สำนักพิมพ์ | หมวดหนังสือ

ws

ls

ps

ts

fs

ค้นหาผลงานนักเขียน 1168



Online Status

เรามี 23 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

เสียงจากนักอ่าน

  • แค่อ่านเรื่องย่ อนิดเดียวยังอยา กดูมากๆเเลยยิ่ง รู...
  • What is your favorite sitcom most? buy zithromax
  • Hello, who noted how the new year? buy prednisone ...
  • Hello, who noted how the new year?
  • อร๊ายยยยยยย เพิ่งอ่านจบหมาด ๆ ตอนจบในหนังสือ หวานน...
  • เจอนิสัยหมอโห แล้ว อึ๋ยยย ตรงสเปกมากมาย เจอนางเอกก...
  • บอกได้คำเดียวว่ า น่าอ่านมาก
  • :D
  • เล่มนี้ซื้ออ่าน แล้วด้วย
  • ตามมาเก็บความหว านของหมอโหกะหนู หวายคะ ยินดีกับคุณ...
  • อ่านจบแล้วค่ะ พระเอกกะล่อน แต่ก็น่าร้าก :-* :-* :o...
  • คีราณไปที่รีสอร ์ตแล้ว จะเจอนางเอกแล้ว :oops:

ตัวอย่างเนื้อเรื่อง : คุณชายติดหรูvsคุณหนูติดดิน

 

คุณชายติดหรูvsคุณหนูติดดิน

 

ผู้แต่ง  รัมย์

ราคา  219 บาท

จำนวน 384หน้า

ISBN   978-616-520-052-3

 

Download ตัวอย่างเนื้อเรื่อง

 

 

 

นำเรื่อง

 

 

 

คฤหาสน์หลังงามตั้งอยู่บนเนื้อที่กว่าสิบไร่ การตกแต่งภายนอกที่ทันสมัยโดดเด่นเป็นเป้าสายตาใครต่อใครที่ผ่านมาแวะเวียนที่หมู่บ้านจัดสรร ภายในหมู่บ้านเต็มไปด้วยบ้านหลังไม่เด้อยไปกว่ากันมากนัก …เรียกง่าย ๆ ว่า หมู่บ้านคนรวยว่างั้นเถอะ…ดูเพียงภายนอกคนมองคงจะเห็นเพียงความหรูหราและคิดว่าเจ้าของบ้านคงเป็นคนที่ชอบใช้จ่ายฟุ่มเฟือยตามสถานะการเงิน...แต่ความจริงแล้ว...ไม่ใช่สักนิด...หากคุณลองเดินเข้ามาภายในบ้านแล้วล่ะก็...จะรู้ได้เลยว่าสวยแต่รูปจูบไม่หอมเป็นอย่างไร...ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะของตกแต่งบ้านทั้งหมดล้วนแต่เป็นของเก่าเล่าใหม่ เนื่องจากเจ้าของบ้านมักซื้อหาแต่ของมือสองหรือเป็นของลดราคา หรือมีคนให้มาทั้งสิ้น ของทุกอย่างในบ้านไม่ได้เน้นที่ความสวยงามกลมกลืน แต่เน้นที่ประโยชน์ใช้สอยเป็นหลัก จึงไม่น่าแปลกเลยหากจะบอกว่าของตกแต่งทุกชิ้นไม่ได้เข้ากันแม้แต่น้อย...เว้นก็แต่ห้องรับแขกที่เป็นหน้าตา และห้องส่วนตัวของลูกชายคนเดียวที่ไม่มีใครกล้ายุ่ง

 

 

เราจะพาคุณผู้อ่านมารู้จักเจ้าของบ้านกันก่อน

 

 

คุณหญิงจงกล กับท่านอินท์ ผู้เป็นประมุขของบ้าน นอกจากจะกินตำแหน่งประธานและรองประธานบริษัท ‘จงกลการเกษตร จำกัด’ (แค่ชื่อบริษัทน่าจะรู้ว่า…ครายหย่าย)แล้วยังควบตำแหน่งเจ้าของหมู่บ้านจัดสรรที่ชื่อ ‘อุษมัน วิลล่า’ อีกต่างหาก…เรื่องความร่ำรวยนะรึ…โอ้ย…รวยชนิดนอนกลิ้งกองเงินกองทองสามวันสามคืนก็ยังไม่ถึงพื้นเชียวแหละ(เว่อร์ดีมะ?)

 

 

สำหรับนิสัยที่พอจะบอกได้ก็มีอยู่ว่า

 

 

คุณหญิงจงกล…ความจริงท่านไม่ได้เป็นคุณหญิงหรอก ที่จริงแล้วชื่อเดิมของท่านก็คือ…จงกล…พอร่ำรวยหน่อยการออกสังคมก็ต้องบ่อยขึ้น ก๊วนเพื่อนต่างก็ได้ขึ้นทำเนียบเป็นคุณหญิงกันทั้งสิ้นได้ตำแหน่งเพราะสามีบ้าง ได้ตำแหน่งด้วยตัวเองบ้าง...แต่คุณหญิงจงกลไม่มีองค์ประกอบทั้งสองอย่าง ความที่ไม่อยากให้น้อยหน้าเพื่อนฝูงจึงได้นำความมาคร่ำครวญกับคนในครอบครัวฟังซึ่งที่นี่ ลูกชายหัวเพชรได้ออกความคิดให้คุณหญิงจงกลเปลี่ยนชื่อ จาก จงกล เป็น หญิงจงกล โดยให้เหตุผลว่า...ความมีฐานะทำให้คนที่เข้าหามักจะเรียก ‘คุณ’ เพื่อแสดงความยกย่อง ชื่อของท่านก็เลยกลายเป็น คุณหญิงจงกลด้วยประการฉะนี้แล

 

 

อันว่านิสัยปกติธรรมดาของคุณ ‘หญิงจงกล’ นั้นไซร้ ก็มีคำจำกัดความแค่ว่า โค ตะ ระ เค็ม ชนิดเกลือทะเลและเกลือสินเธาว์ยกให้เป็นย่าทวดนั้นเลยเชียว (ตรงนี้คุณหญิงจงกลแย้งมาว่า …ไม่เค็มจะรวยหรือยะ) แต่ถึงจะเค็มแค่ไหน ท่านก็ยังใจบุญสุนทานชอบเข้าวัดอยู่เป็นนิตย์ ถ้าเป็นเรื่องทำบุญแล้วล่ะก็คุณหญิงจงกลท่านยอมทุ่มโดยไม่เสียดายเงินเลยแม้แต่น้อย และไม่ใช่ว่าแค่เข้าวัดพอเป็นพิธีอย่างที่คนรวยอื่น ๆ ท่านทำกัน คุณหญิงจงกลจะเลือกวัดที่ค่อนข้างทุรกันดารและขาดแคลนจริง ๆ เท่านั้น โดยท่านจะมีสายสืบที่จ้างมาสืบเรื่องวัดโดยเฉพาะ และเมื่อข้อมูลแน่นอน ท่านก็ไม่รอช้าที่จะยกขบวนไปทันที…และไม่เคยสักครั้งที่ท่านจะไปอย่างเอิกเกริก …ไม่เคยสักครั้งที่จะให้ทางวัดต้องลำบากต้อนรับ…และเพราะเหตุนี้เอง คุณหญิงจงกล จึงไม่ได้เป็นคุณหญิงจริง ๆ สักที เนื่องจากนิสัยชอบปิดทองหลังพระเยี่ยงนี้แล

 

 

ส่วนท่านอินท์…เดิมทีชื่อท่านก็เพียง อินท์ เฉย ๆ นั่นแหละ...แต่ความที่ท่านเคยเป็นนายกสมาคมคนใจบุญและหน้าตาท่าทางท่านก็น่าเลื่อมใส คนที่รู้จักจึงมักเรียกขานให้เกียติรอยู่เสมอ จนคนที่รู้จักรายหลัง ๆ ต่างก็รู้จักท่านในนาม ท่านอินท์ ไปเสียหมด ท่านอินท์เป็นผู้ชายที่สามารถปฏิบัติตนเป็นสามีตัวอย่างได้ดีเยี่ยม เชื่อฟังคำสั่งสอนของภรรยา ไม่เคยสักครั้งที่จะแย้งความคิดเห็นของภรรยา (อันนี้ท่านแย้งมาว่า เคยแย้งครั้งหนึ่ง…แล้วโดนตัดเบี้ยเลี้ยงรายวันที่มีเพียงห้าสิบบาทลดลงกึ่งหนึ่ง…หลังจากนั้นท่านก็ไม่เคยขัดคอคุณ ‘หญิงจงกล’ เลยสักครั้ง) ท่านดำรงตนเป็นช้างเท้าหลังที่น่าจะให้โล่ห์เชิดชูเป็นอย่างยิ่ง

 

 

และคนสุดท้ายที่เราจะแนะนำ

 

 

อุษมัน…ลูกชายหัวเพชร ผู้เพียบพร้อมครบถ้วนกระบวนความทั้งรูปร่างหน้าตา สติปัญญา และทรัพย์สมบัติ ความพร้อมของเพชรเม็ดนี้ ส่งประกายวูบวาบเข้าตาบรรดาหญิงสาวในแวดวงตั้งแต่ไฮโซจนถึงวงไฮโลเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้น จึงไม่เป็นเรื่องแปลกเลยที่ข้างกายของชายหนุ่มจะไม่เคยว่างเว้นจากสาวสวย ที่ไม่เคยซ้ำหน้า

 

 

ความไม่ขาด ทำให้ชายหนุ่มค่อนข้างจะมั่นใจในเสน่ห์ของตนเอง…และความมั่นใจก็ดูจะล้นเหลือไม่เผื่อแผ่ใครเอาเสียเลย ถ้าหากจะบอกว่าชายหนุ่มคนนี้เป็นคนค่อนข้างเอาแต่ใจ คงไม่มีใครสงสัย

 

 

ครอบครัวซึ่งเพียบพร้อมนี้ ดำเนินชีวิตด้วยความสงบสุขตลอดมา…กระทั่งวันหนึ่ง ความวุ่นวายก็เดินทางมาถึง

 

 

เรื่องมันมีอยู่ว่า……

 

 

 

 

 

 

1

 

 

 

 

ผู้หญิงไทยที่สูง 155 น้ำหนักและสัดส่วน…(ไม่อนุญาตให้คนเขียนเปิดเผย)…แต่มองภาพโดยรวมแล้ว…เอ่อ…ค่อนข้างอ้วน..ไม่สิ ไม่สุภาพ ต้องบอกว่า ‘ดูหนาตา’ ซึ่งตอนนี้อยู่ในชุดนักศึกษา กำลังนั่งอย่างสงบเสงี่ยมอยู่หน้าโต๊ะทำงานที่อีกฝั่งหนึ่งเป็นสาวใหญ่วัยประมาณสี่สิบต้น ๆ กำลังเพ่งมองด้วยสายตาเคร่งเครียด

 

 

“เธอชื่ออะไรนะ เอาใหม่สิ?” เสียงที่ถามย้ำเหมือนกับไม่ค่อยแน่ใจ

 

 

“จันดงค่ะ” เสียงตอบนั้นมาพร้อมรอยยิ้ม

 

 

“ชื่อแปลกจัง แปลว่าอะไร”

 

 

“เป็นชื่อดอกไม้ค่ะ เป็นดอกไม้ป่ามีกลิ่นหอม พวกเดียวกับจันทร์กะพ้อค่ะ” เจ้าของชื่ออธิบาย คนถามพยักหน้ารับหงึกหงักเหมือนจะรู้จัก ก่อนจะก้มลงตรวจดูแผ่นกระดาษตรงหน้าต่อ

 

 

“มาฝึกงาน…แล้วเธอเรียนอะไรมาถึงอยากมาฝึกงานที่นี่”

 

 

จันดงยิ้มรับเสียงห้วน ๆ แสดงอำนาจจากคนถามที่ดูท่าจะเป็นเลขาแก่ ๆ ของบริษัท

 

 

