|
บทนำ
“นายเสียสติไปแล้วหรือไง!!!” ฉันแหกปากลั่น พร้อมขยับแว่นให้เข้าที่เพื่อจะมองหน้าคนที่นั่งตรงหน้าให้ชัดเจน เพราะฉันไม่แน่ใจนักว่าตอนนี้คนที่นั่งอยู่ตรงหน้าฉันเป็นบ้า เสียสติ เมา หรือสิ่งที่เขาเพิ่งพูดกับฉันเมื่อกี้เป็นแค่เรื่องล้อเล่นกันแน่
“ฉันไม่ได้เสียสติ แล้วก็ไม่ได้เมาด้วย!” เฮซองตอบกลับด้วยสีหน้ายุ่ง ๆ “ฉันพูดจริง ๆ”
“นายพูดจริงแต่ความเป็นจริงมันเป็นไปไม่ได้!!” ฉันสวนกลับทันทีเมื่อตั้งสติได้ ฉันรู้จักผู้ชายตรงหน้าฉันมาตลอดชีวิต ฉันย่อมรู้ดีว่าสีหน้าของเขาตอนนี้บ่งบอกว่าเขาพูดจริง ๆ และเขาอยากให้ฉันทำตามที่เขาขอร้องจริง ๆ ซะด้วย
แต่ไม่ว่าจะนอนคิด นั่งคิด ตะแคงคิด ไม่ว่าแบบไหน สิ่งที่เขาขอร้องฉันมันก็เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้!!!
“เป็นไปได้สิ แค่เธอรับปากว่าจะทำก็เท่านั้น”
“อย่างแรกเลยนะยุนเฮซอง ฉันเป็นผู้หญิง ส่วนนายเป็นผู้ชาย!”
“แต่เราเหมือนกันมาก ถ้าเธอถอดแว่นออก และตัดผมซะ!” เฮซองสวนกลับทันที ซึ่งทำเอาฉันต้องขยับตัวเล็กน้อย เพราะสิ่งที่เฮซองพูดเป็นจริงทุกอย่าง ฉันกับเขา เรา เหมือนกัน มาก จริง ๆ
ทำไมจะไม่เหมือนล่ะ ก็เราสองคนน่ะเป็นฝาแฝดกันนี่นา และเราไม่ได้มีแค่หน้าตาเท่านั้นนะที่เหมือนกัน แม้แต่ส่วนสูงก็ยังเท่ากันอีก จะต่างกันก็แค่ฉันสายตาสั้น ส่วนเฮซองสายตาปกติ ฉันผมยาว เฮซองผมสั้น ฉันตัวเล็กกว่าเฮซองนิดหน่อย แต่โดยรวม ๆ แล้วเราต่างคนก็สามารถที่จะใส่เสื้อผ้าบางตัวของอีกฝ่ายได้สบาย เรียกได้ว่า ถ้าพวกเราปลอมตัวเป็นอีกฝ่ายล่ะก็ ต่อให้พ่อกับแม่ก็แยกเราไม่ออกหรอก
“แต่เรื่องแบบนี้มันจะเป็นไปได้ยังไง นายก็รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ โรงเรียนของเราสองคนต่างก็เป็นโรงเรียนประจำนะ แล้วไอ้ที่นายจะให้ฉันทำน่ะมันเป็นการขี้โกงชัด ๆ” ฉันบอกและขยับแว่นอีกครั้ง
“ยุนเฮมีเธอคิดเอาเองก็แล้วกันนะ ถ้าฉันสอบไม่ผ่านคราวนี้ ฉันจะไม่จบม. ปลาย และถ้าฉันไม่จบม. ปลายพ่อกับแม่คงจะต้องลากฉันกลับปูซานแน่ ๆ แล้วเธอคิดเหรอว่าเธอจะได้อยู่โซลต่อคนเดียวโดยที่ไม่มีฉัน” เฮซองพูดด้วยเสียงข่มขู่นิด ๆ พร้อมเอนหลังพิงพนักโซฟาด้วยท่าทางเป็นต่อ
คำพูดของเฮซองทำให้ฉันต้องคิดหนัก บ้านเกิดของฉันกับเฮซองอยู่ที่ปูซาน พ่อกับแม่ของเราทำธุรกิจอยู่ที่นั่น และเพราะฉันอยากเข้าเรียนม. ปลายที่โซล ฉันจึงขอร้องพ่อกับแม่ ซึ่งทั้งสองคนก็ยอมอนุญาตโดยมีเงื่อนไขว่าเฮซองจะต้องมาด้วย แต่เพราะโรงเรียนที่ฉันอยากเรียนเป็นโรงเรียนหญิงล้วน แถมยังเป็นโรงเรียนประจำอีก เฮซองจึงไม่มีทางเลือก นอกจากจะเข้าโรงเรียนประจำชายล้วนเหมือนกัน ซึ่งทั้งสองโรงเรียนเป็นโรงเรียนในเครือเดียวกัน แต่แค่แยกชายหญิงเท่านั้น
“แต่ถ้าฉันสอบเข้ามหา’ลัยได้ พ่อกับแม่ก็ต้องให้ฉันอยู่สิ” ฉันพูดออกไปหลังจากคิดอยู่สักพัก
“โดยไม่มีฉัน พี่ชายที่แสนดีอย่างฉันคนนี้คอยดูแลเธอเนี่ยนะ?” เฮซองย้อนอีก
“พี่ชายงั้นเหรอ นายน่ะเกิดก่อนฉันไม่ถึงครึ่งชั่วโมงด้วยซ้ำ!”
“ฉันเกิดวันที่สิบ ส่วนเธอวันที่สิบเอ็ดเพราะฉะนั้นฉันเป็นพี่เธอหนึ่งวันไม่ใช่หรือไง ดูที่ใบแจ้งเกิดสิ!!” เฮซองสวนกลับทันที และมันก็เป็นหมัดที่ทำเอาฉันตายคาที่เลย
ก็เพราะสิ่งที่เฮซองพูดน่ะมันเป็นความจริงที่แสนจะอุบาทว์เป็นบ้า! เพราะอะไรน่ะเหรอ ก็เพราะว่าเฮซองน่ะเกิดก่อนเที่ยงคืนวันที่สิบ ส่วนฉันดันเกิดหลังเที่ยงคืนวันที่สิบ ซึ่งก็คือเช้าวันใหม่ของวันที่สิบเอ็ด เพราะฉะนั้นสูติบัตรของเฮซองจึงลงวันที่ที่เกิดก่อนฉันหนึ่งวัน
และเขาก็ใช้ข้ออ้างนี้เล่นงานฉันมาโดยตลอดชีวิตที่ผ่านมาของเราสองคน
“นายจะเรียกตัวเองว่าพี่ก็ช่าง แต่ฉันไม่เห็นเหตุผลหรือความเป็นไปได้ในสิ่งที่นายขอร้องเลยสักนิด”
“อะไรที่เป็นไปไม่ได้?”
“ฉันสายตาสั้น”
“ใส่คอนแทคเลนส์ก็ได้ ความจริงฉันบอกเธอตั้งนานแล้วว่าให้เปลี่ยนมาใส่คอนแทคเลนส์ ไม่รู้หรือไงการที่เธอใส่แว่นและแต่งตัวเป็นสาวทึนทึกแบบนี้น่ะแหละที่ทำให้เธอเป็นโสด”
ฉันสูดหายใจเข้าลึกเพื่อระงับอารมณ์ “แต่หน้าอกฉันล่ะ ฉันมีหน้าอกที่ต้องปิดบังนะ!”
เฮซองเบิกตากว้างขึ้นนิด ๆ และจ้องมองหน้าอกฉันด้วยสีหน้าจริงจัง “ฉันว่าปัญหานี้น้อยมาก หน้าอกของเธอไม่ได้เรียกว่าหน้าอกหรอก ผู้ชายที่โรงเรียนฉันบางคนหน้าอกใหญ่กว่าเธออีก”
ใจเย็น ๆ ไว้ยุนเฮมี ใจเย็น ๆ ไว้
“ถ้าฉันทำตามที่นายขอจริง ๆ แล้วเรื่องที่โรงเรียนฉันล่ะ?”
“โรงเรียนเธอปิดเทอมแล้วยุนเฮมี”
ฉันอ้าปากอยากจะเถียงแต่ก็อีกนั่นแหละ เฮซองพูดถูกอีกครั้ง สำหรับนักเรียนม. ปลายปีสามของโรงเรียนฉัน พวกเราจะมีการสอบเร็วกว่าโรงเรียนอื่นหนึ่งเดือนและปิดเทอมทันที เพื่อให้นักเรียนม. ปลายปีสามได้ทบทวนบทเรียนอย่างเต็มที่สำหรับการสอบเข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย
“ฉันจะไม่ยอมตัดผมของฉันเพื่อนายหรอก”
“งั้นหลังสอบเสร็จก็เตรียมตัวกลับไปปูซานได้เลย”
ฮึ่มมมมม “นายต้องการอะไรกันแน่!!!”
“ฉันบอกเธอไปแล้วยุนเฮมี เธอก็แค่ต้องช่วยให้ยุนเฮซองจบม. ปลาย แล้วฉันจะอยู่โซลหรือไปที่ไหนในโลกก็ได้ ถ้าเธออยากให้ไป”
“ฉันอยากให้นายไปลงนรก” ฉันสวนกลับทันที และแทนที่เฮซองจะโกรธ เขากลับยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ
“ช่วยฉันหรือกลับปูซาน เธอเลือกเอาเองก็แล้วกัน”
“แล้วการเตรียมสอบของฉันล่ะ นายไม่คิดบ้างเหรอว่าฉันต้องเตรียมตัวเพื่อสอบเข้ามหา’ลัย” ฉันพยายามงัดข้ออ้างขึ้นมาอีก
“ยุนเฮมี เธอคิดว่าฉันไม่รู้จักเธอหรือไง อย่างเธอน่ะหลับตาก็ทำข้อสอบได้แล้ว ตั้งแต่เข้าเรียนมามีครั้งไหนมั้ยที่เธอสอบได้อันดับต่ำกว่าที่สิบของระดับชั้น”
ฉันได้แต่ขึงตาใส่เฮซอง ทั้ง ๆ ที่รู้ว่ามันไม่ได้ทำให้เขารู้สึกอะไรเลยสักนิด
“แต่ผมของฉัน...”
“ชุดเดรสของ WE”
อึก! ฉันขยับนั่งตัวตรงทันทีและหรี่ตามองเฮซอง “WE งั้นเหรอ?”
