สำนักพิมพ์ | หมวดหนังสือ

fs

ws

ls

ps

ts

ค้นหาผลงานนักเขียน 1168



Online Status

เรามี 15 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

เสียงจากนักอ่าน

  • What is your favorite sitcom most? buy zithromax
  • Hello, who noted how the new year? buy prednisone ...
  • Hello, who noted how the new year?
  • อร๊ายยยยยยย เพิ่งอ่านจบหมาด ๆ ตอนจบในหนังสือ หวานน...
  • เจอนิสัยหมอโห แล้ว อึ๋ยยย ตรงสเปกมากมาย เจอนางเอกก...
  • บอกได้คำเดียวว่ า น่าอ่านมาก
  • :D
  • เล่มนี้ซื้ออ่าน แล้วด้วย
  • ตามมาเก็บความหว านของหมอโหกะหนู หวายคะ ยินดีกับคุณ...
  • อ่านจบแล้วค่ะ พระเอกกะล่อน แต่ก็น่าร้าก :-* :-* :o...
  • คีราณไปที่รีสอร ์ตแล้ว จะเจอนางเอกแล้ว :oops:
  • คีราณน่ารักกกกก กกกกกกกกกก ่ตามอ่านตั้งแต่ ในเว็บแ...
dying_area


 


ตัวอย่างเนื้อเรื่อง : กำแพงสันนิวาส

 

cover_pt011_1168

กำแพงสันนิวาส
ผู้แต่ง วรรณศุกร์
ราคา 195 บาท 
จำนวนหน้า 288 หน้า 
ISBN 978-616-520-034-9

 

Download ตัวอย่างเนื้อเรื่อง

 

 

 

นำเรื่อง : บุปผาครวญ

 

 

ย่างเข้าสู่ชุนเทียน1 หิมะละลายจางหายไปหมดสิ้น หากยังคงทิ้งความหนาวเย็นบาดผิวกายเอาไว้ทั่วแหล่งหล้า ยินเสียงผิวใบไม้อ่อนโยนแว่วหวาน ลอยกังวานไปท่ามกลางสายหมอกสีขาวขุ่น รอบด้านมัวสลัว อากาศนิ่งสนิท ไร้แรงลมสะพัดไหว มีเพียงต้นหลิวใหญ่ทอดกิ่งก้านลงแตะแต้มพื้นน้ำสีเขียวมรกตอันเย็นยะเยือกและกระจ่างใส ดูไปคล้ายแผ่นกระจกขนาดใหญ่เคลือบอาบผิวทะเลสาบแห่งนี้ไว้ตั้งแต่ครั้งโบราณกาล

 

ณ ที่นั้น ใต้แนวต้นหลิวที่ขึ้นเรียงรายอยู่ด้านหนึ่งของริมตลิ่ง มีดรุณีโฉมสะคราญหยัดยืนอยู่ราวรูปปั้น หากแต่เป็นรูปปั้นที่มีชีวิตและจิตใจอย่างแท้จริง เนื่องจากนางกำลังผิวปากเป่าใบไม้นุ่มนวล พลางทอดสายตาฝ่าละอองหมอกขุ่นมัว เหม่อมองไปยังพื้นน้ำเบื้องหน้า แลเห็นยวนยาง2 สันนิวาสคู่หนึ่งกำลังแหวกว่ายคลอเคลียกันไม่ห่าง จึงอดบังเกิดความสะทกสะท้อนใจบางประการขึ้นไม่ได้ เป็นเหตุให้เพลงผิวใบไม้ที่แว่วหวานปนโศกสลดของนางต้องพลันสะดุดชะงักลงอย่างน่าเสียดาย เหลือทิ้งไว้เพียงความเงียบสงัดลอยวนอยู่ในห้วงบรรยากาศอันวิเวกวังเวง

กาลเวลาผ่านไปจวบจนล่วงเลยยามซิ้ง3 อากาศเย็นยะเยือกจึงค่อยอบอุ่นขึ้นทีละน้อย แสงแดดสดใสปัดเป่าไอหมอกให้มลายสูญสลาย มองเห็นทัศนียภาพรอบด้านได้ชัดเจนขึ้น แต่ผิวน้ำในทะเลสาบยังคงไร้ระลอกคลื่น เรียบนิ่งดั่งกระจกเงาและสะท้อนภาพดรุณีในอาภรณ์สีเหลืองอ่อน รูปร่างอรชรอ้อนแอ้น ยืนนิ่งสงบอยู่กับที่ คลับคล้ายดอกสุ่ยเซียนกำลังแย้มกลีบเบ่งบาน รอคอยใครสักคนด้วยความหวังเปี่ยมล้นในดวงใจ แลความมุ่งมั่นของนางนี้มิได้เสื่อมสลายหายไปโดยง่ายดังเช่นสายหมอก

 

บุปผาไร้ใจ ไยจักเอ่ยวาจา

เบ่งบานเพื่อใคร ? โรยราเพื่อใคร ?

ยามชุนเทียนแย้มกลีบ อวดสีสัน

ผ่านวารวัน จึงร่วงโรยรา

กลีบหนึ่ง ปลิวหายไปในธารา

อีกกลีบ ฝังกายาอยู่ใต้ผืนปฐพี

เสมือนหนึ่งนารี เฝ้ารอคนรัก

มิตระหนักคืนวัน พานพบ

ทุกข์เทวษลำเค็ญ ล้วนต้องประสบ

ทำนบน้ำตาหลั่งริน ภินท์พัง

 

ไม่นาน ยวนยางสันนิวาสตัวผู้ก็ขยับปีกทะยานขึ้นสู่ฟ้า ตัวเมียไม่รอช้า โผผินบินติดตามไปทันที

ดรุณีแหงนหน้าขึ้นมองสองสกุณาจนกระทั่งลับหายไปในกลีบเมฆา เหลือเพียงท้องฟ้าอันเวิ้งว้างกว้างใหญ่และสุขสงบ ไม่มีกำแพงแบ่งแยกเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ ชนชั้นวรรณะ ปราศจากแล้วซึ่งควันไฟแห่งสงคราม เปลวเพลิงแห่งอำนาจและการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นทั้งผอง

อา... ฤๅ ‘สันติสุข’ จะอยู่ไกลสุดขอบฟ้า ต้องทะยานไปสุดหล้า จึงจะไขว่คว้าถึง

คนดีของข้าเอย...

โปรดจงทราบว่า ข้ายังคงรั้งรอท่านอยู่ที่นี่ เฝ้าคอยว่าเมื่อไรเราทั้งสองจึงจะได้ครองคู่กันดังเช่นยวนยาง ทะยานไปสู่ดินแดนอันสุขสงบ มิจำพรากจากจรชั่วนิรันดร์

หยาดน้ำตาใสเอ่อคลอหน่วย นางทอดถอนลมหายใจเดียวดาย

ไร้ผู้ยลยิน...

 

 

1 : พานพบยามวิกาล

 

 

ในรัชสมัยของปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์น่ำซ้อง4 กองทัพไต้กิมได้บุกตะลุยรุกรานดินแดนของชาวฮั่น ยึดหัวเมืองสำคัญใหญ่ ๆ ไปได้กว่าครึ่ง ราษฎรต้องตกอยู่ในภาวะทุกข์ยาก ถูกข่มเหงรังแกอย่างทารุณ เกิดความระส่ำระสายไปทั่ว

มาตรแม้นแม่ทัพนายกองผู้จงรักภักดีทั้งหลายจะต่อสู้สละชีวิตตนเองเข้าแลก เพื่อปกป้องมาตุภูมิแผ่นดินเกิดเพียงใด สุดท้ายก็จำต้องพ่ายแพ้ให้แก่อิทธิพลของบรรดาขุนนางกังฉินช่างประจบสอพลอและฮ่องเต้หูเบา ผู้หลงเชื่อคำปรักปรำใส่ร้ายป้ายสีอันเป็นเท็จ โดยปราศจากพระปรีชาญาณในการจำแนกดีชั่วถูกผิดด้วยพระองค์เอง

ถึงกระนั้นแผ่นดินซ้องก็ยังมิสิ้นคนดี ท่ามกลางเปลวเพลิงแห่งศึกสงครามที่ลุกโชนยืดเยื้อยาวนาน ผู้กล้าจำนวนไม่น้อยยังคงร่วมมือร่วมใจกันผนึกกำลังต่อต้านอริราชศัตรูอย่างไม่คิดชีวิต

ดังเช่นวีรกรรมครั้งหนึ่งที่เมืองหยั่นเฉิง ซึ่งข้าพเจ้ากำลังจะบอกกล่าวเอ่ยอ้างถึงดังต่อไปนี้...


