|
บทนำ
(ปฐมบทแห่งความป่วน)
ก่อนอื่นฉันขอแนะนำตัวหน่อยก่อนนะ ฉันชื่อคังเชบี อายุสิบเก้าปี ปัจจุบันอาศัยอยู่กับคุณตา เนื่องจากพ่อแม่ของฉันเสียไปเมื่อสิบสี่ปีก่อนด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ คุณตาซึ่งเป็นญาติคนเดียวจึงรับฉันมาเลี้ยง และคุณตาของฉันก็เป็นคนที่โด่งดังและมีชื่อเสียงมาก ๆ แถมยังรวยมากอีกด้วย แต่ก็แน่นอนล่ะ ก็คุณตาของฉันน่ะเป็นถึงนายแพทย์ศัลยกรรมหัวใจมือทองของเกาหลีเลยนะ และก็ยังเป็นเจ้าของโรงพยาบาลที่สุดหรูและทันสมัยที่สุดในกรุงโซลอีกด้วย เรียกได้ว่าแค่เอ่ยชื่อคุณหมอคังโอซองล่ะก็ ทุกคนต้องร้อง อ๋อ แน่ ๆ
คุณตาเป็นคุณตาที่ใจดีมาก ท่านรักหลานทุกคน แม้จะเข้มงวดไปบ้าง แต่ท่านก็รักหลานและให้ความสำคัญกับครอบครัวมาก...ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วมันก็ออกจะมากไปหน่อยสำหรับฉัน เพราะตลอดเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมา คุณตาเจ้ากี้เจ้าการหาคู่ดูตัวให้ฉันอยู่เรื่อยเลยทีเดียว
ฉันรักคุณตามากนะ และอยากตอบแทนบุญคุณของท่าน ไม่อยากทำให้ท่านเสียใจ แต่ถึงยังไงเรื่องการดูตัว การคลุมถุงชนแบบนี้น่ะฉันรับไม่ได้จริง ๆ
ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ฉันผ่านการดูตัวมาแล้วสามครั้ง ส่วนครั้งนี้เป็นครั้งที่สี่
“สัญญากับตาสิว่าจะไม่เล่นอะไรแผลง ๆ อีก” คุณตาเอ่ยเสียงดุเมื่อเราถึงร้านอาหารในโรงแรมชื่อดังซึ่งเป็นสถานที่นัดหมาย
ฉันไม่ตอบแต่หันไปยิ้มหวานให้คุณตาแทน
“คังเชบี สัญญากับตาก่อน”
“โธ่ คุณตาคะ...ก็บรรดาคุณชายที่คุณตาพามา ไม่เห็นจะมีคนไหนน่าสนใจเลยนี่นา” ฉันตอบด้วยเสียงอ้อน ๆ
“ในสามคนนั้นไม่ถูกใจสักคนเลยเรอะ!” คุณตาย้อนถามเสียงสูง “ปาร์คอินแจเสียหายตรงไหน ครอบครัวเขาเป็นนักธุรกิจชื่อดัง ความสามารถก็เหลือล้น กิริยามารยาทก็ดี หน้าตาก็ใช้ได้”
หึ...ปาร์คอินแจที่คุณตาของฉันพูดถึงเป็นคุณชายคนแรกที่คุณตาจัดมาให้ฉัน บุคลิกและคุณสมบัติทั่วไปของนายอินแจคนนี้ก็เป็นอย่างที่คุณตาบอกนั่นแหละ แต่เขาทำให้ฉันเบื่อมาก ๆ เมื่อเราอยู่กันสองต่อสอง คำจัดกำความที่ว่า ความสามารถเหลือล้น นี่ ฉันว่าคงเป็น ความสามารถในการโม้โอ่ เรื่องของตัวเองซะมากกว่า แค่สองนาทีเขาก็ทำให้ฉันเบื่ออย่างที่สุด
แต่จะว่าเขาทำให้ฉันเบื่ออย่างเดียวก็ไม่ใช่หรอกนะ เขาทำให้ฉันหัวเราะแทบขาดอากาศหายใจด้วย เมื่อฉันบอกว่าฉันน่ะเพิ่งไปทดสอบไอคิวมา และผลทดสอบก็ออกมาว่าฉันมีไอคิวถึงหนึ่งร้อยสามสิบสอง พอฉันบอกแบบนี้เขาก็เริ่มหน้าเสีย ฉันจึงแกล้งแต่งเรื่องสารพัดไม่ว่าจะเป็น การที่ฉันสอบเทียบชั้นในระดับมหาวิทยาลัยได้ตั้งแต่ฉันอายุสิบห้า เครื่องดนตรีทุกชนิดฉันก็เล่นได้โดยไม่ต้องเสียเวลาฝึกเกินสองวัน ก็แค่นั้นเอง แต่อีกครึ่งชั่วโมงต่อมานายอินแจก็รีบขอตัวกลับบ้านไปเฉยเลย สองวันต่อมาพ่อกับแม่เขาก็ส่งจดหมายมาขอโทษและบอกว่าเป็นเพื่อนของครอบครัวอย่างเดิมน่ะดีที่สุดแล้ว
“ปาร์คอินแจเขาคงไม่ชอบผู้หญิงอย่างหนู” ฉันแสร้งตอบเสียงเศร้า แต่ฉันรู้ดีว่าคุณตาไม่เชื่อฉันแน่ ๆ
“ไม่เอาปาร์คอินแจก็ได้ แล้วฮันจองวานล่ะเขาไม่ดีตรงไหน... ตาว่าจองวานเขาหน้าตาดีมากเชียวนะ ดีกว่าดารานักร้องซะอีก ชาติตระกูลก็ดี”
แหม พอคิดถึงอีตาฮันจองวานนี่ทีไร ฉันเองยังอดหัวเราะไม่ได้ ฮันจองวาน ลูกชายตระกูลใหญ่เจ้าของกิจการเครื่องสำอางชื่อดัง เขาหน้าตาดีมาก ๆ อย่างที่คุณตาบอกนั่นแหละ ผิวขาวสวยใสยิ่งกว่าผิวฉันซะอีก คิ้วเข้ม ปากเรียวแดงได้รูปสวย ฉันเองตอนแรกที่เห็นยังคิดว่าเขาต้องเป็นเทพบุตรมาเกิดแน่ ๆ แต่ความคิดนั้นถูกเปลี่ยนอย่างรวดเร็วเมื่ออีตาจองวานดันมานั่งแนะนำครีมบำรุงผิวให้ฉัน
คิดดูสิฉันเป็นผู้หญิงนะ ถึงฉันจะไม่ชอบใช้ของพวกนี้มากนัก แต่ผิวหน้าฉันก็ไม่มีปัญหาถึงขนาดต้องใช้ครีมหนึ่งร้อยแปดอย่างของเขา ด้วยความโมโห ทำให้ฉันต้องคิดแผนเอาคืนอย่างรวดเร็ว... ฉันใช้เวลาห้านาทีในการพิจารณาเลือกแผนที่เหมาะสม และฉันก็คิดได้ จู่ ๆ ฉันก็ลุกขึ้นและย้ายตัวเองไปนั่งข้าง ๆ เขา ซึ่งทำให้นายจองวานตกใจมาก แต่นั่นไม่มากพอหรอก เพราะฉันเริ่มเอามือลูบหน้าเขาเพื่อขอพิสูจน์ความเนียน นายจองวานตกใจผงะแต่เขาก็ไม่ได้ปัดมือฉันออก แต่จากสายตาของเขาฉันรู้เลยว่าเขารังเกียจการที่มีคนเอามือมาจับหน้าสวย ๆ ของเขามาก ๆ เขายอมให้ฉันจับโน่นลูบนี่บนหน้าเขาประมาณห้านาทีโดยไม่มีปฏิกิริยาจะปัดมือฉันออก ฉันจึงเร่งให้โดยใช้มือนั้นจับขนมเข้าปากก่อน และหมายจะเอามือข้างที่เปื้อนแป้งของขนมแตะที่ใบหน้าใส ๆ ของเขาทำให้เขาหมดความอดทน เขาปัดมือฉันอย่างแรง ลุกขึ้น และรีบหนีไปอย่างรวดเร็ว
“คุณตาอยากให้หนูแต่งงานกับคุณที่คิดว่าตัวเองสวยกว่าหนูอย่างนั้นเหรอคะ?” พอฉันตอบออกไปแบบนั้นคุณตาก็ถอนหายใจเฮือก
“แล้วโซแทยังล่ะ คนนี้น่ะในสายตาของตาไม่มีที่ติหรอกนะ แถมเขายังเป็นถึงนักเรียนแพทย์ที่มีคะแนนอยู่ในอันดับที่หนึ่งด้วย!”
อา...ฉันเกือบจะลืมหมอนี่ไปแล้ว คู่ดูตัวที่แสนจะน่าเบื่อ แถมยังเป็นคนที่ทำให้ฉันใช้สมองเปลืองที่สุดอีกด้วย โซแทยังเป็นนักเรียนแพทย์ เป็นว่าที่ศัลยแพทย์ที่คนทั้งวงการการแพทย์จับตามอง แถมยังเป็นลูกศิษย์สุดที่รักของคุณตาอีกด้วย นายแทยังคนนี้เป็นคนน่าเบื่อสุด ๆ เขานิ่ง ขรึม ซึมเป็นก้อนหิน เหมือนพวกไม่มีความรู้สึก เขาเอาแต่นั่งนิ่ง ๆ ขณะที่ฉันต้องงัดสารพัดแผนเพื่อให้เขาวิ่งหนี ทั้งทำตัวปัญญาอ่อน ทั้งทำตัวเป็นคุณหนูขี้โวยวาย แต่นายแทยังก็ยังนั่งนิ่งเป็นรูปหล่อปูนปั้นอยู่ได้ จนฉันเกือบจะยอมแพ้ ฉันเหนื่อยมาก ๆ และตอนนั้นเองที่บริกรคนหนึ่งกำลังถือไวน์แดงเพื่อนำไปเสิร์ฟให้ลูกค้า ด้วยความหงุดหงิด ฉันจึงเอื้อมไปหยิบไวน์แก้วนั้นมาดื่มทีเดียวหมดแก้วซะเลย เท่านั้นแหละ ในที่สุดรูปหล่อปูนปั้นก็ยอมพูด เขาเริ่มเทศนาฉันในเรื่องการรักษาสุขภาพของฉันเอง พูดเป็นชุดแบบไม่หยุด และน่าเบื่อมาก
แต่มันก็ทำให้ฉันนึกอะไรออก ถ้านายแทยังคนนี้บ้าเรื่องการเป็นหมอมากนัก ฉันก็จะแหกกฎหมอให้ดู ฉันเถียงเรื่องต่าง ๆ ทั้งเรื่องอาหารการกินและอีกสารพัดซึ่งเป็นทางที่ทำลายสุขภาพทั้งสิ้น เราเถียงกันประมาณเกือบสองชั่วโมง ซึ่งทำเอาฉันเกือบหมดแรง แต่แล้วในที่สุดว่าที่คุณหมอก็ยอมแพ้ เขาลุกขึ้น และพูดว่า
“...คนที่ไม่รักษาตัวเองอย่างคุณ ผมคงไม่สามารถร่วมชีวิตด้วยได้ แม้ว่าอาจารย์คังจะดีกับผมแค่ไหนก็ตาม ถ้าหากคุณพร้อมที่จะเปลี่ยนวิถีชีวิตของคุณเมื่อไหร่ เราค่อยมานัดเจอกันอีกครั้ง...” พูดจบเขาก็เดินจากไป ทิ้งให้ฉันนั่งอึ้งอยู่คนเดียว
คนบ้าอะไรอย่างนี้นะ แล้วไอ้ที่บอกว่าฉันต้องเปลี่ยนเพื่อเขาเนี่ย ฝันกลางวันหรือไง!!!
“หนูรู้ว่าคุณตาชอบโซแทยังคนนี้มาก แต่เราเข้ากันไม่ได้เลยนะคะ!”
