สำนักพิมพ์ | หมวดหนังสือ

fs

ws

ls

ps

ts

ค้นหาผลงานนักเขียน 1168



Online Status

เรามี 14 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

เสียงจากนักอ่าน

  • What is your favorite sitcom most? buy zithromax
  • Hello, who noted how the new year? buy prednisone ...
  • Hello, who noted how the new year?
  • อร๊ายยยยยยย เพิ่งอ่านจบหมาด ๆ ตอนจบในหนังสือ หวานน...
  • เจอนิสัยหมอโห แล้ว อึ๋ยยย ตรงสเปกมากมาย เจอนางเอกก...
  • บอกได้คำเดียวว่ า น่าอ่านมาก
  • :D
  • เล่มนี้ซื้ออ่าน แล้วด้วย
  • ตามมาเก็บความหว านของหมอโหกะหนู หวายคะ ยินดีกับคุณ...
  • อ่านจบแล้วค่ะ พระเอกกะล่อน แต่ก็น่าร้าก :-* :-* :o...
  • คีราณไปที่รีสอร ์ตแล้ว จะเจอนางเอกแล้ว :oops:
  • คีราณน่ารักกกกก กกกกกกกกกก ่ตามอ่านตั้งแต่ ในเว็บแ...
dying_area


 


ตัวอย่างเนื้อเรื่อง : ปราการรักแห่งผืนทราย

 

pt009 ปราการรักแห่งผืนทราย
ผู้แต่ง พิณณ์อวี
ราคา 169 บาท 
จำนวนหน้า 256 หน้า 
ISBN 978-611-520-011-5

 

 

 

 

ตอนที่ 1

 

 

“คุณกาเบรียลบอกว่า คุณต้องการให้ฉันมาพบหรือคะ โรเบิร์ต ?”

หญิงสาวผิวขาวราวกับน้ำนม สูงโปร่งด้วยส่วนสูงหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเซนติเมตรนิด ๆ ใบหน้าสวยคมกริบราวกับถอดแบบออกมาจากหนังสือนิตยสารแฟชั่นนั้นออกปากถามหัวหน้างานของตัวเองที่นั่งไขว่ห้างอยู่หลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่

ภายในห้องเต็มไปด้วยกองเอกสาร คอมพิวเตอร์ และหนังสืออีกมากมายจนแทบจะล้นออกไปรอมร่อ แต่ก็เป็นบรรยากาศที่ชินตา ไม่แตกต่างไปจากทุกวัน

อาจมีใครสักคนเชื่อ หากบอกว่าโรเบิร์ต วัตสัน เจ้าของห้องแสนรกนี้เป็นนักบัญชีหรือบรรณารักษ์สักอาชีพ ...แต่คงหาใครสักคนเชื่อได้ยาก หากบอกว่าชายตัวเล็กผมสีดอกเลาตรงหน้าของหญิงสาวคือศัลยแพทย์ที่เก่งที่สุดในศตวรรษ และเป็นอาจารย์ของศัลยแพทย์เก่ง ๆ คนอื่นอีกนับร้อยนับพัน

โรเบิร์ตวางมีดผ่าตัด เลิกทำงานกับเลือดเนื้อของคนไข้ เพราะมีอาการของโรคพาร์คินสันอ่อน ๆ มือสั่นจนไม่สามารถจับมีดหมอได้อีกต่อไป...เหลือแต่ประสบการณ์และความรู้เท่านั้น ที่ยังถ่ายทอดออกไปให้คนอื่นได้ไม่มีวันหมดสิ้น

รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าอันร่วงโรยไปด้วยวัย หญิงสาวบอกตัวเอง เธอเกลียดรอยยิ้มของโรเบิร์ตนัก เขาเป็นคนเดียวที่หล่อนไม่สามารถชนะได้เลย ไม่ว่าจะด้วยวิถีทางใดก็ตาม แต่กระนั้น โรเบิร์ตก็เป็นอาจารย์หมอที่หล่อนรักมากที่สุดเช่นเดียวกัน

“คุณมีธุระอะไรหรือเปล่า ?”

“ผมมีงานให้คุณทำ จัสมิน นั่งก่อนสิ” เขาผายมือไปยังเก้าอี้ตรงหน้า ครั้นเมื่อร่างบางหย่อนตัวลงนั่งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผู้มีศักดิ์เป็นหัวหน้าและอาจารย์ก็ยื่นซองกระดาษสีน้ำตาลที่พับสนิทเรียบร้อยส่งให้

“ชาร์ลญาร์ต้องการจิตแพทย์ คุณอยากไปไหม ?”

“คะ ?”

ในศีรษะของหล่อนหมุนคว้าง ทันทีที่ได้ยินเสียงบอกนั้น...

“ตลอดเวลาผมจำได้ ที่คุณเคยบอกผมเวลาที่เราเจอกันว่าคุณอยากออกไปทำงานด้านนอก อุทิศตัวเองเพื่อสังคม เมื่อเช้าผมได้รับจดหมายจากบอส” คนพูดหมายถึงผู้มีอำนาจใหญ่ในองค์กรสาธารณกุศลของอเมริกา “ที่ชาร์ลญาร์กำลังมีสงครามและขาดแคลนแพทย์ผู้เชี่ยวชาญไปดูแลทหารที่บาดเจ็บ”

“ออกไปช่วยเหลือทหารที่บาดเจ็บจากสงครามเหรอคะ ?”

“ในหลาย ๆ ด้าน...ทั้งทางด้านร่างกาย และด้านจิตใจ” ดวงตาสีฟ้าครามทอดมองลูกศิษย์ของตัวเอง คลี่ยิ้มน้อย ๆ บนริมฝีปากเรียว...เขาชอบนัก ในดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของลูกศิษย์นั้น เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น แม้บางครั้งจะดื้อรั้น...รั้นจนคนที่รักหล่อนเหมือนลูกสาวในไส้อย่างเขาเองก็ระอาอยู่ในใจ...

“ไปไหม ?”

“แล้วทำไมต้องเป็นจิตแพทย์อย่างฉัน”

“ทหารหลายคนประสบกับภาวะ Post Traumatic Stress Disorder คุณเป็นจิตแพทย์ต้องรู้จักโรคนี้ดี โรคที่เป็นกับหลายคนที่จิตใจไม่เข้มแข็ง พอเผชิญกับภาวะกดดันที่ห่างจากความตายไปไม่ถึงเส้นยาแดง ก็กลายเป็นคนบ้าพูดจาสับสนกันไปหมดเท่านั้น บางคนก็ทำร้ายเพื่อนตัวเอง บางคนก็เอาแต่ร้องไห้”

“ฉันรู้จักโรคนี้”

“ดี”

“แล้วคุณบอกฉันเพื่อ... จะให้ฉันไปหรือคะ ?”

ยังมีอีกหนึ่งคำถามที่คนเป็นหัวหน้ายังไม่ได้ตอบ หากหญิงสาวกลับรับรู้ได้เองเมื่อคลี่กระดาษสีขาวจากในซองขึ้นมาอ่าน ชื่อประเทศที่โรเบิร์ตบอก ถูกเขียนอยู่บนซอง มันปรากฏขึ้นสู่สายตาอย่างชัดเจน จนทำให้ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนคู่งามไหวแวบ...

ชาร์ลญาร์...

เรียวปากบางเม้มแน่น ขยับจะเก็บกระดาษปึกนั้นใส่ลงในซองกระดาษสีน้ำตาลตามเดิมโดยไม่ได้เปิดดูรายละเอียดด้านในเลยแม้แต่น้อย หากคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามกลับขัดด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้มขึ้นมาราวกับเข้าไปนั่งอยู่กลางหัวใจว่า

“จะไม่ไปหรือ จัสมิน...”

“ค่ะ” เสียงตอบสะบัดห้วน “ชาร์ลญาร์ไม่มีอะไรน่าสนใจ มันคงจะลำบาก แล้วก็ทุรกันดารเกินไป”

“ชาร์ลญาร์เป็นประเทศที่เจริญแล้ว เพียงแต่ยังมีปัญหาแบ่งแยกดินแดนที่ยังเรื้อรังอยู่เท่านั้น มันเป็นความฝันของคุณไม่ใช่หรือ ทำงานในที่ที่ทุรกันดารที่ไหนสักมุมหนึ่งของโลก เป็นจิตแพทย์ไปช่วยคนอื่นที่เดือดร้อน ชาร์ลญาร์เป็นที่ที่เหมาะสมแล้ว และผมก็ไม่แน่ใจว่าจะหางานอย่างที่คุณต้องการแบบนี้ให้ได้จากที่ไหนอีก”

“คงจะมีที่ไหนอีกสักที่”

“ไม่ไปเพราะว่าทุรกันดาร หรือเพราะว่ามี ‘อะไร’ เป็นความหลังฝังใจกับประเทศชาร์ลญาร์อยู่อีกหรือเปล่า ? จัสมิน...”

คำว่า 'อะไร' นั้นทำให้คนฟังหน้าตึง เม้มริมฝีปากเรียวบางจนแน่นสนิท

ไม่มีทาง...หล่อนไม่เคยมีความหลังอะไรกับประเทศชาร์ลญาร์ หล่อนไม่เคยรู้จักกับใครที่มาจากประเทศนั้น

“ผมเชื่อว่าผมรู้จักคุณดีพอนะจัสมิน ตลอดเวลาที่เรารู้จัก แล้วก็เคยทำงานด้วยกันมา คุณเป็นผู้หญิงเก่ง แกร่ง... และเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ขี้ประติ๋วอย่างเช่นว่าจะไปชาร์ลญาร์หรือไม่ไป เพราะใครสักคนนั้น มันไม่ใช่เรื่องที่ผู้หญิงอย่างคุณจะเก็บเอาให้มันมามีอิทธิพลอยู่เหนือตัวเอง” ดวงตาสีฟ้าครามทอดมองดวงหน้ารูปไข่สวยหวานแน่ว พินิจพิจารณาเจ้าของใบหน้านั้นด้วยแววตาคมกริบที่แสนชาญฉลาด “อย่างที่ผมบอก โอกาสแบบนี้มันก็หาให้กับชีวิตไม่ได้ง่าย ๆ นักหรอก กับการที่จะได้ทำตามที่ใจของคุณอยากทำ ได้เดินทางไปที่ต่าง ๆ ได้ช่วยเหลือคน ได้ทำประโยชน์เพื่อสังคม”

โรเบิร์ตถอนหายใจ “แต่ถ้าคุณยังทำใจไม่ได้เรื่องชาร์ลก็ไม่เป็นไร...บางทีผมอาจจะมองคุณผิดไป แต่ผมก็จะพยายามเข้าใจคุณให้มากที่สุด”

ร่างบางยืนนิ่ง ไม่พูดจา หรือตอบรับสิ่งใด อาจารย์ศัลยแพทย์หนุ่มคลี่ริมฝีปากยิ้มน้อย ๆ ก่อนจะบอกเชิงตัดบทว่า

“ธุระผมเสร็จแล้ว ถ้าคุณตัดสินใจได้ก็ไม่เป็นไร ผมเคารพการตัดสินใจของคุณเสมอ”

“ขอบคุณค่ะ”

