หญิงสาวก็พาสายตากลับมาอ่านหลายข้อความ หลายถ้อยคำในสมุดบันทึกนั่นอีกครั้ง แล้วความคิดของหญิงสาวก็เปลี่ยนเรื่องใหม่เมื่อพบเข้ากับความหนึ่ง...ข้อความนั้นเขียนว่า ‘พฤกษ์’ก็กกสา มีวงกลมล้อมรอบชื่อพร้อมกับชี้โยงลูกศรมายังชื่อ ‘กัลพฤกษ์’ ซึ่งถูกวงกลมไว้เช่นกัน จุดที่ทำให้แพรดึงความคิดมายังหน้ากระดาษนี้คือเครื่องหมาย (?) ต่อท้ายชื่อ ‘กัลพฤกษ์’ แถมมีตัวหนังสือเขียนกำกับไว้ว่า ‘น่าสนใจ’ อีกด้วย

 

 

หญิงสาวครุ่นคิดกับคำในกระดาษหน้านั้นครู่ใหญ่จึงเริ่มเปิดหน้าอื่น ๆ สำรวจ แล้วหล่อนก็เริ่มขมวดคิ้วหนักขึ้นเมื่อพบว่าชื่อของพงษ์ ไพร พราน ถูกเขียนไว้กำกับต่อท้ายด้วยเครื่องหมาย (?) ทุกหน้าที่เปิดอ่านพบ นั่นทำให้หล่อนเริ่มสงสัยตัวเองขึ้นมาบ้างแล้ว...แพรเป็นใครกันนะ ? ถ้าเป็นญาติของคนเหล่านี้จริง ๆ แล้ว แพรจะสงสัยจนต้องใสเครื่องหมาย (?) ทำไมนะ ?

 

 

อาการปวดตุบในสมองทำให้แพรตัดสินใจปิดสมุดบันทึกเล่มนั้นเก็บกลับกระเป๋า หล่อนค้นอีกครั้งเผื่อว่าจะเจออะไรที่พอจะช่วยให้สมองของหล่อนสว่างมากขึ้นกว่านี้ แต่ที่เจอเพิ่มเติมมีเพียงกุญแจดอกขนาดกลางซึ่งเมื่อลองเอาไปเทียบกับรูกุญแจทุกรูที่เห็นในห้องแล้วไม่มีรูไหนที่พอจะเสียบเข้าไปได้ หมดแรงจะคิดหญิงสาวได้แต่เก็บลูกกุญแจปริศนากลับที่เดิม และนำกระเป๋าไปเก็บซ่อนในช่องลับอีกครั้ง หลังวางพับเสื้อผ้าปิดช่องลับแล้วหญิงสาวก็ได้แต่ถอนหายใจหนักหน่วงก่อนเดินไปยังหน้าต่างหมายสูดอากาศไปเลี้ยงสมองอันมืดทึบ แต่เพียงโผล่หน้าไปยังช่องหน้าต่าง...แพรก็สะดุ้งทั้งตัวเมื่อพบว่า...

 

 

หน้าต่างของบ้านอีกหลังซึ่งเป็นห้องตรงกันกับห้องที่หล่อนยืนอยู่เปิดออกกว้างเช่นกัน ใครคนหนึ่งยืนกอดอกหลวม ๆ เอนตัวพิงกรอบหน้าต่าง สายตาแม้อยู่ห่างไกลกลับรับรู้ได้ว่าพุ่งตรงมายังจุดที่หล่อนยืนอยู่อย่างไม่ต้องสงสัย แม้จะอยู่ในระยะที่แทบจะเรียกได้ว่าไกลเกินจะรู้ว่าใครเป็นใคร...แต่ทำไมแพรถึงได้รู้สึกว่าแววตาสีเหล็กกล้าช่างแจ่มชัดยิ่งนัก

 

 

อากาศที่หญิงสาวคิดว่าจะสูดเพื่อเพิ่มพลังกลับติดขัดอย่างไม่รู้จะแก้ไขอย่างไรดี แพรรู้สึกพะวักพะวน อยากปิดหน้าต่างหนีคนอีกฝั่งก็อยาก แต่ก็กลัวคนมองอยู่จะหาว่าทำตัวเป็นวัวสันหลังหวะ...อยากก้าวหลบให้พ้นจากหน้าต่างก็อยาก...แต่เท้าเจ้ากรรมมันไม่ยอมทำตามใจคิดเสียนี่...แพรอยากจะแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นก็อยาก...แต่สายตาพยศก็ยังไม่ยอมมองไปไหนนอกจากหน้าต่างบานนั้น

 

 

เสียงเคาะประตูเบา ๆ ดึงให้แพรหลุดพ้นจากภาวะกระอักกระอ่วน หญิงสาวหันกลับแทบจะทันทีแถมรีบตรงดิ่งไปเปิดประตูโดยไม่ต้องถามว่าใคร หญิงสูงวัยประมุขของบ้านยืนส่งยิ้มเปี่ยมเมตตาพร้อมกับก้าวข้ามธรณีประตูเข้าห้อง แพรยิ้มตอบโดยอัตโนมัติ ชั่วขณะเดินตามย่าพลอย หญิงสาวอดมองไปยังหน้าต่างของบ้านฝั่งตรงข้ามไม่ได้...แล้วก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อไม่เห็นร่างของใครคนนั้น

 

 

