สำนักพิมพ์ | หมวดหนังสือ

ws

ls

ps

ts

fs

ค้นหาผลงานนักเขียน 1168



Online Status

เรามี 21 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

เสียงจากนักอ่าน

  • แค่อ่านเรื่องย่ อนิดเดียวยังอยา กดูมากๆเเลยยิ่ง รู...
  • What is your favorite sitcom most? buy zithromax
  • Hello, who noted how the new year? buy prednisone ...
  • Hello, who noted how the new year?
  • อร๊ายยยยยยย เพิ่งอ่านจบหมาด ๆ ตอนจบในหนังสือ หวานน...
  • เจอนิสัยหมอโห แล้ว อึ๋ยยย ตรงสเปกมากมาย เจอนางเอกก...
  • บอกได้คำเดียวว่ า น่าอ่านมาก
  • :D
  • เล่มนี้ซื้ออ่าน แล้วด้วย
  • ตามมาเก็บความหว านของหมอโหกะหนู หวายคะ ยินดีกับคุณ...
  • อ่านจบแล้วค่ะ พระเอกกะล่อน แต่ก็น่าร้าก :-* :-* :o...
  • คีราณไปที่รีสอร ์ตแล้ว จะเจอนางเอกแล้ว :oops:

ตัวอย่างเนื้อเรื่อง : Kiss me kiss you จูจุ๊บหัวใจผู้ชายอันตราย

 

1168_ts070

Kiss me kiss you จูจุ๊บหัวใจผู้ชายอันตราย
ผู้แต่ง siiKk
ราคา 169บาท 
จำนวนหน้า 256 หน้า 
ISBN 978-616-520-043-1

 

Download ตัวอย่างเนื้อเรื่อง

 

 

บทที่ 1 โดเรมีชื่อนี้ไม่อยากบอกใคร

 


“ย้ากกก!!!”

“กังฟู!?” ฉันละสายตาจากแก้วโกโก้และต้องรีบหันไปมอง ‘กังฟู’ สาวน้อยผมดำยาวเหยียดตรงผิวขาวซีด เจ้าของรอยยิ้มน่ารักน่าชังอย่างกับตุ๊กตาที่ตอนนี้กำลังลุกขึ้นกระโดดโลดเต้นราวกับคนบ้า

“เป็นอะไร” ฉันเกาศีรษะที่ปกคลุมไปด้วยเส้นผมสีน้ำตาลแดงของตัวเอง

“เบื่อน่ะสิ ไม่ว่าที่ไหน ๆ ก็ไม่ถูกใจฉันสักที่” พอสงบสติอารมณ์ได้กังฟูก็กลับมานั่งที่และหมอบตัวลงกับกองใบสมัครเรียนที่วางเป็นสิบ ๆ ใบบนโต๊ะพวกเรา

“เบื่อก็ไม่เห็นต้องโวยวายเลย” ฉันหันสายตาไปรอบ ๆ ร้านค๊อฟฟี่ชอปก็เห็นพนักงานแอบชะเง้อมองคงตกใจกับเสียงโวยวายของตัวเพื่อนดีของฉันเมื่อครู่

“ฉันน่ะนะ...” จู่ ๆ กังฟูก็กระตุกตัวขึ้นมาจ้องฉัน “อยากจะเรียนโรงเรียนที่มันท้าทายความสามารถหน่อย อย่างเช่นมีกลุ่มต่อต้านกันในโรงเรียนและกำลังรอฮีโร่อย่างฉันเข้าไปช่วยกอบกู้สถานการณ์”

ถ้าอยากได้แบบนั้นไปสมัครทหารเถอะกังฟูไม่ต้องต่อมัธยมปลายหรอก... ป้าบ!

“โอ๊ย! ตบหน้าผากฉันทำไม กังฟู” ฉันย่นคิ้วใส่เจ้าเพื่อนตัวดีที่อยู่ดี ๆ ก็ทำร้ายร่างกายฉัน

“ก็ฉันพูดไปตั้งเยอะแกไม่เห็นตอบอะไรสักคำ ยังไม่เลิกอายอีกเหรอ”

ฉันย่นจมูกล้อเลียนยัยกังฟู ไม่ใช่อายแต่ฉันไม่รู้จะพูดอะไรต่อ ถึงฉันจะพูดไทยได้แต่ลูกครึ่งอังกฤษที่โตมาจากที่นู้นทำให้สำเนียงไทยไม่ชัดเท่าไหร่ เมื่อก่อนฉันแทบจะไม่ยอมพูดเลยแต่เดี๋ยวนี้ก็กล้าพูดขึ้นเยอะ

แถมเส้นผมฉันก็เป็นสีน้ำตาลแดงสดบวกกับตาสีเขียวมรกตอีก มันทำให้ฉันไม่มั่นใจเลยเวลาเดินไปไหนแล้วมีแต่คนจ้องมอง

นี่ถ้าคนทั้งประเทศไทยรู้ว่าชื่อฉันเต็ม ๆ ชื่อ ‘โดเรมี’ ด้วยล่ะก็... ฉันคงไม่กล้าออกจากบ้านแน่ ๆ

“เมื่อไหร่แกจะไว้ผมยาวบ้าง ตอนนี้แกหล่อเกินหน้าเกินตาผู้ชายบางคนแล้วรู้ตัวมั้ย”

ฉันจับผมสั้นสไลด์บาง ๆ ประบ่าของตัวเองดึงมาเหลียวมองและส่ายหน้า ก็ฉันไม่ชอบผมยาวนี่นา ผมสั้นแบบนี้ก็สบายศีรษะดี ฉันไม่มีความอดทนพอจะไว้ผมยาวถึงกลางหลังเหมือนกังฟูหรอก

“เรมี แกพาฉันนอกเรื่องนะเนี่ย” กังฟูเพิ่งจะรู้ตัว แต่ใครกันแน่ที่นอกเรื่อง

“งั้นลองดูใบสมัครของที่นี่สิ” ฉันยื่นใบสมัครที่ฉันกำลังอ่านให้กังฟู แต่เพื่อนฉันกลับกำลังสนใจอย่างอื่น...

“เรมี ดูนั่นสิ ข้างนอกเขามุงดูอะไรกันน่ะ!”

ฉันมองออกไปนอกหน้าต่างตามสายตากังฟู และเห็นผู้ชายตัวสูงใหญ่ปราดเปรียว ผมสีเทาดำ หน้าตาเหมือนลูกครึ่งญี่ปุ่นอย่างงั้นแหละ เวลาเขาอ้าปากพูดจะเห็นเขี้ยวเล็ก ๆ ดูน่ารักเซ็กซี่ดีนะ แถมยังใส่ชุดเครื่องแบบสีเทาเข้มท่าทางคงจะเป็นชุดนักเรียนโรงเรียนเอกชน

มีสาว ๆ ยี่สิบกว่าคนรุมกรี๊ดกร๊าดเขาอยู่หน้าร้านค็อฟฟี่ชอป อย่าว่าแต่หน้าร้านค็อฟฟี่ชอปเลย ข้างในร้านสาว ๆ ทุกคนก็กำลังจ้องมองเขาไม่ต่างกัน ดูเขากำลังง่วนกับการแจกใบปลิวในมือ

“ผู้ชายคนนั้นเป็นดารารึเปล่า”

“อย่าไปสน--”

“ออกไปดูกันเรมี!” ฉันพูดไม่ทันขาดคำกังฟูก็ลุกพุ่งตัวออกไปจากร้านแบบเต็มสปีด ยัยจอมจุ้นเอาอีกแล้วเห็นใครอะไรยังไงไม่ได้ต้องออกไปขอมีส่วนร่วมด้วยตลอด

ฉันถอนหายใจเบา ๆ และเก็บเอกสารบนโต๊ะทั้งหมดใส่แฟ้มลายการ์ตูนน่ารักและเดินออกไปจากร้าน

 

:: โปลิศ ::