“ใช่ ไม่ต้องเดรสก็ได้ อะไรก็ได้ที่เธอต้องการหนึ่งชิ้นในร้าน WE”
ฉันกัดริมฝีปากแน่นอย่างคิดหนัก WE ที่พวกเรากำลังพูดถึงกันอยู่ก็คือร้านเสื้อผ้าแบรนด์ดัง WE LOVE แบรนด์เสื้อผ้าที่วัยรุ่นทุกคนใฝ่ฝัน ฉันเองก็เป็นหนึ่งในนั้น เพราะเสื้อผ้าของร้านนี้ทั้งสวยและทันสมัย ที่สำคัญคือร้านนี้รับออกแบบเสื้อผ้าชุดพิเศษที่มีเพียงชุดเดียวด้วย แต่เรื่องราคาก็ไม่ต้องพูดถึง คนธรรมดาน่ะซื้อไม่ได้หรอก
ฉันอยากได้เสื้อผ้าร้านนี้มานานแล้ว แต่เพราะราคาที่ค่อนข้างแพงฉันจึงต้องตัดใจไม่ซื้อ เพราะแค่ลำพังที่พ่อกับแม่ต้องจ่ายค่าใช้จ่ายให้เราสองคนในการกินอยู่ที่โซลก็มากพอแล้ว ส่วนเรื่องเงินเก็บ ฉันก็พอมีอยู่บ้าง แต่มันก็น่าเสียดายนี่นาที่จะใช้เงินเก็บตลอดหนึ่งปีเพื่อเสื้อผ้าเพียงชุดเดียว (พูดง่าย ๆ ก็คืองกนั่นเอง)
“ไม่จำกัดราคา?” ฉันลองถามอีก
“ไม่จำกัด”
ให้ตายสิ ข้อเสนอนี้มันก็ฟังดูน่าสนใจชะมัดเลย
“ก็แค่เธอปลอมตัวเป็นฉันเข้าไปสอบแทนฉัน เดือนเดียวเท่านั้นเฮมี แล้วเธอก็จะได้เสื้อผ้าจากร้านที่เธออยากได้มาตลอด”
อึก! ทำไงดีล่ะ ทำไงดี!!!
“ว่าไง ไม่ต้องกลับปูซาน แถมยังได้เสื้อผ้าจากร้านที่อยากได้ คุ้มกับคุ้มน่า ก็แค่ตัดผม แล้วก็สอบแทนฉันเท่านั้น” เฮซองย้ำอีก
“แต่ค่าคอนแทคเลนส์ล่ะ?”
“ฉันจะออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดเอง”
“...”
ตอนที่ 1
(สู่หอชายที่น่าปวดหัว)
ก่อนอื่นฉันต้องขอแนะนำตัวก่อน ฉันชื่อยุนเฮมี อายุสิบแปดปี เป็นผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งที่ดันซวยเกิดมามีพี่ชายที่อายุห่างกันยี่สิบเก้านาทีถ้านับเป็นเวลา แต่ถ้านับวันก็หนึ่งวัน เพราะยุนเฮซองพี่ชายฝาแฝดของฉันดันโชคดีเกิดก่อนเที่ยงคืนเล็กน้อย ส่วนฉันมันมากับความซวยที่ดันเกิดหลังเที่ยงคืน ฉันกับเฮซองนั้นนับว่าเป็นฝาแฝดชายหญิงที่เหมือนกันค่อนข้างมาก ทั้งหน้าตาและรูปร่าง จะต่างกันก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่โดยทั่ว ๆ ไปแล้วถ้ามองผ่าน ๆ หรือถ้าพวกเราคนใดคนหนึ่งปลอมตัวเป็นอีกคนล่ะก็ แม้แต่พ่อแม่ของพวกเราเองก็ยังสับสน
การมีพี่ชายแบบเฮซองก็ใช่ว่าจะไม่ดีเสมอไปหรอกนะ ถึงเขาจะแกล้งฉันบ่อย ๆ ตั้งแต่เด็กจนโต ขู่อีกสารพัด แต่เฮซองก็ไม่เคยยอมให้ใครหน้าไหนมารังแกฉันได้เลยสักครั้ง ครั้งหนึ่งเมื่อตอนอยู่ประถม เฮซองเคยชกเพื่อนร่วมห้องของฉันคนหนึ่งจนหมอนั่นฟันหักร้องจ๊ากกลับบ้านแทบไม่ทัน ส่วนเหตุผลก็เพราะผู้ชายคนนั้นล้อฉันว่า “ยัยแว่น”
แว่นตาคือหนึ่งความแตกต่างระหว่างฉันกับเฮซอง ฉันสายตาสั้นมาก ๆ มากจนเกือบจะเรียกว่าบอด เพราะถ้าฉันถอดแว่นล่ะก็ รัศมีการมองเห็นของฉันก็คือสามก้าว หรือโดยประมาณหนึ่งเมตรเท่านั้น ส่วนเฮซองนั้นสายตาปกติสุด ๆ แถมยังดีมากอีกต่างหาก
ส่วนความต่างอีกอย่างของเราสองคนก็คือสมอง แต่ฉันเองไม่ค่อยจะแน่ใจนักหรอกในข้อนี้ แม้เฮซองจะไม่เคยหนีพ้นจากสิบอันดับนับจากท้ายสุดของระดับชั้น แต่เขาก็สามารถเอาตัวรอดเวลาสอบใหญ่ หรือการสอบวัดระดับได้อย่างปาฏิหาริย์สุด ๆ เสมอ ส่วนฉันนั้นเป็นพวกความจำดีเป็นเลิศ จึงไม่มีการสอบครั้งไหนที่ทำให้ฉันร่วงต่ำกว่าอันดับสิบคนแรกของระดับชั้นได้เลย และทั้ง ๆ ที่เฮซองไม่เคยกลัวการสอบมาก่อน แต่ไม่รู้ทำไมคราวนี้เฮซองถึงเกิดไม่มั่นใจขึ้นมา
และถึงแม้ว่าฉันจะโตจนอายุสิบแปดปีแล้วก็ตาม แต่ในสายตาพ่อกับแม่แล้ว ฉันคือน้องเล็กเสมอ ซึ่งมันเป็นเรื่องค่อนข้างน่ารำคาญเอามาก ๆ ทีเดียวล่ะ ก็ลองคิดดูสิ ใครจะอยากรู้สึกเป็นน้องเล็กกันล่ะในเมื่อมีพี่ชายโง่ เซ่อ บ้าอย่างยุนเฮซอง แถมตอนนี้เขาก็ทำให้ฉันต้องอยู่ในสถานการณ์บ้า ๆ แบบนี้ด้วย
ที่ฉันบอกว่าสถานการณ์บ้า ๆ น่ะ มันบ้ามาก ๆ จริง ๆ นะ เพราะตอนนี้ ฉันสาวน้อยน่ารักยุนเฮมีคนนี้กำลังยืนอยู่หน้าหอพักชายโรงเรียนม. ปลายพยองฮวาซึ่งเป็นโรงเรียนชายล้วน!
น่าตกใจใช่มั้ยล่ะ! ที่สาวน้อยอย่างฉันมายืนอยู่หน้าหอพักชายในโรงเรียนชายล้วนแบบนี้ สาเหตุมันก็มาจากพี่ชายตัวแสบของฉันนั่นแหละ เพราะเขามีผลการเรียนที่อยู่ในระดับอันตรายมาก ๆ และก็เกินกว่าที่อาจารย์จะรับไหว อาจารย์ประจำชั้นของเขาก็เลยยื่นข้อเสนอให้เขาเรียนพิเศษตลอดหนึ่งเดือนก่อนการสอบใหญ่ และการสอบวัดระดับความสามารถ เพื่อให้ได้ใบประกาศจบการศึกษา
ความจริงมันก็ไม่ใช่ข้อเสนอหรอกนะ มันเป็นการบังคับซะมากกว่า ยื่นคำขาดอะไรทำนองนั้น อาจารย์ประจำชั้นของเขาบอกว่าถ้าเฮซองสอบไม่ผ่าน เขาจะต้องเรียนซ้ำชั้น และหากเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นล่ะก็พ่อกับแม่ซึ่งอยู่ที่ปูซานคงจะเดือดจนต้องมาลากตัวเฮซองกลับไปแน่ ๆ
แน่นอนว่าหากเฮซองไม่ได้อยู่ที่โซล ฉันก็จะอยู่ไม่ได้อยู่ด้วย ซึ่งมันเป็นเรื่องที่แย่มาก ๆ เพราะมหา’ลัยที่ฉันใฝ่ฝันนั้นอยู่ที่โซล เพราะอย่างนั้นฉันจึงต้องจำใจช่วยเฮซองอย่างเลี่ยงไม่ได้ และถือว่าโชคดีมาก ๆ ที่โรงเรียนของฉันจะปิดเทอมเร็วกว่าโรงเรียนอื่นหนึ่งเดือน ไม่อย่างนั้นล่ะก็ พระเจ้าก็ช่วยเฮซองไม่ได้
และนั่นเองคือเหตุผลที่ทำให้ฉันมาอยู่ตรงนี้
ความจริงจะว่าไปฉันก็ไม่เชิงถูกบังคับหรอกนะ เพราะเรามีผลประโยชน์ร่วมกันด้วย แต่จะว่ายังไงดีล่ะ การที่ฉันต้องมาอาศัยอยู่ร่วมกับผู้ชายนับร้อยในโรงเรียนอันแสนป่าเถื่อนนี้ และต้องตัดผมที่ยาวสลวยของฉันทิ้ง มันก็คุ้มค่ากันแล้วกับชุดเดรสราคาหนึ่งแสนสี่หมื่นสองพันวอน
แน่นอนว่าฉันยังไม่ได้บอกเรื่องนี้กับเฮซองหรอกนะ ฉันไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าเขารู้หรือเปล่าถึงราคาเสื้อผ้าแบรนด์ดังที่เขาสัญญาจะซื้อให้ฉันเพื่อแลกกับการที่ฉันต้องตัดผมและปลอมตัวเข้ามาทำข้อสอบแทนเขา
แต่จะยังไงก็ช่างในเมื่อฉันทำตามที่เขาต้องการแล้ว ไม่ว่าเขาจะร้องจ๊าก หรืออ๊าก ยังไงตอนที่รู้จำนวนเงินที่ต้องเสีย แต่เขาก็ไม่มีทางที่จะปฏิเสธได้อยู่แล้วนอกจากยอมควักเงินจากกระเป๋าและจ่ายให้ฉันแต่โดยดี เพราะงานนี้ฉันบังคับให้เฮซองลงชื่อเป็นลายลักษณ์อักษรเอาไว้เลยล่ะ
ฉันน่ะไม่ยอมให้ใครเอาเปรียบหรือเบี้ยวสัญญากับฉันได้หรอกน่า
ผลัวะ!!!
ฝ่ามือของใครบางคนตบเข้าที่กะโหลกฉันอย่างแรงจนทำให้ฉันเซถลาไปข้างหน้า เกือบจะได้เอาหน้าวัดบันไดหอซะแล้ว ถ้าฉันไม่ได้เอามือยันพื้นเอาไว้ซะก่อน เมื่อตั้งตัวได้ฉันก็หันหลังกลับและแหกปากด่าคนที่ตบกะโหลกฉันทันที
“ทำบ้าอะไรของนาย!!”