กาลครั้งนั้น เจิ้งปอเหลียง ขุนนางระดับอาวุโสชั้นสูงได้รับพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ คุมไพร่พลทหารจำนวนแปดหมื่นนายมุ่งหน้ามารักษาการณ์ที่เมืองหยั่นเฉิงตั้งแต่เมื่อสามปีก่อน พร้อมด้วยหยางจื่อฟงและฟ่านหลี่ หนึ่งขุนพล หนึ่งกุนซือ ผู้ซื่อสัตย์ จงรักภักดีและเปี่ยมด้วยสติปัญญาความสามารถระดับยอดคน

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ทั้งแม่ทัพ ขุนพลและเหล่าทหารหาญ ต้องปะทะกับข้าศึกหลายครั้ง รบพุ่งตะลุมบอนกันหลายครา ยังความเจ็บปวดสูญเสียให้บังเกิดขึ้นไม่น้อย กระดูกขาวโพลนกองสุมดั่งขุนเขา โลหิตแดงฉานเนืองนองทั่วสมรภูมิ

ทว่าการประหัตประหารดำเนินไปไม่รู้จบ จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี ก็ยังไม่มีเค้าว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชิงเอาชัยชนะไปได้ ในขณะที่กำลังทหารของทั้งสองฝ่ายเริ่มอ่อนล้า และมีจำนวนลดน้อยถอยลงไปเรื่อย ๆ ตามวันเวลา

วันหนึ่งระหว่างการประชุมปรึกษาหารือเพื่อวางแผนเผด็จศึกครั้งสำคัญ ฟ่านหลี่ หรือ ‘กุนซือฟ่าน’5 กล่าวขึ้นว่า

“ฟังว่าหัวเมืองอื่น ๆ ทางด้านทิศเหนือล้วนแตกพ่าย ถูกพวกไต้กิมยึดครองไปหมดแล้ว แม้ขณะนี้พวกเราจะยังคงสามารถรักษาเมืองหยั่นเฉิงเอาไว้ได้ แต่วงล้อมตัวเมืองก็เขม็งเกลียวเต็มที ยากที่จะคลี่คลาย ข้าเกรงว่าขืนปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป อีกไม่ช้าเสบียงกรังและน้ำดื่มจะร่อยหรอ ทหารในกองทัพนับหมื่นจะพากันเหนื่อยล้าหมดกำลังใจ คำนวณดูแล้วคงต้านทานรับมือข้าศึกต่อไปได้ไม่ถึงหกเดือน”

ฟ่านหลี่เป็นชายหนุ่มใบหน้าคมคาย บุคลิกสง่าผ่าเผย ดูไปคล้ายคุณชายจากตระกูลสูงศักดิ์มากกว่าจะเป็นนายทหาร ปีนี้ฟ่านหลี่อายุย่างเข้ายี่สิบแปด นับว่าเยาว์วัยมากเมื่อเทียบกับตำแหน่ง ‘กุนซือเอกแห่งหยั่นเฉิง’ แต่ถ้าหากพิจารณาจากสติปัญญา ความรู้ความสามารถ ที่มิได้ด้อยกว่าบัณฑิตชั้นอาวุโสในวังหลวง จึงมิใช่เรื่องแปลกที่ผู้คนล้วนมิเพียงยอมรับ หากแต่ยังพร้อมใจกันขนานฉายาให้แก่เขาว่า ‘เซียวฮกหลง’6 หรือ ‘มังกรซ่อนกายคนเล็ก’ อีกด้วย

“ข้าเห็นว่า ควรระดมพลบุกตะลุยตีค่ายของพวกมันให้แตกหักสิ้นซากไปในคราวเดียว สงครามจักได้ไม่ยืดเยื้อ ราษฎรก็จักได้คลายความทุกข์ร้อนลงโดยเร็ว” ขุนพลหนุ่มในชุดเกราะหนังสีดำลุกขึ้นยืนเสนอความเห็นอย่างรวบรัด

จากวาจาของเขาจะเห็นได้ว่า หยางจื่อฟง หรือ ‘ขุนพลหยาง’ ผู้นี้มีความเลือดร้อน มุทะลุวู่วาม คิดอ่านการณ์ใดไม่รอบคอบ ถนัดแต่การต่อสู้ใช้กำลัง ถึงกระนั้นฝีมือความสามารถของเขาก็โดดเด่นเหนือชายหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกันมากโข อายุไม่ถึงยี่สิบห้าปีก็สร้างความดีความชอบจนได้เลื่อนขั้นขึ้นดำรงตำแหน่ง ‘ขุนพลแห่งหยั่นเฉิง’ พร้อมน้อมรับฉายา ‘ค้วงโฮ่ว’ หรือ ‘พยัคฆ์คะนอง’ อย่างเต็มภาคภูมิ

หากสำหรับฟ่านหลี่ ความคิดเห็นที่ได้ฟังมานี้ ไม่ปริปากโต้แย้งเห็นทีจะไม่ได้

“อันตำราพิชัยสงครามแต่โบราณว่าไว้ ‘รู้เขารู้เรา รบร้อยมิพ่าย ไม่รู้เขาไม่รู้เรา ทุกรบจักพ่าย’ ขุนพลหยาง ที่ผ่านมาเพราะพวกเรา ‘ไม่รู้เขา รู้แต่เรา’ จึงพ่ายบ้างมิพ่ายบ้าง ยืดเยื้อมายาวนาน ซึ่งข้าไม่เห็นด้วยกับการหักหาญทุ่มเทกำลังยกทัพไปพิชิตศัตรูในคราวเดียว เนื่องจากอัตราความเสี่ยงยังมีอยู่สูง หากพลาดท่าเสียที ไม่มีกำลังสำรองรองรับ ค่ายคูประตูเมืองของเราจะเป็นฝ่ายถูกตีแตกเสียเอง”

เจิ้งปอเหลียงฟังผู้ใต้บังคับบัญชาทั้งสองถกเถียงกัน แล้วพยักหน้าเห็นด้วยกับฟ่านหลี่

“กุนซือฟ่านกล่าวได้ถูกต้อง อย่างน้อยพวกเราก็จำต้องประเมินกำลังและขวัญของฝ่ายตรงข้ามให้แน่ชัดเสียก่อน แล้วจึงค่อยตัดสินใจลงมือ”

เจิ้งปอเหลียง หรือ ‘แม่ทัพใหญ่แซ่เจิ้ง’ เป็นขุนนางอาวุโสผู้มากด้วยประสบการณ์ทางการรบตั้งแต่วัยหนุ่ม เชื่อมั่นว่าตนเองมีความเชี่ยวชาญทั้งบุ๋นและบู๊ หากไม่ใช่เพราะสนองราชโองการดำรงตำแหน่งแม่ทัพเมื่อสามปีก่อน ปีนี้คาดว่าน่าจะได้รับพิจารณาเลื่อนยศขึ้นเป็น ‘ไจเสี่ยง’7 แล้ว

“ถ้าเช่นนั้นข้าจะส่งคนไปสอดแนมเดี๋ยวนี้” หยางจื่อฟงกล่าวอย่างกระตือรือร้น

เจิ้งปอเหลียงยิ้มกว้าง จากนั้นก็หัวเราะฮา เพราะรู้ซึ้งถึงนิสัยใจร้อนของขุนพลคนสนิทดี หากอยู่นิ่งเฉยต่อไป โดยมิได้ดำเนินการอะไรสักอย่าง คงอึดอัดยากที่จะทนทาน ส่วนคำพูดที่ว่า ‘จะส่งคนไปสอดแนม’ ก็คงมิแคล้วต้อง ‘ส่งตนเอง’ ไปเป็นแน่