“ลองรับพิจารณาดูนะครับ” ผมยื่นใบสมัครพร้อมโบชัวร์ประชาสัมพันธ์โรงเรียนตัวเองยื่นให้สาว ๆ ที่พากันรุมล้อมจ้องมองผม

“ถึงโรงเรียนเซนต์ซีเรียเพิ่งเปิดรับสมัครนักเรียนหญิงได้ไม่นานแต่รับรองครับว่าผู้ชายในโรงเรียนทุกคนก็เป็นมิตรไม่ต่างจากผู้หญิงนะครับ” ผมไม่ชอบเลยที่ต้องออกมาทำงานภาคสนามแบบนี้ แต่ยิ่งใกล้วันเปิดเทอมเท่าไหร่ งานของผมก็ต้องหนักขึ้นอีกหลายเท่าตัว

“แล้วหล่อเหมือนพี่ทุกคนรึเปล่าคะ” ผู้หญิงผอมแห้งแรงน้อยคนหนึ่งถามขึ้นมา

“ไม่หรอกครับ พี่มันหน้าตาพื้น ๆ สู้เพื่อน ๆ พี่ในนั้นไม่ได้เลย”

“กรี๊ด! นี่หน้าตาพื้น ๆ เหรอคะ” สาว ๆ เริ่มออกอาการตาลุกวาวและเพ่งมองผมรุนแรงยิ่งขึ้น

“ลองรับโบชัวร์ไปอ่านรายละเอียดกันก่อนนะครับ”

เซ็ง... ที่ผมต้องมาฝืนฉีกยิ้มจนเหงือกลอกแบบนี้เพราะผมเป็นรองประธานนักเรียนและมีหน้าที่ประชาสัมพันธ์ให้ ’โรงเรียนเซนต์ซีเรีย’ โรงเรียนชายล้วนที่เพิ่งจะเปิดรับสมัครนักเรียนหญิงได้ไม่นาน

ผมก็อยู่ตั้ง ม.5 แล้วนะ ปีหน้าก็จะจบอยู่แล้ว ยังต้องมาทำเรื่องแบบนี้อีก เฮ้อ... เฮ้อ...! เฮ้อ...!!!

“พี่ชื่ออะไรคะ”

“ขอไม่บอกนะครับ” ผมโดนประธานสั่งห้ามบอกชื่อตัวเองเด็ดขาด

“ว้า...” สาวน้อยคนที่ถามถึงกับหน้าหงอย

“อย่าเพิ่งทำหน้าเศร้าสิครับ” ผมแกล้งหรี่ตาจ้องมองผู้หญิงที่เป็นคนถามแบบโปรยเสน่ห์ เล่นซะเธอถึงกับหน้าแดงไปถึงใบหู

ประธานมันบอกว่าทั้งที่หน้าผมออกจะละม้ายไปทางญี่ปุ่นแต่ทำไมพ่อแม่ดันตั้งชื่อว่า ‘โปลิศ’ มันหาว่าชื่อผมมันก้ำกึ่งระหว่างความเสี่ยวกับความเท่แบบเสี่ยว ๆ นั่นแหละครับคำวิจารณ์ของมัน...

“พวกพี่มีกิจกรรมพิเศษ ที่รับรองว่าหาจากโรงเรียนไหนไม่ได้แน่ ๆ นอกจากที่เซนต์ซีเรียที่เดียว”

“กิจกรรมที่ว่านี่เป็นแบบไหนคะ” น้องคนเดิมกับที่ถามชื่อผมถามขึ้นอีก

ผมคลี่ยิ้มออกมาและเอนใบหน้าเข้าไปกระซิบบอก “เข้าเรียนที่นี่สิครับ รับรองว่าพี่จะเป็นคนเดินไปบอกน้องด้วยตัวเองทั้งเรื่องกิจกรรมและชื่อพี่”

“กรี๊ดดด!!!” พวกสาว ๆ พากันกรีดร้องและกระโดดโล้ดเต้นไปมา สงสารหูผมบ้างสิครับ

“พี่คะ ขอใบสมัครใบหนึ่ง!”

“ครับ” ผมหันไปส่งใบสมัครให้น้องผู้หญิงผมยาวผิวขาวซีดคนหนึ่งที่มาสะกิดผมจากด้านหลัง มองเยื้องไปจะเห็นผู้หญิงผมสีน้ำตาลแดงสวยดี คงเป็นชาวต่างชาติแน่ ๆ แต่หน้าตาเธอไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไหร่

“รับไว้ด้วยนะครับ” ผมยื่นใบสมัครให้เธอแต่เธอกลับส่ายหน้าไม่รับมัน แถวบ้านผมเรียกว่าหยิ่ง!

“ขอบคุณนะคะ” แต่น้องผิวขาวก็ดึงใบสมัครจากมือผมไปแทน เอาไปทำไมตั้งสองใบน่ะน้อง มันเปลืองกระดาษ

“ตอนนี้ที่นี่มีนักเรียนหญิงกี่คนคะ”

น้องคนนี้เป็นคนแรกที่ดูจะสนใจใบสมัครมากกว่าผม

“สามสิบคนครับ”

“แล้วผู้ชายล่ะคะ”

“สามพันคนครับ”

“โอ้วโห้!!!” สาว ๆ พากันกรี๊ดกร๊าด แต่ไม่ใช่สาวผมแดงคนนั้นนะครับ

ทั้งที่คนอื่นดูตื่นเต้นดีใจแต่ยัยคนนี้กลับทำหน้าเหยเก แต่เพื่อนเธอกลับยิ่งมีสีหน้ากระตือรือร้น “งั้นก็ยังไม่เคยมีประธานนักเรียนเป็นผู้หญิงสิคะ!”

“เอ๊... ครับ ไม่เคย”

“แบบนี้ก็เจ๋งไปเลย แล้วมีแก๊งอันธพาลในโรงเรียนมั้ยคะ”

“อะ... เอ่อ ไม่มีครับ” ถามอะไรแบบนั้นน้อง พี่จะตอบได้ไงว่ามี

“ไม่มีจริง ๆ เหรอคะ เคยเป็นโรงเรียนชายล้วนเนี่ยนะคะจะไม่มีแก๊งอะไรเลย” ยัยน้องผิวขาวคนนี้ฉลาดเสียด้วยแฮะ

“ไม่มีจริง ๆ ครับ” ผมตอบย้ำอีกครั้งด้วยใบหน้าที่พยายามจะไม่แสดงอาการพิรุธ แต่น้องคนนั้นกลับฉีกยิ้มออกมาคล้ายกับดูออกว่าผมโกหก

“พี่จำหน้าหนูไว้ให้ดีนะคะ” น้องผิวขาวชี้หน้าตัวเอง ผมก็มองใบหน้าเหมือนตุ๊กตาของเธอตั้งใจอย่างที่เธอสั่ง “หนูเนี่ยแหละจะขึ้นเป็นประธานนักเรียนหญิงคนแรกของที่นี่”

“กังฟู!”

ยัยผมแดงจับแขนน้องผิวขาวรีบลากเดินออกไป อ๋อ... ที่แท้ก็เพื่อนกันนี่เอง

“เซนต์ซีเรียยินดีต้อนรับนะครับ” ผมตะโกนไล่หลังไปอยากจะสร้างความเป็นมิตรเอาไว้

ยัยผมแดงหันกลับมามองผมแต่ก็เชิดหน้าเมินไม่ได้มีท่าทีจะสนใจ รู้สึกไม่ค่อยถูกชะตาเลยแฮะ...