“เฮ้อออ ที่เข้าไม่ได้ก็เพราะเราไปโกหกเขาไม่ใช่หรือไง เมื่อไหร่กันที่เธอกินเนื้อวันล่ะสองกิโล ดื่มไวน์วันล่ะขวด” พอเจอคุณตาย้อนถามแบบนี้ฉันก็ได้แต่ยิ้มเจื่อน ๆ เท่านั้น
“แหม... คุณตาก็...แต่ไอ้เรื่องขนมเค้กวันล่ะชิ้นนี่หนูกินจริง ๆ นะคะ”
“เฮ้อ...เอาเถอะ ๆ จะยังไงก็ช่าง การดูตัวครั้งนี้อย่าทำให้ล่มไม่เป็นท่าอีกล่ะ” คุณตาพูดพร้อมเอานิ้วเคาะหัวฉัน
“ค่า~” ฉันตอบรับ
...ฉันไม่เคยทำล่มสักหน่อย ทั้งสามคนที่มาดูตัว ต่างวิ่งหนีฉันไปเองทั้งนั้นเลยนะ
คู่ดูตัวของฉันวันนี้คือคุณชายตระกูลชเว ฉันพอได้ยินชื่อเสียงของเขามาบ้างเหมือนกัน หลายคนบอกว่าเขาเป็นหนุ่มหน้าตาดี เพื่อน ๆ ของเขาแต่ละคนก็เป็นคุณชายจากตระกูลดังทั้งนั้น
แต่ฉันไม่สนหรอกว่าเขาจะหล่อเลิศ คุณสมบัติครบถ้วนขนาดไหน เพราะฉันไม่อยากหาห่วงมาผูกคอตัวเอง
“โน่น พวกเขามารอแล้ว” คุณตาเอ่ยพร้อมเร่งให้ฉันเดินเร็วขึ้น
เมื่อมาหยุดอยู่ตรงหน้าคุณและนายชเว คุณตาก็โค้งให้นิด ๆ อย่างมีมารยาทก่อนจะเอ่ย “ต้องขอโทษที่พวกเรามาช้า”
“สวัสดีค่ะ” ฉันโค้งให้ทั้งสองเช่นกัน
คุณและคุณนายชเวลุกขึ้น โค้งให้คุณตา ก่อนที่คุณนายชเวจะเป็นคนเอ่ย “ไม่เป็นไรหรอกค่ะท่าน พวกเราเพิ่งมาถึงไม่นาน อีกอย่างลูกชายของพวกเรายังมาไม่ถึงเลย พวกเราต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายขออภัย”
“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร วันนี้พวกเราไม่ได้รีบไปไหนหรอก” คุณตาตอบกลับและพวกเราทั่งสี่คนจึงนั่งลง
คุณชเวเรียกบริกรมาเสิร์ฟอาหารและของว่างทันที “ทางเราต้องขอโทษท่านจริง ๆ ครับ”
“ไม่ต้องคิดมาก ระหว่างรอเราก็นั่งคุยกันไปก่อนก็ได้” คุณตาพูดอย่างอารมณ์ดี
คนไม่รักษาเวลาแบบนี้น่ะใช้ได้ที่ไหนกัน หมอนี่ต้องเป็นพวกเหลาะแหละแน่ ๆ
“หนูเชบีน่ารักกว่าในรูปมากเลยนะ” คุณนายชเวหันมาพูดกับฉันพร้อมรอยยิ้มจริงใจ
ฉันก้มหัวให้เล็กน้อยเป็นการขอบคุณ “ไม่จริงหรอกค่ะ รูปนั้นไม่เหมือนหนูเลยสักนิด เพราะสตูดิโอที่หนูไปถ่ายรูปเป็นคนรู้จักของคุณตา เขาก็เลยแต่งภาพให้อย่างสุดฝีมือน่ะค่ะ”
“เชบี!” คุณตาร้องลั่น พร้อมหันมาทำตาดุใส่ฉัน
แต่คุณนายชเวไม่ได้ว่าอะไรนอกจากหัวเราะชอบใจ “แหม หนูเชบีเป็นคนขี้เล่นจริง ๆ นะคะเนี่ย”
“แหะ แหะ ขอบคุณค่ะ” ฉันตอบอย่างสุภาพและไม่กล้าพูดอะไรอีก เพราะตอนนี้เท้าของคุณตาเหยียบที่ปลายเท้าฉันแทบมิดเลยทีเดียว
หลังจากนั้นคุณตากับคุณและคุณนายชเวก็คุยกันไปเรื่อย ตั้งแต่ถามสารทุกข์สุขดิบ ธุรกิจการค้า การเมือง และอีกสารพัดเรื่องจนกระทั่งเวลาล่วงเลยมาสองชั่วโมงแล้ว แต่ฉันก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของชเวแทซอง
“เอ่อ...ลูกชายดิฉันนี่เสียมารยาทจริง ๆ เดี๋ยวดิฉันจะลองโทร. ตามอีกครั้งนะคะ” คุณนายชเวบอกพร้อมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทร. ออกหาลูกชายอีกครั้ง ขณะที่คุณชเวนั้นคิ้วขมวดเป็นปม
“ลูกชายผมคนนี้ทำให้ผมเสียหน้าจริง ๆ”
“ไม่ต้องคิดมากหรอก เขาอาจจะติดธุระก็ได้” คุณตาตอบกลับ ยังคงรักษามารยาทได้อย่างดีเยี่ยม
...แต่ฉันว่า เขาจงใจจะหนีมากกว่า คนไร้มารยาท ฉันเองก็ไม่ได้อยากเจอเขานักหรอก เขาเบี้ยวเองอย่างนี้ก็ดีเหมือนกัน จะได้ไม่ต้องเสียเวลาคิดแผนให้เปลืองสมอง
“แทซอง...ลูกอยู่ที่ไหน ตอนนี้พ่อกับแม่รอลูกอยู่นะ...อย่าทำแบบนี้สิ...แทซอง...เอ๊ะ” คุณนายชเวยังพูดไม่ทันจบ มือถือของเธอก็ถูกสามีแย่งไปซะแล้ว
“ไอ้ลูกเลว ตอนนี้แกอยู่ที่ไหน แกจะทำให้ฉันขายหน้าไปถึงไหน!” และโดยที่คุณชเวไม่ทันรู้ตัวว่าตอนที่เขาแย่งโทรศัพท์มาจากภรรยานั้น มือเขาดันไปกดโดนปุ่ม ลำโพง ซะนี่ จึงทำให้เสียงลูกชายของเขาที่ตอบกลับมานั้นได้ยินกันถ้วนหน้า ชัดถ่อยชัดคำอย่างที่สุด
“ผมบอกแล้วไงว่าผมไม่อยากดูตัว ผมไม่สนว่ายัยบ้านั่นจะอยากได้คู่หมั้นขนาดไหน แต่ผมไม่อยาก ยัยนั่นหน้าตาอย่างในรูปหรือเปล่าก็ไม่รู้ แค่ดูก็รู้ว่าแล้วรูปถูกตัดแต่งมา ผมว่าลูกบาสยังน่ามองกว่ายัยนั่นซะอีก!!!” และสายก็ถูกตัดไป
ความเงียบสะงัดเกิดขึ้นกับเราทั้งสี่คน คุณตานั่งอ้าปากค้างอย่างตกตะลึง คุณและคุณนายชเวหน้าซีดเผือด ส่วนฉันได้แต่นั่งยิ้ม
...ลูกบาสยังน่ามองกว่ายัยนั่นซะอีก...ลูกบาสยังน่ามองกว่ายัยนั่นซะอีก... ประโยคนี้มันดังก้องอยู่ในใจฉันเลยล่ะ
คุณนายชเวเป็นคนตั้งสติได้ก่อน เธอรีบเอ่ยขึ้นทันที “เอ่อ...พวกเราต้องขอโทษด้วยนะคะ ที่ลูกชายของพวกเราเสียมารยาทขนาดนี้”
“อะ...อา...นั่นสินะ” ส่วนคุณตาของฉันยังคงอยู่ในโหมดตะลึงงัน
“เอ่อ...แทซองเป็นเป็นคนพูดจาโผงผาง เขาไม่ได้หมายความอย่างที่พูดหรอกนะ หนูเชบีอย่าคิดมากเลย ถ้าแทซองได้มาเห็นหนูเขาต้องไม่พูดแบบนั้นแน่ ๆ”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ” ฉันตอบกลับพร้อมส่งยิ้มหวานให้คุณนายชเว
“หนูเชบีคงโกรธมาก น้าต้องขอโทษด้วย...”
“โอ้ย อย่าคิดมากเลยค่ะ หนูน่ะไม่คิดอะไรเลย ตรงกันข้ามมันทำให้หนูสนใจเขาซะมากกว่า”
“หา?” ผู้ใหญ่สามคนร้องพร้อมกัน
“เชบี หนูพูดอะไรออกมารู้ตัวมั้ย?” คุณตาถามฉันทันที “เขาบอกว่าหนูหน้าตาไม่ดีนะ”
“ค่ะ หนูได้ยินชัดทุกคำเลย และเพราะแบบนั้นแหละค่ะหนูเลยคิดว่าต้องสั่งสอน เอ๊ย...ทำให้เขาคิดซะใหม่น่ะค่ะ” ฉันตอบเสียงใส แต่ก็เกือบจะหลุดปากออกไปแล้วว่า ต้องสั่งสอนให้รู้สำนึกที่บังอาจมาว่าคังเชบีคนนี้
“เอ่อ...งั้นเหรอจ๊ะ ก็ดีจ้ะ” คุณนายชเวยิ้มเจื่อน ๆ และหันไปมองสามีของเธออย่างงง ๆ
หลังจากคุยกันต่อสักพักคุณและคุณนายชเวก็ขอตัวกลับ ที่โต๊ะอาหารจึงเหลือแค่ฉันและคุณตา
“คังเชบี...หนูแน่ใจเหรอเรื่องการหมั้นกับชเวแทซองคนนี้?”
“ทำไมคุณตาถามแบบนั้นล่ะคะ ก่อนมาที่นี่คุณตายังบอกว่านายคนนี้ดีนักดีหนายังไงล่ะคะ คุณตาก็อุตส่าห์หาคู่ดูตัวให้หนูตั้งมากมาย หนูว่าก็ถึงคราวที่หนูจะเลือกสักที และหนูว่านายคนนี้แหละเหมาะสมที่สุด!”
คุณตายังคงมองฉันด้วยสายตาแปลก ๆ เหมือนไม่มั่นใจต่อไป “หนูคงไม่ได้คิดวางแผนอะไรอยู่ใช่มั้ย?”
ฉันไม่ตอบ แต่หัวเราะในลำคอเบา ๆ
...หึ หึ ชเวแทซองงั้นเหรอ…เตรียมตัวเอาไว้ได้เลยชเวแทซอง นับจากวันนี้ไป ฉันจะทำให้ชีวิตนายป่วนยิ่งกว่าโดนพายุไซโคลนถล่มซะอีก!!!
