|
บทนำ
ครั้งแรกที่ได้พบกับผู้ชายคนนั้น หัวใจของฉันเต้นดังไม่เป็นจังหวะ ความรู้สึกราวกับล่องลอยอยู่ในความฝัน ดวงตาคมคายคู่นั้น สะกดฉันไว้ท่ามกลางผู้คนมากมาย ทุกสรรพสิ่งรอบด้านต่างหยุดนิ่ง การปรากฏกายของเขา ราวกับเจ้าชายขี่ม้าขาวก็ไม่ปาน
“ข้ามถนนแบบนี้อันตรายนะ ระวังหน่อยสิ”
นั่นคือคำพูดประโยคแรก หลังจากที่เขาพุ่งตัวมาช่วยฉันไว้ ทำให้รอดพ้นจากการถูกรถชน หัวใจที่เต้นรัวเพราะความตื่นเต้นจากการเฉียดตายมาหยก ๆ กลับเปลี่ยนเป็นสงบนิ่งโดยพลัน ใบหน้าสวยได้รูปประกอบกับดวงตาคมภายใต้กรอบแว่นคู่นั้นทำเอาฉันแทบหยุดหายใจ
เจ้าชายโน้มตัวลงมา ช่วยประคองฉันให้ลุกขึ้น ขณะพูดต่อไปว่า
“ไม่เป็นอะไรใช่มั้ย”
“…ค่ะ”
แล้วเขาก็มอบรอยยิ้มบาง ๆ ส่งท้าย ก่อนเดินจากไป
วินาทีนั้น ฉันเพิ่งตระหนักได้ว่าตัวเองกำลังตกหลุมรัก
1
“เธอแน่ใจแล้วเหรอ ที่จะเข้าเรียนที่นั่น รู้มั้ยว่าที่นั่นมีแต่พวกหัวกะทิ ค่าเทอมก็แพงหูฉี่ ที่สำคัญสอบเข้ายากมาก ๆ แล้วยัยติ๊งต๊องที่วัน ๆ เอาแต่ลอยไปลอยมาอย่างเธอจะมีปัญญาหรือไง”
ฉันได้แต่ทำหน้ามุ่ยขณะฟังเพื่อนซี้พูดจาดูถูก ฟังแล้วมันเจ็บกระดองใจจริงจริ๊ง
“ไม่รู้ล่ะ ฉันจะไปตามหารักแท้ เจ้าชายของฉันเรียนอยู่ที่นั่น ฉันจะตามไปพบเขา”
ฉันพูดแล้วทำตาลอย ๆ หลังจากที่เจอเจ้าชายในวันนั้น ฉันก็อาศัยความสามารถในการสอดรู้สอดเห็น ตามสืบจนรู้ว่าเขาเรียนที่ไหนและชื่ออะไร
หึหึหึ พริกแกงซะอย่าง ไม่มีอะไรที่ฉันทำไม่ได้อยู่แล้ว วะฮะฮ่า
“ยัยนี่ท่าจะบ้าผู้ชายเอามาก ๆ ถ้าพ่อเธอรู้จะว่าไงเนี่ย”
“เธอก็รูดซิบปิดปากสิยะ ถามได้ แล้วก็ ฉันไม่ได้บ้าผู้ชายซะหน่อย ความรู้สึกนี้ของฉันเกิดขึ้นเฉพาะกับคนคนนั้นเท่านั้น เธอคงไม่เคยเป็นละสิท่า ความรู้สึกหัวใจเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ ใบหน้าร้อนผ่าวทุกครั้งที่คิดถึงเขา ขณะเดียวกันก็อยากจะร้องกรี๊ดให้สุดเสียง อ๊ายยย มีความสุขจริง ๆ เล้ย”
พูดแล้วฉันก็ซบใบหน้าลงบนฝ่ามือพร้อมส่ายหัวไปมา มัดหมี่เพื่อนเลิฟได้แต่มองฉันด้วยสายตาสมเพช
“ถามหน่อยเถอะ ไอ้หมอนั่นชื่ออะไร ฉันอยากจะรู้จริง ๆ ว่าผู้ชายโชคร้ายที่ไหนถูกยัยม้าดีดกะโหลกอย่างเธอหลงรัก”
ยัยเพื่อนคนนี้ไม่เคยพูดจาเข้าหูเลย มันน่าเลิกคบให้รู้แล้วรู้รอดนัก ถ้าไม่ติดว่าเป็นเพื่อนกันมานานตั้งแต่อนุบาลละก็ ชิ
“แล้วก็ ถ้าหมอนั่นเป็นคนดีจริง ฉันจะได้ช่วยเชียร์เธอไงล่ะ”
โอ้วเพื่อนเลิฟ~ คิดไม่ผิดจริง ๆ ที่มีเธอเป็นเพื่อนซี้ (เมื่อกี้ไม่ได้คิดอย่างนี้สักหน่อย)
ฉันได้แต่ทำหน้าซาบซึ้งขณะบอกชื่อผู้ชายคนนั้นว่า
“เขาชื่อคิริน เรียนอยู่ ม.5ห้องหนึ่ง สายวิทย์คณิต และที่สำคัญ โสดสนิท”
ข้อสุดท้ายนี่ฉันกรี๊ดสุด ๆ เลยล่ะ โฮะ ๆ ๆ
“เดี๋ยวนะ เธอบอกว่าเขาชื่อคิริน นักเรียนชั้น ม.5 งั้นเหรอ”
“อื้อ ทำไมอ่ะ”
“นั่นมันอัจฉริยะแปดขวบผู้โด่งดังเลยนะ”
“...อัจฉริยะอะไรนะ”
“อัจฉริยะแปดขวบ เป็นฉายาที่เขาได้รับตอนอายุแปดขวบไงล่ะ เป็นเด็กผู้ชายที่มีความสามารถทางการเรียนเป็นเลิศ มันสมองของเขาเทียบเท่าเด็กมหา'ลัย เพราะงั้น เขาจึงเป็นหนึ่งในจตุรเทพของโรงเรียนนี้ไงล่ะ”
-O- คราวนี้ฉันทำหน้างงหนักกว่าเดิมอีก
อัจฉริยะเหรอ งั้นก็แปลว่าเขาฉลาดมาก ๆ ๆ มากกว่าฉันที่โง่ยิ่งกว่าไก่เป็นร้อยเท่าพันทวีน่ะสิ อ๊าก! น่าขายหน้าจริง ๆ แล้วผู้หญิงที่สอบตกเป็นว่าเล่นอย่างฉันจะเอาอะไรไปคู่ควรกับเขาได้ล่ะ
แล้วก็อีกอย่าง ไอ้หนึ่งในจตุรเทพเนี่ย มันคืออะไรกันนะ ยิ่งฟังยัยมัดหมี่อธิบายฉันก็ยิ่งงงแฮะ
“เมื่อกี้นี้ เธอพูดถึงจตุรเทพ มันคืออะไรเหรอ”