“ไปเถอะ ผมมีงานอีกนิดหน่อยที่ต้องทำให้เสร็จ”

เจ้าของห้องหันหลังเพื่อเคลียร์งานบนโต๊ะที่เหลือของตัวเองเงียบ ๆ ดวงตาคมกริบหันมาไล่อ่านเอกสารของตัวเองทีละแผ่นอย่างใจเย็น แม้ได้ยินเสียงปิดประตูตามหลัง ก็ยังไม่เปลี่ยนอิริยาบถใดแม้แต่น้อย ใช้ปลายนิ้วพลิกแผ่นกระดาษเพื่อเปลี่ยนหน้าต่อไป จนกระทั่งได้ยินเสียงเปิดประตูเข้ามาใหม่พร้อมกับน้ำเสียงห้วนห้าวบอกกลับมาสั้น ๆ ว่า

“ฉันจะไปค่ะ โรเบิร์ต”

ในห้องนั้นเงียบไปอีกชั่วขณะ ก่อนที่เสียงเดิมจะบอกมาซ้ำราวกับจะย้ำให้แน่ใจว่า

“ฉันจะไป เพราะฉันอยากไป อยากทำงาน เรื่องของชาร์ลเป็นเรื่องเก่าเก็บไปนานแล้ว และเขาก็ไม่ได้มีอิทธิพลอะไรต่อฉันอีกแม้แต่น้อยนิดเดียว”

คนเป็นหัวหน้าและอาจารย์หยุดอ่านเอกสารในมือ ริมฝีปากหนาคลี่ยิ้ม เคาะปากกาลงบนโต๊ะอย่างพึงพอใจก่อนจะบอก

“ถ้าอย่างนั้นไปเก็บกระเป๋าเสื้อผ้าแล้วก็ข้าวของที่จำเป็นเถอะ ทีมที่ไปจะเดินทางพร้อมกันวันศุกร์นี้ เรามีเวลาเหลือไม่มากเท่าไหร่”

“ค่ะ”

จัสมินกลืนน้ำลาย รู้สึกว่าในสมองตีกันจนสับสนพัลวัน


ชาร์ลญาร์...ชาร์ลญาร์...

ชื่อนี้รบกวนอยู่ในศีรษะของหญิงสาวนับตั้งแต่นาทีนั้น ใบหน้างามยับยุ่ง ยิ่งพยายามตั้งสมาธิมากเท่าใด ก็ยิ่งไม่เป็นผล กวาดข้าวของจากบนโต๊ะทำงานลงใส่ในลิ้นชัก ลั่นกุญแจปิดตาย...โรเบิร์ตบอกว่างานนี้คงใช้เวลาเพียงไม่กี่เดือน หน่วยใหม่จะส่งคนไปผลัดเปลี่ยนเรื่อย ๆ มีแต่อาจารย์บางท่านเท่านั้นที่สมัครใจจะอยู่ถาวรเพื่อผลิตแพทย์เพิ่มในนครชาร์ลญาร์

ความคิดของหล่อนสะดุดลงตรงนี้...เปลือกตาบางหลับแน่น ยามเมื่อเสียงเก่า ๆ ย้อนกลับเข้ามาในความทรงจำ...

‘เขาส่งให้ผมมาเรียนหมอ...จะได้กลับไปช่วยผลิตหมอที่บ้านเมืองของผม...’

‘บ้านเมืองของคุณอยู่ที่ไหน ?’

‘ชาร์ลญาร์...’ เสียงหัวเราะห้าว ๆ ยังดังแจ่มชัด...เสียงนั้นทุ่มอ่อนโยนนัก ‘คุณคงไม่รู้จักหรอก ประเทศเล็ก ๆ อยู่ติดทะเลทราย คนก็ยังไม่ค่อยมีการศึกษา’

‘แล้วทำไมเขาถึงส่งคุณมา’

‘ไม่รู้ซี...เขาถามว่าใครอยากมา ผมก็เลยบอกว่าผมอยากมา เขาก็ให้ทุนผมมาเรียน’

ชาร์ล อัล อัสฮาร์...

กล่องดินสอตกลงไปกระทบพื้นเสียงดัง ฝาหลุดออกมาอีกทาง ของด้านในหล่นออกมากระจัดกระจายเรี่ยราด ปลุกให้หญิงสาวตื่นขึ้นมาจากภวังค์ ภาพใบหน้าหล่อเหลาคมสันของนักเรียนทุนแพทย์คนนั้นหายวับไปจากความคิด เช่นเดียวกับความหัวเสียที่แล่นเข้ามาราวกับเปิดสวิตช์ไฟ

ไป... จะไปตายที่ไหนก็ไปเสียเถอะ ชาร์ล อัล อัสฮาร์ !


“ฉันได้ยินข่าวจากคนข้างนอกว่าเธอตกลงจะไปอยู่ชายแดนประเทศอะไรนั่นกับทีมหมอของโรเบิร์ตแล้วเหรอ จัสมิน ?” ลีน่า รูมเมทของหญิงสาวเปิดประตูเข้ามาพร้อมกับคำถาม ดวงตาสีฟ้าจับจ้องเพื่อนสาวที่กำลังเก็บข้าวของลงกระเป๋าเดินทางใบใหญ่อย่างขะมักเขม้น สีหน้าคนมองไม่ค่อยดีนัก

“ใช่”

“ฉันว่าก็ดีเหมือนกันนะ...”

รูมเมทสาวหันมามอง เลิกคิ้วเรียวบางขึ้นสูงเป็นเชิงถาม ก่อนจะลดระดับสายตาลงมองนิตยสารเล่มใหญ่ในมือของอีกฝ่าย ลีน่าส่งให้เพื่อนรักของตัวเองอ่านแต่โดยดี ภาพที่พาดหัวใหญ่อยู่นั้น มีรูปกรอบเล็กของหญิงสาวอยู่เคียงข้าง

สตีฟ เพลย์บอยหนุ่มเนื้อหอมกับคู่ควงคนใหม่ สลัดรักจิตแพทย์สาวคนเก่าไม่เหลือเยื่อใย !

จิตแพทย์สาวโยนเศษกระดาษที่ประกอบขึ้นมาเป็นนิตยสารฉบับนั้นทิ้งไปโดยไม่ไยดี ไม่ แม้แต่จะเสียเวลาอ่านดูเนื้อหาประกอบด้านในจนเจ้าของนิตยสารโวยวาย

“เธอจะไม่สนใจอะไรหน่อยเลยเหรอ จัสมิน คนที่ถูกพาดพิงถึงน่ะมันก็คือเธอนะ แล้วสตีฟก็แย่มากที่ทำแบบนี้กับเธอ”

“ช่างเขาเถอะ...ฉันรู้สึกโล่งใจ”

“แต่เธอเคยคบกับเขา”

“เพราะว่าพ่อฉันกับพ่อเขาทำธุรกิจด้วยกัน ฉันกับเขาจบกันแล้ว เขาจะทำอะไรต่อไปมันก็เป็นเรื่องของเขา ไม่เกี่ยวกับฉัน”

“เธอไม่เหมือนคนเพิ่งเลิกกับแฟนเลย” ดวงตาสีฟ้ามองเข้าไปในดวงตาของเพื่อนสาวด้วยความรู้สึกสงสัย ใช่...หล่อนสงสัยตลอดเวลากับพฤติกรรมที่ประหลาดคาดเดาไม่ค่อยถึงของอีกฝ่าย ที่เริ่มจะไม่ค่อยอยู่กับร่องกับรอยเข้าทุกวัน

“เธอไม่เคยรักสตีฟเลยใช่ไหม แล้วที่เธอคบกับเขา ก็เพราะเอามาแทนที่ใครอีกคนก็เท่านั้น”

มือเรียวบางที่กำลังหยิบรองเท้าจะใส่เข้าไปในกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ของตัวเองหยุดชะงัก...

“หรือว่าเธอยังไม่ลืม...” ลีน่านิ่วคิ้ว “ผู้ชายกระจอก ๆ ที่ชื่อชาร์ล อัล อัสฮาร์คนนั้น”

“ลีน่า”

“เขากลับบ้านกลับเมืองของเขาไปตั้งนานแล้ว แล้วนี่...” นิตยสารฉบับเดิมถูกหยิบขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมกับคลี่ด้านในออกมาให้เพื่อนสาวเห็นได้ชัดถนัด “คู่ควงคนใหม่ของสตีฟ เธอรู้หรือยังว่าเป็นใคร”

แม้จะไม่อยากใส่ใจ หากชื่อนั้นก็ลอยออกมาจากปากเพื่อนสนิทมาเข้าหู

“กวินเน็ธ วิลเลียมสันไงล่ะ ญาติห่าง ๆ ของเธอคนนี้ เขาแข่งกับเธอแบบสู้ยิบตาเชียวนะ จัสมิน เธอจะยอมเสียทุกคนในชีวิตเธอให้กับเขาหรือไง ?”

“เขามีปมตอนเด็ก ๆ” หล่อนตอบ เก็บข้าวของใส่ในกระเป๋าต่อด้วยท่าทางไม่ใส่ใจ

“ปมที่ทำให้ต้องแย่งชาร์ลไปจากเธอ แย่งสตีฟไปจากเธอ แย่งทุกคนไปจากเธอ เพราะว่าไม่สามารถกำจัดความอิจฉาได้”

“เขาอาจจะชอบทั้งชาร์ลแล้วก็สตีฟ”

“กวินเน็ธจะชอบชาร์ลทำไมในเมื่อชาร์ลไม่ได้มีอะไรอย่างสตีฟเลย นักเรียนทุนกระจอก ๆ อย่างชาร์ลน่ะ ให้ตายเถอะ ชาตินี้ถ้าเขาไม่ได้เป็นแฟนกับเธออยู่ก่อน สองหางตาของกวินเน็ธคงไม่มีวันชายมอง เธอเองก็เหมือนกัน” ท้ายเสียงลดลงยามเมื่อจะต่อว่าเพื่อนสนิทของตัวเอง “ไปคบกับชาร์ลได้ยังไงก็ไม่รู้ เธอกับเขาน่ะต่างกันจะตาย ลูกสาวเศรษฐีใหญ่ของอเมริกา กับนักเรียนทุนแพทย์ไม่รู้หัวนอนปลายเท้า มาจากไหนก็ไม่รู้ นางฟ้ากับหมาวัดชัด ๆ ฉันน่ะ ไม่อยากสนับสนุนตั้งแต่แรกแล้ว”

“ฉันไม่ได้มองคนที่จะคบด้วยว่ารวยหรือไม่รวย”

“มองที่ความดีแล้วได้อะไรขึ้นมาล่ะ สุดท้ายเขาก็ไปหลงใหลได้ปลื้มกับแม่กวินเน็ธอยู่ดี ถ้าเธอไม่จับได้ขึ้นมาเสียก่อน ตานี่ก็หลอกแต่งงานกับเธอ แล้วตกกลางคืนก็ย่องออกไปหาอาหารเสริมอย่างญาติของเธอ”

“พอ...พอสักทีได้ไหม ?” จิตแพทย์สาวกระแทกปิดล็อกกระเป๋า ลากไปไว้อีกมุมหนึ่งของห้องที่มีกระเป๋าเดินทางอีกใบตั้งอยู่ก่อนหน้า

“เลิกพูดเรื่องของชาร์ลแล้วก็สตีฟเสียที...ทั้งสองคน ฉันไม่อยากฟัง”

แล้วนี่ก็เป็นเรื่องเดียว ที่หล่อนรู้สึกต้องการให้จิตแพทย์คนอื่นมาช่วยบำบัดตัวเองเต็มกำลัง...


