สำนักพิมพ์ | หมวดหนังสือ

ws

ls

ps

ts

fs

ค้นหาผลงานนักเขียน 1168



Online Status

เรามี 21 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

เสียงจากนักอ่าน

  • แค่อ่านเรื่องย่ อนิดเดียวยังอยา กดูมากๆเเลยยิ่ง รู...
  • What is your favorite sitcom most? buy zithromax
  • Hello, who noted how the new year? buy prednisone ...
  • Hello, who noted how the new year?
  • อร๊ายยยยยยย เพิ่งอ่านจบหมาด ๆ ตอนจบในหนังสือ หวานน...
  • เจอนิสัยหมอโห แล้ว อึ๋ยยย ตรงสเปกมากมาย เจอนางเอกก...
  • บอกได้คำเดียวว่ า น่าอ่านมาก
  • :D
  • เล่มนี้ซื้ออ่าน แล้วด้วย
  • ตามมาเก็บความหว านของหมอโหกะหนู หวายคะ ยินดีกับคุณ...
  • อ่านจบแล้วค่ะ พระเอกกะล่อน แต่ก็น่าร้าก :-* :-* :o...
  • คีราณไปที่รีสอร ์ตแล้ว จะเจอนางเอกแล้ว :oops:

ตัวอย่างเนื้อเรื่อง : อุ่นรักฉบับอนุบาล

 

1168_ls032

อุ่นรักฉบับอนุบาล


ผู้แต่ง ชมบุหลัน
ราคา 169 บาท 
จำนวนหน้า 272 หน้า 
ISBN 978-616-520-044-8

 

Download ตัวอย่างเนื้อเรื่อง

 

 

 

บทนำ


หญิงสาวร่างเล็กในชุดเสื้อเชิ้ตสีชมพูกับกระโปรงขาวยาวแค่เข่า ก้มมองรองเท้าส้นสูงสีดำของตนเองด้วยความหงุดหงิดหลังเห็นรอยพื้นรองเท้าเล็ก ๆ ประทับลงบนรองเท้าคู่สวยที่เพิ่งซื้อมาใหม่แทนรองเท้าคู่เดิมซึ่งเคยใส่ประจำจนส้นสึกเนื่องจากตระเวนสมัครงานมาเกือบปี

 

เหมือนมารดาของเด็กหญิงตัวน้อยจะรับรู้ได้ถึงอารมณ์นั้น เธอจึงให้ลูกขอโทษหลังเหยียบเท้าผู้ใหญ่โดยไม่ตั้งใจ หากเจ้าตัวเล็กกลับทำตาโตใสแป๋วจ้องหน้าคู่กรณีซึ่งตัวโตกว่าสลับกับรองเท้าส้นสูง ก่อนเข้าใจว่าคนตรงหน้าคงต้องการเล่นเกมเหมือนพ่อ ที่คอยชักเท้าหลบซ้ายขวาเวลาเธอแกล้งเหยียบรองเท้าเล่น จึงยิ้มร่าตาหยีให้น้าผู้หญิงผู้ยืนค้ำศีรษะอยู่ และไม่ทันที่ทุกคนจะตามทันอารมณ์ของเด็ก เท้าเล็กกระจ้อยร่อยก็เหยียบลงบนรองเท้าอีกข้าง

 

“เฮ้ย!” เพราะตกใจ หญิงสาวจึงชักเท้ากลับทันควันที่รองเท้าคัชชูคู่น้อยเหยียบบนรองเท้าของเธอ ผลของการกระชากเท้าทันควันทำให้เด็กหญิงเซ เสียการทรงตัว ก้นจ้ำเบ้านั่งกองกับพื้นก่อนผู้เป็นมารดาจะรับทัน เด็กน้อยเลยร้องไห้เสียงดังลั่นจ้า จนสายตาราวห้าหกคู่ซึ่งอยู่ใกล้กันมองหญิงสาวอย่างตำหนิ ราวกับว่าเธอเป็นนางยักษ์ขมูขีรังแกได้แม้แต่เด็กตัวจิ๋ว

 

ร่างบางจึงก้าวออกจากตรงนั้นทันที อารมณ์หงุดหงิดกลายเป็นความไม่ชอบใจ บ่นโมโหในใจว่าทำไมทุกคนต้องมองเธออย่างกับเป็นฆาตกรข้อหาฉกรรจ์ด้วย ทีเด็กนั่นเจตนาเหยียบเท้าเธอจัง ๆ ทุกคนกลับขำ มองว่าน่ารักน่าชัง ไม่กล่าวหาสักคำ อะไรกัน...แค่ตัวเล็กกว่าก็ถือว่าทำอะไรไม่ผิด มีสิทธิพิเศษหรือไง!

เมื่อโจทก์ถูกแปรสภาพเป็นจำเลย เธอจึงหมดอารมณ์ซื้อของอย่างที่ตั้งใจ จ้ำไปยังประตูบานใสจนชนโครมเข้ากับเด็กชายคนหนึ่งซึ่งเลี้ยวจากมุมชั้นวางหนังสือพอดี เธอจึงฉุดเด็กชายลุกขึ้น เตรียมอ้าปากขอโทษที่ตัวเองเป็นฝ่ายเดินไม่ดูทาง แต่ต้องเปลี่ยนความคิดกะทันหันเมื่อเห็นเกล็ดน้ำแข็งสีแดงจากแก้วที่เด็กชายถือมากระฉอกหกใส่กระโปรงสีขาวเลอะกระจายเป็นดวงโต

 

โอ๊ย...นี่มันอะไรกันนักกันหนา ไปไหนทีไรเป็นต้องมีเด็กตามรังควานทุกที ทุกที่ เกลียด...ฉันล่ะเกลียด รำคาญพวกเด็ก ๆ นักหญิงสาวตะโกนก้องในใจ มือบางกำแฟ้มแน่นจนเห็นเส้นเลือด ก่อนพรวดพราดออกจากร้านสะดวกซื้อด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวอย่างที่สุด!

 

 

บทที่ 1

 


“เจ้ากุ๊ก สมัครงานหนที่แปดร้อยเก้าสิบเก้าเป็นยังไงบ้าง” น้ำเสียงหยอกล้อจากพี่ชายทำให้น้องสาวตัวเล็กผู้นั่งกอดเข่าดูโทรทัศน์อยู่บนโซฟาเหล่ตากลมโตมองร่างสูงหนาด้วยความไม่พอใจ

“พี่เอ๊ดอย่ามายุ่ง กุ๊กดูทีวีอยู่ไม่เห็นหรือไง!” เจ้าตัวพูดใส่อย่างคนอารมณ์ไม่ดี จนคนเป็นพี่เห็นคำตอบทะลุปรุโปร่ง ก่อนเลี่ยงพายุอารมณ์ขนาดย่อมเดินเข้าครัวไปกอดเอวกว้าง ผิวขาวจัดตัดกับผีสีน้ำตาลอ่อนของผู้ถูกกอด

“แหย่อะไรน้องอีกล่ะ” มารดาของผู้กอดไม่ตอบแต่เป็นฝ่ายถามกลับ ขณะชายหนุ่มยักไหล่ คลายวงแขนเพื่อเปิดภาชนะสีเงินวาวดูอาหารภายใน แล้วผิวปากหวือหลังเห็นต้มข่าไก่ของโปรด นางยุพาจึงทำเสียงดุ

“น้องเครียดที่ตกงานมาเป็นปี ยังจะแซวน้องอีก ...ที่เอ๊ดพูดแม่ได้ยินนะ”

“รักหลอกจึงหยอกเล่นน่ะแม่ แล้วเกิดอะไรขึ้นหรือครับ เจ้ากุ๊กถึงได้หน้าหงิกแบบนั้น” ชายหนุ่มบุ้ยปากไปทางน้องสาวหน้าตูม มารดาจึงเล่าให้ลูกชายฟัง หากลูกชายกลับขำพลางเอ่ย

“นี่ล่ะน้า...เรียนอะไรไม่เรียน ดันเรียนนิเทศศาสตร์ เลยต้องตะลอน ๆ สมัครงานจนเจอเรื่องแบบนี้ เห็นอยู่ว่าบัณฑิตล้นตลาดก็ยังจะเลือกอีก”