“ตายแล้ว! นี่เธอไม่รู้จริง ๆ เหรอเนี่ย! เธอสืบเรื่องของเขามาขนาดนี้ แต่ดันไม่รู้ว่าจตุรเทพคืออะไร เธอจะไปเรียนที่นั่นโดยไม่รู้เรื่องนี้ไม่ได้เลยนะยะ ขอบอก”
“ก็แล้วมันคืออะไรเล่า มัวแต่พูดโน่นพูดนี่อยู่ได้ รีบเข้าเรื่องสักทีสิ”
“จตุรเทพก็คือผู้ชายสี่คนที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโรงเรียน ความสามารถของพวกเขาแต่ละคนกินกันไม่ลงจนได้รับฉายาว่า สี่จตุรเทพ คนแรกก็คือ คิริน ผู้ชายที่เธอชอบไงล่ะ เขาคืออัจฉริยะแปดขวบที่มีชื่อเสียงมานาน ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็รอบรู้ไปหมด คนที่สองก็คือ นินจา ผู้ชายคนนี้เป็นอัจฉริยะด้านกีฬา เขาบ้าพลังมาก ไม่ว่ากีฬาอะไรก็กวาดเหรียญทองมาจนหมด แน่นอนว่าถ้วยรางวัลทั้งหลายก็ด้วย เขาเคยลงสัมภาษณ์ในนิตยสารกีฬาด้วยนะ แล้วยังเคยไปไกลถึงกีฬาระดับโลกเลยล่ะ”
“อีตานี่ประวัติยาวจังแฮะ แล้วคนที่สามล่ะ”
“จตุรเทพคนที่สามค่อนข้างจะลึกลับแล้วก็เก็บตัวอยู่สักหน่อย เขามีความสามารถมากทางด้านศิลปะ ผลงานของเขาทุกชิ้นไม่ว่าจะปูนปั้น แกะสลัก หรือว่างานวาดก็ล้วนมีราคาแพง แล้วก็ขายให้เฉพาะคนดัง ๆ ในวงสังคมเท่านั้น นั่นเพราะฝีมือบวกกับชื่อเสียงของเขาทำให้เป็นที่ยอมรับ ทีแรกเขาก็ถูกมองว่าเพราะมีพ่อซึ่งเป็นจิตกรเอกคอยหนุนหลัง ผลักดันให้เขามีชื่อเสียง แต่ตอนนี้เขาก็ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า ฝีมือของเขายอดเยี่ยมจริง ๆ ฉันยังเคยเห็นงานวาดของเขาครั้งหนึ่งเลย…เป็นภาพที่สวยงามมากเลยล่ะ”
ฮ้าว~ ของอีตานี่ยิ่งยาวเข้าไปใหญ่ ฉันเกือบหลับแล้วนะ
“แล้วก็คนสุดท้าย คนนี้เป็นไอดอลของฉันเลยนะ เพราะว่าตอนนี้ซูกัสของฉันเป็นดาราดังระดับโกอินเตอร์ ไม่ว่าจะเสียงร้องที่ก้องกังวานและมีพลัง การเต้นที่แข็งแกร่ง การแสดงที่เข้าถึงบทบาทราวกับเป็นตัวละครนั้นจริง ๆ และเพราะความสามารถที่โดดเด่นนี้ ทำให้เขาถูกยอมรับในฐานะจตุรเทพคนที่สี่”
อีตาซูกัสอะไรนี่ฟัง ๆ ดูแล้วความสามารถไม่น่าจะเทียบเท่ากับสามคนแรกเลยแฮะ กะอีแค่ดาราคนหนึ่ง ก็คงแค่หน้าตาดีล่ะมั้ง
ว่าแต่ แล้วทำไมฉันถึงไม่รู้จักพวกเขาเลยล่ะ แม้แต่ชื่อก็ยังไม่คุ้น
แต่ว่า ชักอยากรู้ซะแล้วสิ ว่าสามคนที่เหลือจะหน้าตาเป็นยังไง ก็ขนาดเด็กเรียนระดับอัจฉริยะอย่างคิรินยังหล่อลากกระชากใจขนาดนี้ ส่วนซูกัสอะไรนั่นไม่ต้องพูดถึง แม้ฉันจะนึกหน้าเขาไม่ออก แต่คิดว่าคงหล่อมากแน่ ๆ ก็เป็นถึงดาราดังเลยนี่นะ
ชักอยากเห็นหน้าสองจตุรเทพที่เหลือซะแล้ว อย่างนี้ฉันคงต้องพยายาม เข้ามัธยมปลายที่นี่ให้จงได้
ดีล่ะ ฉันตัดสินใจแล้ว
“นะป๊า ช่วยลูกสาวสุดที่รักคนนี้หน่อยสิ นะ ๆ ๆ ๆ”
“ไม่ได้ จู่ ๆ จะขอย้ายโรงเรียนกลางเทอมอย่างนี้ ที่ไหนเขาจะยอมกัน ป๊าช่วยไม่ได้หรอก”
“ช่วยไม่ได้ได้ไงอ่ะ ก็ป๊าเป็นเพื่อนกับผู้อำนวยการโรงเรียนนี้ไม่ใช่เหรอ คิดว่าหนูไม่รู้หรือไง”
“…”
“ไม่รู้ล่ะ ถ้าไม่ช่วย หนูจะเลิกเรียนจริง ๆ ด้วย”
แล้วฉันก็งัดนิสัยเดิมมาใช้กับพ่อ นั่นก็คือการนั่งกอดอกประท้วงอยู่กลางบ้าน
หลังจากที่คุยกับยัยมัดหมี่ ตั้งแต่วันนั้นฉันก็พยายามอย่างเอาเป็นเอาตายที่จะอ่านหนังสือ แต่ก็ดันรู้มาว่าเขาไม่รับเด็กเข้าเรียนกลางเทอม (หากความสามารถไม่โดดเด่นจริง ๆ) แล้วคนที่เรียนห่วยตลอดกาลอย่างฉันจะเอาความสามารถอะไรออกมาโชว์ได้ ดังนั้นทันทีที่รู้ว่าป๊าเป็นเพื่อนซี้ย่ำปึ้กกับผู้อำนวยการเจ้าของโรงเรียน แผนการใช้เส้นของฉันจึงเกิดขึ้น
โฮะ ๆ ๆ ๆ ฉันนี่ฉลาดชะมัด แค่นี้ก็ไม่ต้องเหนื่อยอ่านหนังสือให้เมื่อยลูกตา ไม่ต้องกลัวว่าจะสอบเข้าไม่ผ่าน ฉลาดจริง ๆ อิอิ (เด็กดีไม่ควรเอาอย่างนะคะ)
แต่ว่า ป๊าฉันก็ใจแข็งใช่เล่นเลยแฮะ จนป่านนี้ยังเงียบอยู่ สงสัยต้องงัดไม้ตายมาใช้อีกหนึ่ง