 

 

หนึ่งทุ่มเศษ ๆ แต่บรรยากาศท้องฟ้ากลับมืดครึ้มเหมือนเป็นเวลาดึกดื่นเที่ยงคืน ผมกลับมานั่งพักอยู่ในหอพักสุดหรูของตัวเองระหว่างรอการประชุม “เหนื่อยชะมัด”

โรงเรียนผมเป็นโรงเรียนเอกชนประจำและเรียกได้ว่าเป็นโรงเรียนสำหรับบรรดาคนรวย ในหอพักก็เลยมีห้องนั่งเล่นขนาดใหญ่ที่สามารถบรรจุคนได้ถึงสองร้อยสามร้อยคน หน้าต่างกระจกบานใหญ่ที่มองออกไปจะเห็นวิวของตึกสวย ๆ ของโรงเรียน

“พี่โปครับ มีผู้หญิงมาขอดินเนอร์ครับ”

‘หางเสือ’ ผู้ชายอ้วนตัวเตี้ยเล็กหุ่นตัน ๆ คล้ายท่อนไม้กับผมทรงกะลาครอบเดินเข้ามาสะกิดผมจากด้านหลัง ไอ้หมอนี่ชอบจ้องมองผมด้วยแววตาชื่นชม อีกอย่างทั้งที่มันก็อยู่รุ่นเดียวกับผมแต่เกิดช้ากว่าผมไม่กี่เดือน มันก็ดันอุปโลกน์ให้ผมเป็นรุ่นพี่ซะงั้น

“บอกกติกาทั้งหมดกับเขาแล้วใช่มั้ย” ผมถามพลางลูบเส้นผมสีเทาดำของตัวเอง

“ครับ งั้นผมให้เขานำอาหารเข้ามาเสิร์ฟเลยนะครับ”

ผมพยักหน้ารับอ่อนแรง หางเสือก็รีบเร่งเดินออกไปจากห้องรับรอง เฮ้อ... ได้เวลาทำงานอีกแล้ว

ระหว่างรอบริกรจากร้านอาหารเข้ามาจัดโต๊ะอาหารด้วยชุดอาหารดินเนอร์หรูระดับไฮคลาสด้วยอาหารอิตาลีอย่างพิซซ่าชิ้นเล็กสไตส์ค็อลเทล

แอ๊ด... เสียงประตูห้องรับรองก็เปิดออกและมีร่างของผู้หญิงตัวเล็กผมยาวมัดจุกสองข้างก้าวเดินเข้ามาในห้องช้า ๆ ด้วยใบหน้าแดงก่ำ ผมขยับลุกจากโซฟาและหันไปส่งยิ้มให้เด็กผู้หญิงคนนั้น

“ล็อคประตูด้วยครับ พี่อยากให้มั่นใจว่าจะไม่มีใครมารบกวนเวลาของเราสองคน”

“คะ... ค่ะ ๆ !!!” เด็กสาวตอบรับและรีบล็อคประตูด้วยมือไม้ที่สั่นเทา เธอกลัวหรือกำลังประหม่ากันแน่อันนี้ผมไม่มั่นใจ แต่เอาเถอะ... ผมต้องทำตามหน้าที่ล่ะนะ

ผมเดินไปที่โต๊ะอาหารพร้อมดึงเก้าอี้ต้อนรับ “หันมามองกันหน่อยสิครับ”

“เอ่อ... ค่ะ...” เด็กสาวตรงหน้าค่อย ๆ หันหน้ามามองผม ผมเกือบจะชักสีหน้าตอนเห็นหน้าผู้หญิงคนนี้เต็ม ๆ ไม่มีความน่ารักเลย ! นี่ผมไม่ได้กำลังอยู่ในหนังผีใช่มั้ย ใครใช้ให้น้องเขาโบ๊ะแป้งซะหน้าขาวแบบนั้น

“น้องชื่ออะไรครับ” หน้าที่ ๆ ท่องไว้ หน้าที่... หน้า... หน้าเธอน่าเกลียดมาก

“ซาชิมิค่ะ”

“เชิญนั่งครับ ซาชิมิจัง” ใครก็ได้ช่วยเอาไม้หนีบมาหนีบปากผมที ผมจะฝืนยิ้มไม่ไหวแล้ว

“ค่ะ” น้องเขาเดินเข้ามาและค่อย ๆ ขยับร่างกายนั่งลงกับเก้าอี้ตัวเธอสั่นเทาคงเพราะความประหม่า

ผมขยับเก้าอี้ให้น้องเขาจนเข้าที่และตัวเองก็วกเดินมานั่งอีกฝั่งตรงข้ามน้องเขา ขอบพระคุณแสงเทียนกลางโต๊ะที่มันช่วยให้หน้าน้องซาชิมิหายขาวไปได้บ้าง

“จ้องหน้าพี่ไปก็ไม่อิ่มหรอกครับ” ผมบอกน้องเขาเสียงอ่อนโยนและเลื่อนจานหอยนางรมลมควันให้น้องเขาไป

น้องเขาหยิบมีดกับส้อมที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาและเริ่มบรรจงแงะเนื้อหอยออก “พี่โปไม่ทานหรือคะ”

ถ้าเจอถามมาแบบนี้ผมต้อง... “มองหน้าซาชิมิจังก็อิ่มแล้วล่ะครับ”

โป๊กกก!!!

“อ๊าก!” และเนื้อหอยนางรมพร้อมเปลือกแข็ง ๆ ของมันก็กระเด็นเข้ากลางหน้าผากผมเพราะยัยซาชิมิดันเขินกับคำพูดผมจนใช้มีดพลาดดีดหอยนางรมลอยละลิ่ว

“ขอโทษค่ะ พี่โป!”

โครมมม!!! และเรื่องไม่คาดว่ามันจะเกิดต่อมาก็คือ...!

น้องเขาเป็นห่วงผมมากไปหน่อยเลยรีบลุกพรวดพราดเบนตัวมาข้างหน้าจนโต๊ะดินเนอร์เอียงลาดลง

“โอ๊ย!” ลงใส่ตัวผมเต็ม ๆ จนตอนนี้ผมกำลังนอนหงายกับพื้นพร้อมอาหารหกใส่ตัว ผมขอลาขาดทั้งหอยนางรมและยัยซาชิมิ!

 

 

“ฮะฮ่า! พรุ่งนี้หัวปูดแน่ไอ้โป” เจ้าของเสียงหัวเราะและหน้าหล่อ ๆ แบบหวาน ๆ สไตส์กวนประสาทชวนถีบคนนี้ไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจากเลขานุการประจำคณะกรรมการนักเรียนหรือ ‘สายฟ้า’

ไอ้แว่นหน้าตาเย็นชากับผมสีบลอนด์ทองที่กำลังยืนมองผมด้วยสีหน้านิ่งเฉยแต่ริมฝีปากฉาบยิ้มน้อย ๆ คนนี้คือไอ้ประธานใหญ่ต้นเหตุของความเดือดร้อนของผม ชื่อว่า ‘ตองเอ’

“รอบหน้าจะไม่สั่งหอยนางรมละกัน” ไม่ต้องแปลกใจครับว่าทำไมมันพูด “ร” กระดกลิ้นทุกคำ เพราะที่บ้านมันเป็นราชวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ทำให้มันถูกสอนเรื่องการพูดภาษาไทยมาเป็นอย่างดี

ผมยังประคบน้ำแข็งกับหน้าผากตัวเองทั้งที่หัวสมองมึนตึ้บ ถึงจะเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วแต่กลิ่นคาวของอาหารยังติดอยู่ตามตัว มีหางเสือยืนอยู่ข้าง ๆ พร้อมดูแล “หัวฉันปูดแบบนี้แกกลับพูดเย็นชาแบบนี้เนี่ยนะ”

“ใช่” ตองเอตอบกลับหน้าตาย เชื่อมันเลย!

