สำนักพิมพ์ | หมวดหนังสือ

ws

ls

ps

ts

fs

ค้นหาผลงานนักเขียน 1168



Online Status

เรามี 21 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

เสียงจากนักอ่าน

  • แค่อ่านเรื่องย่ อนิดเดียวยังอยา กดูมากๆเเลยยิ่ง รู...
  • What is your favorite sitcom most? buy zithromax
  • Hello, who noted how the new year? buy prednisone ...
  • Hello, who noted how the new year?
  • อร๊ายยยยยยย เพิ่งอ่านจบหมาด ๆ ตอนจบในหนังสือ หวานน...
  • เจอนิสัยหมอโห แล้ว อึ๋ยยย ตรงสเปกมากมาย เจอนางเอกก...
  • บอกได้คำเดียวว่ า น่าอ่านมาก
  • :D
  • เล่มนี้ซื้ออ่าน แล้วด้วย
  • ตามมาเก็บความหว านของหมอโหกะหนู หวายคะ ยินดีกับคุณ...
  • อ่านจบแล้วค่ะ พระเอกกะล่อน แต่ก็น่าร้าก :-* :-* :o...
  • คีราณไปที่รีสอร ์ตแล้ว จะเจอนางเอกแล้ว :oops:

ตัวอย่างเนื้อเรื่อง : เล่ห์ซ่อนรัก
เล่ห์ซ่อนรัก

 

ผู้แต่ง  รัมย์

ราคา  199 บาท

จำนวน 320 หน้า

ISBN   978-616-520-051-6

 

Download ตัวอย่างเนื้อเรื่อง

 

1

 

หัวใจดวงร้าวของสาวขี้เหร่



 

 

ร่างสูงโปร่งระหงราวกับนางแบบในชุดเดรสสีชมพู เดินกรีดกรายอย่างมั่นอกมั่นใจอยู่บนฟุตบาท ทุกย่างก้าวเรียกความสนใจจากเพศตรงข้ามได้เป็นอย่างดี ชายหนุ่มหลายคนมัวมองจนไม่ทันระวังตัว ต่างเดินชนโน่นนี่ล้มระเนระนาดกันเป็นแถว

 

 

หญิงสาวก้าวเข้ามาในร้านกาแฟ ตรงไปยังโต๊ะตัวเล็กซึ่งมีชายหนุ่มหน้าตาดีนั่งจิบกาแฟควันกรุ่นอยู่ ชายหนุ่มค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมอง ก่อนตะลึงจนตาค้างกระนั้นชายหนุ่มก็เชื้อเชิญหญิงสาวให้นั่งลงขณะหญิงสาวไล่สายตาดูเมนู ชายหนุ่มก็ใช้เวลานั้นพิจารณาใบหน้าแสนงามของหญิงสาว...ก่อนขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัย สายตาของเขาจ้องเขม็งมายังใบหน้าหญิงสาวซึ่งเริ่มผิดสังเกตอาการของชายหนุ่ม

 

 

“มองอะไรกันคะ” หญิงสาวถามอย่างเอียงอาย

 

 

“อืม...ผมกำลังสังเกตบางอย่างบนใบหน้าคุณ” ชายหนุ่มว่าพลางชะโงกหน้าเข้ามาใกล้ “ตาคุณสวยมาก ชั้นตาทั้งสองข้างขนาดเท่ากันเป๊ะ...ผมทายว่าน่าจะกว้างประมาณ 2 มิลลิเมตร ริมฝีปากคุณก็สวยงามชวนหลงใหล...ปากรูปกระจับออกสีแดงระเรื่ออย่างนี้ผมชอบ” ชายหนุ่มสาธยายโดยไม่สนใจเลยว่าหญิงสาวจะเขินอายเพียงใด

 

 

“ใช่แล้ว! ผมรู้แล้วว่าอะไรที่หายไป!” ชายหนุ่มตะโกนอย่างลิงโลดพลอยทำให้หญิงสาวสะดุ้งเฮือก “จมูกคุณไงที่หายไป มันแบนติดผิวหน้าจนเห็นแค่รูจมูก ผมคงทนมองหน้าคุณไม่ได้อีกแล้ว...ลาก่อน...แม่สาวอีที” พูดจบเขาก็ไม่รั้งรอ ผุดลุกขึ้นวิ่งออกจากร้านกาแฟราวกับพายุ ทิ้งหญิงสาวที่กำลังตกตะลึงอยู่ร้านดังเดิม

 

 

...เนิ่นนานกว่าหญิงสาวจะได้สติ...ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองรอบกาย ผู้คนมากมายมองด้วยสายตาเห็นใจ หญิงสาวยกมือขึ้นลูบหน้า...มันไม่ปะจมูกเหมือนดังสุภาษิตไทยแม้แต่น้อย...ได้แต่ร้องไห้โฮด้วยความเสียใจ บริกรในร้านก้าวเข้ามาอยู่อยู่ตรงหน้า ยื่นมือมาจับไหล่ของหญิงสาวเขย่าแรง ๆ ก่อนเอ่ยเสียงหนักแน่นว่า

 

 

“ตื่นได้แล้วยัยหวาย!”

 

 


 

 

คนนั่งสะลึมสะลือซุกตัวอยู่ในโปงผ้าห่ม มีเพียงส่วนศีรษะโผล่ออกมามองคนปลุก หลังจากเปิดปากหาวหวอดก็ค่อย ๆ เอนหลังพร้อมกับบอกว่า

 

 

“ขออีกครึ่งชั่วโมง” พูดจบก็มุดกลับโปงผ้าห่ม คนปลุกถอนหายใจอย่างเบื่อหน่ายก่อนตรงเข้าไปกระชากผ้าห่มออกกองไว้ปลายเตียง ร่างที่นอนคุดคู้อยู่ก็หาได้สะเทือนไม่ กลับคว้าหมอนมาปิดหน้าซึ่งกันแสงได้ แต่ไม่อาจป้องกันเสียงแว้ดแหลม ๆ

 

 

“ตอนสองโมงเช้าที่ฉันมาปลุกแกก็ขอสิบนาที กระทั่งตอนนี้มันจะเที่ยงแล้วแกยังมาขอครึ่งชั่วโมงอีกเหรอหา!”

 

 

“ครึ่งชั่วโมงจริง ๆ สัญญา ๆ ...ขอกลับไปด่าไอ้หมอนั่นก่อน...หน็อย มองยังไงว่าเราไม่มีจมูก” คนเอาหมอนปิดหน้าตอบเสียงอู้อี้

 

 

“ไม่ด๊าย! ไม่ต้องมาหาข้ออ้างนอนต่อเลยนะ ยังไงแกก็ต้องตื่นตอนนี้! ถ้าไม่ตื่นก็เลือกเอาแล้วกันว่าระหว่างพี่สาวปลุกกับแม่ปลุก แกจะเอาอันไหน!” ข้อเสนอเฉียบขาดทำให้คนถูกขู่ต้องหยิบหมอนออกจากหน้า และดีดตัวขึ้นจากที่นอนทันที

 

 

“แม่มาเหรอ?!” หญิงสาวตะโกนลั่น คนเป็นพี่ยกมือกอดอกยิ้มเยาะ

 

 

“เออสิยะ อีกสิบนาทีก็น่าจะถึงบ้านแล้ว รีบ ๆ เข้าถ้าไม่อยากโดนดี” พูดจบพี่สาวก็เดินลอยหน้าออกจากห้อง ทิ้งน้องสาวนั่งหน้าเมื่อยอยู่บนที่นอน ก่อนสะโหลสะเหลตรงไปห้องน้ำ

 

 

เมื่อบีบยาสีฟันลงบนแปรงและจับยัดเข้าปากปัดขึ้นปัดลง ตาหรี่ปรือของหญิงสาวก็ค่อย ๆ ลืมขึ้นจนเต็มความสามารถของเปลือกตา กระจกในห้องน้ำสะท้อนเงาผู้หญิงคนหนึ่ง ใบหน้ารูปไข่อันเป็นความใฝ่ฝันของหญิงสาวส่วนใหญ่...หล่อนมี...เพียงแต่ว่าภายในกรอบโครงหน้านั้น ไม่ได้มีคิ้วเรียวยาว ดวงตากลมโต จมูกโด่งคม ริมฝีปากอิ่มเต็มเหมือนดั่งลักษณะของนางเอกพิมพ์นิยมในนิยายที่เคยอ่าน

 

 

ภายในกรอบหน้ามีคิ้วดกด้วยปริมาณเส้น นอกจากสีจางแล้วยังกระจายเกลื่อนไม่เป็นรูปเป็นทรงเพราะเจ้าของไม่กล้าถอน ดวงตามีลูกแก้วสีน้ำตาลใส เมื่อมองโดยไม่ลำเอียงแล้วจะคล้ายกับว่ามันมีขนาดไม่เท่ากัน นั่นเป็นเพราะชั้นตาทั้งสองข้างซึ่งแม้จะมีสองชั้นแต่ก็คนละขนาด ข้างหนึ่งชั้นบางอีกข้างชั้นหนาเป็นเหตุให้ตาข้างชั้นหนาหลบในแลดูใหญ่กว่าอีกข้าง มองเลยมาถึงจมูกแม้จะไม่ถึงกับแบนราบ แต่หากมองด้านข้างแล้วก็แทบจะมองเห็นขนตาอีกฝั่งชัดแจ๋ว ริมฝีปากบนค่อนข้างบาง ทำให้รู้สึกว่าริมฝีปากล่างค่อนไปทางห้อยย้อย

 

 

ตรีปวายบ้วนปากเรียบร้อยเก็บแปรงสีฟันเข้าที่เปิดน้ำล้างหน้าก่อนเงยขึ้นมองกระจกอีกครั้ง หญิงสาวหรี่ตามองเงาสะท้อน ปลายนิ้วยกขึ้นคลึงปลายจมูกเบา ๆ เมื่อนึกถึงความฝันเมื่อครู่ ริมฝีปากเหยียดยิ้มก่อนแลบลิ้นให้กับเงาในกระจก

 

 

“มีรูหายใจได้ก็พอแล้วย่ะ” หล่อนว่าพลางสะบัดหน้าบิดขี้เกียจสองสามครั้งก่อนหันไปตั้งใจอาบน้ำแต่งตัวเพื่อรอพบคนซึ่งกำลังเดินทางมาหา

 

 

กลิ่นหอมฟุ้งกระจายออกมาจากครัวกระทบเข้ากับจมูกคนกำลังเดินลงจากบ้านซึ่งรีบสูดกลิ่นราวกับกลัวว่ากลิ่นเหล่านั้นจะกระจายไปในมวลอากาศอย่างเปล่าประโยชน์ กลิ่นนำทางคนสูดดมจนถึงห้องครัว ร่างสูงโปร่งของพี่สาวซึ่งกำลังสาละวนกับหม้อบนเตาทำให้ตรีปวายเปิดยิ้มกว้าง หญิงสาวปราดเข้าไปยืนใกล้พลางชะโงกมองหม้อ

 

 

“อะไรเหรอพี่ตรี ฮ้อม...หอม” พูดพร้อมกับทำท่าหอมประกอบ

 

 

“แกงเลียงของโปรดแม่ไง” ตรีประดับตอบน้องสาว

 

 

“หวายก็โปรดนะ ยิ่งใส่กุ้งเยอะ ๆ ยิ่งโปรด” ตอบพร้อมกับยิ้มประจบ

 

 

“มีอะไรบ้างที่แกไม่โปรดยัยหวาย” หญิงสาวเอ่ยเรียบ ๆ ตวัดตามองค้อน น้องสาวยิ้มแหย ๆ ก่อนบอกว่า

 

 

“ก็ผู้ชายที่แม่หาให้ไง หวายไม่โปรดเลยสักนิ้ดส์” ตรีปวายลงท้ายด้วยเสียงสูงแถมใช้ศัพท์วัยรุ่นอีกต่างหาก ตรีประดับยกหม้อลงจากเตาพลางโคลงศีรษะอย่างระอา

 

 

“แกนี่แปลกจริง ๆ เลยนะ ทั้ง ๆ ที่ผู้ชายแต่ละคนที่แม่หามาน่ะ หล่อ ๆ เลิศ ๆ ทั้งนั้น แต่แกกลับไม่ชายตามองสักนิด ทำหยิ่งอย่างกับตัวเองสวยเสียเต็มประดางั้นแหละ” หญิงสาวค่อน คนเป็นน้องไหวไหล่อย่างไม่ยี่หระ

 

 

“ถึงหวายจะไม่สวย ไม่เลิศเลอเพอร์เฟค แต่หวายก็มีอุดมการณ์ในการเลือกผู้ชายเหมือนกันนะ” หญิงสาวว่าเสียงเข้ม “อีกอย่างถึงผู้ชายที่แม่หามาประเคนจะหล่อเลิศขนาดไหน มาเจอหวายจัง ๆ แค่ครั้งเดียวก็กระเจิงหมดทั้งนั้นแหละ พวกมองเห็นเปลือกสำคัญกว่าเนื้อในแบบนั้นหวายไม่สนหรอก”

 

 

ตรีประดับได้แต่ส่ายหน้าน้อย ๆ กับความคิดของน้องสาว หล่อนยอมรับว่าที่น้องสาวพูดมาก็มีส่วนถูก ผู้ชายหลายคนซึ่งผู้เป็นแม่ชักนำ ชักพา หรือล่อหลอกมาแนะนำให้รู้จักลูกสาวคนเล็ก เมื่อมาพบหน้าค่าตาน้องสาวหล่อนแล้ว ล้วนแต่บอกศาลากันทั้งนั้น หญิงสาวเหลือบมองน้องสาวที่กำลังหั่นแครอทเป็นแท่งพร้อมหยิบเข้าปากเคี้ยวกรุบ ๆ อยู่อย่างพิจารณา

 

 

จะว่าไปแล้วตรีปวายก็ไม่ใช่ว่าจะขี้ริ้วขี้เหร่อะไรหนักหนา คิ้วรกเรื้อแต่น้ำหนักความเข้มค่อนข้างน้อยนั้น หากถอนให้เข้ารูปสักหน่อยก็จะรับกับดวงตาที่เจ้าตัวบ่นว่าเล็กข้างโตข้าง จมูกซึ่งเฝ้าพร่ำบ่นว่าแบนราบหากมองอย่างยุติธรรมแล้วก็จะเห็นว่ามีรูปทรงรับกับใบหน้า ริมฝีปากที่เจ้าตัวบอกว่าห้อยย้อยคนเป็นพี่กลับมองว่ามันดูเย้ายวนจะตายไป ยิ่งใบหน้ารูปไข่แสนสมบูรณ์นั่นอีก ตรีประดับเอาตัวเองเป็นประกันได้เลยว่าหากมีชายหนุ่มคนใดได้ใกล้ชิดทำความรู้จักกับตรีปวายอย่างลึกซึ้งแล้ว ยากจะถอนใจไม่ให้หลงรักเชียวล่ะ

 

 

“มองอะไรคุณพี่? ความสวยของหวายมันหลบลึกค่ะ ต่อให้คุณพี่มีตาทิพย์ก็เห็นยากส์” ตรีปวายบอกพี่สาวเมื่อเห็นอีกฝ่ายจ้องนานเกินไป

 

 

“ไม่เห็นต้องใช้ตาทิพย์ก็เห็นย่ะ ความสวยแกจะหลบลึกแค่ไหนเชียว” พี่สาวเย้ายิ้ม ๆ “แล้วก็ชอบพูดนักว่ามีอุดมการณ์เลือกผู้ชายจนไม่สนใจใคร จริง ๆ น่ะเป็นเพราะว่าแกยังลืมพี่กรณ์ของแกไม่ได้มากกว่า” คำพูดของพี่สาวทำให้ตรีปวายที่กำลังหยิบแครอทเข้าปากชะงักกึก

 

 

ปกรณ์คือบรรณาธิการหนุ่มไฟแรงแห่งนิตยสารโลกสวยด้วยสุขภาพที่ตรีปวายทำงานอยู่ เขาเป็นหัวหน้าที่หล่อนชื่นชมในความสามารถและความสุภาพอย่างเสมอต้นเสมอปลาย ปกรณ์ถือได้ว่าเป็นชายคนแรกที่ตรีปวายรู้สึกชอบจริงจัง หนึ่งเพราะเขาไม่ได้มีท่าทีหมิ่นแคลนหน้าตาแสนขี้ริ้วขี้เหร่ของหล่อน สองเพราะเขาดูแลเอาใจใส่หล่อนโดยไม่สนใจสักนิดว่าคนในสำนักพิมพ์จะมองอย่างไร จึงไม่ใช่เรื่องยากเลยหากตรีปวายจะชอบปกรณ์จนเลยเถิดถึงขั้นรัก แถมยังคิดเข้าข้างตัวเองว่าเขาเองก็มีใจอีกต่างหาก

 

 

แต่แล้วการ์ดสีชมพูจากมือของปกรณ์พร้อมกับคำเชื้อเชิญปูให้ไปร่วมงานแต่งงานก็เหมือนฟ้าผ่ากลางวันแสก ๆ ตรีปวายจำได้ว่ามือหล่อนค่อนข้างสั่นเมื่อยื่นไปรับการ์ด การเอ่ยแสดงความยินดีเป็นไปโดยอัตโนมัติ การยิ้มรับของเขาสร้างความเจ็บปวดให้กับหล่อนมากยิ่งกว่าอาวุธใด ๆ ...เหตุการณ์นั้นผ่านมาสามเดือนแล้ว แต่ตรีปวายยังเจ็บแปลบทุกครั้งที่คิดถึง