“คุณป๊า…ไม่รักหนูแล้วใช่มั้ย ฮึกกก ใช่สิ หนูมันเด็กกำพร้าไม่มีแม่ พ่อก็เอาแต่ทำงาน เวลาว่างก็ไม่ค่อยมี ทุกวันหนูต้องกินข้าวคนเดียวอย่างเหงาหงอย วันหยุดก็แทบไม่ได้เห็นหน้าพ่อ ความอบอุ่นก็ไม่มี โฮ~ทำไมพริกแกงคนนี้ช่างน่าสงสารนัก กระซิก~”
แล้วฉันก็แอ๊คท่านั่งราวกับนางเอกนิยายน้ำเน่าผู้เศร้าโศก เสียดายที่น้ำตาดันไม่ไหล ฮึ่ย! ตีบทไม่แตก แย่ชะมัด
“ก็ได้ ๆ ๆ ป๊าจะลองพูดให้ แต่ไม่รับปากหรอกนะว่าจะย้ายได้หรือเปล่า”
“เย้! ป๊าน่ารักที่สุดเลย เย้ ๆ ๆ”
แล้วฉันก็กระโดดผลึงขึ้นมากอดพ่ออันเป็นที่รักเสียแน่น ก่อนจะกระโดดไปรอบบ้านเสียจนตัวลอยด้วยความดีใจสุดขีด แน่นอนว่าหลังจากนั้นฉันรีบใช้มือถือโทร. หาเพื่อนซี้เพื่อรายงานสถานการณ์ทันที
“ฉันมีข่าวดี ทายซิว่าอะไร”
ฉันพูดด้วยความอารมณ์ดีสุดขีด วะฮะฮ่า โลกนี้ช่างสดใส~
“อะไร สมองเธอได้รับการยืนยันว่าเป็นไก่จริง ๆ เหรอ”
“ไม่ใช่ย่ะ”
จิ๊! ยัยเพื่อนคนนี้ เสียอารมณ์หมดเลย
“งั้นก็คง… อ๋อ! ส่วนสูงเธอเพิ่มขึ้นแล้วใช่มั้ย ถึงร้อยหกสิบห้าแล้วสิ โฮ่ ๆ ๆ ดีจริง ๆ ดีใจด้วยนะยะ”
หน็อย กวนประสาทได้อีก แม้แต่เสียงหัวเราะยังเสแสร้งเลย ยัยเพื่อนบ้า
“อีกทีเดียวนะ ถ้าเธอยังกวนประสาทอีก”
“…งั้นก็คง คุณป๊าอนุญาตให้เธอเลี้ยงหมาแล้ว”
“ผิด”
“หรือว่าคุณป๊าเธอจะแต่งงานใหม่ หาแม่เลี้ยงสาวแสนสวยให้เธอ”
“โน! เรื่องนั้นไม่มีทางเป็นข่าวดีหรอกย่ะ!”
“งั้นเธอก็คงจะอ้วนขึ้น ไม่สิ ๆ ผอมลงมากกว่า เอ๊ะ หรือว่าจะขาวขึ้นกันนะ”
“ผิด ๆ ๆ ๆ ! ที่ตอบมาเนี่ย ไม่รู้จริง ๆ หรือแกล้งกวนประสาทฉันกันแน่ยะ!”
“กวนที่ไหน ฉันไม่รู้จริง ๆ นี่ ถ้างั้นเธอก็เฉลยมาซะทีสิมัวโอ้เอ้อยู่ได้ ที่บ้านผลิตบัตรเติมเงินเองหรือไงยะ”
จิ๊ กลายเป็นว่าฉันผิดซะได้
“คุณป๊ารับปากว่าจะช่วยฉันเรื่องเข้าเรียนที่นั่นแล้วนะ”
“…”
“นี่ ได้ยินที่ฉันพูดหรือเปล่า”
“ตกลงเธอจะย้ายโรงเรียนจริง ๆ เหรอ”
“ก็จริงน่ะสิ”
ยัยนี่ทำไมทำเสียงจ๋อย ๆ นะ
“จะทิ้งเพื่อนที่เรียนด้วยกันมาตั้งแต่อนุบาลหรือไง ยัยคนใจดำ”
พะ พูดไม่ออกเลย รู้สึกผิดขึ้นมาในทันที
“ขอโทษนะ มัดหมี่…จริงสิ ทำไมเธอไม่ย้ายไปเรียนด้วยกันกับฉันล่ะ เธอปลื้มอีตาจตุรเทพอะไรนั่นไม่ใช่เหรอ”
รู้สึกว่าจะชื่อซูกัสหรือไงเนี่ยแหละ แต่ที่แน่ ๆ ยัยเพื่อนฉันนี่บ้าดาราสุดขีดไปเลย
“ฉันก็อยากจะทำอย่างนั้นเหมือนกัน แต่ความมุ่งมั่นตั้งใจของฉันไม่ได้แรงกล้าอย่างเธอ…เฮ้อ ช่างเถอะ ยัยขี้ไก่อย่างเธออุตส่าห์มีความรักทั้งที เพื่อนสนิทอย่างฉันก็ควรจะสนับสนุนสิ ใช่มั้ย”
“ฮึกกก…เพื่อนรัก เธอเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของฉันจริง ๆ”
“ของมันแน่นอนอยู่แล้ว โฮะ ๆ ๆ แล้วก็ อย่าลืมขอลายเซ็นของซูกัสมาให้ฉันล่ะ อ้อ! จะบอกให้เธอพยายามตีสนิทกับเขาไว้ด้วย เผื่อว่าฉันจะพอมีหนทางได้ใกล้ชิดเขาบ้าง เข้าใจหรือเปล่ายัยพริก”
ที่แท้ก็มีจุดประสงค์แอบแฝง ฉันไม่น่าหลงคารมยัยเพื่อนคนนี้เล้ย
“ไม่รับปาก แต่จะพยายามแล้วกัน”
“ไม่ใช่พยายาม แต่ต้องทำได้ต่างหากล่ะ เพื่อเพื่อนไง ท่องเอาไว้สิ เพื่อเพื่อน ๆ ๆ”
แล้วยัยมัดหมี่ก็พยายามพูดเป่าหูฉันด้วยข้อความซ้ำ ๆ นั่นอีกหลายสิบรอบ ทำเอาฉันเอียนความเป็นเพื่อนจนอยากตัดขาดกับยัยนี่ไปเลย
อีกไม่นาน เราก็จะได้พบกันแล้วนะ เจ้าชายขี่ม้าขาวของฉัน
แล้วในที่สุด คุณป๊าของฉันก็ทำเพื่อลูกสาวคนนี้สำเร็จจนได้ ฉันได้ย้ายเข้าไปเรียนที่โรงเรียนชื่อดังแห่งนั้นสมใจ แน่นอนว่าเป้าหมายของฉันไม่ใช่สี่หนุ่มผู้โด่งดังในฉายาจตุรเทพ แต่เป็นหนึ่งในนั้น