“เรียนการจัดการเกษตรมาค่ะ แล้วดิฉันก็เห็นว่าที่นี่เป็นบริษัทปลายทางของผลิตผลทางการเกษตรมาแปรรูปแบบครบวงจร ก็เลยอยากจะมาศึกษาดูค่ะ” หล่อนอธิบาย อีกฝ่ายพยักหน้ารับหงึกหงักอีกรอบก่อนจะขยับแว่นตากรอบทองอย่างไว้เชิง ก่อนจะตอบกลับว่า

 

 

“งั้น…รอถามฝ่ายบุคคลก่อนก็แล้วกันว่าจะสามารถรับเธอเข้าฝึกงานได้หรือเปล่า”

 

 

จันดงหุบยิ้มอย่างยากเย็น หล่อนอยากจะถามเหลือเกินว่า ถ้าคนถามไม่ใช่ฝ่ายบุคคลแล้วจะมาซักไซ้ไล่เรียงทำไม…เสียดายน้ำลายชะมัด

 

 

“อ้อ…การะดา มาพอดี เอ้า…ไปสอบถามคุณการะดาได้เลย” ไม่พูดเปล่า ยังผลักประวัติการศึกษาและใบส่งตัวจากสถาบันของจันดงให้หญิงสาวอีกคนที่ถูกเอ่ยทัก…เจ้าของประวัติได้แต่เก็บความไม่พอใจไว้ในอก จันดงนับหนึ่งสำหรับสาวใหญ่อยู่ในใจ

 

 

“น้องมาทางนี้ได้เลยจ๊ะ” เสียงหวานเจื้อยน่าฟังดังขัดอารมณ์ขุ่นมัวของจันดงขึ้น หญิงสาวลุกตามเจ้าของเสียงชวนฟังอย่างว่าง่าย โดยไม่วายทิ้งสายตาคมกริบให้แล่นปักหลัง ‘เลขาแก่ๆ’ ที่มาสัมภาษณ์หล่อนทั้งที่ไม่ใช่หน้าที่…ไม่รู้จักหล่อนละสิ ถึงได้มาล้อเล่นให้เย็นใจอยู่อย่างนี้

 

 

หลังจากแนะนำตัวและบอกวัตถุประสงค์ในการมาขอฝึกงานเรียบร้อยแถมด้วยการส่งการ์ดแข็งใบหนึ่งแนบไปกับประวัติ การะดาก็ซักรายละเอียดนิดหน่อย ก่อนจะบอกให้จันดงรอคำพิจารณาหลังจากหล่อนนำเรื่องเสนอผู้จัดการฝ่ายบุคคลแล้ว และไม่เกินสิบนาที จันดงก็เดินยิ้มแต้ออกจากบริษัท จงกลการเกษตรจำกัด ที่ตกลงยอมรับหล่อนเข้าฝึกงาน แถมมีเงินเบี้ยเลี้ยงให้อีกต่างหาก หญิงสาวยกการ์ดแข็งที่ถูกส่งกลับขึ้นจูบอย่างแสนรัก...ใบเบิกทางชั้นยอด หล่อนคิดอย่างร่าเริง

 

 


 

 

รถเบนซ์สีบรอนเงินซีรี่ส์ใหม่ล่าสุด แล่นปราดเข้ามาจอดเอี้ยดเข้าซองที่ระบุว่า ‘คุณอุษมัน...เบนซ์’ ชายหนุ่มที่ก้าวลงจากฝั่งคนขับเป็นผู้ชายที่ผู้หญิงส่วนใหญ่มักจะหันกลับไปมองซ้ำอยู่เสมอ ร่างสูงเพรียวไม่ได้กล้องแกล้งเหมือนนายแบบวัยรุ่น แต่กลับเต็มไปด้วยมัดกล้ามหน่อย ๆ เหมือนจะบ่งบอกว่าเจ้าของร่างคงจะชอบออกกำลังกายอยู่เป็นนิจ ใบหน้าคมสันที่มีดวงตาสีอำพันรับกับคิ้วเข้มพาดเฉียง จมูกโด่งคมสอดประสานกับริมฝีปากหยักโค้งราวแย้มยิ้มตลอดเวลาเป็นเสน่ห์ชวนมองอย่างยิ่ง แถมเสื้อผ้าแบรนด์ดังที่ชายหนุ่มสวมใส่ นาฬิกายี่ห้อหรูราคาเหยียบล้านนั่นอีก…อุษมัน…ชายหนุ่มผู้เพียบพร้อมทั้งรูปร่างหน้าตา และทรัพย์สมบัติ

 

 

ร่างสูงก้าวอย่างมั่นใจเข้าไปยังอาคารหรูหราของบริษัท จงกลการเกษตรจำกัด เขาผงกศีรษะรับไหว้ยาม แม่บ้าน และพนักงานในบริษัทไปตลอดทางกระทั่งจะเลี้ยวหัวมุมเพื่อตรงไปยังห้องทำงานของตัวเอง ชายหนุ่มก็ต้องเบรกจนตัวโก่ง เมื่อร่างกะทัดรัดร่างหนึ่งเลี้ยวหัวมุมมาจ๊ะเอ๋เข้ากับเขา

 

 

“โอ๊ะ! แม่ช่วยกล้วยหอมตาก!” เสียงอุทานอย่างตกใจเกิดขึ้นพร้อมกับการยกมือขึ้นทาบหน้าอกและการเบรกเท้าจนตัวถลำ ทำให้ต้องใช้เวลาครู่ใหญ่จันดงถึงสามารถเงยหน้าขึ้นดูที่มาของการอุทาน…สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าหล่อน…ทำให้จันดงเกิดอาการเหวอรับประทานทันที

 

 

…คุณหลวงช่วย! นี่มันคนหรือนี่! อะไรจะหล่อลากขนาดนี้…

 

 

จันดงตะโกนในใจ และเพื่อยืนยันความคิดตัวเอง หญิงสาวยื่นนิ้วไปจิ้ม ๆ แขนของคนตรงหน้าเบา ๆ

 

 

…เนื้อนิ่ม แล้วอุ่นหรือเปล่านะ…

 

 

คิดเสร็จจันดงก็เอื้อมมือทั้งสองข้างเขย่งเท้าขึ้นไปสัมผัสกับใบหน้าคมสัน

 

 

…โอ้แม่เจ้า…คน…คนจริง ๆ ด้วย…

 

 

จันดงอุทานในใจพลางชักมือทั้งสองข้างกลับมากุมแก้มและบังคับให้ริมฝีปากล่างที่อ้าค้าง กลับสู่สภาพปกติ

 

 

“ขอ…ขอโทษนะคะ…คือหนูไม่ทันมองน่ะค่ะ” หล่อนแก้ตัวเสียงอ่อย พร้อมส่งยิ้มที่หลายคนคุ้นเคยบอกว่า เวลาหล่อนยิ้มแบบนี้แล้วดูน่ารักผิดปกติ…

 

 

อุษมันมองกราดตั้งแต่ศีรษะทุยที่ปกคลุมด้วยเส้นผมสีน้ำตาลเข้มซอยไล่ระดับล้อมกรอบหน้ารูปไข่ ดวงตายาวรีมีแววชื่นชมอย่างปิดไม่มิดที่เขาคุ้นเคย ส่งมาพร้อมรอยยิ้มประหลาด ๆ เสื้อนักศึกษาขนาดพอดีตัวและกระโปรงทรงสอบบวกกับรองเท้าคัทชูสีดำ ทำให้ชายหนุ่มนึกรู้สถานะของหญิงสาวตรงหน้า เขากวาดตามองกลับมายังตราประจำสถาบันก่อนจะเหยียดมุมปากตามความเคยชิน…ลำพังสถาบันการศึกษาที่ไม่ค่อยมีชื่อเสียงนักยังพอทำเนา…แต่เสื้อผ้าเครื่องประดับที่เจ้าหล่อนใส่อยู่นี่สิ…ไร้รสนิยมสิ้นดี ชายหนุ่มคิด

 

 

“ไม่เป็นไร” คำตอบแสนห้วน มาพร้อมกับการเดินเลี่ยง แต่เพียงแค่อุษมันขยับเบี่ยงตัวหลบหญิงสาวร่างป้อมก็ขยับดักทาง...ขยับซ้าย ดักซ้าย...ขยับขวา ดักขวา...ก้าวหน้า ถอยตาม...ชายหนุ่มอยุดยืนหลับตานิ่งก่อนพ่นลมหายใจเฮือกใหญ่...ไม่ใช่ว่าเขาจะไม่เคยเจอผู้หญิงที่ตกตะลึงในครั้งแรกที่เจอเขาหรอกนะ...แต่ส่วนใหญ่ที่เขาเจอมักจะมีเพียงการตกตะลึงตาค้างอ้าปากเหวอ...แต่ที่เขาเจอตอนนี้...ช่างตื้อเสียจริง

 

 

“ขอโทษนะ...คุณหนู...ผมรีบ ออกจะมากนิด ๆ และอีกอย่างนะผมไม่สนใจนักศึกษาไร้ยี่ห้อหรอก”

 

 

คำพูดของชายหนุ่มทำให้รอยยิ้มเปื้อนหน้าจันดงค่อย ๆ เลือนหายไป ยิ่งเห็นแววตาหมิ่นแคลนอย่างเห็นได้ชัดจากชายหนุ่มหล่อลากตรงหน้า ยิ่งทำให้รอยยิ้มของหญิงสาวเปลี่ยนเป็นบึ้งตึงในที่สุด

 

 

“ขอโทษเช่นกัน...คุณชาย...ถึงดิฉันจะชื่นชมกับรูปร่างหน้าตาของคุณ แต่ก็ไม่ได้คิดสนใจคุณมากมายอย่างที่คุณกล่าวมาหรอก...ดิฉันเพียงต้องการจะบอกคุณว่าใกล้ ๆ กับรองเท้า ‘กุ๊ดจี่’ สุดหรูของคุณตอนนี้ปากกา ‘ปากเจ่อ’ ที่กระเด็นออกจากเสื้อ ‘เอามานี่’ ของคุณกำลังนอนแอ้งแม้งอยู่...ตอนแรกฉันกะจะหยิบให้หรอกนะ แต่เห็นรูปสวยแต่กลิ่นปากเหม็นเปรี้ยวยิ่งกว่าปลาส้มอย่างคุณ...ก็เชิญเก็บเอาเองเถอะ...สวัสดี”

 

 

ร่ายจบจันดงก็สะบัดหน้าก้าวฉับ ๆ เดินจากจุดเกิดเหตุโดยไม่สนใจกริยาของคนเบื้องหลังแม้แต่น้อยหญิงสาวเดินพลางบ่นงึมงำก่อนล้วงกระเป๋าหยิบการ์ดนามบัตรซึ่งมีลายมือหวัด ๆ สองสามประโยคอยู่ด้านหลังขึ้นพินิจอีกครั้ง...ยิ่งใหญ่และหยิ่งนักสินะคุณชาย...แล้วเราจะได้เห็นดีกัน หญิงสาวหมายมั่นในใจ

 

 


 

 

จันดงกระชับกระเป๋าสะพายและเผลอกำสายกระเป๋าเสียแน่นเมื่อแหงนมองตึก อุษมันพลาซ่า สถานที่เริ่มการฝึกงานของหล่อน หญิงสาวหันมองรอบกายอย่างตื่นเต้น หล่อนคงมาเช้าเกินไป เพราะนอกจากยามหน้าประตูและแม่บ้าน ก็ยังไม่มีใครเดินเพ่นพ่านเลย หญิงสาวมองกราดไปยังลานจอดรถ สะดุดตาเข้ากับหลังคาของลานจอดรถ...จะไม่ให้สะดุดตายังไงไหวเมื่อลานจอดรถกว้างขวางมีหลังคาอยู่เพียงซีกเดียว...เมื่อขยับเข้าไปใกล้อีกนิด จันดงจึงเห็นว่า แต่ละช่องมีป้ายชื่อติดไว้ทุกบล็อกตลอดแนวหลังคา...แถมป้ายชื่อยัง...แปลกอีกต่างหาก

 

 

คุณอุษมัน...เบนซ์

 

 

คุณอุษมัน...วอลโว่

 

 

คุณอุษมัน...ซีตรอง

 

 

คุณอุษมัน...โฟร์วีล

 

 

...........................