ตอนที่ 1
(การพบกันและการท้าทาย)
เมื่อวานหลังกลับจากนัดดูตัวที่ล่มไม่เป็นท่าเพราะอีกฝ่ายดันไม่มา แถมยังทิ้งข้อความให้ชวนโมโหไว้ด้วย ทำให้ตัดสินใจว่าจะต้องเอาคืนผู้ชายปากเสียที่ชื่อชเวแทซองให้ได้ ทันทีที่กลับถึงบ้าน ฉันก็สั่งให้ลุงบุนซึ่งเป็นคนสนิทของฉันไปหาข้อมูลเกี่ยวนายชเวแทซองคนนี้มาให้โดยด่วน
และตอนนี้ฉันก็กำลังนั่งอ่านข้อมูลหนาเป็นปึกที่คุณบุนนำมาให้ฉันขณะที่ฉันกำลังกินมื้อเช้า
“ข้อมูลพวกนี้ลุงหาได้ภายในหนึ่งคืนงั้นเหรอ?” ฉันถามอย่างพิศวง พร้อมมองข้อมูลกว่าร้อยแผ่นในมืออย่างอึ้ง ๆ
คุณตาส่งตัวลุงบุนมาคอยดูแลฉันตั้งแต่เมื่อสิบสี่ปีก่อน ลุงบุนเป็นทั้งคนขับรถ เป็นเพื่อน เป็นพี่เลี้ยง และเป็นเงาตามตัวฉันอย่างแท้จริง ฟังดูแล้วเหมือนจะน่ารำคาญนะ แต่ฉันไม่รำคาญหรอก อาจจะเป็นเพราะเราตัวติดกันมาตั้งสิบสี่ปีแล้วก็ได้
“ครับคุณหนู ข้อมูลของคุณชายชเวและพวกเพื่อน ๆ หาได้ง่ายมาก ๆ เลยล่ะครับ เมื่อคืนผมกะจะลองหาข้อมูลคร่าว ๆ ในเว็บไซต์ดู แต่ที่ไหนได้ ผมกลับเจอโฮมเพจแฟนคลับของพวกเขาอยู่หลายโฮมเพจทีเดียว ข้อมูลของพวกเขาก็เลยแน่นปึ้กแบบนี้แหละครับคุณหนู”
“พวกเขาดังขนาดนั้นเชียว!” ฉันพอจะรู้คร่าว ๆ มาว่าพวกเขาทั้งหกคนคือทายาทคนสำคัญของหกตระกูลดัง ที่พร้อมทั้งรูปร่างหน้าตา ทรัพย์สมบัติ แต่พวกเขาดังขนาดนี้เลยงั้นเหรอ ถึงขนาดมีโฮมเพจ มีแฟนคลับแบบนี้
นี่พวกเขาเป็นดาราหรือนักร้องวงบอยแบนด์หรือไง
ฉันกินข้าวไปด้วยพร้อมหยิบข้อมูลที่ลุงบุนเอามาให้ขึ้นมาอ่าน...จะทำศึกทั้งทีก็ต้องศึกษาข้อมูลของข้าศึกก่อน
...ชเวแทซอง ทายาทคนเดียวของชเวซุงกรุ๊ปซึ่งเป็นบริษัทส่งออกที่ใหญ่ติดอันดับต้น ๆ ของเกาหลี เกิดวันศุกร์ที่ 17 พฤษภาคม 1991 เลือดกรุ๊ปโอ สูงหนึ่งร้อยแปดสิบเซนติเมตร น้ำหนักหกสิบสองกิโลกรัม ผมและตาสีน้ำตาลอ่อน ชอบเล่นกีฬาทุกประเภท โดยเฉพาะบาสเกตบอล นิสัยร่าเริงยิ้มง่าย กลุ่มของพวกนายมีกันทั้งหมดสิบคนประกอบด้วยผู้ชายหก ผู้หญิงสี่ และตอนนี้เขากำลังเป็นที่หมายตาของสาว ๆ ทั้งมหา’ลัย เพราะเขาเป็นสองหนุ่มคนสุดท้ายของกลุ่มที่ยังโสดสนิท…
ที่โสดสนิทเพราะไม่มีผู้หญิงคนไหนมองมากกว่าล่ะมั้ง
...ลีชิน ทายาทเจ้าของห้างสรรพสินค้าชื่อดัง หล่อเนี้ยบตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า บุคลิกความเป็นผู้นำโดดเด่น เงียบขรึม มากความสามารถทั้งด้านดนตรีและเรื่องการเรียน เรียกได้ว่าเป็นอัจฉริยะคนหนึ่งเลยทีเดียว ถ้าได้เห็นรอยยิ้มของเขาสักครั้ง ชีวิตนี้เกิดมาก็คุ้มค่าแล้ว... (อักษรสีแดงตัวใหญ่) มีคนรักแล้ว ชื่อยูโฮยอน จอมเผด็จการตัวแสบ...
คนเขียนข้อความนี้ต้องเป็นพวกขี้อิจฉาแน่ ๆ ส่วนนายลีชินคนนี้ฉันเองก็เคยได้ยินพวกผู้ใหญ่พูดถึงอยู่เหมือนกันว่าเขาเป็นอัจฉริยะที่ใคร ๆ ก็ต้องยอมสยบ
...ยูนมยองมุน ทายาทหัวหน้าแก๊งมาเฟียที่ผันตัวมาทำบริษัทรักษาความปลอดภัย เป็นผู้ชายที่รูปร่างสูงโดดเด่น พูดจาโผงผาง นิสัยค่อยข้างดุ ถ้าใครเผลอไปจ้องตาก็อาจจะโดนหักคอได้... (อักษรสีแดงตัวใหญ่) มีคนรักแล้ว ชื่อแชอึนยอง จอมบู๊ระห่ำ เจ้าของแชมป์ยูโดระดับเยาวชนสี่สมัยซ้อน ทั้งคู่คือบุคคลอันตรายเพราะถ้าผู้ชายคนไหนกล้ายุ่งกับแชอึนยองคนนั้นตายแน่นอน ส่วนผู้หญิงคนไหนที่กล้ามองยูนมยองมุนล่ะก็ เตรียมหัวขาดได้เลย...
คนคู่นี้ช่างเหมาะสมกันจริง ๆ แต่ก็หวังว่าเวลาทะเลาะกันคงไม่สู้กันจนเลือดกระจายหรอกนะ
...ฮันมีโซ หนุ่มฮอตผู้มีรอยยิ้มพิฆาตใจ เป็นทายาทคนรองของบริษัทมีเดียชื่อดัง JM เอนเตอร์เทนเมนท์ ก่อนหน้านี้เขาคือเพลย์บอยตัวฉกาจที่ผู้หญิงทุกคนต้องสยบอยู่แทบเท้า กฎของเขาคือคบผู้หญิงไม่เกินเจ็ดวัน แต่สถานะปัจจุบัน... (อักษรสีแดงตัวใหญ่) มีคนรักแล้ว ชื่อจางซอนฮวา ผู้หญิงสวยแต่นิสัยประหลาดที่สุดในโลก...
แต่ฉันว่า นายฮันมีโซต่างหากที่เป็นมนุษย์ประหลาด กฎบ้าอะไรคบผู้หญิงไม่เกินเจ็ดวัน และพวกที่ทำโฮมเพจนี้ขึ้นมา น่าจะประหลาดกว่าผู้หญิงที่ชื่อจางซอนฮวานะ
…คู่รักสะท้านวงการบันเทิงของคุณชายแห่งสถานีโทรทัศน์ชื่อดัง ปาร์คจุนซา กับนักร้องสาวซุปเปอร์สตาร์เกาหลีชินฮานา คู่รักที่ใช้หน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์เปลืองที่สุดในประวัติศาสตร์บันเทิงเกาหลี...
คู่นี้ฉันรู้จักและเห็นด้วยอย่างยิ่งที่ว่า พวกเขาคือคู่รักที่ใช้พื้นที่หน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์เปลืองที่สุด
...มุนวอลกี ทายาทคนเดียวของเจ้าของโรงแรมชื่อดังระดับห้าดาวแห่งกรุงโซล หนุ่มฮอตผู้มีรูปร่างหน้าตาที่ทำให้ผู้หญิงต้องอาย ผู้ชายต้องสยบ…
โอ้ ขนาดนั้นเลยเหรอ หวังว่าเขาคงไม่เป็นโรคประสาทเหมือนปาร์คอินแจ ลูกชายเจ้าของบริษัทเครื่องสำอางหรอกนะ
“ดูท่าพวกเขาจะเป็นกลุ่มที่โดดเด่นเอามากจริง ๆ แฮะ” ฉันเอ่ยเมื่ออ่านข้อมูลทั้งหมดจบ
“เช้านี้คุณชายชเวเลิกเรียนตอนสิบเอ็ดโมงครึ่งครับ คุณหนูต้องการจะไปพบเขาเลยมั้ยครับ?”
“อืม มันก็ต้องแน่นอนอยู่แล้ว เมื่อวานเขาบังอาจทำให้ฉันรอ เบี้ยวนัดดูตัวยังไม่พอ เขายังบังอาจมาว่าฉันอีก”
“ความจริงคุณหนูก็ไม่ได้อยากไปนัดดูตัวเมื่อวานอยู่แล้วนี่ครับ ต่อให้คุณชายชเวมาตามนัด คุณหนูก็คงจะวางแผนเล่นงานอีกฝ่ายจนวิ่งหนีคุณหนูไม่ทันอยู่ดี” ลุงบุนพูดด้วยเสียงเรียบ ๆ ในน้ำเสียงไม่มีการกระแทกแดกดัน ไม่ประชดประชันตามสไตล์ของลุงบุน
เรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องที่ฉันพิศวงในตัวลุงบุน เพราะไม่ว่าสถานการณ์จะมารูปแบบไหน ลุงบุนก็จะตีหน้าสงบนิ่ง พูดจาด้วยเสียงเรียบ ๆ ราวกับไม่ทุกข์ร้อนโดยสิ้นเชิง แม้แต่ตอนที่ฉันทำแจกันราชวงศ์หมิงของคุณตาแตก คุณบุนก็ยังยืนดูอยู่เฉย ๆ แล้วพูดด้วยเสียงเรียบ ๆ ว่า “...น่าเสียดาย แจกันใบนี้ เพื่อนสนิทของคุณท่านให้มาเป็นของขวัญวันแต่งงาน”
“ไอ้เรื่องเบี้ยวดูตัวน่ะ ฉันไม่แค้นว่าอะไรหรอก แต่ที่บอกว่าลูกบาสน่ามองกว่าหน้าฉันเนี่ย รับไม่ได้!” ฉันพูดขึ้นอย่างเจ็บใจ พร้อมหยิบรูปนายแทซองขึ้นมาวางไว้บนโต๊ะ “ฉันไม่ยอมปล่อยให้เขาว่าฉันได้หรอกน่า ไม่อย่างนั้นล่ะก็เสียชื่อคังเชบีหมด” ฉันพูดพร้อมเอาส้อมจิ้มลงไปที่หน้าของนายแทซอง
ปึก!!!
ถ้าฉันมีคาถาวูดูล่ะก็ ฉันจะเสกให้หน้านายแทซองเป็นรูเหมือนรูปนี้เลย!
หลังจากเฝ้ารอมาตลอดช่วงเช้า ในที่สุดฉันก็มายืนอยู่หน้ามหาวิทยาลัยชื่อดังของกรุงโซล สถานที่ที่เป้าหมายคนสำคัญของฉันเรียนอยู่
“เราต้องไปทางนี้ครับคุณหนู” ลุงบุนพูดพร้อมชี้ไปทางด้านซ้ายของฉัน
“นำไปเลยลุงบุน ฉันไม่อยากพลาดโอกาสที่จะได้ทักทายคู่หมั้นของฉันหรอก”
“ครับคุณหนู” ลุงบุนรับคำและออกเดินนำฉันไปทันที
ลุงบุนเดินนำฉันมาเรื่อย ๆ เข้ามาสู่ตัวมหาวิทยาลัยที่ใหญ่โตอลังการ สมกับที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นมหาวิทยาลัยชื่อดัง ก็ทั้งตึกเรียนและส่วนต่าง ๆ ที่ถูกสร้างขึ้นในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ มันเต็มไปด้วยความหรูหราและทันสมัยมากทีเดียว
“ถึงแล้วครับ” ลุงบุนหยุดเดิน พร้อมชี้ไปที่คนกลุ่มหนึ่ง ฉันมองตามมือของลุงบุนและก็แทบจะต้องหลับตาเพราะความเจิดจ้าของพวกเขา ฉันอยู่ห่างจากพวกเขาประมาณสิบเมตร แต่ฉันก็บอกได้เลยว่าคนกลุ่มนี้ช่างโดดเด่นซะเหลือเกิน
แต่ถึงพวกเขาจะโดดเด่นยังไง แต่คนที่สะดุดตาฉันกลับมีเพียงแค่คนเดียวเท่านั้น ก็คือผู้ชายที่กำลังยืนหมุนลูกบาสอยู่ที่ปลายนิ้ว
“คนนั้นใช่มั้ยชเวแทซอง?” ฉันถาม ทั้ง ๆ ที่ในใจก็มั่นใจอยู่แล้ว แต่ฉันก็อยากได้ความแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์
“ครับ” เมื่อลุงบุนตอบรับ ฉันก็รีบออกเดินทันที ฉันเดินมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งมาหยุดยืนห่างจากเขาประมาณหนึ่งเมตร แต่ดูเหมือนตัวฉันจะไมได้อยู่ในความสนใจของเขาเลย เขาเอาแต่หมุนลูกบาสในมือเขา ปฏิกิริยาของเขามันทำให้เส้นประสาทของฉันยิ่งกระตุกมากขึ้น
หน็อย ชเวแทซอง!!!
“เฮ้ย แทซอง มีคนมาหานายแน่ะ!” เสียงร้องของใครบางคนดังขึ้น ทำให้ฉันต้องหันไปมองเขา... สายตาที่เต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์ และริมฝีปากก็มีรอยยิ้มกวนประสาทประดับอยู่เหมือนในข้อมูลที่ฉันได้มา อดีตเพลย์บอยตัวร้าย ฮันมีโซ
“เธอมาหาฉันเหรอ?” คำถามที่ออกจากปากของนายแทซองทำให้ฉันต้องดึงสายตากลับมามองเขา
ฉันไม่ตอบ และได้แต่จ้องหน้าเขานิ่งเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้เห็นหน้าเขาชัด ๆ จากข้อมูลที่ฉันได้มาก็คือชเวแทซองเป็นผู้ชายที่มีรูปร่างโดดเด่น คือมีความสูงสมส่วนน่ามองอย่างมาก แต่ฉันบอกได้เลยว่า ชเวแทซองไม่ได้มีดีแค่รูปร่าง หน้าตาเขาก็ดีมากด้วย คิ้วหนาเข้ม ดวงตาคมสวย จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากบางได้รูป ผิวขาวเนียนและอมชมพูนิด ๆ อย่างคนสุขภาพดี... มันทำให้คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าฉันเป็นผู้ชายที่เพอร์เฟ็คทั้งรูปร่างหน้าตาเชียวล่ะ
“นี่! เธอมาหาฉันหรือเปล่า?” เสียงนายแทซองดังขึ้นอีกครั้ง ทำให้ฉันสะดุ้งเล็กน้อย
บ้าจริง เมื่อกี้ฉันคิดบ้าอะไรของฉันเนี่ย ผู้ชายอย่างนี้น่ะเหรอเพอร์เฟ็ค ไม่มีทางหรอก!