“เป็นไงบ้างลูก...รู้สึกคุ้นอะไรบ้างไหม ?” คำถามมาพร้อมกับการทรุดนั่งลงขอบเตียง พร้อมกับตบข้างตัวเบา ๆ เป็นเชิงบอกให้หญิงสาวนั่งตาม แพรทรุดนั่งยิ้มเซียว ๆ ก่อนบอกว่า

 

 

“จะว่าคุ้นมันก็คุ้นหรอกค่ะ แต่ว่ามันก็ไม่ใช่อย่างนั้นเสียทีเดียว แพรว่ามันดูก้ำกึ่งอย่างไรพิกล” คำตอบของหญิงสาวทำให้ผู้สูงวัยยิ้มอย่างปรานีก่อนยื่นมือมาวางบนศีรษะทุยแผ่วเบา

 

 

“ย่าบอกแล้วไงว่าไม่ต้องไปเร่งรัดอะไร แพรค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไป คิดได้เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้นแหละลูก จะว่าไป ย่าล่ะชอบที่แพรจำอะไรไม่ได้อย่างนี้นะ...แพรจะได้อยู่กับย่าไปนาน ๆ” ท้ายประโยคของย่าพลอยจุดชนวนควรฉงนให้หญิงสาวได้ขมวดคิ้วอีกครั้ง

 

 

“คุณย่าพูดอย่างกับว่า ก่อนหน้าที่แพรจะจำอะไรไม่ได้ แพรกำลังจะไปไหนอย่างนั้นแหละค่ะ ?” แพรเอ่ยทักท้วง ย่าพลอยหัวเราะน้อย ๆ ใช้นิ้วจิ้มหน้าผากเกลี้ยงมนเบา ๆ อย่างเอ็นดู

 

 

“นี่ไงล่ะที่แพรยังเหมือนเดิม ชอบสงสัย ช่างสังเกตแม้จุดเล็ก ๆ น้อย ๆ” ย่าพลอยพูดกลั้วหัวเราะ ก่อนจะปรับสีหน้าเป็นเคร่งขรึมเมื่อเห็นสีหน้ายับยุ่งของหญิงสาว มือของผู้สูงวัยยื่นไปคลึงรอยยับตรงหว่างคิ้วของแพรอย่างอ่อนโยน

 

 

“อย่าใจร้อนไปเลยลูก อย่างไรเสียไม่ช้าก็เร็วแพรต้องจำเรื่องทุกอย่างได้แน่ ๆ ย่ามั่นใจ เพราะฉะนั้นตอนนี้ย่าว่าแพรควรทำตัวสบาย ๆ ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามครรลองลิขิตเถอะ เชื่อย่าพลอยได้กินขนมตาลนะ” ลงท้ายประโยคของย่าพลอยทำให้แพรเบิกตาอย่างตื่นเต้น

 

 

“ขนมตาล ? แพรรู้สึกเหมือนกันว่า...แพรชอบขนมตาลมาก ๆ เลยค่ะ เพราะพอคุณย่าพูดถึงแพรก็เกิดน้ำลายสอเลยล่ะค่ะ” หญิงสาวบอกกลั้วยิ้มแหย ๆ ย่าพลอยหัวเราะเบา ๆ ยกมือขึ้นลูบศีรษะทุยอย่างเอ็นดู

 

 

“แพรเข้าใจไม่ผิดหรอกลูก แพรน่ะถูกเรียกว่าแม่ทัพขนมตาลเชียวนะ ทั้งกินทั้งทำแพรถนัดนักแหละ ถ้าอย่างนั้นเราก็อย่าช้าอยู่เลย ขนมเพิ่งยกลงจากเตาร้อน ๆ ป่านนี้ปั้นจิ้มคงขูดมะพร้าวโรยหน้าเสร็จแล้วล่ะ” ไม่พูดเปล่า ย่าพลอยยังผุดลุกขึ้นพร้อมกับฉุดหญิงสาวให้ลุกตามและพาเดินออกจากห้องโดยที่แพรไม่คัดค้านใด ๆ

 

 

แพรอดรู้สึกแปลกใจตัวเองไม่ได้ว่า...ตั้งแต่หล่อนก้าวมาถึงบ้านหลังนี้ ได้รับการสัมผัสจากมือของย่าพลอยหลายต่อหลายครั้ง แม้จะปฏิเสธไม่ได้ว่ารู้สึกอุ่นใจในทุกครั้งที่สัมผัสนั้นแตะต้อง...แต่ในความอุ่นใจหล่อนกลับไม่รู้สึกถึงความผูกพันซึ่งในความคิดอันแวบวาบของหล่อนเข้าใจว่าต้องมีอยู่ในทุกอณูสัมผัส หญิงสาวได้แต่ถอนหายใจแผ่วเบากับความคิดอันสับสนของตัวเอง

 

 

----------

ติดตามเรื่องราวต่อไปได้ในรูปแบบรูปเล่ม "จำเพียงรัก" โดย รัมย์ ค่ะ

 

 

แก้ไขล่าสุด ใน วันพฤหัสบดีที่ 03 มิถุนายน 2010 เวลา 06:42 น.
 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่


รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช

Your Shopping Cart

Your Shopping Cart
รถเข็นของท่านยังไม่มีรายการสินค้า

button_checkout
button_how
button_delivery

button_tel

Links

cs

school

b_job

Wallpaper สำหรับแฟนๆ