 

 

จันดงยกมือขึ้นปิดปากอย่างอัศจรรย์ใจ...คนชื่ออุษมันนี่...น่าจับไปเป็นนายแบบโฆษณารถชะมัดยาด...ถ้าเป็นได้สงสัยต้องรวยเละแน่ ๆ หล่อนคิดพลางหลุดหัวเราะคิกคัก เสียงหัวเราะยังไม่จางหายดีนักจันดงก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเพราะเสียงแตรรถ หญิงสาวกระโดดหลบตามสัญชาตญาณพร้อม ๆ กับยกมือปิดหู รถยนต์คันหนึ่งวิ่งพรวดเข้าจอดที่บล็อก ‘คุณอุษมัน...เบนซ์’ จันดงมองตามด้วยความขุ่นใจนิด ๆ ปนอยากรู้หน่อย ๆ ขุ่นใจเพราะคนขับดูเหมือนจะไม่มีมารยาทเห็นคนยืนอยู่แทนที่จะบีบแตรอย่างปรานีปราศัย แต่นี่เล่นมาบีบแตรระยะประชิดทำเอาแก้วหูแทบร้าว ชายหนุ่มที่เพิ่งก้าวลงมาจากรถคันงาม เหลือบสายตาเหยียด ๆ ไปมองหญิงสาวในชุดนักศึกษาที่กำลังยืนอึ้งอยู่ข้างรถเขา ก่อนเอ่ยขึ้นว่า

 

 

“แปลกนะ...ฉันจำได้ว่าวันก่อนโน้น เธอทำท่ารังเกียจฉันมากขนาดนั้น...แต่วันนี้กลับลงทุนมาดักรอที่ลานจอดรถแต่เช้าเลย” อุษมันเอ่ยพลางเหยียดยิ้ม คำพูดของเขาเหมือนเป็นการกระตุกความรู้สึกนึกคิดของหญิงสาวให้กลับมา เห็นได้จากการสะดุ้งน้อย ๆ สีหน้าตื่น ๆ ในตอนแรกเริ่มแปรเปลี่ยนไปทีละนิดเมื่อทบทวนคำพูดของชายหนุ่มแล้ว

 

 

“แหม...ฉันก็เคยเจอแต่ในละครเหมือนกันแหละค่ะ พวกคนหล่อหลงตัวเองเนี่ย...ไม่คิดไม่ฝันว่าจะมาเจอของจริงนอกจอก็วันนี้เอง” จันดงว่าเยาะ ๆ แม้หล่อนจะรู้ว่าคนที่หล่อนกำลังปะทะคารมด้วยเป็นใคร แต่รอยยิ้มสีหน้าแววตาที่แสดงความหมิ่นแคลนอย่างไม่ปิดบังก็เหยียบความมีมารยาทอันสมควรของหล่อนเสียมิด

 

 

“นี่...นี่เธอ!” ชายหนุ่มเอ่ยตะกุกตะกัก หน้าเปลี่ยนสีจากเขียวเป็นแดงได้อย่างน่าอัศจรรย์ เพราะที่ผ่านมานั้นนับนิ้วได้ทีเดียวที่จะมีคนกล้าต่อปากต่อคำกับเขาถึงขนาดนี้ อุษมันยกมือชี้หน้าหญิงสาวที่ลอยหน้าลอยตายั่วอยู่อย่างขัดใจ เขาค่อย ๆ ลดมือลงเมื่อสายตาเริ่มสำรวจทั่วร่างหญิงสาว ชุดนักศึกษาเหมือนเมื่อคราวก่อนที่เคยเจอกัน กับเอกสารตอบรับนักศึกษาฝึกงานที่เขาเซ็นไปเมื่อหลายวันก่อนทำให้รอยยิ้มผุดขึ้นบนริมฝีปากหยักสวย

 

 

“เธอเป็นนักศึกษาฝึกงานสินะ” เขาเอ่ยถามเสียงเข้ม

 

 

“ใช่ค่ะ...เริ่มฝึกงานวันนี้วันแรกค่ะ” จันดงตอบฉะฉาน

 

 

“งั้นเธอคงยังไม่รู้ล่ะสิ...ว่าเธอกำลังต่อปากต่อคำอยู่กับใคร” อุษมันพูดข่มทั้งน้ำเสียงและสีหน้ายังแสดงให้เห็นชัดเจนว่าเหนือกว่าเพียงใด

 

 

“ทราบค่ะ...ฉันกำลังพูดอยู่กับคุณอุษมัน สุวรรณบริบูรณ์ ลูกชายคนเดียวของคุณหญิงจงกล กับคุณอินท์ สุวรรณบริบูรณ์ คุณเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ของบริษัทเกษตรจำกัด จบปริญญาตรีและปริญญาโทด้านการบริหารจัดการจากประเทศอังกฤษ ติดอันดับต้น ๆ ของหนุ่มหล่อที่สาว ๆ อยากเดทด้วย ชอบใช้ของแบรนด์เนม ชอบเที่ยวกลางคืนจนไม่สามารถกลับไปนอนบ้านได้ ต้องซื้อคอนโดหรูหราใจกลางเมืองอยู่เพื่อความสะดวก ชอบ...”

 

 

“พอแล้ว!” เจ้าของประวัติร้องบอกพร้อมกับยกมือขึ้นห้าม “ในเมื่อเธอรู้มากขนาดนี้แล้วยังกล้าขึ้นเสียงกับฉันอีกเรอะ!” เขาถามกลับด้วยแรงอารมณ์ เพราะในตอนแรกที่เขาชงประเด็นถาม หมายใจว่าจะได้คำตอบคือ ‘ไม่ทราบ’ เขาจะได้บอกและหวังจะเห็นสีหน้าท่าทางกลัวลนลานของหญิงสาวปากกล้าเมื่อรู้ความจริงว่าเขาเป็นใคร...แต่นี่...เจ้าหล่อนกลับสาธยายประวัติเขาได้เป็นฉาก ๆ ...แสดงให้เขารู้ว่า...ศึกษามาเป็นอย่างดี...แต่ที่ทำให้เขาเคืองขุ่นก็เพราะหญิงสาวร่างป้อมไม่มีทีที่จะเกรงกลัวเขาสักนิดนั่นแหละ...ช่างน่าโมโหนัก!

 

 

“ก็แล้วทำไมฉันจะเสียงดังกับคุณไม่ได้คะ? ในเมื่อคุณเองก็เสียงดังกับฉันก่อน...แถมยังพูดจาดูถูกกันซะด้วย” จันดงว่าพลางไหวไหล่ประกอบ แสดงให้เห็นอีกขั้นว่าหล่อนหาได้สะทกสะท้านกับตำแหน่ง หน้าตา หรือหน้าที่การงานของอีกฝ่ายแต่อย่างใด

 

 

“เธอกล้ามาก! ทั้งที่เป็นแค่นักศึกษาฝึกงาน...ดีล่ะ...ฉันจะส่งเธอกลับ จะส่งจดหมายบอกมหาวิทยาลัยเธอด้วย!” ชายหนุ่มบอกเสียงกร้าว

 

 

“ต๊าย...นิสัยเด็ก ๆ เลยนะคุณ ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นถึงกรรมการผู้จัดการนะเนี่ย” จันดงว่าพลางโคลงศีรษะไปมา “ถ้าคุณจะส่งฉันกลับพร้อมจดหมาย...ก็อย่าลืมระบุสาเหตุที่คุณไม่สามารถรับฉันเข้ามาฝึกงานด้วยนะคะว่าเพราะอะไร...แต่ฉันคิดว่าสาเหตุการมีปากเสียงระหว่างคุณกับฉัน ถ้าเกิดเล็ดลอดให้ใครรู้ล่ะก็...คิดว่า...คนเป็นถึงระดับผู้บริหาร...น่าจะเสียหายมากกว่าฉันนะคะ” จันดงพูดพลางหัวเราะแค่น ๆ มองชายหนุ่มที่ยืนอึ้งอ้าปากค้างด้วยความสะอกสะใจ

 

 

“ไม่เป็นไร ฉันยอมเสียหายอย่างที่เธอว่าดีกว่าที่จะทนเห็นเด็กอย่างเธออยู่ร่วมบริษัท!” อุษมันบอกเสียงแข็ง ก่อนหันหลังกลับเดินเข้าบริษัท ทิ้งหญิงสาวให้ยืนยิ้มอยู่เบื้องหลัง...รอยยิ้มที่หากอุษมันได้เห็นจะรับรู้ได้ถึงความเป็นต่อ จันดงหัวเราะเบา ๆ พลางพึมพำกับดินฟ้าอากาศ

 

 

“เดี๋ยวก็รู้ว่า...ใครใหญ่จริง...คุณชาย!”

 

 


 

 

อุษมันวางแฟ้มเอกสารที่เขาเพิ่งเซ็นเสร็จลงบนโต๊ะโครมใหญ่เหมือนจะให้เป็นตัวช่วยระบายอารมณ์ขุ่นข้องที่แล่นพล่านในกายเขาให้ลดน้อยลงบ้าง เขาตวัดตาคมกริบไปยังประตูห้องทำงานหมายใจให้กระแสสายตาของเขากลายเป็นไฟวิ่งไปเผาคนที่นั่งอยู่โต๊ะหน้าห้องให้กลายเป็นจุณ...ผู้หญิงไร้รสนิยมคนนั้น...ยัยจันอับ!

 

 

ชายหนุ่มเอนหลังกระแทกพนักเก้าอี้เต็มแรงเมื่อนึกไปถึงเหตุการณ์หลังจากที่เขาก้าวเข้ามาในบริษัทและเดินไปยังฝ่ายบุคคลเพื่อปฏิบัติตามคำพูดตัวเอง แต่เมื่อเขาเอ่ยปากถึงเรื่องนักศึกษาฝึกงาน การะดาหัวหน้าฝ่ายบุคคลกลับบอกเขาว่า

 

 

‘คุณอุษมันคะ...คุณหญิงจงกลโทรมาสั่งดิฉันว่าอยากให้คุณอุษมันดูแลนักศึกษาฝึกงานคนนี้ด้วยตัวเองค่ะ...ท่านบอกว่าให้ทำตำแหน่งผู้ช่วยเลขาของคุณค่ะ’ อุษมันจำได้ว่าเขาได้แต่อึ้ง คำถามมากมายที่ต้องการคำตอบถูกกลืนกลับพร้อมกับการเดินจากการะดาซึ่งทำหน้างง ๆ กลับมายังห้อง เขาต่อโทรศัพท์ถึงผู้เป็นมารดาเพื่อสอบถาม และคำตอบที่เขาได้รับก็เป็นตัวจุดชนวนอารมณ์เขาให้แล่นพล่าน

 

 

‘อ๋อ...หนูจันน่ะเหรอ...ลูกสาวเพื่อนแม่เอง เขาอยากมาฝึกงานที่บริษัทเราน่ะ เป็นเด็กดีนะแม่รับรองได้ เคยเจอหลายครั้งแล้วตอนไปทำบุญ...แกติดต่อแม่ไว้ตั้งแต่ปีที่แล้วว่าอยากมาฝึกงานที่บริษัทเรา...ยังไงแม่ก็ฝากเพชรดูแลน้องด้วยนะ ให้เป็นผู้ช่วยคุณฉันทลักษณ์ไปก่อนให้น้องเขาเรียนรู้ข้อมูลแล้วค่อส่งต่อไปให้โรงงานนะ’

 

 

‘แล้วทำไมคุณแม่ไม่บอกผมล่วงหน้าก่อนล่ะครับ’ เขาโอดเชิงตัดพ้อกับผู้เป็นมารดา

 

 

‘เชอะ...ทำอย่างกับว่าลูกจะอยู่บ้านให้แม่ได้บอก หรือว่าจะเปิดโทรศัพท์มือถือรับสายแม่อย่างนั้นแหละ’

 

 