เสียงโทรศัพท์ประจำตัวของจัสมินดังขึ้นเมื่อลีน่า รูมเมทสาวออกไปจากห้องเพื่อทำธุระของตัวเองแล้ว หญิงสาวเอื้อมมือเรียวบางไปหยิบเครื่องมือสื่อสารขนาดเล็กจิ๋วนั้นขึ้นมามองหมายเลขที่โทร. เข้ามา ก่อนจะกดรับแล้วกรอกเสียง

“สวัสดีค่ะ คุณพ่อ”

“สวัสดีจัสมิน” น้ำเสียงคนเป็นพ่อไม่ค่อยสบายใจนัก...ใครสักคนคงคาบข่าวของหล่อนไปบอก ทุกเรื่อง ทุกความเคลื่อนไหวเหมือนเมื่อก่อน “พ่อได้ข่าวว่าลูกจะไปประเทศชาร์ลญาร์”

“ค่ะ พ่อ”

“จัสมิน ที่นั่นมันมีแต่สงครามอันตราย ลูกจะไปได้ยังไง” น้ำเสียงของจอห์น วิลเลียมสันดูเคร่งเครียดจนฟังได้ชัด

“จัสมิน...พ่อขอห้ามไม่ให้ลูกไป”

“ลูกตัดสินใจแล้วค่ะพ่อ”

“ทำไม อยู่ที่นี่ก็ดีอยู่แล้ว ลูกอยากได้อะไร พ่อก็มีทุกอย่างที่ลูกอยากได้เตรียมเอาไว้ให้ บอกพ่อมาสิลูกอยากได้อะไรเพิ่มอีก เงิน หรือว่าอะไร เบื่อที่ทำงานเก่าหรือเปล่า ถ้าเบื่อก็ย้ายเสีย ไปทำงานที่อื่นก็ได้ พ่อฝากเพื่อนพ่อให้”

“ลูกอยากไปค่ะ... พ่อก็ทราบว่ามันเป็นความฝันของลูก เป็นอะไรที่ลูกคิดเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าจะไป แล้วพ่อก็เคยอนุญาตแล้วด้วย”

“พ่อก็แค่เห็นลูกอยากไปมากก็เลยไม่ได้ขัดเท่านั้น...”

“ลูกไม่ได้ไปนานสักหน่อย ไปแค่ไม่กี่เดือน สองสามเดือน ไม่เกินหกเดือนก็คงได้กลับมาหาคุณพ่อแล้ว”

“โธ่เอ๋ยจัสมิน...”

สิ่งเดียวที่คนเป็นบิดาจะรู้สึกนึกเสียใจ ไม่ใช่สิ่งอื่นใดนอกจากเสียใจที่เลี้ยงลูกสาวของตัวเองขึ้นมาให้เป็นคนแข็งแกร่งนัก พอจัสมินโต...เขาก็ไม่สามารถควบคุมความคิดอะไรของคนเป็นลูกได้อีกเลย

“ลูกเปลี่ยนไปมาก...เปลี่ยนไปเหมือนเปลี่ยนไปเป็นคนละคน...”

หญิงสาวได้แต่ถอนหายใจ...ด้วยรู้สำนึกได้เช่นกันว่าตัวเองเปลี่ยนไปเป็นคนละคน


จิตแพทย์สาวลากกระเป๋าเดินทางของตัวเองมายังรถตู้คันใหญ่ ที่ซึ่งคณะแพทย์อาสาสมัครอีกกว่าสิบคนยืนจับกลุ่มพูดคุยกันอยู่ก่อนหน้า บางคนก็เป็นคนต่างชาติ บางคนก็เป็นเพื่อนเก่าที่หล่อนเคยรู้จัก ครั้นเมื่อจัสมินเดินเข้าไปถึงก็เห็นโรเบิร์ตนั่งอยู่บนรถวีลแชร์ ทว่าก็ยังดูเด่นเป็นสง่าอยู่ท่ามกลางผู้คน ร่างบางสาวเท้าเข้าไปใกล้ อีกฝ่ายจึงหันหน้ามาทักว่า

“มาถึงเกือบจะคนสุดท้ายเชียว เอากระเป๋าไปเก็บที่ท้ายรถก่อน เดี๋ยวเขาจะพาเราไปส่งที่สนามบิน”

“ค่ะ”

“จากนี่ออกไปจะลงที่ท่าอากาศยานของเมืองชาร์ลญาร์ ที่โน่นอากาศร้อนแบบทะเลทราย เธอคงเตรียมเสื้อผ้าเอาไว้แล้วนะ อาหารที่โน่นก็คงไม่เหมือนบ้านเรา แต่ไม่เป็นไรหรอก พอเท้าแตะพื้นดิน ทางวังหลวงเขาก็จะเอารถมารอรับ”

“วังหลวง ?” คิ้วเรียวบางเลิกขึ้นเป็นเชิงถาม

“ใช่...เพราะหนังสือขอความช่วยเหลือนี้ส่งมาจากวังของชีคอับราฮัม ท่านชีคจะคอยดูแลพวกเราทั้งหมดด้วยตัวเอง อาหารการกินมื้อแรก ๆ ก็น่าจะสะดวกสบาย แต่มื้อหลัง ๆ ที่ต้องออกไปประจำการตามหน่วยรบที่ชายแดนนั้นก็ไม่แน่เท่าไหร่นัก”

“ฉันอยู่ได้”

“ดูสุขภาพจิตของคุณไม่ค่อยสมบูรณ์เท่าไหร่” คนเป็นหัวหน้าตั้งข้อสังเกต มิไยว่าอีกฝ่ายจะเบือนหน้าหลบไม่ให้มองเห็น

“อย่าปฏิเสธใจของตัวเองสิจัสมิน นี่อาจเป็นสิ่งเดียวที่ผมจะทำเพื่อคุณได้” ท้ายเสียงลดลงเหลือเพียงคำกล่าวที่เปรียบดุจคำสอนของผู้ที่เอ็นดู “ผมขอเตือนคุณ บางครั้งการยอมรับว่าเราเป็นฝ่ายผิดก็ไม่ถือว่าเป็นความเสียหาย การเป็นฝ่ายได้ขอโทษก่อน บางครั้งเป็นสิ่งดีเสียด้วยซ้ำไป อย่างน้อยถึงแม้จะแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้ แต่ก็ทำให้มันจบลงอย่างสวยงามที่สุดได้”

“ฉันไม่เข้าใจว่าคุณหมายถึงอะไรค่ะ โรเบิร์ต”

“ผมทราบว่าคุณเข้าใจ...อิทธิพลของเขายังมีอยู่เหนือคุณ”

เสียงหัวเราะแหลมดังออกมาอย่างแค่น ๆ ริมฝีปากบางกรีดเป็นรอยยิ้มที่ช่างไม่เข้ากับดวงตาสีน้ำตาลอ่อนคู่นั้นเลยแม้แต่น้อย

“คุณเก่งตั้งหลายอย่างนะคะ โรเบิร์ต แต่คงไม่ใช่เรื่องอ่านใจคน เพราะเรื่องของฉันกับใครคนนั้นมันจบลงไปนานแล้ว ทำไมฉันต้องเก็บเอามาใส่ใจให้รกสมองด้วย ในเมื่อเขาก็เป็นแค่นักเรียนทุนจน ๆ คนหนึ่ง ไม่มีอะไรคู่ควรกับฉันเลยแม้แต่น้อย ถ้าเทียบกับสตีฟ ก็เหมือนก้อนดินกับพระอาทิตย์เท่านั้น”

หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่นปิดฉากการสนทนาและไม่ได้พูดอะไรต่ออีกแม้แต่คำเดียว เช่นเดียวกับโรเบิร์ตที่เลือกจะปล่อยทิ้ง ไม่เซ้าซี้ ไม่ขุดคุ้ยลึกลงไปข้างในของใจลูกศิษย์คนนี้อีก

เสียงสัญญาณเรียกบอกให้ขึ้นรถ ร่างบางก้าวขึ้นไปเป็นลำดับสุดท้าย โบกมือลาคนที่มาส่งตัวเองก่อนจะเลือกที่นั่งที่ยังเหลืออยู่แล้วเอนศีรษะนอน รถเริ่มเคลื่อนตัวบ่ายหน้าตรงไปยังสนามบินที่อยู่ไกลเกือบสุดคนละมุมเมือง

อีกไม่นาน....ไม่นานหล่อนก็จะเดินทางไปยังชาร์ลญาร์ อีกไม่นานหล่อนก็จะถึงที่หมายนั้น เพื่อไปทำงาน...ทำงาน...หญิงสาวย้ำกับตัวเอง ส่วนเรื่องจะเจอใครหรือไม่นั้น ก็เป็นแค่เรื่องอื่นที่ไม่ควรเก็บมาคิดให้รกสมองอย่างที่บอกไว้กับโรเบิร์ต

เขาจะทำอะไร อยู่หรือตายอยู่ที่ไหน ก็ย่อมไม่เกี่ยวกับหล่อน ก็แค่นักเรียนทุนจน ๆ คนหนึ่งที่หล่อนเคยคิดว่าเป็นคนดี...เสียดายที่ตัวเองเคยคิดว่าความรักที่เชื่ออยู่พักหนึ่งว่ามีจริงนั้นเป็นรักแท้...สุดท้ายเขาก็แค่หลอกปลิ้นปล้อนต้องการตกถังข้าวสารขนาดมหึมาเท่านั้น

ชาร์ล อัล อัสฮาร์ ก็แค่คนเลว ๆ คนหนึ่ง ที่ขนาดมีหลักฐานเห็นอยู่ตำตาว่าเขานอกใจหล่อนไปหลับนอนอยู่กับกวินเน็ธ น้องสาวญาติห่าง ๆ ของหล่อนเองคนนั้นแล้วเขายังไม่ยอมรับ ไม่รับผิดชอบในทุกข้อที่ถูกกล่าวหา...

หล่อนเคยรักผู้ชายคนนี้เข้าไปได้อย่างไรกัน...จัสมินสงสัย...คิดย้อนกลับไปคราใดก็นึกขยะแขยงตัวเองยิ่งนัก...