‘ขุนพลพยัคฆ์คะนอง’ เป็นคนเช่นนั้นมาแต่ไหนแต่ไร ทั้งเจิ้งปอเหลียงและฟ่านหลี่ต่างรู้ดี ขัดใจเขาไปก็ไม่มีประโยชน์

“ตกลง ไปจัดการให้เรียบร้อย ได้ความว่าอย่างไร จงรีบกลับมารายงานโดยด่วน”

“รับทราบ”

หยางจื่อฟงประสานมือรับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาอย่างแข็งขัน และรีบก้าวออกจากห้องไปทันที เจิ้งปอเหลียงจึงหันมาสนทนากับกุนซือหนุ่มต่อ

“จะว่าไป อันที่จริงเราเองก็คาดหวังเช่นเดียวกับขุนพลหยาง สงครามยิ่งยุติเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี เคยได้ยินมาว่าในอดีต หัวเมืองใหญ่ ๆ ทำสงครามยืดเยื้อยาวนานถึงยี่สิบปี แม้สุดท้ายสามารถกำชัยชนะได้สำเร็จ แต่สภาพบ้านเมืองก็พังพินาศ ผู้คนบาดเจ็บล้มตายไปหลายสิบหมื่น ย่ำแย่เสียยิ่งกว่าฝ่ายแพ้เสียอีก... เรามิปรารถนาจะให้ชะตากรรมของเมืองหยั่นเฉิงดำเนินรอยตามประวัติศาสตร์อันคับแค้นเยี่ยงนั้นเป็นอันขาด”

ฟ่านหลี่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงตอบอย่างลังเลว่า

“ที่เจิ้งไต้ส่วย8 กล่าวมานั้นมิผิด สงครามยิ่งจบเร็วเท่าไหร่ ความเสียหายก็ยิ่งน้อยเท่านั้น... ความจริงเรื่องนี้ข้าคิดแผนกลยุทธ์อันหนึ่งออกตั้งแต่เมื่อหลายเดือนก่อนแล้ว เพียงแต่...”

เจิ้งปอเหลียงเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจระคนยินดี

“แผนกลยุทธ์อันใด จงลองว่ามา”

ฟ่านหลี่ตอบว่า

“เป็นกลยุทธ์หนึ่งที่ร้ายกาจและมีความเสี่ยงสูง จำเป็นต้องใช้เส้นทางลำเลียงและแหล่งเก็บเสบียงของพวกเราบนไท้ซิ่นซานเป็นเดิมพัน”

ที่ผ่านมา เมืองหยั่นเฉิงได้เปรียบพวกไต้กิมด้านชัยภูมิที่ตั้งมาโดยตลอด เนื่องจากมีเขาไท้ซิ่นซานสูงตระหง่านเป็นเสมือนป้อมปราการธรรมชาติขนาดใหญ่ เส้นทางตะวันตกทอดขึ้นสู่เชิงเขามีลักษณะเป็นช่องแคบสูงชัน ศัตรูไม่อาจยกทัพดาหน้ารุกล้ำเข้ามาได้โดยง่าย ดังนั้นหากบอกว่าจำเป็นต้องใช้เส้นทางดังกล่าวในการเดิมพัน ก็ออกจะสุ่มเสี่ยงเกินไปจริง ๆ

ฟ่านหลี่เห็นเจิ้งปอเหลียงเงียบไป คล้ายกำลังใช้ความคิดไตร่ตรองอย่างรอบคอบ จึงกล่าวขึ้นว่า

“ทางที่ประเสริฐ คงต้องรอให้ขุนพลหยางกลับมารายงานสภาพการณ์ของฝ่ายตรงข้ามเสียก่อน ข้าจึงจักแจ้งรายละเอียดท่านแม่ทัพได้ว่า กลยุทธ์ดังกล่าวเหมาะสมนำมาเสี่ยงใช้ในเวลานี้หรือไม่”

เจิ้งปอเหลียงส่งเสียงในลำคอสั้น ๆ คำหนึ่ง ไม่ได้ติดใจสงสัยในอัจฉริยภาพเลิศล้ำเกินวัยของ ‘เซียวฮกหลง’ เพียงแต่สงสัยว่า หากสงครามยุติ บ้านเมืองสงบสุข กลับไปรับราชการในวังหลวง อีกไม่เกินห้าปีสิบปี ฟ่านหลี่และหยางจื่อฟงคงสามารถไต่เต้าขึ้นมาทัดเทียมเขาได้เป็นแน่

ฟ่านบุ๋น หยางบู๊

...เพราะอย่างนี้นี่เล่า ผู้คนจึงมักกล่าวให้ได้ยินอยู่เสมอว่า ‘คลื่นลูกหลัง ย่อมมาแรง’ แซงคลื่นลูกเก่าได้อย่างมิยากเย็น


อาชาพ่วงพีสีดำสนิทดั่งรัตติกาลห้อตะบึงฝ่าความมืดไปราวพายุพัด เส้นผมปลิวสะบัดของขุนพลหนุ่มยาวเหยียดตรงถึงกลางหลัง และเป็นสีเดียวกับอาชาที่เขากำลังควบขี่

หยางจื่อฟงมุ่งหน้าเดินทางโดยมิหยุดพัก ตั้งแต่ยามสนธยาจวบจนอัฒรัตติกาล ผ่านพ้นเส้นทางเลียบชายแดนแถบภูเขามาได้ราวสิบลี้ ขุนพลหนุ่มก็ตวัดกายลงจากหลังม้า จูงมันไปผูกไว้ใต้ต้นไม้ใหญ่ข้างทาง ก่อนจะอาศัยวิชาตัวเบาที่ตนชำนาญโลดแล่นไปตามถนนสายเล็กโดยปราศจากเสียงฝีเท้าให้ได้ยลยิน

ไม่นาน ภายใต้แสงจันทร์แจ่มกระจ่าง ดวงตายาวรี ทว่าคมกล้าราวนกเหยี่ยวของหยางจื่อฟงก็มองเห็นค่ายกระโจมที่พักชั่วคราวของกองทัพไต้กิมกางเรียงรายอยู่บนที่ราบกว้างใหญ่ ตัวเขาซุ่มซ่อนอยู่บนเนินผาสูง มีความมืดและพุ่มไม้หนาทึบปิดบังอำพรางกาย

หยางจื่อฟงหมอบนิ่งอยู่ที่นั่นพักใหญ่ สอดส่ายสายตานับคำนวณไพร่พลอย่างคร่าว ๆ ในใจ อันที่จริงด้วยความสามารถระดับเขา สามารถเล็ดลอดเข้าไปลอบวางเพลิงคลังเสบียงหรือวางยาพิษในน้ำดื่มได้โดยมิยากเย็น แต่หยางจื่อฟงกลับไม่มีความคิดที่จะกระทำการอันโหดเหี้ยมและไร้ศักดิ์ศรีเช่นนั้น เพราะต่อให้ทำสำเร็จ เขาก็ไม่อาจเชิดหน้ายืดอกยอมรับคำสรรเสริญปนก่นประณามได้อย่างสนิทใจ

นอกจากนี้คนของตระกูลหยางยังได้รับการอบรมสั่งสอนมาตั้งแต่เด็กว่า

‘ศักดิ์ศรีของชายชาญ ตั้งมั่นอยู่บนความซื่อสัตย์กล้าหาญ

ศักดิ์ศรีของผู้กำชัยในสงคราม ดำเนินอยู่บนเล่ห์กลยุทธ์อันขาวสะอาด’

หยางจื่อฟงแม้เป็นคนหนุ่มเลือดร้อน แต่ก็ประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในขอบข่ายของศีลธรรมความถูกต้องเสมอมา ตลอดยี่สิบห้าปีนับตั้งแต่กำเนิดจากครรภ์มารดาจึงภาคภูมิใจได้ว่า ไม่เคยสร้างความเสื่อมเสียให้แก่วงศ์ตระกูลเลยสักครั้งเดียว วันนี้แม้มาสอดแนมก็ยังคงรักษาบรรทัดฐานจรรยาบรรณแม่นมั่น

“อืมม... ถ้าหากนับรวมหน่วยลาดตระเวนและหน่วยสังเกตการณ์ที่ตั้งค่ายอยู่ด้านนอก ก็คงไม่เกินห้าหมื่นกระมัง” หยางจื่อฟงพึมพำกับตัวเอง “ตอนนี้ไพร่พลฝ่ายเรามีเหลืออยู่ร่วมหกหมื่น ถึงจะมากกว่า แต่ก็ไม่อาจพูดอย่างเต็มปากเต็มคำว่า ได้เปรียบ...”