ผู้ชายที่เป็นคนตบกะโหลกฉันและพวกที่อยู่ใกล้ ๆ หันมามองฉันเป็นตาเดียว ซึ่งทำให้ฉันรู้สึกตัวว่าเมื่อกี้ตัวเองดันพูดเสียงแหลมสูงออกไปซะแล้ว
เอาล่ะสิ ซวยตั้งแต่วินาทีแรกที่เหยียบที่นี่เลยหรือไงนะ
“เสียงนายอย่างกับเป็ด” คนที่ตบกะโหลกฉันพูดพร้อมหรี่ตามองฉัน
“ฉะ...ฉันไม่สบายนิดหน่อยน่ะ” ฉันพยายามดันให้เสียงทุ้มลงนิดหน่อย “ว่าแต่นายนั่นแหละ จู่ ๆ เป็นบ้าอะไรถึงได้มาตบหัวฉันอย่างนี้”
“ก็เห็นยืนบื้ออยู่ก็เลยทัก” เขาตอบหน้าตาเฉย
“ทักด้วยการตบหัวคนอื่นเนี่ยนะ!” ฉันว้ากกลับทันทีอย่างอดไม่ได้ จะทักดี ๆ เหมือนชาวบ้านทั่วไปเขาไม่ได้หรือไง
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเงียบฉันจึงหันไปมองหน้าเขาอีกครั้ง และพบว่าเขากำลังจ้องมองฉันราวกับฉันเป็นตัวประหลาด ก่อนจะเอ่ยถาม
“นายสบายดีหรือเปล่าเฮซอง?”
และเป็นตอนนี้เองที่ฉันนึกอะไรออก ฉันเคยเห็นหน้าผู้ชายคนนี้มาก่อน เพราะเฮซองเอารูปของเขาให้ฉันดูและย้ำนักย้ำหนาว่าต้องจำผู้ชายคนนี้ให้ได้ ตอนแรกฉันก็มัวแต่โมโหเลยไม่ทันได้สังเกต พอได้มีโอกาสมันก็ทำให้ฉันต้องลอบกลืนน้ำลายเอื้อกเลยทีเดียว
ส่วนเหตุผลน่ะเหรอ ก็เพราะผู้ชายหน้าตาดี สูงขาว ตาเรียวสวยตรงหน้าฉันตอนนี้ก็คือแชอิลวูหนึ่งในเพื่อนสุดซี้ของเฮซองน่ะสิ
“ตอนกลับบ้านนายไม่ได้ล้มหัวฟาดพื้นอะไรทำนองนั้นใช่มั้ย?” แชอิลวูถามอีก
“เออ ประมาณนั้นแหละ คือฉันเจ็บหัวน่ะ” ฉันพูด ทำท่าลูบหัวตัวเอง และไม่ยอมสบตาอีกฝ่าย
ให้ตายสิ ฉันไม่ถนัดจริง ๆ ไอ้การเล่นละครบ้า ๆ นี่น่ะ!!
“งั้นเหรอ...งั้นก็ขอโทษทีละกัน” นายอิลวูพูดอย่างไม่ใส่ใจอะไรมากนัก ซึ่งทำให้ฉันต้องลอบถอนหายใจ แต่ฉันโล่งอกได้ไม่ถึงห้าวินาที แขนหนัก ๆ ของนายอิลวูก็รวบคอฉันแน่น ทำเอาฉันตกใจเกือบจะกรีดร้องออกไปแล้ว ดีที่ห้ามปากตัวเองทัน “ไปหาอะไรกินกันเหอะ ฉันหิวจนจะกินหมูทั้งตัวอยู่แล้ว อีกอย่างถ้าเราไม่รีบล่ะก็ แทยังอาจจะโมโหก็ได้”
“นายช่วยเอาแขนออกไปหน่อยได้มั้ย?” ฉันร้องถาม และมันก็ทำให้นายอิลวูหรี่ตามองฉันอีกครั้ง “คะ...คือไหล่ฉันก็เจ็บน่ะ”
“อืม งั้นเหรอ” นายอิลวูพึมพำแต่ไม่ว่าอะไร เขายอมเอาแขนที่หนักอย่างกับหินของเขาออกจากไหล่ฉันแต่โดยดีและเดินนำไปยังโรงอาหาร
ดีเหมือนกันที่มีคนเดินนำ แต่จะว่าไปต่อให้ฉันมาคนเดียวฉันก็รู้ว่าโรงอาหารอยู่ที่ไหน เพราะว่าเฮซองวาดแผนที่ให้ฉันอย่างละเอียดเลยล่ะ สำหรับหอของนักเรียนม. ปลายปีสามโรงเรียนพยองฮวานั้นมีห้าชั้น ตั้งแต่ชั้นสองถึงชั้นห้าเป็นห้องพัก ชั้นละสิบสองห้อง แต่ละห้องอยู่กันสองคน ส่วนชั้นล่างสุดแบ่งเป็นสองส่วน โดยบันไดอยู่ตรงกลาง ด้านขวาเป็นห้องนั่งเล่นรวม ส่วนด้านซ้ายเป็นห้องอาหาร
และข้อดีของหอนักเรียนปีสามก็คือทุกห้องมีห้องน้ำอยู่ในตัว ไม่เหมือนหอปีหนึ่งและปีสองที่ห้องอาบน้ำจะเป็นแบบห้องรวม และถ้ามันเป็นแบบนั้นล่ะก็ ต่อให้เฮซองสัญญาจะจ่ายค่าเสื้อผ้าให้ฉันถึงสิบชุด ฉันก็ไม่มีทางตกลงเด็ดขาดเลยล่ะ
แค่ต้องมาอาศัยอยู่ร่วมกับผู้ชายเป็นร้อยฉันก็ประสาทจะกินอยู่แล้ว
“เฮซอง อิลวู ทางนี้!!!” เสียงร้องลั่นของใครบางคนดังขึ้นทันทีที่ฉันและนายอิลวูก้าวเข้าสู่ห้องอาหารของหอพัก และคนเรียกก็ไม่ใช่ใครที่ไหนเลย เขาคือเพื่อนซี้คนที่สองของเฮซองนั่นเอง คิมแทยัง
ฉันบอกได้เลยว่าเฮซองเลือกคบเพื่อนได้ดีจริง ๆ ตอนที่ฉันเห็นรูปที่เขาเอาให้ดู ฉันคิดว่าเพื่อน ๆ ของเขาแค่ดูดีแบบธรรมดาเท่านั้น แต่พอมาได้เห็นตัวจริงแบบนี้ ฉันก็บอกได้เลยว่าถ้าพวกเขาสามคนเดินไปไหนล่ะก็ เขาต้องทำให้ผู้หญิงร้องกรี๊ดแน่ ๆ เพราะพวกเขาหน้าตาดีกว่าระดับมาตรฐานพอสมควรเชียวล่ะ นายอิลวูนั้นสูงกว่าฉันและเฮซองเล็กน้อย กะคร่าว ๆ ก็คงประมาณไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบเซนติเมตร ผิวขาวใสกว่าผู้หญิงบางคนซะอีก และที่ดูจะมีเสน่ห์ที่สุดก็คงเป็นดวงตาเรียวสวยของเขา
ส่วนอีกคนก็คือคิมแทยัง เขาตรงข้ามกับนายอิลวูเกือบทุกอย่างเขาเตี้ยกว่าฉันซะอีก แต่ก็ไม่ได้เตี้ยกว่ามากนัก อย่างมากก็ไม่เกินห้าเซนติเมตร ผิวค่อนข้างเข้มแต่ไม่ถึงกับดำ ตาคม คิ้วหนาหน้าดูเถื่อนนิด ๆเหมือนพวกมาเฟียในหนัง
“พวกนายมาช้ามาก ฉันกินข้าวรอพวกนายหมดไปสองชุดแล้วนะ” นายแทยังพูดเมื่อฉันกับนายอิลวูเข้ามาหยุดที่โต๊ะที่เขานั่งอยู่
“จะสั่งอีกชุดก็ไม่มีใครว่าอะไรนี่” นายอิลวูตอบ นั่งลงที่เก้าอี้ตรงข้ามกับเพื่อนของเขาและร้องสั่งอาหารจากแม่บ้าน “นายเอาอะไรมั้ย?”
“ไม่ล่ะ ฉันไม่หิว” ฉันตอบและทิ้งตัวนั่งลงข้าง ๆ นายอิลวู
แค่มองซากจานอาหารที่เกลื่อนโต๊ะด้วยฝีมือของนายแทยังฉันก็อิ่มจนถึงคอหอยแล้ว คนอะไรกินอย่างกับมีหลุมดำอยู่ในท้อง
“วันนี้นายแปลกไปจริง ๆ นะ เหมือนไม่ใช่นายเลย ตอนที่นายล้มฟาดพื้น นายได้ไปเอกซเรย์หรือให้หมอเช็กประสาทบ้างหรือเปล่า?” นายอิลวูถามด้วยสีหน้าจริงจังมาก
“คือฉันแวะกินข้าวกับพะ....น้องสาวฉันก่อนจะกลับมาน่ะ” ฉันรีบอธิบาย ซึ่งฉันก็ไม่ได้โกหกหรอกนะ จะผิดก็ตรงที่บอกว่าน้องสาวนั่นแหละ เพราะจริง ๆ แล้วฉันต้องบอกว่าพี่ชายก็เท่านั้นเอง
“น้องสาว? ใช่น้องสาวที่เรียนอยู่ที่พยองอันหรือเปล่า?” นายแทยังถาม
“ใช่ คนนั้นแหละ”
“ที่นายบอกว่าเป็นฝาแฝดและหน้าตาเหมือนนายน่ะเหรอ?” นายแทยังถามอีก
“อืม” หมอนี่เป็นหน่วยสืบราชการลับหรือไง ถึงถามเอา ๆ อยู่ได้
นายแทยังทำเสียงจิ๊จ๊ะและส่ายหัวนิด ๆ ก่อนจะพูดต่อ “อา...ฉันล่ะสงสารน้องสาวของนายคนนี้จริง ๆ นะ”
“ทำไมต้องสงสาร?” ฉันถามกลับอย่างไม่เข้าใจ
“ก็เพราะว่าฉันนึกไม่ออกหรอกว่ายัยนั่นจะน่ากลัวขนาดไหนน่ะเซ่ คิดดูสิผู้หญิงที่รูปร่างสูงแถมยังหน้าตาเหมือนนายอีกนะยุนเฮซอง น้องสาวนายคงเหมือนกะเทยถึกแน่ ๆ เลย ฮ่า ฮ่า” นายแทยังพูดจบก็หัวเราะลั่นห้องอาหารแบบไม่เกรงใจใครเลยทีเดียว
กะ...กระเทยถึกงั้นเหรอ!!!!