 


ตอนที่ 2

 


เครื่องบินส่วนตัวที่ทางชาร์ลญาร์ส่งมารับนั้น ใช้เวลานานนับสิบชั่วโมงกว่าจะมาถึงท่าอากาศยานแห่งแรกและแห่งเดียวที่แสนใหญ่โตหรูหราของนครชาร์ลญาร์ อากาศด้านนอกร้อนระอุด้วยกระไอของทะเลทราย ลมพัดแรงจนหญิงสาวต้องคว้าผ้าขึ้นมาปิดหน้า ไม่ให้เม็ดทรายเหล่านั้นปลิวเข้าจมูก

“เชิญทางนี้ขอรับ ท่านชีคให้รถมารอรับเข้าไปที่วัง”

ร่างบางเดินตามขบวนทีมแพทย์ของตัวเองไปเงียบ ๆ ทหารในชุดเครื่องแบบสีน้ำตาลมีผ้าคลุมปิดหน้ากันเศษทรายเฝ้าคอยระวังอารักขาให้อย่างเข้มแข็ง

ชาร์ลญาร์เป็นเมืองที่เจริญแล้ว... หญิงสาวบอกตัวเองยามเมื่อเงยหน้าขึ้นมองไปรอบ ๆ มองสิ่งก่อสร้างที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นสนามบิน หล่อนคาดผิดไปมากมายเมื่อนึกถึงภาพบ้านเมืองกลางทะเลทรายที่ไม่มีอะไร นอกจากกระโจมที่ตั้งท้าทายความร้อนระอุของดวงอาทิตย์เท่านั้น

“คุณเคยมาที่นี่มาก่อนหรือเปล่าครับ มิส”

หญิงสาวส่ายศีรษะ ตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า

“ไม่เคยค่ะ นี่เป็นครั้งแรก”

“ยินดีต้อนรับเข้าสู่ชาร์ลญาร์ครับ”

“ขอบคุณค่ะ”

กระเป๋าของหล่อนถูกนำไปเก็บไว้ในรถอีกคัน เหลือแต่เพียงตัวเปล่าและกระเป๋าเล็กอีกหนึ่งใบที่ไม่จำเป็นมากเท่านั้น ลิมูซีนที่มารับจอดรอเรียงรายให้ทีมแพทย์พากันทยอยขึ้นไปนั่งไปยังวังหลวงที่ตั้งตระหง่านอยู่ไม่ไกล

“น่าตื่นเต้น เราจะได้พักในวัง” นายแพทย์หนุ่มชาวเอเชียที่นั่งรถคันเดียวกันกับหล่อนหันมาชวนคุยด้วยสำเนียงแปร่งปร่า ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มแทนคำตอบ

“ชาร์ลญาร์เจริญมากเลยนะครับ ผมนึกว่าจะเป็นแค่เมืองเล็ก ๆ ทุรกันดาร แต่นี่มีตึกรามบ้านช่องเต็มไปหมด ตึกสูง ๆ ก็สวยเสียด้วย สถาปนิกที่สร้างมันขึ้นมาคงจะเก่งน่าดู ไม่ธรรมดาเลย”

“ค่ะ”

“เสียดายมีสงคราม ไม่อย่างนั้นก็คงจะพัฒนาไปได้ไกลกว่านี้”

ใช่... ที่ใดมีสงครามที่นั่นก็ขาดความเจริญ โรงเรียนต้องหยุดเรียน งานก็ทำได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ไหนจะงบประมาณแทนที่จะนำมาบริหารจัดการบ้านเมือง ก็กลับต้องเจียดแบ่งมาเป็นงบประมาณในการทำสงครามเสียสิ้น

“เห็นเขาบอกว่าชาร์ลญาร์มีเหมืองน้ำมันมากมาย ทั้งที่ขุดขึ้นมาใช้งานอยู่ตอนนี้ แล้วก็ส่วนที่ยังไม่ได้ขุดสำรวจอีก แล้วก็เพราะอย่างนี้เอง ที่ทำให้ชาร์ลญาร์ตกเป็นเป้าหมายของการแบ่งแยกดินแดน เขาว่าก็เป็นคนในทั้งนั้น”

“ความโลภไม่เข้าใครออกใครนี่คะ เป็นพฤติกรรมธรรมชาติพื้นฐานของมนุษย์...ส่วนลึกในใจของเราคิดอยู่เสมอว่า อะไรที่จำเป็นต่อการดำรงอยู่ได้ในสังคม ก็จะไขว่คว้าหาสิ่งนั้นมาเยอะ ๆ บางคนก็เป็นเงิน บางคนก็เป็นความสุข”

“ถ้าเป็นความสุข มันก็ไม่ได้เดือดร้อนใครที่จะไขว่คว้าให้ได้มา”

“ขึ้นอยู่กับว่าความสุขนั้นเกิดจากอะไร...ถ้าความสุขเกิดมาจากสิ่งของนอกกาย อันนี้ก็จะยิ่งทำให้เป็นทุกข์ เพราะต้องไขว่คว้าหาเข้ามาไม่รู้จักจบสิ้น แต่ถ้าความสุขที่เกิดมาจากภายในจิตใจ อันนี้เราจะไขว่คว้าหามาให้ได้มากมายเพียงใด ก็คงไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อนมากหากเรามีวุฒิภาวะทางอารมณ์”

“คุณดูเหมือนผู้ใหญ่...”

“ฉันยังเป็นเด็กอยู่เลยค่ะ บางครั้งก็ทำตัวเหมือนเด็ก ๆ ไร้เหตุผล”

“ผมไม่เห็นจะเป็นอย่างนั้นเสียหน่อย คุณดูสง่ามาก” ดวงตาสีดำเข้มอย่างชาวเอเชียมองหญิงสาวด้วยความชื่นชม “เขาบอกว่าคุณจบด้วยเกียรตินิยมเหรียญทองจากฮาร์วาร์ด แล้วก็เป็นศิษย์ที่โปรเฟสเซอร์โรเบิร์ตรักมากที่สุด”

“ฉันเป็นแค่ผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้นเอง เกียรตินิยมก็เป็นแค่สิ่งอุปโลกน์ ในชีวิตจริงฉันยังรักษาคนไข้ได้ไม่ดีเท่ากับหมอที่เรียนแทบไม่จบเอาตัวไม่รอดเสียด้วยซ้ำไป”

“แต่คุณก็เก่งมากแล้ว”

“ขอบคุณค่ะ”

รถแล่นเข้ามาในบริเวณวังอันกว้างขวางใหญ่โตขัดจังหวะการสนทนา ความสวยงามของสถาปัตยกรรมด้านในที่ทำไปด้วยทองคำและกระจกสีนั้นดึงดูดสายตาทุกคู่ให้จ้องมองราวกับต้องมนต์ ในความคิดที่เคยจินตนาการถึงความหรูหราฟู่ฟ่ามากมายนั้น ยังแทบได้ไม่ถึงครึ่งของวังที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า แม้แต่หญิงสาว ที่เคยไปเยี่ยมชมสถาปัตยกรรมมาเกือบครึ่งค่อนโลกแล้ว ยังอดหยุดสายตามองภาพตรงหน้าด้วยความชื่นชมไม่ได้...

สวย...สวยจนแทบไม่อยากคิดว่าผู้ที่เป็นเจ้าของวังที่งดงามแห่งนี้จะร่ำรวยมากเท่าใดหนอ ที่บอกว่าชาร์ลญาร์กำลังมีสงครามแย่งชิงดินแดน มิน่า...ไม่สงสัยแล้วว่าเหตุใดคนถึงแก่งแย่งชิงกันเพื่อให้ได้ดินแดนของชาร์ลญาร์ ในเมื่อมันอุดมไปด้วยเงินตรามากมายถึงเพียงนี้เอง

รถคันงามเลี้ยวเข้ามาจอดเทียบในบริเวณลานหินอ่อนอันแสนวิจิตร มีทหารสวมชุดสีขาวสุภาพสะอาดตาตรงกันข้ามกับทหารชุดที่ไปรับทีมแพทย์มาจากสนามบินออกมาโค้งคำนับและต้อนรับ นางกำนัลในชุดผ้าพลิ้วสีสันสดใสเรียงแถวกันออกมาเรียงราย

“เชิญที่ห้องพักรับรองได้เลยค่ะ กระเป๋าของท่านเดี๋ยวมหาดเล็กจะนำไปเก็บไว้ให้ที่ห้อง ตามกำหนดการณ์ ชีคอับราฮัมจะมาถึงห้องอาหารเวลาหนึ่งทุ่มตรงค่ะ”

มีเวลาให้เตรียมตัวอีกกว่าสามชั่วโมง จิตแพทย์สาวเดินตามนางกำนัลที่เข้ามาเชื้อเชิญไปอย่างว่าง่าย ทางเดินที่แสนสลับซับซ้อน ช่างน่าทึ่งที่เจ้าหล่อนสามารถเดินได้คล่องแคล่วโดยไม่หลงอยู่ในม่านกำมะหยี่ผืนใดผืนหนึ่งเสียก่อน

นางกำนัลผู้นั้นหยุดลงตรงหน้าประตูบานใหญ่สีทองที่ประดับไว้ด้วยกระจกสีสะท้อนตา หันกลับมาบอกด้วยน้ำเสียงนอบน้อม

“นี่คือห้องพักรับรองของคุณหมอระหว่างที่พักอยู่ในเมืองหลวงค่ะ”

แล้วเปิดประตูบานใหญ่เข้าไปด้วยท่าทางคล่องแคล่ว...ร่างบางเข้ามายืนคว้างอยู่กลางห้องใหญ่ มองไปรอบด้านอย่างพินิจพิจารณา...

ห้องนอนที่บ้านในอัพเปอร์เวสต์ไซด์ของหล่อนนับว่ากว้างขวางใหญ่โตและหรูหรามากแล้ว ยังเทียบไม่ได้ครึ่งของห้องรับรองแขกในวังของชีคอับราฮัมแห่งชาร์ลญาร์เลยแม้แต่น้อย กลิ่นไอของความเป็นอาหรับอวลอยู่ในทุกอณูของพื้นที่ เครื่องหอมอ่อน ๆ ลอยเข้ามาแตะกระทบจมูก กลิ่นอ่อนจาง ทว่าเข้มข้นจนคนดมเผลอขนลุกชัน

เสียงเคาะประตูดังหนัก ๆ ...นางกำนัลคนเดิมหันไปมอง ก่อนจะเรียก

“เข้ามาได้”

ผู้ที่เข้ามาใหม่นั้น เป็นชายหนุ่มรูปร่างสันทัด ทว่าดูแข็งแรงไม่บอบบาง เดินเข้ามาแล้วยืนตัวตรง ค้อมคำนับครึ่งตัวอย่างสวยงาม

“นี่ราอูลค่ะ คุณหมอ ตามเดิมเขาเป็นองครักษ์ประจำตัวของน้องชายท่านชีค แต่ท่านชีคให้โอนย้ายหน้าที่มาเป็นผู้อารักขาหมอหญิงคนเดียวที่มาแทนค่ะ คุณหมอสามารถเรียกใช้ดิฉัน หรือว่าราอูลได้ตามสะดวก โดยเฉพาะเมื่อออกจากวังนี้ไปยังฮาซัสเมืองชายแดนแล้ว ราอูลจะคอยดูแลคุณหมอทุกฝีก้าวไม่ให้ได้รับอันตราย”

“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ” ดวงตาคู่งามทอดมองอีกฝ่ายที่ก้มหน้ามองปลายฝ่าเท้าของตัวเองอย่างขะมักเขม้น “ท่านชีคมีน้องชายด้วยหรือ ?”