ขุนพลหนุ่มทราบดีจากประสบการณ์ว่า การศึกสงครามไม่ได้ประเมินชัยชนะจากจำนวนพลรบเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องคำนึงถึงปัจจัยอื่นอีกมากมาย ทั้งชัยภูมิที่ตั้ง กลยุทธ์ต่อรอง รวมไปถึงความสามารถของแม่ทัพ และขวัญกำลังใจของไพร่พลเป็นสำคัญ

ขณะที่กำลังครุ่นคิดพิจารณาเปรียบเทียบยุทธปัจจัยต่าง ๆ ทีละด้านอย่างละเอียดอยู่นั้น หยางจื่อฟงขาดสมาธิในการระแวดระวังภัยไปครู่หนึ่ง กว่าจะรู้ตัวอีกที ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังขึ้นใกล้ ๆ พร้อมเสียงตวาดคำ “นั่นใคร?” จนเขาสะดุ้งเฮือก อารามตื่นตกใจจึงคิดอาศัยวิชาตัวเบาดีดเท้าหลบหนีเอาตัวรอด

มิคาด อีกฝ่ายกลับฉวยจังหวะที่เขาหันหลัง คว้ากรวดหินปาใส่อย่างแม่นยำ หยางจื่อฟงหลุดปากร้องโอยเบา ๆ ออกมาคำหนึ่ง ก่อนจะหันขวับมาเผชิญหน้าผู้ที่ลงมือทำร้ายเขาด้วยโทสะขุ่นเคือง

ยามนั้นสายลมพัดพา เมฆาเคลื่อนคล้อย ดวงจันทร์งามเด่น สาดแสงเพ็ญสีเงินยวงลงมาจาง ๆ แลเห็นคนร่างเล็กในอาภรณ์สีเทาผู้หนึ่ง ยืนถือดาบโค้งอยู่เบื้องหน้า คมดาบเรียวบางดุจใบหลิวสะท้อนแสงจันทร์วาววาม แฝงกลิ่นไอแห่งมัจจุราชเยียบเย็น

“ท่านเป็นใคร ซุ่มซ่อนลับ ๆ ล่อ ๆ อยู่ที่นี่มีจุดประสงค์อันใดกันแน่”

หยางจื่อฟงรู้สึกว่า น้ำเสียงของคนผู้นั้นผิดแผกแปลกหู จะว่าสูงก็ไม่ใช่ ต่ำก็ไม่เชิง คลับคล้ายเป็นเด็กชายที่ยังไม่แตกเนื้อหนุ่ม ขณะจะเอ่ยปากโต้ตอบ อีกฝ่ายก็ชิงพูดขึ้นเสียก่อนว่า

“อ้อ! รู้แล้ว คงเป็นสายลับของชาวฮั่น คิดลอบเข้ามาวางเพลิงเผาเสบียงใช่หรือไม่”

สิ้นคำถาม ดาบโค้งในมือก็ตวัดวูบ ฟันขวางใส่หยางจื่อฟงโดยไม่รอฟังคำตอบ

“ดุร้ายยิ่ง!”

หยางจื่อฟงอุทาน มองออกทันทีว่า คนผู้นั้นใช้ท่าดาบ ‘แสงจันทร์ฟันฝ่าเมฆา’ ซึ่งแสดงว่าเป็นผู้รู้วิทยายุทธ์อยู่พอสมควร แต่เนื่องจากยังไม่เชี่ยวชาญจึงเปิดช่องโหว่เอาไว้ชัดเจน เขารีบเบี่ยงกายหลบไปด้านข้าง พลางใช้ท่า ‘เถาวัลย์พันพฤกษา’ คว้าจับข้อมือของอีกฝ่ายอย่างว่องไว

ข้อมือของคนผู้นั้นเล็กและบอบบางเหมือนรูปร่าง หยางจื่อฟงออกแรงบีบเพียงเล็กน้อย กระชากดึงอีกนิดหน่อย ก็สามารถแย่งชิงดาบใบหลิวมาถือครองได้โดยง่าย

“เจ้าคนถ่อย!” ฝ่ายสูญเสียอาวุธบริภาษด้วยความเกรี้ยวโกรธ แต่ไม่คิดหลบหนี

หยางจื่อฟงหัวร่อฮา พลางเสือกดาบฟาดบ่า หันด้านคมเข้าจ่อลำคออีกฝ่าย

“อายุยังเยาว์ มีฝีมือนิดหน่อย ริอ่านพกอาวุธร้ายแรง คนประเภทนี้มักตายด้วยอาวุธของตนเอง”

ในความมืดสลัว จันทร์สาดแสงเลือนราง หยางจื่อฟงมองเห็นใบหน้ารูปไข่ ปราศจากหนวดเครา ทว่าสกปรกมอมแมมไปด้วยฝุ่นดิน ปลายจมูกเรียวมนเชิดขึ้นเล็กน้อย ริมฝีปากเม้มแน่นอย่างดื้อรั้น ในขณะที่ดวงตาทั้งคู่สุกใสดั่งดวงดาว ทอประกายแข็งกร้าวเด็ดเดี่ยว

ดวงตาคู่นี้มีพลังประหลาด สามารถดึงดูดหัวใจของขุนพลหนุ่มผู้มีฉายา ‘พยัคฆ์คะนอง’ ได้อย่างน่าอัศจรรย์!

“น้องชาย เจ้าเป็นชาวไต้กิมหรืออย่างไร”

“จะฆ่าก็ฆ่า อย่ามัวพิรี้พิไรให้มากความ” คนถูกเรียกเป็น ‘น้องชาย’ กระชากเสียง

“เราจะไม่ฆ่าเจ้า หากเจ้ายอมตอบคำถามเราแต่โดยดี” หยางจื่อฟงยื่นเงื่อนไขที่ไม่เคยเสนอให้ใครมาก่อน หาก ‘น้องชาย’ ผู้ไม่รักตัวกลัวตายกลับปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย

“ถ้าเช่นนั้นก็จงฆ่าข้าเสียเถิด เพราะข้าจะไม่ตอบคำถามใด ๆ ของท่านแม้สักเพียงครึ่งคำ”

ดูเอาเถอะ... กระทั่งเด็กหนุ่มตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง หัวใจของมันยังเด็ดเดี่ยวถึงเพียงนี้ ถึงกับผลักดันให้ขุนพลพยัคฆ์คะนองผู้ทแกล้วกล้าแห่งหยั่นเฉิงต้องตกเป็นฝ่ายลังเล มิกล้าลงมือซะเอง นึกแล้วก็ขำไม่ออกจริง ๆ

ทันใดนั้นบังเกิดแสงไฟวูบวาบ ทหารหน่วยลาดตระเวนของไต้กิมก๊กกองหนึ่ง บังเอิญตรวจตราเส้นทางผ่านมาทางนี้พอดิบพอดี เด็กหนุ่มผู้ไม่กลัวคมดาบสะบั้นหลอดลม พลันร่ำร้องตะโกนขึ้นสุดเสียงว่า

“ช่วยด้วย! ทางนี้มีคนร้าย!”