“หนูคงรู้แล้วใช่มั้ย ว่าสิ่งขึ้นชื่อของโรงเรียนนี้คืออะไรบ้าง ไม่ว่าจะกีฬา ศิลปะ การแสดง หรือแม้แต่เด็กนักเรียนระดับหัวกะทิก็ล้วนรวมตัวอยู่ที่โรงเรียนนี้ทั้งนั้น ดังนั้นนักเรียนที่นี่ส่วนมากจะเลือกเรียนที่ถนัดตอนอยู่ม.4 ส่วนมัธยมต้นจะเป็นพวกที่กำลังเรียนรู้อะไรหลาย ๆ อย่าง ที่นี่นักเรียนมัธยมต้นกับมัธยมปลายจะเรียนคนละส่วนกัน ทิศเหนือเป็นของเด็กมัธยมปลาย ส่วนทางใต้เป็นของพวกมัธยมต้น อย่าจำสับสนล่ะ อ่อ แล้วหนูตัดสินใจหรือยัง ว่าจะเลือกสายอะไร ที่นี่ไม่ได้มีแค่วิทย์-คณิตนะ ก็อย่างที่หนูรู้นั่นแหละ ไม่ว่าจะกีฬา ศิลปะ นาฎศิลป์ ดนตรีไทย-สากล หรือว่าเรียนการแสดง แน่นอนว่าคหกรรมยังมีเลย ครบวงจรจริง ๆ ใช่มั้ยล่ะ ฮ่า ๆ ๆ”
“ค่ะ คุณอา…หนูคิดว่าคงเรียนวิทย์-คณิตน่ะค่ะ” ฉันตอบอย่างมั่นใจ นั่นเพราะว่าคิรินของฉันเรียนสายนี้อยู่น่ะสิ “หนูต้องขอบคุณคุณอามาก ๆ เลยนะคะ ที่ช่วยให้หนูได้เข้าเรียนที่นี่ คุณอาเป็นเพื่อนกับคุณป๊ามาตั้งหลายสิบปี แต่หนูไม่เคยรู้เลยว่าคุณอาเป็นผอ. โรงเรียนนี้ น่าขายหน้าจัง”
“ไม่เป็นไรหรอก อาก็ไม่ค่อยได้บอกใครเรื่องนี้เหมือนกัน อีกอย่าง ป๊าของหลานก็เคยช่วยเหลืออาไว้เยอะ โรงเรียนนี้เอง เงินทุนส่วนหนึ่งก็ได้ป๊าของหลานช่วยด้วย ตอนนั้นงบมันบานปลายเกินไปหน่อย ก็เลยต้องช่วย ๆ กันน่ะนะ แต่ว่าตอนนี้ดีขึ้นมากแล้ว แน่นอนว่ากำไรมหาศาล เพราะเด็กเก่งเข้าเรียนที่นี่เยอะมากจริง ๆ”
ฉันไม่เคยรู้เรื่องของป๊ามาก่อนเลยจริง ๆ ยิ่งพวกเรื่องธุรกิจฉันยิ่งไม่สนใจใหญ่ ตั้งแต่แม่ตายป๊าก็เอาแต่ทำงานตลอด เป็นหุ้นส่วนของบริษัทใหญ่ ๆ ก็ตั้งหลายที่ แล้วยังทำสินค้าส่งนอกและในประเทศอีกหลายผลิตภัณฑ์ อย่างเช่นเครื่องดื่มสไตล์ญี่ปุ่นที่กำลังฉายโฆษณาอยู่ตอนนี้ก็เป็นผลิตภัณฑ์ของพ่อฉัน
จริงอยู่ว่าบ้านเรารวยมาก แต่ทำไมฉันถึงรู้สึกเหมือนขาดตลอดเวลาก็ไม่รู้
คุณอายังพูดและอธิบายเกี่ยวกับโรงเรียนนี้ไปตลอดทางที่เดินผ่านตึกต่าง ๆ หอประชุม อาคาร หรือแม้แต่สนามโรงเรียน โรงเรียนเก่าที่ฉันอยู่ก็ว่าไฮโซหรูหราแล้วนะ แต่ที่นี่กินขาดไปเลย ไม่ว่าจะการตกแต่งสนามหรือสวนของโรงเรียนด้วยพุ่มไม้รูปสัตว์ หรือทางเดินหินอ่อนที่ทำไว้ทั่วบริเวณโรงเรียน ประกอบกับสนามหญ้าสีเขียว มองดูแล้วทำให้รู้สึกสดชื่นกลมกลืนกับธรรมชาติมาก แม้แต่น้ำพุที่ตั้งตามจุดต่าง ๆ ของโรงเรียนก็ยังใช้รูปปั้นที่ทำจากหินอ่อนอย่างดี แน่นอนล่ะว่าที่นี่มีนักศิลปะชั้นเลิศเรียนอยู่ตั้งหลายคน ที่จบไปจากโรงเรียนนี้แล้วเรียนต่อมหา'ลัยศิลป์ดี ๆ ก็มีอีกเยอะ ส่วนโรงยิมและสนามกีฬาต่าง ๆ ก็มีมากมายไม่แพ้กัน ระหว่างที่เดินผ่านสนามฟุตบอล ฉันยังแอบมองพวกนักกีฬาชายที่กำลังวิ่งไล่เตะลูกบอลอยู่ เสียงตะโกนโหวกเหวกของคนพวกนั้นดังมาถึงนี่ ทำให้ฉันอดมองใบหน้าเปื้อนเหงื่อของพวกเขาไม่ได้
อา…แต่ละคนเท่ชะมัด ยิ่งอยู่ท่ามกลางแสงแดดอ่อนพวกเขายิ่งดูดี โดยเฉพาะผู้ชายคนนั้น ตัวเขาสูงโดดเด่นกว่าคนอื่น ๆ หุ่นล่ำ ๆ ขาว ๆ นั้นยิ่งดูดี สมแล้วที่เป็นนักกีฬา ที่สำคัญหน้าตายังหล่อมากอีก
แต่คนพวกนี้ก็ไม่ทำให้ฉันหวั่นไหวไปได้หรอก เพราะสาเหตุที่ฉันย้ายมาเรียนที่นี่ก็เพราะ…
อ๊างง หัวใจจะวาย แค่นึกถึงใบหน้านั้นก็แทบคลั่งแล้ว โฮะ ๆ ๆ
“แย่จริง หนูพริก อาคงส่งหนูได้แค่นี้ พอดีอานึกได้ว่ามีธุระน่ะ ถ้ายังไง หนูเดินไปอีกหน่อยก็จะถึงตึกเรียนแล้วนะ อย่าลืมล่ะ ห้อง 5-A นะ อาฝากครูประจำชั้นไว้แล้ว ถ้าไม่เข้าใจอะไรก็ถามได้เลย ไม่ต้องกลัว”
“ค่ะ…ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะคุณอา หนูจะตั้งใจเรียนให้ดีที่สุด ไม่ให้เสียชื่อคุณอาแน่ค่ะ” ฉันรีบบอกด้วยรอยยิ้ม ส่งผลให้คุณอาหันกลับมามองที่ฉันอีกครั้งพร้อมพยักหน้าให้