อ๊ากกก อีตาบ้าคิมแทยัง ถ้าฉันเป็นกะเทยถึกจริงล่ะก็ ฉันจะจับนายมาอัด ๆ ซะให้เละเลยทีเดียว!!!....ฉันได้แต่ตะโกนลั่นอยู่ในใจเท่านั้น เพราะถ้าขืนด่าออกไปจริง ๆ ล่ะก็ ความแตกแน่นอน
แต่มันน่าโมโหชะมัด คอยดูเถอะฉันต้องหาโอกาสเอาคืนผู้ชายปากชิวาว่า คิมแทยังคนนี้ให้ได้
“พวกนายกินข้าวกันไปก่อนก็แล้วกัน ฉันจะเอากระเป๋าขึ้นไปเก็บข้างบนก่อน”
“นี่นายขนตำราเรียนของน้องสาวมาด้วยหรือไง กระเป๋าถึงได้ใบใหญ่ขนาดนั้น” นายแทยังร้องถาม
“พวกนายลืมไปแล้วหรือไง ถ้าฉันสอบวัดระดับไม่ผ่านล่ะก็ อาจารย์บอกจะไม่ให้ฉันจบนะ”
“อาจารย์เหรอ?” นายแทยังถามสีหน้ายุ่งนิด ๆ
“ก็ใช่น่ะสิ นายคิดว่าคนที่จะให้ฉันจบหรือไม่จบเป็นเจ้าของร้านขายยาหรือไง” ฉันย้อนกลับทันที
“ที่แทยังถามน่ะหมายถึงว่า ตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่นายเรียกอาจารย์ประจำชั้นว่า 'อาจารย์' ต่างหากล่ะ?”
คำพูดของนายอิลวูทำเอาฉันชะงัก คิดคำพูดโต้กลับไม่ได้ ฉันหันหน้าหลบพอให้พ้นจากสายตาของนายอิลวูและนายแทยัง ก่อนจะสาปแชงพี่ชายตัวดีของฉัน
....ให้ตายเซ่ ยุนเฮซอง งานนี้ไม่เห็นจะง่ายอย่างที่ว่าเลยสักนิด! แล้วให้ตายอีกครั้ง คนอย่างเฮซองจะเรียกอาจารย์ประจำชั้นว่าอะไรนะ??
“นายโอเคหรือเปล่า?” เสียงนายอิลวูถามขึ้น ทำให้ฉันต้องหันกลับไปมองเขา นายอิลวูและนายชิวาว่ากำลังมองฉันด้วยสายตาประมาณว่า นายสติดีอยู่หรือเปล่า
“ก็แหม ฉันต้องหัดเรียกให้ชินปากหน่อย เกิดเผลอไปเรียกต่อหน้าเจ้าตัวขึ้นมาคงโดนโกรธแย่ แล้วคราวนี้แผนที่ฉันจะแกล้งทำตัวเป็นเด็กเรียนก็หมดหวังน่ะสิ คนเรามันต้องมีแผน” ฉันพูดจบก็แกล้งหัวเราะยกใหญ่ เสียงดังลั่นไม่เกรงใจใคร
แต่ในใจนี่สิแย่ เพราะตอนนี้ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนบ้าเลย
“ฉันว่านายไม่สบายจริง ๆ นะเฮซอง คนอย่างนายเคยกลัวตาเฒ่าชุนตั้งแต่เมื่อไหร่ เมื่อวันศุกร์ที่แล้ว นายยังแทบจะต่อยกับเฒ่าชุนอยู่เลยนะ” นายชิวาว่าพูดพร้อมหันไปมองนายอิลวู “นายว่าเฮซองสติดีหรือเปล่า?”
นายอิลวูไม่ตอบแต่จ้องฉันเหมือนกำลังพิจารณาอะไรบางอย่าง ซึ่งทำเอาฉันรู้สึกหนาว ๆ ร้อน ๆ ยังไงชอบกล
“หุบปากไปเลยน่าคิมแทยัง ถ้ายังไม่อยากตาย แล้วเรื่องเฒ่าชุนน่ะ บอกไว้ก่อนเลยว่าไม่ได้กลัว แต่ที่ฉันกลัวคือเรื่องเรียนไม่จบต่างหากเล่า!!!” ฉันพูดพร้อมเอาเท้ายันเก้าอี้ที่อยู่ใกล้ ๆ จนมันล้มครืนลงไปกองกับพื้น
“อา...โทษที ๆ” นายชิวาว่าร้องลั่นพร้อมยกมือทั้งสองข้างขึ้นกลางอากาศเป็นการบอกว่ายอมแพ้
ฉันหัวเราะแบบขึ้นจมูกแบบที่คิดว่าเฮซองน่าจะชอบทำ ก่อนจะหันไปมองนายอิลวู “นายล่ะมีปัญหาหรือเปล่า?”
“ไม่มี” นายอิลวูตอบเรียบ ๆ และยักไหล่เหมือนไม่ใส่ใจ พร้อม ๆ กับที่อาหารที่ทั้งสองคนสั่งก็ถูกยกมาเสิร์ฟ
“พวกนายกินไปก่อนละกัน ฉันจะเอากระเป๋าไปเก็บก่อน”
“อืม รีบ ๆ ลงมานะ” นายชิวาว่าบอกโดยที่ไม่เงยหน้าขึ้นจากชามข้าวด้วยซ้ำ ส่วนนายอิลวูก็ยกมือข้างหนึ่งขึ้น โดยไม่พูดอะไร
ฉันได้แต่ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะรีบหันหลังเดินออกจากโรงอาหารทันที แต่ฉันยังไปไม่ทันพ้นประตูโรงอาหาร ฉันก็ต้องเจอเรื่องอีกจนได้ เมื่อฉันชนโครมเข้ากับใครบางคนอย่างแรง
“ขอโทษที” ฉันรีบเอ่ยทันทีตามนิสัย
“ฉันไม่อยากรับคำขอโทษจากคนอย่างนาย” เสียงเย็น ๆ ตอบกลับทำให้ฉันต้องเงยหน้าขึ้นมองเขาทันที
และฉันก็ต้องชะงักค้าง เพราะเขาเป็นผู้ชายที่หล่อมาก ๆ หล่อกว่าดาราในหน้านิตยสารซะอีก หล่อกว่าผู้ชายทั้งหมดที่ฉันเคยเจอมาในชีวิตเลยด้วย เอ่อ..ปกติฉันก็ไม่ได้สนใจจะมองผู้ชายเท่าไหร่หรอกนะ ฉันชอบมองหนังสือมากกว่าน่ะ
แต่ฉันต้องยอมรับว่าผู้ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าฉันตอนนี้เป็นผู้ชายที่ดูดีมาก รูปร่างของเขาสูงเพรียว ไหล่กว้าง ท่าทางสมาร์ทสุด ๆ ใบหน้าของเขาเรียวสวยยิ่งกว่าผู้หญิง ผิวก็เนียนใส ริมฝีปากบางได้รูปรับกับใบหน้า และดวงตาคมภายใต้คิ้วเข้มนั้นยิ่งทำให้ผู้ชายตรงหน้าฉันดูดียิ่งขึ้นไปอีก
“ยืนจ้องหน้ากันแบบนี้คิดจะหาเรื่องหรือไง” เขาถามขึ้น
เสียงร้องถามของเขาทำให้ฉันรู้สึกตัวว่าตัวเองเอาแต่ยืนจ้องหน้าเขาอย่างกับถูกมนต์สะกด
“โทษที ก็ไม่ได้ตั้งใจจะจ้องอะไรหรอกน่า” ฉันพยายามทำเสียงต่ำ และทำท่าไม่ใส่ใจคนตรงหน้ามากนัก
เหตุผลที่ฉันทำแบบนั้นก็เพราะว่าผู้ชายตรงหน้าฉันเป็นอีกคนที่เฮซองกำชับนักกำชับหนาว่าฉันต้องจำเขาให้ได้ เพราะเขาชื่อลีวูยอง เขาเป็นเพื่อนร่วมห้องของฉัน และจากที่เฮซองแนะนำมาก็คืออย่าไปใส่ใจผู้ชายคนนี้มากนัก เพราะเขานิสัยไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ ขี้เก๊กสุด ๆ ชอบพูดหาเรื่องมาก ๆ โดยเฉพาะกับเฮซอง
และเฮซองซวยเป็นบ้า ที่จับฉลากได้อยู่ร่วมห้องกับคนอย่างหมอนี่
แต่ฉันสิซวยกว่ามาก ๆ เพราะดันต้องมาอยู่ร่วมห้องกับผู้ชายคนนี้ ถึงจะเป็นเวลาแค่หนึ่งเดือนก็เถอะ แต่ฉันรู้สึกสังหรณ์อะไรบางอย่าง สังหรณ์ว่าผู้ชายคนนี้แหละที่จะทำให้ฉันซวยกว่าที่เป็นอยู่
หลังจากหนีพวกเพื่อนไม่เต็มเต็งของเฮซองมาได้ ฉันก็รีบตรงมายังห้องพักที่ฉันต้องอาศัยในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้านี้ทันที
ห้องของเฮซองอยู่ชั้นบนสุดของหอพัก และอยู่ห้องริมสุดอีกด้วย ห้องนี้หาได้ไม่ยากเลยเพราะหน้าห้องมีป้ายเด่นหราเป็นสง่า แปะอยู่ชัดเจนว่า ห้องประธานนักเรียน
ฉันเปิดประตูห้องเข้ามาและมองไปรอบ ๆ เพื่อสำรวจ ถือเป็นโชคดีของฉันที่เจอกับลีวูยองตั้งแต่ที่ห้องอาหาร ไม่อย่างนั้นการสำรวจเพื่อทำความคุ้นเคยกับห้องนี้คงเป็นเรื่องยาก ห้องนี้ก็เหมือนห้องของหอพักฉันที่พยองอัน คือมีห้องน้ำอยู่ภายในห้องตรงบริเวณด้านหน้า ส่วนข้างในเป็นห้องโถงกว้างซึ่งมีเตียงเดี่ยวสองเตียง โต๊ะหนังสือสองตัว และตู้เสื้อผ้าขนาดย่อมที่วางอยู่ข้างโต๊ะหนังสือ
และต่อให้เฮซองไม่ได้บอกมาก่อนว่าเตียงของเขาตั้งอยู่มุมไหน ฉันก็สามารถรู้ได้ทันทีเมื่อได้มาเห็นเองกับตาแบบนี้
ก็จะไม่รู้ได้ยังไงเล่า เตียงนอนและโต๊ะเขียนหนังสือทางด้านขวานั้นถูกจัดอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย เตียงนอนปูด้วยผ้าปูที่นอนสีฟ้าอ่อนมีลายเล็กน้อย แต่ก็ดูเรียบง่าย ส่วนโต๊ะหนังสือก็มีหนังสือมากมาย ตั้งกองอย่างเป็นระเบียบ จำนวนหนังสือที่มากเกินกว่าจะตั้งเรียงบนโต๊ะหนังสือได้จนต้องนำมาตั้งเรียงชิดกำแพงนั้นบ่งบอกได้อย่างดีถึงนิสัยชอบอ่านหนังสือของเจ้าของโต๊ะ
ซึ่งมันแน่นอนอยู่แล้วว่าเตียงนอนและโต๊ะด้านขวาของห้องไม่ใช่ส่วนของพี่ชายฉันแน่ ๆ
ฉันหันไปมองที่เตียงนอนและโต๊ะที่อยู่ด้านซ้ายของห้องและได้แต่ลอบถอนหายใจ แม้ภายนอกเฮซองจะดูดิบ ๆ เถื่อน ๆ แต่พี่ชายฉันคนนี้น่ะก็มีแอบติ๊งต๊องกับเขาเหมือนกัน และมันสามารถดูได้ง่าย ๆ จากผ้าปูที่นอนลายการ์ตูนของเขานั่นแหละ ส่วนโต๊ะหนังสือของเขาน่ะเหรอ ว่างเปล่าสุด ๆ เพราะฉะนั้นมันจึงไม่น่าสงสัยเลยว่าทำไมพี่ชายฉันถึงหมายหัวขึ้นบัญชีดำว่าจะเรียนไม่จบ
แกร๊ก
เสียงเปิดประตูพรวดเข้ามาทำให้ฉันต้องหันไปมองทางประตูอย่างตกใจ และต้องตกใจจนตาแทบถลนเมื่อคนที่เข้ามาเป็นผู้ชายคนหนึ่งที่ร่างกายเขาแทบจะเปลือย มีเพียงผ้าขนหนูผืนนิดเดียวปิดส่วนล่างเอาไว้เท่านั้น
“เฮซอง ฉันยืมยาสระผมหน่อยนะ!” เขาพูดพร้อมเดินเข้าไปในห้องน้ำ ก่อนจะกลับออกมาพร้อมขวดยาสระผมในมือ และก็เดินออกจากห้องไป
ทิ้งให้ฉันได้แต่ยืนอึ้งตัวแข็งทื่ออยู่กับที่ ฉันนิ่งอยู่อย่างนั้นเกือบห้านาทีเต็ม ภาพในสายตาฉันเหมือนจะหยุดนิ่งอยู่กับตอนที่ผู้ชายคนนั้นเปิดประตูเข้ามา และมันก็ทำให้ฉันขนลุกไปทั้งตัว
และเมื่อตั้งสติได้อีกครั้ง ฉันก็ต้องรีบวิ่งเข้าห้องน้ำ ถอดคอนแทคเลนส์ออก และล้างตาอย่างเร่งด่วนด้วย
ให้ตายสิ ตาฉันจะบอดมั้ยเนี่ยยยย ฉันได้แต่ตะโกนอยู่ในใจ รู้สึกอยากจะร้องไห้ซะให้ได้จริง ๆ ฉันมองตัวเองในกระจกและอดที่จะคิดไม่ได้
ชุดเดรสราคาหนึ่งแสนสี่หมื่นสองพันวอนมันคุ้มกันจริง ๆ น่ะเหรอยุนเฮมี
.....................................................................................................................................