 

 

“มันก็ยังลืมไม่ได้จริง ๆ นี่พี่ตรี” หญิงสาวเอ่ยเบา ๆ คนเป็นพี่ถอนใจยาวก่อนเอื้อมมือไปตบไหล่น้องสาวเบา ๆ

 

 

“พี่เข้าใจ...แต่หวายอย่าลืมว่าชีวิตเราต้องดำเนินต่อไป พี่ว่าหวายลองเปิดใจรับใครสักคนเข้ามาพิจารณาบ้างเถอะ บางทีใครคนนั้นอาจจะดีกว่านายพี่กรณ์อะไรนั่นก็ได้นะ” ตรีประดับบอกยิ้ม ๆ น้องสาวถอนหายใจเฮือกใหญ่

 

 

“มันไม่ง่ายอย่างนั้นหรอกพี่ตรี หวายไม่ได้สวยเหมือนพี่นะจะได้มีคนเห็นปุ๊บชอบปั๊บได้ง่าย ๆ น่ะ” ตรีปวายบอกอย่างกะบึงกะบอน ตวัดตามองค้อนพี่สาวซึ่งหากไม่บอกว่าเป็นพี่น้องกันก็ยากจะมีใครเชื่อ

 

 

ตรีประดับมีรูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าเพรียวได้รูปสวยรับกับดวงตายาวเรียว จมูกโด่งคม ริมฝีปากอิ่มเต็ม รูปหน้าของหญิงสาวสะดุดตาชายหนุ่มได้โดยง่าย แต่ทว่าหญิงสาวยังสมัครใจอยู่กับการเป็นครูสาวแสนเฮี้ยบของเด็กชายเด็กหญิงแห่งโรงเรียนอนุบาลชลัมพุ อาการหวงความโสดของตรีประดับไม่ได้ทำให้คุณตรีทิพผู้เป็นแม่กังวลมากนัก เพราะเชื่อว่าหากตรีประดับยังมีผู้ชายแวะเวียนมาทำตัวสนิทสนมเรื่อย ๆ คงมีสักคนที่จะฉุดหล่อนลงจากความโสด ความทุ่มเทจึงตกไปอยู่ที่ลูกสาวคนเล็กโดยปริยาย

 

 

“แล้วใครบอกว่าแกไม่สวยล่ะ แกสวยออกนะหวาย” ตรีประดับบอกอย่างจริงใจ แต่น้องสาวกลับหัวเราะลั่นเมื่อฟังจบ

 

 

“ใช่ ๆ ถูกเผงเลยพี่ตรี หวายน่ะ ‘สวยออก’ หมดเลย” ตรีประดับได้แต่ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจกับน้องสาว แต่ก่อนที่หล่อนจะทันได้พูดอะไรต่อเสียงแตรรถยนต์ซึ่งดังมาจากหน้าบ้านก็เรียกความสนใจเสียก่อน ตรีประดับถอดผ้ากันเปื้อนออกก่อนเดินไปเปิดประตูรั้วทันทีโดยไม่วายกำชับน้องสาวที่กำลังหัวเราะอยู่ให้ตั้งโต๊ะรอ

 

 


 

 

ร่างที่ก้าวลงจากรถเก๋งสีบรอนซ์เงินคันหรู ดูไม่แตกต่างจากคนที่วิ่งมารับของจากมือนัก ทั้งรูปร่างหน้าตาก็แสนจะใกล้เคียงกัน ต่างเพียงว่าคนมาใหม่เปรี้ยวกว่า ล้ำสมัยกว่า เมื่อก้าวลงมายืนเคียงลูกสาวคนโตแล้วแทบจะเรียกได้ว่าเป็นพี่สาวคนโตมากกว่าจะเป็นคุณแม่ลูกสอง อาจเป็นเพราะตกพุ่มม่ายสามีตายตั้งแต่ลูกสาวคนเล็กอายุได้ห้าขวบ การต้องเป็นทั้งพ่อและแม่ให้ลูกสาวทั้งสองทำให้คุณตรีทิพต้องเข้มแข็งและกระฉับกระเฉงพอที่จะต่อกรกับลูกสาวแสนดื้อ และอาจเป็นเพราะร้านกาแฟซึ่งเป็นรายได้หลักของครอบครัวอยู่ใจกลางเมืองใกล้แหล่งแฟชั่น คุณตรีทิพจึงไม่ปล่อยให้ตัวเลขอายุที่เลยเลขห้ามาเป็นปัญหากับชีวิต

 

 

“น้องล่ะ?” คือคำถามแรกเมื่อเปิดประตูรถพร้อมกับยื่นข้าวของในมือให้ตรีประดับ

 

 

“ตั้งโต๊ะอยู่ค่ะ...เพิ่งตื่น” คำตอบนั้นทำให้ผู้เป็นแม่ได้แต่ถอนหายใจ

 

 

“ให้มันได้อย่างนี้สิ ตื่นปุ๊บกินปั๊บ เดี๋ยวก็ได้อ้วนเป็นหมูหาคู่ไม่ได้กันพอดี” บ่นเสร็จก็ก้าวฉับ ๆ เข้าบ้าน ตรีประดับได้แต่มองตามยิ้ม ๆ ก่อนมองของที่ผู้เป็นแม่ซื้อมา...เป็ดย่างเจ้าประจำของโปรดตรีปวาย กลัวลูกสาวอ้วนแต่ของที่ซื้อมาฝากกลับสวนทางคำพูดเสียนี่ หญิงสาวคิดขำ ๆ ก่อนก้าวตามเข้าบ้าน

 

 

หลังจากเสร็จสิ้นอาหารกลางวันและเก็บล้างเรียบร้อยสามแม่ลูกก็มานั่งคุยกันใต้ร่มมะม่วงหลังบ้าน เสื่อผืนใหญ่ถูกปูจนเต็มความกว้าง น้ำหวานและผลไม้วางอยู่กลางเสื่อ ตรีประดับมีการบ้านกองโตมานั่งตรวจ ขณะที่ตรีปวายมีคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คเปิดตรวจทานงาน และคุณตรีทิพมีหนังสือนิยายเล่มโปรดอยู่ในมือ ความเงียบเข้าครอบคลุมอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะถูกทำลายโดยคุณตรีทิพ

 

 

“แหม...นิยายเรื่องนี้สนุกจริง ๆ เลยนะ นางเอกน่ะทั้งอ้วน เตี้ย ล่ำ ดำก็ดำแถมยังเป็นชาวนา แต่พระเอกผู้หล่อ รวย เริ่ดก็มาหลงรักจนได้” พูดพลางสะกิดลูกสาวคนเล็กยิก ๆ ตรีปวายถอนหายใจเบื่อ ๆ ก่อนเอ่ยว่า

 

 

“แม่...ใช้มุกใหม่เหอะ หรือถ้ารักจะใช้มุกนี้ก็ช่วยเปลี่ยนนิยายเรื่องใหม่ด้วย เบื่อเต็มทีแล้วไอ้เรื่อง ‘คุณชายติดหรู คุณหนูติดดิน’ เนี่ย” คำตอบของหล่อนได้รับค้อนวงโตตอบแทน

 

 

“แล้วแกล่ะเมื่อไหร่จะใช้มุกใหม่สักที พอฉันพูดแบบนี้แกก็ดักคอแบบนี้ทุกทีเหมือนกันแหละ” ผู้เป็นแม่กะบึงกะบอน ตรีประดับหัวเราะเบา ๆ กับการรู้ทางของทั้งคู่ก่อนเอ่ยว่า

 

 

“เอาน่า ๆ ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่ ตรีว่าแม่บอกมาดีกว่าว่าคราวนี้เป็นใคร” แม้จะต้องส่งค้อนอีกวงเพราะการดักคอของลูกสาวคนโต แต่คุณตรีทิพก็ฉวยโอกาสพูดต่อ

 

 

“หวายรู้จักนิตยสาร ‘อีฟ’ มั้ยลูก” คำถามนั้นทำให้ตรีปวายเงยหน้ามองด้วยความสนใจ

 

 

“รู้จักสิแม่ อีฟในเครือเอเดน คนในวงการรู้จักกันทั้งนั้นแหละ” หล่อนตอบก่อนทำหน้างง “อย่าบอกนะว่าคราวนี้เป็นหนุ่มในสำนักนั้นน่ะ”

 

 

“แหม...แกจะให้ฉันหาแต่ผู้ชายมาให้อย่างเดียวหรือไง ฉันก็รู้จักหาอย่างอื่นบ้างหรอกน่ะ” คนเป็นแม่บอก

 

 

“จะไปรู้เรอะ เห็นมาทีไรมีแต่เรื่องเดียวนี่” ตรีปวายแกล้งพึมพำ คุณตรีทิพแสร้งไม่สนใจพูดต่อว่า

 

 

“พอดีแม่รู้จักสนิทสนมพอสมควรกับเจ้าของน่ะ เขากำลังเปิดคอลัมน์ใหม่ แต่ยังไม่มีคนเขียนแม่เห็นว่าเป็นโอกาสดีที่หวายจะได้เปลี่ยนงาน ลองโดดมาอยู่เบื้องหน้าบ้างก็ดีนะ แม่เลยเสนอชื่อหวายเข้าประกวดและเขาก็สนใจด้วยนะหวาย แถมเริ่มงานได้ทันทีที่ต้องการด้วย” คนเป็นแม่บอกพลางอมยิ้มอิ่มใจ แต่คนถูกยัดเยียดงานตาค้างอ้าปากหวอ

 

 

“เปลี่ยนงาน! อยู่ดี ๆ มาให้หวายเปลี่ยนงาน! หวายไม่ได้มีปัญหากับที่ทำงานสักหน่อย!” หญิงสาวโวยวาย

 

 

“ใช่...แกไม่มีปัญหากับงาน แต่แกมีปัญหากับคนที่ทำงาน” คุณตรีทิพเอ่ยเรียบ ๆ แต่คำนั้นคล้ายคมแฝกตีแสกหน้าลูกสาวคนเล็กจนอึ้งชา สีหน้าซีดเจื่อนของตรีปวายทำให้คุณตรีทิพวางหนังสือในมือขยับตัวเข้าไปใกล้ยกมือโอบไหล่คู้ค้อมโยกไหวเบา ๆ “แม่ไม่อยากให้หวายจมปลักอยู่กับความแปลบหัวใจ การให้เวลาช่วยปกปิดบาดแผลอาจช่วยได้ แต่คงได้ผลดีกว่านี้ถ้าเราจะอยู่ห่างจากสิ่งที่สร้างแผลให้เรา หลายเดือนที่ผ่านมาเนี่ยแม่เห็นว่าลูกสาวของแม่ไม่สดใสเอาเสียเลย เห็นแล้วแม่ก็ไม่สบายใจ แม่คิดว่าวิธีที่แม่ทำอยู่น่าจะช่วยให้ลูกสาวของแม่กลับมาเป็นเหมือนเดิมได้” ตรีปวายถอนหายใจเบือนหน้าไปมองคนเป็นแม่

 

 

“หวายขอบคุณแม่มากที่ห่วงหวาย แต่...หวายขอคิดดูก่อนได้มั้ยแม่ หวายว่ามันดูแปลก ๆ ที่อยู่ดี ๆ จะให้ลาออกน่ะ” หญิงสาวให้เหตุผล คุณตรีทิพยิ้มรับ

 

 

“คิดนานเท่าไหร่ก็ได้ บอกแล้วไงว่าคอลัมน์นั้นรอหวายตลอดเวลา” คุณตรีทิพบอกอย่างร่าเริง ตรีปวายยิ้มรับก่อนถามกลับ

 

 

“หวายแปลกใจอยู่อย่างนะแม่ ทำไมแม่อยากให้หวายไปทำงานที่อีฟล่ะ” แต่คนตอบคำถามนั้นคือตรีประดับที่หัวเราะพลางพูดว่า

 

 

“อย่าแกล้งทำเป็นไม่รู้เลยยัยหวาย สำนักพิมพ์เอเดน...มีพนักงานเป็นผู้ชายถึงเก้าสิบเปอร์เซ็นต์เลยนะ รู้อย่างนี้แล้วถึงบางอ้อหรือยัง” พูดจบหญิงสาวก็ต้องหลบฝ่ามือพิฆาตของผู้เป็นแม่ทันที ขณะที่ตรีปวายหน้ามุ่ย รอยยิ้มมลายหายวับ

 

 

“แผนสูงนะแม่” หล่อนว่าห้วน ๆ คุณตรีทิพยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ

 

 

“ยิงนกสองตัวด้วยกระสุนนัดเดียว...คิดดูนะยัยหวาย แกได้งานใหม่เป็นเจ้าของคอลัมน์ไม่ใช่ผู้ช่วยอย่างที่เป็นอยู่ แถมที่นั่นก็มีผู้ชายเยอะแยะ เผื่อมีสักคนที่ถูกตาต้องใจแก แม่ก็จะได้หมดห่วงเสียที” คุณตรีทิพลอยหน้าลอยตาตอบ

 

 

“กระสุนของแม่มันทำให้นกตายตั้งสองตัวเลยมากกว่า ยิงโป้ง...ตายแป้ก” หญิงสาวบอกห้วน ๆ ก่อนปิดโน้ตบุ๊คผุดลุกขึ้น “อ้อ...แผนงานของแม่คงต้องเป็นแผนงานระยะยาวแหละ เพราะหวายจะยังดันทุรังอยู่ที่เดิม ยังอยากเป็นนกปีกหักดีกว่าบินไปโดนกระสุนของแม่!” พูดจบหญิงสาวก็กระแทกส้นเดินเข้าบ้านโดยไม่สนใจเสียงโวยวายของแม่และเสียงหัวเราะของพี่สาว

 

 


 

 


 

 

ตรีปวายเคลื่อนรถเข้าที่จอดประจำก่อนก้าวลงถอดหมวกกันน็อกวางไว้ในตะแกรงหน้ารถมอเตอร์ไซค์คันเก่ง หญิงสาวอมยิ้มดึงซองเอกสารในกระเป๋าเป้ออกมาถือ สำนักพิมพ์ยามสายวันจันทร์ผู้คนยังไม่ค่อยพลุกพล่านนัก หญิงสาวก้าวล่วงมายังแผนกงานที่รับผิดชอบ กำลังชั่งใจว่าจะเอางานไปมอบให้เจ้าของคอลัมน์หรือส่งตรงให้ปกรณ์ซึ่งเป็นบรรณาธิการโดยตรงดี...ประการหลังกลับทำให้หล่อนแปลบใจ แม้จะผ่านมาหลายเดือนแต่หล่อนก็ยังไม่พร้อมอยู่ดี คิดได้ดังนั้นหญิงสาวจึงเลือกที่จะส่งงานให้เจ้าของคอลัมน์ ห้องกาแฟของสำนักพิมพ์เป็นส่วนที่ตรีปวายต้องเดินผ่าน เสี้ยวของแผ่นหลังคนอยู่ในห้องโผล่วับแวม แต่หล่อนก็จำได้ว่านั่นคือเสื้อของเจ้าของคอลัมน์ หญิงสาวยิ้มอย่างยินดี กำลังจะก้าวไปหา กลับต้องสะดุดด้วยบทสนทนา

 

 

“พูดถึงยัยหวายแล้วยังรู้สึกสงสารไม่หายเลย พี่กรณ์ก็ใจดำเหลือเกินทำกับน้องเค้าได้” เสียงพูดกลั้วหัวเราะนั้นไม่ได้ทำให้คนฟังรู้สึกสักนิดว่าคนพูดรู้สึกสงสารอย่างที่บอก

 

 

“แกแค่สงสารแต่ฉันสมเพชว่ะ” อีกคนหนึ่งแย้งเหยียด ๆ “ยัยหวายจะเคยส่องกระจกดูหน้าตัวเองบ้างมั้ยว่าหน้าของเจ้าหล่อนน่ะขนาดผู้ชายที่ขี้เหร่ที่สุดก็ยังไม่อยากมอง” คำพูดของเขาได้รับเสียงหัวเราะอย่างสนุกสนานเป็นแรงสนับสนุน

 

 

“พวกแกก็พูดเกินไปที่ว่าพี่ใจดำ...ความจริงไม่ใช่อย่างนั้นสักนิด” เสียงแก้ต่างจากคนที่ตรีปวายไม่เห็นตัวทำให้หญิงสาวอดใจเต้นระทึกไม่ได้ เสียงนั้นไม่เห็นหน้าแต่หล่อนก็จำได้...พี่กรณ์...