“ขอให้สนุกกับโรงเรียนใหม่และเพื่อนใหม่นะ”
“แน่นอนค่ะ! หนูต้องสนุกอยู่แล้ว”
ฉันมั่นใจจริง ๆ
ใช่แล้ว อีกเพียงอึดใจเดียวฉันก็จะเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่โดยสมบรูณ์แบบ แค่เดินเข้าไปในห้องแล้วแนะนำตัวเองกับเพื่อน ๆ จากนั้นฉันก็จะพยายามตามหาเจ้าชายให้เจอ อย่างน้อย ให้ได้เห็นหน้าเขาในวันแรกที่เข้าเรียนก็ยังดี
อิอิ แค่คิดก็มีความสุขแล้ว
ฉันกำลังยิ้มจนแก้มแทบแตกขณะเดินผ่านอาคารแห่งหนึ่ง ไม่แน่ใจว่าที่นี่มีไว้ทำอะไร แต่ข้างในนั้นเสียงดังโวยวายน่าดูเชียวล่ะ
เสียงเหมือนคนทะเลาะกันเลยแฮะ แถวนี้ไม่ค่อยมีคนซะด้วยสิ ถ้ามีคนตีกันขึ้นมาจริง ๆ จะทำยังไง
ถึงจะคิดอย่างนั้น แต่ความสอดรู้ก็ทำให้ฉันตัดสินใจเดินเข้าไปแอบฟังใกล้ ๆ บานประตูที่แง้มไว้เล็กน้อยทำให้ฉันพอมองเห็นแวบ ๆ
“เตือนแล้วใช่มั้ย ว่าอย่ามายุ่งกับฉัน ถ้าอยากจะจัดการฉันนักก็เข้ามาทีละคน อย่าทำตัวเป็นหมาหมู่อีก ไม่อย่างนั้น ฉันจะเอาน้ำมันราดแล้วเผาพวกแกทั้งเป็น”
เอื๊อก ไอ้หมอนั่นโหดน่าดู ขนาดได้ยินแค่เสียงฉันยังขนลุกเลย ยิ่งพอยื่นหน้าเข้าไปมองแล้วเห็นว่ามีคนสามคนซึ่งคาดว่าคงเป็นนักเรียนจากที่อื่น นั่งกองอยู่กับพื้นด้วยสภาพฟกช้ำดำเขียว นั่นทำให้ฉันยิ่งกลัวเข้าไปใหญ่ แต่ถึงยังไงก็ยังอยากจะเห็นหน้าหมอนั่นอยู่ดี อยากรู้จริงจริ๊งว่าคนเลวมันหน้าตาเป็นยังไง
ขนาดเห็นแค่แผ่นหลังฉันยังรู้สึกว่าหมอนั่นน่ากลัวเลย อึ๋ย ทางที่ดีรีบไปจากตรงนี้ดีกว่า เกิดซวยหันมาเห็นฉันเข้ามีหวังแย่แน่
คิดแล้วฉันก็รีบหมุนตัวกลับ แต่เท้าเจ้ากรรมดันไม่รักดี เดินไปเตะกระป๋องน้ำอัดลมที่พื้นซะได้ ผลก็คือ
เคล้ง!
“ใคร!”
แย่แล้ว ๆ ๆ ! ถ้าไอ้โหดนั่นมาเห็นฉันมีหวังโดนซ้อมตายแน่ รีบไปดีกว่า
“ฉันถามว่าใคร!”
ตอบให้โง่เหรอยะ บ้าเอ๊ย!
ฉันกำลังตั้งท่าจะวิ่ง แต่ก็ไม่ทันเงื้อมมือมัจจุราช เพราะว่าไอ้เจ้าของเสียงโหดกำลังยื่นมือมาคว้าคอเสื้อข้างหลังไว้ ทำเอาฉันแทบกรี๊ด
“ยะ อย่าทำอะไรฉันเลย ฉันไม่ได้ตั้งใจจะแอบฟังนะ” ฉันพูดเสียงละล่ำละลัก ขณะพยายามดิ้นออกมาให้พ้นมือหมอนั่น แต่เขากลับกระชากฉันเข้าไปใกล้ ทำเอาหายใจแทบไม่ออก
“เห็นหรือเปล่า”
“หะ เห็นอะไร ไม่เห็นเลย จริง ๆ นะ”
“หันมา”
“ม่ายยย”
“อยากโดนแบบพวกนั้นหรือไง”
ฮือ ซวยสุด ๆ เลย
เพราะกลัวถูกอัด ฉันจึงต้องยอมหันมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่ทว่า เมื่อหันมาเผชิญหน้ากับไอ้จอมโหด ฉันก็ต้องชะงัก ปากอ้าค้างโดยอัตโนมัติ
ไม่จริงอ่ะ เป็นไปไม่ได้!
“นาย…”
เจ้าชายของฉัน!
“ฟังนะ ถ้าเธอเอาเรื่องวันนี้ไปพูดแม้แต่นิด ฉันจะทำกับเธอเหมือนที่ทำกับไอ้พวกนั้น เข้าใจหรือเปล่า”
ฉันอยากจะบอกใจแทบขาดว่าไม่เข้าใจ แต่ก็มัวอึ้งจนพูดไม่ออก
เป็นไปได้ยังไง เขาในตอนนั้นกับวันนี้… ไม่ใช่ ไอ้หมอนี่ไม่ใส่แว่น คงจะแค่หน้าเหมือนกันเท่านั้น หรืออาจจะเป็นพี่น้องฝาแฝด ตะ ต้องใช่แน่ ๆ เลย
ขณะที่กำลังพยายามบอกตัวเองอยู่นั้น ไอ้โหดก็ผลักฉันออกจนหน้าแทบทิ่ม จากนั้นเจ้าตัวจึงล้วงเอาแว่นตาออกมาใส่ ทำเอาฉันเข่าแทบทรุด
“ที่เธอไม่ตอบ ฉันจะถือว่าเข้าใจ จำไว้ อย่าพูดเรื่องของฉัน”
“…”
เป็นไปไม่ได้ เจ้าชายของฉัน... หมดกันความฝันสลายชั่วพริบตา ฮือ ๆ ๆ
เพราะฉันยังยืนนิ่งโดยไม่ตอบโต้ เจ้าชายในร่างไอ้โหดจึงจับหัวฉันกดลงสองครั้งเป็นเชิงว่าฉันพยักหน้ารับคำพูดเขา
“หึ~ ดีมาก ว่าง่าย ๆ หน่อยนะ เด็กใหม่”
แล้วเขาก็เดินจากไป ทิ้งให้ฉันยืนเซ่อมองตามหลัง
ฮึกก…ฮือออ ๆ ๆ ไอ้บ้าเจ้าชาย! นายมันเป็นมารร้าย ปิศาจ! ซาตาน! คนสารเลว ๆ ๆ ๆ ฉันเกลียดนาย!