ตอนที่ 2
(การเริ่มต้นชีวิตในโรงเรียนชายล้วน)
“เฮ...ซอง…” เสียงทุ้มของใครบางคนเอ่ยขึ้นพร้อมกับที่ฉันรู้สึกถึงมือเย็น ๆ ที่เขย่าตัวฉัน ทำให้ฉันต้องยกมือปัดมือนั้นออกไปอย่างรำคาญ
มาเรียกหาเฮซองแล้วทำไมต้องมายุ่งกับฉันด้วยเล่า!
“ยุนเฮซอง!” เสียงเรียกนั้นดังขึ้นอีกนิด แต่มันไม่ได้ดังมากขนาดที่ทำให้ฉันตื่นได้ แต่เพราะความรำคาญฉันจึงดึงตลบผ้าปูที่นอนขึ้นคลุมโปง ม้วนตัวสองรอบ และนอนต่อ
พรึ่บ! ตุ๊บ!!
“โอ๊ย!!” ฉันร้องเสียงดังลั่น เมื่อจู่ ๆ ไอ้บ้าที่ไหนก็ไม่รู้ดันมาดึงผ้าห่มที่ฉันพันตัวเองเอาไว้อย่างแรง ทำให้ต้องตกจากเตียงเอาหน้าวัดพื้นห้อง พร้อมทั้งความจุกและเจ็บ จนแทบพูดไม่ออก
“ตื่นสักทีนะ” เจ้าของเสียงทุ้มคนเดิมเอ่ยอีกครั้ง และฉันมั่นใจว่าอีตานี่แหละที่ทำให้ฉันกลิ้งตกลงมานอนจุกแอ้กแบบนี้
ฉันลุกพรวดขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่สนว่าอีตานี่จะเป็นใคร แต่ฉันต้องด่าสักหน่อย “นายคิดว่าตัวเองเป็นใครหา!!!”
ที่ฉันบอกว่าไม่สนว่าหมอนี่เป็นใคร ก็เพราะว่าฉันมองไม่เห็น เขายืนอยู่ห่างจากฉันพอสมควร เพราะฉะนั้นสิ่งที่ฉันเห็นจึงเป็นเพียงภาพที่ดูเบลอ ๆ เท่านั้น แต่สิ่งเดียวที่ฉันมั่นใจก็คือคนที่กำลังพูดกับฉันอยู่เป็นผู้ชาย
“เป็นคนที่มาปลุกนาย เพราะกลัวว่านายจะเข้าเรียนสายน่ะสิ” เสียงทุ้มนั้นตอบกลับ
“เรียนอะไรเล่า โรงเรียนน่ะมัน...” คำพูดฉันหยุดอยู่แค่นั้น เพราะตอนนี้ฉันนึกอะไรบางอย่างออก ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีเลยด้วย
“โรงเรียนอะไร นี่เหลืออีกแค่สิบนาทีเท่านั้นก่อนที่ออดเข้าเรียนจะดัง และถ้านายไม่อยากโดนเฒ่าชุนเรียกไปอบรมล่ะก็ รีบไปล้างหน้าเปลี่ยนเสื้อผ้าได้แล้ว” ชายคนที่มาปลุกฉันพูดอีก
ฉันพูดอะไรไม่ออก เมื่อฉันนึกได้แล้วว่าตอนนี้ตัวเองกำลังอยู่ในสถานะไหน
ตอนนี้ฉันไม่ใช่ยุนเฮมีที่มีวันหยุดหนึ่งเดือนเพื่ออ่านหนังสืออีกต่อไปแล้ว ตอนนี้ฉันต้องเป็นยุนเฮซองพี่ชายฝาแฝดที่โง่ งี่เง่า เซ่อ บ้า
และฉันคือคนที่ซวยซึ่งต้องมาอยู่ที่นี่เพราะอีตาพี่บ้าดันโง่เกินกว่าจะสอบวัดระดับเลื่อนชั้นผ่าน
“อะ...เอ่อ...ขอบใจ” ฉันตอบกลับหลังจากตั้งสติได้ ก่อนจะเดินผ่านหน้าเขาไปเพื่อจะเข้าไปในห้องน้ำ แต่ฉันยังเดินไปไม่ถึงไหน แขนฉันก็โดนจับเอาไว้ซะก่อน
หมับ
“นายจะไปไหน?”
“ก็ไปห้องน้ำน่ะสิ นายคงไม่คิดว่าฉันจะล้างหน้าตรงนี้ได้หรอกนะ” ฉันตอบกลับอย่างหงุดหงิด
“แต่ฉันก็ไม่คิดว่านายจะไปล้างหน้าที่หน้าต่างเหมือนกัน” เสียงทุ้มนั้นตอบกลับ ทำให้ฉันต้องหรี่ตามองภาพข้างหน้า
และถึงแม้มันจะเป็นภาพที่แสนจะเบลอ เลือนราง แต่มันก็ชัดเจนพอที่จะรู้ว่าสิ่งที่เขาพูดมันถูกตรง ตรงหน้าฉันคือหน้าต่างห้องจริง ๆ
“นายเป็นอะไรหรือเปล่า?” เขาถามขึ้น
“เปล๊า!!” ฉันรีบตอบ
“แต่นายดูแปลก ๆ นะ”
ให้ตายเซ่ นี่ฉันต้องมาเจอเจ้าหนูจำไมแต่เช้าเลยใช่มั้ยเนี่ย!!!
“ฉันเพิ่งตื่นนอน และฉันก็ทั้งง่วงและอารมณ์เสียมากด้วย นายมีปัญหาอะไรมั้ย!!!” ฉันตอบกลับไปอย่างหงุดหงิด
“ไม่มี นายตื่นก็ดีแล้ว รีบ ๆ แต่งตัวเข้าละกัน ส่วนฉันกับแทยังจะแวะที่ชมรมก่อน”
“อืม” ฉันตอบกลับ ยังคงยืนอยู่ที่เดิม เพราะถ้าขืนเดินล่ะก็ ฉันได้เตะโน่นเตะนี่กระจายแน่ ๆ แต่การที่คนพูดเอ่ยชื่อของนายแทยังขึ้นมา ทำให้ฉันพอจะเดาได้ว่าคนที่มาปลุกฉันจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากแชอิลวู
ฉันยืนอยู่ที่เดิมจนกระทั่งได้ยินเสียงปิดประตูห้อง เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีใครอยู่ในห้องแล้ว ฉันจึงรีบคลำหากล่องแว่นที่ฉันซ่อนเอาไว้ใต้หมอน อดขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้ที่ตอนที่ฉันถูกนายอิลวูดึงร่วงลงจากที่นอน หมอนกับกล่องใส่แว่นไม่ได้ร่วงตามมาด้วย
เมื่อใส่แว่นภาพที่วิ่งเข้าสู่สายตาฉันก็กลับมาชัดเจนอีกครั้ง ฉันรีบจัดการคว้าเสื้อผ้าที่ฉันเตรียมเอาไว้ตั้งแต่เมื่อคืนออกมาจากตู้เสื้อผ้า และวิ่งเข้าไปในห้องน้ำทันที
เพราะตอนนี้ฉันเหลือเวลาอีกเพียงแค่สิบนาที หรืออาจจะน้อยกว่านั้นในการวิ่งไปให้ถึงห้องเรียน ซึ่งฉันก็ไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหน ทำให้ฉันใส่เสื้อผ้าไปพร้อมแช่งด่าเฮซองไปด้วย
ฉันเปลี่ยนเสื้อผ้าได้เร็วชนิดทำลายสถิติโลกเลยก็ว่าได้ พอเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ ฉันก็รีบออกจากห้องน้ำ โยนชุดนอนเอาไว้บนเตียงที่มีผ้าห่มกองยับย่น และเมื่อมองไปที่เตียงซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ที่จัดเก็บเรียบร้อย ผ้าปูที่นอนตึงเปรี๊ยะแล้ว มันก็ทำให้ฉันอดรู้สึกกระดากในใจไม่ได้
แต่เอาเถอะ ถ้าขืนเก็บเรียบร้อยก็ไม่ใช่ยุนเฮซองน่ะสิ (แก้ตัวใหญ่)
ฉันไม่สนใจเรื่องความเรียบร้อย แต่หันไปคว้ากระเป๋าหนังสือ เดินออกจากห้องจนกระทั่งมาถึงบันได และฉันก็เกือบจะวิ่งลงบันไดอยู่แล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะเห็นภาพตัวเองสะท้อนกลับมาจากกระจกเงาที่ติดเอาไว้ตรงบันได เป็นภาพของหนุ่มแว่นผู้น่ารัก
ฉันยกมือขึ้นแตะที่แว่นตาตัวเอง และต้องสบถลั่น ก่อนจะรีบวิ่งกลับไปที่ห้องอีกครั้ง จัดการถอดแว่นออกและใส่คอนแทคเลนส์อย่างเร่งด่วน ซ่อนแว่นและกล่องแว่นไว้ในส่วนลึกสุดของตู้เสื้อผ้า และเข้าเกียร์น้องหมา ติดสปีดสุดชีวิตเพื่อไปให้ถึงห้องเรียนก่อนออดเข้าเรียนจะดัง
ออดดดดดดด
เสียงออดเข้าเรียนดังขึ้นเวลาเดียวกับที่ฉันวิ่งมาถึงที่หน้าตึกพอดี ฉันได้แต่ยืนหอบแฮ่กเหมือนเพิ่งผ่านการวิ่งมาราธอนมาสักพันเมตรเลยทีเดียว
ให้ตายสิ ฉันไม่ได้วิ่งอย่างนี้มากี่ปีแล้วนะเนี่ย
และขณะที่ฉันกำลังพักหายใจ โกยออกซิเจนที่ขาดหายไปกลับคืนมานั้นเอง เสียงเรียกที่ดังราวกับฟ้าผ่าของใครบางคนก็ดังขึ้น “ยุนเฮซอง!!!”