คำย้อนกลับของคุณหญิงจงกลทำให้อุษมันได้แต่ส่งเสียงหัวเราะแห้ง ๆ กลับไปให้ เพราะคำเหล่านั้นล้วนเป็นความจริงทุกอย่าง...ความเป็นชายหนุ่มเจ้าเสน่ห์ทำให้ยามค่ำคืนของเขามักไม่เคยขาดการสังสรรค์ และเมื่ออยู่ดึกดื่นเขาจึงซื้อคอนโดมิเนียมหรูกลางกรุงไว้เป็นที่สำหรับพักผ่อนหลับนอนแทนที่จะกลับบ้าน และโทรศัพท์มือถือของเขาก็มีหลายเครื่องซึ่งเครื่องที่เขาใช้เป็นเบอร์สำหรับคนในครอบครัวก็มักจะปิดเสมอ บ่อยครั้งที่คุณหญิงจงกลต้องการติดต่อลูกชายต้องโทรถามเบอร์จากฉันทลักษณ์

 

 

‘ยังไงก็ตาม...เพชรต้องดูแลน้องดี ๆ นะ เพราะตอนที่แม่ไปทำบุญน่ะ แม่ก็ไปพักกับครอบครัวหนูจันบ่อย ๆ เขาต้อนรับและมีน้ำใจกับแม่มากไม่มีขาดตกบกพร่อง เมื่อถึงคราวที่เราต้องตอบแทนบ้างก็อย่าให้น้อยหน้ากัน แม่หวังว่าเพชรคงไม่ทำให้แม่ผิดหวังนะ’

 

 

คำอธิบายยาวยืดของคุณหญิงจงกลทำให้เขาได้แต่วางโทรศัพท์ลงบนแป้นอย่างอ่อนระโหย อุษมันไม่อยากคิดเลยว่าเมื่อเขาพบผู้หญิงปากกล้าคนนั้นอีกครั้งเขาจะต้องทำหน้ายังไง..ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยเสียหน้าซะด้วย...เวลาเสียหน้านี่เขาต้องทำสีหน้ายังไงหว่า...ชายหนุ่มคิดอย่างกลุ้มอกกลุ้มใจ

 

 

จันดงผลักกองเอกสารที่ผ่านการตรวจสอบตามคำสั่งอยู่บนโต๊ะอย่างแสนงอน...นี่มันไม่ใช่สิ่งที่หล่อนต้องการ...หล่อนอยากรู้ว่าวัตถุดิบที่รับซื้อมาจากเกษตรกรถูกแปรรูปอย่างไรบ้างต่างหาก...หญิงสาวคิดเคือง ๆ พลางตวัดตาค้อนลมค้อนแล้งหมายจะส่งกลับให้ใครบางคน...พ่อนะพ่อ อุตส่าห์ย้ำแล้วย้ำอีกว่าตอนฝากมาให้ฝากไปที่โรงงาน ไม่เอางานเอกสารแบบนี้...รู้อย่างนี้ไปฝึกงานที่ฟาร์มโคนมเสียยังดีกว่า! หญิงสาวค่อนขอดผู้เป็นพ่ออยู่ในใจ

 

 

ประตูห้องทำงานที่มีป้ายระบุว่าคนอยู่ในห้องกินตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่เปิดออกช้า ๆ ก่อนร่างสูงจะก้าวพ้นประตู ชายหนุ่มหยุดยืนสูดหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะก้าวมาหยุดอยู่หน้าโต๊ะทำงานที่ตั้งอยู่ข้างฉันทลักษณ์เลขาสาว ใบหน้ากลมป้อมที่เงยขึ้นมองเขาช้า ๆ มีแววสงสัยติดอยู่แวบหนึ่ง ก่อนแปรเปลี่ยนเป็นเย้ยหยัน อุษมันได้แต่ข่มความรู้สึกเสียหน้า(ที่เขาเพิ่งค้นพบว่ามันเป็นอย่างไร)ไว้สุดฤทธิ์

 

 

“คุณลักษณ์...ช่วยแนะนำ...เด็กฝึกงานด้วยนะว่าต้องทำอะไรยังไงบ้าง ดูแลด้วย” พูดจบเขาก็ก้าวเร็ว ๆ จากไป ปล่อยให้จันดงหันไปมองฉันทลักษณ์พร้อมกับทำหน้างง ๆ เลขาสาวส่งยิ้มให้พร้อมกับส่งสายตาว่าตัวเองก็งงไม่แพ้กัน...ยืนอยู่หน้าคนหนึ่ง แต่กลับไปพูดกับอีกคนหนึ่ง...น่างงน้อยเสียเมื่อไหร่...จันดงคิด แต่หญิงสาวก็สลัดความสงสัยทิ้งเมื่อความคิดใหม่สดใสกว่าผุดขึ้นมา...อย่างน้อยการได้ฝึกงานที่นี่มันก็เป็นการแสดงให้ผู้ชายหยิ่ง ๆ คนนั้นเสียหน้า เสียคำพูดได้ล่ะน่า...หญิงสาวคิดพลางหัวเราะกับตัวเองเบา ๆ

 

 


 

 

จันดงเดินทอดน่องอยู่บนฟุตบาท สายตาเหม่อมองไปยังการจราจรคับคั่งยามเลิกงานบนถนน ผู้คนเดินสวนกันมากมายขวักไขว่ แต่ไม่มีใครสนใจใคร อาการเหงาโผล่ผุดขึ้นมาจับขั้วหัวใจ หญิงสาวถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนหยุดยืนหลับตา

 

 

ภาพทุ่งนากว้างใหญ่ ลมทุ่งพัดเอื่อย ๆ ชวนเอนหลังลงบนเนินดินใต้ต้นหว้าใหญ่ปลายนา กลิ่นหอมของใบข้าวที่ลอยวนมาตามลมโชยกระทบจมูกชวนให้ชื่นใจยิ่งนัก เสียงซัดซ่าจากการที่ลมพัดกระทบกับใบข้าวก่อให้เกิดความสงบ เมื่อมองไปเห็นไกลลิบ ๆ คือฝูงวัวที่กำลังและเล็มหญ้าอย่างมีความสุข นกบินมาเกาะกินชงไม้พร้อมกันร้อง...ปิ๊น...ปิ๊น...

 

 

...เอ๊ะ! ทำไมนกร้องแปลก ๆ หว่า? จันดงคิดพลางขมวดคิ้วมุ่น ก่อนค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ภาพทุ่งนาและนกหายไปกลายเป็นรถเก๋งคันหรูซึ่งกำลังจอดแช่อยู่ริมฟุตบาท กระจกรถเลื่อนลง ใบหน้าหล่อเหลาของชายหนุ่มโผล่มาพร้อมคำสั่ง

 

 

“ขึ้นมา!” เสียงนั้นติดจะห้วนห้าวคล้ายคนพูดไม่เต็มใจสักนิด จันดงหรี่ตามองอย่างสงสัยเมื่อได้ยินเสียงและเห็นสีหน้าไม่สบอารมณ์ของคนขับ

 

 

“ขอบคุณค่ะแต่ไม่เป็นไรค่ะ...หนู...เอ๊ย! ฉันกลับเองได้ค่ะ” หญิงสาวบอกพร้อมกับออกเดินมุ่งตรงไปยังป้ายรถเมล์ข้างหน้า รถเก๋งคันงามเคลื่อนตามพร้อมกับบีบแตรอีกครั้ง จันดงสะดุ้งน้อย ๆ ยกมือขึ้นตบออกปุ ๆ ก่อนหันไปมองต้นเสียงอีกครั้ง

 

 

“ฉันบอกให้ขึ้นมา!” อุษมันส่งเสียงกร้าว

 

 

“ก็ฉันบอกว่าไม่เป็นไรไงคะ!” จันดงตะโกนกลับบ้าง คนขับรูปงามถอนหายใจก่อนเปิดประตูก้าวลงจากรถมาหยุดยืนตรงหน้าหญิงสาวร่างป้อมซึ่งกำลังมองด้วยสายตาขุ่นขวาง

 

 

“นี่...ฉันไม่ได้อยากเสวนายุ่งเกี่ยวกับเธอนักหรอกนะ...แต่แม่ฉันต้องการพบเธอ ท่านสั่งให้ฉันพาเธอกลับด้วย...เข้าใจหรือยัง!” อุษมันบอกพร้อมกับเอื้อมมือไปเปิดประตูรถให้ จันดงมีท่าทีตกใจในตอนแรก ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าเป็นร่าเริง

 

 

“อย่างนั้นหรอกเหรอ...อือ...ก็ดีนะ...ไม่ได้เจอคุณป้าตั้งนานแล้ว...ขอบคุณนะคะที่เปิดประตูให้...แหม...เป็นเกี้ยด เป็นเกียรตินะคะเนี่ย ที่คุณอุษมันอุตส่าห์เปิดประตูให้...ขอบคุณค่ะ ขอบคุณ” หญิงสาวพูดพลางหัวเราะชอบอกชอบใจ แถมก่อนผลุบร่างเข้าไปในรถหล่อนยังไม่วายยกมืออวบ ๆ ขึ้นตบแขนชายหนุ่มอย่างขอบอกขอบใจอีกด้วย

 

 

อุษมันได้แต่ยืนข่มอารมณ์อยู่ข้างรถ มือที่ค้างอยู่บนประตูกำแน่น ใบหน้าเขาบิดเบี้ยวเหยเกด้วยแรงอารมณ์ กรามถูกขบจนเป็นสันนูน...ตั้งแต่เกิดเป็นหนุ่มหล่อยังไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนทำกับเขาแบบนี้สักครั้ง...แล้วนี่...ผู้หญิงคนนี้...ฮึ่ม...ยัยจันอับ! อุษมันเข่นเขี้ยวในใจ

 

 

“อ้าว...คุณ...ไม่ไปเหรอ?” เสียงใส ๆ ของหญิงสาวที่ก้าวเข้าไปนั่งเรียบร้อยแต่ยังไม่เห็นว่าคนเปิดประตูให้หล่อนจะปิดประตูเสียทีดังขึ้น อุษมันเหลือบสายตาชิงชังไม่ปิดบังส่งให้ เขาเบ้ปากก่อนกระแทกประตูปิดปังใหญ่จนคนนั่งสะดุ้ง ก่อนหมุนตัวเดินอ้อมไปฝั่งคนขับ เขาไม่วายยกมือขึ้นปัดแขนข้างที่โดน ‘ขอบคุณ’ ให้หญิงสาวได้เห็นอีกด้วย...แสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดว่ารังเกียจเพียงใด

 

 

จันดงรับรู้ปฏิกิริยาของชายหนุ่มได้ทันที หญิงสาวยังคงยิ้มรับอาการนั้น แถมยังทำเป็นกรีดกรายนวยนาดตอนคาดเข็มขัดนิรภัยอีกต่างหาก...ก็ให้มันรู้ไปนายอุตพิต...ระหว่างฉันกับนาย..ใครมันจะแน่กว่ากัน! หญิงสาวคิดพร้อมกับยกมุมปากยิ้มเหยียด ๆ

 

 


 

 

อุษมันถอนหายใจอย่างเบื่อหน่ายเมื่อมองเห็นภาพของผู้เป็นแม่คุยกันอย่างออกรสชาติกับแขกที่เจาะจงให้เขารับกลับมาบ้านด้วย...ผู้หญิงเห่ย ๆ ทั้งรูปร่างหน้าตา คำพูดคำจาท่าทาง ไม่ได้มีส่วนไหนเลวร้ายไปกว่ากันแม้แต่น้อย โดยเฉพาะฝีปากที่พาให้ภาพรวมในสายตาเขาติดลบเป็นภูเขาเลากา อุษมันยกกาแฟควันกรุ่นขึ้นจิบช้า ๆ พร้อมกับเบือนหน้าไปทางอื่นที่ทัศนียภาพทางสายตาดูดีกว่ากัน

 

 

“คุณพ่อของหนูจันย้ำแล้วย้ำอีกว่าต้องการให้หนูจันเข้าศึกษางานที่โรงงาน...แต่ป้าเห็นว่าก่อนที่หนูจะเข้าใจกระบวนการผลิต หนูต้องเขาใจการบริหารก่อน ป้าก็เลยส่งหนูไปฝึกงานที่บริษัท” คุณหญิงจงกลเอ่ยยิ้ม ๆ มืออวบอูมที่ประดับเพียงแหวนทองฝังพลอยสีแดงบนนิ้วนางข้างซ้ายลูบหลังลูบไหล่ของจันดงอย่างเอ็นดู