 

 

“อ้าว...พี่เล่นทำดีกับคุณน้องจนเธอเคลิ้มเข้าขั้นหลงรัก แล้วก็หักอกน้องเธอดังเป๊าะ อย่างนี้ไม่เรียกใจดำหรือพี่” เสียงหัวเราะชอบใจดังขึ้นทันทีที่ฟังจบก่อนคนถูกถามจะตอบว่า

 

 

“ความจริงพี่เทคแคร์น้องเขาแก้เบื่อเท่านั้นแหละ ไม่ได้ใจดำสักหน่อย จะว่าไปน้องเขาก็คงรู้สึกดีไม่ใช่น้อยที่ครั้งหนึ่งในชีวิตมีผู้ชายมาให้ความสนใจอย่างนี้บ้าง เผื่อตายไปยมบาลถามว่าเคยมีความรักมั้ย น้องเค้าจะได้ตอบได้ว่าเคย ฉันใจดำตรงไหนวะ ทำบุญนะเนี่ย ขอบอก!” น้ำเสียงเอาบุญเอาคุณเรียกเสียงหัวเราะให้เกิดขึ้นรอบวงอีกครั้ง เสียงพูดคุยปะปนกับเสียงหัวเราะยังคงดำเนินต่อไป แต่เสียงเหล่านั้นกลับไม่ได้เข้าหูตรีปวายแม้แต่น้อย...ทุกอย่างรอบตัวหล่อนดูเหมือนหยุดเคลื่อนไหว มีเพียงความเงียบ อึ้งงัน ครอบคลุมเต็มความคิด

 

 

นิ่งนานกว่าหญิงสาวจะฉุดตัวเองออกจากภวังค์นั้น ก่อนหันหลังเดินจากเสียงสนทนาชวนบาดหูทะลุหัวใจอย่างรีบเร่ง ความรู้สึกเหมือนกำลังตกเหวลึกดำมืด ในสมองดำดิ่งอยู่ในวังวนคำตอกย้ำความน่าสมเพชของตัวเอง...แก้เบื่อ...ทำบุญ...เพียงสองคำสั้น ๆ แต่เป็นเหมือนฟันเฟืองสำคัญช่วยให้หล่อนตัดสินใจอย่างปัจจุบันทันด่วนและทำสิ่งที่ผุดวาบในความคิดทันที

 

 

ใช้เวลาไม่นาน ตรีปวายก็ก้าวออกจากสำนักพิมพ์พร้อมกับกล่องข้าวของส่วนตัว หญิงสาวหันไปมองประตูทางเข้าสำนักพิมพ์ด้วยสีหน้าเย็นชา จดหมายลาออกที่หล่อนวางไว้กลางโต๊ะทำงานบรรณาธิการสายงานหลัก แม้จะไม่ถูกต้องตามหลักการแต่หญิงสาวก็ไร้ซึ่งความหวาดหวั่น สิ่งที่มีเต็มเปี่ยมความรู้สึกตอนนี้คือความโมโห และความรู้สึกสะใจ...ก็ลองดูว่าถ้าไม่มีหล่อนจะเป็นอย่างไร! ตรีปวายคิดก่อนก้าวอย่างมาดมั่นเดินออกจากสำนักพิมพ์ด้วยสีหน้าไม่ยี่หระต่อสิ่งใด

 

 


 

 

‘ค็อฟฟี่ตรีทิพ’ เป็นร้านกาแฟตั้งอยู่ใจกลางสถานประกอบธุรกิจหลายขนาด การจัดร้านเรียบง่ายไม่มีของตกแต่งมากมายรกตา กอปรกับทางร้านมีอินเตอร์เน็ตไร้สายให้บริการ ลูกค้าซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจจึงมักใช้เป็นสถานที่พูดคุยเรื่องงานในบรรยากาศสบาย ๆ และความเป็นกันเองของเจ้าของร้านก็ทำให้ร้านมีลูกค้าประจำค่อนข้างเยอะ กระนั้นเจ้าของร้านก็ยังไม่ยอมขยายสาขาไปที่ไหน แม้จะมีลูกค้าบางกลุ่มมารบเร้าให้ไปเปิดก็ตาม

 

 

ร้านกาแฟร้านนี้เป็นหนึ่งในความภูมิใจของคุณตรีทิพ แม้ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะฮึดสู้เปิดร้านกาแฟโดยมีกำลังใจจากลูกสาวตัวน้อยเป็นแรงผลักดัน ล้มลุกคลุกคลานจนตั้งตัวได้มั่นคงและรอจนลูกสาวทั้งสองคนเรียนจบแล้ว คุณตรีทิพจึงแยกออกมาอยู่คอนโดมิเนียมใกล้กับร้านโดยให้เหตุผลกับลูกสาวทั้งสองว่าเพื่อให้อิสระในการใช้ชีวิตกับลูกสาว...แต่ตรีประดับกลับดักคออย่างรู้ทันว่า คนที่อยากเป็นอิสระกับชีวิตโสดคือผู้เป็นแม่มากกว่า

 

 

ตอนนี้ ณ โต๊ะมุมลึกสุดของร้าน มีหญิงสาวคนหนึ่งนั่งเพียงลำพัง บนโต๊ะมีกล่องใบใหญ่วางอยู่ ของในกล่องบางส่วนโผล่ให้คนมองทายถูกว่าเป็นอุปกรณ์สำนักงาน คุณตรีทิพถือถาดบรรจุแก้วกาแฟหอมกรุ่นไปวางลงตรงหน้าลูกสาวคนเล็กก่อนยกกล่องลงวางกับพื้น

 

 

“กำลังเสียใจที่ตัดสินใจปุบปับอยู่หรือไง” คำถามนั้นทำให้หญิงสาวซึ่งกำลังทำหน้ามุ่ยเงยหน้าขึ้นมอง

 

 

“เปล่าหรอกแม่ หวายกำลังคิดว่าทำยังไงถึงจะไม่เสียฟอร์มถ้าหวายจะบอกแม่ว่าอยากได้งานที่แม่เสนอให้เมื่อวานน่ะ” คำตอบของตรีปวายทำให้คนเป็นแม่หัวเราะชอบใจก่อนบอกว่า

 

 

“ไม่ต้องฟอร์มหรอกน่า เรามันคนกันเอ๊ง กันเองไม่ต้องคิดมาก หวายลาออกน่ะถูกแล้วล่ะ แม่ยังคิดเลยว่าลาออกช้าไปด้วยซ้ำ” คุณตรีทิพบอกยิ้ม ๆ ตรีปวายถอนหายใจเบา ๆ

 

 

“แปลกนะแม่ พอหวายได้ยินที่เขานินทาแบบนั้น ไอ้ความเจ็บแปลบขึ้นมาทันทีที่คิดถึงเขาน่ะมันหายไปไหนหมดก็ไม่รู้” คนเป็นแม่เอื้อมมือไปตบหลังมือลูกสาวเบา ๆ อย่างปลอบโยน

 

 

“ถ้าอย่างนั้นที่หวายรู้สึกกับเขามาตลอดก็คงไม่เรียกว่าความรักหรอก” คุณตรีทิพบอกเบา ๆ ตรีปวายได้แต่พยักหน้ารับเนือย ๆ

 

 

“อาจจะใช่อย่างที่แม่บอกล่ะมั้ง เพราะตอนนี้ในหัวหวายคิดอยู่อย่างเดียวว่า...ต้องเอาคืนให้ได้!” หญิงสาวบอกเสียงขุ่น คุณตรีทิพได้แต่ส่ายหน้าน้อย ๆ

 

 

“อย่าไปจองเวรให้เป็นกรรมเลยหวาย แล้วก็ให้มันแล้วไปเถอะ แม่ว่าตอนนี้หวายเตรียมตัวเริ่มงานใหม่ดีกว่า เดี๋ยวแม่จะโทรหาคุณกรรดึกบอกว่าหวายพร้อมสำหรับคอลัมน์ใหม่แล้ว” ไม่พูดเปล่าคุณตรีทิพยังลุกขึ้นเดินจากไปเพื่อทำตามคำพูดอีกต่างหาก ตรีปวายได้แต่ถอนหายใจหนัก ๆ ก่อนเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างอ่อนแรง

 

 

หญิงสาวหลับตาเพื่อจะพบว่าภายใต้ความมืดมิดที่หล่อนคิดว่าจะช่วยให้หลุดพ้น กลับมีแต่คำว่า...แก้เบื่อ...ทำบุญ...สะท้อนกลับไปกลับมาอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย สุดท้ายเมื่อรู้ว่าความพยายามสลัดสองคำนั้นทิ้งไม่สำเร็จ ตรีปวายก็ตัดสินใจลืมตา...สู้ความจริง

 

 

คุณตรีทิพเดินกลับมายังโต๊ะที่ลูกสาวนั่งอยู่ สีหน้าสดชื่น แววตาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นสะดุดสีหน้าหม่นหมองของลูกสาวบ้างแต่ก็เป็นเพียงแค่แวบเดียว หลังจากนั่งเรียบร้อยคุณตรีทิพก็รายงานความเคลื่อนไหว

 

 

“ไม่มีปัญหา คุณกรรดึกยินดีต้อนรับหวายเต็มที่ แม่คิดว่าหวายคงไม่อยากฟุ้งซ่านนาน ก็เลยตกลงกับคุณกรรดึกแล้วว่าพรุ่งนี้หวายไปเริ่มงานได้เลย...ดีไหมลูก?” ตรีปวายถอนหายใจพลางพยักหน้ารับ “ว่าแต่รู้ทางไปสำนักพิมพ์แล้วใช่ไหม” คุณตรีทิพเอ่ยถามต่อ

 

 

“รู้ค่ะ หวายเคยไปแถวนั้นบ่อยเหมือนกัน เอเดนพับลิชชิ่งใคร ๆ ก็รู้จัก” ตรีปวายตอบยิ้ม ๆ คุณตรีทิพพยักหน้ารับก่อนรีบผุดลุกเมื่อเห็นลูกค้าขาประจำเข้าร้านมา “แม่ไปดูลูกค้าเถอะ” หล่อนบอกเมื่อเห็นผู้เป็นแม่ละล้าละลัง

 

 

“งั้น เดี๋ยวแม่มานะ” คุณตรีทิพว่าก่อนผละจากไป ตรีปวายมองตามแผ่นหลังของผู้เป็นแม่อย่างขอบคุณก่อนเบือนสายตาออกไปมองทิวทัศน์นอกกระจกใสอย่างเหม่อลอย

 

 

ผู้คนมากมายเดินกันขวักไขว่ ทุกคนดูรีบเร่งไม่มีใครสนใจใคร หญิงชราคนหนึ่งเดินงกเงิ่นมายังริมฟุตบาทเป้าหมายคงเป็นการข้ามถนน แต่เพราะอยู่ในช่วงเวลาที่ต้องเริ่มงานในช่วงบ่ายจึงไม่มีรถคันไหนหยุดหรือชะลอเพื่อให้คนได้ข้าม แม้ว่าทางม้าลายจะอยู่ตรงจุดนั้น หญิงสาววัยทำงานกลุ่มใหญ่เดินมาหยุดรอข้ามถนนอยู่ใกล้หญิงชรา ทุกคนแต่งตัวแต่งหน้าสวยงาม และกำลังพูดคุยกันอย่างออกรสชาติ หลายนาทีทีเดียวกว่าจะมีหนึ่งในกลุ่มเสี่ยงก้าวลงบนพื้นถนนหลังจากยกนาฬิกาข้อมือดูเวลาแล้ว

 

 

เมื่อหญิงสาวหน้าตาดีก้าวลงบนพื้นถนนมือเรียวสวยก็ยกขึ้นห้ามรถด้วยท่าทีมั่นอกมั่นใจ และเมื่อรถหยุดให้ทั้งกลุ่มก็วิ่งพลางร้องกรี๊ดกร๊าดข้ามถนนอย่างร่าเริง ...หญิงสาวแสนสวยกลุ่มนั้นไม่ได้เผื่อน้ำใจให้หญิงชราที่กำลังก้าวตามเลยแม้แต่น้อย รถยนต์จอดให้กลุ่มสาวสวยเดินข้ามแต่ไม่อยู่รอจนหญิงชราผ่าน เมื่อพ้นกลุ่มหญิงสาวคนขับก็กระชากรถเคลื่อนตัวออกอย่างรวดเร็ว หญิงชราต้องลนลานถอยกลับไปยืนบนฟุตบาทเช่นเดิม

 

 

ตรีปวายถอนหายใจเหนื่อย ๆ โลกนี้ช่างไม่มีความยุติธรรมเอาเสียเลย คิดพลางหล่อนก็ผุดลุกขึ้นตั้งใจจะไปช่วยให้หญิงชราได้ข้ามถนน ตรีปวายทำได้เพียงลุกยืน เพราะสายตาซึ่งยังจับจ้องอยู่เพียงหญิงชรานั้นพบว่าข้าง ๆ หญิงชราตอนนี้มีชายหนุ่มตัวสูงคนหนึ่งตรงเข้าช่วยเหลือ หญิงสาวค่อย ๆ ทรุดนั่งสายตายังจับจ้องอยู่ที่ชายหนุ่มกับหญิงชราฝั่งตรงข้าม

 

 

ผู้ชายคนนั้นแต่งตัวเรียบง่าย เสื้อยืดคอกลมแขนสั้นสีขาวสะอาดตากับกางเกงยีนเก่าขาดสีซีด รองเท้าผ้าใบเก่าคร่ำช่างดูแตกต่างจากการกระทำยิ่งนัก หมวกแก๊ปปีกยาวที่เขาสวมอยู่บดบังหน้าตาไปกว่าครึ่ง แม้เมื่อเขาพาหญิงชราข้ามมาส่ง รับการขอบใจจนเดินจากกันไปแล้วตรีปวายที่เฝ้าสังเกตอยู่ได้เห็นเพียงเสี้ยวหน้าแวบสองแวบ สิ่งสะดุดตามากกว่าสีผิวขาวจัดคือหนวดเครารกรุงรัง ตรีปวายถอนหายใจอย่างเสียดายเมื่อทิศที่ชายหนุ่มมุ่งไปไม่ได้มาทางร้านกาแฟ

 

 

“แม่สงสัยจัง ไอ้ซองขาวบนโต๊ะที่หวายวางไว้ก่อนมาน่ะ...ยังไม่ออกฤทธิ์อีกเหรอ” คำถามของคุณตรีทิพพร้อมการทรุดนั่งฝั่งตรงข้ามเรียกตรีปวายให้กลับมาสู่ความจริง หญิงสาวเหยียดยิ้มพลางไหวไหล่ก่อนหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาโชว์

 

 

“หวายปิดเสียงแล้วตั้งระบบสั่นไว้น่ะแม่” หล่อนว่าพลางยื่นโทรศัพท์ให้คุณตรีทิพซึ่งรับไปดูพร้อมกับทำตาโต

 

 

“โอ้โห ทั้งเบอร์ที่ทำงาน เบอร์ส่วนตัวโทรกันกระจุยเลยแฮะ หวายสำคัญมาก ๆ เลยนะเนี่ย” คุณตรีทิพว่ายิ้ม ๆ

 

 

“ก็แหงล่ะสิแม่ หวายเป็นทุกอย่างนี่นา ชงกาแฟก็ได้ ยกของก็ได้ เป็นแมสเซนเจอร์ก็ได้ ทำความสะอาดห้องน้ำก็ได้ แถมยังเป็นของแก้เบื่อ แล้วก็เป็นที่สำหรับทำบุญด้วย” หญิงสาวเอ่ยพลางหัวเราะขื่น ๆ

 

 

“มันจบแล้วล่ะหวาย...ไปเริ่มสิ่งใหม่ ๆ กับคนใหม่ ๆ ดีกว่าลูก” คุณตรีทิพปลอบ

 

 

“ไม่ค่ะ!” ตรีปวายเสียงกร้าว “มันไม่จบง่าย ๆ แค่นี้หรอก หวายไม่ใช่คนเจ้าคิดเจ้าแค้นใครหรอกนะ แค่จำไม่ลืม! สักวันหนึ่งพวกนั้นจะรู้สึก...ว่าทำให้คนขี้เหร่โกรธจะมีโทษยังไง คอยดูไปสิ!” หญิงสาวว่าพลางพร้อมกับตบโต๊ะเสียงดังจนคนร่วมโต๊ะสะดุ้ง ก่อนส่ายหน้าอย่างระอา

 

 

“เอาเถอะ ๆ การเอาคืนของหวายคงอีกนานกว่าจะถึงคราว วันนี้แม่ว่าหวายกลับไปเตรียมตัวสำหรับงานใหม่ดีกว่านะ ของกล่องนี้เอาไว้ที่ร้านนี่แหละ เย็นนี้แม่จะแวะเอาไปส่งแล้วก็เลี้ยงฉลองการลาออกของหวายด้วยซะเลยดีมั้ย” คุณตรีทิพพูดกลั้วยิ้ม ตรีปวายพยักหน้ารับก่อนคว้ากระเป๋าสะพายและกุญแจรถขึ้นมาถือ

 

 

“ตกลงค่ะแม่...งั้นเจอกันที่บ้านนะคะ” เมื่อคุณตรีทิพรับคำหญิงสาวก็ก้าวออกจากร้านตรงไปยังรถมอเตอร์ไซค์ขึ้นคร่อมสตาร์ทและขับออกไปอย่างรวดเร็ว

 

 


 

 

หมู่เรือนไทยซึ่งมีต้นไม้ใหญ่น้อยสร้างความร่มครึ้มปรากฏชัดแก่สายตาเมื่อก้าวผ่านรั้วไม้ระแนงเข้ามา จำนวนรถหลากชนิดจอดเรียงรายอยู่ในโรงรถทำให้ตรีปวายพอเดาออกว่าน่าจะมีคนมาทำงานบ้างแล้วหญิงสาวเลื่อนรถมอเตอร์ไซค์ไปจอดข้างชอปเปอร์คันโตก่อนเดินขึ้นเรือน ตั้งแต่ก้าวเข้ามาหล่อนยังไม่เจอส่งมีชีวิตที่เรียกว่าคนเลยสักตัว...เอ๊ย...สักคน