หยางจื่อฟงไม่มีทางเลือก นอกจากจำต้องถอยหนี หลังจากชักดาบกลับ ก็รีบเผ่นโผนโจนทะยานหายไปในเส้นทางมืดมิดด้วยความว่องไวปานภูตผีปีศาจ กระนั้นยังมิวายได้ยินเสียงเด็กหนุ่มกระทืบเท้าเร่า ๆ ร้องอย่างขัดเคืองใจอยู่เบื้องหลังว่า

“แมวขโมยชั่วร้าย! คืนดาบใบหลิวของข้ามาเดี๋ยวนี้นะ!”

หยางจื่อฟงได้แต่อมยิ้ม ไม่คิดจะเหลียวหลังกลับไป และอีกในชั่วอึดใจต่อมาจึงค่อยหวนรำลึกได้ว่า ตอนปราดเข้าไปแย่งชิงดาบใบหลิวมาจากเด็กหนุ่มผู้นั้น จมูกของเขาพลันได้กลิ่นหอมละมุนของพรรณบุปผาชนิดหนึ่ง

สุ่ยเซียน... บุปผาสีขาวกลีบบางริมลำธารอันร่มรื่น

‘เหลวไหลน่า...’ อีกใจหนึ่งโต้แย้งทันควัน ‘บุปผาใดจะเบ่งบานอยู่ท่ามกลางไฟสงครามเช่นนี้ได้ หยางจื่อฟงเอย หยางจื่อฟง ตัวเจ้าช่างเลอะเลือนยิ่งนัก เมื่อครู่มีโอกาสเข่นฆ่าสังหารศัตรู ไยจึงมิรีบชิงลงมือ ปล่อยให้โอกาสดีเลิศหลุดลอยไปอย่างน่าเสียดาย แล้วตอนนี้ยังมัวงมงายคิดพร่ำเพ้อถึงบุปผาอันใดอยู่อีกเล่า’

คืนนั้น ตลอดระยะเวลาที่ควบขี่อาชากลับคืนสู่ค่ายทหารเมืองหยั่นเฉิง สายลมยามราตรีรำเพยพัดแผ่วเบา ระลอกแล้วระลอกเล่า ท่ามกลางละอองน้ำค้างชุ่มฉ่ำ หนาวเย็น กลิ่นหอมของดอกสุ่ยเซียนยังคงรวยระริน ติดตรึงอยู่ในใจของขุนพลหนุ่มสืบไปจวบจนถึงรุ่งเช้า...



 

2 : บุปผากลางสมรภูมิ

 


‘หลิว’ คือ อักษรจีนตัวเดียวที่สลักนูนอยู่บนด้ามดาบ

หยางจื่อฟงไม่อาจคาดเดาออกว่า อักษรตัวนี้ต้องการสื่อถึงสิ่งใด

เจ้าของดาบแซ่หลิว

หรือว่า... นางในดวงใจของเจ้าของดาบเป็นสตรีแซ่หลิว

คิดได้ดังนี้ ก็เผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว... เด็กหนุ่มร่างเล็ก หน้าตามอมแมม นิสัยอวดดีดื้อรั้น ไม่กลัวตายแบบนั้นน่ะหรือ จะมีอารมณ์นุ่มนวลถึงกับสลักชื่อแซ่คนรักเอาไว้บนอาวุธของตน

เอ... หรือจะเป็นเพียงเพราะว่า ดาบเล่มนี้มีรูปร่างคล้ายใบหลิว จึงสลักคำว่า ‘หลิว’ เอาไว้โดยปราศจากเหตุผลลึกซึ้งอื่นใดก็ได้

หยางจื่อฟงไม่มีเวลาขบคิดตีความมากนัก เพราะทันทีที่เจิ้งปอเหลียงและฟ่านหลี่ก้าวเข้ามาในห้อง เขาก็วางดาบลง พลางลุกขึ้นยืน ก้มศีรษะคำนับให้แก่ผู้บังคับบัญชาครั้งหนึ่ง

“ทำงานได้รวดเร็วว่องไวเช่นเคยนะ ขุนพลหยาง” แม่ทัพเจิ้งเอ่ยปากชมเชย

“หามิได้” หยางจื่อฟงถ่อมตนตามธรรมเนียม จากนั้นจึงรายงานสิ่งที่ได้สืบทราบมา “ข้าลอบไปเฝ้าสังเกตการณ์ พบว่ากองทัพไต้กิมยังคงตั้งค่ายกางกระโจมอยู่บริเวณที่ราบอั้งโง้วเช่นเดิม ประเมินกำลังทหารแบบเบ็ดเสร็จคร่าว ๆ ได้ราวห้าหมื่นนาย”

“ห้าหมื่น?” ฟ่านหลี่สอดคำเข้ามาทันใด พร้อมช่วยประเมินเพิ่มเติมว่า “หากแบ่งเป็นกองกำลังสำรองส่วนหนึ่ง เฝ้าค่ายและเสบียงส่วนหนึ่ง แบ่งเป็นทัพหลังเผื่อไว้ตีตลบอีกส่วนหนึ่ง คงเหลือจำนวนที่สามารถประจันหน้ากับพวกเราได้จริง ๆ ไม่เกินสองหมื่นกระมัง”

เจิ้งปอเหลียงพยักหน้าเห็นด้วย หยางจื่อฟงจึงรายงานต่อว่า

“แต่ขวัญกำลังใจของข้าศึกยังดี ไม่มีเรื่องแตกความสามัคคีให้เห็น อ้อ! แล้วยังมีพลทหารบางนายกำลังขวัญกล้าแข็งเป็นพิเศษ ไม่รักตัวกลัวตาย เสียแต่ว่ากำลังกายมีไม่มากพอ”

“หือ?” เจิ้งปอเหลียงเลิกคิ้วขึ้นด้วยความแปลกใจ

ขุนพลหนุ่มจึงหัวเราะเบา ๆ ตอบว่า

“สารภาพตามตรง เมื่อคืนข้าเกือบพลาดท่าเสียทีถูกจับได้ แต่เคราะห์ดี พลทหารที่มาพบเจอข้านั้นเป็นเด็กหนุ่มรุ่นเยาว์ ฝีไม้ลายมือก็พื้นเพธรรมดา ข้าจึงสามารถหลุดรอดกลับมาได้อย่างปลอดภัย ซึ่งถ้าหากเขาเป็นยอดคนผู้ยิ่งใหญ่แล้วไซร้ ข้าตัวคนเดียวคงยากที่จะรับมือเป็นแน่”

ทว่าแทนที่จะรู้สึกขบขันไปด้วย เจิ้งปอเหลียงกลับนึกหวาดเสียว ในขณะที่ฟ่านหลี่แย้มยิ้มเล็กน้อย สายตาพลันเหลือบไปเห็นดาบใบหลิวที่วางอยู่บนโต๊ะเข้าโดยบังเอิญ จึงเอ่ยถาม

“อาวุธชิ้นนี้เป็นของที่ระลึกจากเหตุการณ์น่าระทึกเมื่อคืนใช่หรือไม่”

“ถูกต้องแล้ว”

หยางจื่อฟงไม่คิดปิดบัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับฟ่านหลี่ การปิดบังเขาให้แนบเนียนไม่ใช่เรื่องที่กระทำได้ง่ายดาย เพราะถึงอย่างไรไม่ช้าก็เร็ว ด้วยสายตาอันเฉียบคมจักต้องมองเห็นร่องรอยพิรุธ และด้วยสติปัญญาอันล้ำเลิศก็จะต้องวิเคราะห์ถึงความนัยที่แท้จริงได้กระจ่างแจ้งแม่นยำอยู่ดี

“ข้าเห็นว่ามันเป็นดาบที่ประเสริฐ คมดาบมันวาวไร้ตำหนิ ซ้ำยังน้ำหนักเบา ไม่ว่าเด็กหรือสตรีล้วนใช้ตวัดฟาดฟันได้โดยไม่เปลืองแรง”