“ที่น้องเลือกเรียนก็เพราะชอบหรอก” นางยุพาแก้ตัวให้ลูกสาว

“เลือกเพราะชอบหรือเพราะไม่รู้จะเรียนอะไรกันแน่แม่” คำพูดตรงชนิดไม่ถนอมน้ำใจของลูกชายทำให้นางยุพาอ้ำอึ้งพูดต่อไม่ถูก เพราะรู้ดีพอ ๆ กันว่าลูกสาวเลือกเรียนคณะนี้เพราะไม่รู้จะเรียนอะไร

“บอกแล้วให้เรียนบริหารไม่ก็บัญชีเพราะบริษัทไหนเขาก็รับ ถึงไม่รับก็ยังทำงานกับป๊าได้” ลูกชายพูดต่อ ส่วนมารดาลอบถอนใจกับคำแนะนำที่ลูกสาวผู้เกลียดตัวเลขเคยร้องยี้ใส่พี่ชาย

อันที่จริงนางเห็นด้วยกับลูกชาย อยากให้ลูกสาวเรียนคณะที่มีงานรองรับเต็มตลาด เลิกงานตรงเวลา ไม่ใช่ทำงานเบื้องหลัง แต่ครั้นจะบังคับกันก็คงไม่เป็นผล เพราะนางกับสามีเลี้ยงลูกคนเล็กอย่างประคบประหงมตามใจมาโดยตลอด ผิดกับลูกคนโตที่เข้มงวดเคี่ยวเข็ญ

 

เอ...หรือควรเปลี่ยนแผน ค่อย ๆ ทำแบบที่เคยเลี้ยงเจ้าเอ๊ด ตะล่อมแกมบังคับให้กุ๊กทำงานกับครอบครัว จะได้มีคนสืบทอดกิจการแถมยังอยู่ใกล้หูใกล้ตาพ่อแม่ไม่ต้องคอยห่วงอีกด้วย

 

เสียงเครื่องยนต์คำรามดังแทรกความคิดนางยุพาก่อนมันจะเงียบสนิท เป็นสัญญาณว่าหัวหน้าครอบครัวกลับมาแล้ว นางยุพาจึงวางความคิดลง ส่วนลูกชายไหว้บิดาหลังผู้สูงวัยเข้ามาในบ้าน

“วันนี้ทำไมกลับเร็ว” นายล้งย่นคิ้วจนริ้วรอยตรงหน้าผากแลเห็นชัดกว่าเดิม

“พอดีมาดูงานก่อสร้างที่หมู่บ้านแถวนี้ครับ” ลูกชายผู้เป็นวิศวกรตอบ ส่วนบิดาพยักหน้ารับพลางปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตพาดไว้กับลำแขนขาวซึ่งมีรอยกระ ที่ตัวเหลือเพียงเสื้อกล้ามพอดีกับร่างท้วมและกางเกงผ้าขายาว

“แล้วเจ้ากุ๊กไปสมัครงานถึงไหน ทำไมยังไม่กลับ” ผู้พูดเอ่ยเสียงดังเช่นทุกที และได้คำตอบเมื่อลูกชายชี้นิ้วไปยังโซฟาตัวยาวแล้วทำท่าปาดคอให้บิดารับรู้ถึงสัญญาณอันตราย นายล้งจึงเข้าไปนั่งโฟซาตัวเดียวกับลูกสาว

“หน้าตูมอย่างนี้ เป็นอะไรเรา ใครทำให้ลูกสาวป๊าโกรธฮึ” นายล้งโอบบ่าลูกสาวคนโปรดที่ยังหน้าบึ้ง

“พี่เอ๊ดน่ะสิป๊า ล้อกุ๊กเรื่องงานอีกแล้ว”

“เอ้า น้อย ๆ หน่อยเจ้ากุ๊ก อารมณ์เสียจากที่อื่นแล้วมาลงที่พี่” ผู้ถูกพาดพิงสวนทันควัน

“ไอ้เจ้าอชิรวิชญ์รังแกอารดาอีกแล้วเหรอ เป็นพี่ประสาอะไร ใช้ไม่ได้เลยนะ” ผู้พูดแสร้งเรียกชื่อจริง อย่างที่รู้กันว่าเมื่อไหร่ที่เรียกเป็นเพราะต้องการหยอกมากกว่าเอาจริง ลูกชายจึงแกล้งยกมือสองข้างสูงท่วมหัวเสมือนยอมแพ้รับผิด

และแม้รู้ทั้งรู้ว่าพี่ชายแค่รับมุกบิดา แต่เพียงเท่านี้หญิงสาวตัวเล็กผู้มีอภิสิทธิ์เหนือใครในบ้านก็พอใจที่ได้เอาคืนพี่ชายขี้แกล้งสำเร็จ พลางส่งยิ้มหวานให้บิดา แล้วใช้แขนเล็ก ๆ ควงแขนอีกฝ่ายมายังโต๊ะกินข้าว

“แล้วงานที่สมัครวันนี้เป็นยังไง” ยังไม่ทันเริ่มต้นมื้ออาหาร เจ้าของบ้านผู้นั่งอยู่หัวโต๊ะก็ถามลูกสาว ขณะภรรยาผู้นั่งด้านขวามือส่งสายตาปรามคำถามต้องห้ามไม่ทัน

“ไม่ได้ไปค่ะป๊า พอดีเกิดอุบัติเหตุนิดหน่อย” ลูกสาวตอบแล้วเล่าเรื่องเมื่อเช้าโดยไม่หงุดหงิดเช่นสักครู่ นายล้งจึงแก้ปัญหาโดยโยนให้ลูกชายเป็นคนพาลูกสาวไปซื้อกระโปรงใหม่ หากลูกชายปฏิเสธเนื่องจากติดธุระ

“ก็หาเวลาพาน้องไปซักแป๊บสิ ขับรถให้น้องนั่งสบาย ๆ หน่อย” บิดาเอ่ย ขณะลูกสาวบอกว่าเธอไปกับพัฒน์ผู้เป็นเพื่อนสนิทก็ได้ แต่นายล้งยิ่งไม่ยอม เสียงบ่นจึงลงกับลูกชายอีกรอบ ขณะผู้ถูกบ่นส่ายศีรษะ

 

เพราะน้องสาวเป็นลูกหลงที่อายุห่างจากเขาถึงเจ็ดปี ป๊ากับแม่ถึงหลงนัก ประกอบกับเจ้ากุ๊กคลอดก่อนกำหนด ตอนเด็ก ๆ ร่างกายจึงไม่แข็งแรง ทำให้ทุกคนประหงมดูแลราวกับไข่ในหินและตามใจลูกสาวคนเดียวตลอดมาจนทำให้เขาน้อยใจ เขาเลยเรียกร้องความสนใจด้วยการช่วยเหลืองานที่บ้านเพื่อให้แม่ชื่นชม และตั้งใจเรียนเพราะรู้ว่าป๊าชอบนักหนาเวลาเห็นเกรดสี่ในสมุดพก โชคดีที่ทุกอย่างซึ่งเขาทำลงไปด้วยอารมณ์น้อยใจในตอนนั้นล้วนส่งผลดีแก่ตัวเองภายหลัง ผิดกับน้องสาวที่มีผลการเรียนปานกลางค่อนไปทางแย่ หากยังคงได้รับการดูแลเอาใจใส่ไม่ห่าง

 

แต่ความอิจฉาริษยากลับค่อยจางลงเมื่อเขาย่างเข้าสู่วัยรุ่น ซึ่งมีเรื่องอื่นน่าสนใจกว่าเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ รางวัลมากมายและคำชมท่วมท้นต่อความประพฤติ ผลการเรียน กีฬา รวมไปถึงรูปร่างหน้าตาได้ช่วยทดแทนสิ่งที่เขาขาดหายไปในวัยเด็ก สั่งสมล้นจนมั่นใจ

 

กระทั่งวันหนึ่งความรู้สึกอิจฉาน้องสาวก็สลายไปหมด เมื่อเขาเห็นเจ้ากุ๊ก...เด็กหญิงที่ชอบมาเคาะประตูห้องนอนเขาตอนเช้า ๆ เพื่อหิ้วตุ๊กตากระต่ายน้อยมานอนข้าง ๆ นอนตัวซีดตัวเซียวอยู่บนเตียงผู้ป่วย มีสายระโยงระยางเพราะเป็นไข้หวัดใหญ่อาการหนักปางตาย นั่นจึงทำให้เขารู้สึกถึงความสำคัญของเสียงเจื้อยแจ้วที่เคยรำคาญ กลายเปลี่ยนเป็นความรักและความห่วงใยเท่าทวีคูณ