“ค่ะ นามว่าอิมราน จะไปยังฮาซัสพร้อมกับทีมของท่านด้วย เป็นหมอที่เก่งมากเช่นเดียวกัน”

“ที่ชาร์ลญาร์มีหมอเยอะหรือเปล่า ?” อะไรบางอย่างในใจ ทำให้หล่อนถามไปโดยไม่ได้หยุดคิด

“เมื่อก่อนมีไม่เยอะ เราขาดแคลนหมอ แต่พอมีทุนให้คนไปเรียนหมอที่ต่างประเทศ เราก็เริ่มมีหมอเยอะมากขึ้น แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการอยู่ดี โดยเฉพาะเวลาที่มีสงครามอย่างนี้น่ะค่ะ”

“แล้วหมอเขาอยู่ที่ไหนกันหรือ ?”

“เรามีโรงพยาบาลใหญ่อยู่สองโรงพยาบาลค่ะ อยู่ในเมืองหลวง นอกจากนั้นก็เป็นโรงพยาบาลเล็ก ๆ อยู่ตามหัวเมืองที่พอจะรักษาอะไรได้บ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่โรงพยาบาลใหญ่มีหมอรวมกันก็เกือบห้าสิบคน โรงพยาบาลเล็ก ๆ ด้านนอก ก็มีประจำกันอยู่โรงพยาบาลละสามสี่คนเท่านั้น คุณหมอต้องการอะไรเพิ่มเติมอีกหรือเปล่าคะ ดิฉันจะได้ไปจัดหามาให้ได้ถูก”

คนถูกถามส่ายศีรษะ “ไม่...ไม่ต้องหาอะไรมาเพิ่มแล้วล่ะจ้ะ เท่านี้ก็มากพอแล้ว”

“ถ้าต้องการอะไรเพิ่มคุณหมอสามารถกดกริ่งที่หัวเตียงตรงนี้ได้ตลอดเวลานะคะ ดิฉันอยู่ข้างนอกจะรีบเข้ามาโดยทันที”

“จ้ะ”

“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ดิฉันขอตัวก่อนนะคะ เชิญคุณหมอพักผ่อนตามสะดวก อาหารเย็นจะเริ่มเวลาหกโมงสี่สิบห้านาที เสื้อผ้าในตู้นั้นเป็นชุดอย่างชาวพื้นเมืองชาร์ลญาร์ หากคุณหมอต้องการ ดิฉันจะเข้ามาช่วยใส่ให้ค่ะ”

“ไม่เป็นไรจ้ะ” แม้จะชอบที่นี่มากเพียงใด หากหญิงสาวก็รู้สึกสะดวกสบายกว่าในชุดลำลองที่ขนมาเองจากอเมริกา ไม่แน่...หากต้องอยู่ที่นี่อีกเป็นเวลานาน หล่อนก็คงจะได้ใส่ชุดพื้นเมืองของชาร์ลญาร์บ้างไม่วันใดก็วันหนึ่ง

นางกำนัลสาวออกไปจากห้องแล้วพร้อมกับราอูลผู้ที่จะมาเป็นองครักษ์ชั่วคราวให้กับหล่อน ประตูบานใหญ่ปิดสนิทเหลือแต่เพียงความเงียบ มีเสียงดนตรีเบา ๆ ดังลอดผ่านม่านเข้ามาเป็นจังหวะครื้นเครง

ร่างบางขยับเข้าไปใกล้ม่านสีเขียวอ่อนสดใส แนบใบหน้าเข้าไปใกล้กับกระจกที่มองออกไปเห็นนครชาร์ลญาร์อันแสนใหญ่โตสง่างาม

โรงพยาบาล...

มีโรงพยาบาลสองแห่งในเมืองหลวงแห่งนี้หรือ ? ...

หัวใจที่สงบราบเรียบเต้นแรงขึ้นมาวูบ บางที...เขาอาจจะกำลังทำงานอยู่ในโรงพยาบาลแห่งใดแห่งหนึ่งในสองแห่งนั้น หรือไม่...เขาก็อาจจะได้เป็นหมอที่อยู่ในโรงพยาบาลตามหัวเมือง อยู่ที่ใดสักที่หนึ่ง... หากหล่อนทราบแต่เพียงว่า เขาอยู่ไม่ไกล ไม่ไกลข้ามประเทศอย่างเมื่อเก่าก่อน...

บ้า...

ก่นว่าตัวเองแล้วผละออกมาจากหน้าต่างบานนั้น... ภาพชาร์ลนอนเปลือยกายอยู่บนเตียงกว้างของกวินเน็ธยังตามมาหลอกหลอน ความเจ็บช้ำในนาทีนั้น นาทีที่ญาติสาวของหล่อนโทรศัพท์ตามให้มาดูความจริงที่ชาร์ลทำ หล่อนยังจำได้ขึ้นใจ

ผิดไหมถ้าหล่อนจะรับไม่ได้ ชาร์ลโกรธหาว่าหล่อนไม่ฟังเสียงใคร แต่จะให้ฟังได้อย่างไร ในเมื่อภาพตรงหน้ามันเห็นอยู่ตำตา ตำใจอยู่อย่างนั้น

เขาเป็นคนหยิ่ง...หยิ่งในศักดิ์ศรีพอ ๆ กันกับหล่อน สุดท้ายเขาก็จากไป ท่ามกลางความโล่งอกโล่งใจของหลาย ๆ คน

ใช่...พ่อของจัสมินไม่ชอบชาร์ล ลีน่าก็ไม่ชอบชาร์ล ทุกคนที่เกี่ยวข้อง อยู่ในสังคมเดียวกับหล่อนต่างปฏิเสธนักเรียนทุนแพทย์กระจอก ๆ ที่มาจากประเทศโนเนมแทบจะไม่มีชื่ออยู่บนแผนที่โลกเสียด้วยซ้ำไป

‘ไม่มีใครอยากให้คนที่เขารักมาจมปลักอยู่กับคนไม่มีหัวนอนปลายเท้าอย่างผมหรอก’

ดวงตาสีเทาเข้มของเขานิ่งสนิททุกครั้งที่พูดถึงเรื่องเหล่านี้จนคนฟังหวั่นใจ...ทราบว่าใต้ผืนน้ำ อาจเต็มไปด้วยภูเขาน้ำแข็งก้อนมหึมา แต่จะห้ามไม่ให้คนรอบข้างพูดถึงเรื่องนี้ก็ยากเย็นนัก ยากพอ ๆ กับพาตัวเองออกมาจากสังคมจอมปลอมชั้นสูงของบอสตันด้วยเช่นกัน


นางกำนัลคนเดิมที่หล่อนเพิ่งทราบว่าชื่อฮานะ กลับเข้ามาอีกครั้งเมื่อใกล้จะได้เวลารับประทานอาหารเย็นพร้อมกับเจ้าผู้ครองนครเพื่อช่วยหล่อนเลือกเสื้อผ้าและเครื่องแต่งตัว หญิงสาวหยิบชุดสุภาพที่เตรียมมาจากนิวยอร์คออกมาวางไว้ปลายเตียง กลัดเข็มกลัดรูปกุหลาบสีชมพูอ่อนเพชรคาร์เทียร์แท้เอาไว้แล้วเดินหายเข้าไปในห้องน้ำที่ใหญ่โตกว้างขวาง จากุชชี่น้ำวนเย็น ๆ ดับความสับสนในใจได้อย่างน่าอัศจรรย์

“คุณหมอจะไม่ใส่ชุดพื้นเมืองของเราหรือคะ ?” ฮานะโผล่หน้าเข้ามาถาม ตาคม ๆ อย่างสาวชาวอาหรับน่าอิจฉานัก

“ไม่จ้ะ”

“ได้ค่ะ ท่านชีคว่าให้ตามใจคุณหมอ ประเดี๋ยวราอูลจะพาคุณหมอไปที่ห้องอาหารนะคะ ท่านชีคกลับมาแล้ว แต่น้องชายของท่านยังติดผ่าตัดอยู่ที่โรงพยาบาลคงจะตามมาทีหลัง”

“จ้ะ”

ศีรษะทุยสวยวางลงบนขอบด้านหนึ่งของจากุชชี่แล้วผ่อนลมหายใจ... บางทีบางครั้ง หล่อนอาจจะขอน้องชายของท่านชีคตามไปดูโรงพยาบาลของชาร์ลญาร์บ้าง คงจะได้กระมัง

ในชั่วแวบของหัวใจ หล่อนอยากรู้...ท่านอิมรานจะรู้จักศัลยแพทย์คนหนึ่งที่ชื่อ ชาร์ล อัล อัสฮาร์ ไหม... เขาเป็นหมอผ่าตัดที่เก่งและมีพรสวรรค์ แม้แต่โรเบิร์ตเองยังยอมให้เขาผ่าตัดแทนในเคสที่ยากจนคิดว่าคนอื่นทำไม่ได้ แต่ชาร์ลก็ทำสำเร็จ หากเขากลับมาอยู่ที่นี่...เขาต้องเป็นแพทย์ที่มีชื่อเสียง

อาจจะลองถาม...เผื่อว่าจะทราบ...

“เชิญเถอะค่ะ คุณหมอ... ใกล้จะได้เวลาแล้ว”

 

เสียงดนตรีดังมากขึ้นตามลำดับเมื่อหญิงสาวเดินเข้าไปใกล้ถึงห้องอาหาร เสียงที่ลอยมานั้นไพเราะเสนาะหู และเป็นเพลงสากลที่หล่อนเคยคุ้น ไม่ใช่เพลงพื้นเมืองอย่างที่ดังมาจากทางนอกหน้าต่างอย่างเมื่อตอนเย็น

วังนี้ได้รับอิทธิพลของตะวันตกมามากเหลือเกิน...

“ท่านชีคศึกษาเล่าเรียนที่อังกฤษอยู่เป็นเวลานานก่อนจะกลับมาเมื่อบิดาสิ้นค่ะ เพราะถูกเลี้ยงดูอย่างตะวันตกตั้งแต่เด็ก ที่นี่ก็เลยมีกลิ่นอายของตะวันตกผสมอยู่มาก ชาร์ลญาร์เป็นเมืองเปิด เราไม่ได้ครัดเคร่งเหมือนอีกหลาย ๆ ประเทศที่ปิดตัวไม่ยอมให้วัฒนธรรมอื่นเข้ามาผสมผสาน ท่านชีคบอกอยู่เสมอว่า อะไรที่ดีก็ปล่อยให้มันเข้ามา ให้มันเป็นไปตามธรรมชาติของมันน่ะค่ะ”

“ชีคของท่านดูจะทันสมัยดี”

“ใช่ค่ะ อายุยังไม่มากเท่าไหร่ เพียงแค่สามสิบปลาย ๆ เท่านั้น”

คนฟังทำเสียง หือ… ในลำคอเบา ๆ ภาพชีคตัวสูงใหญ่แก่หง่อมและเต็มไปด้วยสาว ๆ รายล้อมเป็นบริวารหายไปกับสายตา ชีคอับราฮัมแห่งชาร์ลญาร์ เจ้าของพระราชวังที่ใหญ่โตโอ่อ่าหรูหรา มีอายุเพียงสามสิบปลาย ๆ เท่านั้นหรือ ?