ฉันพยายามรวบรวมสติกลับมาอีกครั้ง ก่อนจะส่งยิ้มหวานให้เขาและเอ่ยถาม “นายคือชเวแทซองใช่มั้ย?”
“อ่ะ...อืม...ใช่” เขาตอบ
“อืม งั้นก็ดีเลย เพราะฉันกำลังหาตัวนายอยู่พอดี”
“หาตัวฉัน? หาทำไม? ฉันมั่นใจว่าฉันไม่รู้จักเธอนะ” นายแทซองตอบกลับ
ไม่รู้จักงั้นเหรอ! แล้วนายบังอาจมาว่าหน้าฉันน่ามองน้อยกว่าลูกบาสของนายได้ยังไง อีตาบ้า!
ฉันสูดหายใจเข้าลึก รอยยิ้มยังคงอยู่ที่ริมฝีปาก “ลองนึกดูดี ๆ สิว่านายไม่รู้จักฉันจริงหรือเปล่า?”
“ฉันมั่นใจ ฉันไม่รู้จักเธอ” นายแทซองสวนกลับแทบจะทันทีโดยไม่คิดจะเสียเวลานึก
ปึก!...เส้นความอดทนของฉันขาดสะบั้น ฉันส่งยิ้มหวานให้เขาอีกครั้ง มือข้างขวากำแน่นก่อนจะง้างขึ้นกลางอากาศและเหวี่ยงอย่างแรง เป้าหมายคือใบหน้ามั่นใจของชเวแทซอง
ผลัวะ!
“เฮ้ยยย/ว้ายยย” เสียงร้องของพวกเพื่อน ๆ เขาดังลั่นทันทีเมื่อฉันปล่อยหมัดอัดเข้าใส่หน้านายแทซองเต็มเปาและอย่างแรง จนทำให้นายแทซองที่ไม่ทันตั้งตัวล้มกลิ้งโค่โร่ลงไปนั่งกองอยู่กับพื้น
และฉันก็ต้องมานึกเสียใจทีหลัง เพราะตอนนี้มือฉันเองก็เจ็บเหมือนกัน...ไม่รู้กระดูกจะหักหรือเปล่า ถ้ารู้ว่าหน้าหมอนี่แข็งอย่างนี้ล่ะก็ ฉันให้ลุงบุนหาสนับมือมาให้แล้วล่ะ
“เธอทำอะไรวะ!!!” ใครคนหนึ่งโวยวายเสียงดังลั่น แต่ก่อนที่ฉันจะทันเห็นตัวเขา เสื้อสูทสีดำของลุงบุนก็เข้ามาบังสายตาของฉันซะแล้ว
“คุณชายยูนครับ กรุณาถอยไปเถอะครับ”
การที่ลุงบุนเรียกเขาว่าคุณชายยูน ทำให้ฉันรู้ว่าผู้ชายที่กำลังโวยวายอยู่เป็นใคร เขาต้องเป็นยูนมยองมุนแน่ ๆ
“แกเป็นใครวะ! อยากหาเรื่องตายหรือไง!!!”
“ต้องขอประทานอภัยครับ ผมเป็นคนติดตามของคุณหนูคังเชบีครับ” ลุงบุนแนะนำตัวอย่างสุภาพพร้อมโค้งให้นายมยองมุนซะเก้าสิบองศาเลยทีเดียว
และฉันก็ได้ยินเสียงใครบางคนพึมพำชื่อฉัน แต่ฉันไม่สนใจ เพราะสายตาของฉันตอนนี้กำลังจับจ้องอยู่ที่นายแทซองและผู้หญิงที่กำลังช่วยพยุงเขาให้ลุกขึ้นยืน ฉันจำได้จากในรูปว่าเธอชื่อยูโฮยอน หรือ จอมเผด็จการตัวแสบ
“แล้วยัยคังเชบีนี่เป็นใครกันล่ะวะ!” นายมยองมุนโวยลั่นอีก
ลุงบุนกำลังจะตอบออก แต่ฉันจับแขนเขาเอาไว้ซะก่อน ลุงบุนหันมามองฉันเล็กน้อย ก่อนจะถอยไปยืนด้านหลังฉันเหมือนเดิม ตอนนี้ฉันจึงยืนเผชิญหน้ากับยูนมยองมุน...หรือบางทีอาจจะเป็นหอคอยอะไรสักอย่าง
“ฉันคือคังเชบี” ฉันบอกพร้อมเชิดหน้าขึ้น ฉันไม่ได้หยิ่งอะไรหรอกนะ แต่เพราะผู้ชายตรงหน้าฉันตัวสูงมาก ๆ เลยต่างหาก
พระเจ้า ฉันยืนอยู่ห่างจากนายมยองมุนตั้งเกือบสามก้าว แต่ฉันยังต้องแหงนคอตั้งบ่าเพื่อมองหน้าหมอนี่!!
“จะเป็นใครก็ช่าง เธอมีสิทธิ์อะไรมาชกแทซอง อย่าคิดว่าเป็นผู้หญิงแล้วฉันไม่กล้าลงมือนะ!” นายมยองมุนขู่พร้อมทำท่าจะสาวเท้าเข้ามาใกล้ฉัน แต่เขาก้าวมาได้เพียงก้าวเดียวเท่านั้น ผู้หญิงสาวสวยคนหนึ่งก็เข้ามาขวางหน้าเขาทันที
“ถามเธอให้รู้เรื่องก่อน แล้วค่อยลงมือ” เธอพูดพร้อมมองหน้าฉันอย่างไม่เป็นมิตรเท่าไหร่
สาวสวยตรงหน้าฉันคือแชอึนยองคนรักของนายมยองมุนนั่นเอง ตอนที่เห็นรูปผู้หญิงคนนี้ฉันก็รู้สึกขัดใจนิด ๆ กับคำบรรยาย เพราะดูยังไงผู้หญิงที่มีรูปร่างหน้าตาอ่อนหวานเหมือนตุ๊กตาญี่ปุ่นคนนี้ก็ไม่น่าจะเล่นกีฬาโหด ๆ อย่างยูโดได้เลย
“ทำไมจู่ ๆ เธอถึงเข้ามาทำร้ายร่างกายแทซองแบบนี้” เสียงทุ้มชวนฟังเอ่ยถามขึ้น คนพูดคือนายลีชินนั่นเอง
ให้ตายสิ คนพวกนี้ ตอนที่เห็นรูปฉันคิดแค่ว่าพวกเขาหน้าตาดูดีโดดเด่นไม่ธรรมดา แต่พอมาเห็นตัวจริงแบบนี้แล้ว คำว่าดูดีโดดเด่นมันออกจะน้อยไปด้วยซ้ำ พวกเขาทุกคนเหมือนมีแสงออร่าบาดตาวิ้ง ๆ อยู่รอบตัวพวกเขาเลย
“ก่อนอื่นฉันต้องขอโทษพวกนายด้วย เพราะฉันเสียมารยาทจริง ๆ ที่ไม่แนะนำตัวก่อน แต่แหม...พอเห็นหน้าชเวแทซองแล้วมันอดใจไม่ไหวจริง ๆ นี่นา” ฉันบอกและเหลือบตาไปมองนายแทซองอีกครั้ง ซึ่งตอนนี้เขากำลังเดินเข้ามาหาฉันด้วยใบหน้าบึ้งตึง ที่มุมปากเขามีรอยช้ำชัดเจน
โธ่เอ๊ยยย ต่อยซะแรงขนาดนั้นปากยังไม่แตกอีกเหรอเนี่ย ชิ! เจ็บใจชะมัด!
“เธอเป็นใคร?” นายแทซองร้องถามด้วยเสียงบ่งบอกความไม่สบอารมณ์
ฉันหันไปยิ้มหวานให้เขา ซึ่งทำให้เขาก้าวถอยหลังห่างจากฉันอย่างระวังตัวทันที “ฉันคังเชบี คู่หมั้นของนาย”
“ห๊า!!!” เสียงร้องประสานเสียงดังสนั่น หน้าตาแต่ละคนบ่งบอกว่าตกใจมาก ทุกคนโดยเฉพาะนายแทซองเบิกตากว้างมองฉันจนฉันกลัวว่ามันจะถลนออกมาจากเบ้า ส่วนคนเดียวที่ไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลยก็คือ ลีชิน
“คะ...คู่หมั้นบ้าบออะไรของเธอ ฉันไม่รู้จักเธอด้วยซ้ำ!” นายแทซองโววายหลังจากเวลาผ่านไปเกือบห้านาที
เฮ้อออ ช่างเป็นคนที่มีความรู้สึกช้าเสียจริง ๆ
“เราเป็นคู่หมั้นกันตั้งแต่เมื่อวานนี้” ฉันตอบ และยังคงรักษารอยยิ้มบนใบหน้าเอาไว้ “ถ้าไม่เชื่อนายจะโทร. ไปถามพ่อแม่ของนายก็ได้นะ”
โฮะ โฮะ ฉันบอกตามตรง ฉันหุบยิ้มลงไม่ได้หรอก ความจริงฉันอยากจะระเบิดหัวเราะออกมาเลยด้วยซ้ำ ส่วนเหตุผลน่ะเหรอ ก็เพราะผู้ชายตรงหน้าฉันกำลังหน้าซีเผือด เหงื่อแตกพลั่กน่ะสิ
เป็นไงล่ะชเวแทซอง นี่แหละคือผลของการที่นายทำให้คังเชบีคนนี้โกรธ
“ฉะ...ฉันไม่มีทางยอมรับว่าเธอว่าเป็นคู่หมั้นหรอก!”
“นายจะยอมรับหรือไม่ยอมรับ มันไม่เกี่ยวกับฉัน เพราะพ่อกับแม่นายยอมรับไปแล้ว” ฉันโต้กลับ ทำให้นายแทซองได้แต่ชี้นิ้วใส่หน้าฉัน และโกรธจนหน้าดำหน้าแดงเลยทีเดียว
นั่นแหละ ยิ่งนายโกรธ ยิ่งนายโมโห ยิ่งนายเดือดร้อนมากเท่าไหร่มันก็ยิ่งสะใจฉัน ชเวแทซอง โฮะ โฮะ(ชั่วร้ายไปมั้ยเนี่ย?)
“ทำไมเธอถึงอยากหมั้นกับแทซองล่ะ?” เสียงทุ้มเซ็กซี่นิด ๆ เอ่ยขึ้น ทำให้ฉันต้องถอนสายตาจากภาพอันน่าพึงพอใจ เพื่อหันไปมองคนพูด
ฮันมีโซยิ้มร่าและเดินเข้ามาหยุดยืนข้าง ๆ เพื่อนเขา สายตาเจ้าเล่ห์ประกายระยับซึ่งทำให้ฉันรู้สึกไม่ชอบเอาซะเลย เพราะมันเหมือนกับว่าสายตาของเขากำลังมองทะลุทุกแผนการในหัวฉันอย่างนั้นแหละ
“ว่าไง ทำไมเธอถึงอยากหมั้นกับแทซอง เพราะจะว่าไปแล้ว เธอเองก็ดูไม่เหมือนผู้หญิงที่กำลังหลงเสน่ห์แทซองเท่าไหร่เลยนี่”
คำพูดของนายมีโซทำเอาฉันต้องกลืนน้ำลายเอื๊อกเลยทีเดียว แต่ฉันคือคังเชบีนะ และฉันไม่ยอมให้ใครมาต้อนฉันจนมุมง่าย ๆ หรอก ฉันเชิดหน้าขึ้นก่อนจะพูดว่า “ไม่สำคัญหรอกว่าฉันจะชอบชเวแทซองหรือไม่ เพราะตอนนี้เราเป็นคู่หมั้นกันแล้ว”
“และนั่นคือเหตุผลที่เธอชกแทซองงั้นเหรอ?” นายมีโซถามอีก คิ้วข้างหนึ่งเลิกขึ้นนิด ๆ อย่างน่าเอาบาทาประทับรอยที่ระลึก
“เหตุผลที่ฉันชกเขาก็เพราะเขาบังอาจทำให้ฉันต้องรอเก้อเมื่อวานนี้ต่างหากล่ะ”
“แค่นั้นแน่เหรอ?”