“ดาบดีปานใด หากผู้ใช้ร่ายรำไม่เอาไหน ก็ไร้ประโยชน์”

ฟ่านหลี่ออกความเห็นตรงไปตรงมา พลางนึกในใจว่า มือดาบช่างโชคร้ายนัก ผู้คนทั้งแผ่นดินมี ไม่ปะทะ ดันเลือกปะทะกับขุนพลพยัคฆ์คะนอง จนถูกช่วงชิงอาวุธมาเช่นนี้ ไม่ทราบว่ายังคงรักษาชีวิตและองคาพยพบนร่างกายไว้ได้ครบถ้วนหรือไม่

ทันใดนั้นสายตาของกุนซือหนุ่มเลื่อนลงมาหยุดอยู่ที่คำว่า ‘หลิว’ บนด้ามดาบ

หลิว... ‘หยาง - หลิว’ พฤกษาคู่เคียง9... นี่นับเป็นความบังเอิญหรืออย่างไร

ฟ่านหลี่เงยหน้าขึ้นมองหยางจื่อฟง เห็นเขามิได้สนใจดาบอีก แต่กำลังหันไปฟังแม่ทัพใหญ่กล่าว

“ขุนพลหยางกลับมาโดยปลอดภัยก็ดีแล้ว” เจิ้งปอเหลียงเริ่มต้นการสนทนาอย่างเป็นการเป็นงาน ชักนำคนหนุ่มทั้งสองกลับสู่หัวข้อสำคัญในการปกป้องบ้านเมือง “กุนซือฟ่าน ทีนี้เจ้าจะอ่านสถานการณ์ว่าอย่างไร สามารถนำกลยุทธ์ที่เคยเกริ่นไว้ มาใช้กำจัดข้าศึกให้สิ้นซากในคราวเดียวได้หรือไม่”

ฟ่านหลี่เลิกสนใจดาบ เขานำแผนที่ที่หยิบติดมือมาด้วยกางลงบนโต๊ะ จากนั้นจึงชี้นิ้วลงบนตำแหน่งต่าง ๆ พร้อมทั้งอธิบายถึงกลยุทธ์ที่ตนคิดค้นขึ้นให้เจิ้งปอเหลียงและหยางจื่อฟงทราบโดยละเอียด ก่อนจะปิดท้ายด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดว่า

“กลยุทธ์นี้ถ้าสำเร็จลุล่วง พวกเราก็กำชัยชนะ แต่ถ้าหากผิดพลาด ก็เท่ากับเป็นการเผาคลังเสบียงของตนเองให้วอดวาย ซ้ำยังเปิดช่องทางให้ศัตรูสามารถบุกทะลวงเข้ามาทางประตูไท้ซิ่นซานได้อีกด้วย เจิ้งไต้ส่วย ...ท่านมีความเห็นว่าอย่างไร”

เนื่องจากเจิ้งปอเหลียงเป็นผู้อาวุโส ทั้งยังดำรงตำแหน่งแม่ทัพใหญ่และเป็นผู้กุมอำนาจสูงสุดภายในค่ายทหารแห่งนี้ ดังนั้นทุกความคิดของฟ่านหลี่ และทุกการกระทำของหยางจื่อฟง หากเกี่ยวข้องกับการดำเนินงานทางกองทัพ ก็ล้วนต้องผ่านเห็นชอบจากเขาก่อนทั้งสิ้นจึงจะเริ่มต้นลงมือปฏิบัติได้

เจิ้งปอเหลียงตระหนักดีถึงความสำคัญของการตัดสินใจครั้งนี้ ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาสำเร็จหรือผิดพลาด ก็เป็นตัวเขาเองที่จะต้องแบกความรับผิดชอบทั้งหมดเอาไว้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ยามนั้น ภายในห้องบังเกิดความนิ่งเงียบขึ้นชั่วขณะ ก่อนที่แม่ทัพจะเปิดปากถามกุนซือว่า

“หนึ่งในไม้ตายรุกของกองทัพไต้กิมคือ ‘ไกวจื้อหม่า’10 กลยุทธ์ที่เจ้าว่ามา สามารถทำลายมันลงได้ก็จริง แต่จะทำอย่างไรจึงมั่นใจได้ว่า ปลาใหญ่ฝูงนี้จะยินดีว่ายมาฮุบเหยื่อที่พวกเราวางไว้”

ฟ่านหลี่วางสีหน้าเฉยชา ทว่าดวงตาแฝงไว้ด้วยเล่ห์กล ตอบเพียงสั้น ๆ ว่า

“ข้ามีวิธี”


ม่านทางเข้าหน้ากระโจมหลังใหญ่ถูกแหวกออกโดยไม่มีการบอกกล่าวขออนุญาตล่วงหน้า บุรุษวัยกลางคนที่ก้าวเข้ามารูปร่างสูงใหญ่ ไหล่หนา ท่าทางภูมิฐาน ทรงอำนาจ นอกจากนี้เขายังสวมแต่งเครื่องแบบแม่ทัพไต้กิมเต็มยศ เมื่อมองเพียงปราดเดียวไม่จำเป็นต้องเอ่ยแนะนำ ก็ทราบได้ทันทีว่าเขาเป็นใคร

“หน่วยลาดตระเวนแจ้งว่า เกิดเรื่องกับเจ้าเมื่อคืน” หลิวจงฮุย หรือแม่ทัพหลิว ผู้บัญชาการกองทัพไต้กิมก๊กกล่าวเสียงเครียดกับเจ้าของกระโจม ซึ่งนั่งจรดพู่กันขีดเขียนโคลงกลอน ตีหน้าซื่อไม่รู้ร้อนรู้หนาวอยู่ที่โต๊ะหนังสือใกล้เตาผิง

“บอกแล้วไม่ใช่หรือว่า หลังตะวันตกดินจงอย่าได้ออกไปข้างนอกเด็ดขาด ยิ่งมืดค่ำยิ่งอันตราย ไฉนจึงได้ดื้อรั้นปานนี้”

ดรุณีวัยสิบห้าสิบหกปีนางหนึ่ง วงหน้ารูปไข่เกลี้ยงเกลา ผิวพรรณผุดผาดราวหิมะ บรรจงวางพู่กันในมือลงด้วยกิริยาแช่มช้อย แล้วจึงเงยหน้าขึ้นตอบผู้เป็นบิดาว่า

“ข้ารู้จักระวังตน บิดาโปรดวางใจ อย่าได้เป็นห่วงไปเลย คนร้ายที่ลอบเข้ามาก็เป็นเพียงชนชั้นปลายแถว พอข้าส่งเสียงเอะอะเข้าหน่อย ก็ขวัญกระเจิงเผ่นหนีเข้ารกเข้าพงเสียแล้ว”

“เฮอะ!” หลิวจงฮุยแค่นหัวเราะออกมาคำหนึ่งอย่างรู้ทันบุตรี “ถ้าเช่นนั้นแล้วดาบใบหลิวของเจ้าอยู่ที่ไหน มอบให้เป็นของกำนัลแก่คนร้ายแล้วหรืออย่างไร”

พูดถึงเรื่องดาบ สีหน้าของดรุณีก็พลันเปลี่ยนเป็นบึ้งตึงขึ้นมาทันควัน

...นึกแล้วยังแค้นไม่หาย ‘แมวขโมยชั่วร้าย’ บังอาจฉกชิงอาวุธล้ำค่าของนางไป คอยดูเถอะ บัญชีนี้จะต้องสะสางให้จงได้!