 

“ถ้ากุ๊กไม่รีบ อาทิตย์ถัดไปพี่ค่อยพาไปซื้อก็ได้” ในที่สุดลูกชายก็ยอมแพ้บิดา

“แล้วกุ๊กจะไปสมัครงานที่ไหนอีกลูก” ผู้เป็นมารดาที่เงียบมานานเพราะคิดอะไรบางอย่างอยู่เอ่ยแทรกเมื่อได้จังหวะ

“อาทิตย์นี้คงไม่ไปแล้วค่ะ กุ๊กว่าจะส่งทางอีเมล์แทน” ลูกสาวตอบ

“กุ๊กไม่มาช่วยป๊าทำงานที่ร้านล่ะ” นางยุพาพูดถึงร้านค้าวัสดุก่อสร้างของครอบครัวอย่างที่นึกไว้ว่าจะลองตะล่อมแกมบังคับลูกสาวให้ทำงานด้วย ซึ่งประโยคนี้ทำให้บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเงียบลงเสมือนไม่มีใครนั่งอยู่ ขณะหญิงสาวกลืนน้ำลาย รู้ดีว่าวันใดวันหนึ่งคำถามนี้ต้องวนกลับมาอีก เพราะตั้งแต่เดือนแรกที่เริ่มต้นหางาน ก็ถูกคนในครอบครัวหว่านล้อมให้ทำงานในร้านบิดา จนต้องงัดกลยุทธ์ทุกวิธีมาใช้เพื่อปฏิเสธท่าเดียว หากหนนี้สิ มารดาที่ไม่ค่อยยุ่งเรื่องการเรียนการงานของลูก กลับเป็นคนถามขึ้นเอง มันเป็นสัญญาณบอกว่าใกล้เส้นตายเข้าไปทุกที ซึ่งถ้ายังหางานไม่ได้ในเร็ววัน เธอคงต้องนั่งอยู่ในตึกแถวที่เต็มไปด้วยเหล็ก ปูน อิฐและสารพัดสิ่งก่อสร้างแน่ ๆ

“ขอกุ๊กลองหางานก่อนนะแม่ อีกไม่นานหรอก เดี๋ยวกุ๊กก็ได้งาน” ผู้พูดพยายามหาทางรอดให้ตัวเอง

“ก็ตามใจกุ๊กนะ แม่ไม่เคยขัดกุ๊กอยู่แล้ว แต่ถ้าอีกเดือน กุ๊กยังหางานทำไม่ได้ แม่ว่ากุ๊กมาช่วยป๊าดีกว่า” นางยุพาลองใช้ไม้แข็ง ซึ่งดูจากสีหน้าท่าทางอึกอักของลูกสาว ท่าทางไม้ของนางจะตีได้ผลไม่น้อย

 

 

เสียงเพลงสากลจากโทรศัพท์มือถือดังขัดจังหวะเสียงกีตาร์ที่ชายหนุ่มกำลังดีดเล่นขณะรอขึ้นเวที ทำให้เขาต้องวางเครื่องดนตรีลง ล้วงโทรศัพท์จากกระเป๋ากางเกงยีนสีซีด กดปุ่มรับโดยไม่ดูเบอร์ปลายทาง

“แย่แล้วพัฒน์ คราวนี้ฉันแย่แน่ ๆ” น้ำเสียงร้อนรนจากผู้โทรทำให้ผู้รับขมวดคิ้วเข้มยาวเรียว

“ใจเย็น ๆ กุ๊กมีเรื่องอะไร” พัฒน์ถาม

“ที่บ้านเราบังคับให้ทำงานกับป๊า เราไม่อยากทำ จะทำยังไงดี”

ชายหนุ่มร่างเล็กจึงระบายลมหายใจกับคำตอบเพื่อนซี้ โธ่เอ๊ย...นึกว่าเรื่องคอขาดบาดตายอะไร ที่แท้ก็เรื่องเดิม ปัญหาเดิมของคุณหนูกุ๊กที่แก้ไม่ตกเสียทีนี่เอง

“แล้วคราวนี้ไม่เหมือนทุกทีด้วยนะพัฒน์ เพราะแม่เป็นคนออกปากเองเลย” กุ๊กพูดต่อ

“แม่พูดเองเลยเหรอ?” พัฒน์ประหลาดใจมากกว่าต้องการถาม พลางแสร้งขู่ “คราวนี้เธอเสร็จแน่!”

“ไม่ตลกเลยนะพัฒน์ เราซีเรียสนะ” น้ำเสียงเจ้าตัวบอกชัดว่าเป็นเช่นนั้นจริง ๆ เพราะฉะนั้นเจ้าของโทรศัพท์จึงยอมลดรา ไม่ต่อล้อต่อเถียงกับเพื่อนตัวเล็กแต่ฤทธิ์เยอะ

“โอเค ซีเรียส แต่ตอนนี้เราคุยไม่ได้ ต้องขึ้นเวทีแล้ว ไว้ไงค่อยคุยกัน” ชายหนุ่มบอก และพอวางสายก็ชักเริ่มนึกสนุกกับเรื่องที่อีกฝ่ายเกริ่นเล่า

 

ท่าทางงานนี้คุณหนูคงต้องรับศึกหนัก เพราะแม่ทัพจากฝั่งตรงข้ามเป็นถึงแม่ตัวเอง แล้วอย่างนี้คุณหนูจะรับมือไหวเร้อ... พัฒน์นึกถึงใบหน้าใจดีของนางยุพาที่เขาเคยพบ หน้ายิ้ม ๆ นี่แหละที่เคยทำให้เขากับเพื่อน ๆ ชะล่าใจ ขออนุญาตชวนกุ๊กไปต่างจังหวัด และนางก็รับฟังยิ้ม ๆ ก่อนปฏิเสธยิ้ม ๆ ทว่าเด็ดขาด จนพวกเขาที่ไปด้วยกันถึงห้าคนแตกพ่าย รวมถึงลูกสาวที่ดื้อตื๊อจนแม่ไม่ยอมพูดอะไรด้วยเป็นอาทิตย์

พัฒน์ทิ้งเรื่องเพื่อนซี้ไว้เบื้องหลังเมื่อถูกเรียกขึ้นเวทีเพื่อเล่นดนตรีในผับย่านถนนข้าวสาร กระทั่งเล่นไปสี่เพลงรวด ก็มีกระดาษแผ่นหนึ่งส่งมาให้เขา พร้อมข้อความ...มือกีตาร์น่ารักจัง 089-XXX-XXXX แอน

มือกีต้าร์ยิ้มเก๋ให้กับข้อความ ก่อนเงยมองผู้หญิงผมยาวสวมเสื้อเสื้อสายเดี่ยวที่กำลังยกแก้วให้เขา แล้วเมื่อถึงคราวผลัดเปลี่ยนให้เขาร้องเพลง ชายหนุ่มก็ส่งสายตานุ่มไปยังผู้ส่งสาร พลางปัดผมตรงแก้มที่ชุ่มด้วยเหงื่อพราว รอยยิ้มในดวงตาหวานส่งให้ใบหน้าคล้ายผู้หญิงดูดีขึ้นอีก

 

อันที่จริง ตอนเด็ก ๆ ชายหนุ่มไม่ชอบใบหน้าตัวเองเท่าใดนัก เพราะมันทำให้ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเด็กผู้หญิง แถมเพื่อน ๆ ยังล้อว่าเป็นไอ้ตุ๊ด ประกอบกับร่างบางเล็กสูงแค่หนึ่งร้อยหกสิบแปดเซนติเมตร บางคนเลยนึกว่าเขาเป็นทอม หากพอย่างสู่วัยรุ่น ใบหน้ากระจุ๋มกระจิ๋มกลับส่งผลดี เมื่อรุ่นพี่ผู้หญิงหลายคนให้ความเอ็นดูเขาเป็นพิเศษ นั่นจึงทำให้เขารู้จักหว่านเสน่ห์ตั้งแต่นั้นมา

 

พัฒน์วางกีตาร์เมื่อเพลงสุดท้ายจบ พอเดินออกสู่ถนนสายคึกคักตรงหน้าร้านก็พบกับเจ้าของเบอร์โทรศัพท์ยืนอยู่กับเพื่อนผู้หญิงร่างบางอีกคน ชายหนุ่มจึงทักทาย

“จะกลับแล้วเหรอครับ หรือว่ารอใครอยู่”