 

 

“สวัสดีค่ะ...มีใครอยู่มั้ยคะ” สิ้นคำถามของตรีปวาย ความเคลื่อนไหวก็เกิดขึ้นทันทีราวกับรอเวลานี้มาแสนนาน ประตูแต่ละห้องซึ่งปิดสนิทก่อนหน้านั้น ตอนนี้กำลังทยอยเปิดพร้อมกับใบหน้าของใครหลายคนโผล่สลอนออกจากช่องประตู

 

 

“ยินดีต้อนรับคร้าบ!” เสียงระเบ็งเซ็งแซ่มาพร้อมกับรอยยิ้มและการกรูกันออกมาจากห้องเพื่อมายืนอยู่ต่อหน้าแขกผู้มาเยือน ตรีปวายได้แต่กะพริบตาปริบ ๆ เมื่อหลายคนพยายามยื่นมือมาคว้ามือหล่อน ดีว่าหล่อนรู้ทันชักมือไปเก็บไขว้อยู่ข้างหลังทันที

 

 

“เก็บอาการชีกอหน่อยโว้ย! เอะอะเหมือนไม่เคยเจอผู้หญิงอย่างนั้นแหละ!” เสียงดังกว่าใครเพื่อนมาพร้อมกับร่างสูงของชายหนุ่มซึ่งก้าวมายืนอยู่หน้ากลุ่มคนทั้งหมด ใบหน้าคมคร้ามมีไรหนวดเขียวเป็นปื้นคล้ายเพิ่งได้รับการโกนมาใหม่หมาด ผมยาวระต้นคอถูกรวบมัดไว้ลวก ๆ “สวัสดีครับ คุณคงเป็นคุณตรีปวาย ผมทะนน ยินดีที่ได้รู้จักครับ” พูดพลางยิ้มแถมยื่นมือมาหมายทักทายแบบตะวันตก ตรีปวายยิ้มตอบก่อนยกมือไหว้

 

 

“สวัสดีค่ะ ฉันมาพบคุณกรรดึกค่ะ” การตอบรับของหล่อนทำให้ชายหนุ่มที่เหลือส่งเสียงโห่ฮาทะนนซึ่งยื่นมือเก้อและค่อย ๆ ชักมือกลับมารับไหว้ก่อนหันไปถลึงตาให้คนอื่น

 

 

“อีกสักครู่คงออกมาครับ เชิญคุณตรีปวายนั่งก่อนครับ” เขาว่าพลางผายมือไปยังเก้าอี้รับแขกสีสันสดใสก่อนหันไปบอกชายหนุ่มที่เหลือซึ่งกำลังจ้องหญิงสาวตาเป็นมัน

 

 

“ส่วนพวกคุณทั้งหลายกรุณาไสเศียรกลับไปทำงานได้แล้วนะครับ คุณตรีปวายมาประจำอีฟไม่ใช่เอเดน” สิ้นคำนั้นสีหน้าของแต่ละคนแสดงความผิดหวัง ส่งเสียงฮือฮาประท้วงพอเป็นพิธีก่อนจะแยกย้ายกันกลับห้อง ตรีปวายได้แต่อมยิ้ม ตั้งแต่เกิดมาก็เพิ่งจะมีผู้ชายมองหล่อนด้วยความเสียดายแบบนี้เป็นครั้งแรก...อา...รู้สึกดีพิลึก หญิงสาวคิดยิ้ม ๆ ก่อนเดินไปทรุดนั่งบนเก้าอี้ ทะนนเดินตามมานั่งบนเก้าอี้อีกตัว

 

 

“ผมได้ยินชื่อคุณมานานแล้ว ดีใจที่พบตัวจริงนะครับ” ชายหนุ่มเอ่ยยิ้ม ๆ

 

 

“แหม...มันทำให้ฉันรู้สึกว่าฉันยิ่งใหญ่มากเลยนะคะ ทั้ง ๆ ที่ความจริงก็แค่ผู้ช่วยเท่านั้นเอง” ตรีปวายบอกเหนียม ๆ

 

 

“สำหรับผมไม่เคยสนใจว่าเขาจะอยู่ตำแหน่งไหน ผมสนใจผลงานมากกว่า และชิ้นงานของ ‘ของคุณ’ ที่ผมเคยอ่านก็ทำให้ผมอยากได้คุณมาร่วมงานด้วยมาก ๆ งานของคุณไม่ควรอยู่เพียงเบื้องหลัง” คำพูดของทะนนทำให้ตรีปวายเปิดยิ้มกว้างขวางอย่างยินดี ประโยคของทะนนที่เน้นย้ำยังทำให้หล่อนอดรู้สึกชื่นชมไม่ได้ คนรู้ลึกเท่านั้นถึงจะรู้ว่างานชิ้นไหนหล่อนเป็นคนทำโดยเจ้าของคอลัมน์ตัวจริงมีหน้าที่เพียงแปะชื่อเมื่องานเสร็จ หัวใจที่ซบเซามาตั้งแต่เมื่อวานเริ่มกระเตื้องขึ้นมาหน่อย ๆ เพราะถูกเติมความปลื้มใจเข้าไปรินรด

 

 

“ขอบคุณค่ะ คำพูดของคุณทำให้ฉันปลื้มอย่างบอกไม่ถูก” หญิงสาวบอกตามตรง ทะนนแกล้งทำหน้าขรึม

 

 

“อย่าหลงรักผมเลยนะครับ ผมแต่งงานแล้วแถมกำลังจะเป็นคุณพ่อด้วย อีกอย่าง...ผมเป็นโรค ‘เกลียใจเมง’ ขั้นรุนแรงด้วยครับ” ท้ายประโยคชายหนุ่มแกล้งกระซิบกระซาบ ตรีปวายหัวเราะกิ๊กก่อนบอกว่า

 

 

“แค่แอบรักก็หมดสิทธิ์แล้วค่ะ ขี้เหร่ขนาดนี้ผู้ชายที่ไหนจะมามองล่ะคะ”

 

 

“ถ้าอย่างน้องหวายเรียกขี้เหร่ ก็หมายความว่าคนสวยสูญพันธุ์ไปแล้วล่ะ” คนพูดไม่ใช่ทะนน แต่เป็นหญิงสาวที่เพิ่งก้าวขึ้นเรือนมา ทะนนผุดลุกเพื่อเดินไปรับทันที ตรีปวายเองก็พลอยลุกตามไปด้วย

 

 

“แหม...ไม่ต้องทำเหมือนหอมเป็นวีรสตรีเพิ่งเสร็จสิ้นการรบได้ไหมคะ ลุกรับพรึ่บเล่นเอาเขินเลย” กรรดึกบอกยิ้ม ๆ ก่อนเดินมาทรุดนั่งบนเก้าอี้พร้อมกับเชื้อเชิญคนที่เหลือให้นั่ง ทะนนขยับเก้าอี้เข้ามาใกล้ก่อนยื่นมือไปลูบท้องนูนของภรรยาอย่างรักใคร่

 

 

ตรีปวายมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกเป็นสุขอย่างไม่สามารถอธิบายได้ หล่อนไม่ได้รู้จักคนทั้งคู่เป็นการส่วนตัว รู้เพียงแค่ว่านิตยสารเอเดนเป็นนิตยสารที่คนในวงการรู้จักกันดีด้วยเนื้อหาในเล่มและด้วยนางแบบปกซึ่งสร้างความฮือฮาได้ตลอด ทะนนซึ่งเป็นเจ้าของก็โดดเด่นไม่แพ้กัน ก่อนหน้านั้นชายหนุ่มขึ้นชื่อลือชาเรื่องความเจ้าชู้เป็นหนักหนา จนเมื่อไม่นานมานี้เสือหนุ่มก็สิ้นลายเพราะหญิงสาวนามกรรดึก งานแต่งงานเล็ก ๆ จัดขึ้นที่บ้านสวนเมื่อปลายปีที่แล้ว แม้จะไม่ใช่ข่าวใหญ่ในรอบปีแต่คนที่ไปร่วมงานต่างก็กลับมาพร้อมกับเสียงลือถึงความเรียบง่ายแต่เก๋ไก๋ของงานและของชำร่วยเล่มหนา หลังงานแต่งงานไม่นานนิตยสารสำหรับผู้หญิงชื่อ ‘อีฟ’ ภายใต้เครือเอเดนก็ผุดขึ้นสร้างความฮือฮาได้ไม่แพ้ฉบับปฐมฤกษ์ของเอเดน เพราะเอานายแบบสุดฮอตมาเปลือยท่อนบนขึ้นปก และจนถึงวันนี้ก็ยังคงเส้นคงวาในการสร้างความฮือฮาไม่เปลี่ยนแปลง

 

 

“กินอิ่มแล้วเหรอครับคุณลูก ช่วงนี้คุณลูกกินจุเป็นพิเศษเลยนะครับ” ทะนนว่ายิ้ม ๆ กรรดึกส่งค้อนให้ก่อนหันมาหาหญิงสาวอีกคน

 

 

“สวัสดีค่ะน้องหวาย ขอเรียกน้องหวายอย่างที่คุณตรีทิพเรียกนะคะ เรียกพี่หอมว่าพี่หอมก็แล้วกันจะได้ถนัดปาก ส่วนนี่คงแนะนำกันแล้วนะ...พี่หม้อคนจัดการเอเดนจ้ะ” กรรดึกว่าพลางผายมือไปยังทะนน เห็นตรีปวายค้อมศีรษะรับหล่อนก็ยิ้มก่อนพูดต่อ

 

 

“แล้วก็ขอโทษที่ทำให้คอยนานนะคะ คือว่าพี่หอม...เอ๊ย...ลูกหิวบ๊อย บ่อยน่ะค่ะ” ว่าพลางลูบท้องนูนแผ่วเบาประกอบ ตรีปวายหัวเราะพลางพยักหน้ารับก่อนถามว่า

 

 

“กี่เดือนแล้วคะ”

 

 

“เจ็ดเดือนกับอีกยี่สิบเจ็ดวันครับ” คนตอบคือว่าที่คุณพ่อซึ่งดูเหมือนภูมิใจหนักหนาเมื่อได้แนะนำลูกในท้อง

 

 

“แหม...นับซะละเอียดเลยนะคุณพ่อคนใหม่” กรรดึกว่าอย่างหมั่นไส้ ทะนนแสร้งทำหน้าเหลอหลาก่อนตอบว่า

 

 

“ก็ผมทำเองทุกขั้นตอนที่นา รับรองว่าแม่นยำและถูกต้อง” คำตอบของชายหนุ่มทำให้คนฟังทั้งคู่ต่างอึ้งงันไปครู่ใหญ่ก่อนที่ต่อมาตรีปวายจะค่อย ๆ หลุดเสียงหัวเราะขณะที่ผิวแก้มคุณแม่คนใหม่เปลี่ยนเป็นสีเข้ม

 

 

“ไปทำงานได้แล้ว...นี่คนของอีฟไม่ใช่เอเดน!” กรรดึกแว้ดกลบเกลื่อนอาการเขิน ทะนนหัวเราะเบา ๆ แต่ยอมลุกโดยดี ก่อนเดินจากไปเขาไม่วายก้มลงจูบท้องนูนของภรรยาแรง ๆ แถมเลยมาจูบแก้มภรรยาหนัก ๆ อีกฟอด ทะนนผิวปากอย่างอารมณ์ดีแม้จะมีเสียงแว้ดของกรรดึกไล่ตามหลังไปติด ๆ ก็ตาม

 

 

“เขาเห่อลูกน่ะค่ะ” กรรดึกหันกลับมาพูดแก้เกี้ยวกับหญิงสาวอีกคนที่นั่งอมยิ้มอยู่ตรงหน้า

 

 

“น่าอิจฉาจังนะคะ...ผู้หญิงที่มีโอกาสได้ทำหน้าที่เป็นเมียเป็นแม่” หญิงสาวพูดเสียงเศร้า

 

 

“ผู้หญิงทุกคนมีโอกาสทั้งนั้นแหละค่ะ” กรรดึกแย้ง ตรีปวายส่ายหน้าอย่างไม่เห็นด้วย

 

 

“เว้นหวายไว้คนเถอะค่ะ หน้าตาอย่างหวายโอกาสหาพ่อของลูกยากมาก” พูดจบตรีปวายก็หลุบตาลงมองมือตัวเอง ความคิดไพล่ไปวนเวียนอยู่กับคำนินทาของผู้ชายที่หล่อนเคยชื่นชม กรรดึกลอบสังเกตอาการของหญิงสาว ถอนหายใจแผ่วเบาก่อนเอื้อมมือไปแตะหลังมือหญิงสาวเบา ๆ

 

 

“หวาย...ฟังพี่หอมนะ คนเราทุกคนเกิดมาไม่มีใครสมบูรณ์แบบหรอกนะ หน้าตาไม่ได้สำคัญเท่าสมองและหัวใจหรอก ถึงมันจะเป็นด่านแรกที่เรียกคนเข้ามาหาเรามากที่สุด แต่มันไม่สามารถคัดคนให้เราได้ สมองและหัวใจต่างหากที่ช่วยกลั่นกรอง”

 

 

“แต่คนหน้าตาดีก็มีสิทธิ์เลือกก่อนไม่ใช่เหรอคะ” ตรีปวายแย้งบ้าง กรรดึกส่ายหน้าน้อย ๆ

 

 

“ไม่จริงเสมอไปหรอกหวาย พี่หอมว่าผู้หญิงทุกคนมีสิทธิ์เลือกเท่ากันทั้งนั้น คนที่คิดว่าตัวเองขี้เหร่อย่างหวายอาจจะมีสิทธิ์เลือกมากกว่าด้วยซ้ำ เพราะจะมองเห็นความจริงมากกว่าคนที่คิดว่าตัวเองสวย” กรรดึกย้ำอย่างมั่นใจ

 

 

“แหม...พี่หอมกำลังทำให้หวายรู้สึกภูมิใจในความขี้เหร่ของตัวเองเลยนะเนี่ย” ตรีปวายบอกหลังจากถอนหายใจยืดยาว “พักเรื่องนี้ไว้ก่อนเถอะค่ะ หวายว่าเรามาคุยกันเรื่องคอลัมน์ใหม่ดีกว่านะคะ” หญิงสาวตัดบทและได้ผลดีเสียด้วยเมื่อคนฟังพยักหน้ารับและเริ่มเรื่องใหม่

 

 

“คืออย่างนี้นะคะ อีฟของเราหวายก็คงพอจะทราบว่าเป็นนิตยสารสำหรับผู้หญิงยุคใหม่ คอลัมน์เกี่ยวกับความสวยความงามพี่หอมว่ามันธรรมดาไป ทีนี้พี่หอมก็มองว่าคุณผู้หญิงในปัจจุบันชอบทำศัลยกรรมความงามกันเหลือเกิน บางคนทำมาแล้วก็ดูสวยดี แต่บางคนทำแล้วมีแต่ปัญหา บางคนถึงขั้นเสียชีวิตเพราะการทำศัลยกรรมความงาม พี่ก็เลยอยากเปิดคอลัมน์เกี่ยวกับการทำศัลยกรรมความงามขึ้น จุดมุ่งหมายเพื่อให้คนอ่านได้รู้จักโลกของศัลยกรรมมากขึ้น เราจะนำเสนอทุกแง่มุมของศัลยกรรมทุกรูปแบบ พี่ตั้งชื่อคอลัมน์ไว้แล้ว ชื่อ ‘เปิดสวยด้วยศัลย์’ หวายคิดว่าเหมาะมั้ย ถ้าไม่ชอบใจเปลี่ยนได้นะตามสบายเลย” ตรีปวายพยักหน้ารับยิ้ม ๆ

 

 

“หวายว่าก็เหมาะดีนะคะ แต่ว่าคอลัมน์แบบนี้เราน่าจะมีหมอเฉพาะทางเป็นที่ปรึกษาด้วยนะคะเพื่อช่วยเพิ่มความถูกต้องให้ข้อมูลก่อนออกสู่สายตาคนอ่าน” หญิงสาวออกความเห็น กรรดึกอมยิ้มเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ มือสองข้างลูบท้องนูนเบา ๆ

 

 

“พี่หอมโชคดีจังที่ได้หวายมาร่วมงานด้วย” ตรีปวายยิ้มขวยเขิน

 

 

“อย่าเพิ่งชมสิคะ หวายยังไม่เริ่มงานเลย” กรรดึกหัวเราะเบา ๆ กับอาการเขินนั้น

 

 

“ถ้าอย่างนั้นก็เริ่มแสดงผลงานให้ประจักษ์เลยจ้ะ ขั้นแรกหาหมอเฉพาะทางเพื่อเป็นที่ปรึกษาคอลัมน์” ตรีปวายรับฟังพร้อมกับคว้าสมุดเล่มเล็กมาจดยิก ๆ

 

 

“พี่หอมมีหมอที่คิดไว้หรือยังคะ” ถามโดยไม่เงยหน้าแทนคำตอบกรรดึกยื่นนามบัตรไปวางตรงหน้าคนถาม ตรีปวายชะงักมือที่กำลังจดก่อนหยิบนามบัตรไปอ่าน

 

 