ผมก็เข้าใจนะว่าลูกชายผู้อำนวยการอย่างตองเอก็อยากจะช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัว

เพราะเซนต์ซีเรียเป็นโรงเรียนชายล้วนมาก่อนและเพิ่งจะเปิดรับสมัครผู้หญิงได้ไม่นาน แต่โรงเรียนผมขึ้นชื่อเรื่องนักเรียนชายที่ชอบสร้างปัญหา ทำให้ไม่มีนักเรียนหญิงคนไหนจะกล้าเข้ามาเรียนที่นี่

“แกนี่มันยิ่งกว่าท่อนไม้เสียอีก” ผมเขม่นมองตองเอเผื่อมันจะสำนึกสักนิด

“ตองเอมันไม่ใช่ท่อนไม้แต่มันเป็นสิ่งไม่มีชีวิตต่างหาก” สายฟ้าแกล้งทำหน้านิ่งล้อเลียนตองเอแต่ก็ไม่ได้ทำให้เจ้าคนใจเย็นคนนี้สะเทือน

“กลางวันก็ต้องไปเดินแจกใบปลิวทั้งวัน กลางคืนก็ต้องมาเจอแบบนี้อีก มันเซ็งนะเว้ย!” ผมสะบัดผ้าขนหนูจนน้ำแข็งร่วงหล่นพื้น หงุดหงิดสุดขีด “โอ๊ย!”

แต่นั่นก็ทำให้ผมโดนผ้าขนหนูสะบัดตีหน้าเข้าให้ เจ็บวุ้ย... โรคซุ่มซ่ามมันแก้ไม่หายจริง ๆ

“วันนี้คงไม่ได้เผลอไปปล่อยโก๊ะให้ใครเห็นนะ” ไอ้ประธานตองเอจ้องหน้าจับผิดผม

“ไม่ไว้ใจก็อย่าให้ไปสิวะ”

“ไม่ใช่ไม่ไว้ใจ แค่กลัวแกเผลอไปซุ่มซ่ามต่อหน้าพวกสาว ๆ แล้วจะทำให้คะแนนนิยมตก”

“ฉันก็ไม่อยากให้ใครมานิยมอยู่แล้ว” ผมลุกขึ้นยืนพลางบิดขี้เกียจ

“ขนาดไม่อยากให้ใครมานิยมนะเนี่ย ผู้หญิงที่ไหนเห็นก็เหลียวมองแกทุกคน” สายฟ้าเดินมาแตะบ่าผม หน้าหวาน ๆ ของมันนี่ผู้หญิงที่ไหนเห็นคงอาย “เพลย์บอยอย่างฉันยังต้องยกนิ้วให้”

“พูดเหมือนแกหล่อมาก” ตองเอกัดสายฟ้าไปหนึ่งงับ สองคนนี้ถ้ามีโอกาสเมื่อไหร่มันชอบแขวะกันครับ

“ก็หล่อน่ะสิ” สายฟ้ากล้าชมตัวเองได้อย่างไม่อาย ก็แหงล่ะก็ใบหน้ามันมีทุกอย่างที่สาว ๆ อยากมีทั้งจมูกโด่ง โครงหน้าเรียวยาว ริมฝีปากบาง ๆ ไม่ว่าผู้ชายหรือผู้หญิงมองแล้วคงหลงได้ไม่ยาก “ไม่งั้นแกคงไม่ให้ฉันอยู่ในพีบีหรอก”

ได้ยินชื่อสิ่งนี้แล้ว... เฮ้อ พีบีที่ว่าคือ ‘Potato boy’ แต่เรียกย่อ ๆ ว่า ‘PB’ ชมรมที่ตองเอจัดตั้งขึ้น มีผมกับสายฟ้าเป็นสมาชิก ส่วนหางเสือไม่ได้เกี่ยวข้องกับชมรมแต่อย่างใด เพียงแต่เขาชื่นชมพวกผมสามคนมากเลยขอมาทำหน้าที่เหมือนผู้ช่วยพิเศษ

หน้าที่หลักของคนในชมรมนี้คือดึงดูดผู้หญิงที่นี่ไม่ให้หนีไปลาออก แต่ไอ้ตองเอมันไม่ได้หยุดแค่นั้น...

มันเล่นให้สาว ๆ ที่เข้าเรียนที่นี่สามารถเลือกทำกิจกรรมกับผม ตองเอ และสายฟ้าได้แค่คนเดียวและครั้งเดียวเท่านั้น อย่างดินเนอร์เมื่อครู่ก็เป็นหนึ่งในกิจกรรม อย่าเจอกันอีกเลยยัยซาชิมิ!

“ฟ้า ตอนนี้นักเรียนหญิงมาสมัครเข้าเรียนที่นี่กี่คนแล้ว” ตองเอนั่งลงกับโซฟาซึ่งนั่นเป็นเครื่องบ่งบอกว่าการประชุมกำลังจะเริ่มต้นขึ้น

หางเสือรีบหยิบแฟ้มเอกสารที่วางอยู่ที่เก้าอี้รับรองส่งให้สายฟ้าและเพื่อนผมก็เปิดแฟ้มไล่ไปที่ละหน้าเพื่อค้นหาข้อมูล “ตอนนี้มีทั้งหมดหนึ่งร้อยแปดสิบห้าคน”

“แกว่ามันจะดีเหรอวะที่เราใช้วิธีนี้เรียกผู้หญิงเข้ามา ฉันเห็นมีแต่พวกเอ่อ...” ผมไม่พูดต่อแต่คิดว่าเพื่อน ๆ คงเข้าใจสิ่งที่ผมพยายามบอก

“ฉันเห็นด้วยกับไอ้โป ผู้หญิงพวกนี้จะทำให้มาตรฐานโรงเรียนเราตกลงรึเปล่า”

“มีผู้หญิงให้เลือกเยอะแกน่าจะดีใจมากกว่ามั้ง”

“กลับเข้าเรื่องประชุม ๆ” ผมต้องรีบต้อนตองเอที่เป็นฝ่ายไปหาเรื่องสายฟ้าก่อน

ตองเอขยับกรอบแว่นตัวเองอีกครั้ง “สนที่เป้าหมายไว้ก่อนเพราะจุดสำคัญตอนนี้คือเน้นปริมาณผู้หญิงมาเข้าให้เยอะที่สุดเพื่อลดช่องว่างทางจำนวนของนักเรียนชายที่มีถึงสามพันคน”

“อืม แถมเราต้องไปรีบเตรียมแผนจัดการพวกแก๊งต่อต้านนักเรียนหญิงสองกลุ่มนั่นด้วย” แค่ได้ยินสายฟ้าพูดเรื่องนี้ขึ้นมาสมองผมก็ชักจะเริ่มกระตุก

สาเหตุที่ทำให้ผู้หญิงไม่สามารถเรียนที่นี่ได้เพราะสองแก๊งที่มีอิทธิพลแก๊งแรก ‘เกลียด she’ แก๊งที่เต็มไปด้วยสมาคมชายเกือบแท้ที่หาว่าผู้หญิงจะมาทำลายความนิยมพวกเธอ กลุ่มนี้ไม่ใช่ปัญหาหรอกครับ อีกกลุ่มต่างหาก

‘Black hole’ แก๊งนี้มีแต่นักเลงระดับท็อปมารวมตัวกัน แถมหัวหน้าแก๊งยังเป็นลูกชายของผู้ถือหุ้นบริหารระดับสูงของโรงเรียนเรียกได้ว่ามีอำนาจเกือบจะเท่าพ่อตองเออยู่แล้ว พวกนั้นต่อต้านพวกผู้หญิงเพราะพวกนั้นถือว่าที่นี่คือโรงเรียนสำหรับลูกผู้ชายเท่านั้น

“เมื่อไหร่เราจะเปิดรับสมัครสมาชิกเพิ่มแบบเป็นทางการซะทีวะ ทั้งที่มีคนอยากเข้าคลับพีบีจะตาย” ผมเปลี่ยนเรื่องเพื่อ ทำลายบรรยากาศเครียด ๆ เมื่อครู่

“ใช่ครับ ผมก็รอพวกพี่ ๆ เปิดรับสมัครอยู่นะ !” หางเสือรีบโพล่งพูดขึ้นมาแบบไม่เกรงใจทรงผมทรงกะลาครอบของมันกับความสูงที่ทุกวันนี้พวกผมยังไม่มีใครกล้าถามออกมาว่ามันถึงร้อยห้าสิบเซนต์รึเปล่า