2
“ป๊า ส่งคนขับรถมารับหน่อย หนูจะกลับบ้านแล้ว”
“พูดอะไรอย่างนั้น เพิ่งไปเรียนวันแรกเองนะ จะขาดเรียนแล้วหรือไง”
“หนูไม่ได้จะขาดเรียน แต่หนูไม่เรียนที่นี่แล้วต่างหาก”
“เอาแต่ใจเป็นเด็กอีกแล้ว พริกแกง ป๊าเพิ่งฝากให้อาเขาหยก ๆ อยากให้ป๊าขายหน้าหรือไง”
“ไม่รู้ล่ะ! หนูจะกลับไปเรียนที่เก่า ไม่เอาที่นี่แล้ว! ที่นี่มีแต่คนเลว!”
“พูดจาเหลวไหล ที่นั่นมีแต่เด็กหัวกะทิ ฐานะทางบ้านก็ดีทั้งนั้น จะมีคนเลวอยู่ได้ยังไง”
“หนูบอกว่ามีก็มีสิ ป๊าไม่เชื่อหนูเหรอ”
“ป๊าต้องรีบเข้าประชุมแล้ว ตั้งใจเรียนนะลูกรัก…ตรู๊ด ๆ ๆ ๆ”
“ฮึก…”
พ่อนะพ่อ! ทำกับลูกสาวสุดที่รักอย่างนี้ได้ยังไง ถ้าหนูถูกไอ้บ้านั่นฆ่าจริง ๆ จะเสียใจทีหลังไม่ได้นะ
ฉันกำลังสติแตกตอนที่กดโทร. หามัดหมี่อย่างบ้าระห่ำ แต่จนแล้วจนรอดยัยเพื่อนบ้าก็ไม่ยอมรับสาย จนกระทั่งมีข้อความส่งกลับมาว่า
‘ฉันกำลังเรียนวิชาอาจารย์ป้าอยู่ แล้วค่อยโทร. คุยกันนะ ยัยไก่’
อ๊ากก! แล้วฉันจะทำไงดี! ฮึ่ม! หนีกลับเองเลยดีกว่า
คิดแล้วฉันก็หันหลังกลับทางเก่า เดินดุ่ย ๆ มาตามทาง กระทั่งผ่านสนามฟุตบอลที่นักกีฬาพวกนั้นยังเล่นอยู่ จังหวะนั้นเองที่ลูกบอลของพวกเขาลอยมาตกอยู่ตรงหน้าฉัน
“วู้! เธอ ส่งบอลมาให้หน่อย”
ไอ้หัวหนามคนหนึ่งตะโกนบอกฉัน
บ้าเอ๊ย คนยิ่งรีบ ๆ อยู่ด้วย
ถึงจะคิดอย่างนั้น แต่ฉันก็ยังก้มเก็บฟุตบอลแล้วเดินไปให้พวกเขาในสนาม แต่กว่าคนพวกนั้นจะวิ่งมารับกลับไปฉันก็ยืนรอจนเมื่อย
สนามก็กว้าง คนก็ยืนอยู่กระจุกเดียว แล้วเมื่อไหร่จะวิ่งมาถึงฉันล่ะยะ
“เตะส่งมาเลย คนสวย”
แหม อีตาหัวหนามนี่พูดจาดีจริง ๆ โฮะ ๆ ๆ แต่ ในชีวิตฉันยังไม่เคยเตะบอลเลยนะ เรียกว่านอกจากเรียนจะแย่แล้ว กีฬาทุกชนิดยังห่วยอีก ไม่มีความโดดเด่นอะไรเลยสักอย่าง
แต่ว่า ลองดูสักครั้งก็คงไม่เลว
แล้วฉันก็วางลูกบอลลงตรงหน้า พยายามจะเล็งไปที่คนพวกนั้นซึ่งยืนรอลูกบอลอยู่ ฉันยิ้ม ขณะโบกไม้โบกมือให้พวกเขา เป็นสัญญาณว่าฉันกำลังจะส่งบอลไปให้แล้วนะ
ดีล่ะ พร้อมแล้วก็ เต็มเหนี่ยวไปเลย!
ฉันเหวี่ยงขาไปที่ลูกบอลตรงหน้าเต็มแรง ไม่กลัวด้วยซ้ำว่ากระโปรงจะเปิดหรือเปล่า คนพวกนั้นปรบมือเฮกันใหญ่ตอนที่ฉันตั้งท่าเตะซะสวยงาม แต่ทว่า
วืด…
ฟิ้ว….
พลั่ก!
=_=
ฉันได้แต่ยืนมองภาพที่เกิดขึ้นเบื้องหน้าอย่างไม่อยากเชื่อ
สวรรค์ วันนี้เป็นวันอุกกาบาตชนโลกหรือไง
ทำไมฉันซวยอย่างนี้ ฮืออออ T_T
อยากรู้แล้วสินะ ว่าเสียงที่เกิดขึ้นสามบรรทัดนั้นคืออะไร ฉันขออธิบายแบบคร่าว ๆ ก่อนเตรียมวิ่งแล้วกัน
วืด… ฉันเตะพลาด ปลายเท้าไม่โดนลูกบอลสักนิด (ห่วย)
ฟิ้ว… รองเท้าฉันปลิวไปข้างหน้า แรงและเร็วมาก (อับอาย)
พลั่ก! โดนหน้าไอ้หน้าหล่อที่ฉันบรรยายถึงในตอนแรกแบบเต็ม ๆ (ซวย)
เหตุผลเท่านี้เพียงพอให้ฉันตัดสินใจวิ่งหรือยัง แต่แทนที่จะทำอย่างนั้น ฉันกลับยืนอึ้งอย่างพูดไม่ออก ได้แต่รอให้ผู้ชายคนนั้นเดินมาที่ฉันช้า ๆ ในมือของเขาถือเอารองเท้าของฉันมาด้วย
หน้าตาถมึงทึง ท่าทางโกรธจัดมาเลย เขาจะฆ่าฉันมั้ยเนี่ย
แล้วตานั่นก็เดินมาอยู่ตรงหน้าฉัน ขณะที่เพื่อน ๆ ของเขารีบวิ่งตามมาสมทบ และเมื่อตกอยู่ท่ามกลางวงล้อมของผู้ชายหุ่นนักกีฬาทั้งหลาย ฉันก็เปรียบเสมือนลูกไก่รอเวลาถูกเชือด
กระต๊าก ๆ
“ขะ ขอโทษค่ะ”
“เป็นบ้าหรือไง เตะบอลไม่เป็นก็โยนมาสิ ทำอวดเก่งแล้วเป็นไง”
โดนด่าจริง ๆ ด้วย ทำไมฉันต้องซวยอย่างนี้นะ เถียงไม่ออกเลยอ่ะ
“เฮ้ย ไม่เอาน่านิน น้องเขาไม่ได้ตั้งใจหรอก อย่าไปโกรธน้องเขาเลยวะ”
โอ้ว พี่หัวหนาม ช่างเป็นคนดีอะไรเยี่ยงนี้ ซาบซึ้ง ๆ
“หุบปาก ใครขอความเห็นแก”
เอื๊อก! ไอ้หมอนี่ก็โหดบ้าไปเลย
“คราวหน้าคราวหลังก็ระวังบ้างนะ ยัยสมองไก่”
ฉึก!