“พี่ได้ข่าวมาเพียงเล็กน้อยว่าคุณหมอคนนี้เป็นหมอเฉพาะทางที่เก่งมาก อายุยังน้อยแต่ฝีมือการผ่าตัดเนี้ยบอย่าบอกใคร แว่วว่าจบจากเมืองนอกด้วยทุนส่วนตัวแต่พอใจทำงานในโรงพยาบาลของรัฐมากกว่าเอกชนคนนี้หาตัวยากมาก แล้วก็ไม่ใช่หมอศัลยกรรมความงามด้วย”

 

 

“อ้าว...ถ้าเขาไม่ใช่หมอศัลยกรรมความงามแล้วเราจะเชิญเขามาทำไมล่ะคะ” ตรีปวายถามด้วยความสงสัย

 

 

“หวายอย่าลืมว่าคอลัมน์เราคือเปิดสวยด้วยศัลย์ โลกของหมอศัลย์ไม่ได้มีเพียงศัลยกรรมความงามนะจ๊ะ เดี๋ยวพี่จะเอาเอกสารให้ไปศึกษาก่อนก็แล้วกันนะ หวายจะได้เข้าใจมากขึ้น แต่ยังไงก็ตามนะ...พี่ล่ะอยากให้คุณหมอคนนี้เป็นฐานข้อมูลเกี่ยวกับการศัลยกรรม ส่วนข้อมูลเกี่ยวกับศัลยกรรมความงามน่ะพี่ติดต่อไว้แล้วล่ะ หมอคนนี้ว่ากันว่าทำสวยได้เป็นธรรมชาติมากที่สุด หวายน่าจะรู้จักนะออกทีวีบ่อยจะตายเวลามีข่าวเกี่ยวกับการทำศัลยกรรมน่ะ คุณหมอทำบุญไง” คำอธิบายของกรรดึกทำให้ตรีปวายพยักหน้ารับหงึก ๆ ...หมอหนุ่มชื่อสั้น แถมหน้าตาดีไม่แพ้ดาราเกาหลีชื่อดัง หล่อนเคยเห็นคัตเอาท์ขนาดยักษ์ซึ่งมีคุณหมอหนุ่มเป็นพรีเซนเตอร์เชิญชวนให้คนไปทำศัลยกรรมความงามที่โรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง ตรีปวายยังเคยค่อนแคะรูปนั้นในใจว่า...แทนที่คนจะแห่ไปหาเพราะหมอเก่งจะกลายเป็นแห่ไปหาเพราะหมอหล่อ

 

 

“ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่าคุณหมอคนนี้ยังติดต่อไม่ได้ แล้วจะให้หวายเป็นคนติดต่อใช่มั้ยคะ” หญิงสาวถามหลังจากพลิกนามบัตรสำรวจรายละเอียด

 

 

“ลำพังแค่ติดต่อได้น่ะไม่เท่าไหร่หรอกนะจ๊ะ หวายต้องใช้ความพยายามชนิดม้ากมากเชียวล่ะ ทำยังไงก็ได้นะหวาย แต่คอลัมน์นี้เราต้องได้หมอคนนี้ร่วมด้วย!” กรรดึกบอกด้วยเสียงหนักแน่นพร้อมกับกำมือประกอบ สีหน้ามุ่งมั่นประกายตาวับวาวของว่าที่คุณแม่ทำให้ตรีปวายหัวเราะแหย ๆ หล่อนก้มลงมองนามบัตรอีกครั้ง

 

 

ความรู้สึกบางอย่างจู่โจมเขามาทันทีเมื่อก้มลงอ่านนามบัตรอีกครั้ง ทั้งชื่อและนามสกุลของหมอเจิดจรัสอยู่ในสายตา ยิ่งได้ฟังสรรพคุณของหมอคนนี้จากปากเจ้าของนิตยสารอีฟหญิงสาวก็ได้แต่กังวลหน่อย ๆ แต่ความที่เป็นคนชอบความท้าทาย ตรีปวายก็ได้แต่พยักหน้าให้กำลังใจตัวเอง เอาวะ...เป็นไงเป็นกัน หญิงสาวคิดอย่างมุ่งมั่นก่อนหรี่ตามองนามบัตรอีกครั้งพร้อมกับส่ายหน้าน้อย ๆ แค่ชื่อก็ส่อแววประหลาดซะแล้ว เวลามีคนเรียกตำแหน่งตามด้วยชื่อจะรู้สึกประหลาดแค่ไหนนะ...

 

 

คุณหมอมโหระทึก กึกก้องโอฬาร!

 

 

 

 

2

 

 

แรกพบสบตา

 

 

 

 

บ่ายแก่ ณ ลานจอดรถมอเตอร์ไซค์ของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง ตรีปวายก้าวลงจากรถพร้อมถอดหมวกกันน็อกวางไว้ที่ตะแกรงหน้ารถ หญิงสาวขยับกระเป๋าสะพายบ่า หยิบสมุดจดเล่มหนาขนาดเหมาะมือกับปากกาออกมาถือเผื่อพบเจอสิ่งใดน่าสนใจพอที่จะจดรายละเอียด

 

 

ประชาสัมพันธ์สาวสวยประจำเคาน์เตอร์บริการเงยหน้าขึ้นส่งยิ้มนำก่อนทักทาย

 

 

“สวัสดีค่ะ โรงพยาบาลนามบุญยินดีต้อนรับค่ะ ไม่ทราบต้องการติดต่อแผนกไหนคะ” แม้รอยยิ้มและคำทักทายดูจะเป็นมิตร แต่สายตาที่แลปราดตรีปวายกลับมองเห็นเพียงแววดูแคลนวูบวาบกราดตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ประชาสัมพันธ์โรงพยาบาลใหญ่โตหรูหราทำไมมองผู้มาติดต่อแบบนี้หว่า... หญิงสาวคิด กระนั้นตรีปวายก็ยังยิ้มตอบก่อนบอกจุดมุ่งหมาย

 

 

“ฉันไม่ได้จะมาทำอะไรหรอกค่ะ แค่ต้องการติดต่อคุณหมอทำบุญค่ะ” เพียงได้ยิน ประชาสัมพันธ์สาวก็ลดระดับรอยยิ้ม

 

 

“ไม่ทราบนัดไว้หรือเปล่าคะ” ตรีปวายก็กล้ายืนยันว่าประโยคคำถามนั้นแม้น้ำเสียงจะฟังดูหวาน แต่สีหน้าของคนพูดกลับไม่มีการต้อนรับแม้แต่น้อย

 

 

“ไม่ได้นัดค่ะ พอดี...”

 

 

“คืออย่างนี้ค่ะ คุณหมอมีลูกค้าเยอะมาก ถ้าคุณไม่ได้มาทำการรักษา หรือไม่ได้นัดไว้ก่อนก็คงจะพบได้ยากหน่อย” คำตอบที่แทรกมาก่อนที่ตรีปวายจะทันได้พูดจบทำให้หญิงสาวชักจะเริ่มตงิด ๆ

 

 

“ถ้าอย่างนั้นฉันขอนัดไว้ก่อนได้มั้ยคะ” ตรีปวายพยายามใช้นำเสียงปกติถามหลังจากข่มความกรุ่น ๆ ที่พลุ่งออกมาจากอารมณ์ไม่พอใจ

 

 

“นัดได้ค่ะ แต่อาจจะเป็นอาทิตย์หน้านะคะคุณหมอถึงจะมีคิวว่างให้พบได้” เสียงนั้นยังคงดูหวาน แต่ท่าทีเหมือนไม่สนใจหลังจากรู้ว่าหล่อนไม่ได้มาเพื่อทำศัลยกรรมตกแต่ง ทำให้ตรีปวายฉุนยิ่งขึ้น

 

 

“เร็วกว่านั้นได้มั้ยคะ คือว่าฉันมีเรื่องด่วน...”

 

 

“แจ้งเรื่องไว้แล้วฉันจะเรียนถามคุณหมอให้นะคะ” คำตอบของประชาสัมพันธ์สาวไม่หนักหนาเท่าสายตากวาดมองหล่อนอย่างหมิ่นแคลนนั้นเลย และนั่นทำให้ตรีปวายซึ่งพยายามใจเย็นอย่างที่สุดหมดความอดทน

 

 

“คุณเข้าใจว่าเรื่องด่วนไหมคะ ถึงฉันไม่ได้มาเป็นลูกค้าเอาเงินมาประเคนให้คุณ แต่ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมประชาสัมพันธ์อย่างคุณถึงได้ไม่มีหลักมนุษยสัมพันธ์บ้างเลย ฉันมาติดต่องานนะไม่ใช่ขอทาน จะหยุดรอฟังฉันพูดจนจบประโยคได้มั้ย?! นี่อะไรกันพูดยังไม่จบก็มาพูดแทรก ฉันพอเข้าใจหรอกว่าหมอของคุณหล่ออาจจะมีผู้หญิงมากมายอยากสนิทชิดใกล้ แต่ขอบอกไว้ นั่นไม่ใช่ฉัน ฉันมาเรื่องงานเข้าใจไหม!” ตรีปวายเสียงลั่นด้วยแรงอารมณ์ ประชาสัมพันธ์สาวได้แต่อ้าปากค้าง เสียงค่อนข้างดังบวกกับจุดเกิดเหตุเป็นจุดที่มองเห็นได้จากหลายมุมทำให้สายตาหลายคู่ต่างก็พุ่งตรงมายังเป้าหมายเดียว

 

 

“มีอะไรที่ทำให้คุณไม่พอใจหรือครับ” เสียงนุ่มทุ้มดังแทรกอารมณ์กรุ่นของตรีปวาย และอาการเหวอของประชาสัมพันธ์สาว เมื่อหญิงสาวทั้งคู่หันกลับไปมองยังที่มาของเสียง อาการอึ้งเหวอก็ย้ายข้างมาอยู่กับตรีปวาย ขณะที่อาการยินดีลิงโลดเกิดขึ้นกับคู่กรณีของหล่อน

 

 

ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อกาวน์ขาวสะอาดเดินมาหยุดอยู่กึ่งกลางของทั้งคู่ แม้รอยยิ้มจะแตะแต้มใบหน้า แต่สายตาที่เหลือบมองประชาสัมพันธ์สาวกลับดูแข็งกร้าว ก่อนหันมาสะดุดอยู่ที่ตรีปวายซึ่งกำลังอ้าปากหวอ เขาหัวเราะน้อย ๆ กับอาการของหญิงสาว...ตรีปวายไม่สามารถปฏิเสธความหล่อของผู้ชายตรงหน้าได้...หล่อนเคยเห็นเขาในโปสเตอร์โฆษณา ก็เคยคิดว่าหล่อดูดี แต่หล่อนไม่เคยคิดว่าตัวจริงของเขาจะหล่อลากไส้ได้ขนาดนี้...

 

 

“มีบริการไหนที่ทำให้คุณไม่พอใจหรือครับ” ชายหนุ่มถามย้ำ ตรีปวายกะพริบตาปริบ ๆ ยกมือขึ้นตบแก้มตัวเองปุ ๆ หมายเรียกสติให้กลับคืน หญิงสาวหลับตาสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด ก่อนปรับสภาพอารมณ์ให้กลับเข้าสู่สภาวะปกติ

 

 

“สวัสดีค่ะคุณหมอทำบุญ ดิฉันมาจากนิตยสารอีฟค่ะ เข้าใจว่าคุณหมอคงเคยได้คุยมาบ้างแล้ว” ตรีปวายอธิบายซึ่งดูเหมือนคำว่า ‘นิตยสารอีฟ’ จะเป็นคำช่วยทำให้สถานการณ์เปลี่ยนไป เริ่มจากประชาสัมพันธ์สาวที่สะดุ้งพร้อมสีหน้าเจื่อนลงถนัดตา คุณหมอหนุ่มซึ่งเปลี่ยนยิ้มน้อย ๆ ให้เป็นยิ้มมหาเสน่ห์จนตรีปวายต้องหลับตาเพราะความเจิดจ้าจากรอยยิ้มนั้น

 

 

“นิตยสารอีฟหรือครับ ผมกำลังนึก ๆ อยู่เหมือนกันว่าทำไมยังไม่ติดต่อมาอีกหลังจากที่คุยกันแล้ว” ทำบุญบอกด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น “งั้นเชิญทางนี้ดีกว่าครับ เราจะได้คุยรายละเอียดกัน ...สำหรับนิตยสารอีฟผมว่างเสมอ” ท้ายประโยคหมอหนุ่มเน้นหนักเป็นพิเศษ แถมสายตายังจ้องเขม็งไปยังประชาสัมพันธ์สาวซึ่งมีสีหน้าสลดลงยิ่งกว่าเดิม ตรีปวายมองด้วยความรู้สึกตงิดในใจ แต่หล่อนก็ไม่มีเวลาคิดนานเพราะพอพูดจบคุณหมอหนุ่มก็ผายมือเชื้อเชิญพร้อมกับเดินนำหล่อนออกจากจุดเดิม

 

 


 

 

ตรีปวายแหงนมองเพดานห้องซึ่งมีภาพวาดสีเย็นตาประดับ หล่อนพอมองออกว่านั่นเป็นเทพเจ้ากรีกหรือโรมันอะไรสักอย่าง พอก้มลงมามองรอบห้องก็พบประติมากรรมคล้ายกันอีกหลายชิ้น ตรีปวายสังเกตเห็นว่าบริเวณโครงหน้าของรูปปั้นแต่ละตัวมีร่องรอยการสัมผัสเด่นชัดกว่าบริเวณอื่น

 

 

“ผมชอบงานศิลปะพวกนี้ครับ...มันงดงามมาก” เสียงทุ้มนุ่มแทรกภวังค์ของตรีปวายจนหญิงสาวสะดุ้ง รีบละสายตาจากรูปปั้นหันกลับมาสนใจเจ้าของห้องซึ่งนั่งสง่าอยู่บนเก้าอี้ตัวใหญ่

 

 

“ค่ะ สวยดี” หญิงสาวเออออรับ

 

 

“ผมยังไม่รู้จักชื่อคุณเลยนะครับ” ชายหนุ่มเอ่ยยิ้ม ๆ ตรีปวายหัวเราะแหย ๆ เหมือนเพิ่งนึกได้ หญิงสาวหยิบนามบัตรยื่นให้ชายหนุ่มซึ่งรับไปอ่านด้วยความสนใจ

 

 

“ฉันชื่อตรีปวายค่ะ เป็นคอลัมนิสต์ของอีฟ รับผิดชอบโดยตรงกับคอลัมน์ ‘เปิดสวยด้วยศัลย์’ ค่ะ” แนะนำตัวเสร็จหญิงสาวก็นั่งจ้องหมอหนุ่มที่กำลังอ่านนามบัตรตาแป๋ว ใบหน้ายามเผลอของเขาทำให้ตรีปวายไม่อาจถอนสายตาได้ รูปหน้าของหมอหนุ่มจะว่าไปแล้วก็ดูคล้ายโครงหน้าของรูปปั้นในห้องเสียเหลือเกิน แถมจมูกโด่งคม ริมฝีปากรูปกระจับอมสีชมพูระเรื่อนั่นอีก เอ...หมอทำศัลยกรรมให้ตัวเองหรือเปล่าหว่า หญิงสาวครุ่นคิด

 

 

“ชื่อแปลกดีนะครับ ผมชักจะรู้สึกว่าที่อีฟน่ะมีแต่คนชื่อแปลกทั้งนั้น อย่างคุณกรรดึกอย่างนี้ แล้วยังมาคุณตรีปวายอีก ว่าแต่...มันแปลว่าอะไรเหรอครับ” คำถามของหมอหนุ่มดึงหญิงสาวให้กลับจากภวังค์อีกครั้ง

 

 

“ชื่อฉันเหรอคะ เอ่อ ตรีปวายแปลว่าพิธีพราหมณ์ ...เรียกหวายก็ได้ค่ะ” หญิงสาวตอบยิ้ม ๆ

 

 

“งั้นคุณหวายเรียกผมว่าธรรมนะครับ” ชายหนุ่มว่ายิ้ม ๆ ก่อนเอ่ยต่อ “เอาล่ะ เรามาคุยกันเรื่องคอลัมน์สวย ๆ งาม ๆ ของเราดีกว่าครับ” เขาว่าพลางขยับเนื้อขยับตัว พลอยทำให้ตรีปวายต้องพยักหน้ารับ “ผมคุยกับคุณกรรดึกไว้ว่าเราจะเปิดคอลัมน์เกี่ยวกับการทำศัลยกรรม และให้ผมช่วยเป็นที่ปรึกษาด้านข้อมูลศัลยกรรมความงามใช่มั้ยครับ”

 

 

“ใช่ค่ะ ถ้าหวายจะขอต้นฉบับจากคุณหมอเดือนละสองครั้ง ไม่ทราบว่าคุณหมอจะสะดวกหรือเปล่าคะ”

 

 

“ได้เลยครับ งั้นเดี๋ยววันนี้ผมส่งต้นฉบับเลยก็แล้วกัน คือผมเขียนเสร็จตั้งแต่คุยกับคุณกรรดึกเมื่อคราวโน้นน่ะครับ” คำตอบของหมอทำบุญทำให้คนฟังได้แต่ยิ้มรับเก็บความรู้สึกอย่างรวดเร็ว เมื่อหมอหนุ่มที่เสร็จสิ้นจากการค้นลิ้นชักยื่นเอกสารมาตรงหน้า ตรีปวายรับมาเปิดอ่านอย่างคร่าว ๆ ก่อนเงยหน้าจากเอกสารในมือส่งยิ้มนำก่อนเอ่ยว่า