เสียงเรียกนั้นดังมากจนทำให้ฉันสะดุ้ง และเมื่อหันไปมองฉันก็พบอาจารย์หน้าโหดคนหนึ่งกำลังถือไม้เรียวยาวน่ากลัวเดินตรงมาทางฉัน
“โอ้ นี่คิดจะโดดตั้งแต่คาบแรกอีกแล้วใช่มั้ย!”
“เปล่านะคะ...ครับ” ฉันตอบกลับไป เกือบจะหลุดออกไปแค่ คะ แล้ว ดีที่ตั้งสติทัน
“ถ้าไม่คิดจะโดดแล้วคิดจะไปไหน?”
“นะ...ผมไม่ได้คิดจะไปไหน ผมแค่พยายามวิ่งมาให้ทันชั่วโมงเรียนเท่านั้น”
“ชิ นายคิดว่าคนอย่างฉันจะเชื่อนายหรือไง” อาจารย์หน้าโหดตอบกลับพร้อมเอื้อมมือมาตบหัวฉันอย่างแรง จนฉันแทบหน้าคะมำทิ่มพื้น “ไหน ๆ ก็ไม่ทันคาบโฮมรูมอยู่แล้ว ตามฉันมาที่ห้องพักหน่อยสิ ฉันมีเรื่องจะคุยด้วย แล้วก็เดินตามมาดี ๆ อย่าให้ฉันต้องลากคอนาย”
“ครับ” ฉันรับคำเสียงอ่อยและเดินตามอาจารย์หน้าโหดไปโดยดี แต่มือก็อดที่จะลูบหัวตัวเองไม่ได้
ให้ตายเหอะ แน่ใจเหรอว่าไอ้ที่เอามาตบหัวฉันเมื่อกี้เป็นมือ นี่ถ้าไม่บอก ฉันคงคิดว่าเป็นไม้หน้าสามแน่ ๆ เลย
“รู้ตัวหรือเปล่าว่าผลการเรียนของตัวเองแย่แค่ไหน พฤติกรรมก็แย่!!” อาจารย์หน้าโหดด่าใส่หน้าฉันทันที เมื่อพวกเรามาถึงห้องพักอาจารย์ แถมเขายังไม่ว่าเปล่าด้วย เขาด่าฉันพร้อมไม้เรียวที่โบกไปมา หวุดหวิดจะโดนหน้าฉันอยู่หลายรอบจนฉันกลัวว่ามันจะจิ้มหน้าฉันเข้าซะก่อนที่ฉันจะฟังเขาพูดจบ ฉันจึงพยายามอ้าปากจะบอกให้อาจารย์วางไม้เรียวลงก่อน แต่พออ้าปากอาจารย์ก็ยกมือขึ้นเป็นการห้าม “ไม่ต้องพูดเลย นายจะหาข้อแก้ตัวอะไรมาอ้างก็ช่าง ฉันไม่รับฟังทั้งนั้นเข้าใจมั้ย!”
ฉันกำลังจะอ้าปากตอบว่าเข้าใจ แต่ฉันก็โดนอาจารย์ยกมือเบรกซะก่อน
“ทำไมนะ ทำไมยุนเฮซอง แค่การสอบง่าย ๆ ทำไมนายถึงทำไม่ได้ สมองนายมันเล็กเท่าเมล็ดถั่วหรือไง!” คราวนี้อาจารย์ไม่พูดเปล่า แต่เขาเอาไม้เรียวมาเคาะฉันอย่างแรงด้วย
ฉันอ้าปากอีกครั้ง และผลก็ยังเป็นเช่นเดิม นั่นก็คือฉันไม่สามารถจะพูดออกไปได้แม้แต่คำเดียว
“นายอยู่ห้องเดียวกับวูยองแท้ ๆ เอาอย่างเขาบ้างไม่ได้หรือไง ทำไมถึงชอบหาแต่เรื่องก็ไม่รู้!”
อ๊ากกกก ให้ตายเซ่ ทำไมฉันต้องมาโดนดุแบบนี้ด้วยเนี่ยยยยยย
“เฮ้อออ ฉันล่ะกลุ้มใจแทนพ่อแม่นายจริง ๆ นะยุนเฮซอง”
อย่าว่าแต่อาจารย์หรือพ่อแม่เลยค่ะ หนูเองก็กลุ้มใจเหมือนกันที่มีพี่อย่างอีตานี่!! ฉันได้แต่ตอบอยู่ในใจ
“ที่เรียกมานี่ก็ตั้งใจจะเตือนเรื่องที่ฉันบอกเอาไว้เมื่อคราวก่อน ถ้าการสอบคราวหน้านายยังทำคะแนนต่ำกว่าครึ่งอีก ฉันจะให้นายเรียนซ้ำชั้น”
คราวนี้ฉันเล็งปากอาจารย์หน้าโหดเอาไว้อย่างดี เมื่อเห็นอีกฝ่ายหุบปากสนิท ดูเหมือนจะไม่ได้พูดอะไรต่อ ฉันก็เตรียมจะอ้าปากอีกครั้ง และมันก็เป็นอีกครั้งที่ฉันถูกขัด
“ตั้งแต่วันนี้ไป นายไปเข้าเรียนเสริมตอนเย็นหลังเลิกเรียนทุกวัน จนกว่าจะถึงวันสอบ เข้าใจใช่มั้ย”
“เข้าใจครับ” ฉันสวนกลับทันที โดยไม่เว้นจังหวะให้ถูกขัดอีก
อาจารย์อึ้งไปนิดหน่อย ก่อนจะเอ่ยต่อ “เข้าใจง่ายอย่างนั้นเชียว ไม่คิดจะด่ากลับเหรอ?”
ด่ากลับ! ฉันทวนคำนั้นอย่างตกใจ ขณะที่พยายามทำหน้าให้ปกติที่สุด แต่ในใจฉันตอนนี้น่ะ ประหม่าสุด ๆ เลยล่ะ โดยเฉพาะสายตาหรี่แคบที่จ้องมองมา
“คะ...คือผมคิดว่าเถียงไปก็ไร้ประโยชน์ สู้ผมตั้งใจเรียนดีกว่า” ฉันตอบออกไป พร้อมพยายามก้มลงมองพื้น แต่อาจารย์ก็ยังก้มตามมาจ้องตาฉันอีก
อ๊ากกกกก อาจารย์จะก้มตามหนูมาทำไมคะเนี่ยยยยยย
“ยุนเฮซอง”
“ครับ!” ฉันตอบ พร้อมยืดตัวตรง เงยหน้ามองเลยหัวอาจารย์ไป แต่อาจารย์ก็ยังตามไม่เลิก เขายืนขึ้นและยื่นหน้าเข้ามาอยู่ในระดับสายตาของฉัน ซึ่งมันทำให้ฉันไม่สามารถหลบสายตาเขาได้
ทางเดียวที่ทำได้ก็คือหลับตา และมันคงดูมีพิรุธมากแน่ ๆ ถ้าฉันทำแบบนั้น
ฮืออออ พระเจ้าขา ช่วยพาหนูออกไปจากสถานการณ์นี้ด้วยเถอะค่ะ!!!!
“ไม่สบายหรือไง?”
“อะ...เอ่อ...ก็นิดหน่อยครับ”
อาจารย์ยังคงหรี่ตามองฉันอยู่เกือบอีกหนึ่งนาทีเต็ม ๆ ก่อนจะยอมถอยหลังกลับไปนั่งเหมือนเดิม ซึ่งฉันถึงกลับต้องลอบถอนหายใจเลยทีเดียว
“ไปเข้าเรียนได้แล้วไป” อาจารย์หน้าโหดพูดขึ้น ซึ่งฉันก็รีบโค้งให้แล้วเดินออกจากห้องพักอาจารย์อย่างเร็วที่สุดทันที
ฟู้วววว เกือบตายแล้วมั้ยล่ะ แต่จริง ๆ เลยน้า ตั้งแต่เกิดมาจนอายุสิบแปดปีเนี่ย ฉันยังไม่เคยโดนอาจารย์เรียกเข้าไปด่าแบบนี้เลยนะ ปกติฉันจะโดนอาจารย์เรียกเข้าไปชมซะมากกว่า นี่ถือว่าเป็นประสบการณ์ครั้งแรกจริง ๆ
แถมยังเป็นประสบการณ์ที่น่ากลัวอีกต่างหาก และพอนึกถึงคนที่ทำให้ฉันต้องมาเจอเรื่องแบบนี้แล้ว มันก็อดแช่งเขาไม่ได้
“คอยดูเถอะ ฉันจะเลือกชุดเดรสที่แพงที่สุดในร้านเลย!” ฉันพูดกับตัวเอง แต่เสียงที่ฉันพูดก็ไม่ได้เบาเท่าไหร่นักเนื่องจากฉันกำลังโมโห และฉันคิดว่าคงไม่มีใครมาได้ยินที่ฉันพูดแน่ ๆ เพราะตอนนี้พวกนักเรียนคงอยู่ในห้องเรียนกันหมดแล้ว
แต่ฉันคิดผิด เพราะยังมีใครบางคนไม่ยอมเข้าห้องเรียนด้วย และเขาก็ทำให้ฉันรู้ตัวโดยการเอ่ยเสียงเย็น ๆ ขึ้นว่า
“ทำไมนายต้องอยากได้ชุดเดรส”
เพราะจู่ ๆ เสียงนั้นก็ดังขึ้นจากข้างหลัง ทำให้ฉันตกใจมาก และเพราะฉันดันเป็นพวกมือไวไปหน่อย ฉันจึงโยนกระเป๋าหนังสือใส่หน้าคนพูดอย่างแรง
ตุ๊บ!