“ไม่ได้รอใคร และยังไม่ได้กลับหรอกค่ะ แต่อึดอัดที่คนข้างในแยะเลยออกมายืนรับลมข้างนอก” คนพูดส่งสายตาซุกซนจนพัฒน์คิดว่าคนตรงหน้าไม่ธรรมดา ขณะหญิงสาวอีกคนเอ่ย

“แอนเข้าข้างในร้านเถอะ” ผู้พูดชวน แต่กลับถูกเพื่อนปฏิเสธด้วยการให้หญิงสาวเข้าไปรอด้านใน ทำให้เจ้าตัวหันขวับมายังตัวต้นเหตุที่ทำให้ถูกทิ้ง จนชายหนุ่มนึกขันกับดวงตาใสดุที่เหมือนกับว่ากำลังด่าทอเขาอยู่

ผู้หญิงสองคนนี้แปลกดี บุคลิกการแต่งตัวแตกต่างกันลิบลับ คนหนึ่งเปรี้ยวจี๊ดแต่งตัวแทบไม่เหลือให้จินตนาการต่อว่าภายใต้เสื้อตัวบางจะเป็นอย่างไร ส่วนอีกคนแต่งมิดชิดอย่างกับมาวัดไม่ใช่มาผับ

 

พัฒน์มองตามร่างของคนผมหยักศกสั้นประบ่าที่ไหวตามจังหวะเดินฉับ ๆ อย่างอารมณ์ไม่ดี ก่อนหันกลับมาสบสายตาคมของสาวสายเดี่ยวซึ่งแสดงท่าไม่พอใจที่ชายหนุ่มให้ความสนใจคนอื่น หากทั้งคู่ไม่ทันพูดอะไร โทรศัพท์พัฒน์ก็ดังขึ้น พร้อมเสียงโวยวาย

“ถึงบ้านหรือยังพัฒน์” เสียงกุ๊กลอดออกมาจนคนข้างเขาได้ยิน

“แฟนโทรมาตามหรือคะ” แอนจงใจพูดให้อีกฝ่ายได้ยิน ซึ่งได้ผล แต่เป็นผลคนละอย่างกับที่หญิงสาวนึก

“โหย อีตาพัฒน์ เพื่อนกลุ้มแทบตายไม่สนใจ มัวแต่สนใจผู้หญิง คอยดูนะ ฉันจะไปฟ้องน้องดาว” กุ๊กเอ่ยถึงรุ่นน้องที่พัฒน์คบหาดูใจมาราวสองปี ขณะเพื่อนชายส่งเสียงเข้มปรามแล้ววางสาย

“ผมต้องไปแล้วล่ะ”

“เชิญค่ะ แฟนโทรมาตามแล้วนี่คะ” ผู้พูดแค่นเสียง หากพัฒน์ไม่สนใจปฏิกริยานั้น

 

 

ราวยี่สิบนาที พัฒน์จึงถึงอพาร์ตเมนท์ เขาวางกระเป๋าเครื่องดนตรีไว้ที่มุมห้อง นอนแผ่บนเตียงนุ่มกว้าง แล้วกดโทรศัพท์หาเพื่อนที่เพิ่งกำความลับเขาเพิ่มขึ้นอีกข้อหนึ่ง

“ไง แยกกันได้แล้วเหรอ” เสียงประชดประชันดังขึ้นทันทีที่พัฒน์ต่อสายติด ก่อนปลายสายจะพูดต่อ “มีกิ๊กกั๊กไปทั่ว ไม่กลัวน้องดาวเสียใจหรือไง” กุ๊กเอ่ยถึงรุ่นน้องตัวเล็กน่ารักที่เป็นแฟนกับเพื่อนจอมเจ้าชู้ ขณะอีกฝ่ายขี้เกียจฟังเรื่องที่เคยถูกว่ามาแล้วเป็นร้อยรอบ จึงให้หญิงสาวเข้าเรื่อง

“แม่เราขีดเส้นตายไว้ ถ้าเดือนหน้ายังหางานไม่ได้ จะให้เราทำงานกับป๊า”

“แล้วไม่ดีหรือไง” พัฒน์หลับตา มือปัดผมซอยยุ่งที่เกะกะใบหน้า

“ดีที่ไหนล่ะ แค่นี้ก็แทบกระดิกกระเดี้ยไปไหนเองไม่ได้ ขืนทำงานที่บ้านอีก ชาตินี้ป๊ากับแม่คงคุมเราไปถึงอายุแปดสิบ ไปกลับได้เฉพาะที่ทำงานกับบ้าน” กุ๊กบ่น นึกถึงชีวิตที่ผ่านมาซึ่งกว่าจะมีโอกาสเที่ยวกับเพื่อนก็เป็นช่วงเรียนมหาวิทยาลัยปีท้ายๆ

“ก็อย่าเลือกงานนักซี่แม่คุณ” พัฒน์บอก เพราะรู้ว่าที่เพื่อนตกงานมาเป็นปีเพราะมัวเลือกงาน อยากทำงานในบริษัทใหญ่โตตรงกับสายที่เรียน เงินเดือนสตาร์ทเยอะๆ สวัสดิการแยะๆ อีกฝ่ายจึงนิ่งคิดตามครู่หนึ่ง ขณะคนบนเตียงเอ่ยต่อ

“ถ้าหาไม่ได้ ก็ทำกับที่บ้านไปก่อนสิ หาได้แล้วค่อยออกไม่ได้เหรอ”

“อ้อยเข้าปากช้างแล้วยากที่จะออกนะ” กุ๊กเปรียบเทียบ ส่วนพัฒน์พยายามครุ่นคิดเพื่อช่วยเพื่อน

“งั้นเอางี้ ให้พี่เอ๊ดช่วยหา พี่เอ๊ดรู้จักคนเยอะ ช่วยได้อยู่แล้ว”

“พี่เอ๊ดคงช่วยล่ะ ขานั้นเขาเข้าข้างป๊ากับแม่เต็มตัว ...อีกอย่างต่อให้พี่เอ๊ดหางานให้ แต่ถ้าใครรู้ว่าเราเป็นน้องพี่เอ๊ด พี่เอ๊ดอายเขาตาย” กุ๊กบอกถึงปมด้อยในใจ พัฒน์จึงปลอบว่าอย่าคิดมาก เพราะรู้ว่านอกจากเพื่อนจะกลัวพี่ชายอาย ตัวเธอเองนั่นแหละที่รู้สึกอายด้วย

“จริงนะพัฒน์ คิดดูดิ พี่เอ๊ดน่ะเพอร์เฟคทุกอย่าง หน้าตาดี ได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่งทั้งปริญญาตรี ปริญญาโท แถมพูดได้ทั้งจีนทั้งอังกฤษชนิดคล่องเป็นไฟแลบแปล๊บ แล้วก็ทำงานเก่งมากกก” กุ๊กลากเสียง “เทียบกับเราดิ ตัวเตี้ยแป้ก หน้าตางั้น ๆ เรียนก็ไม่เก่ง ภาษาก็บ้าน ๆ ทำงานก็ไม่รู้จะได้เรื่องมั้ย”

“ฟุ้งซ่านน่ากุ๊ก” พัฒน์ปลอบเพื่อนเหมือนที่เคยปลอบยามเจ้าตัวรำพึงรำพันถึงความแตกต่างระหว่างตัวเองกับพี่ชาย ก่อนบอกว่าบริษัทที่หญิงสาวไปสมัครงานวันนี้อาจเรียกตัวก็ได้ ปลายสายจึงถอนใจแล้วเล่าเหตุการณ์ตอนเช้าให้อีกฝ่ายฟัง

“กุ๊ก เธอต้องมีกรรมกับเด็กแน่ ๆ ไปไหน ทำไมเจอเด็กทำพิษตลอด”

“นั่นสิ คราวก่อนก็ทีละ ตอนไปรอสัมภาษณ์ ลูกใครในออฟฟิศก็ไม่รู้วิ่งมาจับก้นร้องปี๊น ๆ เรานะโคตรอาย” ปลายสายเล่า “แล้วยังคราวก่อนหน้านู้นอีก เด็กหลงมาดึงกระโปรงเราร้องแม่ ๆ นี่ยังไม่นับเรื่องที่เด็กในหมู่บ้านชอบเตะลูกบอลมาโดนเราประจำนะ”