“เอ่อ... เรื่องนี้มันเป็นเรื่องใหญ่น่ะหางเสือ จะให้มาเปิดรับสมัครแบบสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้หรอก” สายฟ้าแสดงอาการร้อนตัว

มันก็คงไม่อยากให้ภาพลักษณ์สมาชิกพีบีที่สูงเกินร้อยแปดสิบทุกคนถูกหารเฉลี่ยลดลง

 

 


บทที่ 2 โดเรมีกับค็อฟฟี่ชอปร้านเดิม

 


“เฮ้อ...” ฉันยืนกุมขมับถือแฟ้มของตัวเองอยู่หน้าร้านค็อฟฟี่ชอปร้านเดิม ตั้งแต่รับใบสมัครโรงเรียนบ้าบอนั่นไปกังฟูก็เพ้อไปเลย บอกว่าจะเป็นนักเรียนหญิงคนแรกที่จะขึ้นเป็นประธานนักเรียนในโรงเรียนนั่นให้ได้ ว่าไปนั่นน่ะนะ...

“ให้ตายยังไงฉันก็ไม่เข้าเรียนที่นั่นแน่” แค่คิดว่าต้องเข้าไปเจอกับผู้ชายเต็มโรงเรียนฉันก็รู้สึกสยองไปทั้งตัวแล้ว แถมมันแปร่ง ๆ ชอบกล มีอย่างที่ไหนเอาใบสมัครมาเดินแจกกันโต้ง ๆ แบบนั้น

ถึงจะคิดแบบนั้นแต่ถ้ากังฟูยืนยันจะเข้าให้ได้ฉันก็คงเข้าที่นั่นตามอยู่ดี

เพื่อนฉันนอกจากจะชอบเพ้อแล้วยังเป็นยัยจอมสายเสมออีกต่างหาก นัดสิบโมงมาสิบเอ็ดโมง นัดเที่ยงมาบ่าย แต่ฉันถือเรื่องของเวลาเพราะฉะนั้นถึงจะรู้ว่าต้องออกมารอก่อนฉันก็ยังจะมาให้มันตรงเวลาอยู่ดีนั่นแหละ

“รับด้วยนะครับ โรงเรียนเราเป็นโรงเรียนมีคุณภาพนะครับ”

ฉันเห็นเด็กผู้ชายอ้วนเตี้ยม่อต้อคนหนึ่งกำลังพยายามยืนแจกใบปลิว เขาใส่ชุดเหมือนผู้ชายเท่ ๆ ที่ฉันเห็นเมื่อวานเปี๊ยบ แต่กลับไม่มีใครสนใจเขาเลย บางคนก็เมินหน้าใส่ บางคนก็ทำเหมือนเขาไม่มีตัวตน

“ช่วยรับด้วยนะครับ เอ่อ...” และก็มีผู้หญิงกลุ่มหนึ่งยอมรับใบปลิวจากหนุ่มอ้วนคนนั้นแต่พวกเธอกลับโยนใบปลิวนั่นลงกับพื้นไปไม่ไยดีและเดินผ่านไปพร้อมเสียงหัวเราะ

ฉันเลยตัดสินใจเดินเข้าไปหาเขาและแบมือขอโบชัวร์จากเขา

“ขะ...ขอบคุณมากครับ!” เขาดีใจใหญ่เลยแล้วก็รีบยัดโบชัวร์ใส่มือฉัน

ฉันรับมันมาและเริ่มอ่าน... อะ... อ้าว นี่มันโบชัวร์เหมือนเมื่อวานเปี๊ยบเลยนี่

“ที่นี่เป็นโรงเรียนที่ขึ้นชื่อเรื่องเรียนนะครับรับรองว่าหลักสูตรเข้มข้นแน่นอน” สำเนียงการพูดเหมือนเด็กสิบขวบที่กำลังอวดของเล่นของเขาทำให้ฉันเกือบจะหลุดขำออกมา

 


“เรมี เราก็มีแล้วไงเอามาอีกทำไมล่ะ” จู่ ๆ ยัยกังฟูคุณนายสายเสมอก็เดินมาโอบฉันจากด้านหลัง แล้วแย่งโบชัวร์ไปและส่งคืนให้น้องอ้วนคนนั้น “เมื่อวานพี่ได้แล้วจ้ะ เดี๋ยววันนี้กำลังจะไปสมัครเรียนที่นี่”

ฉันหันไปจ้องถลึงตาใส่ยัยเพื่อนซี้ นี่แกจะเอาจริงเหรอโรงเรียนมัธยมปลายมันเป็นเรื่องใหญ่นะ ยัยกังฟู!

“ดีเลยครับ แบบนี้พวกน้องก็กลายเป็นว่าที่รุ่นน้องผมแล้วสิ”

ทั้งฉันทั้งกังฟูหันกลับไปมองผู้ชายอ้วนเตี้ยคนนั้นทั้งที่ยังไม่มั่นใจว่าเมื่อกี้สิ่งที่ได้ยินมันถูกต้อง

“เมื่อกี้น้องว่าไงนะคะ” กังฟูเอ่ยถามอีกรอบยังต้องก้มมองผู้ชายคนนั้นอยู่เลย เขาไม่ใช่เด็กมัธยมต้นหรอกเหรอ ถ้าบอกว่าเป็นเด็กประถมฉันก็ยังเชื่อนะ

“เห็นแบบนี้ผมอยู่ ม.5 นะครับ” เขาฉีกยิ้มตอบกลับ กังฟูหันมามองหน้าฉัน

“ดีใจจังคะที่จะได้เป็นรุ่นน้องพี่ งั้นขอตัวไปสมัครก่อนนะคะ” กังฟูคงทำหน้าไม่ถูกเลยรีบโบกมือลาและดึงมือฉันให้เดินตามไป ไม่นะกังฟู แกจะไม่ไปเรียนที่นั่นจริง ๆ ใช่มั้ย!?


:: โปลิศ ::


โครม!!!

“ว้าย!” ผมได้ยินเสียงผู้หญิงร้องขึ้นพร้อม ๆ กับตัวผมที่ล้มลงไปกองกับพื้นเช่นกัน โบชัวร์นับพัน ๆ ใบที่เมื่อกี้อุตส่าห์แบกมาเลยปลิวว่อนไปทั่วพื้น

ภาพเบื้องหน้าผมคือผู้หญิงผิวขาวซีดผมดำกับผู้หญิงผมแดงนัยน์ตาสีเขียวนั่งล้มอยู่ฝั่งตรงข้ามกัน

“พี่โปไม่เป็นไรนะครับ” หางเสือรีบวิ่งมาประคองผมขึ้นมายืน

“ขอโทษครับ” ผมรีบขอโทษขอโพยสองสาวนั่น ซุ่มซ่ามไม่ระวังอีกจนได้นะผม

“ไม่เป็นไรค่ะ” สาวผมดำเอ่ยบอกขึ้นมาก่อน และเธอก็พยุงตัวขึ้นมาช่วยผมเก็บโบชัวร์ที่กระจัดกระจาย

ใช้เวลาเกือบห้านาทีกว่าจะเก็บโบชัวร์กลับมาได้เกือบครบ พวกโบชัวร์ที่เหลือก็ปลิวว่อนไปกลางถนนโดนยางรถแล่นทับจนเละ เสียดายจังเลยกระดาษหนึ่งแผ่นเท่ากับต้นไม้หนึ่งต้นนะ