“เพื่อนนายทำให้ฉันเสียหน้าที่ต้องไปนัดดูตัวคนเดียว แบบนั้นไม่สมควรให้โกรธหรือไง?” ฉันย้อนกลับ พร้อมแสร้งทำหน้าเศร้า
...ฉันไม่สนว่านายจะเป็นพ่อมดจอมเจ้าเล่ห์ หรือหนุ่มฮอตผู้เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ หรืออะไรก็ช่างที่คนอื่นเรียก แต่ฉันไม่มีวันหลงกลนายหรอกน่า ฮันมีโซ กลลูกไม้ยั่วโมโหของนายน่ะ ใช้ไม่ได้กับคังเชบีคนนี้หรอก!
“แค่เรื่องเสียหน้าจริง ๆ น่ะเหรอ?” นายมีโซถามย้ำอีก
“ก็ไม่เชิงหรอกนะ เรื่องครั้งนี้เป็นการตัดสินใจของผู้ใหญ่ แล้วเด็กอย่างฉันจะมีสิทธิ์อะไรไปคัดค้าน พอรู้ว่าคู่หมั้นเป็นใครฉันก็แค่อยากจะทำความรู้จักด้วยเท่านั้น แต่ฉันก็นึกไม่ถึงว่าเขาจะทำตัว ไร้มารยาท ไร้หัวคิด ไม่มีสามัญสำนึก ไร้ความรับผิดชอบต่อหน้าที่ แบบนี้” พูดจบฉันก็ก้มหน้านิ่ง แสร้งทำเป็นเสียใจ
แต่แทนที่นายมีโซจะทำหน้าไม่ถูก เพราะเจอคำพูดประชดประชันของฉัน เขากลับระเบิดหัวเราะชอบใจออกมาซะอย่างนั้น
“ฮ่ะฮ่าฮ่า”
“มีอะไรน่าหัวเราะ!” ฉันถามเสียงห้วน รู้สึกเหมือนโดนกระตุกเส้นยังไงก็ไม่รู้
“เธอน่ะ ดูท่าทางภายนอกเหมือนคุณหนูผู้อ่อนโยน แต่ความจริงแล้ว เธอน่ะแสบระดับตัวแม่เลยใช่มั้ยล่ะ?”
ฉันมองสบตาเจ้าเล่ห์ของนายมีโซนิ่ง รู้ดีว่าคงปิดบังเขาไม่ได้ ฉันเหลือบมองไปทางคนอื่น ๆ ดูจากสายตาของนายลีชิน นายจุนซา นายวอลกี และแชอึนยองแล้ว พวกเขาเองก็คิดเหมือนนายมีโซเหมือนกัน
“ก็ได้” ฉันยอมรับตามตรง ยืดตัวขึ้นและมองอีกฝ่ายอย่างท้าทาย “ในเมื่อเสแสร้งไปก็ไม่มีประโยชน์ในเมื่อพวกนายเองก็จะรู้ความจริงอยู่ดี”
นายมีโซฉีกยิ้มกว้าง ก่อนจะเอ่ยถามต่อ “ตกลงเหตุผลที่เธอยอมรับการหมั้นคืออะไรกันแน่?”
“เหตุผลที่ฉันยอมตกลงเรื่องการหมั้นก็เพราะต้องการสั่งสอนชเวแทซอง”
“อะไรนะ!” นายแทซองร้องลั่น “ฉันไปทำอะไรให้ ฉันไม่รู้จักเธอด้วยซ้ำ!”
“ใช่นายไม่รู้จักฉันด้วยซ้ำ แต่นายกลับพูดออกไปได้ว่าลูกบาสยังน่ามองกว่าหน้าฉัน!” ฉันตอกกลับใส่หน้านายแทซองซึ่งก็ถึงกลับผงะถอยหลังกรู แต่ฉันไม่ปล่อยเขาไปง่าย ๆ หรอก ฉันสาวเท้าเดินตามเขาทันที “นายคิดว่าฉันชอบไปนัดดูตัวอะไรนั่นหรือไง เปล่าเลย ฉันไม่ชอบด้วยซ้ำ แต่ฉันก็ไปเพื่อเป็นการรักษามารยาท แต่นายไม่เพียงแต่ไม่ไปตามนัดเท่านั้น นายยังดูถูกฉันอีกด้วย ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ฉันยอมไม่ได้”
ถึงตอนนี้นายแทซองก็ถอยหลังจนขาเขาชนที่นั่ง ทำให้เขาต้องทิ้งตัวนั่งลงบนที่นั่ง ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ดีมาก ๆ เพราะตอนนี้สายตาของเราอยู่ระดับเดียวกันแล้ว เหอะ ๆ (ภูมิใจอะไร ตัวเองน่ะยืนอยู่ไม่ใช่เรอะ!)
“และในเมื่อนายบอกว่าลูกบาสน่ามองกว่าหน้าฉัน เพราะฉะนั้นฉันก็เลยตัดสินใจจะแก้แค้นนาย โดยการทำให้นายต้องทนมองหน้าฉันไปตลอดชีวิตนั่นแหละ!”
นายแทซองอ้าปากค้าง เบิกตากว้างมองฉันอย่างตกตะลึง เขาพูดพร้อมลุกขึ้นและเดินหนีฉันอีกครั้ง
“หมั้นได้ก็ต้องถอนได้!”
“แต่อย่าหวังว่าฉันจะยอมถอนง่าย ๆ เพราะการเห็นนายทรมานมันเป็นความสุขของฉัน”
นายแทซองสบถพึมพำอย่างไม่พอใจ ก่อนจะหันกลับมามองฉันอีกครั้ง “เธอเป็นยัยโรคจิตหรือไง!”
“ฉันเป็นพวกขี้เบื่อ เวลาเจอของเล่นสนุก ๆ ก็เลยอดใจทิ้งไปไม่ได้” ฉันตอบกลับเสียงหวาน พร้อมส่งจุ๊บไปให้เขาด้วย ซึ่งทำให้แทซองถึงกับสะดุ้งเฮือกสุดตัว
อา...ให้ตายสิ หมอนี่ช่างเป็นคนที่น่าสนใจจริง ๆ ...เป็นของเล่นที่น่าสนุกเอามาก ๆ ทีเดียว
“ฉะ...ฉันไม่มีทางยอมรับเธอเป็นคู่หมั้นหรอก!”
“ฉันก็ไม่ได้ให้นายยอมรับนี่ ถ้านายยอมรับง่าย ๆ มันก็ไม่สนุกน่ะสิ”
“ยัยปิศาจ!”
“ขอบใจที่ชม” ฉันตอบกลับพร้อมยิ้มหวานให้อีก
นายแทซองกัดฟันกรอด มองหน้าฉันเหมือนอยากจะบีบคอฉันให้ตายซะเดี๋ยวนี้ แต่แล้วจู่ ๆ ความเครียดและความตื่นตระหนกใบหน้าเขาก็หายอย่างสิ้นเชิง ซึ่งมันทำให้ฉันต้องระวังตัวขึ้นมาทันที
หลังจากนิ่งอยู่นานนายแทซองก็ก้าวเท้าเข้ามาหาฉันพร้อมเอ่ยขึ้นว่า “ก็ได้ ถ้าเธออยากจะเป็นคู่หมั้นของฉัน”
“อะ...อะไร?” ตอนนี้เป็นฉันบ้างที่ต้องก้าวถอยหลังหนีพร้อมมองคนตรงหน้าอย่างพิจารณา
เกิดอะไรขึ้น เมื่อกี้หน้าเขายังบูดบึ้งเหยเกอยู่เลย แล้วทำไมจู่ ๆ ถึงยิ้มออกมาได้ล่ะ!
“เธอพูดถูกว่าฉันดูถูกเธอ ฉันน่ะไม่เคยเห็นรูปเธอด้วยซ้ำ ไม่สิต้องพูดว่าไม่ใส่ใจจะดูถึงจะถูก...”
นะ...หน็อยยย ไม่ใส่ใจงั้นเหรอ!!!
“จะว่ายังไงดีล่ะ ไอ้ตัวฉันน่ะ ทั้งชีวิตก็สนใจแต่พวกอุปกรณ์กีฬาซะด้วย ตลอดสิบเก้าปีที่เกิดมา ฉันยังไม่เคยเห็นผู้หญิงคนไหนน่ามองกว่าลูกบาสเลยนะ เอ๊ะ...ถ้าไม่นับแม่ของฉันนะ”
“นายจะพูดอะไรกันแน่!” ฉันถามกลับอย่างหงุดหงิด
“เธอชอบเล่นกีฬาหรือเปล่า คิมเชบี?”
“ฉันชื่อคังเชบี อีตางี่เง่า!!!”
“โอ้ ขอโทษ ๆ ว่าแต่เธอชอบเล่นกีฬามั้ยล่ะ?” นายแทซองหยุดยืนตรงหน้าฉัน โน้มหน้าเข้ามาใกล้ หรี่ตามองฉัน
“เป็นสิ เห็นฉันแบบนี้ แต่ฉันก็เล่นกีฬาเก่งมากเลยนะ!!” ฉันพูดพร้อมยืดไหล่ขึ้นอย่างไม่เกรงกลัว
“อืมมม” นายแทซองครางในลำคอและยืดตัวขึ้น “ถ้าอย่างนั้นฉันขอท้าเธอ”
“ท้า...ท้าอะไร?”
“ถ้าเธอชู้ตบาสลงห่วงได้ลูกเดียวในสิบลูก ฉันจะยินยอมเป็นคู่หมั้นของเธอ” เขาพูด แววตาเต็มไปด้วยความท้าทาย
“ได้สิ ก็แค่ชู้ตลงห่วงใช่มั้ยล่ะ ของง่าย ๆ” ฉันตอบกลับทันที กะอีกแค่โยนลูกบาสลงห่วงนี่มันจะยากตรงไหนกัน
“แต่คุณหนูครับ…” เสียงลุงบุนเอ่ยขัดขึ้นเป็นครั้งแรก ทำให้ฉันต้องหันไปมองคนสนิทของฉัน ลุงบุนโน้มหน้าเข้ามาใกล้ฉันและกระซิบเสียงเบาที่พอให้ได้ยินกันแค่สองคน “...มันจะดีเหรอครับ คุณหนูไม่เคยแม้แต่กระโดดเชือกเลยนะครับ”
“ก็แค่โยนไอ้ลูกกลม ๆ นั้นลงห่วงมันจะยากมากหรือไง”
“ครับ” ลุงบุนตอบเสียงเรียบ ทำให้ฉันอึ้งไปนิดหน่อย ก็อย่างที่บอก ลุงบุนอยู่กับฉันมานาน เขารู้ดีว่าฉันทำอะไรได้หรือทำไม่ได้ และที่สำคัญลุงบุนไม่เคยโกหกด้วย
“ว่าไง พร้อมจะรับคำท้ามั้ย?” นายแทซองเอ่ยเร่งทำให้ฉันต้องหันกลับไปมองเขา และเมื่อเจอสายตาท้าทายฉันก็ยิ่งเจ็บใจ
“ได้อยู่แล้ว แต่ขอเวลาหน่อย ถึงฉันจะเล่นกีฬามาเยอะ แต่ฉันไม่เคยเล่นบาส” ฉันบอกออกไป อาจจะดูน่าเกลียดไปนิดที่โกหก แต่ฉันไม่อยากเสียฟอร์มนี่นา
“ได้สิ เธอต้องการเท่าไหร่ล่ะ?”
“หนึ่งปี”
“ไม่ ๆ มันเป็นไปไม่ได้หรอก แค่หนึ่งชั่วโมงก็น่าจะพอแล้ว”
“หนึ่งเดือน เอ้า!”
“หนึ่งนาทีซะเลยเป็นไง”
หน็อยยย... “หนึ่งวัน!”
“ตกลง!”
“เอ๊ะ!” ฉันร้องได้แค่นั้น และเมื่อมองสบตากับนายแทซองฉันก็ต้องหงุดหงิด เพราะตัวเองดันตกหลุมพลางที่อีตาคนเจ้าเล่ห์ขุดไว้ซะแล้ว
“ฉันหวังว่าเธอจะรักษาสัญญานะ ถ้าเธอแพ้เธอจะต้องไปบอกทางผู้ใหญ่ให้ถอนหมั้นทันที”
“และถ้านายแพ้นายจะต้องเป็นคู่หมั้นไปจนกว่าฉันจะเบื่อและเป็นคนบอกทิ้งนาย”
“ตกลง ได้แน่นอนอยู่แล้ว”
ฉันได้แต่กัดริมฝีปากแน่นอย่างโกรธจัด “ลุงบุนกลับ!!!”