ฟังจบเพื่อนชายก็หัวเราะเบา ๆ แล้วแนะนำ

“เราว่ากุ๊กมีแรงดึงดูดกับเด็กเหมือนกันนะ สนใจทำงานโรงเรียนอนุบาลที่เราสอนพิเศษวิชาดนตรีมั้ย ตอนนี้มีครูลาออกสองคน” พัฒน์เอ่ยถึงโรงเรียนอนุบาลที่เขารับสอนพิเศษตั้งแต่ปีก่อน

“ไม่ได้ฟังเรื่องที่เล่าเมื่อกี้หรือไง”

“น่า...เด็กไม่ได้เป็นอย่างนั้นทุกคนซักหน่อย แล้วถ้ากุ๊กไปสมัครก็มีโอกาสนา เราเป็นผู้รับรองให้ได้”

“ไม่ล่ะ เราไม่ชอบเด็ก น่ารำคาญ เลอะเทอะ พูดมากถามมาก” กุ๊กเบะปาก บอกตามตรง

“ตามใจ ไว้ถ้าสนใจก็บอกล่ะ”

“ไม่มีทาง” หญิงสาวทำเสียงขึ้นจมูก ก่อนถามข่าวคราวเพื่อนร่วมรุ่นคนอื่น

“เดือนก่อนเจอไอ้เขียดที่ร้าน มันเปลี่ยนงานอีกละ” ชายหนุ่มเอ่ยถึงเพื่อนผู้มีแววรุ่งที่สุดในรุ่น แต่ไป ๆ มา ๆ กลับกลายเป็นเซลส์ขายรถเพราะไม่สามารถหางานตรงกับสาขาที่เรียนได้

หญิงสาวฟังอย่างอ่อนใจ เพราะขนาดเพื่อนที่มีความสามารถ มีความฝัน และมีเป้าหมายชัดเจน สุดท้ายยังกระเด็นมาเริ่มต้นงานคนละชนิดกับที่ฝัน แล้วตนที่ยังไม่รู้ความต้องการตัวเอง แค่เลือก ๆ เรียน ๆ ให้จบเพื่อได้ปริญญา ชีวิตจะเป็นไปอย่างไร

“รุ่นเรามีใครได้งานตรงสายบ้างพัฒน์” กุ๊กเอ่ย พัฒน์เลยยกนิ้วนับ แต่กลับพบว่ามีไม่ถึงสิบคน

“แปลกเนอะ อุตส่าห์เรียนหนัก ๆ มาตั้งสี่ปี ผลสุดท้ายต้องทำงานอะไรไม่รู้ ไม่เห็นเกี่ยวกับที่เรียนเลย ดูอย่างเขียดสิ เห็นร่ำ ๆ อยากเป็นครีเอทีฟจะตาย สุดท้ายไปเป็นเซลส์ขายรถซะงั้น”

“ก็ความฝันมันกินไม่ได้นี่กุ๊ก” พัฒน์เปรยก่อนขอตัวไปนอน ขณะหญิงสาวนึกถึงสิ่งที่เพื่อนพูด

ใช่ความฝันกินไม่ได้ แต่ยังไงเธอก็อยากมีความฝันอยู่ดี…

 

 

 


บทที่ 2

 


พอเข้าตาจน รุ่งขึ้นกุ๊กจึงทำตามคำแนะนำเพื่อนด้วยการไม่เลือกงานโดยหว่านใบสมัครไปทั่ว จนตกบ่าย โชคก็เข้าข้างหญิงสาว เมื่อมีหมายเลขไม่คุ้นติดต่อเข้าโทรศัพท์มือถือขณะเจ้าของร่างเล็กอยู่ในซูเปอร์มาร์เก็ตกับมารดา ซึ่งทำให้เจ้าของโทรศัพท์แทบร้องกรี๊ดหลังวางสาย

“แม่ มีคนเรียกกุ๊กสัมภาษณ์งานวันพรุ่งนี้ล่ะ”

“หืม? ไวจัง เพิ่งสมัครเมื่อเช้าไม่ใช่เหรอ” นางยุพาสงสัย มองลูกสาวที่ยิ้มโชว์ฟันขาว แสดงท่าดีใจผิดกับท่าซังกะตายตอนชวนออกมาซื้อของ

“สัมภาษณ์ตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการเชียวนะแม่ เขาบอกถ้ากุ๊กสัมภาษณ์ผ่านจะให้เงินเดือนตั้งเกือบสองหมื่นแน่ะ” ลูกสาวรายงาน

“ให้ตั้งสองหมื่นเชียวหรือ”

“ใช่แม่ ตั้งสองหมื่น” ลูกสาวพูดช้าชัดพร้อมชูสองนิ้วยืนยันตัวเลข ขณะนางยุพาเห็นว่าเป็นเรื่องแปลกที่บริษัทจะจ้างคนไม่มีประสบการณ์ในเงินเดือนสูงขนาดนี้ แต่ไม่ทันขัด ลูกสาวก็เข็นรถเข็นตัวปลิวไปทางอื่นแล้ว นางจึงนำเรื่องมาเล่าให้ลูกชายฟังในตอนเย็น

“กุ๊กพรุ่งนี้จะไปสัมภาษณ์งานที่ไหน” พี่ชายตัวโตเดินเร็วเข้าสู่ห้องน้องสาวโดยไม่ได้ขออนุญาต ส่งผลให้คนตัวเล็กในชุดนอนลายการ์ตูนซึ่งกำลังเอกเขนกอ่านหนังสือบนเตียงเหล่ตากลมมองอย่างไม่พอใจ และไม่ยอมตอบคำถาม ทำให้คนตัวสูงคว้าหนังสือที่น้องอ่านโยนไปยังโต๊ะ พลางถามคำถามเดิมอีกครั้ง

“แหม ลองถามอย่างนี้ก็น่าจะรู้จากแม่แล้วสิ มาถามกุ๊กอีกทำไม” เจ้าตัวลุกขึ้นนั่งขัดสมาธิข้างพี่ชายที่ทรุดนั่งบนเตียงแล้วตอบ “บริษัท R.P.S. Inter Group”

“บริษัทอะไร ไม่เห็นเคยได้ยิน”

“พี่เอ๊ดต้องรู้จักทุกบริษัทในประเทศไทยหรือไง” เจ้าตัวย้อน จนพี่ชายต้องนับหนึ่งถึงสิบในใจ

ส่วนเจ้าของห้องไหวตัวทันหลังเห็นพี่ชายทำหน้าดุ เลยคว้าแขนเสื้อเชิ้ตของพี่มาพับเหมือนต้องการเอาใจ เพราะรู้ว่าอีกฝ่ายถามด้วยความเป็นห่วงมากกว่ากวนอารมณ์อย่างทุกที

“เป็นบริษัทเกี่ยวกับการตลาดและประชาสัมพันธ์น่ะพี่เอ๊ด อยู่ใกล้ ๆ ตึกที่พี่เอ๊ดทำงานนั่นแหละ” ผู้พูดเอ่ยถึงบริษัทที่พี่ชายทำงานเป็นวิศกรอยู่ พร้อมสาธยายรายละเอียดทั้งหมด ขณะคนฟังนั่งนิ่ง ขมวดคิ้วดกดำและหรี่ตาชั้นเดียวแบบคนจีนเป็นระยะก่อนสรุปห้ามไม่ให้น้องสาวไป

“เฮ้ย! ได้ไงล่ะพี่เอ๊ด เขานัดกุ๊กสัมภาษณ์ กุ๊กก็ต้องไปสิ”

“พี่ว่าจะโดนหลอกมากกว่า” พี่ชายบอกอย่างใจเย็น

“ทำไมพี่เอ๊ดคิดอย่างนั้นล่ะ” กุ๊กร้องเสียงหลง ตะกุยแขนเสื้อที่เพิ่งพับขึ้นลงจนหมด

“มีอย่างที่ไหน ประสบการณ์ทำงานไม่มี แต่ให้เป็นผู้ช่วยผู้จัดการ ได้เงินเดือนเกือบสองหมื่น!” แม้คำพูดพี่มีส่วนจริง แต่น้องสาวกลับอดสร้างความหวังไม่ได้ว่าทุกคนอาจคิดผิด เธออาจเป็นหนึ่งในผู้โชคดีที่ได้โอกาสนั้น โอกาสการทำงานและเงินเดือนสูงที่ไม่เหมือนใคร

 