 

 

“อย่างนั้นเหรอคะ...จันก็นึกว่าพ่อฟังความต้องการของจันผิดซะอีก” หญิงสาวว่าพลางทำหน้าตูม

 

 

“แหม...หนูจันก็...ทำอย่างกับว่าป้าจะไม่รู้ใจหนูอย่างนั้นแหละ” คุณหญิงจงกลว่าพลางค้อนคม “ว่าแต่วันนี้เป็นยังไงบ้าง? พี่เค้าดูแลดีมั้ย?” ถามพลางส่งสายตาเหลือบแลไปยังลูกชายที่ยังคงนั่งเอียงข้างให้อย่างหมั่นไส้

 

 

“วันนี้ก็ดีค่ะคุณป้า...พี่ ๆ ใจดีทุกคนเลยคุณป้าไม่ต้องเป็นห่วงจันหรอกค่ะดี็็” หญิงสาวว่าพร้อมยิ้มตาหยี

 

 

“ดีแล้วที่ไม่มีปัญหาอะไร...ขืนมีปัญหาสิป้าจะจัดการเอง!” คุณหญิงจงกลพูดอย่างหมายมัน “เย็นนี้หนูจันอยู่กินข้าวกับป้าก่อนนะ จะได้ไม่เปลืองค่าข้าวค่าน้ำมื้อเย็น” คุณหญิงจงกลบอกยิ้ม ๆ อุษมันเหลือบตามองแขกของผู้เป็นแม่หน่อยหนึ่งเพื่อดูปฏิกิริยา เขาหวังว่าจะได้เห็นสีหน้าเกรงอกเกรงใจและคำปฏิเสธแสนสุภาพอย่างที่ผู้หญิงส่วนใหญ่ควรจะมี...แต่

 

 

“ถึงคุณป้าไม่ชวน...จันก็ว่าจะขอทานข้าวด้วยอยู่ดีค่ะ...แหม...ค่าใช้จ่ายที่กรุงเทพฯเนี่ยซู้ง สูงนะคะ...ข้าวจานละยี่สิบสามสิบได้นิดเดียวเอง กินก็ไม่อิ่ม” จันดงจีบปากจีบคอเล่าอย่างร่าเริง คุณหญิงจงกลหัวเราะเอิ้กอ้ากชอบใจ

 

 

“ดี ๆ รู้จักประหยัดอนาคตจะได้สบาย ว่าแต่...เพชรล่ะลูก วันนี้อยู่กินข้าวเย็นกับแม่นะ” ท้ายประโยคคุณหญิงจงกลหันมาเอ่ยกับลูกชายซึ่งกำลังทำสีหน้าอิหลักอิเหลื่อก่อนพยักหน้ารับเนือย ๆ อาการนั้นทำให้คนเป็นแม่ฉีกยิ้มด้วยความยินดีก่อนผุดลุกขึ้น

 

 

“ดีเลย...วันนี้อยู่กันพร้อมหน้าแม่เข้าครัวทำเมนูพิเศษดีกว่า” พูดพร้อมกับเตรียมเดินเข้าครัว

 

 

“งั้นจันช่วยนะคะ” หญิงสาวว่าพลางผุดลุกตาม เมื่อได้รับการพยักหน้าอนุญาต

 

 

อุษมันได้แต่นั่งทำหน้าเหยเกเมื่อผู้เป็นแม่และแขกเดินจากไป เขารู้ว่าหากวันไหนที่คุณหญิงจงกลลงมือเข้าครัวเองแล้วล่ะก็ เรื่องความอร่อยไม่ต้องห่วง...แต่...ความอร่อยที่มีกระเพาะรองรับความเสี่ยงนี่สิ...แค่คิดก็สยองแล้ว...

 

 

“อ้าว...เจ้ามหาอุตม์...วันนี้กลับบ้านได้เรอะ?” เสียงทักนั้นทำให้อุษมันหันไปมองต้นเสียงพร้อมกับยิ้มรับอย่างยินดี

 

 

“โดนบังคับครับพ่อ” เขาตอบยิ้ม ๆ ผู้เป็นพ่อที่อยู่ในชุดเสื้อและกางเกงผ้าฝ้ายสีเข้มทรุดลงนั่งบนโซฟาช้า ๆ หยิบผ้าขาวม้าที่พาดบ่าขึ้นซับเหงื่อที่ผุดขึ้นเต็มหน้าผาก

 

 

“พ่อครับ...พ่ออยู่เฉย ๆ บ้างไม่ได้เหรอครับ” อุษมันเอ่ยถามเนือย ๆ เมื่อมองการแต่งตัวของผู้เป็นพ่อที่มีคราบดินเปื้อนอยู่เป็นหย่อม ๆ มองยังไงเขาก็ไม่เห็นว่าจะแตกต่างจากคนสวนตรงไหน “หรือว่าคุณแม่บังคับให้ทำ?” ชายหนุ่มถามคาดคั้น ท่านอินท์หัวเราะเบา ๆ ก่อนตอบว่า

 

 

“เปล่าหรอกลูก...พ่ออยากทำเองแหละ คือพ่อไม่อยากอยู่ว่าง ๆ น่ะลูก มันทำให้ฟุ้งซ่าน...ช่วงนี้แม่เขาก็พักการเดินสายด้วยพ่อเลยไม่มีอะไรทำน่ะ” ท่านอินท์ตอบลูกชายยิ้ม ๆ “ว่าแต่แม่เขาไปไหนแล้วล่ะ?” ถามพลางชะแง้หา ลูกชายถอนหายใจเบื่อ ๆ ก่อนพยักพเยิดไปทางครัว

 

 

“อยู่ในครัวครับ...วันนี้ลงมือเอง” เขาบอกเบา ๆ มองผู้เป็นพ่อที่กลืนน้ำลายอึกใหญ่พร้อมทำสีหน้าครุ่นคิดก่อนเผยยิ้มออกมา

 

 

“ไม่เป็นไรน่า...ของในตู้เย็นสด ๆ ทั้งนั้นพ่อรับประกันได้...เพราะพ่อเพิ่งไปจ่ายตลาดมาเมื่อวันก่อนเอง” ท่านอินท์บอกกลั้วหัวเราะ ยิ่งหัวเราะหนักขึ้นเมื่อเห็นการถอนหายใจอย่างโล่งอกของลูกชาย...เป็นที่รู้กันดีระหว่างสองพ่อลูก หากวันไหนคุณหญิงจงกลลงมือเข้าครัว อาหารที่ทำจากของเหลือประดามีในตู้เย็นจะเป็นเมนูหลักของโต๊ะ คนทำไม่สนใจสักนิดว่า เนื้อหรือผักที่อยู่ในตู้นั้นจะแช่อยู่นานเท่าไหร่ และหากไม่มีใครกล้าแตะต้องอาหารจานนั้นก็หมายความว่ามื้อนั้นเป็นอันยกเลิก ไม่มีใครได้กิน สองพ่อลูกที่ต้องรับชะตากรรมนี้บ่อย ๆ จึงแก้ปัญหาด้วยการกินก่อน เอาออกทีหลังอยูเสมอ

 

 

“ว่าแต่...ทำไมจู่ ๆ วันนี้แม่เค้าเกิดคึกล่ะ ไม่เห็นเข้าครัวมานานแล้วนี่?” ท่านอินท์ถามลูกชาย

 

 

“อ๋อ...คุณแม่มีแขกครับ...เด็กฝึกงานที่บริษัทน่ะครับ” อุษมันบอก น้ำเสียงติดจะฟ้องหน่อย ๆ หมั่นไส้นิด ๆ ท่านอินท์ทำหน้างง ๆ ก่อนรอยยิ้มจะผุดพรายเต็มใบหน้า

 

 

“เด็กฝึกงาน...ก็หนูจันน่ะสิ!” ท่านอินท์ถามอย่างยินดี

 

 

“พ่อรู้จักด้วยเหรอ?” อุษมันถามอย่างสงสัย ก่อนสะดุ้งโหยงเมื่อผู้เป็นพ่อตบเข่าฉาดใหญ่

 

 

“รู้จักสิ...หนูจันน่ะสุดยอดเลย วางใจเลยเจ้ามหาอุตม์...ลองหนูจันเข้าครัว อร่อยแถมกระเพาะไม่พังด้วย...แหม ไม่เจอซะนานพ่อก็คิดถึงเหมือนกัน...ไม่ได้ ๆ ไปช่วยดีกว่า” พูดจบท่านอินท์ก็คว้าผ้าขาวม้าขึ้นคาดเอวก่อนลุกขึ้นเดินเข้าส่วนครัว ทิ้งอุษมันที่ได้แต่อ้าปากค้างอยู่เพียงลำพังในห้องรับแขก

 

 

ยัยจันอับนั่น มีอิทธิพลต่อรอยยิ้มของพ่อเขาขนาดนี้เชียวหรือ? ชายหนุ่มคิด..เขารู้ดีว่าปกติแล้ว ผู้เป็นพ่อไม่ค่อยพูดจาเล่นหัวกับคนที่ไม่ใช่คนในครอบครัวบ่อยนัก เขาชักอยากรู้ขึ้นมาตะหงิด ๆ ...ยัยจันอับเป็นใครกันแน่หว่าถึงทำให้พ่อกับแม่เขามีท่าทางที่มีความสุขได้มากขนาดนั้น...เห็นที...ผู้หญิงคนนี้คงจะไม่ธรรมดาซะแล้ว...อุษมันคิดอย่างทึ่ง ๆ

 

 


 

 


 

 

2

 

 


 

 

อุษมันเหลือบมองผู้โดยสารร่างป้อมที่นั่งสัปงกคอพับคออ่อนอยู่ข้าง ๆ อย่างทึ่งจัด...ทึ่งตั้งแต่ตอนที่พ่อกับแม่ของเขาทยอยยกจานกับข้าวออกมาจากห้องครัว หน้าตาของอาหารแต่ละจานดูดีจนแทบมองไม่ออกว่าทำจากเศษผักเศษนื้อที่เหลืออยู่ในตู้เย็น นอกจากหน้าตาอาหารจะดีแล้วรสชาติยังอร่อยเสียจนแม้แต่เขาซึ่งไม่ชอบทำมื้อเย็นให้เป็นมื้อหนักท้องก็ต้องเรียกเติมข้าวถึงสองครั้ง...แถมกวาดข้าวจนเกลี้ยงจานไม่เหมือนทุกทีที่มักกินเหลือบานเบอะซะด้วย

 

 


 

 

ที่เขาทึ่งอีกอย่างก็คือ...ตั้งแต่ขึ้นรถ(แน่นอนโดนบังคับให้มาส่ง)ได้ หลังจากบอกสถานที่ที่เขาต้องไปส่งแล้ว เจ้าหล่อนก็มีอาการสัปงกโงกเงกหงุบหงับได้ทันทีโดยไม่ต้องอาศัยบรรยากาศช่วย ดีว่ามีเข็มขัดนิรภัยคาดอยู่ ร่างป้อมจึงไม่หล่นลงไปกองอยู่บนพื้นรถ

 

 


 

 

รถเคลื่อนมาจอดหน้าอพาร์ตเม้นท์เก่าโทรม ป้ายชื่ออพาร์ตเม้นท์เป็นตัวช่วยยืนยันว่าเขามาส่งถูกที่ อุษมันเหลือบมองบรรยากาศโดยรวมอย่างหมิ่นแคลน...เก่า...โทรม...สกปรก...เหมือนคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ของเขาไม่มีผิด ชายหนุ่มถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนเอื้อมมือไปใช้นิ้วชี้สะกิดไหล่หญิงสาวเบา ๆ ปฏิกิริยาที่ได้รับมีเพียงการขยับตัวเพียงนิดเดียว ก่อนหลับต่อ แถมมีเสียงกรนดังสนั่นตามมาอีกต่างหาก ชายหนุ่มเบ้ปากด้วยความรังเกียจเมื่อใบหน้ากลมป้อมที่ยังหลับตาพริ้มเบือนกลับมาพร้อมกับเสียงกรน...ตามมาด้วยน้ำลายที่เริ่มไหลจากมุมปาก