จี้ใจดำอย่างแรง
ฉันรู้สึกอับอายอย่างบอกไม่ถูก คำพูดของตาบ้านี่ทำให้เพื่อนของเขาบางคนกลั้นยิ้ม และในที่สุดหนึ่งในนั้นก็ระเบิดเสียงหัวเราะ
“ก๊ากกก ฮ่า ๆ ๆ คิดได้ไงวะ สมองไก่ น้องเขาออกจะน่ารัก ไม่เหมือนไก่สักหน่อยไอ้บ้า ฮิ ๆ ๆ”
“ใครว่าไม่เหมือน ลองให้ยัยนี่ตีแขนพั่บ ๆ แล้วร้องกะต๊าก ๆ ๆ สิ”
นะ หนอย ไอ้หมอนี่ ทนฟังต่อไม่ได้แล้ว อย่างนี้ยอมไม่ด้ายยย
“เกินไปแล้วนะ ทำไมต้องว่ากันขนาดนี้ด้วย”
“อ้าว ไก่พูดได้แฮะ”
“เลิกเรียกฉันว่าไก่ได้แล้วนะ ฉันชื่อพริกแกง”
“ฉันจะเรียก จะทำไม แล้วใครอยากรู้ชื่อเธอไม่ทราบ อ่อ นั่นสินะ เธอจะบอกว่าเธอไม่ใช่ไก่ธรรมดา ๆ แต่เป็นพริกแกงไก่ล่ะสิ”
“ก๊ากกกก ฮ่า ๆ ๆ หนักกว่าเดิมอีกว่ะ ชื่อนี้”
อ๊ากกก! ฉันทนไม่แล้วแล้วเว้ยย!
“ว่าผู้หญิงฉอด ๆ ๆ ไม่มีความเป็นสุภาพบุรุษสักนิด นาย ไม่ตุ๊ดก็เกย์แหง ๆ เลยใช่มั้ย ต้องใช่แน่ ๆ เลย ฉันเดาไม่ผิดหรอก เชอะ”
ฉันโคตรมั่นใจ ไอ้หมอนี่เป็นชัวร์
“ตุ๊ดงั้นเหรอ…รู้มั้ยว่าเธอกำลังกล่าวหาใคร! ชายชาตรีอกสามศอกอย่างฉันไม่มีทางเป็นตุ๊ดหรือกระเทยเด็ดขาด แล้วฉันก็เกลียดคนพวกนี้มาก! รู้ไว้ด้วย!”
“เสียงดังทำไม นายต้องโมโหขนาดนี้เชียวเหรอ แล้ว แล้วตุ๊ดไม่ดีตรงไหน พวกเขาทำให้โลกเรามีสีสันขึ้นนะ หัดมองโลกในแง่ดีซะบ้างสิ! คนใจแคบ”
“ใจแคบ? เธอกล้าดียังไงมาว่าฉันว่าใจแคบ”
“แล้วนายล่ะ กล้าดียังไงมาว่าฉันเป็นสมองไก่ ฉันก็มีหัวใจนะ! โกรธเป็นเหมือนกัน!”
ฮึ่ม! ฉันโกรธจริง ๆ นะคราวนี้! ถึงจะตบตีใครไม่เป็น แต่ฉันก็ไม่เคยยอมคนนะจะบอกให้ เชอะ!
เพราะฉันเถียงอย่างไม่ยอมแพ้ อีตานี่จึงเอาแต่เขม่นตามองอย่างโกรธจัด ก่อนจะเชิดหน้า ไล่สายตามองฉันตั้งแต่หัวจรดเท้า
“ไม่เคยเห็นหน้าเลย เพิ่งย้ายเข้ามาใหม่ใช่มั้ย”
“ถ้าใช่แล้วไง อย่าคิดว่าฉันเป็นเด็กใหม่แล้วจะมารังแกกันง่าย ๆ นะ”
“ปากเก่งจริง ๆ เธอคงไม่รู้สินะ ว่าฉันเป็นใคร”
“นายจะเป็นใครก็ช่าง ฉันไม่สนหรอก”
ใครจะไปอยากรู้เรื่องของนาย หลงตัวเองชะมัด คิดว่าหล่อเข้าหน่อยแล้วฉันต้องกรี๊ดเหรอ เชอะ
“ไม่สนก็จะบอก ฉันคือ…!”
“นินจา หนึ่งในจตุรเทพผู้มีชื่อเสียง เจ้าของเหรียญทองกีฬาทุกชนิด ฉายาเจ้าหนูลมกรดผู้ลือเลื่อง หล่อ รวย มีความสามารถ แต่อ่อนหัดเรื่องผู้หญิง”
จู่ ๆ ก็มีตาบ้าที่ไหนไม่รู้พูดแทรกขึ้นมา แต่บอกได้คำเดียวว่าผู้ชายคนนี้หล่อมาก ผิวขาวสะอาดสะอ้าน หน้าตาออกแนวตี๋อินเทรนด์แบบที่สาว ๆ กำลังกรี๊ด ที่สำคัญทรงผมสไตล์หนุ่มเกาหลีของเขาโดดเด่นมาก เป็นผู้ชายที่เจิดจรัสสุด ๆ
“นายไม่ควรทำกับผู้หญิงน่ารัก ๆ แบบนี้ อย่าเสียงดังใส่เธอสิ ไม่เคยเรียนรู้วิธีปฏิบัติต่อผู้หญิงเลยหรือไง”
แล้วเขาก็เดินมาหยุดข้าง ๆ ฉัน ไม่เพียงเท่านั้นยังยื่นมือมาโอบไหล่ไว้อย่างกับคนคุ้นเคยกันนักหนา ทำเอาฉันใจเต้นแรงขึ้นมาเลย
“ผู้หญิงน่ารักเหรอ ยัยพริกแกงไก่เนี่ยนะ”
ชิชะ! ปากเสียชะมัด ฉันเกลียดผู้ชายปากจัดที่สุดเลย รู้ไว้
“พูดอะไรอย่างนั้น เธอเหมือนไก่ตรงไหนกัน องค์หญิงต่างหากล่ะ”
โอ้ หมอนี่พูดจาดี เหมาะสมกับหน้าตาของนายมาก โฮะ ๆ ๆ
“จะอะไรก็ช่างเถอะ ว่าแต่ทำไมวันนี้ดาราดังอย่างซูกัสถึงมาโรงเรียนได้ล่ะ ฉันคิดว่าคนอย่างนายจะลาออกไปจากโรงเรียนนี้แล้วซะอีก”
ซูกัสเหรอ!