“ครับคุณหนู”
เมื่อฉันเดินจากมาได้ประมาณสิบก้าว เสียงของนายแทซองก็ดังขึ้นอีกครั้ง “แล้วพรุ่งนี้เจอกันนะ วันนี้ฉันจะยอมให้เธอขึ้นชื่อว่าเป็นคู่หมั้นฉันหนึ่งวัน คิมเชบี”
“คังเชบีต่างหากเล่า!!!”
ฮึ้ย!!! ตั้งแต่จำความได้ ยังไม่เคยมีใครทำให้ฉันรู้สึกเสียฟอร์มได้เท่าหมอนี่มาก่อน คอยดูนะชเวแทซอง นายตายแน่!
“เจ็บใจจริง ๆ เจ็บใจที่สุด เจ็บใจ เจ็บใจ เจ็บจ๊ายยยยยยย!!!” ฉันร้องตะโกนเสียงดังลั่นรถเพื่อระบายความโมโหที่อัดอั้นอยู่ในใจ
“คุณหนูจะทำยังไงครับเรื่องแข่งวันพรุ่งนี้?” ลุงบุนซึ่งตอนนี้กำลังทำหน้าที่เป็นคนขับรถร้องถามขึ้น
“ก็ต้องทำให้ได้นั่นแหละ และฉันจะต้องทำให้ชีวิตของหมอนั่นปั่นป่วนยิ่งกว่าเจอพายุทอร์นาโดซะอีก!” ฉันตอบกลับไปทันที “สั่งให้คนซื้ออุปกรณ์มาให้ฉันภายในครึ่งชั่วโมง ทั้งแป้นและลูกบาส”
“ครับ”
“อ้อ และอย่าลืมวีดิโอสอนวิธีการเล่นด้วยนะ”
“ครับ ได้ตามที่คุณหนูต้องการครับ”
ตอนที่ 2
(สวัสดีคุณคู่หมั้น)
“โธ่เว้ย!” ฉันสบถลั่น เมื่อลูกบาสที่ปล่อยออกจากมือลอยไปไม่ถึงครึ่งทางด้วยซ้ำ ก่อนจะตกลงตรงหน้าแป้นชู้ต
“คุณหนูครับผมว่าคุณหนูพอเถอะครับ” ลุงบุนเอ่ยขึ้นพร้อมเข้ามาประคองร่างฉัน
“ไม่...ดะ...ได้...” ฉันพูดไปหอบไป ตอนนี้ตาฉันเริ่มเบลอเล็กน้อยแล้ว
“แต่คุณหนูแทบจะยืนไม่ไหวแล้วนะครับ พักสองสามชั่วโมงแล้วค่อยมาลองซ้อมใหม่ก็ได้ คุณหนูมีเวลาถึงวันพรุ่งนี้นะครับ” ลุงบุนยืนยันเสียงแข็ง
“ไม่!” ฉันตอบกลับ และพยายามยืนด้วยตัวเองอีกครั้ง นับตั้งแต่อุปกรณ์ต่าง ๆ ติดตั้งและพร้อมใช้งาน ฉันก็ลองชู้ตติดต่อกันมาถึงสองชั่วโมงครึ่งแล้ว ตอนนี้ฉันจึงมีอาการโซเซหมดเรี่ยวหมดแรง เนื้อตัวเต็มไปด้วยเหงื่อ
“แต่หน้าคุณหนูซีดมากเลยนะครับ”
“ไม่!” ฉันตอบกลับเสียงแข็ง
...ยังไงซะฉันก็ไม่มีทางยอมแพ้หรอก ฉันต้องชนะการเดิมพันครั้งนี้ให้ได้!! แต่ว่านะ กับอีแค่การชู้ตลูกกลม ๆ ให้ลงห่วงนี่ทำไมมันถึงยากอย่างนี้นะ ในช่วงสองชั่วโมงที่ผ่านมาฉันสามารถชู้ตลงห่วงได้เพียงแค่ห้าลูกเท่านั้น ส่วนใหญ่ลูกบาสที่ฉันปล่อยออกจากมือมักจะไปไม่ถึงในระยะรัศมีของห่วงด้วยซ้ำ
“แต่ถ้ายังฝืนมากกว่านี้มันจะไม่ดีต่อร่างกายของคุณหนูนะครับ”
ฉันหันไปมองลุงบุนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ สูดหายใจเข้าปอดลึก ๆ เพื่อทดแทนออกซิเจนที่หายไป ก่อนจะพูด “ฉันยังไหว”
ฉันรู้ดีว่าเหตุผลที่ลุงบุนคอยเตือนฉันเพราะเขาเป็นห่วงฉันจริง ๆ เพราะเราตัวติดกันตลอดสิบสี่ปีที่ผ่านมา สำหรับฉันเองลุงบุนก็เปรียบเสมือนญาติ เหมือนพ่อคนที่สองของฉัน และฉันเชื่อว่าลุงบุนเองก็คิดว่าฉันเป็นเสมือนลูกสาวของเขาเหมือนกัน
“ฉันสัญญาว่าจะไม่ฝืน ถ้าไม่ไหวจริง ๆ ฉันจะหยุดเอง”
ลุงบุนมองหน้าฉันนิ่ง ก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ “ก็ได้ครับ แต่คุณหนูต้องหยุดทันทีที่รู้สึกไม่ดี ตกลงมั้ยครับ?”
“อื้ม!”
หลังจากนั้นฉันก็ซ้อมต่ออีกหนึ่งชั่วโมง ก่อนจะต้องยอมแพ้เพราะฉันหมดแรงที่จะยืนจริง ๆ แล้วคราวนี้
“คุณหนูทำได้ดีมากเลยครับ” ลุงบุนพูดเสียงนุ่มเมื่อเขากำลังอุ้มฉันขึ้นไปยังห้องนอน
“ลุงคิดแบบนั้นจริง ๆ น่ะเหรอ?” ฉันถามอย่างงัวเงีย อยากจะหลับซะให้ได้
“ครับ การฝึกของคุณหนูต้องเห็นผลแน่ ๆ เลยครับ” เสียงลุงบุนตอบกลับมาอีก ซึ่งคำตอบของเขาทำให้ฉันอดยิ้มไม่ได้
เพราะเมื่อวานฉันเหนื่อยมากทำให้เมื่อคืนฉันกลับสนิทรวดเดียวจนกระทั่งเช้า ฉันสั่งให้ลุงบุนช่วยปลุกฉันแต่เช้า เพื่อที่จะได้ซ้อมเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะที่ไปเผชิญหน้ากับนายแทซอง ลุงบุนมาปลุกฉันตามที่นัดหมายไว้นั่นก็คือตอนแปดโมงเช้า
การซ้อมของฉันเช้านี้ดีกว่าเมื่อวานมาก ถึงแม้ว่าฉันจะยังไม่สามารถชู้ตลูกบาสลงได้มากพอ แต่อย่างน้อยตอนนี้ลูกบาสส่วนใหญ่ที่ฉันปล่อยออกจากมือก็สามารถไปถึงในระยะรัศมีของห่วงได้แล้ว
ฉันลองทดสอบนับการชู้ตของตัวเองแล้ว ก็พบว่าในยี่สิบลูกฉันจะสามารถชู้ตลงหนึ่งถึงสองลูกเท่านั้น แม้มันอาจจะดูเป็นตัวเลขที่น้อยนิด แต่ฉันก็ยังมีความหวังที่จะชนะ เพราะการเดิมพันครั้งนี้ ฉันต้องชู้ตให้ลงเพียงแค่หนึ่งในสิบลูกเท่านั้น
ถึงจะมีความเป็นไปได้ที่จะชนะแค่ 0.0001 เปอร์เซ็นต์ แต่มันก็คือความหวังเดียวที่ฉันมี
“คุณหนูครับได้เวลาแล้ว” เสียงเตือนของลุงบุนทำให้ฉันต้องหยุดการซ้อมเช้าของฉัน และหันไปมองคนเรียกที่เดินมาเตือนฉันพร้อมถาดที่มีน้ำส้ม ขนมปัง และผ้าขนหนูผืนเล็ก
ฉันหยิบผ้าขนหนูผืนเล็กขึ้นมาซับเหงื่อบนใบหน้าและแขนทั้งสองข้าง ก่อนจะส่งผ้าขนหนูคืนและหยิบน้ำส้มขึ้นมาดื่มอึกใหญ่เพื่อคลายความกระหาย
“ตอนนี้กี่โมงแล้ว?”
“เก้าโมงครึ่งครับคุณหนู คุณหนูมีนัดกับคุณชายชเวตอนสิบเอ็ดโมงครึ่งที่มหา’ลัยของคุณชายชเวครับ”
ฉันพยักหน้ารับพร้อมหยิบขนมปังขึ้นมากิน “เดี๋ยวฉันจะขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัว ลุงบุนก็ไปเตรียมรถให้พร้อมล่ะ”
“ครับ” ลุงบุนรับคำ ก่อนจะโค้งให้ฉันและเดินจากไป
ฉันหันกลับไปมองแป้นบาสด้านหลังอีกครั้ง...ไม่ว่ายังไงฉันก็จะแพ้ไม่ได้เด็ดขาด!
ฉันมาถึงสถานที่นัดหมายคือที่สนามบาสในโรงยิมของมหา’ลัยของนายแทซองเวลาสิบเอ็ดโมงยี่สิบห้านาที แต่ในโรงยิมกลับไม่มีใครอยู่เลยสักคน
“ยินดีต้อนรับ” เสียงใครบางคนร้องทักขึ้นจากเหนือหัวฉัน ฉันรีบหันกลับไปมองทันที และก็ทันได้เห็น นายแทซองซึ่งนั่งอยู่บนขอบระเบียงของอัฒจันทร์กระโดดลงมายืนตรงหน้าฉันได้อย่างสวยงาม
ตุ้บ!
...ภาพเมื่อกี้มันชวนให้หัวใจเต้นแรงจริง ๆ นะ ภาพที่ฉันเห็นมันเหมือนภาพสโลว์โมชั่นในหนังเลยล่ะ ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสนุกสนานที่กำลังกระโดดลงมา ชายเสื้อที่เลิกขึ้นนิด ๆ ท่าลงที่เข่าย่อลงไปติดพื้น และท่าทางที่เขาเงยหน้าขึ้นและหันมายิ้มให้ฉัน มันดูเท่มากเลยล่ะ...
เอ๊ะ! แล้วทำไมฉันต้องคิดว่าอีตานี่เท่ด้วยนะ!
“ฉันนึกว่าเธอจะไม่มาซะแล้ว”
“คนอย่างฉันไม่ขี้ขลาดขนาดนั้นหรอกน่า” ฉันตอบ มือขวายกขึ้นลูบหัวใจที่อกข้างซ้ายเบา ๆ ก่อนจะทำเป็นจับไหล่ข้างซ้ายแทน “ฉันยังเหลือเวลาอีกตั้งห้านาทีกว่าจะถึงเวลานัด”
“น่านนน...สินะ” นายแทซองลากเสียงกวนประสาท ก่อนจะออกเดินไปเข้าไปในสนามพร้อมคว้าลูกบาสใกล้ ๆ ไปด้วยและไปหยุดอยู่ตรงกึ่งกลางสนามพอดี
ฉันบอกตามตรงว่าภาพที่ผู้ชายที่ชื่อชเวแทซองกำลังเคาะลูกบอลกลม ๆ สีส้มน่ะ มันน่ามองมากทีเดียว และขณะที่ฉันกำลังมองภาพนั้นราวกับต้องมนต์ จู่ ๆ นายแทซองก็หันมาส่งยิ้มให้ฉัน
กึก!
หัวใจฉันเต้นผิดจังหวะ และฉันก็รู้สึกว่าหน้าร้อนซู่อย่างกะทันหัน
…บ้าจริง นี่ฉันเป็นอะไรไปเนี่ย ทำไมใจต้องเต้นแรงด้วยล่ะ!
นายแทซองไม่ได้สนใจฉัน เขาหันกลับไปสนใจลูกบาสในมือเขาและเขาก็ย่อตัวเล็กน้อย ก่อนที่มือทั้งสองข้างของเขาจะปล่อยลูกบาสออกไป
ลูกบาสที่นายแทซองปล่อยออกไปนั้นลอยในลักษณะเส้นโค้งสวยงาม ก่อนที่มันจะลอดลงห่วงอย่างแม้นยำ
สวบ!