 

 


 

 

“นี่เธอ!” ชายหนุ่มตะโกนลั่นรถเมื่อเห็นว่าน้ำลายสายนั้นกำลังรวมตัวกันเป็นหยดและดูท่าว่าจะหล่นลงบนพื้นรถเขา คนถูกเรียกสะดุ้งเฮือกลืมตาทำหน้าเหลอหลาทันที

 

 


 

 

“อะ...หา!...อะไรๆ ?!” จันดงอุทานอย่างตกใจพลางสอดส่ายสายตาที่ยังลืมไม่เต็มที่ไปรอบ ๆ หญิงสาวยกมือขยี้ตาก่อนหันไปมองคนขับ สะดุ้งหน่อย ๆ เมื่อเห็นสายตาขุ่นขึ้ง อุษมันมีสีหน้ารังเกียจอย่างเห็นได้ชัด เขาหยิบกระดาษทิชชูยื่นให้หญิงสาวซึ่งรับไปถืออย่างงง ๆ

 

 


 

 

“ให้ทำไมเหรอ?” จันดงถามอย่างสงสัย

 

 


 

 

“ให้เช็ดน้ำลายตรงมุมปากเธอไง!” อุษมันบอกห้วน ๆ “แล้วก็ถึงที่พักเธอแล้ว ช่วยกรุณาลงด้วย...อ้อ...ก่อนลงช่วยเช็คดูสิ่งของด้วย เพราะหากลืมอะไรไว้ฉันคงเก็บทิ้งหมดแน่ ๆ “ ชายหนุ่มบอกเสียงเข้ม จันดงซึ่งตื่นเต็มที่รับฟังคำพูดและสีหน้าหมิ่นแคลนของชายหนุ่มคนขับอย่างหมั่นไส้

 

 


 

 

“อะไรกันคู้ณ...หน้าตารึก็ออกดี ทำไมชอบดูถูกคนอื่นจัง...ถึงฉันไม่ได้ร่ำรวยเลิศหรูเหมือนคุณ แต่ฉันก็คนเหมือนคุณนะคะ!” จันดงตะโกนกลับบ้าง หญิงสาวมองสีหน้าเรียบเฉยของอีกฝ่ายอย่างขุ่นเคือง ขณะเดียวกับที่มือคว้ากระเป๋าถือซึ่งหล่นลงไปกองอยู่ที่พื้นขึ้นมาถือ อารามรีบร้อนทำให้มือเผลอไปกดปุ่มเปิดกระเป๋า เมื่อหล่อนดึงกระเป๋าขึ้นมาถือข้าวของประดามีจึงร่วงหล่นออกจากกระเป๋าไปกระจายอยู่เต็มพื้นรถทันที จันดงชะงักมือที่กำลังเอื้อมไปเปิดประตูก่อนหันมายิ้มแหยกับคนขับ

 

 


 

 

“เก็บให้หมดด้วย” อุษมันบอกห้วน ๆ เขายกมือขึ้นกอดอกกระแทกหลังพิงกับพนักเก้าอี้แรง ๆ อย่างจะระบายอารมณ์ จันดงหุบยิ้มส่งสายตาค้อนไปให้ก่อนก้มลงเก็บของกลับกระเป๋าโดยปากก็ไม่วายขมุบขมิบสรรเสริญคนขับเบา ๆ ชายหนุ่มพยายามเงี่ยหูฟังจับใจความได้กระท่อนกระแท่น

 

 


 

 

“...หล่อซะเปล่า...อุตพิตเอ๊ย...&#%$? ...”

 

 


 

 

แม้เมื่อรถคันงามได้เคลื่อนออกไปไกลแล้ว...หญิงสาวร่างป้อมก็ยังไม่วายพึมพำตามหลังไปจนรถคันนั้นลับสายตา จันดงกระแทกส้นเดินขึ้นบันไดที่พักพร้อมกับอารมณ์ขุ่นมัว

 

 


 

 

“รู้งี้กรนดังกว่านั้น หรือพ่นน้ำลายยืดกว่านั้นก็คงดี” หญิงสาวบ่นกะปอดกะแปด พลางรื้อกระเป๋าที่รกไปด้วยของใช้ซึ่งโกยมาจากพื้นเมื่อครู่ก่อนจะพบกุญแจห้องอยู่ก้นถุง ขณะที่ไขประตูห้องพักความคิดบางอย่างผุดวาบ...รังเกียจกันนักใช่มั้ยคุณชาย...ดีล่ะ...แล้วเราจะได้เห็นกันว่าใครจะเจ๋งกว่า จันดงคิดอย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง ความคิดเริ่มเดินเรียงเข้ามาในสมองเป็นระลอก หญิงสาวถึงกับเผลอฮัมเพลงเบา ๆ กับตัวเองเมื่อนึกถึงแผนการแก้เผ็ดชายหนุ่ม

 

 


 

 


 

 

รถเก๋งคันงามที่เคลื่อนมาจอดอยู่หน้าอพาร์ตเม้นท์เก่าโทรม เรียกความสนใจจากสายตาผู้พบเห็นได้เป็นอย่างดี ยิ่งคนขับหน้าตาหล่อเหลาเปิดประตูก้าวลงจากรถด้วยแล้ว สาวน้อยสาวใหญ่ต่างก็ขยับเนื้อขยับตัวกันพึ่บพั่บ บางรายก็เอาแป้งเอาหวีขึ้นมาเสริมสวย หวังให้คนขับรถหรูรูปหล่อหันมามองบ้าง

 

 


 

 

หลายอาทิตย์แล้วที่รถเก๋งคันงามพร้อมคนขับรูปหล่อกลายมาเป็นแขกประจำของชุมชน โดยรถและคนขับมีเป้าหมายแห่งการมาคือ หญิงสาวร่างอวบที่เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ในอพาร์ตเม้นท์เมื่อเดือนก่อน แรก ๆ คนในชุมชนที่สนใจต่างจับกลุ่มนินทาว่าร้ายต่าง ๆ เพราะหญิงสาวยังอยู่ในชุดนักศึษา ต่อเมื่อหญิงสาวอารมณ์ดีคนนั้นเฉลยความสัมพันธ์กลุ่มหญิงสาวในชุมชนจึงเริ่มคึกคักตั้งแต่นั้นมา

 

 


 

 

จันดงก้าวลงจากบันไดของอพาร์ตเม้นท์อย่างร่าเริง แต่หญิงสาวก็หยุดชะงักเมื่อเห็นว่าหน้าอพาร์ตเม้นท์มีสิ่งแปลกปลอมยืนสร้างจุดเด่นอยู่ หล่อนถอนหายใจน้อย ๆ ส่ายหน้าหน่อย ๆ อย่างระอา แต่แววตาเต็มไปด้วยประกายแห่งความสนุกสนานตรงข้ามกับอาการแสดงออก หญิงสาวก้าวฉับ ๆ ตรงไปยังจุดนั้น

 

 


 

 

“นี่...ฉันบอกแล้วว่าคุณไม่ต้องมารับมาส่งฉันก็ได้...คุณป้าไม่รู้หรอกน่า” จันดงบอกยิ้ม ๆ อุษมันเหลือบมองก่อนปาดนิ้วโป้งไปยังด้านหลัง หญิงสาวมองตาม มอเตอร์ไซค์สีส้มสดจอดนิ่งอยู่ไม่ไกลจากจุดที่หล่อนและหนุ่มหล่อยืนอยู่มากนัก มีชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งคร่อมอยู่ สายตาของชายหนุ่มคนนั้นจ้องมายังแผ่นหลังของอุษมันแทบไม่กะพริบ

 

 


 

 

“มีคนตามติดขนาดนี้...ฉันคงไม่เสี่ยงหรอก” อุษมันบอกเนือย ๆ “ขึ้นรถได้แล้วอย่าเรื่องมาก!” ชายหนุมตะคอก จันดงไหวไหล่เบ้ปากก่อนเปิดประตูรถผลุบเข้าไปนั่ง อุษมันถอนหายใจก่อนเดินอ้อมไปขึ้นฝั่งคนขับ ชายหนุ่มออกอาการหงุดหงิดหมายใจให้ผู้โดยสารรับรู้ถึงความไม่พอใจ แต่นอกจากจะยิ้มรับอย่างยินดีแล้ว เจ้าหล่อนยังเอื้อมมือมาเปิดเพลงฟังอย่างสบายอารมณ์เสียอีก...นี่ถ้าไม่เพราะคำสั่งของแม่...ยัยลูกหมูจันอับไม่มีทางได้มานั่งปั้นจิ้มปั้นเจ๋อเป็นแน่! ชายหนุ่มคิดเคือง ๆ เหตุการณ์เมื่อหลายอาทิตย์ก่อนย้อนกลับมาสู่ความคิดอีกครั้ง

 

 


 

 


 

 

‘รู้มั้ยจ๊ะ...คอนโดของเพชรอยู่ใกล้กับที่พักหนูจันเลย’ คุณหญิงจงกลเอ่ยขึ้นหลังจากอาหารค่ำที่ผู้เป็นแม่โทรตามให้มาร่วมโต๊ะผ่านพ้นไปเรียบร้อย

 

 


 

 

‘ไม่รู้ครับ’ อุษมันตอบอย่างไม่ใส่ใจพลางยกกาแฟขึ้นจิบ คนเป็นแม่ส่งค้อนคมให้ก่อนเอ่ยต่อ ‘ไหน ๆ เพชรก็ต้องผ่านถนนเส้นนั้นเพื่อไปบริษัท...แม่ว่าเพชรน่าจะแวะรับน้องไปด้วย...ประหยัดช่วยชาติไงลูก’ คุณหญิงจงกลบบอกยิ้ม ๆ อุษมันสำลักกาแฟทันที

 

 


 

 

‘อะ...อะไรนะครับ! คุณแม่ล้อผมเล่นหรือเปล่า?!’ ชายหนุ่มละล่ำละลักถาม

 

 


 

 

‘เปล่าจ๊ะ...แม่ไม่ได้ล้อเล่น แม่พูดจริง ๆ ...คือว่าแม่ได้ยินหนูจันบ่น ๆว่ารถเมล์สายที่ต้องการมันหายาก หนูจันก็เลยแก้ปัญหาด้วยการนั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้างซึ่งมันแพงมาก แม่เห็นใจหนูจันที่ต้องเสียค่ารถแพง ๆ ทุกวันแกยังอยู่ในอาชีพนักศึกษาอยู่เลยนะ’ คุณหญิงจงกลเอ่ยพร้อมกับสีหน้าไม่สบายใจ

 

 


 

 

‘แล้วแม่ไม่เห็นใจผมเหรอครับ...ถ้าต้องไปรับเด็กนั่นทุกวันน่ะ!’ อุษมันส่งเสียงกร้าว คุณหญิงจงกลยิ้มรับก่อนเอ่ยว่า

 

 


 

 

‘เห็นใจสิจ๊ะลูก เพราะแม่เห็นใจลูกแม่เลยมีข้อเสนอ...เพชรจำนาฬิกาที่เพชรพลาดการประมูลครั้งที่แล้วได้หรือเปล่า?’ ท้ายประโยคคุณหญิงจงกลเอ่ยถาม อุษมันพยักหน้ารับหงึกหงัก

 

 


 

 

ทำไมเขาจะจำไม่ได้ นาฬิกายี่ห้อดัง รูปลักษณ์หรูหราและนำเข้าเพียงเรือนเดียวที่เขาพลาดการเป็นเจ้าของเพราะมัวแต่หันไปสบตากับสาวสวยที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ...แต่แม้จะพลาดนาฬิกาเรือนนั้น ค่ำคืนอันเร่าร้อนกับสาวสวยคนนั้นก็ทำให้ความเสียดายของเขาเบาบางลงได้

 

 


 

 