กระเป๋าหนังสือของฉันร่วงตุ๊บไปลงนอนแอ้งแม้งอยู่บนพื้น ขณะที่คนที่ทำให้ฉันตกใจชักสีหน้านิด ๆ มุมปากกระตุกหน่อย ๆ ทำเอาใจฉันร่วงตุ๊บตามไปอยู่กับกระเป๋าตัวเอง เพราะเขาก็คือนายลีวูยองนั่นเอง
ทำไมคนที่ฉันปากระเป๋าใส่ถึงไม่เป็นนายแทยังนะ ทำไมต้องเป็นหมอนี่ด้วย
สีหน้าเย็นชาของเขาทำให้ฉันรู้สึกเหมือนอุณหภูมิรอบด้านลดต่ำลงไปกว่าจุดเยือกแข็งเลยทีเดียว เรายืนมองกันอยู่สักพักก่อนที่ฉันจะเป็นฝ่ายขยับก่อน ฉันก้มลงเก็บกระเป๋าตัวเองช้า ๆ โดยที่สายตาของเรายังคงมองสบกันอยู่
“เอ่อ...” จะให้พูดอะไรดีล่ะ ถ้าเป็นเฮซองจะพูดอะไรนะ “...นายโทษฉันไม่ได้นะ เพราะจู่ ๆ นายดันมายืนด้านหลังฉันเองนี่”
“ฉันก็เดินของฉันมาดี ๆ เป็นนายต่างหาก ที่จู่ ๆ ก็พุ่งออกมาตัดหน้าฉัน” ลีวูยองตอบกลับพร้อมเหลือบสายตาไปที่ประตูห้องพักอาจารย์
ซึ่งพอฉันมองตาม ฉันก็รู้ทันทีว่าเขาพูดถูก แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ตอนนี้ฉันเป็นยุนเฮซอง เพราะฉะนั้น ฉันไม่ยอมรับผิดหรอก
“ทางเดินมีตั้งเยอะ นายก็หลบไปสิ เรื่องอะไรมาแอบฟังฉันพูดกับตัวเอง”
ใช่เลย! ถ้าเป็นเฮซองล่ะก็ ต้องพูดแบบนี้แน่ เพราะเฮซองน่ะต่อให้คอขาดก็ไม่มีทางยอมรับว่าเป็นความผิดของตัวเองแน่ ๆ
คิ้วของลีวูยองเลิกขึ้นนิด ๆ ซึ่งทำเอาฉันประหม่าขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
ทำไมล่ะฉันพูดอะไรผิดงั้นเหรอ นี่ฉันพยายามเลียนแบบเฮซองอย่างที่สุดแล้วนะ และฉันมั่นใจว่าสิ่งที่ฉันตอบกลับไปมันต้องเหมือนเฮซองมาก ๆ เลย เพราะเฮซองที่ฉันรู้จักน่ะเป็นแบบนี้แหละ
ลีวูยองมองฉันอยู่อีกสักพัก ก่อนที่เขาจะเดินผ่านหน้าฉันไปเฉย ๆ โดยไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว
ฉันได้แต่มองตามหลังลีวูยอง และอดไม่ได้ที่จะยกกำปั้นให้เขา
เชอะ! เหลือเชื่อเลย ผู้ชายอะไร ขี้เก๊ก แถมยังเย็นชา ไม่น่าคบอีกต่างหาก คนแบบนี้ถูกเลือกมาเป็นประธานนักเรียนได้ยังไงเนี่ย
แต่เดี๋ยวนะ เขาเรียนห้องเดียวกับเฮซองนี่นา!!
พอคิดได้แบบนั้นฉันก็รีบวิ่งตามเขาไปทันที เพราะตอนนี้อีตาลีวูยองก้าวด้วยขายาว ๆ ของเขาจนกระทั่งเขาเกือบจะเดินพ้นมุมตึกอยู่แล้ว
ฉันหลับหูหลับตาวิ่งเพราะกลัวว่าจะหลงทางและหาห้องเรียนตัวเองไม่เจอ จนกระทั่งไม่ได้ดูเลยว่าจู่ ๆ คนที่เดินนำอยู่ข้างหน้าหยุดกะทันหัน ทำให้หัวของฉันชนเข้ากับหลังของลีวูยองอย่างแรง
“โอ๊ยยย” ฉันร้องลั่นเนื่องจากหัวฉันมันเจ็บอยู่แล้วจากการตกเตียงเมื่อเช้าบวกกับโดนอาจารย์หน้าโหดเคาะหัวเมื่อกี้
ฉันลูบหัวตัวเองป้อย ๆ และอดว่าคนที่หยุดเดินกะทันหันไม่ได้ “จะหยุดก็บอกกันบ้างสิ!”
“แล้วนายมาวิ่งตามฉันทำไม?” เสียงทุ้มเย็นชาถามกลับ
“ก็เพราะฉันกำลังจะไปห้องเรียนน่ะสิ!!”
“ก็ถึงแล้วนี่”
“เออ…ถึงแล้ว!” ฉันแว้ดกลับไปอย่างโมโห มือยังคงลูบหัวตัวเองอยู่ แต่พอนึกไปนึกมา ฉันก็ต้องชะงักนิด ๆ
เมื่อกี้เขาบอกว่าถึงแล้วงั้นเหรอ? ฉันคิดพลางเงยหน้ามองไปรอบ ๆ และฉันก็เห็นนายอิลวูเดินออกมาจากห้อง
“อ้าว เฮซองมาแล้วเหรอ สรุปก็สายสินะ”
“ฉันไม่ได้สาย แต่ดันโดนอาจารย์หน้าโหดเรียกไปคุยต่างหากเล่า!”
“อาจารย์หน้าโหด? เฒ่าชุนน่ะเหรอ?”
“ก็ใช่น่ะสิ ทั้ง ๆ ที่วิ่งมาถึงหน้าตึกทันเสียงออดเข้าเรียนแท้ ๆ แต่ดันมาซวยเจอแจ๊คพอตเข้า”
นายอิลวูหัวเราะชอบใจ ก่อนจะเหลือบไปมองลีวูยองที่ยังยืนอยู่ที่เดิม “พวกนายมาพร้อมกันเหรอ?”
“เปล่า แค่บังเอิญเจอกันที่หน้าห้องพักอาจารย์น่ะ” ฉันตอบกลับพยายามทำท่าเหมือนไม่มีอะไร “เข้าห้องเหอะ เดี๋ยวจะได้เวลาเข้าเรียนแล้ว” พูดจบฉันก็รีบลากนายอิลวูเข้าไปในห้องเรียนทันที
เหตุผลที่ฉันทำแบบนั้นก็เพราะอีตาลีวูยองน่ะเอาแต่จ้องฉันเขม็ง สายตาคม ๆ ที่หรี่มองฉันราวกับจะจับผิด สายตาที่เหมือนจะมองทะลุเข้าไปถึงตับไต้ไส้ม้ามของฉัน มันทำให้ฉันรู้สึกเสียวสันหลังนิด ๆ
“ฉันเพิ่งรู้ว่านายตั้งใจเรียนขนาดนี้ ถึงขนาดวิ่งมาทันออดเข้าเรียนซะด้วย” นายอิลวูแซวขณะที่ฉันทิ้งตัวนั่งลงบนโต๊ะที่อยู่ระหว่างนายอิลวูลและนายแทยัง
“นั่นสิ นายดูแปลกไปนะ รวมถึงเนกไทที่คอด้วย” นายแทยังพูดบ้าง พร้อมเอื้อมมือมาดึงเนกไทของฉันเล่น
แรงดึงของเขาทำเอาหน้าฉันแทบทิ่มพื้น ฉันจึงจัดการตบกะโหลกเขาเป็นรางวัลหนึ่งที
“ถ้านายดึงเนกไทฉันอีกที คราวนี้ฉันจะเอามันไปผูกคอนายซะ!” ฉันว่ากลับ พร้อมถลึงตามองเขาอย่างโกรธ ๆ ทำให้นายแทยังรีบยกมือทั้งสองข้างขึ้นเป็นการยอมแพ้ทันที
ฉันมองเขาอีกนิด ก่อนจะพ่นลมหายใจออกมาเพื่อระบายความโกรธ และความหงุดหงิดที่อัดอยู่ภายใน ปกติฉันก็ไม่ใช่คนแบบนี้หรอกนะ แต่วันนี้ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองโดนอะไรมากมายจนฉันแทบอยากกรี๊ดออกมาดัง ๆ ให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย
คอยดูนะ ถ้าฉันเจอหน้าเฮซองเมื่อไหร่ล่ะก็ ฉันจะต้องบีบคอเขาแน่ ๆ โทษฐานที่ทำให้ฉันต้องมาลำบากขนาดนี้
วิชาเรียนของวันนี้ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงสำหรับฉันมากนัก คาบเรียนช่วงเช้าประกอบด้วยวิชาวรรณกรรมเกาหลี ภาษาอังกฤษและคณิตศาสตร์ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นวิชาที่ฉันถนัดทั้งนั้น โดยเฉพาะวิชาสุดท้ายฉันสามารถคำนวณหาคำตอบแก้สมการได้ก่อนที่อาจารย์จะเฉลยได้ทุกข้อ และถูกหมดทุกข้อด้วย
แต่ที่ทำให้ฉันอึดอัดก็คือมือฉันมันคันยิก ๆ เนื่องจากฉันไม่สามารถยกมือเพื่อขอไปแก้โจทย์หน้าห้องได้
ตอนฉันเรียนที่พยองอัน นักเรียนในห้องต่างยกมือแย่งกันเพื่อออกไปแก้โจทย์หน้าห้องเรียน แต่สำหรับที่โรงเรียนชายล้วนพยองฮวาแห่งนี้นั้นต่างไปอย่างสิ้นเชิง นักเรียนกว่าครึ่งห้องนอนกรนไม่เกรงใจอาจารย์ที่กำลังสอน หลายคนอ่านหนังสือการ์ตูนที่สอดอยู่ในหนังสือเรียน และบางคนถึงกับแอบกินข้าวกล่อง!!