“เพอร์เฟ็คชู้ต!” เสียงตะโกนของผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้นจากบนอัฒจันทร์
ฉันได้แต่มองสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความตกตะลึง อึ้ง ทึ่ง เพราะระยะที่นายแทซองใช้ชู้ตลูกนั้นไกลมาก แถมลูกชู้ตของเขาก็ต้องเรียกได้ว่ามันเป็นลูกชู้ตที่ เพอร์เฟ็ค สุด ๆ เพราะมันไม่เพียงลอดห่วงอย่างแม้นยำเท่านั้น ลูกบาสของนายแทซองไม่ได้สัมผัสแม้กระทั่งขอบห่วงเลย มันพุ่งเข้าไปในห่วงและลอดตาข่ายลงมาอย่างแม่นยำราวกับจับวางทีเดียว
“นี่!” เสียงนายแทซองดังขึ้น ทำให้สติฉันกลับมาอีกครั้ง และก็พบว่าเขาไม่ได้ยืนอยู่กลางสนามแล้ว แต่ยืนถือลูกบาสอยู่ใต้แป้นชู้ต “เราจะเริ่มการเดิมพันของเราได้หรือยัง”
“ดะ...ได้อยู่แล้ว!” ฉันตอบกลับพร้อมเดินไปที่จุดโยนโทษ (ตำแหน่งที่ใช้ชู้ตลูกโทษ) ลุงบุนเดินตามฉันมาพร้อมด้วยรถเข็นที่มีลูกบาสอยู่ทั้งหมดสิบลูก
“เธอเตรียมตัวมาดีจัง” นายแทซองพูด
คำพูดของเขามันก็ฟังดูเหมือนคำชมดีอยู่หรอกนะ ถ้าไม่ติดไอ้ท่าทางเลิกคิ้วข้างหนึ่งนั่น เพราะแบบนั้นมันเหมือนสิ่งที่เขาพูดจะเป็นการประชดซะมากกว่า
“นี่ครับคุณหนู” ลุงบุนพูดพร้อมส่งลูกบาสลูกแรกให้ฉัน
“ขอบคุณค่ะ” ฉันตอบ และรับลูกบาสนั้นมาด้วยมือที่เย็นเฉียบ ฉันหันไปมองแป้นชู้ตตรงหน้าด้วยหัวใจที่หวาดหวั่น
ฉันจะทำได้หรือเปล่านะ? ...คำถามนี้เกิดขึ้นในใจฉันมาตั้งแต่เมื่อวานตอนที่ฉันเริ่มซ้อมชู้ตลูกแรก ๆ ก่อนหน้านี้ไม่ว่าฉันจะทำอะไร ฉันไม่เคยรู้สึกหวาดหวั่นแบบนี้เลย ฉันมักจะเป็นคนที่มีความมั่นใจอยู่เสมอ แต่ตอนนี้ฉันกลัวจริง ๆ นะ...กลัวว่าจะแพ้
“ผมเชื่อว่าคุณหนูทำได้แน่นอนครับ” เสียงลุงบุนเอ่ยขึ้นเรียบ ๆ ทำให้ฉันต้องหันไปมองเขา ใบหน้าของลุงบุนแม้จะเรียบเฉยเหมือนทุกครั้ง แต่สายตาที่มองส่งมาให้เต็มไปด้วยกำลังใจ “อย่าให้ความกังวลมาทำให้เสียสมาธิสิครับ แค่ตั้งใจและพยายามทำให้ดีที่สุดเท่านั้น”
ฉันสูดหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกกำลังใจอีกครั้ง นั่นสินะทำไมฉันต้องมากังวลว่าจะทำไม่ได้ด้วย ฉันก็แค่ต้องพยายามทำให้ดีที่สุดเท่านั้นก็พอแล้วนี่นา
หลังจากทำสมาธิอยู่สักพักฉันก็จัดการปล่อยลูกบาสออกจากมือทั้งสองข้าง ลูกบาสที่ฉันปล่อยออกไปนั้นลอยละลิ่วก่อนจะตกลงก่อนที่มันจะสัมผัสขอบห่วงด้วยซ้ำ
“น่าเสียดายนะ ถ้าเธอเพิ่มแรงอีกนิด ฉันว่ามันต้องเป็นลูกชู้ตที่สวยงามแน่ ๆ” นายแทซองพูดขึ้นพร้อมก้าวเข้ามาเก็บลูกบาสไป
“ฉันไม่ต้องให้คนอย่างนายมาสอนหรอก!” ฉันว่ากลับ ก่อนจะหันไปรับลูกบาสลูกที่สองจากลุงบุน
ฉันจับลูกบาสมั่นอีกครั้ง สายตามองตรงไปยังแป้นที่อยู่ตรงหน้า และทำการชู้ตอีกครั้ง ครั้งนี้ฉันใช้แรงมากกว่าเดิม แต่แทนที่ลูกบาสจะลอดลงห่วงอย่างสวยงาม มันกลับลอยละลิ่วข้ามแป้นไปซะอย่างนั้น
“โอ้ ฉันว่าเธอทำโฮมรันแล้วล่ะ”
“หุบปากซะทีได้มั้ย!” ฉันหันไปตวาดเขาทันที
อีตานี่ปากเปราะอย่างนี้โดยธรรมชาติหรือตั้งใจจะกวนประสาทฉันกันแน่นะ!
ตอนนี้ฉันบอกตามตรงว่าสมาธิเริ่มสั่นคลอนเล็กน้อย แต่ก็ไม่ถึงกลับสติหลุด ฉันพ่นลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนจะหันไปรับลูกบาสลูกที่สาม และเริ่มชู้ตอีกครั้ง
...ลูกชู้ตลูกที่สามของฉันไปใกล้ห่วงมากขึ้นอีกนิด แต่ก็ยังไม่สัมผัสห่วงอยู่ดี... ลูกที่สี่ตกกระแทกห่วงอย่างแรงก่อนมันจะกระเด้งกลับมาหาฉัน... ลูกที่ห้ากระแทกบนแป้นและกระเด้งไปด้านข้าง...
“โธ่เอ๊ย!!” ฉันตะโกนออกมาอย่างหงุดหงิด ตอนนี้ใบหน้าฉันเต็มไปด้วยเหงื่อจนฉันต้องยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดหน้า
“เธอเหลืออีกแค่ห้าลูกเท่านั้นนะ”
ฉันหันไปมองคนพูดตาขวาง พยายามไม่สนใจท่าทางชอบอกชอบใจของเขา
ฉันต้องทำให้ได้ ฉันต้องทำให้หมอนี่แพ้ให้ได้!!!
และภาพของนายแทซองตอนที่เขาชู้ตลูกเมื่อกี้ก็ปรากฏขึ้นในสมอง ท่าทางที่เขาย่อเข่าลงนิดหน่อย และการใช้ข้อมือข้างเดียวในการโยนส่งลูก...
“ลุงบุนคะ” ฉันเอ่ยขึ้นและลุงบุนก็ส่งลูกบาสให้ฉัน ฉันเริ่มลองทำท่าแบบที่นายแทซองทำ กะระยะของแรงและตำแหน่งของห่วง ก่อนจะปล่อยลูกบาสออกไป
ฟิ้ว~~
ตึง!
ลูกบาสที่ฉันปล่อยออกไปกระแทกเข้ากับขอบห่วงด้านในอย่างแรง ก่อนจะกระเด้งออกมา ตกลงนอกห่วง
คราวนี้ไม่มีเสียงกวนประสาทจากคนช่างพูด มีเพียงสายตาเบิกกว้างที่หันมามองฉันอย่างตกตะลึง ฉันจึงหันไปส่งยิ้มหวานให้เขา ก่อนจะพูดว่า “ต้องขอบใจนะที่โชว์วิธีการชู้ตลูกบาสที่ถูกวิธีให้ฉัน ถ้านายไม่โชว์มันล่ะก็ ฉันคงไม่รู้แน่ ๆ ว่าจะกะแรงได้ยังไง”
ฉันยื่นมือไปขอลูกบาสจากลุงบุนและเริ่มทำการชู้ตลูกที่เจ็ด คราวนี้ลูกชู้ตของฉันสามารถไปถึงห่วงกลมบนแป้นได้อีกครั้ง แต่มันหมุนวนอยู่รอบห่วงอยู่สามรอบก่อนที่มันจะตกลงออกมานอกห่วง ซึ่งทำให้ฉันเจ็บใจมากทีเดียว
บ้าจริง! อีกนิดเดียวเอง!...ฉันได้แต่ร้องตะโกนอยู่ในใจ แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ฉันเจ็บใจอย่างเดียวหรอกนะ มันทำให้ฉันได้กำลังใจขึ้นมานิดหนึ่งเหมือนกัน เพราะอย่างนี้ตอนนี้ฉันก็เข้าใกล้เป้าหมายความสำเร็จได้มากขึ้นอีกขั้นแล้ว
ทั้ง ๆ ที่ฉันคิดว่าฉันจะต้องชนะแน่ ๆ แต่การชู้ตลูกให้ลงห่วงก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลย ลูกชู้ตลูกที่แปดและลูกที่เก้าเกือบจะลงห่วงทั้งสองลูก แต่มันก็แค่เกือบเท่านั้น ยังไม่ได้หลุดลอดผ่านห่วงเลย
ตอนนี้ฉันรู้สึกมือทั้งสองข้างของฉันที่กำลังจับลูกบาสนั้นเย็นเฉียบ หัวใจมันเต้นช้าซะจนเหมือนมันจะหยุดเต้น
“โอกาสสุดท้ายของเธอแล้ว พยายามเข้าล่ะ” นายแทซองพูดพร้อมส่งยิ้มกวนบาทามาให้ฉัน
บ้าจริง! ถ้าฉันมีเวลาซ้อมมากกว่านี้ล่ะก็ นายไม่มีทางได้ยิ้มแบบนั้นแน่!!
“จะยอมแพ้ก็ได้นะ ฉันรับรองว่าเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ฉันจะเก็บเป็นความลับอย่างดี” นายแทซองพูดอีก และมันก็กระตุ้นอารมณ์โกรธของฉันเข้าไปใหญ่ “จะยอมแพ้ก็ได้นะ ฉันรับรองว่าเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ฉันจะเก็บเป็นความลับอย่างดี”
หน็อยยยย ชเวแทซองนายมันจะกวนประสาทกันมากไปแล้วนะ มือทั้งสองข้างของฉันจับลูกบาสแน่นจน โมโหจนตัวสั่นอย่างควบคุมไม่ได้
“เธอคงไม่คิดจะถือลูกบาสเอาไว้จนกว่าจะหมดวันหรอกนะ”
“ก็เพราะว่านายพูดมากน่ะสิ มันเลยทำให้ฉันเสียสมาธิ!” ฉันว่ากลับ
นายแทซองทำท่าเอามือจุ๊ปากตัวเอง และทำตาปริบ ๆ อย่างน่าถีบเป็นที่สุด
ฉันเงยหน้ามองห่วงที่อยู่ข้างหน้าอย่างหนักใจ ถึงยังไงฉันก็ไม่อยากแพ้นี่นา มือฉันจับลูกบาสแน่น และฉันก็ตัดสินใจก้มลง ย่อเข่าเล็กน้อย เคลื่อนลูกบาสไปที่หว่างขา...
“ท่าอะไรของเธอน่ะ?” เสียงนายแทซองดังขึ้น น้ำเสียงเต็มไปด้วยความขบขัน “ท่าแบบนั้นมันจะชู้ตลงได้ยังไง?”
เชิญได้ใจไปเถอะย่ะ เดิมพันครั้งนี้ตกลงไว้แค่ว่าถ้าฉันแพ้ฉันจะต้องไปบอกทางผู้ใหญ่เพื่อยกเลิกการหมั้นหมายระหว่างฉันกับเขา...แต่เขาไม่ได้บอกนี่ว่าฉันจะก่อกวนชีวิตเขาไม่ได้!
“ย่าส์!!!” ฉันร้องและเหวี่ยงลูกบาสสุดแรง ภาวนาให้มันเป็นทำมุมโค้งเหมือนหัวไม้เท้าและลงห่วงอย่างสวยงาม แต่ความคิดของฉันก็ดับสนิท เพราะแทนที่ลูกบาสจะเคลื่อนที่ไปอย่างที่ฉันตั้งเป้า มันกลับลอยวืดผ่านหัวฉันไปด้านหลังซะนี่
ฟิ้ว~~
“เอ๊ะ!” ฉันร้องอย่างตกใจและหันไปมองตามลูกบาสที่ลอยละลิ่วอยู่ในอากาศ
“เสียใจด้วยนะที่เธอพะ...”
สวบ!!
หา!?