“เรื่องนั้นเป็นเพราะความประมาทของข้าเอง ไม่คิดว่าคนร้ายจะมีวิชาชิงอาวุธมือเปล่า”

หลิวจงฮุยฟังแล้วได้แต่ทอดถอนใจ เมื่อครู่บุตรีบอกว่า คนร้ายที่ลอบเข้ามาเป็นชนชั้นปลายแถว

‘ชนชั้นปลายแถวอันใดรู้จักใช้วิชาชิงอาวุธมือเปล่า’

...ได้ยินมาว่าแผ่นดินซ้องมียอดคนยอดฝีมือมากมาย แม่ทัพขุนพลล้วนเก่งกาจอาจหาญ มีความสามารถ พวกเราไต้กิมพยายามทำสงครามกับชาวฮั่นมานานหลายปี ก็ยังยึดครองแผ่นดินตงง้วนไม่สำเร็จ

ยิ่งคราครั้งนี้ พวกฮั่นถึงกับมีการส่งคนลอบเข้ามาสืบดูความเคลื่อนไหวในค่ายเรา แสดงว่าก่อนเข้าสู่ฤดูกาลพักรบ น่าจักต้องมีการเปิดศึกปะทะกันครั้งใหญ่อย่างแน่นอน

“เซียนเอ๋อร์11 เอย นี่ก็จวนจะถึงตงเทียน12แล้ว บิดาว่าเจ้าควรรีบกลับไปรอคอยอยู่ที่บ้านดีกว่า หาไม่พอหิมะตกหนัก จะเดินทางยากลำบาก”

นางรีบส่ายหน้าปฏิเสธโดยไม่ต้องคิด

“ข้าไม่กลับ ข้ามาที่นี่ก็เพื่อช่วยบิดากำจัดศัตรูแผ่นดิน ข้าจะกลับก็ต่อเมื่อสงครามยุติลงแล้ว และแผ่นดินซ้องตกเป็นของไต้กิมเราตามพระประสงค์ของท่านอ๋องโดยสมบูรณ์”

...ซึ่งปณิธานนี้ไม่ทราบว่าอีกกี่สิบกี่ร้อยปี จึงจะบรรลุเป้าหมายกลายเป็นจริงได้ ดังนั้นจึงสรุปสั้น ๆ ว่า หัวเด็ดตีนขาด นางก็ไม่ยอมเดินทางกลับบ้านนั่นเอง!

นางเป็นใคร เหตุไฉนดรุณีโฉมสะคราญปานบุปผานางนี้จึงมิรู้จักเก็บเนื้อเก็บตัวเป็นกุลสตรีในห้องหับ แต่กลับอาสามาอยู่ในกระโจมค่ายทหารอันแร้นแค้น ทั้งยังพร้อมที่จะออกทัพจับศึกเคียงข้างผู้เป็นบิดา ผิดวิสัยอิสตรีทั่วไปอย่างสิ้นเชิง

ที่แท้ดรุณีนางนี้มีนามจริงอันไพเราะอ่อนหวานว่า ‘หลิวสุ่ยเซียน’ บิดามารดาและญาติผู้ใหญ่ในตระกูลหลิวต่างเรียกขานนางว่า ‘เซียนเอ๋อร์’ ด้วยความเอ็นดู

ก่อนนางถือกำเนิด หลิวจงฮุยและภรรยาคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะได้บุตรชายไว้สืบทอดวงศ์ตระกูลสักคนหนึ่ง ทว่าครั้นทารกคลอดจากครรภ์เป็นเพศหญิง ทั้งสองจึงรู้สึกผิดหวังไม่น้อย แต่ถึงกระนั้นหลิวสุ่ยเซียนนางนี้ยิ่งเติบโต รูปโฉมก็ยิ่งหมดจดงดงามไร้ที่ติ ทั้งยังเฉลียวฉลาดร่าเริง จนเป็นที่รักใคร่เอื้อเอ็นดูของบุคคลรอบข้างมาโดยตลอด

จวบจนกระทั่งผ่านไปหลายปี หลิวจงฮุยสองสามีภรรยาก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะให้กำเนิดทายาทได้อีก ลงท้ายหลิวสุ่ยเซียนจึงกลายเป็นธิดาเพียงเดียวของตระกูลหลิวรุ่นปัจจุบันไปโดยปริยาย บิดามารดาต่างรักและทะนุถนอมนางปานดวงใจ ดรุณีน้อยปรารถนาสิ่งใดจักต้องแสวงหามามอบให้เสมอ แทบมิเคยขัดใจนาง กลายเป็นว่า ปลูกฝังนิสัยดื้อรั้น เจ้าทิฐิ และเอาแต่ใจอย่างร้ายกาจให้แก่สุ่ยเซียนน้อยโดยไม่รู้ตัว

ต่อมาเมื่อหลิวสุ่ยเซียนอายุได้สิบสองปี หลิวจงฮุยผู้เป็นบิดาก็ได้รับแต่งตั้งให้ขึ้นดำรงตำแหน่งแม่ทัพใหญ่คุมไพร่พลบุกยึดดินแดนตงง้วน จึงจำเป็นต้องละทิ้งครอบครัวสองแม่ลูกเอาไว้เบื้องหลังอย่างมิอาจฝืน

หลิวสุ่ยเซียนคิดถึงบิดามาก ทั้งยังรู้สึกว่าคฤหาสน์ตระกูลหลิวแม้กว้างขวางใหญ่โต แต่ก็เงียบเหงาว้าเหว่เสียนี่กระไร นางจึงใช้เวลาแต่ละวันเที่ยวเล่นเดินสำรวจดูนั่นดูนี่ไปเรื่อย จนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่สำนักฝึกยุทธ์แห่งหนึ่งหลังดงไผ่ท้ายคฤหาสน์

และนับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา หลิวสุ่ยเซียนก็แอบปลอมตนเป็นชาย ลอบมาฝึกยุทธ์ที่นี่ทุกวัน กว่ามารดาของนางจะทราบเรื่อง ดรุณีน้อยก็สามารถกวัดแกว่งดาบได้คล่องแคล่วไม่แพ้ชายชาญ ซ้ำยังสำแดงวิชาตัวเบากระโดดขึ้นไปยืนบนกำแพงให้ชมเป็นขวัญตา และเมื่อเป็นเช่นนั้นก็เท่ากับว่าสายเกินกว่าที่มารดาของนางจะเอ่ยปากห้ามปรามเสียแล้ว

จำเนียรกาลผ่านไปอย่างสุขสงบ จนชื่อเสียงของหลิวสุ่ยเซียนเริ่มโด่งดังเป็นที่กล่าวขวัญถึงเมื่อปีกลาย หลังจากนางสามารถจับกุมคนร้ายที่แอบย่องเบาเข้าไปขโมยทรัพย์สินในคฤหาสน์ได้สำเร็จด้วยตัวเอง หากแต่สิ่งที่ลอยไปถึงหูของเซียวอ้วงเอี๋ย หรือท่านอ๋องน้อยแห่งไต้กิมก๊ก คือ กิตติศัพท์ ‘ความงาม’ ของนางมากกว่า จากนั้นจึงมีหนังสือคำสั่งฉบับหนึ่ง เรียกตัวหลิวสุ่ยเซียนเข้าพบในวังหลวง

ประจวบเหมาะกับช่วงเวลาดังกล่าวมารดาของนางเกิดล้มป่วยหนัก หลิวสุ่ยเซียนถือเป็นเหตุผลขอเลื่อนเวลาเข้าถวายตัวในวัง เซียวอ้วงเอี๋ยมีความปรารถนาในตัวนางอย่างลึกซึ้ง จึงยินยอมผ่อนปรนให้เป็นกรณีพิเศษ มิหนำซ้ำยังเอาอกเอาใจดรุณีน้อยโดยการส่งตัวแพทย์หลวงมาดูอาการของมารดานางถึงบ้านอีกด้วย

แต่ชะตาฟ้าเป็นผู้กำหนด มนุษย์ย่อมมิอาจฝืนลิขิตสวรรค์ได้ ดังนั้นเมื่อถึงคราวสิ้นอายุขัย ต่อให้เป็นหมอเทวดาก็รั้งลมหายใจเอาไว้ไม่อยู่

มารดาของหลิวสุ่ยเซียนถึงแก่กรรมลง หลังจากล้มป่วยอยู่นานร่วมเดือน และทันทีที่หลิวสุ่ยเซียนจัดพิธีศพให้มารดาเป็นที่เรียบร้อย หนังสือเรียกตัวจากทางวังหลวงก็ถูกส่งมาถึงนางอีกเป็นครั้งที่สอง ซึ่งครั้งนี้ยากที่จะหาข้ออ้างใด ๆ มาบ่ายเบี่ยงปฏิเสธได้อีก