นัยน์ตากลมมองใบหน้าคมสันหล่อเหลา ทะลุไปถึงชีวิตที่สมบูรณ์แบบของพี่ชาย ทำไมพี่เอ๊ดต้องย้ำเรื่องตกงานและขัดขวางด้วย กลัวเราได้งานดี ๆ เงินดี ๆ แข่งกับตัวเองหรือไง หญิงสาวคิดด้วยความน้อยใจก่อนแปลงความรู้สึกเป็นความดื้อรั้น

“ทำไมพี่เอ๊ดไม่คิดบ้างว่าที่เขาเรียกกุ๊กสัมภาษณ์ เพราะกุ๊กจบเอกประชาสัมพันธ์ตรงกับงานบริษัทเขา แล้วเขาแค่เรียกสัมภาษณ์กุ๊กนะ ยังไม่ได้รับทำงานเสียหน่อย ทำไมพี่เอ๊ดต้องให้กุ๊กบอกปัดโอกาสตัวเองด้วย อีกอย่างดีไม่ดียังไง ให้กุ๊กได้เจอ ได้ตัดสินใจเองได้มั้ย กุ๊กโตแล้ว กุ๊กเรียนจบแล้วนะไม่ใช่เด็ก ๆ สักหน่อย”

ประโยคยาวเหยียดทำให้พี่ชายสะอึก ก่อนอ่อนเสียงลง

“กุ๊กจะไปก็ไป แต่ให้พี่ไปส่งนะ” เอ๊ดบอก คิดว่ายังไงเสียถ้าเห็นที่ตั้งบริษัทว่าน่าเชื่อถือ เขาจะได้อุ่นใจเปลาะหนึ่ง ที่สำคัญ คงถึงเวลาเสียทีที่จะให้เจ้ากุ๊กเผชิญหน้าทำอะไรด้วยตนเอง ไม่ใช่มีคนคอยประคบประหงมเหมือนเด็ก ๆ เพราะดูท่าทางน้องสาวเขาก็ไม่ใช่คนอ่อนแออ่อนโลกเสียหน่อย ป๊า แม่ และเขาอาจห่วงเกินเหตุเองก็ได้ ชายหนุ่มนึกก่อนลุกยื่นหนังสือเล่มสักครู่คืนเจ้าของห้อง

ขณะดวงตากลมโตมองตามประตูไม้ที่ปิดสนิท ร่างเล็กแผ่หลาบนเตียง ริมฝีปากบางคลี่ยิ้ม หลับตาฝันหวานเห็นภาพตัวเองใส่สูท เดินโก้ถือแฟ้มหนาตามหลังผู้จัดการ เป็นผู้ช่วยสาวที่ใคร ๆ ต่างนับถือ ทึ่งในความเป็นมืออาชีพ

 

 

และแล้วกุ๊กก็ได้งานภายในเวลาเพียงสองชั่วโมงหลังสัมภาษณ์ ก่อนจะเริ่มงานในวันถัดมา โดยที่บิดาเกือบจะตามมาส่งราวกับเธอเป็นเด็กอนุบาล

“มาเร็วดีนะ” ทรงพลผู้เป็นเจ้านายของกุ๊กเอ่ยชมหลังเห็นหญิงสาวมาเริ่มงานแต่เช้า ก่อนชวนลูกน้องคนใหม่ไปฟังข้อมูลผลิตภัณฑ์ ซึ่งกุ๊กต้องฟังตลอดสัปดาห์พร้อมผู้ช่วยผู้จัดการนับสิบ โดยเจ้านายให้เหตุผลว่าก่อนเริ่มงาน ทุกคนควรทำความรู้จักกับผลิตภัณฑ์อันหลากหลายของบริษัทก่อน กระทั่งสัปดาห์ต่อมา หญิงสาวก็ตื่นเต้นเมื่อทรงพลชวนเธอออกสำรวจตลาด

แต่การสำรวจตลาดของหญิงสาวกลับไม่เหมือนอย่างเพื่อนคนอื่นเคยเล่าว่าต้องไปดูของตามห้างสรรพสินค้า เพื่อหาไอเดียกลับมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพราะทรงพลไม่ได้พาลูกทีมไปห้างฯ หรืองานแสดงสินค้า หากมายังหมู่บ้านแห่งหนึ่งแทน

“มาทำอะไรที่นี่หรือคะ” หญิงสาวถามหลังเจ้านายให้ทุกคนแยกย้ายไปบ้านหลังต่าง ๆ ยกเว้นเธอที่เขาดึงตัวไว้ด้วยกัน

“มาเสนอสินค้าไง” ทรงพลใช้คำหรู ตบกล่องเครื่องปั่นน้ำผลไม้ที่กุ๊กจำได้ว่าผู้บรรยายสาธยายไว้ว่ามันดีอย่างไร

 

ตอนนี้เอง หญิงสาวจึงค่อยกระจ่างจากเรื่องที่คาใจและตงิด ๆ สงสัยว่าทำไมเธอถึงไม่ต้องทำอะไรเลยนอกจากฟังบรรยายข้อมูลผลิตภัณฑ์เป็นอาทิตย์ ทำไมทุกคนถึงได้ตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการเหมือนกันหมดทั้งที่มีทรงพลเป็นผู้จัดการอยู่คนเดียว และทำไมบริษัทถึงรับเธอทำงานง่ายดายนัก ไม่ทดสอบอะไร โธ่เอ๋ย...ที่แท้บริษัทวางแผนการตลาดประชาสัมพันธ์สินค้าก็คือเสนอขายของ แล้วตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการก็คือเซลส์ดี ๆ นั่นเอง

“พี่หลอกกุ๊กนี่นา ไหนบอกให้เป็นผู้ช่วยผู้จัดการ แล้วทำไมให้มาขายของแบบนี้ล่ะ” หญิงสาวเอ่ยเสียงเข้ม เจ็บใจเมื่อรู้ว่าถูกหลอก

“หลอกที่ไหน พี่เป็นผู้จัดการ กุ๊กมาช่วยพี่ ก็เป็นผู้ช่วยผู้จัดการไง” ทรงพลพูดหน้าตาเฉย พร้อมกดกริ่งบ้านหลังหนึ่ง ส่วนกุ๊กโกรธกว่าเดิม หากไม่ทันแผลงฤทธิ์ เจ้าของบ้านก็อุ้มลูกเล็กที่ร้องกระจองอแงงออกมา

“มาหาใครหรือคะ” เจ้าของบ้านถาม ขณะเจ้าตัวเล็กแดงในวงแขนร้องไห้ไม่หยุด

“คุณเป็นเจ้าของบ้านใช่มั้ยครับ”

“ค่ะ”

“เรามาจากบริษัท R.P.S. Inter Group ครับ ผมมีผลิตภัณฑ์จากทางบริษัทมานำเสนอ นี่เป็น...” ทรงพลพูดน้ำไหลไฟดับท่ามกลางเสียงร้องน่ารำคาญของเด็กน้อย จนเจ้าของบ้านแสดงสีหน้าลำบากใจ ก่อนค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด หากทรงพลไม่ทันสังเกตเห็นหรือเขาอาจจะสังเกตเห็นแต่ทำเป็นไม่สนใจ

“พี่ไม่ได้โกหก แต่พี่พูดไม่หมด” จู่ ๆ คนที่พยายามท่องยุบหนอพองหนอแต่ไม่สำเร็จก็โพล่งแทรก ขณะทรงพลงุนงง “พี่พูดไม่หมดว่างานที่จะมาทำคืออะไร นี่มันเข้าข่ายหลอกลวงให้เสียเวลานะ” หญิงสาวเสียงดัง ฉุนเฉียวที่อีกฝ่ายปกปิดความจริง ทำให้ไม่ไว้ใจอีก เพราะในเมื่อเริ่มต้นด้วยการหลอกลวง แล้วเธอจะทำงานกับเขาได้อย่างไร

ที่สำคัญทรงพลทำเธอเสียเวลาในการหางานเพื่อหนีจากออฟฟิศบิดาด้วย ยิ่งคิดหญิงสาวยิ่งโมโหพานรำคาญถึงเสียงทารกซึ่งไม่มีทีท่าว่าจะหยุดสักที

“หลอกลวงอะไรกัน” เจ้าของบ้านผู้จับต้นชนปลายไม่ถูกมองเครื่องปั่นน้ำผลไม้ในมือทรงพล

“คือ...น้องเขาหมายถึงผมยังบอกคุณสมบัติของเครื่องปั่นน้ำผลไม้ไม่หมด และถ้าบอกไม่หมดก็เข้าข่ายหลอกลวงน่ะครับ” ทรงพลแถข้าง ๆ คู ๆ ผู้ช่วยผู้จัดการเลยจ้องเขม็งที่เขาก่อนรับมุก