 

 

“คือ หวายต้องแจ้งคุณหมอไว้ว่าเนื้อหาบทความบางทีอาจจะต้องตัดทอนบ้างตามความเหมาะสม สำหรับฉบับนี้คงต้องปรับนิดหน่อยนะคะ เพราะเราต้องเหลือพื้นที่สำหรับคุณหมออีกคนด้วย คิดว่าคุณหมอน่าจะทราบแล้วนะคะ” ทำบุญเหยียดยิ้มเมื่อฟังจบ เขาหรี่ตามองหญิงสาวตรงหน้าก่อนเอ่ยด้วยเสียงติดจะห้วนหน่อย ๆ

 

 

“ทราบน่ะทราบครับ แต่ผมค่อนข้างมั่นใจว่าจนกระทั่งเดี๋ยวนี้คนของอีฟก็ยังติดต่อ ‘หมอนั่น’็ผ็ ไม่ได้” อุปาทานหรือเปล่าตรีปวายก็ไม่แน่ใจ แต่น้ำเสียงนั้นติดจะขึ้นจมูกทีเดียว “ถ้าจะให้ผมเป็นที่ปรึกษาเพียงคนเดียวก็ไม่มีปัญหานะครับ” เขาหันมาบอกกล่าวต่อ ตรีปวายยิ้มรับแต่ไม่ตอบคำ เห็นอาการนิ่งเงียบของหญิงสาวแล้วชายหนุ่มก็ได้แต่ชวนเปลี่ยนเรื่อง

 

 

“ถ้าคุณหวายไม่รีบร้อนจะไปไหนผมก็อยากเชิญทานกาแฟสักแก้วก่อนนะครับ” ทำบุญเชิญชวน

 

 

“ขอบคุณมากค่ะคุณหมอ แต่ไว้โอกาสหน้าดีกว่านะคะ วันนี้หวายรีบจริง ๆ ค่ะ ต้องไปหลายที่ด้วย” ตรีปวายเอ่ยอย่างเกรงใจ หมอหนุ่มเม้มปากถอนหายใจก่อนพยักหน้าน้อย ๆ อย่างเสียดาย

 

 

“ก็ได้ครับ งั้นโอกาสหน้าที่คุณหวายว่าคงเป็นเร็ว ๆ นี้นะครับ” กระแสเสียงปนอ้อนบวกกับแววตาเว้าวอนของหมอทำบุญ แทบทำให้ตรีปวายละลาย เพราะแบบนี้สินะประชาสัมพันธ์สาวคนนั้นถึงมีท่าทางคล้ายไม่พอใจยามถามถึงคุณหมอรูปงามอย่างนั้น หญิงสาวสะบัดศีรษะไล่ความมึนงงจากคำออดอ้อนก่อนเอ่ยอย่างเด็ดเดี่ยวว่า

 

 

“ค่ะ งั้นหวายลานะคะ” พูดจบหญิงสาวก็ยกมือไหว้หันหลังกลับเดินออกจากห้องอย่างรวดเร็ว ไม่รู้ว่าทำไม...หล่อนรู้สึกหวั่นใจกับสายตาวับวาวเจือหวานเลี่ยนนั้นอย่างบอกไม่ถูก

 

 

เดินออกจากอาคารตรงไปยังที่จอดรถ ตรีปวายได้แต่สูดลมหายใจเฮือกใหญ่โดยไม่เกรงใจมลพิษอบอวลบรรยากาศขณะนั้น หล่อนโล่งอกที่หลุดพ้นสายตาของหมอมหาเสน่ห์นามทำบุญได้อย่างหวุดหวิด หญิงสาวเหลือบมองป้ายโฆษณาขนาดใหญ่หน้าโรงพยาบาล รูปหมอทำบุญยืนส่งยิ้มชวนตาพร่าจนทำให้ตรีปวายเผลอยิ้มตอบ แต่หล่อนก็ต้องรีบเก็บกิริยาพร้อมเบือนหน้ากลับ เพราะหล่อนอุปาทานว่า หมอในป้ายโฆษณากำลังหลิ่วตาให้

 

 

หลังจากแต่งตัวเตรียมพร้อมสำหรับพามอเตอร์ไซค์เดินทางต่อแล้ว ตรีปวายก็ล้วงหยิบนามบัตรของหมอมโหระทึกขึ้นมาดูอีกครั้ง หล่อนพลิกอ่านด้านหลังซึ่งมีลายมือของตัวเองจดที่อยู่เจ้าของนามบัตรไว้หลังจากโทรศัพท์ติดต่อที่เบอร์ในนามบัตรแล้วไม่สำเร็จ...คิดมาถึงตรงนี้ตรีปวายก็ได้แต่ย่นจมูกกับนามบัตรในมือ

 

 

เมื่อวานนี้หล่อนลองโทรศัพท์ไปที่เบอร์มือถือ หวังว่าการได้พูดคุยกับหมอโดยตรงจะทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น แต่ปรากฏว่าเพียงหล่อนเอ่ยแนะนำตัวหลังจากเอ่ยคำสวัสดีแล้ว อีกฝ่ายกลับวางสายอย่างไร้มารยาท และเมื่อตรีปวายโทรกลับอีกครั้งก็พบว่าเจ้าของเครื่องปิดเครื่องเพื่อตัดการติดต่อเรียบร้อย แม้เมื่อหล่อนลองใช้โทรศัพท์สาธารณะก็ไม่สำเร็จ ความหมั่นไส้กับการเล่นตัวของหมอชื่อแปลกผนวกเข้ากับความอยากรู้และความท้าทาย ทำให้ตรีปวายตัดสินใจบุกให้ถึงที่...เอาชนิดรู้ดำรู้แดงกันไปเลย!

 

 


 

 

อาคารพาณิชย์สองชั้นสองคูหาที่ปรากฏเต็มคลองสายตาของตรีปวายตอนนี้ทำให้หล่อนต้องก้มลงมองนามบัตรใบเล็กในมือเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง...ก็ในนามบัตรระบุชื่อ มโหระทึก กึกก้องโอฬาร แถมใต้ชื่อยังบอกอีกด้วยว่าเป็นศัลยแพทย์ แต่ป้ายชื่อที่หล่อนอ่านจับใจความได้บอกว่านี่คือคลินิกทันตกรรม ยิ่งเมื่อผลักประตูเข้าไปภายใน ชื่อของแพทย์ประจำคลินิกยังทำให้หล่อนต้องตรวจย้ำที่อยู่ในนามบัตรเพื่อจะพบว่ามันถูกต้อง

 

 

ตรีปวายยกมือขึ้นเกาศีรษะแกรก ๆ แล้ว...ทพ. มหุดิฤกษ์ กึกก้องโอฬาร นี่มันใครหว่า หรือว่าอีตาหมอมโหระทึกนั่นเปลี่ยนชื่อ? ถ้าเปลี่ยนจริงทำไมไม่หาชื่อที่มันธรรมดา ๆ มั่งนะ? ตรีปวายครุ่นคิดพลางจ้องป้ายชื่อ

 

 

“มีอะไรให้ช่วยหรือเปล่าคะ” เสียงเอ่ยทักทายดังมาจากเคาน์เตอร์ใกล้ ๆ ตรีปวายสะดุ้งส่งยิ้มนำก่อนเดินเข้าไปหา

 

 

“คือ...มาขอพบหมอมโหระทึกค่ะ ไม่ทราบว่าอยู่มั้ย” หญิงสาวเอ่ยถามเสียงแผ่ว

 

 

“วันนี้หมอเล็กไม่เข้าค่ะ เห็นบอกว่าติดเวรที่โรงพยาบาล อยู่แต่หมอรองค่ะ” คำตอบนั้นทำให้ตรีปวายใจชื้น อย่างน้อยก็แปลว่าหล่อนมาถูกที่

 

 

“แล้วถ้าจะนัดไว้ไม่ทราบว่าจะได้มั้ยคะ”

 

 

“คือ...คุณหมอไม่มีเวลาอยู่คลินิกที่แน่นอนค่ะ เกรงว่าถึงนัดไว้อาจจะมาแล้วไม่ได้พบ” คำตอบพร้อมสีหน้าลำบากใจของเจ้าหน้าที่ทำให้ตรีปวายชักสีหน้าอย่างไม่พอใจนิด ๆ

 

 

“อ้าว ทำไมอย่างนั้นล่ะคะ?!” หญิงสาวถามกลับเสียงแข็ง

 

 

“คือ คุณหมอเล็กแกไม่ค่อยเข้ามาคลินิกหรอกค่ะ ส่วนใหญ่จะอยู่โรงพยาบาลมากกว่า แต่ว่าถ้าคุณอยากพบจริง ๆ ล่ะก็ ลองคุยกับหมอรองดูก่อนมั้ยคะ หมอรองกับหมอเล็กเป็นพี่น้องกันค่ะ” เจ้าหน้าที่สาวอธิบายยิ้ม ๆ และคำอธิบายนั้นก็ทำให้ตรีปวายคลายอารมณ์กรุ่นร้อนเมื่อครู่ลงไปได้ อีกทั้งสีหน้ายิ้มแย้มพร้อมตอบคำถามของเจ้าหน้าที่สาวก็ทำให้หล่อนอดนึกเปรียบเทียบกับประชาสัมพันธ์โรงพยาบาลเอกชนคนนั้นไม่ได้

 

 

“งั้นก็...ขอคุยกับหมอรองของคุณก่อนก็ได้ค่ะ” ตรีปวายบอกในที่สุด เจ้าหน้าที่สาวพยักหน้ารับก่อนก้มลงดูสมุดคิว

 

 

“เอ่อ คิวยาวหน่อยนะคะ อาจจะถึงดึกเพราะมีแต่เคสหนัก ๆ ไม่ทราบว่าจะรอมั้ยคะ”

 

 

“รอค่ะ” ตรีปวายตอบโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด

 

 

“ถ้าอย่างนั้น เชิญคุณที่มุมโน้นเลยนะคะ มีนิตยสาร มีเครื่องดื่มไว้บริการค่ะ แต่ว่ารบกวนช่วยเหลือตัวเองนะคะ” เจ้าหน้าที่สาวบอกพร้อมกับผายมือไปยังมุมเล็ก ๆ ซึ่งจัดไว้อย่างสวยงาม ตรีปวายบอกขอบคุณเบา ๆ ก่อนเลี่ยงไปนั่งตามคำเชิญ และหญิงสาวก็เพลินอยู่กับนิตยสารทั้งเก่าและใหม่จนลืมเวลา กระทั่งเจ้าหน้าที่สาวเดินมาสะกิด

 

 

“คุณคะ คุณหมอว่างแล้วค่ะ” ตรีปวายผุดลุกทันทีที่ได้ยิน หญิงสาวส่งยิ้มให้ก่อนเดินตามเจ้าหน้าที่สาวไปยังห้องในสุดซึ่งกรุกระจกฝ้าไว้ หลังจากเคาะประตูและได้รับคำอนุญาตจากข้างในตรีปวายก็ผลักประตูก้าวเข้าไป

 

 

ชายหนุ่มที่นั่งก้มหน้าอ่านเอกสารบนโต๊ะอยู่ก่อนหน้านั้น เงยขึ้นมองผู้มาเยือนทันทีเมื่อรู้สึกตัว เขาขยับแว่นตากรอบทองให้เข้าที่ ส่งยิ้มนำก่อนเอ่ยทักทาย

 

 

“สวัสดีครับ เชิญนั่งก่อนครับ” พูดพลางผายมือเชื้อเชิญ ตรีปวายยิ้มรับพร้อมทรุดลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม “ทราบจากลินลาว่าคุณต้องการพบหมอเล็กเหรอครับ”

 

 

“ค่ะ...คือฉันมาจากนิตยสารอีฟค่ะ อยากคุยกับคุณหมอมโหระทึกเรื่องการเขียนบทความให้นิตยสารของเรา แต่ว่าโทรไปกี่ครั้งหมอก็ไม่รับโทรศัพท์เลยค่ะ ฉันก็เลยเสี่ยงมาที่นี่” ตรีปวายอธิบาย

 

 

“แต่ก็ไม่พบอยู่ดี” ชายหนุ่มต่อยอดคำพูดของตรีปวายซึ่งยิ้มรับเจื่อน ๆ พลางพยักหน้ารับน้อย ๆ “เป็นเรื่องปกติของเจ้าหมอนี่แหละครับ คุณอย่าคิดมากเลย” เขาบอกกลั้วหัวเราะ ยกมือขยับแว่นตาอีกครั้งพร้อมกับเปลี่ยนอิริยาบถเป็นการเป็นงาน “ว่าแต่ เรายังไม่แนะนำตัวกันเลยใช่มั้ยครับ” คำถามเชิงสัพยอกนั้นทำให้ตรีปวายสะดุ้งผุดลุกยิ้มเจื่อนก่อนยกมือไหว้

 

 

“ตายแล้ว! ขอโทษจริง ๆ ค่ะคุณหมอ ฉันตรีปวายค่ะ ยินดีที่ได้รู้จัก แหม...เป็นการเสียมารยาทชนิดไม่น่าให้อภัยเลยนะคะเนี่ย” ท้ายประโยคหญิงสาวพึมพำเสียงเจื่อน ชายหนุ่มหัวเราะเบา ๆ

 

 

“ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมแค่ไม่อยากให้คุณเกร็ง นั่งลงเถอะครับ” เขาบอกพลางกวักมือเรียก ตรีปวายยิ้มเขิน ๆ พลางทรุดลงนั่ง “ผม มหุดิฤกษ์ครับ ชื่อยาวไปหน่อยเรียกยาก เพื่อเป็นการสะดวกปากเรียกผมรองก็ได้นะครับ” ชายหนุ่มบอกอย่างเป็นกันเอง...ซึ่งตรีปวายอดรู้สึกเห็นด้วยกับการเรียกชื่อ ‘หมอรอง’ เป็นอย่างยิ่ง

 

 

“ความจริงผมก็พอจะรู้เรื่องบทความอะไรนั่นเหมือนกันนะครับ ผมเองก็ไม่เข้าใจเหมือนนายเล็กนั่นแหละว่าทำไมจะต้องให้หมอสองคนมาเขียนบทความตีกันเองด้วย” คำถามหลังการแนะนำตัวของชายหนุ่มทำให้ตรีปวายยิ้มค้างครู่ใหญ่กว่าหญิงสาวจะเอ่ยคำ

 

 

“คุณหมอคงเข้าใจอะไรผิดแล้วล่ะค่ะ มันไม่ใช่การเขียนบทความตีกันนะคะ” ตรีปวายอธิบายอย่างอึดอัดเพราะสายตาคาดคั้นของหมอหนุ่มซึ่งพุ่งตรงมา “คือทางเราต้องการนำเสนอให้คนอ่านได้เห็นแง่มุมต่าง ๆ ของการทำศัลยกรรมน่ะค่ะ”

 

 

“อันนั้นผมพอเข้าใจ แต่ผมไม่เข้าใจว่าทำไมต้องมีหมอถึงสองคนเข้ามาร่วมเขียนบทความชิ้นนี้ด้วย” มหุดิฤกษ์เอ่ยย้ำ “คุณอธิบายให้ผมฟังได้เลย ไม่ต้องกลัวว่าจะต้องอธิบายซ้ำ เพราะผมรู้จักน้องชายผมดีว่าเขาคงไม่ยอมฟังคุณแน่ ๆ แต่ผมรับรองว่าจะถ่ายทอดทุกคำพูดของคุณให้เขาฟัง ซึ่งเขาจะตกลงหรือไม่ตกลงนั่นก็เป็นอีกเรื่อง” ชายหนุ่มอธิบายเพิ่มเมื่อเห็นสีหน้าอิหลักอิเหลื่อของหญิงสาว

 

 

“ถ้าอย่างนั้นฉันคงต้องเท้าความหน่อยนะคะ ชื่อคอลัมน์ของเราคือ ‘เปิดสวยด้วยศัลย์’ ค่ะ ความจริงแล้วศัลยกรรมไม่ได้มีเพียง ‘เสริมดั้ง ตั้งเต้า ผ่าเล่าเต๊ง’ เท่านั้นแต่คนส่วนใหญ่ก็เข้าใจอย่างนั้น ไม่ดีหรือคะที่จะให้คนอ่านเข้าใจความหมายของคำว่าศัลยกรรม ซึ่งรวมถึงศัลยกรรมแขนงอื่น ๆ ด้วย ตอนนี้เราได้หมอที่ขึ้นชื่อว่ามีฝีมือในการศัลยกรรมความงามได้เป็นธรรมชาติที่สุดมาร่วมงานแล้ว ขาดก็แต่หมอซึ่งขึ้นชื่อลือชาว่าเป็นศัลยแพทย์ที่วงการแพทย์ทั่วโลกให้การยอมรับในฝีมือการผ่าตัด นี่ล่ะค่ะจุดมุ่งหมายของเรา ” ตรีปวายอธิบายอย่างมุ่งมั่น ชายหนุ่มนิ่งฟัง สายตาจับจ้องคนเล่า รอยยิ้มค่อย ๆ ผุดพรายก่อนจะกลายเป็นเสียงหัวเราะ

 

 

“เข้าใจจำกัดความนี่คุณ ‘เสริมดั้ง ตั้งเต้า ผ่าเล่าเต๊ง’ นายเล็กได้ยินมีเฮแน่” เขาบอกกลั้วหัวเราะ