“ยังไม่มีภรรยาด้วยค่ะ”

คุณหมอสาวชาวอเมริกันหัวเราะ...หล่อนไม่สนหรอก ไม่เคยสน ช่วงนี้หัวใจเหมือนเป็นห้องที่ว่างเปล่า ไม่มีใครมาเติมเต็ม ไม่เคยมีอีกเลยหลังจากนั้น

ราอูล องครักษ์หนุ่มเข้ามารับหน้าที่แทนนางกำนัลสาวเมื่ออีกฝ่ายเดินเข้ามาถึงหน้าห้องอาหารที่กำลังดนตรีบรรเลงกันอย่างครึกครื้น ร่างสูงค้อมลงต่ำ ก่อนจะถอยออกมายืนด้านข้าง

“ราอูล ดูแลคุณหมอให้ดีนะ”

“ครับ”

ครั้นฮานะจากไปแล้ว หญิงสาวก็ยิ้มอ่อนโยนให้กับราอูล ผู้ที่จะคอยดูแลหล่อนต่อไป อีกฝ่ายยิ้มตอบด้วยรอยยิ้มแสนซื่อ ค่อยช่วยให้คนมองผ่อนคลาย

ราอูลเป็นองครักษ์ ฝีมือก็คงจะเก่งจนน่ากลัว ว่ากันว่านักรบทะเลทรายนั้นทรหดและอดทน ถ้าพ่อของหล่อนทราบว่าคนที่มาคอยอารักขาคนนี้เป็นใคร ก็คงอุ่นใจไปอีกหลายเท่าตัว

“เธอจะไปที่ฮาซัสกับฉันด้วยหรือเปล่า ราอูล ?”

“ครับ” น้ำเสียงตอบหนักแน่น ไม่ได้ลังเลเลยแม้แต่น้อย “ผมต้องให้การดูแลป้องกันคุณหมอทุกฝีก้าว มิเช่นนั้นจะถูกลงโทษ”

“ลงโทษ ?”

“เป็นคำสั่งของท่านชีคครับ...คุณหมอทุกคนจะมีองครักษ์มาคอยดูแลประจำตัว เผื่อว่าเกิดเหตุฉุกเฉินในสงคราม”

“มันน่ากลัวมากมายขนาดนั้นเชียวหรือ ?”

“ที่ที่เรากำลังจะไปกันในวันพรุ่งนี้ไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นหรอกครับ แต่ถ้าออกไปยังหน่วยที่ไกลกว่านั้นก็จะเป็นอันตราย เพราะพวกก่อการร้ายซุ่มแฝงตัวอยู่เต็มไปหมด”

“อ้อ...”

องครักษ์หนุ่มตีหน้าเฉย...ผายมือไปทางด้านใน “เชิญคุณหมอเถอะครับ...ใกล้จะได้เวลาท่านชีคมาแล้ว”

 

อาหารค่ำที่จัดเตรียมขึ้นมาเพื่อรองรับแขกของชีคอับราฮัมแห่งชาร์ลญาร์นั้น มากมายราวกับจะเลี้ยงได้ทั้งกองทัพก็มิปาน เนื้อสารพัดชนิดถูกปรุงแต่งและจัดเสิร์ฟบนจานสีทอง กลิ่นเครื่องเทศหอมหวน อวลไปทั่วบริเวณ

“คุณหมอทานเนื้อได้หรือเปล่าครับ ? ถ้าคุณหมอไม่ทานก็บอกคนที่เข้ามาเสิร์ฟได้ เขาจะเอาอาหารอย่างอื่นมาเปลี่ยนให้คุณหมอ”

“ฉันทานได้ทุกอย่างจ้ะ”

หล่อนเบี่ยงตัวให้สาวใช้ร่างแน่งน้อยอีกนางเข้ามาเสิร์ฟคาร์เวียร์ได้อย่างสะดวก สีสันช่างชวนให้รับประทานนัก อาหารในวังเช่นนี้ คงปรุงจากฝีมือของเชฟที่มีชื่อเสียง

“ยังไม่เห็นท่านชีคจะมา”

“ใกล้จะได้เวลาแล้วครับ”

เสียงสั่นระฆังดังขึ้นแทบจะทันทีที่สิ้นสุดคำพูดของราอูล ทุกสิ่งทุกอย่างในห้องโถงกว้างหยุดชะงักราวกับปิดสวิตช์

ทันที่ที่ชีคอับราฮัมย่างกรายเข้ามา ร่างบางลุกขึ้นจากเก้าอี้ที่นั่งอยู่เพื่อถอนสายบัวแสดงความเคารพ เจ้าของวรกายสูงที่เดินเข้ามาด้วยท่วงท่างดงามดึงดูดตานั้น เป็นชายผิวขาว สูงโปร่งผึ่งผาย ใบหน้าคมสันหล่อเหลาอย่างชาวอาหรับ จมูกโด่งเป็นสัน รับกับเรียวปากบาง ทว่าอิ่มเอิบ ดวงตานั้นเล่า สีเทาเข้ม...คล้าย...

คล้ายกับดวงตาของใครบางคนเสียเหลือเกิน...ใบหน้านั้นคลับคล้ายกับดวงหน้าหนึ่งที่หล่อนเคยเห็น เคยรู้จัก ท่วงท่า...อะไรอีกหลาย ๆ อย่าง... ต่างเพียงแต่ว่า ใบหน้านี้เต็มไปด้วยความผ่อนคลาย รื่นเริงคล้ายเจ้าตัวจะอารมณ์ดีอยู่เป็นนิจ ไม่ดูเคร่งขรึมอย่างใครอีกคน...

จิตแพทย์สาวเม้มริมฝีปากเบา ๆ ราอูลเป็นคนสนิทของท่านอิมราน บางทีเขาอาจจะทราบ หรืออาจจะรู้จัก ศัลยแพทย์ที่ชื่อชาร์ล อัล อัสฮาร์ ...อาจจะต้องลองถาม

ในนาทีต่อมาหล่อนก็ด่าตัวเองอยู่ในใจ... ยังจะอยากเจอเขาไปอีกทำไม ไม่มีค่าอะไรเลยแม้แต่อย่างเดียว...

ชีคหนุ่มแห่งชาร์ลญาร์นั่งลงบนเก้าอี้ตัวใหญ่ ก่อนจะผายมือแทนคำอนุญาตให้ทุกคนนั่งลงได้ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม แจ่มใส... ทวนชื่อแพทย์ทุกคนที่อยู่ในทีม ก่อนจะหยุดลงที่ชื่อสุดท้าย

“คุณหมอจัสมิน วิลเลียมสัน”

“ค่ะ”

“ยินดีที่ได้รู้จัก ไม่นึกเลยว่าศาสตราจารย์โรเบิร์ตจะมองการณ์ไกล ส่งจิตแพทย์มาร่วมทีมกับเราด้วย แต่คงจะเป็นประโยชน์ เพราะสภาพจิตใจของทหารในหน่วยรบตอนนี้ย่ำแย่เหลือทน”

ดวงตาสีเทาเข้มคมกริบทอดมองดวงหน้ารูปไข่หวานด้วยสายตานิ่ง ลึก แย้มยิ้มน้อย ๆ คล้ายจะหัวเราะอยู่ในที

“เต็มใจมา หรือว่าถูกบังคับให้มา ?”

แม้จะประหลาดใจในคำถาม หากหญิงสาวก็ตอบไปด้วยน้ำเสียงสุภาพว่า

“เต็มใจมาค่ะ ดิฉันเลือกแล้วว่าอยากทำหน้าที่นี้ แม้ว่ามันจะต้องเสี่ยงภัยก็ตามที”

“แล้วทางบ้านของเจ้าไม่ว่าหรือ ? เป็นลูกผู้หญิงตัวคนเดียว ทำไมไม่ทำงานอยู่กับบ้านกับเมืองของตัวเอง ไม่น่าระหกระเหเร่ร่อนเลย ครอบครัวก็เป็นคนมีเงินร่ำรวย ไม่ต้องทำอะไร นั่งกินนอนกินก็มีให้ใช้สบาย ๆ ไปตลอดชีวิต”

กระแสเสียงนั้นทำให้คนฟังแปร่งปร่าในใจ...เหตุใดรู้สึกเหมือนชีคมีอคติอยู่ในคำพูด ใบหน้าแม้จะยิ้มแย้ม แต่ดวงตาวาววับพิกล

“ไม่ค่ะ...ดิฉันตั้งใจไว้ตั้งแต่ก่อนจะเลือกเรียนหมอแล้วว่าจะทำงานเพื่อส่วนรวมแบบนี้ มันเป็นความชอบของดิฉันค่ะ”

“ไม่น่าเชื่อ แต่ช่างเถอะ” มือหนาโบกขึ้นด้วยกิริยาไม่ใส่ใจ “ทุกท่านคงทราบอยู่แล้วว่าภารกิจที่ทางเราต้องการขอความช่วยเหลือจากท่าน เพื่อช่วยดูแลทหารที่บาดเจ็บจากสงคราม ขณะนี้มีทหารบาดเจ็บมากเหลือเกิน และต้องการความช่วยเหลือจากผู้ที่มีความรู้ความสามารถ เรา ในนามของชีคอับราฮัม ขอขอบคุณทุกท่าน ที่ได้กรุณาให้ความช่วยเหลือแก่ชาวชาร์ลญาร์ของเรา”

ชีคฮับราฮัมชูแก้วไวน์ขึ้น...

“ได้โปรดดื่มเพื่อเป็นเกียรติ... พรุ่งนี้ทีมแพทย์ของชาร์ลญาร์จะตามมาสมทบ และเดินทางด้วยขบวนรถไปยังหน่วยรบชายแดน ในการนี้อิมราน น้องชายของเราจะเดินทางไปยังหน่วยรบพร้อมกับท่านด้วย ท่านคงจะยังไม่เคยรู้จัก น้องชายของเราเป็นหมอผ่าตัด จบมาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเหมือนกับหลายคนในห้องนี้”

ครั้นเมื่อหญิงสาวขยับริมฝีปากจะถามด้วยความสงสัย ...จบจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด น่าจะเป็นที่รู้จักมีชื่อเสียง หากแล้วประตูบานใหญ่ของห้องก็เปิดออกก่อนที่จะได้เริ่มถาม ทุกสายตาหันไปมองเป็นตาเดียว

ใบหน้างามหันไปมองเป็นคนสุดท้าย...ในชั่วเสี้ยววินาทีนั้น หล่อนกำลังตักอาหารคำใหม่ใส่ในปาก ไม่ได้แม้แต่จะตั้งใจมอง หากภาพของร่างสูง ผิวสีเข้มคร้าม ดวงหน้าคมคายหล่อเหลาทว่าเรียบขรึมที่แสนคุ้นตานั้นทำให้ดวงหน้าที่กำลังจะหันกลับมาให้ความสนใจอาหารตรงหน้าของตัวเองต่อไปกลับหยุดชะงัก ดวงตาคู่สวยเบิกกว้าง ใจที่สงบนิ่งเฉยกระหวัดเหมือนถูกใครบีบแรง...แรง...แรงจนแทบแหลกสลายออกมาเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย...

“ขอแนะนำ น้องชายคนเดียวของเรา” น้ำเสียงภูมิใจยิ่งนักยามขานนาม “นายแพทย์อิมราน ชาร์ล อัล อัสฮาร์”

ดอกมะลิงามแห่งอเมริกานิ่งงันเหมือนถูกสาปไปในวินาทีนั้น !