อ๊าคคค! ผมมันเลว ผมมันชั่ว ผมมันสิ้นเปลือง

“นี่” ผมหันไปมองผู้หญิงผมแดงที่สะกิดไหล่ผม เธอชี้กองโบชัวร์เป็นปึก ๆ ที่มือผม

“อะไรเหรอ” ผมนึกว่าเธออยากได้โบชัวร์เลยยื่นให้เธอ แต่เธอก็ส่ายหน้า เธอยังชี้ที่กองโบชัวร์แต่ไม่พูดอะไรต่อ “จะเอาอะไรน่ะ”

“ฉันแฟ้ม” เธอพูดขึ้นด้วยสำเนียงที่ไม่ใช่สำเนียงไทยแท้ เหมือนสำเนียงฝรั่งพูดภาษาไทยแบบนั้นเลย

“ฉันแฟ้ม?” ผมล่ะงงกับคำพูดเธอ

“แกพูดสลับตำแหน่งแล้วเรมี” สาวผมดำพูดกับเพื่อนเธอนั่นทำให้แก้มเพื่อนเธอกลายเป็นสีแดงนิด ๆ

“ขอโทษค่ะ เพื่อนฉันจะขอแฟ้มคืนน่ะค่ะ” สาวผิวขาวชี้ปึกตรงกลางโบชัวร์ที่ผมถืออยู่และผมก็เห็นว่ามันมีแฟ้มลายการ์ตูนแทรกอยู่ตรงนั้น สงสัยตอนเก็บผมจะเผลอเก็บติดมาด้วย

“อ๋อ... ขอโทษด้วยครับ”

ปึง!

“โอ๊ย!” ผมลืมตัวเผลอปล่อยมือจากปึกโบชัวร์ที่ถืออยู่ทำให้ปึกโบชัวร์พวกนั้นร่วงหล่นไปทับขาของผู้หญิงผมแดงคนนั้น เธอปัดไม้ปัดมือไปมาคงเจ็บน่าดู

“อย่าดิ้น ๆ“ ผมเดินเข้าไปใกล้เธอและจัดการช้อนตัวเธออุ้มตัวมาให้พ้นจากกระดาษที่ทับขาเธออยู่

แควก! ผมได้ยินเสียงบางอย่างขาจากด้านล่าง ผมก้มมองลงและเห็นรองเท้าแตะของผู้หญิงคนนั้นคาอยู่ที่กองโบชัวร์หนัก ๆ พร้อมสภาพสายรัดนิ้วที่ขาดออกจากกัน ผมหันกลับมามองเธอในขณะที่ผมยังอุ้มเธอลอยอยู่เหนือพื้น

เธอย่นคิ้วขมวดย่นเกือบจะเท่าหมาบูลด็อกอยู่แล้ว “ปล่อย!”

ผมรีบวางเธอลง ผมแค่อยากจะช่วยเฉย ๆ เท่านั้นเอง “เดี๋ยวฉันชดใช้ค่ารองเท้าให้”

เธอไม่ตอบรับคำพูดผมและก้มลงไปดึงแฟ้มเธอออกจากโบชัวร์ผม ทำให้โบชัวร์ที่วางอยู่ช่วงบนร่วงไหลลงไปกับพื้น อ๊าคคค! อุตส่าห์เก็บ

ป้าบ! ผมยังไม่ทันพูดอะไรสักคำก็โดนผู้หญิงคนนั้นฟาดแฟ้มใส่เต็ม ๆ หน้า

“ซุ้มซ่าม” หา... เธอบอกอะไรสักอย่างกับผมคิดว่ามันน่าจะหมายถึง ‘ซุ่มซ่าม’ มากกว่านะ

ก็คนมันไม่ได้ตั้งใจนี่โว้ย “ไปพูดภาษาไทยให้ชัดก่อนแล้วค่อยมาด่าฉัน!”

คราวนี้ฝ่ายนั้นเหมือนจะฝ่ายเจ็บจี๊ดขึ้นมาบ้าง แต่ผู้หญิงผิวขาวก็รีบดึงตัวเพื่อนเธอไว้ก่อนที่เธอจะพุ่งตรงใส่ผม “เรมี เรื่องแค่นี้เอง”

“ขอโทษแทนพี่โปด้วยนะครับ” เจ้าหางเสือไปขอโทษฝ่ายนั้นทำไมฟะ ไม่เห็นเหรอว่ารุ่นพี่แกโดนตีดั้งแทบยุบ ผู้หญิงผมดำผงกหัวรับคำขอโทษพร้อมกับดึงเพื่อนจอมหาเรื่องของเธอเดินไปพร้อมกัน

ความผิดพลาดที่เกิดจากความหวังดีเขาไม่ถือว่าผิดโว้ย

ผมเหล่มองเจ้าหางเสือที่ยิ้มกรุ่มกริ่มอยู่ข้าง ๆ “อย่าเอาเรื่องนี้ไปบอกไอ้ประธานกับเลขาฯ ล่ะ”

“ได้ครับ” หางเสือตอบรับมั่นเหมาะ “ถ้าพวกพี่เขาไม่ถามนะครับ”และเจ้าหางเสือก็ทำตามที่มันพูดจริง ๆ แค่ไอ้ตองเอเพื่อนผมแง้มถามนิดหน่อยว่าวันนี้ผมไปแจกใบปลิวเป็นยังไงบ้าง มันก็เล่นเล่าเรื่องทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ ไอ้น้องทรยศ!!!

“โป ไหนแกลองท่องคำที่ฉันให้แกท่องทุกเช้าเย็นให้ฟังหน่อยดิ๊”

ไอ้ประธานมันมามุกนี้อีกแล้ว ผมตอบมันกลับไปด้วยเสียงยางคาง “หล่อ - เท่ - ดูดี - ไร้ที่ติ !~”

“เออ แล้วมันมีคำว่าซุ่มซ่ามอยู่ในนั้นรึเปล่า” ทั้งที่ผมโดนตองเอเล่นงานอยู่แต่ไอ้สายฟ้ากลับนั่งหัวเราะสบายอารมณ์ “วันปฐมนิเทศนักเรียนใหม่อย่าให้ใครรู้เด็ดขาดว่าแกเป็นไอ้หน้าหล่อจอมเบ๊อะ!”

ผมหงุดหงิดนิดหน่อยที่โดนไอ้ตองเอมันตำหนิ แต่เอาเถอะไม่อยากเก็บเป็นอารมณ์

 

ผมเดินไปโรงอาหารของโรงเรียนที่เต็มไปด้วยร้านอาหารแบรนดังมากมายที่ถึงแม้จะปิดเทอมแต่พวกเขาก็ยังต้องเปิดร้านตามปกติถึงแม้จะมีนักเรียนเพียงเบาบางเท่านั้น

กึก... ผมเดินไปสะดุดสายตากับใครบางคนที่นั่งอยู่ในร้านสเต๊กเข้า ผู้ชายนัยน์ตาคมเข้มเป็นสีฟ้าใสคล้ายตาแมว ผมสีดำสนิท ใส่เสื้อกั๊กหนังสีดำทับกับเสื้อเชิ้ตสีขาว หน้าตาปกติของมันดูเหมือนบึ้งตึงตลอดเวลา ถ้าผู้หญิงสบตามีอันต้องหน้าแดงแล้วรีบหันหลบสายตามันทุกคน

ไอ้หมอนี่มันชื่อ ‘ไอย์’ หัวหน้าแก๊งแบล็คโฮศัตรูตัวฉกาจของผมนั่นเอง

อันที่จริงถ้าบอกให้ครบมันคืออดีตเพื่อนรักของผมต่างหาก แต่ผมไม่ต้องการให้มันใช้เรื่องส่วนตัวมาตั้งแก๊งต่อต้านผู้หญิงจนทำให้โรงเรียนต้องปั่นป่วน ผมถึงต้องลุกขึ้นมาเป็นศัตรูกับเพื่อนตัวเอง

แปลกมากที่เห็นไอ้หมอนี่ในเวลานี้ ทั้งที่กว่าจะเจอมันน่าจะช่วงเปิดเทอมแล้ว

“ไม่นึกว่าแกจะกลับเข้าหอเร็วขนาดนี้”