 

 

“ฉันจำมาจากที่อื่นอีกทีน่ะค่ะ” หญิงสาวบอกยิ้ม ๆ

 

 

“ว่าแต่ก่อนมาตามนายเล็กนี่ คุณไปหาหมออีกคนมาหรือยังครับ”

 

 

“อ๋อค่ะ...ฉันไปมาแล้ว...คุณหมอเขียนบทความเสร็จแล้วด้วยนะคะ แต่ว่า...จนป่านนี้ฉันก็ยังไม่ได้คำตอบอะไรจากคุณหมอมโหระทึกเลย งานนี้เป็นงานชิ้นแรกที่โดดมาทำเบื้องหน้าซะด้วย” ท้ายประโยคหญิงสาวพึมพำเบา ๆ

 

 

“ผมว่า ถ้าคุณจะหาหมอคนใหม่ ผมสามารถแนะนำได้นะครับ” มหุดิฤกษ์เสนอทางเลือก

 

 

“แต่...เราต้องการหมอมโหระทึกจริง ๆ นะคะ” ตรีปวายบอกเสียงอ้อน ค้านกับเสียงแข็ง ๆ ในหัวว่าความจริงแล้วหล่อนชักหงุดหงิดหมอชื่อแปลกซึ่งดูเหมือนจะหยิ่งแถมเล่นตัวเสียเหลือเกินจนหล่อนอดไม่ได้ที่จะคิดเอาชนะ

 

 

“ผมว่าท่าทางจะยากนะครับ เพราะคนเขียนบทความคู่กับนายเล็กน่ะ เรียกได้ว่าเป็นเกาเหลากันเลยทีเดียว” มหุดิฤกษ์ว่าพลางทำสีหน้าชวนเชื่อ

 

 

“แต่คุณหมอคะ ถึงมันจะอยู่คอลัมน์เดียวกันแต่ก็แยกเป็นสองบทความนะคะ แล้วเราก็ไม่ได้ให้คุณหมอนั่งหันหน้าชนกันเขียนสักหน่อย ต่างคนต่างเขียนแล้วทางเราจะตามเก็บงานเองค่ะ” ชายหนุ่มรับฟังด้วยอาการสงบ ครู่ใหญ่จึงเอ่ยขึ้น

 

 

“เอาอย่างนี้ดีว่า ผมมีเพื่อนเป็นหมอศัลย์หลายคน เดี๋ยวจะแนะนำให้ก็แล้วกัน” ไม่พูดเปล่าชายหนุ่มยังยกโทรศัพท์บนโต๊ะขึ้นกดเบอร์รัวเร็ว แต่กระบอกโทรศัพท์ยังไม่ทันแนบหูก็ถูกมือของหญิงสาวกระชากออกไปวางบนแป้นโทรศัพท์ดังเดิม ชายหนุ่มตกตะลึงกับปฏิกิริยาของหญิงสาวจนนิ่งค้างอยู่ท่าเดิม สีหน้าขุ่นขึ้งแววตากราดเกรี้ยวสวนทางกับมุมปากยกยิ้ม เป็นสีหน้าซึ่งสร้างความตระหนกให้กับหมอหนุ่มเป็นอย่างยิ่ง

 

 

“นิตยสารของเราเป็นนิตยสารสำหรับผู้หญิงซึ่งกำลังได้รับความนิยมจากผู้อ่านเป็นลำดับ จำนวนคนอ่านมากขึ้นทุกวันทำให้เราต้องใส่ใจพัฒนาคุณภาพ พัฒนาเนื้อหาข้างในของนิตยสาร ซึ่งมุ่งเน้นให้เป็นเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ คนอ่านสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง” ตรีปวายอธิบายหลังจากปฏิบัติการอุกอาจ

 

 

“ผู้หญิงมักจะถูกผูกคู่กับความสวยงาม และโดยปัจจุบัน ความสวยตั้งแต่หัวจรดเท้าสามารถปรับเสริมเติมแต่งได้ ศัลยกรรมความงามกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาไปแล้ว แต่ในขณะเดียวกัน อันตรายหรือผลข้างเคียงจากการทำศัลยกรรมที่ไม่ถูกต้องก็ตามติดเป็นเงา คอลัมน์ของเราที่อยากให้คุณหมอมโหระทึกมาร่วมงานด้วยหนักหนาก็เพราะอยากให้คนมีความรู้ชนิดที่เรียกได้ว่าเชี่ยวชาญเป็นที่ยอมรับในวงการมาบอกให้คนอ่านรู้ว่า ก่อนที่เขาคิดจะนำพาคมมีดมากรีดหน้าตาเนื้อตัวนั้น ต้องคิดให้หนัก มนุษย์ผู้หญิงอย่างฉันคิดอยากช่วยมนุษย์คนอื่นด้วยวิธีนี้...แล้วมนุษย์ผู้ชายที่มีความรู้อย่างพวกคุณล่ะคิดยังไง” คำถามท้ายประโยคนั้นทำให้หมอหนุ่มได้แต่นิ่งงัน ตรีปวายหรี่ตามองริมฝีปากยังยิ้มดุจเดิมสีหน้าของชายหนุ่มทำให้หญิงสาวถอนหายใจเบา ๆ ก่อนพูดต่อ

 

 

“ทำไมคุณหมอมหุดิฤกษ์ไม่ลองให้ฉันคุยแบบตัวต่อตัวกับคุณหมอมโหระทึกดูก่อนล่ะคะ” ตรีปวายเอ่ยขึ้น หญิงสาวผุดลุกช้า ๆ สีหน้าแตะแต้มรอยยิ้มแต่แววตาโชนแสงร้อนแรงคล้ายจะมองหมอหนุ่มให้ละลายอยู่ตรงนั้น “บางทีความมีเหตุผลของแต่ละคนอาจจะมีน้ำหนักไม่เท่ากัน คุณหมอมหุดิฤกษ์ตัดสินใจเสนอหมอคนใหม่ให้เราเพราะคุณหมอรู้จักนิสัยคุณหมอมโหระทึกดีว่า ยังไงก็ต้องปฏิเสธแน่ ๆ แต่ฉันยังยืนยันว่า หากคุณหมอมโหระทึกจะปฏิเสธฉันก็ขอได้ยินด้วยตัวเองเถอะค่ะ” หญิงสาวบอกเสียงหนักแน่น รอยยิ้มบนริมฝีปากนั้นไม่ได้ทำให้คนมองรู้สึกดีเลยแม้แต่น้อย

 

 

“งั้นก็ฟังให้เต็มสองรูหูของคุณ...ผมขอปฏิเสธ!”

 

 


 

 

เสียงห้วนห้าวเข้าข่ายตะโกนเรียกความสนใจจากคนในห้องให้หันกลับไปมอง ชายหนุ่มร่างสูงในชุดเสื้อยืดคอกลมสีขาว กางเกงยีนสีซีด รองเท้าผ้าใบสีขาวขุ่นยืนจังก้าอยู่กลางกรอบประตูคนนั้น หากประโยคกระแทกกระทั้นก่อนหน้านั้นจะไม่เป็นการแสดงว่าคนอยู่ตรงหน้าตอนนี้คือหมอแล้วล่ะก็ ตรีปวายจะไม่เชื่อเด็ดขาดว่า...ผู้ชายใส่หมวกแก๊ปที่แม้เงาของหมวกจะคลุมทับใบหน้าบางส่วนแต่ความขาวของสีผิวก็ส่งให้หนวดเคราโดดเด่นสะดุดตาคนนี้จะเป็นคนซึ่งคนไข้ไว้วางใจให้จรดมีดลงบนร่างกาย ตรีปวายสะดุ้งน้อย ๆ เมื่อชายหนุ่มผู้มาใหม่สืบเท้าเข้าไปหาอย่างคุกคาม เขาชะโงกหน้ามาใกล้จนหญิงสาวเห็นแพขนตาดกหนา ดวงตาสีเหล็กกล้ากวาดมองหล่อนทั่วใบหน้า ก่อนริมฝีปากจะแย้มยิ้ม เย้ยหยัน

 

 

“ได้ยินชัดมั้ย” เขาถามย้ำน้ำเสียงห้วนห้าว ตรีปวายเผลอพยักหน้ารับก่อนรีบสะบัดหน้าเรียกสติ

 

 

“คุณหมอ...มโหระทึก...ใช่มั้ยคะ” หญิงสาวถามอย่างไม่แน่ใจ ชายหนุ่มไม่ตอบตวัดตาผ่านใบหน้าหญิงสาวไปให้คนในห้องอีกคน

 

 

“ไม่ผิดตัวหรอกครับ แต่งตัวโสโครก หน้าตาโรคจิตอย่างนี้แหละนายหมอเล็กแหละ” มหุดิฤกษ์เป็นคนตอบแทน ตรีปวายหันขวับกลับไปมองชายหนุ่มผู้มาใหม่อีกครั้ง คราวนี้หล่อนใช้สายตาชนิดเดียวกันกับที่ถูกชายหนุ่มกวาดมอง ไม่เว้นแม้แต่การยกมุมปากแย้มยิ้มแววตาเป็นประกายพร่างพราว อาการของหญิงสาวทำให้หมอทั้งคู่หันไปมองหน้ากันด้วยความงุนงง โดยเฉพาะมโหระทึกที่สะดุ้งอีกครั้งเมื่อหญิงสาวปราดเข้าประชิดตัวก่อนเอียงหน้าทำมุมแถมเดินวนรอบตัวเขา แววตาสีหน้าครุ่นคิด ตรึกตรองครู่ใหญ่หญิงสาวก็ตาโต

 

 

“ใช่แล้ว! ถึงว่าเหมือนเคยเห็นที่ไหน คุณนั่นเอง!” เสียงร้องอย่างตื่นเต้นของตรีปวายทำให้ชายหนุ่มทั้งสองคนสะดุ้งเฮือกโดยเฉพาะมโหระทึกแถมอาการผงะถอยอีกต่างหาก

 

 

“อะ...อะไรกันคุณ จู่ ๆ ก็ร้องขึ้นมาอย่างนั้น?!” มโหระทึกเอ่ยถามหลังการเรียกสติให้กลับสู่สภาพเดิม

 

 

“คุณเคยช่วยคนแก่ข้ามถนนเมื่อวันก่อนแถว ๆ หน้าร้านค็อฟฟี่ตรีทิพใช่มั้ย” ตรีปวายถามด้วยน้ำเสียงระดับเดิม ประกายตาแวววาม “ฉันจำหมวกกับลักษณะท่าทางของคุณได้” หญิงสาวย้ำอย่างมั่นใจ

 

 

“ค็อฟฟี่ตรีทิพ?” มโหระทึกพึมพำเบา ๆ ก่อนพยักหน้ารับแม้สีหน้าจะยังงุนงง “คงใช่มั้ง” เขาตอบพร้อม ๆ กับเปลี่ยนสีหน้าท่าทางกลับมาเป็นชวนหาเรื่องอีกครั้ง “แล้วยังไงล่ะ มันเกี่ยวกับเรื่องนี้ยังไงมิทราบ?!”

 

 

“แหม...ไม่เกี่ยวหรอกค่า” ตรีปวายบอกกลั้วยิ้มโบกมือว่อน “แค่รู้สึกว่าโลกมันกลมกว่าที่คิดเท่านั้นเอง แล้วก็ฉันแค่อยากจะบอกว่าฉันชื่นชมที่คุณทำดีแบบนั้น ตอนที่พวกผู้หญิงวิ่งข้ามถนนโดยไม่สนใจยายเลยน่ะ ฉันกำลังจะลุกไปช่วยยายนะ แต่พอดีคุณก็เข้ามาเสียก่อน เท้...เท่” ไม่พูดเปล่าหญิงสาวยังส่งสายตาชื่นชมไปให้

 

 

“เอ่อ...คุณครับ ผมว่าเรา...เข้าประเด็นหลักดีกว่ามั้ยครับ” มหุดิฤกษ์เอ่ยขัด หันไปสบตาน้องชายที่นิ่วหน้ารับทันควัน

 

 

“มันก็ยังอยู่ในประเด็นนี่คะ” ตรีปวายตอบ สายตายังไม่ละจากใบหน้าของหมอหนุ่มคนน้อง คนถูกมองฟังคำแล้วชักงง คิ้วขมวดมุ่นชักสีหน้าก่อนถามกลับเสียงปนตะคอก

 

 

“อยู่ในประเด็นตรงไหนมิทราบ! คุณจะมาคุยเรื่องคอลัมน์บ้าบอนั่นไม่ใช่หรือไง แล้วจู่ ๆ ก็มาเปลี่ยนเรื่องเป็นการชื่นชมคนน่ะ มันเรื่องเดียวกันหรือไง!” แม้สีหน้าท่าทางคุกคามของเขา ก็ไม่ทำให้กิริยาจากหญิงสาวคนนั้นเปลี่ยนแปลงได้ เจ้าหล่อนยังคงยิ้มมองเขาตาแป๋ว

 

 

“เกี่ยวสิคะทำไมจะไม่เกี่ยว กับคนแก่ที่คุณไม่รู้จักคุณยังมีน้ำใจพาข้ามถนนได้ แล้วกับคนรู้จักกันอย่างเรามองเห็นตากันอยู่เนี่ย คุณหมอจะไม่คิดช่วยเลยเหรอค้า” ฟังคำตีขลุมของหญิงสาวจบ สองหมอพี่น้องก็ได้แต่อ้าปากค้าง กิริยาภายนอกอึ้งงัน แต่สมองกลับคิดย้อนคำก่อนหน้านั้น สุดท้ายทั้งสองหมอก็ได้แต่ส่ายหน้าสบตากันอย่างไม่เข้าใจ เพราะคิดอย่างไรมันก็ไม่เห็นจะเกี่ยวกัน!

 

 

“ผมไปรู้จักคุณตอนไหนมิทราบ!” มโหระทึกเอ่ยเสียงเครียด แต่หญิงสาวยังคงหน้ารื่นไม่รับรู้สารทางอารมณ์

 

 

“อืม...เรารู้จักกันได้เกือบสิบนาทีแล้วนะคะคุณหมอ” ตรีปวายบอกหลังจากครุ่นคิดและเหลือบมองนาฬิกาติดผนัง คำตอบของหญิงสาวทำให้สองหมอพี่น้องหันมองกันด้วยความงุนงงอีกคราน็ “เอาเถอะค่ะ อย่ามัวงงอยู่เลย ตกลงว่าคุณหมอจะส่งบทความชิ้นแรกให้เราเมื่อไหร่ดีคะ” ประโยคตีขลุมของหญิงสาวฉุดให้หมอหนุ่มคนน้องหันกลับมาสนใจอีกครั้ง

 

 

“ตอนไหนมิทราบที่ผมตอบว่าตกลง” มโหระทึกถามเสียงขุ่น

 

 

“งั้นฉันอยากเรียนให้คุณหมอทราบ...ในอนาคตอันใกล้นี่แหละค่ะ” ตรีปวายตอบแย้มยิ้ม

 

 

“อนาคตที่ไม่มีวันมาถึงแน่นอน คุณกลับไปเถอะ หาคนใหม่มาทำอย่างที่หมอรองแนะนำ อย่ามายุ่งกับผมอีก” ท้ายประโยคชายหนุ่มลงเสียงเน้นหนัก และโดยไม่รอฟังคำเอ่ยท้วงทัดทานจากหญิงสาว เขาก็ก้าวเดินดุ่มออกจากห้องไป ตรีปวายทำได้เพียงยกมือค้างเพราะถูกหมออีกคนเรียกไว้ก่อน

 

 

“ปล่อยเขาไปเถอะครับ เสียงนิ่งหน้าเรียบอย่างนี้อย่าเพิ่งไปตอแยเลย นั่งก่อนครับนั่งก่อน” มหุดิฤกษ์บอกพลางผายมือเชื้อเชิญ ซึ่งตรีปวายปฏิบัติตามแต่โดยดี “เอาเป็นว่าเดี๋ยวผมจะให้นามบัตรหมอศัลย์คนอื่นนะครับ คุณไม่ต้องกลัวว่าเขาจะไม่รับปาก เพราะเดี๋ยวผมจะโทรศัพท์ไปบอกเขาอีกที รับรองว่าฉลุย” หมอหนุ่มบอกพลางหยิบนามบัตรออกจากกระเป๋าเขียนอะไรขยุกขยิกลงบนนามบัตรก่อนยื่นให้หญิงสาวที่นั่งมองนิ่งเงียบ ตรีปวายยื่นมือไปรับนามบัตรแต่โดยดี มองเพียงผ่าน ๆ แล้วก็เก็บกลับกระเป๋า

 

 

“คุณหมอรองเป็นหมอฟันใช่มั้ยคะ” ตรีปวายยิงคำถามพร้อมรอยยิ้ม หมอหนุ่มทำหน้างงแต่ก็ยอมตอบโดยดี

 

 

“ครับ”

 

 

“ถ้าจะเปรียบฉันเป็นฟัน ฉันก็คงเป็นเหมือนฟันเก ฟันซ้นที่ไม่ยอมอยู่ในแถว แม้ฟันเจ้าระเบียบอย่างพวกคุณจะไม่ยอมรับฉันเข้าแถวด้วย แต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าอย่างไรเสียเราก็อยู่ในปากเดียวกัน เพราะฉะนั้นหนีกันไม่พ้นหรอกค่ะ” ตรีปวายบอกด้วยน้ำเสียงจริงจัง สีหน้างุนงงเพราะยายามเข้าใจการเปรียบเทียบของหมอหนุ่มทำให้หญิงสาวอดอมยิ้มน้อย ๆ ไม่ได้ หล่อนค่อย ๆ ลุกขึ้น การขยับตัวของหล่อนเรียกความสนใจจากหมอหนุ่มให้หันมอง “ถ้าคุณหมอยังไม่เข้าใจเรื่องที่ฉันยกขึ้นอ้างเมื่อครู่นี้ละก็ ฉันบอกสั้น ๆ ย่อ ๆ ก็ได้ค่ะ มันสรุปได้ว่าอย่างไรเสียฉันก็ไม่เปลี่ยนใจจากหมอมโหระทึกแน่ ต่อให้เขาหนีไปไกลแค่ไหนฉันก็จะตาม!”