‘นั่นแหละจ๊ะ...นาฬิกาเรือนนั้นจะเป็นของตอบแทนถ้าเพชรตกลงทำตามข้อเสนอของแม่...เพชรคิดดูนะลูก หนูจันน่ะมาฝึกงานกับเราแค่เดือนสองเดือนเองนะ...แต่นาฬิกาเรือนนั้นหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้วนะลูก’ คุณหญิงจงกลให้เหตุผล...และเพราะความอยากได้นาฬิกาเรือนหรูทำให้อุษมันตกปากรับคำผู้เป็นมารดาทันที

 

 

 

 

 

เขารับส่งหญิงสาวร่างอวบได้เพียงสามวันก็เริ่มเฉไฉ แถมเมื่อไม่เห็นหญิงสาวโวยวายอะไรเขายิ่งชะล่าใจ อาทิตย์ต่อมาอุษมันถึงได้รู้ว่าคลื่นใต้น้ำเป็นยังไง...บัตรเครดิตเขาถูกระงับทุกบัตร เมื่อเขาย้อนกลับไปตรวจสอบและพบว่าใครเป็นคนสั่งการจึงได้กลับไปถามไถ่...คำตอบที่ใด้ทำให้เขาต้องอ้าปากค้าง

 

 


 

 

‘เพชรไม่ทำตามคำพูดตัวเองนี่จ๊ะ...ไหนบอกจะไปรับส่งหนูจันตลอดไง ทำไมทำแค่สามวันเองล่ะ’ คุณหญิงจงกลย้อนถามเรียบ ๆ ‘การระงับบัตรเครดิตของเพชรเป็นมาตรการแรกที่แม่จะทำ...ต่อไปก็คือ...ริบรถ!’ พูดพร้อมกับตบเข่าฉาดสายตามุ่งมั่น อุษมันได้แต่เหวอพร้อมกับเข่นเขี้ยวคนที่เขาคิดว่าเป็นคนฟ้อง

 

 


 

 

‘อ้อ...แล้วไม่ต้องไปโทษหนูจันด้วยนะ...หนูจันไม่ได้ฟ้องแม่หรอก แม่มีสายของแม่เอง...จ้างพิเศษเพื่องานนี้โดยเฉพาะ’ คุณหญิงจงกลเฉลย อุษมันจำได้ว่าเขากลับมารับส่งหญิงสาวได้สองวัน เครดิตของเขาก็กลับเข้าสู่สภาวะปกติ และนั่นทำให้เขาเริ่มสังเกตหาสายสืบของผู้เป็นแม่ มอเตอร์ไซค์สีส้มสดพร้อมคนขับมักจะอยู่ในรัศมีการมองทุกครั้งที่เขาอออกจากคอนโตหรือที่ทำงาน และคำขู่ที่ว่าจะริบรถก็ทำให้เขาไม่กล้าจะตุกติก...แม้ใจอยากทำก็ตาม

 

 


 

 


 

 

“วันนี้ฉันจะได้ไปโรงงานใช่มั้ยคะ?” คำถามจากผู้โดยสารทำให้อุษมันตื่นจากภวังค์คิด เขาเบือนหน้ากลับไปมองก่อนตอบห้วน ๆ

 

 


 

 

“ใช่” สิ้นคำตอบชายหนุ่มก็สะดุ้งสุดตัวเมื่อคนรับคำตอบทั้งกรีดร้องและตบไม้ตบมือเหมือนเป็นคำตอบที่ต้องการและรอคอยมานานหนักหนา

 

 


 

 

“โอ้ย! ดีใจจริง ๆ เลย ในที่สุดก็จะได้ไปดูโรงงานเสียที...คุณรู้มั้ยงานสำนักงานน่ะน่าเบื่อเป็นบ้า วัน ๆ ไม่มีอะไรนอกจากพิมพ์ ๆ ๆ ปริ๊น ๆ ๆ เสนอเซ็น ๆ ๆ ประชุม ๆ ๆ อยู่นั่นแหละ” จันดงพูดพลางย่นจมูกประกอบความเบื่อของตัวเอง

 

 


 

 

“เธอนี่ แปลกมนุษย์จริงเชียว” อุษมันเอ่ยเหยียด ๆ หลังจากหายตกใจ

 

 


 

 

“คุณสิแปลก...ยึดติดวัตถุนิยมจนลืมมองความเป็นจริง...แถมยังชอบกินทิ้งกินขว้างอีกด้วย” จันดงย้อนกลับบ้าง คำพูดของหล่อนจี้ใจดำคนขับรูปหล่ออย่างแรง

 

 


 

 

“ในเมื่อฉันมีความสามารถเพียงพอที่จะซื้อหาได้โดยไม่เดือดร้อนใคร...ฉันจะใช้ จะซื้อ จะกิน จะทิ้งยังไงแล้วเธอมาเกี่ยวอะไรด้วยมิทราบ!” อุษมันถามกลับเสียงกร้าว จันดงไหวไหล่อย่างไม่ยี่หระก่อนตอบหยัน ๆ ว่า

 

 


 

 

“คุณหรูน่ะไม่เกี่ยวอะไรกับฉันหรอก...แต่คุณกินทิ้งกินขว้างน่ะเกี่ยวเต็ม ๆ เลยล่ะ พ่อฉันแม่ฉันเป็นชาวนาฉันรู้ซึ้งดีเชียวว่ากว่าจะได้ข้าวแต่ละเม็ดยากลำบากแค่ไหน...คุณก็ลองคิดดูก็แล้วกันว่าหากวันหนึ่งคุณมีเงินกองท่วมหัวแต่ไม่มีข้าวให้คุณซื้อกินคุณจะเป็นยังไง...แต่ก็อย่างว่าแหละเนอะ...อย่างคุณไม่มีทางเข้าใจหรอก...ฉะนั้นอย่าถือฉันเลยฉันแค่พูดเฉย ๆ” พูดจบหญิงสาวก็หันไปสนใจแผ่นซีดีเพลงในรถต่อ ปล่อยให้คนขับฟึดฟัดกับพวงมาลัยเหมือนเป็นการระบายอารมณ์...เมื่อคู่ชกไม่สนใจชกต่อ...แล้วมวยมันจะเป็นมวยได้อย่างไรกัน...ชายหนุ่มคิดเคือง ๆ

 

 


 

 

อุษมันได้แต่กัดฟันข่มอารมณ์ที่กำลังพวยพุ่ง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาโดนผู้หญิงคนนนี้พูดจากระทบกระเทียบเกี่ยวกับรสนิยมของแพงและการกินข้าวเหลือของเขา บ่อยครั้งที่กว่าเขาจะรู้ตัวว่าโดนหลอกด่า...ร่างป้อม ๆ นั้นก็วิ่งไปไกลเกินกว่าที่คนมีมาดอย่างเขาจะร้องเรียกได้ทัน หรือหากปะทะคารมกันในรถเมื่อเจ้าหล่อนได้พูดในสิ่งที่ต้องการแล้วก็จะเฉไฉเปลี่ยนเรื่อง หรือเปลี่ยนความสนใจเหมือนกันกับคราวนี้

 

 


 

 

อีกสามอาทิตย์เท่านั้นที่เขาจะต้องทน...อุษมันปลอบใจตัวเอง อีกสามอาทิตย์ที่ผู้หญิงคนนี้จะอยู่ให้เห็นหน้ารกตารกสมอง หลังจากนั้นเขาจะเป็นอิสระ ไม่ต้องตื่นเช้ามารับ ไม่ต้องกลับพร้อมใคร ไม่ต้องยกเลิกนัดสาว ๆ ยามค่ำคืนเพียงเพื่อจะต้องนอนให้พอสำหรับการตื่นเช้า...อีกไม่นานเขาจะกลับมาเป็นอุษมันเจ้าเสน่ห์เหมือนเดิม...อีกไม่นาน...อุษมันคิดยิ้ม ๆ

 

 


 

 

“คุณ ๆ แวะหน่อย ๆ” จันดงตะโกนพลางสะกิดสะเกา ชายหนุ่มถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนเบนรถเขาจอดข้างทาง เบื้องหน้าเขาคือรถเข็นขายน้ำเตาหู้และปาท่องโก๋ทอด

 

 

 

 

 

เป็นกิจวัตรประจำวันของผู้โดยสารสาวร่างป้อมที่จะแวะซื้อน้ำเต้าหู้ทีละหลาย ๆ ถุง และปาท่องโก๋ทีละหลายสิบตัว แรก ๆ เขาไม่ค่อยพอใจนักแถมค่อนแคะคนซื้อว่าตะกละ ต่อเมื่อถึงบริษัทและน้ำเต้าหู้พร้อมด้วยปาท่องโก๋ถูกแจกจ่ายตั้งแต่ยามหน้าบริษัท แม่บ้านทำความสะอาด จนถึงพนักงานในออฟฟิศนั่นแหละเขาถึงได้กลืนคำค่อนแคะกลับ

 

 


 

 

‘บ้านคุณอาจจะเรียกการทำแบบนี้ว่าตะกละ...แต่แถวบ้านฉันเรียกว่าน้ำใจ...คุณเคยมีมะ?’

 

 


 

 

คำยอกย้อนทำให้เขาแทบอยากจับแก้มกลมเป็นซาลาเปานั่นบิดให้หายแค้นทีเดียว...กระนั้นอุษมันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าหญิงสาวเป็นคนที่มีความสามารถพิเศษในการเข้ากับคนได้อย่างดีเยี่ยม เพราะแม้แต่ นายิกา พนักงานอาวุโสที่แม้แต่เขาเองก็ให้ความเกรงอกเกรงใจเพราะเป็นพนักงานรุ่นบุกเบิกบริษัทที่ขึ้นชื่อเรื่องความเฮี้ยบและไม่ค่อยชอบสนิทสนมกับใคร...กลับเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยกับหญิงสาวได้เป็นอย่างดีทั้ง ๆ ที่ตอนแรกไม่ถูกชะตากันนัก...กำลังคิดเพลิน ๆ ปาท่องโก๋ตัวหนึ่งก็ถูกยื่นมาตรงหน้า

 

 


 

 

“ตัวนี้ของคุณ...อร่อยนะ” จันดงบอกพลางกระดิกปาท่องโก๋ในมือประกอบ และเหมือนเช่นทุกครั้ง ชายหนุ่มเบือนหน้าหนีพร้อมกับพูดว่า

 

 


 

 

“ไม่...ฉันไม่กินของแบบนี้” จันดงถอยมือกลับเบ้ปากนิดหนึ่งหนึ่งก่อนส่งปาท่องโก๋เข้าปากเคี้ยวอย่างสำราญใจ คนขับหนุ่มเบ้ปากกลับคืนก่อนเบนรถออกสู่ถนนมุ่งตรงไปบริษัท

 

 


 

 

“ก็เป็นเสียอย่างนี้สิน่า” หล่อนพึมพำพลางเหลือบมองเสี้ยวหน้าของคนขับ “พวกคนไม่มีบุญเลยไม่รู้ซะทีว่าปาท่องโก๋อร่อยเป็นยังไง” หญิงสาวว่าพร้อมเคี้ยวหมุบหมับ...แถมยกถุงน้ำเต้าหู้ที่ถูกตัดก้นถุงเอาหลอดกาแฟเสียบดูดเสียงดังประชดอีกต่างหาก...ภาพที่คนขับเหลือบตามองเหยียด ๆ นั่นแหละ คือผลลัพธ์ที่หล่อนต้องการ...ดูถูกกันเข้าไปคุณชาย...อีกไม่นานหรอก...อีกไม่นาน...จันดงคิดครึ้ม ๆ กับแผนระยะยาวในใจ

 

 


 

 


 

 