ไอย์ละสายตาจากแก้วน้ำบนโต๊ะและหันมามองผม มันฉีกยิ้มกวนประสาทมองผมดูยังไงก็เป็นรอยยิ้มฝืนยิ้มสิ้นดี “มาเตรียมการอะไรนิดหน่อย”

“เตรียมการอะไร” คำพูดมันนี่น่าสงสัยจริง ๆ

“รอวันปฐมนิเทศเดี๋ยวแกก็ได้รู้แล้วไอ้โป”

“...แกเลิกต่อต้านนักเรียนหญิงได้แล้วไอ้ไอย์”

“แกเตือนฉันได้แต่ฉันจะฟังหรือไม่ฟังอันนี้มันเป็นสิทธิ์ของฉัน” ไอย์ทำเป็นไม่รู้ร้อนรู้หนาว “ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ก็ช่วยออกไปไกล ๆ หน่อย ฉันกำลังจะกินข้าว”

ผมถอนหายใจ อ่อนใจเหลือเกิน เพื่อนผมคนนี้มันหัวแข็งยิ่งกว่าปูนซีเมนต์ มันเกลียดผู้หญิงเข้าไส้และเข้าเรียนที่นี่เพื่อจะได้ไม่ต้องมาเจอกับผู้หญิง แต่พอโรงเรียนเปิดรับสมัครนักเรียนหญิงขึ้นมา... ก็เลยเป็นเรื่อง

“อย่าให้ฉันต้องไล่หลายรอบนะไอ้โป”

เพราะถูกไล่อีกรอบผมเลยจำใจต้องออกไป เห็นทีคงต้องเรียกประชุมใหญ่เตรียมรับมือซะแล้ว

 

 

วันนี้ผมก็ยังคงต้องมาแจกใบปลิวเช่นเดิมและผมเลือกจะไม่ให้หางเสือมาด้วย อยากแฉเรื่องผมดีนัก

เพราะไม่อยากเจอยัยผมแดงอีก ผมเลยขยับมาแจกใบปลิวใกล้ ๆ กับสวนสาธารณะแถวนั้นแทน ก็ไม่ใกล้ไม่ไกลไปจากตรงนั้นเท่าไหร่หรอกครับ

“อีกนิดเดียวครับพี่ สู้เขา”

ผมมองไปตามเสียงโวยวายและเห็นเด็กผู้ชายอายุคงราว ๆ สิบขวบกำลังกระโดดโล้ดเต้นเชียร์ผู้หญิงผมแดง... หืม!?

ทั้งที่ผมกำลังจะเลิกสนใจแล้วเชียว แต่พอเห็นผู้หญิงที่เอาแฟ้มฟาดหน้าผมคนเมื่อวานกำลังกระโดดโหยง ๆ คว้าสายลูกโป่งที่ติดอยู่ตรงต้นไม้ให้เด็กผู้ชายคนนั้น ผมเลยหยุดมองโดยอัตโนมัติ

“จะหยิบได้มั้ยเนี่ย” สายลูกโป่งมันอยู่สูงเกินกว่าที่เธอจะเอื้อมถึงอยู่มากทีเดียว

ให้ผมเป็นคนไปหยิบยังไม่ได้เลย ต้องกระโดดสุดแรงนั่นแหละถึงจะเอื้อมถึง

สิบนาทีถัดมา...

“พี่สาวครับ ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวผมซื้อใหม่ก็ได้”

ผมเกือบจะหลุดหัวเราะออกมากับคำพูดของเด็กคนนั้น แต่ก็สงสารยัยผมแดงเหมือนกันนะอุตส่าห์มุ่งมั่นจะหยิบลูกโป่งตั้งนานแต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้สักที

“ช่วยสักหน่อยละกัน” ผมวางโบชัวร์ลงกับเก้าอี้แถวนั้นและวิ่งเข้าไปหาสองคนนั้น

ผมวิ่งไปด้วยสปีดที่เร็วกว่าปกติพอสบทำเลเหมาะเหม็งผมก็รีบกระโดดสปริงตัวเองขึ้นกลางอากาศและคว้าสายลูกโป่งบนต้นไม้ลงมาพร้อมกันด้วย ฟุบ!

“ว้าย!” แต่จังหวะที่ลงมาผมดันลงมาใกล้กับจุดที่ยัยผมแดงยืนอยู่มากไปหน่อยทำให้เธอเกือบจะหงายหลังล้ม ทำไมไม่หลบล่ะยัยบ้า!

“เธอ!” ผมใช้มืออีกข้างช้อนตัวเธอเข้ามาพิงกับตัวผมไว้ ทำให้เธอไม่ล้มลงไปกองกับพื้นแต่ตอนนี้เหมือนผมกำลังกอดเธออยู่อย่างงั้นแหละ

เพียะ!!!

“โอ๊ย!” ยัยผมแดงไม่พูดอะไรเลยเพราะเธอเล่นผลักผมออกห่างจากเธอพร้อมกับตบแก้มขวาผมไปเต็มเหนี่ยวแถมยังเดินเผ่นไปเฉยเลย

“หยุดเดี๋ยวนี้นะ ยัยบ้า” งานนี้ต้องมีเคลียร์ผมคงปล่อยให้เธอหนีไปแบบเมื่อวานไม่ได้

ผมรีบยัดลูกโป่งใส่มือน้องผู้ชายและรีบเดินตามยัยผู้หญิงตบแล้วหนีไปติด ๆ มันน่าจะมีกฎหมายตบแล้วห้ามหนีนะ ฮึ!

ไม่นานนักผมก็ไปเจอเธอนั่งอยู่ตรงเก้าอี้ที่ผมวางโบชัวร์ผมไว้อยู่ หนีไปไหนไม่ได้ไกลหรอกนะเธอน่ะ ผมเดินไปยืนจังก้าจ้องหน้าเธอและชี้แก้มขวาตัวเองที่ตอนนี้คงมีรอยมือเธออยู่ “เธอตบหน้าฉัน”

เธอเชิดหน้ามองผมแต่ไม่พูดและเธอก็เมินหน้ามองไปทางอื่น มารยาทเธอมันอยู่ตรงไหนเนี่ย!

“ขอโทษฉันก่อน” ไม่ขอโทษก็อย่าหวังว่าผมจะยอมความง่าย ๆ แต่ท่าทางยัยหัวแดงจะไม่ยอมขอโทษจริง ๆ เธอยังคงตีหน้าทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ “หรือว่าเธอพูดคำว่าขอโทษไม่เป็นพูดเป็นแต่คำว่าซอรี่”

คราวนี้เธอยอมหันมาจ้องหน้าผมแถมสีหน้าชักจะเริ่มฉุน “พูดเป็น แต่ไม่ใช่กับคันอย่างนาย”

“คันอย่างนาย?” ผมไม่ได้คันตรงไหนไม่ต้องมาเกานะ

“ฉันหมายถึง คนอย่างนาย” เธอแก้ไขประโยคใหม่ด้วยใบหน้าแดง ๆ ผมหลุดหัวเราะออกมาเพราะไม่เคยเถียงกับคนพูดไทยไม่คล่องมาก่อน “หัวเราะทำไม”

“สงสารคนอยากเถียงแต่พูดไม่ได้น่ะสิ” ผมแลบลิ้นล้อเลียนเธอ “จริง ๆ เธอก็คงอยากจะด่าฉันเหมือนกันใช่ม้า เพียงแต่คิดคำด่าไม่ออกเลยได้แต่ทำร้ายร่างกายฉันแทน”

ยัยผมแดงกำหมัดแน่นตัวสั่นด้วยความโกรธ สะใจจริง ๆ แกล้งพวกเถียงไม่ได้เนี่ย “อย่ามายุ่งกับฉัน”

“จะไม่ให้ยุ่งได้ไงในเมื่อเธอนั่งที่ฉันอยู่” ผมชี้กองโบชัวร์ปึกสูงที่วางอยู่ข้างยัยหัวแดง ให้มันรู้ซะบ้างว่าตรงนี้มันที่ใคร

ยัยผมแดงลุกขึ้นแต่เธอไม่ได้ลุกหนีเธอหยิบกองโบชัวร์ผมวางทิ้งลงกับพื้นและตัวเธอก็ไปนั่งแทนที่ กระตุกหนวดเสือผิดคนแล้ว “รู้มั้ยว่าเวลาฉันถูกกวนประสาทฉันจะทำยังไง”

ยัยผมแดงยักคิ้วเป็นเชิงท้าให้ผมพูดต่อ “ถ้าเป็นผู้ชายฉันจะบ้องหูมัน”

ผมชี้ที่หูตัวเองประกอบคำบรรยายไปด้วย “แต่ถ้าเป็นผู้หญิง...”