“ใช่ค่ะ เรายังบอกไม่หมดว่าเครื่องปั่นน้ำผลไม้นี้ดีอย่างไร”

 

แม้แปลกใจกับท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน แต่ทรงพลก็ใจชื้นขึ้นหลังเห็นผู้ช่วยตนยอมอ่อนลง ก่อนอ้าปากหวอเมื่อหญิงสาวทดสอบความทนทานของเครื่องปั่นน้ำผลไม้ด้วยการกระชากมันจากมือเขาแล้วขว้างลงพื้นโดยแรงจนฝาครอบสีครีมกระเด็นลอยคว้างสูงขึ้นไปในอากาศ ขณะสายตาทุกคู่มองตาม เสียงร้องไห้พลันเงียบกริบ

“เห็นมั้ยคะว่ามันทนทานแค่ไหน ขนาดเขวี้ยงแรง ๆ ยังไม่พังเลย” หญิงสาวพูดเสียงเย็น ชี้ฝาครอบที่ร่วงลงข้างเครื่องปั่นบนพื้นซีเมนต์ เหยียดริมฝีปากใส่ทรงพลซึ่งยังยืนอ้าปาก แล้วสะบัดหน้าจนหางม้าสะบัดตาม ก้าวจ้ำออกจากหมู่บ้าน ก่อนโบกเรียกแท็กซี่กลับบ้านเมื่อถึงปากซอย

เหลือเวลาอีกไม่นานในการหางานใหม่ เราต้องรีบหาให้ได้ ไม่งั้นคงต้องอยู่ในอ้อมกอดอุ่น ๆ แต่ชักอึดอัดของครอบครัวไปตลอดชีวิตแน่ ๆ

 

หญิงสาวนั่งคิ้วขมวดบนรถ ใจว้าวุ่น นัยน์ตากลมมองนอกหน้าต่าง ครุ่นคิดถึงวิธีการที่จะทำให้ได้งานรวดเร็วที่สุด และในจังหวะนั้นเอง รถแท็กซี่ก็ขับผ่านหน้าโรงเรียนอนุบาลกลางใจที่เพื่อนซี้เป็นครูสอนดนตรีอยู่ หญิงสาวจึงระบายลมหายใจยาวสามรอบซ้อน แล้วตัดสินใจหาทางออก ซึ่งอาจเป็นทางรอดสุดท้าย...

“ไงกุ๊ก” ปลายสายทักเมื่อรับโทรศัพท์ ขณะกุ๊กถอนหายใจอีกรอบก่อนถาม

“พัฒน์ โรงเรียนอนุบาลที่เธอทำงานน่ะ เขายังรับคนอยู่มั้ย”

 

 

ปลายสัปดาห์ หญิงสาวก็มานั่งห่อไหล่ในห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้าซึ่งเต็มไปด้วยหนังสือ โดยมีผู้หญิงสองคนอยู่ในห้องเดียวกัน โดยถ้าคะเนจากอายุ บุคลิก รวมถึงการแต่งกาย กุ๊กก็เดาว่าหญิงร่างท้วม ทรงผมดัดสั้น สวมสร้อยไข่มุกซึ่งมีวัยใกล้เคียงกับมารดาน่าจะเป็นผู้บริหารของโรงเรียนอนุบาลแห่งนี้ ส่วนคนรูปร่างสมส่วนท่าทางดุ ๆ นัยน์ตาคมกริบ ตัดผมสั้นบ๊อบเท่าติ่งหูคงเป็นหัวหน้าฝ่ายบุคคลแน่นอน หากคำตอบที่เฉลยออกมา ผิดถูกอย่างละครึ่ง เพราะผู้ที่หญิงสาวนึกว่าเป็นฝ่ายบุคคล แท้จริงเป็นหัวหน้าระดับชั้นอนุบาลสามต่างหาก

‘โหย...ขนาดผู้ใหญ่อย่างเราเห็นยังกลัว แล้วเด็กไม่ร้องจ๊ากวิ่งหนีเลยหรือ’ กุ๊กกลืนน้ำลายตอนสบสายตาดุของคนที่แนะนำตัวว่าชื่อครูบรรยง ซึ่งเขม้นมองเธออย่างสำรวจราวกับต้องการทะลุทะลวงไปถึงเครื่องในไส้พุง ขณะอาจารย์กลางใจผู้ควบตำแหน่งครูใหญ่และเจ้าของโรงเรียนกำลังก้มอ่านประวัติเธอ

“ทำไมถึงอยากเป็นครูอนุบาล” ครูบรรยงถามคำถามแรกด้วยน้ำเสียงเข้มไม่ต่างจากดวงตา ส่งผลให้ผู้สมัครใจฝ่อ มือชื้นกำขยุกขยิกที่หน้าตัก เครียดตั้งแต่คำถามแรกซึ่งแม้แต่ตัวเองก็ไม่รู้คำตอบ โชคดีที่มีโต๊ะเป็นกำบัง คนฝั่งตรงข้ามจึงไม่เห็นภาษากาย

“กุ๊กอยากเป็นแม่พิมพ์ของชาติค่ะ” หญิงสาวโพล่งด้วยความประหม่า ก่อนรีบพูด “กุ๊กหมายถึงอยากทำงานที่มีประโยชน์ สอนคนให้มีความรู้ เกิดความงอกงามทางสติปัญญาค่ะ ...อีกอย่างกุ๊กชอบเด็ก อยากทำงานกับเด็กค่ะ”

“ชอบเด็กอย่างนั้นหรือ” ผู้สัมภาษณ์เอ่ยซ้ำคำพูดอีกฝ่าย ผู้สมัครจึงร้อนตัว รีบร้อนอธิบาย

“ไม่ใช่แค่ชอบ แต่รักเลยค่ะ” กุ๊กตอบพร้อมฉีกยิ้มกว้างแบบนางสาวไทย ต่างแค่เพียงเธอไม่มีสายสะพายกับมงกุฎเพื่อการันตีคำพูดเท่านั้น แต่ท่าทางหลุกหลิกพิลึกพิลั่นไม่อาจรอดพ้นจากสายตาคมกริบของครูบรรยงได้ ผู้สูงวัยเลยมองหญิงสาวที่อายุห่างกับตนเกือบยี่สิบปีอย่างไม่ไว้ใจ

“แต่ความรู้สึกที่พอเห็นลูกคนอื่นแล้วชอบ อยากเล่นด้วยเหมือนเขาเป็นของเล่นน่ะ ไม่ได้หมายความว่าเธอรักเด็ก อยู่กับเด็กได้หรอกนะ เพราะถ้าเป็นครู เธอต้องอยู่กับเด็กทั้งวัน ไม่ว่าเด็กงอแงยังไง เธอก็จะเดินหนีแล้ววางทิ้งเหมือนเวลาทำกับลูกคนอื่นไม่ได้” ครูบรรยงบอก

“กุ๊กทราบค่ะ บางทีเด็กเอาแต่ใจตัวเอง งอแง ดื้อ พูดไม่รู้เรื่อง...” กุ๊กแจงข้อเสียเด็กเป็นข้อ ๆ จนพอรู้ตัวว่าเริ่มแสดงภูมิเยอะเกินไปจึงแก้ลำ “แต่เรื่องพวกนี้เป็นธรรมชาติของเด็กค่ะ กุ๊กเข้าใจดีและไม่มีวันเดินหนี” หญิงสาวย้ำคำพูดท้ายประโยค เหมือนต้องการบอกตัวเองมากกว่าเป็นคำตอบให้ผู้อยู่ฝั่งตรงข้าม

...เหลือเวลาอีกไม่มาก ยังไงเราต้องเดินหน้าทำทุกอย่างเพื่อให้ได้งานนี้ ส่วนเรื่องเป็นครู จิ๊บจ๊อยน่า... แค่สอนเด็กอนุบาลไม่ยากหรอก... กุ๊กปลอบและเรียกขวัญกำลังใจให้ตัวเอง ก่อนยืดหลังตรงสบตาผู้สัมภาษณ์ ไม่หลบเช่นตอนแรก ขณะใบหน้าดุของคนร่างผอมนิ่ง พินิจวงหน้ากลมขาวที่อ่อนเยาว์กว่าอายุจริง

 