ฉันรีบหันมามองคนข้าง ๆ อีกครั้งอย่างพินิจ เป็นอย่างที่มัดหมี่บอกจริง ๆ อีตาดาราชื่อดังคนนี้หล่อมาก รูปร่างหน้าตาของเขาดูดีสุด ๆ แต่ดูท่าทางจะมือไวไปนิด เพราะขนาดเพิ่งเจอฉันครั้งแรกเขายังยื่นมือมาโอบรอบคอฉันหน้าตาเฉย ลักษณะท่าทางของเขาจัดว่าอยู่ตรงข้ามกับสเปคผู้ชายในฝันของฉันเลย
ถึงจะหล่อแค่ไหน แต่ฉันไม่นิยมผู้ชายปากว่ามือถึงนี่นะ
“ถ้าฉันไป ก็เหลือจตุรเทพแค่สามน่ะสิ อย่างนั้นสาว ๆ คงเศร้าแย่”
“ยังหลงตัวเองเหมือนเดิมเลยนะ”
“นายก็อย่าเครียดนักซี่ วัน ๆ เล่นแต่กีฬา ไม่รู้จักหาความสุขอย่างอื่นใส่ตัวบ้างเลย ชอบทำตัวผิดปกติ”
“พวกที่ผิดปกติน่ะ นายมากกว่ามั้ง…เธอเองก็ระวังหน่อยล่ะ ไอ้หมอนี่มันพวกเลวหลบใน”
“หะ?” ฉันร้อง ขณะหันมองคนข้าง ๆ
ไม่มีตรงไหนจะบ่งบอกว่าผู้ชายคนนี้เลวร้ายตามข้อกล่าวหา พอเห็นว่าฉันกำลังหันมองเขาอย่างพิจารณา ซูกัสก็เม้มริมฝีปาก ลักยิ้มขึ้นทั้งสองข้างเลย
โอ๊ยยย หล่อโฮกกกก >O<
“พูดแบบนี้เดี๋ยวองค์หญิงน้อยก็เข้าใจผิดหมด ไม่ต้องกลัวนะ ฉันไม่ใช่อย่างที่หมอนี่พูด”
อ๊างงง รังสีเจิดจรัส เขาทำให้ฉันต้องหยีตาเพราะออร่าเปล่งประกายจากรอยยิ้มสดใสนั่น
“นี่ ยัยพริกแกงไก่ อย่าไปหลงเชื่อหมอนั่นล่ะ ฉันเตือนแล้วนะ บอกไว้ก่อน”
ฉันปรี๊ดแตก
“หยุดเรียกว่าพริกแกงไก่ได้แล้วนะ!”
“ทำไม จะเรียก ยัยพริกแกงไก่ ๆ ๆ ๆ”
อ๊ากกกก หุบปากเดี๋ยวนี้
“ไก่งั้นเหรอ ก็ได้ ไอ้หัวเม่น!”
“อะไรนะ”
“ก็ไอ้หัวเม่นไง ไม่รู้จักเหรอ ถ้าไม่รู้จักก็กลับไปส่องกระจกดูทรงผมตัวเองซะนะ แล้วจะรู้ว่ามันเหมือนเม่นตรงไหน คิดว่าทำทรงนี้แล้วหล่อหรือไง ทุเรศล่ะไม่ว่า”
“นี่เธอ!”
“หัวเม่น ๆ ๆ !”
“หน็อย! ยัยไก่ ๆ ๆ !”
“ไอ้เม่น!”
“ยัยไก่!”
“ฮึ่ยยย!”
“ฮึ่มมม!”
แล้วเราสองคนก็ส่งประกายไฟจากดวงตาฟาดฟันกัน เปรี๊ยะ ๆ ๆ จนกระทั่งซูกัสพูดขึ้นว่า
“พักยกสักเดี๋ยวได้มั้ย ฉันต้องพาเด็กใหม่ไปส่งที่ห้องเรียน”
“เอ๊ะ? ทำไมคุณถึงจะพาฉันไปล่ะ”
“ก็ผอ. สั่งไว้ ว่าให้ดูแลเธอให้ดีที่สุดในฐานะลูกสาวของเพื่อนรัก”
โอว... ลำแสงนี้มัน... รอยยิ้มของเขาบาดตาฉันอีกแล้ว
“ฉันเหรอ ให้คุณพาไป”
“ใช่” แล้วเขาก็ฉีกยิ้มละลายใจอีกครั้ง (ตายดีกว่า คร่อก!) ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมยัยมัดหมี่รวมถึงผู้หญิงอีกค่อนประเทศถึงปลื้มเขานักหนา
“ฉันเป็นหลานชายของผอ. ยินดีที่ได้รู้จัก เธอชื่อ...?”
“พริก พริกแกงค่ะ”
“โอเค พริกแกง ชื่อน่ารักดี” <<< เขาเป็นคนแรกในโลกที่ชมว่าชื่อนี้น่ารัก
แล้วซูกัสก็ทำหัวใจฉันเต้นแรงแร๊งแรงด้วยการยื่นมือมาจับมือฉัน ก่อนโน้มใบหน้าลงมา ค่อย ๆ บรรจงริมฝีปากจุมพิตบนหลังมือนั้น
ใบหน้าของฉันแดงจัด ตั้งแต่เกิดมาเพิ่งเคยถูกผู้ชายปฏิบัติราวเจ้าหญิงอย่างนี้ ทำเอาเคลิ้มไปเลย โอ้ววว~
“เพิ่งเคยเห็นคนจูบตีนไก่ แหวะ อยากจะอ้วก”
ไอ้หัวเม่นทำฉันเสียอารมณ์อีกครั้ง
“แล้วอีกอย่าง นายไม่จำเป็นต้องเที่ยวบอกใครต่อใครว่าตัวเองเป็นหลานผอ. ก็ได้นะ หรือกลัวว่าจะไม่มีใครรู้”
ไอ้หัวเม่นพูดต่อด้วยสายตาค่อนไปทางดูถูก ขณะที่ซูกัสกระตุกยิ้มบาง ๆ
“พูดเหมือนอิจฉาอย่างนั้นแหละ”
“ฉันเนี่ยนะ ที่อิจฉา”
“หึ~” ซูกัสยกยิ้มมุมปาก ก่อนหันมาพูดกับฉัน ”ไปกันเถอะ เธอเองคงไม่อยากอยู่ตรงนี้นาน ๆ หรอกใช่มั้ย”
“อื้อ แน่นอน” ฉันรีบรับคำ แล้วก็จ้ำอ้าวตามเขาไปทันที แน่นอนว่าก่อนจากก็ต้องหันมาส่งสายตารังเกียจใส่ไอ้หัวเม่นนินจาซะหน่อย
แบร่ ๆ ๆ ไอ้บ้า ขอให้วันนี้เป็นวันแรกและวันเดียวที่ฉันต้องเห็นหน้านายนะ เชอะ!
เฮ้ออ~ แค่ไม่ถึงชั่วโมงที่ย่างกรายมาที่นี่ ฉันก็เจอกับจตุรเทพทั้งสามซะแล้วและแต่ละคนก็เหลือรับประทานซะ ช่างน่าผิดหวังจริง ๆ
----------
ติดตามเรื่องราวต่อไปได้ในรูปแบบรูปเล่ม " Bad Devil ยัย (แอบ) ร้ายกับนายซาตาน " โดย nj venus ค่ะ
|
คอมเมนต์