ยัยผมแดงลุกขึ้นยืนประจันหน้าผมเหมือนจะยุให้ผมทำร้ายเธองั้นแหละ ผมหรี่สายตามองเธอและเอื้อมมือไปสัมผัสที่ปากเธอ “ฉันจะสั่งสอนด้วยการจูบ!”

งับ!

“โอ๊ย!” ผมร้องจ๊ากลั่นเพราะโดนฟันคม ๆ ฝังเข้าเนื้อ ผมรีบสะบัดมือออกและถอยห่างจากยัยผู้หญิงซาดิสต์ ฉีดยารึยังเนี่ย “ฉันแค่แหย่เล่น ยัยบ้า!”

“ฉันไม่ใช่เพื่อนเล่นนาย” เธอสะบัดหน้าเชิดเดินหนีผมไป แต่ผมไม่ยอมแน่ ผมเอื้อมมือไปดึงแขนเธอรั้งกลับมาประจันหน้ากันอีกครั้ง “ปล่อย”

“ขอโทษฉันก่อน”

เพี้ยะ! ยัยผมแดงไม่พล่ามอะไรทั้งสิ้นพร้อมกับบรรจงมืออีกข้างมาสัมผัสแก้มอย่างแรงจนหน้าผมหัน ผมหันกลับมาจ้องเธอด้วยอารมณ์เริ่มเดือดพล่าน

“วันนี้เธอตบหน้าฉันไปสองทีแล้วนะ” ยังไม่นับรวมที่เธอกัดมือผมกับเอาแฟ้มฟาดหน้าผมอีก

“รู้ ฉันนับเลขเป็น” เธอจ้องตาผมไม่มีหวั่นไหวหรือหน้าแดงเขินอายเหมือนผู้หญิงทั่วไป นั่นยิ่งทำให้ผมเดาทางเธอไม่ออก เลยไม่รู้ว่าจะโต้กลับเธอด้วยวิธีไหน

จะให้จูบสั่งสอนอย่างที่ขู่มันก็ไม่ใช่เรื่อง ผมไม่ใช่ไอ้หื่นที่จะไล่ประกบปากกับผู้หญิงที่ไม่รู้จัก ถ้าไม่จำเป็น...

“ปล่อยมือฉัน เดี๋ยวนี้” เธอพยายามสะบัดมือข้างที่ถูกผมกุมไว้ แต่แรงเธอให้ตายยังไงก็สู้แรงผมไม่ได้

“ขอโทษฉันก่อน แล้วฉันจะปล่อย” ผมยังยืนยันคำเดิม แค่ขอโทษคำเดียวมันจะยากเย็นอะไรนักหนา ยัยผมแดงขยับมืออีกแรงตั้งท่าจะตบผมอีกรอบ “ตบคราวนี้ ฉันไม่รับประกันนะว่าเธอจะเจออะไร”

เพี้ยะ! ยัยบ้าหัวแดงไม่กลัวคำขู่ผมสักนิด เธอจัดการตบแก้มผมอีกครั้งแบบไร้ซึ่งความลังเล

“เธอบังคับฉันเองนะ!” ผมของขึ้นของจริงแล้วนะ! ผมจับมือเธออีกข้างล็อคไว้ไม่ให้เธอเอามาทำร้ายผมได้อีก และผมก็โน้มใบหน้าเข้าไปหายัยผมแดง

“เร... อุ๊บ!”

เอ๊ย!!! และเรื่องไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นเมื่อยัยผมแดงเล่นก้มตัวลงสุดตัวหลบ ทำให้ตัวผมโน้มไปข้างหน้าและหน้าผมกำลังจะดิ่งคว่ำลงกับพื้น แต่มันคงเป็นเช่นนั้นถ้าเบื้องหน้าผมมันว่างเปล่า แต่นี่มันไม่ใช่!

ผู้หญิงผิวขาวซีดผมดำที่ผมจำได้ว่าเป็นเพื่อนกับยัยหัวแดงเกิดโผล่มายืนอยู่ข้างหลังยัยผมแดงได้ยังไงก็ไม่รู้ แต่เธอเป็นคนช่วยประคองผมไว้ก่อนหน้าผมจะตำพื้นผมก็เกาะเธอไว้ซะแน่นจนหน้าเธอซุกกับอกผม มองดูยังไงก็เหมือนกอดกันชัด ๆ

ปึก!!!

“โอ๊ย!” ยัยผมแดงเล่นลุกขึ้นมายืนแล้วเอาศีรษะเธอกระแทกกับท้องผมเป็นผลให้ผมผละออกจากอ้อมกอดของผู้หญิงผิวขาวซีดคนนั้น ผมต้องเซถอยหลังไปตั้งหลักเพื่อไม่ให้ตัวเองล้มทั้งที่น้ำตาแทบเล็ดกับความจุกที่ท้อง

“สมน้ำหน้า” ยัยซาดิสต์จ้องมองผมสีหน้าสะใจมาก “อะ... อ้าว กังฟู”

เธอหันหลังไปมองและต้องแปลกใจที่เห็นเพื่อนเธอยืนอยู่ ผู้หญิงผิวขาวยังจ้องตาผมไม่ละสายตาไปไหนและใบหน้าเธอก็เริ่มแดงระเรื่อขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าไม่มีเธอมารับผมไว้ เมื่อกี้ผมคงล้มหน้าคว่ำไปตามที่ยัยผมแดงต้องการแล้วล่ะ

ผู้หญิงคนนั้นยืนนิ่งเลย เธอคงตกใจแต่เมื่อกี้ผมไม่ได้ตั้งใจจะกอดเธอนะ

“กังฟู?” ยัยซาดิสต์ปัดมือไปมาตรงระดับสายตาเพื่อนเธอ ท่าทางเธอจะไม่รู้เลยสินะว่าเมื่อกี้เธอทำอะไรลงไปน่ะ!

ผมขยับเดินเข้าไปหาเธอด้วยสีหน้าสำนึกผิด “ขอ...”

“ไปเร็ว เรมี!!!” แต่พอผมแค่ขยับเท้านิดหน่อย ผู้หญิงคนนั้นกลับดึงมือยัยผมแดงรีบวิ่งหน้าตั้งหนีผมไปซะก่อน เธอต้องโกรธผมมากแน่ ๆ มารับคำขอโทษจากผมก่อนสิ

โธ่เอ๊ย!!! เพราะเธอคนเดียวเลยยัยหัวแดงซาดิสต์

 

----------

ติดตามเรื่องราวต่อไปได้ในรูปแบบรูปเล่ม "Kiss me kiss you จูจุ๊บหัวใจผู้ชายอันตราย " โดย siiKk ค่ะ

 

 

แก้ไขล่าสุด ใน วันพุธที่ 06 ตุลาคม 2010 เวลา 02:19 น.
 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่


รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช

Your Shopping Cart

Your Shopping Cart
รถเข็นของท่านยังไม่มีรายการสินค้า

button_checkout
button_how
button_delivery

button_tel

Wallpaper สำหรับแฟนๆ

Links

cs

school

b_job