 

 

สีหน้าของหมอหนุ่มหลังจากยกมือรับไหว้การลาของตรีปวายเป็นอย่างไรก็สุดรู้ เพราะเมื่อพูดจบหล่อนก็ยกมือไหว้หันหลังกลับโดยไม่เหลือบมองอีก คำพูดของหล่อนคนฟังจะคิดอย่างไรหล่อนก็ไม่อยากเดา แต่สำหรับตรีปวายหล่อนบอกตัวเองได้คำเดียวว่า...หล่อนช่างกล้าพูด!

 

 


 

 

“หาคนใหม่จะไม่ง่ายกว่าเหรอหวาย” คุณตรีทิพเอ่ยถามหลังจากฟังเรื่องราวการทำงานชิ้นแรกจบลง

 

 

“หวายก็อยากหาใหม่หรอกแม่ แต่ปากเจ้ากรรมดันไปลั่นฆ้องว่าต้องได้เขามาเขียนคอลัมน์แล้วน่ะสิ” ตรีปวายบอกเสียงอ่อยพลางซบหน้าลงเกลือกกลิ้งกับหมอนนุ่ม

 

 

“ก็รู้ว่าปากตัวเองเป็นอย่างนี้ ก่อนพูดทำไมไม่คิดก่อนเล่า” ผู้เป็นแม่ดุไม่จริงจังนักพลางสะกิดเรียกคนเป็นลูกให้รับจานผลไม้ ตรีปวายดีดตัวขึ้นนั่งรับจานจากมือแม่พร้อม ๆ กับที่มือหนึ่งหยิบชิ้นผลไม้ในจานเข้าปากเคี้ยวหมุบหมับ

 

 

“ก็มันหมั่นไส้นี่แม่ เล่นตัวอย่างกับอิเหนากลับชาติมาเกิด” ว่าพลางค้อนลมค้อนแล้ง

 

 

“ไม่ใช่เพราะว่าเขาหล่อหรอกหรือ” คุณตรีทิพเย้ายิ้ม ๆ

 

 

“ก็หล่อดีนะแม่ ขาว ๆ สูง ๆ หุ่นแม้นแมน เท้เท่” ตรีปวายทำตาปรอยชวนฝันจนผู้เป็นแม่อดหัวเราะกับคำชมขึ้นเสียงสูงนั่นไม่ได้ ด้วยรู้ดีว่าลูกสาวคนเล็กชอบกรี๊ดกร๊าดชายหนุ่มหน้าตาดีเป็นนิจ “บางทีโรคแพ้คนหล่ออย่างที่แม่เคยว่าคราวนี้อาจจะหายก็ได้ เพราะอยู่ใกล้หมอ” ตรีปวายว่าฝัน ๆ

 

 

“ตกลงจะลุยจริง ๆ เหรอ” คุณตรีทิพถามหยั่งเชิงอีกครั้ง ตรีปวายพยักหน้ารับเร็ว ๆ

 

 

“แน่สิแม่ หวายพูดแล้วไม่คืนคำหรอก ให้มันรู้ไปสิว่าสายเลือดนักตื้อของนายพุดจะหยุดอยู่แค่นี้!” หญิงสาวเอ่ยเสียงหนักอย่างมั่นใจ คุณตรีทิพหัวเราะเบา ๆ พลางโคลงศรีษะอย่างระอาเมื่อลูกสาวยกเอานิสัยช่างตื้อของพ่อผู้ล่วงลับขึ้นมาอ้าง

 

 

“เออ รับมาดีนักเชื้อที่ไม่ได้เรื่องเนี่ย” คุณตรีทิพว่ากลั้วหัวเราะ

 

 

“ทำไมพูดอย่างนั้นล่ะแม่ ถ้าเชื้อตื้อพ่อไม่ได้เรื่องทำไมดาวโรงเรียนอย่างแม่ถึงยอมตกล่องปล่องชิ้นด้วยล่ะ แถมมีผลผลิตตั้งสอง” ว่าพลางชูนิ้วประกอบ คนเป็นแม่สะดุดยิ้มก่อนยื่นมือไปหมายวางบนศีรษะทุย แต่คนเป็นลูกไวกว่าชิงวางจานผลไม้พร้อมกับดีดตัวลุกขึ้นวิ่งหนีส่งเสียงวี้ดว้ายซึ่งคนเป็นแม่รู้ดีว่าเสแสร้ง แม้จะรู้ว่าผู้เป็นแม่ไม่ได้ลุกขึ้นวิ่งไล่ตาม แต่ตรีปวายก็ยังคงส่งเสียงโวยวายและวิ่งพล่านไปรอบห้อง

 

 

ตรีปวายต้องเบรกจนตัวโก่งเมื่อวิ่งมาถึงประตูห้องแล้วมันเปิดผลัวะอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย คนยืนจังก้าสีหน้าบอกบุญไม่รับทำให้รอยยิ้มพร้อมเสียงโวยวายของหล่อนค่อย ๆ เลือนไป และสายตาของคนมาใหม่เช่นกันเป็นตัวผลักให้ตรีปวายถอยหลบจากประตูโดยด่วน

 

 

ตรีประดับก้าวฉับ ๆ มาทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้รับแขกก่อนโยนกระเป๋าสะพายและข้าวของประดามีลงบนโต๊ะอย่างไม่สนใจว่ามันจะกระจัดกระจาย อาการไม่ปกติของคนเจ้าระเบียบอย่างหล่อนทำให้แม่และน้องสาวได้แต่มองหน้าส่งสายตาแสดงคำถามให้แก่กัน ก่อนที่ต่างฝ่ายจะส่ายหน้าอย่างไร้คำตอบ

 

 

“ทำไมวันนี้มาช้าล่ะลูก ทุกทีทุ่มหนึ่งก็ถึงแล้วนี่” คุณตรีทิพเป็นฝ่ายเอ่ยทำลายความประหลาด ตรีประดับตวัดตาขึ้นมองจนผู้เป็นแม่อดสะดุ้งกับสายตานั้นไม่ได้

 

 

“ตรีว่าจะไม่มาด้วยซ้ำ” หญิงสาวบอกเสียงเบาหน้ามุ่ย

 

 

“เอ...ต้องมีเรื่องอะไรแน่ ๆ เลยใช่มั้ย ปกติพี่ตรีเฝ้ารอวันศุกร์แรกของเดือนเสมอนี่ บอกหวายออกจะบ่อยว่ามันเป็นวันครอบครัว” ตรีปวายถามบ้างด้วยรู้ดีว่าวันศุกร์แรกของเดือนจะเป็นวันนัดพบระหว่างแม่ลูก โดยมีจุดรวมพลที่คอนโดหรูหราของคุณตรีทิพ ตรีปวายยังรู้อีกว่าพี่สาวชอบวันนี้เป็นที่สุด เพราะจะได้ทำกิจกรรมร่วมกัน รวมทั้งวางแผนสำหรับการเที่ยวในวันรุ่งขึ้น แทบทุกครั้งตรีประดับจะเป็นฝ่ายคะยั้นคะยอเคี่ยวเข็ญให้หล่อนมา นี่เป็นครั้งแรกนับแต่มีข้อตกลงร่วมกัน นอกจากจะมาสายแล้วยังเอ่ยปากคล้ายเบื่อการนัดพบเสียเต็มประดาทำให้ตรีปวายอดสงสัยไม่ได้

 

 

“นั่นสิ” คุณตรีทิพเอออออย่างเห็นด้วยกับลูกสาวคนเล็ก “มีอะไรหรือเปล่าลูก” ถามพลางทรุดลงนั่งใกล้ ๆ ตรีประดับถอนหายใจยืดยาว เบือนหน้าเบื่อโลกมองแม่ที มองน้องสาวทีก่อนเอ่ยว่า

 

 

“มันมาอีกแล้ว”

 

 

“อะไรมา? ใครเหรอพี่? หรือว่าใครมันทำอะไรพี่ บอกหวายเดี๋ยวหวายจัดการหลอกหลอน เอ๊ย...ตื้บมันให้ บอกมาเลยอย่าเกรงใจ!” ตรีปวายถามอย่างตื่นเต้น คุณตรีทิพพยักหน้าอย่างเห็นด้วย

 

 

“นั่นสิตรี ใครทำอะไรตรีบอกแม่มาเลย แม่จะเอากาแฟร้อน ๆ ไปสาดหน้ามัน!” คุณตรีทิพทำหน้าขึงขังประกอบ อาการอยากเอาเรื่องของแม่และน้องสาวทำให้ตรีประดับได้แต่ยิ้มเนือย ๆ ก่อนยกมือขึ้นเท้าคางเอ่ยเสียงลอดไรฟัน

 

 

“...ปวดฟัน” ตรีปวายเฉลยก่อนครางอ๋อย คำตอบของหล่อนทำให้แม่และน้องสาวอ้าปากค้าง “ก่อนนั้นมันนาน ๆ ที แต่เดือนนี้มาสองรอบแล้วนะ โอย...พูดมากปวด” หญิงสาวว่าพลางกุมแก้มครวญคราง

 

 

“เฮ้อ...พี่สาวเรา แค่ปวดฟันทำพิโอดพิโอย...บอกหลายครั้งแล้วว่าให้ไปหาหมอ พี่น่ะปวดทีก็กินยาแก้ปวดพอหายก็ไม่ไปรักษาต่อ นามบัตรหมอฟันเต็มกระเป๋าแล้วมั้ง อาการของพี่น่ะนะน้องสาวน่ารักรู้ดีว่ามันเป็นอาการกลัวหมอฟันขึ้นสมอง” ตรีปวายว่าเยาะ ๆ คนถูกกล่าวหาส่งค้อนตอบพร้อมปฏิเสธเสียงหลง

 

 

“ไม่จริงย่ะ” พออ้าปากกว้างเข้าหน่อยเพราะลืมตัว สุดท้ายตรีประดับก็แทบน้ำตาเล็ดหันกลับมากุมแก้มครวญครางต่อท่ามกลางเสียงหัวเราะของน้องสาว และการส่ายหน้าระอาของคุณตรีทิพ

 

 

“เอาล่ะ ๆ พอได้แล้วหวายอย่าไปล้อพี่เขาเลย แกเองก็ใช่ว่าจะดีเด่หรอกน่า เพิ่งมีเรื่องกับหมอมาหมาด ๆ เห็นแววแพ้รำไรแล้วไม่ใช่เหรอ” คุณตรีทิพเย้าอย่างหมั่นไส้

 

 

“ไม่มีทาง! หวายจะพยายามจนถึงที่สุด คอยดูนะคุณหมอชื่อประหลาดต้องเสร็จหวายแน่ ๆ!” หล่อนว่าพร้อมทุบกำปั้นลงกับหมอนอย่างมั่นใจ ...สายตามุ่งมั่นของตรีปวายมองรอยยิ้มระอาของคุณตรีทิพแล้วเบือนมามองพี่สาวซึ่งยังคงครางอ๋อยอยู่เหมือนเดิม ดวงตามุ่งมั่นของหญิงสาวแปรเปลี่ยนเป็นครุ่นคิดและตบท้ายด้วยประกายเจ้าเล่ห์เมื่อเริ่มขยับเข้าใกล้พี่สาว

 

 

“พี่ตรี เรามาเล่นเกมกันดีไหม” หล่อนเกริ่นนำเสียงหวาน ตรีประดับเหลือบมองส่งสายตาแทนคำถาม “หวายเพิ่งคิดเกมได้สด ๆ ร้อน ๆ แถมคิดของรางวัลได้แล้วด้วยนะ” หญิงสาวยังยั่วต่อ และคำว่ารางวัลนั่นเองทำให้ทั้งคุณตรีทิพและตรีประดับขยับตัวเข้าใกล้คนคิดเกมโดยไม่ได้นัดหมาย

 

 

“อะไรเหรอ” ถามเกือบจะพร้อมกัน ตรีปวายหัวเราะอย่างดัดจริตก่อนตอบว่า

 

 

“คนชนะได้ไปเกาะช้างสามวันสองคืน คนแพ้เป็นคนจ่าย และสิทธิพิเศษของคนชนะสามารถเลือกคนในครอบครัวไปร่วมรับของฟรีได้สองคน” พูดจบหญิงสาวก็ยักคิ้วหลิ่วตาให้กับสีหน้างุนงงครุ่นคิดของแม่และพี่สาว

 

 

“เอ...ข้อเสนอเกาะช้างมันก็น่าสนใจอยู่หรอกนะ แต่สิทธิพิเศษนี่ มันดูงก ๆ ยังไงพิกล” คุณตรีทิพว่าพลางหันไปมองลูกสาวคนโตซึ่งรีบพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย

 

 

“แล้วเล่นยังไงล่ะเกมแกน่ะ” ตรีประดับกัดฟันถาม สีหน้าแสดงความสนใจนั่นทำให้น้องสาวอมยิ้มอย่างเป็นต่อ

 

 

“ง่ายมาก พี่ตรีแค่ไปหาหมอฟัน เอาชนิดตรวจให้ละเอียดถี่ถ้วนครบทุกกระบวนการ จนถึงขั้นที่ว่าหมอไม่ต้องการพบแล้วนั่นแหละจึงจะถือว่าพี่ชนะ แต่ถ้าพี่ล้มเลิกกลางคันไม่ว่าจะด้วยกรณีใด ๆ ก็ตาม พี่ก็ต้องเป็นคนจ่ายค่าเที่ยวเกาะช้าง เป็นไงสนใจมั้ยล่ะ ข้อเสนอง่าย ๆ ทำได้เปล่า” ตรีปวายลอยหน้าลอยตาถาม ขณะที่ตรีประดับมีสีหน้าครุ่นคิด คุณตรีทิพกลับส่งยิ้มยื่นมือมาสะกิดแขนลูกสาวคนโตยิก ๆ

 

 

“ง่าย ๆ เองนะตรี ได้เที่ยวเกาะช้างฟรีแถมหายปวดฟัน ตกลงไปเลยลูก” การคะยั้นคะยอของคุณตรีทิพทำให้ตรีปวายได้แต่ย่นคิ้วทำปากบิด แถมพึมพำเสียงไม่ค่อยนักว่า ‘แล้วมาว่าเรางก...’

 

 

“ก็ได้ แต่บอกไว้ก่อนนะว่านี่ไม่ใช่เพราะเกาะช้างหรอกนะ แต่เพราะฉันไม่อยากถูกแกสบประมาท” ตรีประดับเอ่ยขึ้นในที่สุด หญิงสาวหยิบกระเป๋าใบเล็กขึ้นมาเปิดเลือกนามบัตร กำลังจะหยิบนามบัตรของหมอที่คิดว่าใจดีที่สุด น้องสาวก็คว้ากระเป๋าทั้งใบไปจากมือ

 

 

“อ๊ะ ๆ ลืมบอกไปอย่าง เกมนี้มีกฎข้อเดียว นั่นคือพี่ตรีต้องไปหาหมอฟันคนที่หวายหาให้เท่านั้น!” ไม่พูดเปล่าตรีปวายยังยื่นนามบัตรให้พี่สาวซึ่งรับไปดูหลังมองค้อน

 

 

เมื่อสายตามองกวาดนามบัตรแล้วตรีประดับก็เงยหน้าขึ้นมองน้องสาว เลิกคิ้วเป็นเชิงถามและได้รับการพยักหน้ายืนยัน หญิงสาวก้มอ่านนามบัตรอีกครั้งก่อนส่ายหน้าน้อย ๆ พึมพำเบา ๆ ว่า

 

 

“คนอะไรชื่อมหุดิฤกษ์”

 

 

 

------
ติดตามเรื่องราวต่อไปได้ในรูปแบบรูปเล่ม "เล่ห์ซ่อนรัก " โดย รัมย์ ค่ะ

 

แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ 30 พฤศจิกายน 2010 เวลา 12:26 น.
 

คอมเมนต์ 

 
0 #1 mon
อยากอ่านเป็นเล่ มๆ แย่แล้วค่า
อ่านแค่นี้ไม่จุ ใจเลย
อ้างอิง
 
 
0 #3 Swordman_Iris
เจ๊รัมย์เขียนได ้ดีเหลือเกิน

สู้ๆ...ขยันๆ...ปั่นๆ...อู้ๆ (อ้าว )
อ้างอิง
 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่


รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช

Your Shopping Cart

Your Shopping Cart
รถเข็นของท่านยังไม่มีรายการสินค้า

button_checkout
button_how
button_delivery

button_tel

Wallpaper สำหรับแฟนๆ

Links

cs

school

b_job