นายแพทย์อิมราน ชาร์ล อัล อัสฮาร์...อิมราน ชาร์ล อัล อัสฮาร์ แห่งประเทศชาร์ลญาร์ เมืองทะเลทราย เหตุไฉนจึงคล้ายชายหนุ่มนักเรียนทุนแพทย์อนาถาผู้นั้นยิ่งนัก

ชาร์ล...ชาร์ล...คล้ายชาร์ลเหลือเกิน

ไม่...มิใช่คล้าย...หาก ใช่ นักศึกษาแพทย์ชาร์ล อัล อัสฮาร์ ก็คือน้องชายท่านชีคแห่งชาร์ลญาร์ ชีคหนุ่มอับราฮัมผู้แสนร่ำรวยมั่งคั่งคนนี้...

ชาร์ล...

ริมฝีปากบางขยับจะเรียกชื่อนั้นด้วยความเคยชิน หากอะไรบางอย่างทำให้หล่อนได้แต่เผยอค้าง... สามปีที่ผ่านไป เค้าหน้าคมเข้มนั้นยังไม่เปลี่ยนแปลง นอกเสียจากจะผ่ายผอมลงจนยิ่งทำให้ร่างกายดูสูงเพรียว ต่างกับร่างกายกำยำของชีคอับราฮัมไปถนัด อย่างนี้นี่เองที่ทำให้หล่อนรู้สึกคลับคล้ายคลับคลา เพราะในเค้าหน้าของชีคหนุ่มแห่งชาร์ลญาร์นั้น ก็เต็มไปด้วยส่วนคล้ายน้องชายอยู่หลายมุม

“เป็นยังไงบ้าง ชาร์ล คนไข้วันนี้ รอดตายหรือเปล่า ?”

“พ้นขีดอันตรายแล้ว แต่คงต้องนอนพักดูแลอาการ มีหมอคอยดูแลอยู่แล้วคงไม่เป็นปัญหามากเท่าไหร่” เสียงนุ่ม ทุ้ม นานเท่าไหร่คนที่ฟังก็ยังไม่เคยลืมเลือน

ใบหน้างามแหงนมองเสี้ยวหน้าคมสัน ร่างสูงเข้ามานั่งลงบนเก้าอี้ตัวตรงข้ามตามคำสั่งของชีคหนุ่ม แล้วรอให้เหล่านางกำนัลมาตักอาหารใส่จานสีเงินวับวาว

ตลอดเวลา... ตาสีเทาเข้มคมคู่นั้น ไม่ได้ทอดมองมายังคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามแม้แต่น้อยเลย

“รู้จักคุณหมอแต่ละคนเสียสิ ชาร์ล... นี่คือหมอที่ศาสตราจารย์โรเบิร์ตส่งมา” ผู้เป็นพี่ชายแนะนำศัลยแพทย์ไปทีละคนอย่างครบถ้วน ไม่มีตกหล่น จนกระทั่งถึงหญิงสาวคนสุดท้าย

“นี่จิตแพทย์หญิงจัสมิน วิลเลียมสัน ศาสตราจารย์โรเบิร์ตต้องการให้เธอมาดูแลทหารที่ประสบปัญหาทางด้านจิตใจ พี่ทราบว่าเธอเป็นผู้หญิงคนเดียวที่มาที่นี่ จึงบอกให้ย้ายราอูลมาเป็นองครักษ์ชั่วคราว ไม่ได้บอกเจ้าก่อน หวังว่าเจ้าคงจะไม่โกรธเพราะตอนนั้นเจ้ายุ่งอยู่ในห้องผ่าตัด โทรศัพท์ไปหาที่โรงพยาบาลแล้วเขาก็ต่อสายให้ไม่ได้”

“ครับ” ตอบสั้น ๆ และเรียบง่ายเท่านั้น มีเพียงดวงตาสีเทาเข้มที่ตวัดขึ้นมามองใบหน้ารูปเรียวไข่หวานเพียงแวบ แวบเดียวเท่านั้นที่ทำให้หญิงสาวใบหน้าผ่าวร้อน

ภาพเก่าย้อนกลับปรากฏขึ้นมาในความทรงจำ...ภาพคนตรงหน้านอนเปลือยกายอยู่บนเตียงนอนใหญ่ของกวินเน็ธ วิลเลียมสัน และดวงตาสีเทาเข้มว่างเปล่าเช่นเดียวกับที่ตวัดมองหล่อนเมื่อสักครู่นี้ ทุกสิ่งทุกอย่างจบสิ้นลง ต่างคนต่างแยกทาง

แต่เขาไม่ใช่นักเรียนทุนแพทย์ต๊อกต๋อยอย่างที่คนรอบข้างของหล่อนเคยดูถูกกันอีกต่อไป...เขาคือน้องชายของชีคหนุ่มอับราฮัม...อิมราน ชาร์ล อัล อัสฮาร์...

ให้ตายเถอะ...ตอนที่คนอื่นหัวเราะเยาะเย้ยเขาว่าเป็นแค่คนกระจอกยากไร้ ชาร์ลกำลังคิดอะไรอยู่ หรือกำลังหัวเราะเยาะเย้ยทุกคนอยู่ในใจ ? ...หญิงสาวอยากรู้นัก หล่อนเองก็เป็นหนึ่งในคนที่เชื่อเสียสนิทใจว่าอีกฝ่ายนั้นเป็นดั่งคนไร้หัวนอนปลายเท้า และเป็นใครมาจากไหนก็ไม่ทราบได้ มีแต่โรเบิร์ตที่ไม่เคยพูดถึงเขาในแง่เหยียดหยาม หรือโรเบิร์ตจะทราบว่าเขาเป็นใคร ? ...

เรียวปากบางเม้มแน่นสนิท...นักเรียนทุนแพทย์ต๊อกต๋อยคนนั้นเขาจะเป็นใครก็ช่าง แต่ในวันนั้น เขากลายเป็นของกวินเน็ธไปแล้วโดยไม่มีข้อโต้แย้งอื่น หล่อนรับไม่ได้...ดีที่ความสัมพันธ์ระหว่างหล่อนกับเขายังไม่ลึกซึ้ง ไม่ได้พัฒนาไปจนถึงขั้นเกินกว่าคนรักกันธรรมดา

ชาร์ลไม่เคยล่วงเกินหล่อน...เป็นการให้เกียรติ หากบัดนี้จัสมินก็ยังไม่แน่ใจนักว่า ในใจจริงแท้เพราะเขาอยากให้เกียรติ หรือเห็นหล่อนเป็นผู้หญิงจืดชืดคนหนึ่งที่ไม่น่าแตะต้อง ไม่น่าพิสมัยเหมือนกับกวินเน็ธกันแน่

นั่นสิหญิงสาวอยากรู้นัก !

“ทีมแพทย์ของเรา เตรียมตัวพร้อมแล้วหรือเปล่า ?”

บทสนทนาต่าง ๆ นานาของชีคอับราฮัมและคนตรงหน้าไม่ได้อยู่ในความสนใจของหล่อนอีกต่อไป ในเวลานี้หญิงสาวนึกถึงแต่เพียงวิธีใด ที่จะทำให้ได้ออกไปจากที่แห่งนี้ ออกไปจากบรรยากาศที่แสนจะน่าอึดอัดเสียที ที่ไหนก็ได้สักแห่ง ที่ไม่มี อิมราน ชาร์ล อัล อัสฮาร์ นั่งอยู่ตรงหน้า

แล้วความคิดนั้นของหล่อนก็สัมฤทธิ์ผล เมื่อนางกำนัลสาวเริ่มทยอยเอาเมรัยพื้นเมืองเข้ามาเสิร์ฟ พร้อมกับซิการ์มวนโตบนถาดทองคำ จานอาหารเก่าถูกเก็บออกไป แทนเครื่องหมายบอกว่าต่อจากนี้ไปจะเข้าสู่เวลาการพูดคุยสนทนากันตามประสา หญิงสาวพึมพำ...

“ดิฉันขอออกไปเดินเล่นข้างนอกได้ไหม”

“เชิญตามสบาย” ชีคอับราฮัมผายมือก่อนจะลุกขึ้นเพื่อให้เกียรติแก่สุภาพสตรี วรกายสูงที่นั่งอยู่ตรงหน้าของหล่อนก็ลุกขึ้นตาม ใบหน้างามสะบัดน้อย ๆ ใส่มารยาทแห่งสุภาพบุรุษนั้น เชิดคางสูง...

“ให้ราอูลพาออกไปเดินเล่นด้านนอกก็ได้ ในอุทยานตอนนี้เปิดไฟสวย คุณหมอคงจะชอบ”

 

ไม่นาน แพทย์หญิงจัสมิน วิลเลียมสัน ก็ออกมายืนอยู่ในอุทยานกว้าง ประดับประดาด้วยแสงไฟสีสันงดงามสว่างไสว หากในใจหล่อนไม่ได้สดใสตามแสงไฟเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย มีแต่ภาพใบหน้าขรึม ๆ เคร่ง ๆ นั้นลอยมาติดอยู่ในความคิดตลอดเวลา

สุดท้าย ก็หันมาหาราอูล ที่ยืนคอยอารักขาความปลอดภัยให้อย่างสงบอยู่อีกทาง

“ราอูล...เธอเป็นองครักษ์ของชาร์ล เอ้อ...ท่านอิมรานมาก่อนเหรอ ?”

“ครับ” น้ำเสียงตอบเรียบร้อย แสนสุภาพ

“เป็นมานานเท่าไหร่แล้ว ?”

“ตั้งแต่ท่านยังเป็นเด็ก จนกระทั่งถึงเดี๋ยวนี้ ขาดก็เสียแต่ช่วงที่ท่านไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ผมไม่ได้ติดตามไป”

มิน่า...หล่อนจึงไม่เคยรู้จักราอูลคนนี้เลยแม้แต่น้อย

“ทำไมท่านถึงไปเรียนที่ฮาร์วาร์ดล่ะ ?”

“ตอนนั้นท่านสนใจทางด้านการแพทย์ พร้อมกับทางชาร์ลญาร์ขาดหมอแผนตะวันตกที่เก่ง ๆ ชีคอับราฮัมจึงตั้งกองทุนการศึกษาขึ้นมาเพื่อส่งชาวชาร์ลญาร์ไปศึกษาต่อด้านแพทยศาสตร์ที่สหรัฐอเมริกา ท่านอิมรานสอบติดได้เรียนที่โรงเรียนแพทย์ฮาร์วาร์ด”

ที่เคยบอกว่าได้ทุน...เป็นนักเรียนทุน... ที่แท้ ก็ทุนของพี่ชายตัวเองนี่เอง บอกความจริงไม่ครบถ้วน

...หลอกลวง...

“คุณหมอเคยรู้จักกับท่านอิมรานมาก่อนหรือครับ ?”

องครักษ์หนุ่มเงยหน้าถามด้วยน้ำเสียงแสนซื่อ จิตแพทย์สาวเม้มริมฝีปาก ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนทอดมองอีกฝ่าย

“ทำไมถึงคิดว่ารู้จักกันล่ะ ?”