ในที่สุด แทนที่จะจมปลักอยู่กับความเศร้าเสียใจ และปล่อยชีวิตให้ดำเนินต่อไปโดยไม่ขัดขืน หลิวสุ่ยเซียนกลับตัดสินใจแน่วแน่ ปลอมแปลงตนเป็นชาย แล้วคว้าดาบใบหลิวซึ่งเป็นดาบประจำตระกูล ขึ้นหลังอาชาออกเดินทางรอนแรมตามหาบิดาในสมรภูมิรบ

วันรุ่งขึ้น ผู้คนในบ้านตระกูลหลิว ล้วนบังเกิดความแตกตื่นวุ่นวายเมื่อพบว่า จู่ ๆ ‘คุณหนูหลิว’ หายตัวไปอย่างร่องรอย และเป็นเหตุให้เซียวอ้วงเอี๋ยพิโรธหนัก ออกคำสั่งให้ค้นหาแทบพลิกแผ่นดิน แต่หาเท่าไร่ก็หาไม่พบ

ผู้ใดเลยจะคาด... หลิวสุ่ยเซียนอาศัยความเด็ดเดี่ยว และกำลังฝีมือติดตัวเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ฝึกปรือมาเพียงสามปี ก็สามารถเดินทางมาพบบิดาได้สำเร็จโดยปลอดภัย และนอกจากหลิวจงฮุยแล้ว ไม่มีผู้ใดในกองทัพระแคะระคายเลยว่านางเป็นหญิง ทั้งนี้เนื่องจากไพร่พลทหารส่วนใหญ่ล้วนทราบแต่เพียงว่า หลานชายแม่ทัพหลิว เป็นเด็กหนุ่มรุ่นเยาว์ นาม ‘หลิวอาสุ่ย’ มีความกระตือรือร้น อาสามาออกรบเองด้วยความรักชาติยิ่งชีพ!

แรกเริ่มเดิมที หลิวจงฮุยพยายามไล่นางกลับไป ทั้งขู่ทั้งปลอบ ทั้งเกลี้ยกล่อมสารพัดวิธี เพราะเขารู้ดีว่าวิถีชีวิตในค่ายทหารไม่เหมาะไม่ควรกับกุลสตรีอันดีงามสักเท่าไหร่ แต่ผู้เป็นบุตรีตอบว่า

“บิดาไล่ข้ากลับไปตอนนี้ ก็เสมือนเสือกไสข้าไปสู่ความตาย” หลิวสุ่ยเซียนแสร้งตีโพยตีพายได้แนบเนียนนัก “ข้าขัดคำสั่งเซียวอ้วงเอี๋ยถึงสองครั้งสองครา กลับไปถ้ามิถูกตัดศีรษะ ก็คงมิแคล้วได้รับประทานสุราพิษ … เช่นนี้แล้วบิดายังจะขับไล่ข้าอยู่อีกหรือ”

นางพูดถูก หลิวจงฮุยโต้แย้งไม่ออกจริง ๆ

“เอาไว้หลังจากกำราบกองทัพฮั่น และยึดเมืองหยั่นเฉิงได้เรียบร้อยแล้ว บิดาก็จะมีความดีความชอบใหญ่หลวง ถึงตอนนั้นข้าค่อยเดินทางกลับพร้อมท่านดีกว่า ต่อให้มีความผิดติดตัวเพียงใด ก็จะได้รับอภัยโทษทั้งหมด บิดาว่าข้ากล่าวถูกต้องหรือไม่”

หลิวสุ่ยเซียนซ่อนยิ้มเจ้าเล่ห์ในใบหน้ากล่าวคำได้ไม่มีสะดุดผิดพลาด แต่ยากจะยอมรับว่าถูกต้อง... ลึกลงไปในหัวใจของผู้เป็นบิดา หลิวจงฮุยยังนึกเสียดายอยู่ครามครัน

‘เซียนเอ๋อร์อายุยังน้อย แต่น้ำใจเด็ดเดี่ยวกล้าหาญ สติปัญญาเฉลียวฉลาดทันคน หากถือกำเนิดเป็นชาย ตระกูลหลิวเราคงได้ทายาทสืบสกุลที่ประเสริฐยิ่ง’

...แล้วเหตุใดสวรรค์จึงประทานความเป็นหญิงให้แก่นางกันเล่า

 

--------------------------------------------------------------------------------------------------

1ฤดูใบไม้ผลิของจีน เรียกว่า ชุนเทียน

2ยวนยาง - นกเป็ดน้ำคู่ ตัวผู้เรียก ‘ยวน’ ตัวเมียเรียก ‘ยาง’ เป็นสัตว์ที่มีพฤติกรรมไม่เปลี่ยนคู่จนวันตาย จึงถูกใช้เป็นตัวแทนของสันนิวาสหรือการอยู่กินร่วมกันที่มั่นคงยั่งยืนตามคติความเชื่อของชาวจีน

3ยามซิ้ง - เวลาแปดโมงเช้า

4ราชวงศ์น่ำซ้อง (หนานซ่ง) หรือที่เรียกว่า ซ่งใต้ ตรงกับช่วงปี พ.ศ. 1669 – 1822

5กุนซือ หมายถึง เสนาธิการ ผู้วางแผนการรบ

6ฮกหลง เป็นฉายาของจูกัดเหลียง ขงเบ้งแห่งสามก๊ก ดังนั้นการที่ฟ่านหลี่ได้ฉายาว่า ‘เซียวฮกหลง’ หรือ ‘มังกรซ่อนกายคนเล็ก’ จึงมีความหมายในเชิงยกย่องว่า เขาคือ ‘ขงเบ้งน้อย’ นั่นเอง

7ไจเสี่ยง เป็นตำแหน่งขุนนางชั้นผู้ใหญ่ เทียบได้กับอัครมหาเสนาบดี

8ไต้ส่วย ใช้เรียกผู้ดำรงตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ เช่น เจิ้งไต้ส่วย หมายถึง ท่านแม่ทัพใหญ่แซ่เจิ้ง

9ต้นหยางกับต้นหลิวเป็นไม้วงศ์เดียวกัน นิยมปลูกและเรียกขานคู่กัน แต่ลักษณะของกิ่งหยางแข็งกระด้าง ตรงกันข้ามกับกิ่งหลิวซึ่งอ่อนเอนลู่ลม

10ไกวจื้อหม่า เป็นยุทธวิธีการรบรูปแบบหนึ่งของชาวไต้กิม ใช้เชือกผูกม้าสามตัวเรียงต่อกันแบบหน้ากระดาน เพื่อเสริมพลานุภาพในการรุกโจมตี

11เอ๋อร์ เป็นคำลงท้ายชื่อซึ่งผู้ใหญ่มักใช้เรียกผู้เยาว์ด้วยความเอ็นดู คล้ายกับคำว่า หนู ในภาษาไทย

12ฤดูหนาวของจีน เรียกว่า ตงเทียน

 

----------

ติดตามเรื่องราวต่อไปได้ในรูปแบบรูปเล่ม "กำแพงสันนิวาส" โดย วรรณศุกร์ ค่ะ

 

 

แก้ไขล่าสุด ใน วันพฤหัสบดีที่ 19 สิงหาคม 2010 เวลา 08:21 น.
 

คอมเมนต์ 

 
0 #1 oj
น่าอ่านมากๆค่ะ ชอบๆ แนวจีนๆนี่
อ้างอิง
 
 
0 #2 แซม
รออ่านมานานแล้ว จร้าาาาาา
อ้างอิง
 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่


รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช

Your Shopping Cart

Your Shopping Cart
รถเข็นของท่านยังไม่มีรายการสินค้า

button_checkout
button_how
button_delivery

button_tel

Links

cs

school

b_job

Wallpaper สำหรับแฟนๆ