เด็กคนนี้มีข้อดีตรงท่าทางเป็นมิตร ใจดีอย่างที่เด็กชอบ บุคลิกก็กระฉับกระเฉงคล่องแคล่วสดใส แต่ข้อเสียสิ เธอดูเด็กจนเหมือนเพื่อนตัวโตมากกว่าครู อาจทำให้นักเรียนไม่เชื่อฟัง แล้วสิ่งที่เด็กคนนี้ตอบมาก็เป็นอุดมคติมากกว่าความจริง

“เป็นเพื่อนกับครูพัฒน์เหรอ” จู่ๆ เสียงนุ่มของอาจารย์กลางใจก็แทรกขึ้น ทำให้บรรยากาศเครียดเคร่งผ่อนคลาย หญิงสาวจึงตอบขยายความว่าเป็นเพื่อนอีกฝ่ายตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย

“ครูพัฒน์เก่งนะ แต่งเพลงใหม่ให้เด็กเรื่อย เด็ก ๆ เลยติดครูพัฒน์น่าดู” เจ้าของโรงเรียนชื่นชม หญิงสาวยิ้มกับคำพูดนั้น นึกในใจว่าไม่ใช่แค่เด็ก ๆ หรอกที่ชอบครูพัฒน์ เด็กสาว ๆ ก็ชอบครูพัฒน์เหมือนกัน

“ตอนว่างงานทำอะไรบ้าง” ครูบรรยงแทรกหลังเงียบอยู่ครู่หนึ่ง

“อบรมคอร์สสั้น ๆ ค่ะ เรียนภาษาอังกฤษบ้าง วาดรูป นวดสปาก็มีค่ะ” หญิงสาวนับนิ้ว เพราะไม่อยากอยู่บ้านเลยตะลอน ๆ เรียนนู่นนี่แก้เบื่อแม้บิดาจะไม่ค่อยชอบใจเท่าไหร่ แล้วพูดต่อ “และก็ดูหนัง อ่านหนังสือด้วยค่ะ”

“อ่านหนังสือหรือ ชอบเรื่องอะไร” ครูบรรยงรุก เพราะนึกถึงสำนวน You are What You Read

“โต๊ะโตะจัง เด็กหญิงข้างหน้าต่างค่ะ” หญิงสาวตอบ จำได้ว่าพัฒน์เป็นคนบอกให้เธออ่านหนังสือเล่มนี้ก่อนสัมภาษณ์งานที่โรงเรียน กุ๊กจึงทำตามและยอมรับว่าเป็นหนังสือที่สนุก ชอบกับทัศนคติของเรื่องซึ่งเกี่ยวกับการเรียนการสอนแบบใหม่ ไม่เหมือนโรงเรียนทั่วไป

อาจารย์กลางใจพยักหน้าน้อย ๆ รู้ว่าคำตอบอาจไม่ได้จริงร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ชอบที่เด็กตรงหน้าเข้าใจตอบ เลือกหนังสือที่เกี่ยวกับการศึกษาซึ่งคล้ายกับแนวทางของโรงเรียน จึงเอ่ยคำถามต่อมา

“สมมติว่าคุณต้องสอนเด็กบวกเลข คุณจะมีวิธีการสอนอย่างไรให้น่าสนใจ”

หญิงสาวอึ้งเมื่อเจอคำถามวัดความสามารถที่ไม่ได้เตรียมตัวมา เพราะนึกว่าจะโดนให้ลองสอนหนังสือตามตำราจึงเตรียมตัวมาเท่านั้น หัวสมองจึงคิดเร็วจี๋ รีบนึกสารพัดวิธี

แย่แล้ว...จะตอบได้ไหมนี่...

อ้อ...จริงสิ ตอนเด็ก ๆ ป๊าบอกพี่เอ๊ดบวกเลขคล่องกว่าใคร เพราะป๊าให้ช่วยทำงาน ซื้อของขายของ บวกเลขทอนเงินให้ลูกค้าเสมอ

“กุ๊กจะพาเด็กไปตลาดหรือให้เด็ก ๆ เล่นขายของจริง ๆ เลยค่ะ จะได้เข้าใจจากประสบการณ์จริง แล้วให้พัฒน์ช่วยแต่งเพลงประกอบด้วย เด็กจะได้สนุกกับการเรียนและจำเครื่องหมายต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น” หญิงสาวตอบจากประสบการณ์พี่ชาย ไม่แน่ใจว่าคำตอบนี้จะสามารถทำให้เธอได้งานหรือไม่

 

แล้วหลังจากนั้นครูบรรยงกับอาจารย์กลางใจจึงพูดคุยซักถามอีกราวยี่สิบนาทีก่อนจบการสัมภาษณ์ โดยบอกว่าจะแจ้งผลให้เธอทราบภายหลัง

 

“ยงคิดว่าเป็นยังไง” สตรีในวัยห้าสิบต้น ๆ ถามครูบรรยง ครูที่อยู่กับโรงเรียนอนุบาลกลางใจมาตั้งแต่ก่อตั้งเมื่อห้าปีก่อน

“บุคลิกดีค่ะ ร่าเริง สดใส เสียแต่...ยงว่าเด็กคนนี้มีอะไรแปลก ๆ”

“แปลกยังไง” เจ้าของโรงเรียนถาม เพราะอยากรู้อีกฝ่ายคิดเหมือนตนหรือไม่

“ตอนแรกดูหลุกหลิก ไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง แต่ตอนหลังกลับเป็นอีกอย่าง ท่าทางกระตือรือร้นมากจนบอกไม่ถูกว่าเหมือนพวกโดนไฟลนก้นหรือไฟแรง... แล้วตอนที่บอกรักเด็ก เขายิ้มชอบกล” หัวหน้าระดับย่นคิ้วขณะบอกความในใจ ส่วนอาจารย์กลางใจนึกขันปนเอ็นดูหลังนึกภาพฉีกยิ้มเหมือนนางงามของหญิงสาวคราวลูกซึ่งรู้สึกถูกชะตาด้วยไม่น้อย

“ส่วนเรื่องวุฒิการศึกษา ไม่ได้จบด้านปฐมวัยโดยตรง ยงไม่แน่ใจว่าเขาจะเข้าใจเรื่องการเรียนการสอนมากน้อยแค่ไหน”

“แต่เท่าที่ฟังวิธีการสอนเมื่อกี้ก็สร้างสรรค์ใช้ได้นะ ตรงกับแนวทางโรงเรียนเราด้วย”

“คงเพราะจบนิเทศศาสตร์มั้งคะ เลยมีความคิดสร้างสรรค์” ครูบรรยงพูด อาจารย์กลางใจพยักหน้า

“กำลังอยากได้คนแบบนี้เหมือนกัน มีพลังคิดอะไรใหม่ ๆ อีกอย่างท่าทางฉลาด คงเรียนรู้อะไรไม่ยาก ส่วนเรื่องใบประกอบวิชาชีพครูไม่น่ามีปัญหา ถ้าไปด้วยดี ค่อยสอบทีหลังได้” เสียงเปรยนุ่ม ๆ จากอาจารย์กลางใจทำให้อีกฝ่ายรู้ทันทีว่าผลการสัมภาษณ์เป็นอย่างไร

“แต่จะเป็นพวกไฟลนก้นหรือไฟแรง บรรยงคงต้องช่วยดูแลไฟกองนี้ให้เข้าที่เข้าทางแล้วล่ะ” เจ้าของโรงเรียนอนุบาลกลางใจบอก โดยละเหตุผลในใจอีกข้อว่า...ความสดใสของเด็กคนนี้คงช่วยคานความตึงเครียดของห้องเรียนครูบรรยงได้ไม่น้อย

 

----------

ติดตามเรื่องราวต่อไปได้ในรูปแบบรูปเล่ม " อุ่นรักฉบับอนุบาล " โดย ชมบุหลัน ค่ะ

 

 

แก้ไขล่าสุด ใน วันพุธที่ 06 ตุลาคม 2010 เวลา 02:26 น.
 

คอมเมนต์ 

 
+1 #1 น่าอ่านจัง
เรื่องดูน่ารักด ีนะคะ
อ้างอิง
 
 
0 #2 beam
อ่านจบแล้ว น่ารักมากค่ะ
อ้างอิง
 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่


รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช

Your Shopping Cart

Your Shopping Cart
รถเข็นของท่านยังไม่มีรายการสินค้า

button_checkout
button_how
button_delivery

button_tel

Wallpaper สำหรับแฟนๆ

Links

cs

school

b_job