“คุณหมอจบจากฮาร์วาร์ดเหมือนกัน”

หล่อนนิ่งไปพัก ก่อนจะตอบสั้น ๆ ว่า

“แค่เคยรู้จักกันเท่านั้น”

“น่าแปลก...ผมไม่เห็นคุณหมอจะคุยกับท่านอิมราน ไม่เหมือนคนเคยรู้จักกันมาก่อนเลย”

ก็ใช่... ก็เป็นเพียงแค่คนเคยรู้จัก พร้อมกับอดีต ที่ฝังลบกลบดินไปเรียบร้อยแล้ว

“เราไม่ได้สนิทอะไรกันมาก แค่เคยรู้จักกันก็เท่านั้น”

เสียงฝีเท้าเดินเข้ามาขัดจังหวะการสนทนาก่อนที่ราอูลจะได้เอ่ยตอบอันใด ร่างบางหันไปมองผู้ที่เดินเข้ามาใหม่... ไม่ใช่ใครที่ไหน นายแพทย์แอนดี้ ชาน ศัลยแพทย์ชาวจีนที่ชวนหล่อนคุยมาตลอดทางนั่นเอง

“ทานเครื่องดื่มเสร็จแล้วเหรอคะ ?”

“ครับผม...ด้านในเขายังคุยกันต่อ แต่ผมออกมาก่อน ไม่ค่อยไหว กลิ่นบุหรี่แรงเหลือเกิน” ร่างสูงหยุดยืนกลางอุทยานที่เต็มไปด้วยอวลกลิ่นหญ้าสด สูดไออากาศโปร่งลึก “ค่อยยังชั่วหน่อย”

“พรุ่งนี้ก็จะได้สัมผัสบรรยากาศแบบชนบทแท้ ๆ แล้วล่ะค่ะ”

“นั่นสิครับ ผมไม่เคยออกไปอยู่กลางทะเลทรายมาก่อนเลย ไม่รู้ว่าอากาศข้างนอกมันจะเลวร้ายแค่ไหน เห็นว่าถ้ามีพายุทะเลทรายเข้ามา มันก็โหดร้ายสุด ๆ แล้วไหนจะยังเรื่องพวกก่อการร้ายอีก คุณรู้หรือยัง เมื่อกี้ก่อนผมออกมา ท่านอิมรานกำลังเถียงกับชีคอับราฮัม เรื่องที่ไม่ควรส่งผู้หญิงอย่างคุณไปที่ชายแดนฮาซัสด้วยน่ะ”

คิ้วเรียวบางขมวดเข้าหากันมุ่น สองแขนกลมกลึงยกขึ้นขัดประสานกันเหนือหน้าอกโดยอัตโนมัติ

“ผมเห็นด้วยนะ...ชายแดนมันอันตราย แล้วก็ไม่ควรเอาผู้หญิงอย่างคุณเข้าไปเสี่ยง”

“ท่านอิมรานเข้ามาเกี่ยวอะไรด้วย กับการที่ฉันจะไปหรือไม่ไป”

“ก็ท่านเป็นหัวหน้าทีม ในการเดินทางไปยังหน่วยรบชายแดนในครั้งนี้ ก็จะต้องดูแลแล้วก็รับผิดชอบชีวิตของพวกเราทั้งหมด ถ้ามีผู้หญิงไปด้วยก็คงไม่สบายใจที่ต้องมารับภาระดูแลเพิ่ม ดูท่าท่านอิมรานจะเป็นห่วงคุณออก ไม่ประสงค์ให้ต้องไประหกระเหเร่ร่อนอยู่ในที่กันดาร...ลำบาก”

หรือจะดูถูกว่าหล่อนเป็นพวกผู้หญิงที่เก่งแต่ลอยตัวอยู่ในความหรูหราฟู่ฟ่า แล้วก็เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อหรือไง ถึงดูคล้ายมีใจห่วงใย แต่เขาจะห่วงหล่อนจริง ๆ หรือ ?

“เหตุผลที่แท้จริงคืออะไรกันแน่ ?”

“ท่านอิมรานคงเป็นห่วง...คุณเป็นผู้หญิง”

“ฉันมาถึงนี่แล้ว แล้วในเมื่อยังมีผู้หญิงไปทำหน้าที่แถวนั้นได้ ทำไมฉันถึงจะไปไม่ได้ เรื่องเท่านี้อย่าดูถูกกันไปหน่อยเลย ราอูล ท่านอิมรานของเธออยู่ที่ไหน ?”

ก่อนที่องครักษ์หนุ่มจะให้คำตอบ ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนก็หันไปเห็นร่างสูงเดินออกมาจากบันไดด้านบน กำลังจะดิ่งตรงกลับไปยังตำหนักหลังอันซึ่งอยู่ไม่ห่างไกลจากกันนัก ร่างบางก้าวเข้าไปอย่างรวดเร็วจนแทบจะเป็นวิ่ง ทิ้งให้แอนดี้และราอูล เดินตามไปอย่างเลิ่กลั่กด้านหลัง

“ชาร์ล” หญิงสาวเรียกไว้ก่อนที่เจ้าของนามนั้นจะเดินผ่านหน้าไปโดยที่ไม่ได้สนใจจะหันมามองเลยแม้แต่น้อย “อิมราน ชาร์ล อัล อัสฮาร์”

เท้าที่กำลังจะก้าวต่อไปหยุดชะงักด้วยเสียงเรียกชื่อเต็มยศ... ใบหน้าคมสันหันกลับมามองคนตัวเล็กกว่าที่ตระหง่านอยู่ตรงหน้าเบื้องหน้า ตั้งแต่ศีรษะ...จรดฝ่าเท้า... ชวนให้คนถูกมองหน้าร้อนขึ้นมาได้อย่างประหลาด

“มีอะไร”

น่าหมั่นไส้...ลับหลังพูดกับคนอื่นเรื่องไม่ประสงค์ให้หล่อนเดินทางไปด้วยกัน แต่ต่อหน้ากลับทำเป็นเฉยเมยราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นแม้แต่น้อยนิดเดียว !

“ได้ข่าวมาว่าท่านไม่ต้องการจะให้ฉันไปที่ชายแดนพร้อมกันกับคณะแพทย์ มันหมายความว่ายังไงกัน ?”

ขนงโก่งเรียวหนาเลิกขึ้นสูง ก่อนจะบอกด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า

“ก็หมายความตามนั้น”

“ทำไมหรือคะท่านอิมราน ?”

“ไม่ต้องพูดเป็นทางการก็ได้ ผมรู้ว่าคุณไม่คุ้น” พูดดังนั้นแล้วจึงอธิบาย “คุณเป็นผู้หญิง...คงไม่คุ้นชินกับความลำบากแถว ๆ ชายแดนฮาซัสสักเท่าไหร่หรอก...ที่นั่นมันกันดาร ไม่ได้มีที่นอนสะดวกสบายให้คุณพักอาศัย”

หล่อนเงียบไปชั่วอึดใจ ก่อนจะตอบกับเขาเป็นภาษาธรรมดาอย่างเช่นที่เคย 'คุ้นชิน' กันมาก่อนหน้า “ฉันตั้งใจแล้วว่าจะมา แล้วเขาก็อนุญาตให้ฉันมาเพื่อทำงานนี้ด้วย”

“ผมยังสงสัยอยู่ว่าทำไมศาสตราจารย์โรเบิร์ตถึงยอมให้คุณมา” สายตาออกระอายามทอดมองมาที่หล่อนนั้นทำให้ความโกรธแล่นจี๊ดขึ้นมาในศีรษะ เขาเป็นใคร...มีสิทธิ์อะไรจะมาพูดแล้วทำสายตาดูหมิ่นเหยียดหยามแบบนี้

จัสมิน วิลเลียมสัน หายใจเข้าแรงจนทรวงอกอิ่มกระเพื่อมน้อย ๆ เพราะความโกรธ ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนกลายเป็นสีจัดจ้า ผลักอกกว้างของคนตรงหน้าโดยไม่ใส่ใจแม้แต่น้อยว่าเขาเป็นใครและคนที่ตามมาด้านหลังอีกสองคนจะตกใจมากมายเพียงใด

“คุณอย่ามาดูถูกความเป็นผู้หญิงของฉันให้มากนักเลยนะชาร์ล ฉันมาที่นี่เพราะความสมัครใจของฉันเอง แล้วฉันก็ทำอะไรได้เท่า ๆ กับคนอื่น คุณไม่มีสิทธิมาแบ่งแยกฉัน”

“จัสมิน !” คุณหมอแอนดี้ปรามเสียงดัง หากได้ตอบกลับมาเพียงแค่การกระแทกลมหายใจออกจากจมูกถอนฉุน แล้วร่างบางก็ผละออกไปจากที่ตรงนั้นด้วยความโมโห ทิ้งให้เพื่อนร่วมทีมแพทย์ขอโทษขอโพยด้วยสีหน้าหวั่นใจ

“ผมต้องขอโทษแทนเพื่อนของผมด้วย จัสมินคงไม่ได้ตั้งใจจะว่าท่านให้เสียหาย”

กรามแข็งแรงขบเป็นสันนูน... ไม่มีคำตอบใดหลุดออกมาจากปากของชายหนุ่ม ก่อนที่ร่างสูงจะผละออกไป เหลือเพียงแต่ราอูล และคุณหมอหนุ่มที่มองหน้ากันแล้วถอนหายใจโดยไม่ได้นัดหมาย

 

เวลาผ่านไปจนค่อนดึกแล้ว ความโกรธนั้นของหล่อนก็ยังไม่จางหาย... ภาพดวงหน้าคมสันเรียบเฉย เย็นชา สะกิดอยู่ในใจอย่างแปลบประหลาด หากทำอะไรได้สักอย่างตอนนี้ จิตแพทย์สาวนึกอยากนั่งเครื่องบินกลับไปยังอเมริกา ไม่สนใจแม้ใครจะต่อว่า ไม่แคร์แม้แต่โรเบิร์ต หล่อนยอมแพ้...ยอม...ทำอย่างไรก็ได้ไม่ให้ต้องพบเจอหน้าชาร์ล อัล อัสฮาร์ คนนี้อีก

มันสายเกินไปแล้ว...ช่าง !... ในเมื่อเลือกมาแล้วก็ต้องพิสูจน์ให้ทุกคนได้เห็น ว่าอดีตคนรักเก่าที่แสนจะยโสและโอหังนั้น ไม่ได้มีอิทธิพลใด ๆ ต่อหล่อนอีกแล้วแม้แต่น้อยนิดเดียว

 

 

----------

ติดตามเรื่องราวต่อไปได้ในรูปแบบรูปเล่ม "ปราการรักแห่งผืนทราย" โดย พิณณ์อวี ค่ะ

 

 

แก้ไขล่าสุด ใน วันจันทร์ที่ 14 มิถุนายน 2010 เวลา 02:53 น.
 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่


รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช

Your Shopping Cart

Your Shopping Cart
รถเข็นของท่านยังไม่มีรายการสินค้า

button_checkout
button_how
button_delivery

button_tel

Links

cs

school

b_job

Wallpaper สำหรับแฟนๆ