ฉันมองภาพตรงหน้าอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง ลูกกลมสีส้มที่ฉันเหวี่ยงสุดแรงเกิดเมื่อกี้ ลูกกลมสีส้มที่ฉันทำพลาดเพราะแทนที่มันจะลอยไปข้างหน้ามันกลับข้ามหัวฉันไปข้างหลัง
...ลูกบอลสีส้มที่เพิ่งพุ่งลงลอดห่วงแม่นเหมือนจับวางก่อนจะตกลงกระแทกพื้น
“แบบนั้นไม่นับ!!!” นายแทซองตะโกนลั่น
“ทำไมจะไม่นับ ในเมื่อฉันก็โยนลูกบาสเข้าห่วงเหมือนกัน” ฉันเถียงกลับทันที
“ห่วงที่อยู่อีกฟากของสนามน่ะเหรอ โดยการโยนแบบกลับหลังเนี่ยนะ!!”
ฉันคลี่ยิ้มหวานให้ พร้อมสาวเท้าเดินเข้าไปใกล้และหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเขาในระยะประชิด
“เธอจะขี้โกงไม่ได้นะ” นายแทซองพูด และสายตาที่เขามองฉันเป็นสายตาที่ไม่มั่นใจในสิ่งที่ตัวเองพูดเอาซะเลย
“ฉันไม่ได้ขี้โกง จำได้มั้ยชเวแทซอง เราเดิมพันกันว่าถ้าฉันชู้ตลูกบาสลงห่วงหนึ่งในสิบลูกแล้วล่ะก็ นายจะต้องเป็นคู่หมั้นของฉันไปจนกว่าฉันจะเบื่อนาย” ฉันพูดเสียงเรียบ ๆ ยกมือขึ้นปัดเบา ๆ ที่ปกเสื้อของเขา และช้อนตาขึ้นมอง “แต่นายไม่ได้บอกว่าต้องชู้ตแบบไหน”
นายแทซองอ้าปากพะงาบ ๆ เพราะเถียงไม่ออก ขณะที่พวกเพื่อน ๆ เขาส่งเสียงหัวเราะคิกคักชอบใจ
“สรุปว่าการเดิมพันครั้งนี้ฉันชนะใช่มั้ย?”
นายแทซองยังคงไม่ตอบ เขาได้แต่จ้องหน้าฉันนิ่ง
“งั้นก็...สวัสดีนะคะคุณคู่หมั้น!”
“ทำหน้าแบบนั้นไปอารมณ์ดีที่ไหนมางั้นเรอะเราน่ะ” คุณปู่ถามขึ้นขณะที่เรากำลังกินข้าวเย็นกัน
“ก็อารมณ์ดีน่ะสิค่ะ คุณปู่รู้มั้ยว่าวันนี้หนูไปเจอหน้าคู่หมั้นของหนูมาด้วยนะคะ” ฉันบอกเสียงใส
“หืมม คุณชายตระกูลชเวน่ะเหรอ?”
“ใช่ค่ะ ชเวแทซองนั่นแหละ”
“อะไรนะ!!” เสียงหวานของยุนมีดังขึ้นทันที ทำให้ฉันและทุกคนหันไปมองเธอเป็นตาเดียว
มันถือเป็นกฎของบ้านหลังนี้เลยทีเดียวที่ทุก ๆ วันเย็นวันเสาร์ทุกคนในครอบครัวจะต้องมาทานข้าวเย็นพร้อมหน้ากัน ห้ามมีข้ออ้างใด ๆ ทั้งสิ้นในการที่จะไม่มา นอกจากจะติดธุระสำคัญจริง ๆ อย่างเช่นกำลังจะตายเท่านั้น...คนที่ตั้งกฎนี้ขึ้นมาก็คือคุณปู่จอมเผด็จการนั่นแหละ
ครอบครัวของพวกเราจัดว่าเป็นครอบครัวที่ไม่ใหญ่มากหรอก คุณปู่มีลูกชายสองคนคือคุณลุง และพ่อของฉัน คุณลุงแต่งงานกับคุณป้าซึ่งเป็นนางพยาบาลซึ่งทำงานที่โรงพยาบาล ปัจจุบันคุณลุงและคุณป้าทำหน้าที่ช่วยคุณปู่ในการบริหารงานของโรงพยาบาล คุณลุงมีลูกสองคน คนโตเป็นผู้ชายอายุมากกว่าฉันห้าปี ส่วนคนเล็กเป็นผู้หญิงอายุเท่ากับฉัน แต่ฉันแก่เดือนมากกว่า และชื่อของเธอก็คือคังยุนมี คุณลุงและครอบครัวปลูกบ้านอยู่ภายในที่ดินของคุณปู่ แต่ตัวบ้านนั้นถัดเข้าไปด้านหลังของบ้านใหญ่
“ทำไมแกต้องร้องเสียงดังขนาดนั้นคังยุนมี?” คุณปู่ถามขึ้นทันที
“คะ...คือหนูแค่ตกใจน่ะคะ...เมื่อกี้คุณปู่ว่าใครเป็นคู่หมั้นของเชบีนะคะ”
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับแก” คุณปู่ถามกลับ ซึ่งทำให้ยุนมีหน้าเสียทันที
“โธ่ คุณปู่อย่าพูดแบบนั้นสิค่ะ” ฉันรีบบอก ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมทุกครั้งที่ยุนมีพูดคุณปู่ถึงได้ทำท่าไม่พอใจทุกครั้งไป ฉันหันไปมองยุนมีและส่งยิ้มให้เธอ “ก็ไม่ใช่ความลับอะไรหรอกนะ แต่ฉันเพิ่งทำให้เขายอมรับว่าเป็นคู่หมั้นของฉันได้วันนี้เอง”
“แล้วเขาเป็นใครล่ะ?” ยุนมีถามทันที
“เอ...จะว่าไปเธอก็เรียนอยู่มหา’ลัยเดียวกับเขา บางทีเธออาจจะรู้จักเขาก็ได้ เขาชื่อชเวแทซอง เป็นนักกีฬาบาสของมหา’ลัย เธอรู้จักเขาหรือเปล่า?” ทันทีที่ฉันพูดจบ ตะเกียบในมือของยุนมีก็ร่วงหลุดจากมือทันที
“ชะ...ชเวแทซองงั้นเหรอ?”
“อืม...” ฉันตอบด้วยเสียงที่ไม่มั่นใจนัก...นี่ฉันพูดอะไรผิดไปงั้นเหรอ?
ยุนมีมองฉันตาขวาง สายตาเต็มไปด้วยความเกลียดชังชัดเจน และจู่ ๆ เธอก็ลุกขึ้นยืนอย่างฉันพลัน “หนูอิ่มแล้ว ขอตัวก่อนนะคะ!”
“คังยุนมี!!” เสียงคุณปู่ตวาดลั่น “กลับมานั่งที่โต๊ะเดี๋ยวนี้!”
ยุนมีหันมามองคุณปู่ ดวงตาคู่สวยของเธอเอ่อล้นด้วยหยาดน้ำตาและเธอก็หันหลังและเดินจากไปโดยไม่สนใจคำสั่งของคุณปู่
“คุณปู่อย่าไปบังคับยุนมีเลยนะคะ” ฉันรีบบอก พร้อมเอื้อมมือไปลูบแขนคุณปู่เพื่อให้คุณปู่ใจเย็น ๆ ก่อนจะพูดต่อว่า “หนูเองก็อิ่มพอดีเหมือนกัน ตั้งใจว่าจะขอตัวอยู่พอดี แต่ยุนมีดันตัดหน้าหนูซะก่อน ถ้ายังไงหนูขอตัวด้วยเลยดีกว่า” ฉันพูดจบก็ลุกขึ้น หอมแก้มคุณปู่หนึ่งทีอย่างเอาใจ และเดินออกจากห้องอาหารอย่างรวดเร็ว โดยไม่รอให้คุณปู่ทันได้ออกปากร้องค้าน
ทันทีที่ออกจากห้องอาหาร ฉันก็รีบมองหายุนมีทันที และฉันก็เห็นเธอกำลังเดินไปยังทางประตูทางออก ฉันจึงรีบตะโกนเรียกเธอเอาไว้ “ยุนมี หยุดก่อน!”
ยุนมีหยุดเดินและหันกลับมามองฉัน “เธอยังต้องการอะไรอีก”
ฉันเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้ายุนมี “เรื่องคุณปู่อย่าไปคิดมากเลยนะ คุณปู่ก็เอาแต่ใจแบบนั้นมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว เธอก็น่าจะรู้นี่นา”
ยุนมีไม่ตอบแต่เธอกัดริมฝีปากแน่น สายตาที่มองฉันบอกได้อย่างดีว่าถ้าเธอฆ่าฉันได้ เธอคงจะลงมือทำซะเดี๋ยวนี้เลย
“เธอโกรธฉันเหรอ?”
“หึ...ฉันโกรธเธอได้งั้นเหรอ ฉันมีสิทธิ์ทำแบบนั้นกับหลานรักของคุณปู่หรือไง” ยุนมีพูดพร้อมกับที่ริมฝีปากของเธอเหยียดยิ้มเยาะ “เธอเป็นหลานรัก ไม่ว่าอะไรที่เธอต้องการ คุณปู่ก็หามาให้เธอทั้งนั้น แม้แต่ผู้ชาย!!”
“ยุนมี!!”
“ฉันพูดผิดหรือไง ที่เธอได้ชเวแทซองมาเป็นคู่หมั้นของเธอก็คงไม่พ้นอิทธิพลของคุณปู่นั่นแหละ” ยุนมีพูดด้วยเสียงกดต่ำ สายตาเธอเลื่อนมาหยุดที่หน้าอกของฉัน ซึ่งทำให้ฉันต้องยกมือขึ้นจับหน้าอกอย่างอัตโนมัติ “ฉันก็อยากรู้นักว่าจะมีผู้ชายสักกี่คนที่ได้เห็นสิ่งที่อยู่ภายใต้เสื้อนั่น แล้วยังจะยิ้มให้เธออยู่ได้อีก”
คราวนี้เป็นฉันเองที่ต้องกัดริมฝีปากแน่น มือทั้งสองข้างกำเสื้อที่หน้าอก บิดแน่นจนนิ้วทั้งสิบเกร็งแน่น
“ผมว่าคุณหนูยุนมีหยุดเถอะครับ” เสียงลุงบุนเอ่ยขึ้น ทำให้ฉันสะดุ้งตกใจ และฉันก็รู้สึกได้ว่าลุงบุนเข้ามายืนอยู่ข้าง ๆ ฉัน ก่อนที่จะพูดต่อ “เพราะหากคุณท่านทราบว่าคุณหนูพูดแบบนี้ คุณท่านคงไม่พอใจแน่ ๆ”
“หึ ใครจะสนล่ะ ปกติคุณปู่ก็ไม่ได้พอใจฉันเท่าไหร่นักไม่ใช่หรือไง!” ยุนมีโต้กลับอย่างรวดเร็ว และเธอก็หันกลับมามองฉันอีกครั้ง “ฉันขอให้คู่หมั้นของเธอเขาเป็นคนดีพอที่จะไม่วิ่งหนีเมื่อได้เห็นแผลเป็นน่าเกลียดของเธอนะ คังเชบี!” พูดจบยุนมีก็สะบัดหน้าและเดินจากไปทันที ทิ้งให้ฉันได้แต่ยืนนิ่งเป็นก้อนหินที่ถูกสาป
“คุณหนูเชบีครับ” เสียงลุงบุนดังขึ้นอีก
“นั่นสินะลุงบุน ผู้ชายที่ไหนเขาจะรับได้ล่ะ ก็ขนาดตัวฉันเองยังรับไม่ได้เลยนี่” ฉันพุดพร้อมหันไปฝืนส่งยิ้มให้ลุงบุน “วันนี้หนูเหนื่อยจริง ๆ นะ ก็แหม...ออกไปเล่นกีฬาหนัก ๆ แบบนั้นมานี่นา ถ้ายังไงหนูขอตัวก่อนนะคะ” พูดจบ ฉันก็รีบวิ่งขึ้นห้องนอน ปิดประตู ลงกลอนอย่างแน่นหนา ก่อนจะสุดตัวลงที่ประตูนั่นเอง มือทั้งสองข้างยังกำเสื้อที่หน้าอกแน่น
ฉันไม่มีทางให้เขาเห็นหรอก ที่ฉันอยากได้เขามาเป็นคู่หมั้นก็เพราะเขาทำให้ฉันเสียหน้าต่างหากล่ะ ถ้าฉันเบื่อเขาเมื่อไหร่ฉันก็จะถอนหมั้นทันทีนั่นแหละ...
------
ติดตามเรื่องราวต่อไปได้ในรูปแบบรูปเล่ม "Love Contract สัญญารักกับดักหัวใจนายสุดฮอต" โดย Fayya ค่ะ
|
คอมเมนต์
ซื้อแน่นอนค๊า