ในจำนวนนักเรียนทั้งหมดกว่าสามสิบคนในห้องเรียน มีไม่ถึงสิบคนด้วยซ้ำที่ตั้งใจเรียน และที่น่าหมั่นไส้ที่สุดก็คือลีวูยอง เพราะเขาไม่เกรงใจอาจารย์มาก ๆ ถึงขนาดเอาหนังสือของระดับมหาวิทยาลัยขึ้นมาอ่านหน้าตาเฉยอยู่ที่มุมติดหน้าต่างหลังสุดของห้อง
ชิ! ทำเป็นเอามากางขู่คนอื่น โจทย์สักข้อในหนังสือเล่มนั้นน่ะแก้ได้หรือเปล่าก็ไม่รู้ ขนาดคนที่ได้ฉายาอัจฉริยะอย่างฉันยังนั่งแก้เป็นอาทิตย์กว่าจะแก้โจทย์หนังสือเล่มนั้นได้หมดทุกข้อ ทำเป็น...
เฮือก!!
เหมือนลีวูยองจะรู้ว่าฉันกำลังนินทาเขาอยู่ในใจ เมื่อจู่ ๆ อีตาลีวูยองก็ดันเงยหน้าขึ้นมามอง ทำให้สายตาของเราสบกันพอ และมันก็ทำให้ฉันสะดุ้งเฮือก รีบหันกลับมาสนใจหนังสือของตัวเองทันที
เพราะรู้สึกว่ามีสายตาของใครบางคนกำลังมองฉันอยู่ ฉันจึงเหลือบกลับไปมองตามทิศทางนั้น และฉันก็พบสายตาคม ๆ ของลีวูยองที่ยังคงจ้องมองมาที่ฉัน
สายตาคม ๆ ที่มองมา มันทำเอาฉันเสียวสันหลังวาบ ๆ ยังไงก็ไม่รู้ สามัญสำนึกของฉันมันร้องบอกแต่ว่าให้หนีจากผู้ชายคนนี้ให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้
ออดดดด
เสียงออดหมดเวลาเข้าเรียนดังขึ้น พร้อม ๆ กับเสียงโห่ร้องของนักเรียนในห้อง และมันเหมือนเสียงสวรรค์สำหรับฉันด้วย อย่างน้อยมันก็ช่วยชีวิตฉันให้หลุดพ้นจากการถูกจับจ้องมองโดยสายตาเหมือนเครื่องแสกนความคิดของลีวูยอง
ผู้ชายที่ชื่อลีวูยองนี่น่ากลัวจริง ๆ เลยผับผ่าสิ
“เฮ้ออ กว่าจะหมดคาบ ทำเอาฉันแทบอ้วกแน่ะ” นายแทยังบ่นเมื่อคาบเรียนคณิตศาสตร์จบลง เขาลุกขึ้นยืน ยืดแขนทั้งสองข้างบิดขี้เกียจเหนือหัว ก่อนที่จะหันมามองฉัน “นายนี่ดูท่าจะเอาจริงน่าดูเลยนะ”
“ก็แน่สิ ถ้าฉันสอบไม่ผ่านขึ้นมาฉันก็ต้องซ้ำชั้นนะ” ฉันตอบกลับขณะที่เก็บของใส่ใต้โต๊ะ เพื่อเตรียมตัวไปกินข้าวกลางวัน
โรงอาหารที่โรงเรียนชายล้วนแห่งนี้มีพื้นที่กว้างกว่าโรงเรียนของฉันมาก ร้านอาหารก็เยอะกว่า ของกินก็ดูน่ากินกว่าจนทำให้ฉันอดอิจฉาไม่ได้จริง ๆ
พวกเราสามคนตกลงกันว่าต่างคนต่างแยกย้ายกันไปซื้อของที่ตัวเองอยากกินก่อนจะกลับไปเจอกันที่โต๊ะเดิม ซึ่งฉันก็ไม่รู้ว่ามันอยู่ตรงไหน ฉันจึงตัดสินใจที่จะถ่วงเวลาเลือกซื้อของกินให้นานที่สุด และให้นายอิลวูหรือนายแทยังไปนั่งที่โต๊ะก่อน แล้วค่อยเดินตามไป
ฉันดูอาหารตามร้านไปเรื่อย ๆ และอดจะเบ้ปากนิด ๆ ไม่ได้ เพราะอาหารแต่ละร้านนั้นเน้นพวกเนื้อซะเป็นส่วนใหญ่ เรียกได้ว่าเป็นอาหารประเภทหนัก ๆ ทั้งนั้น แถมอาหารแต่ละชุดก็เยอะมาก อาหารชุดหนึ่งอย่างกับจัดให้สำหรับสามคนกิน
ฉันเดินดูอาหารจนเกือบจะครบสองรอบอยู่แล้ว เมื่อนายอิลวูและนายแทยังเดินไปนั่งที่โต๊ะติดหน้าต่างด้านในสุด พอเห็นว่าโต๊ะไหนที่ฉันต้องไปนั่ง ฉันก็เดินไปยังร้านร้านหนึ่งซึ่งฉันเล็งเอาไว้แล้ว
“ขอชุดเอ/ชุดเอครับ!” ฉันเอ่ยบอกคุณป้าเจ้าของร้านพร้อมกับใครอีกคนหนึ่ง เสียงของเราสองคนที่ประสานกัน ทำให้คุณป้าและพวกนักเรียนที่อยู่ใกล้ ๆ ต่างหันมามองเรา และมันเป็นเวลาเพียงไม่กี่วินาทีเท่านั้น ที่นักเรียนเหล่านั้นถอยหลังออกห่างจากเราสองคนประมาณเกือบสองเมตร
ฉันกวาดตามองไปรอบ ๆ อย่างงง ๆ เพราะหน้าตาแต่ละคนเหมือนกำลังลุ้นอะไรกันอยู่อย่างนั้นแหละ
พวกเขาเป็นบ้าอะไรกันแน่ แค่คนสองคนสั่งอาหารพร้อมกันมันไม่ได้ทำให้ใครตายสักหน่อย ฉันคิดก่อนจะหันกลับไปมองคุณป้าเจ้าของร้าน และระหว่างนั้นก็เหลือบไปมองคนที่ดันมาสั่งอาหารชุดเดียวกับฉัน
โธ่ ที่แท้ก็อีตาลีวูยองจอมขี้เก๊กนั่นเอง...เอ๊ะ!
ฉันหันกลับไปมองคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ อีกครั้ง เพื่อความแน่ใจว่าตัวเองไม่ได้มองผิด พวกนักเรียนที่ตีวงล้อมพวกเราอยู่ถอยห่างไปอีกสองก้าว พร้อมเสียงสูดหายใจเฮือก
และฉันก็ไม่ได้มองผิดจริง ๆ คนที่มาสั่งอาหารชุดเดียวกัน แถมยังพูดพร้อมฉันอีกต่างหากก็คือลีวูยอง ตัวจริงเสียงจริงเลยล่ะ
ให้ตายสิ ทำไมฉันต้องมาเจอหมอนี่อีกแล้วนะ! ทำไมถึงเป็นคนอื่นไม่ได้!!
“เอ่อ...ชุดเอน่ะ มันเหลือแค่ชุดเดียวเท่านั้นแหละ เพราะคัสตาร์ดน่ะมันเหลืออันเดียวเอง” คุณป้าเจ้าของร้านบอก และมันก็ทำให้ฉันต้องรีบหันไปมองลีวูยองด้วยสายตาข่มขู่ทันที
ยังไงฉันก็ต้องได้อาหารชุดนี้ เพราะฉันอยากกินคัสตาร์ดฉันถึงสั่งอาหารชุดนี้ และทั้งโรงอาหารแห่งนี้ก็มีร้านนี้ร้านเดียวที่มีคัสตาร์ด
ตั้งแต่เด็กจนโตแล้ว ฉันหลงใหลขนมคัสตาร์ดเป็นอย่างมาก ฉันกินมันได้เป็นสิบอันเลยล่ะ และฉันจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้กินมันด้วย ตอนเด็ก ๆ ฉันเคยกระโดดกัดหูเฮซองเพราะเขาแอบกินคัสตาร์ดของฉัน เฮซองร้องไห้ลั่น เพราะฉันกัดเขาแรงมากจนเลือดไหลโชกไปหมด โชคดีที่หูเขาไม่ขาด แต่ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เฮซองก็เกลียดคัสตาร์ดเข้าไส้เลย (เจอขนาดนี้ไม่เกลียดก็บ้าแล้ว)
และตอนนี้เพื่อคัสตาร์ดอันสุดท้าย ฉันก็พร้อมที่จะกระโดดกัดหูลีวูยองเหมือนกัน!!
ลีวูยองกับฉันจ้องกันอยู่พักใหญ่ ๆ เลยทีเดียว คิ้วเข้มของเขาขมวดนิด ๆ ดวงตาหรี่ลงเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่ แต่ฉันไม่สนใจ เพราะฉันต้องการกินคัสตาร์ดของฉัน
ก่อนที่ฉันจะอ้าปากเพื่อเรียกร้องสิทธิ์ในคัสตาร์ดของฉัน ลีวูยองกลับพูดขึ้นซะก่อนว่า “ของผมขอเปลี่ยนเป็นชุดบี”
คำพูดของเขาทำให้ฉัน คุณป้าเจ้าของร้าน และพวกนักเรียนที่มุงดูอยู่อ้าปากค้างไปตาม ๆ กันเลยทีเดียว
“นายไม่อยากกินชุดเอแล้วเหรอ?” ฉันถามอย่างไม่แน่ใจ
ลีวูยองรับถาดอาหารมาจากคุณป้าเจ้าของร้านและหันมามองฉัน “ฉันเปลี่ยนใจแล้ว นายมีปัญหาหรือไง?”
ฉันรีบส่ายหน้าทันที และลีวูยองก็เดินจากไป พร้อมอาหารชุดบีของเขา
เฮอะ! อีตานี่ทำไมแปลกคนแบบนี้นะ จู่ ๆ ก็หลีกทางง่าย ๆ แบบนี้เลยน่ะเหรอ แบบนี้มันเรียกไม่แน่จริงนี่!
แต่ช่างเขาสิ เขาจะเป็นยังไงก็ช่าง เพราะยังไงซะตอนนี้ฉันก็ได้อาหารชุดเอของฉันมาแล้ว
ฉันถือถาดอาหารของฉัน เดินตรงไปยังโต๊ะประจำของเฮซองและเพื่อน ๆ ของเขา ทันทีที่ฉันวางถาดลง นายอิลวูและนายแทยังก็รีบถามถึงเหตุการณ์เมื่อกี้ทันที
“ก็ไม่มีอะไร เราบังเอิญสั่งอาหารชุดเดียวกัน แต่แล้วจู่ ๆ หมอนั่นก็เกิดเปลี่ยนใจอยากกินชุดอื่นขึ้นมาซะอย่างนั้น” ฉันตอบกลับอย่างไม่สนใจอะไรมาก และก้มหน้าก้มตากินข้าวของฉันทันที เพราะตอนนี้ฉันหิวมากจนไส้จะบิดอยู่แล้ว
----------
ติดตามเรื่องราวต่อไปได้ในรูปแบบรูปเล่ม " Switch boy สลับขั้วป่วนหัวใจนายขี้เก๊ก " โดย Fayya ค่ะ
|
คอมเมนต์