จันดงเปิดประตูก้าวลงจากรถไปยืนแหงนคอตั้งบ่ามองโรงงานผลิดขนมอย่างตื่นเต้น โรงงานที่หล่อนเคยแอบมองจากดาดฟ้าบริษัทอยู่เสมอ โรงงานที่เหมือนจะอยู่ใกล้เมื่อมองอยู่บนดาดฟ้าหากแต่เมื่อนั่งรถมากลับใช้เวลาถึงยี่สิบนาทีกว่าจะถึง หญิงสาวกวาดตามองไปรอบ ๆ ประกายตาแวววามเมื่อเห็นรถบรรทุกข้าวหลายสิบคันทยอยเข้าสู่โรงสีขนาดใหญ่ ใกล้ ๆ กันเป็นลานตากข้าวมีคนงานหลายสิบคนกำลังเกลี่ยข้าวเพื่อตากกันอย่างขะมักเขม้น หญิงสาวหันกลับมามองฝั่งตรงข้ามกับลานตากข้าว โรงเก็บรถขนาดใหญ่ที่มีคนงานในชุดหมีสีน้ำเงินเดินกันขวักไขว่ พร้อม ๆ ด้วยคนงานที่เดินสวนกันไปมาสร้างความตื่นตาให้หล่อนเป็นอย่างยิ่ง หญิงสาวยกมือทั้งสองข้างขึ้นตบแก้มเบา ๆ

 

 


 

 

“ไม่ใช่แค่ฝันแล้วยัยจันเอ๋ย...ของจริงล้วน ๆ เลย” หล่อนพึมพำเคลิ้ม ๆ ชายหนุ่มคนขับที่ก้าวลงจากรถและเดินตรงมาหยุดอยู่ข้างหน้าหญิงสาวได้แต่มองอย่างงง ๆ

 

 


 

 

“เวอร์ไปหรือเปล่าเธอ” อุษมันแขวะเมื่อเห็นท่าเคลิ้มฝันเกินจริงของหญิงสาว จันดงค้อนขวับก่อนตอบว่า

 

 


 

 

“ไม่เวอร์หรอกค่ะ...อาการแบบฉันคนที่มีความใฝ่ฝันเขามักเป็นกันค่ะ...คุณไม่เคยมีความฝันล่ะสิถึงได้ไม่รู้” หล่อนย้อนกลับก่อนเดินลอยหน้าลอยตาผ่านชายหนุ่มที่กำลังขบกรามแน่น แต่เมื่อเห็นว่าต่อปากต่อคำไปก็รังแต่จะเข้าตัวเอง อุษมันก็ได้แต่เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันก่อนเดินตามหญิงสาวร่างป้อมเข้าไปในโรงงาน

 

 


 

 

จันดงกระโดดโลดเต้นอย่างร่าเริง เอ่ยทักทายพนักงานทุกคนที่เดินผ่านอย่างตื่นเต้น หญิงสาวแทบถลาไปข้างหน้าที่มีป้ายระบุว่า ‘แผนกวัตถุดิบ’ ดีว่ามือใหญ่ของอุษมันรั้งไว้ได้ก่อน

 

 


 

 

“ไปพบผู้จัดการโรงงานก่อน” ชายหนุ่มบอกห้วน ๆ ก่อนลากร่างป้อมออกจากป้ายที่เจ้าหล่อนกำลังลูบไล้อย่างหลงไหล และกว่าจะลากถูลู่ถูกังมาได้จนถึงห้องผู้จัดการโรงงาน อุษมันก็หอบลิ้นห้อย เพราะหญิงสาวร่างป้อมที่ร่าเริงตื่นเต้นจนเกินเหตุมักจะถลาไปทางโน้นที ทางนี้ทีให้เขาได้ตามจับตลอดทาง เมื่อผลักร่างนั้นเข้ามายังห้องปิดทึบนั่นแหละ หญิงสาวถึงได้ดูสงบเสงี่ยมขึ้นมาได้

 

 


 

 

“ยินดีต้อนรับสู่เมืองขนมครับ” เสียงนุ่มทุ้มเอ่ยขึ้น จันดงหันกลับมามองยังต้นเสียงทันที แล้วหญิงสาวก็เบิกตากว้าง ชายหนุ่มที่ยืนส่งยิ้มยินดีอวดลักยิ้มเก๋ ๆ ตรงมุมปาก ทำให้หญิงสาวเกิดอาการเช่นนั้น ใบหน้าคร้ามคม รูปร่างสูงใหญ่ผิวเนื้อที่โผล่พ้นแขนเสื้อออกสีแทนน่าชม บุคคลิกโดยรวมที่จันดงเห็น...สรุปได้ในใจว่า...หล่อโคด ๆ

 

 


 

 

อุษมันมองอาการอึ้งงันของหญิงสาวร่างป้อมอย่างหมิ่นแคลน เขามองกลับไปยังผู้จัดการหนุ่มที่อยู่ในชุดหมีสีน้ำเงินเข้ม บางแห่งมีคราบน้ำมันเปื้อนอยู่ประปราย รองเท้าผ้าใบเก่า ๆ เกรอะกรังไปด้วยคราวน้ำมันเป็นจุด ๆ ทั้งเนื้อทั้งตัวของชายหนุ่มคนนั้นสำหรับเขาแล้ว ที่พอดูได้ก็เห็นจะเป็นปากกาด้ามหรูยี่ห้อดังที่เสียบอยู่กระเป๋าเสื้อเท่านั้นเอง

 

 


 

 

“เป็นไงมั่งคุณแคน...โรงงานเรียบร้อยดีมั้ย?” อุษมันเอ่ยทักทายพร้อมกับก้าวไปเอื้อมมือตบไหล่อย่างสนิทสนม

 

 


 

 

“เรียบร้อยครับ...เพราะเครื่องจักรที่ส่งเข้ามาใหม่นั่นแหละครับช่วยได้เยอะเลย” ลายแคนเอ่ยยิ้ม ๆ สายตาของเขาแลเลยไปยังหญิงสาวในชุดนักศึกษาที่ยังอ้าปากค้างจ้องเขาตาไม่กะพริบ อุษมันมองตามอมยิ้มเหยียด ๆ พลางค่อนแคะในใจ ‘รสนิยมผู้ชาย...ต่ำชะมัดเลยยัยจันอับเอ๊ย’

 

 


 

 

“อ้อ...วันนี้ผมพาเด็กฝึกงานมาเยี่ยมชมโรงงานน่ะ คนที่ผมเคยแจ้งคุณไว้นั่นแหละ...แต่ว่าผมต้องไปประชุมบ่าย ยังไงก็ฝากคุณแคนด้วยก็แล้วกันนะพาชมให้ละเอียดเลย” ชายหนุ่มบอกก่อนเอื้อมมือไปลากแขนอวบ ๆ ของหญิงสาวให้เข้ามาใกล้

 

 


 

 

“จันดง...รู้จักคุณลายแคนซะ เขาเป็นผู้จัดการโรงงานแล้วก็เป็นหัวหน้าฝ่ายซ่อมบำรุงด้วย” อุษมันเอ่ยแนะนำ จันดงฉีกยิ้มกว้างอย่างยินดีพร้อมกับยกมือไหว้อย่างกระชดกระช้อย

 

 


 

 

“สวัสดีค่ะคุณลายแคน จันดงค่ะ ฝากเนื้อฝากไขมัน...เอ๊ย!...ฝากตัวด้วยนะคะ” หญิงสาวบอกเสียงหวานหยดพร้อมกับกะพริบตาถี่ ๆ

 

 


 

 

“ยินดีครับ” ลายแคนเอ่ยยิ้ม ๆ พลางรับไหว้

 

 


 

 

“งั้นก็...ขอตัวก่อนนะ...ตอนเย็นรบกวนคุณแคนช่วยไปส่งน้องเค้าที่บริษัทก็แล้วกันนะ” อุษมันสั่งก่อนเลี่ยงเดินจากไป ไม่สนใจแม้จะหันกลับไปมองคนที่ตัวเองเอามาฝากไว้แม้แต่น้อย ชายหนุ่มเหยียดยิ้มไปตลอดทางเดินก่อนถึงรถ...ผู้หญิงเห่ย ๆ รสนิยมผู้ชายก็ต่ำ...ชื่อก็บ้านนอก...แต่ก็เป็นการดีที่เจ้าหล่อนไม่ได้มาสนใจเขาเข้า เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นเขาคงรู้สึกแย่ยิ่งกว่าที่เป็นอยู่แน่ ๆ อุษมันคิดพลางโคลงศีรษะไปมากับความคิดของตัวเอง

 

 


 

 


 

 

อุษมันใช้นิ้วเคาะพวงมาลัยรถตามจังหวะดนตรีคลาสสิคที่เปิดคลอแผ่ว ๆ ในรถ สายตามองไปยังประตูทางเข้าบริษัทสลับกับการยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา เกือบห้าโมงเย็นแล้วแต่ยังไม่ปรากฏวี่แววของผู้จัดการหนุ่มกับนักศึกษาสาวที่เขาไปฝากไว้เมื่อเช้า ชายหนุ่มถอนหายใจด้วยความหงุดหงิด หลายคราที่เขาคิดอยากจะกลับก่อน แต่มอเตอร์ไซค์คันสีส้มที่จอดอยู่พร้อมด้วยคนขับก็ทำให้เขาต้องกลับมานั่งอดทนอีกครั้ง

 

 


 

 

มีความเคลื่อนไหวเกิดขึ้นบริเวณลานจอดรถ เมื่ออุษมันหันกลับไปมองเพราะเสียงเอะอะเป็นตัวจุดความสนใจ รถกระบะของโรงงานจอดนิ่งสงบอยู่กลางลานจอดรถที่เกือบว่างเปล่า คนงานเกือบสิบคนกระโดดลงจากท้ายรถ ประตูฝั่งผู้โดยสารของรถกระบะเปิดออก ร่างป้อมซึ่งอยู่ในชุดนักศึกษาก้าวลงมายืนยิ้มหัวอย่างร่าเริง

 

 


 

 

“ขอบคุณหลาย ๆ เด้ออ้ายที่มาส่ง...มื้ออื่นพ้อกันใหม่เด้อ” เสียงตะโกนใส ๆ ด้วยภาษาถิ่นจากหญิงสาวมาพร้อมกับการโบกมือหยอย ๆ ซึ่งก็ได้รับการโบกมือตอบเช่นกัน ผู้จัดการหนุ่มก้าวมายืนหัวเราะอยู่ข้าง ๆ หญิงสาวร่างป้อม

 

 


 

 

“ขอบคุณมากนะหนูจัน...วันนี้พวกพี่คลายเครียดได้เยอะเลย” ลายแคนเอ่ยยิ้ม ๆ

 

 


 

 

“ไม่เป็นไรค่ะ จันเต็มใจแล้วก็ยินดีมาก ๆ แล้วก็ขอบคุณพี่แคนมาก ๆ ด้วยนะคะที่สอนอะไรให้จันเยอะแยะไปหมด” จันดงบอกพร้อมกับยกมือไหว้ ลายแคนรับไหว้ก่อนเอื้อมมือไปตบไหล่กลมมนอย่างเอ็นดู

 

 


 

 

“กว่าจันจะกลับพี่จะสอนให้เต็มที่เลย ยังไงเราก็คนบ้านเดียวกันจันจะได้เอาความรู้ที่ได้ไปพัฒนาบ้านเรา” ลายแคนบอกยิ้ม ๆ จันดงชูกำปั้นหราพร้อมกับบอกว่า

 

 


 

 

“แน่นอนพี่แคน...บ้านเราต้องพัฒนาแน่!” หญิงสาวเอ่ยเสียงหนักอย่างมั่นอกมั่นใจ

 

 


 

 

“แต่ก่อนไปพัฒนาบ้านควรพัฒนาเวลาให้มันตรงมากกว่านี้นะ” เสียงห้วนห้าวแสดงให้เห็นชัดโดยไม่ต้องมองหน้าก็รู้ว่าไม่พอใจมากแค่ไหนดังขึ้น ทำให้ทั้งลายแคนและจันดงหันไปมองที่มาของเสียงทันที

 

 


 

 

อุษมันยืนกอดอกสีหน้าไม่รับซองผ้าป่าอยู่ไม่ไกลจากจุดที่ทั้งคู่ยืนอยู่มากนัก สีหน้าไม่สบอารมณ์นั้นทำให้ลายแคนยิ้มเจื่อน ๆ เอ่ยขอโทษที่พาหญิงสาวมาส่งช้าก่อนขอตัวกลับซึ่งไม่ได้รับการหนี่ยวรั้งจากชายหนุ่มอีกคนแต่อย่างใด

 

 


 

 

“ขึ้นรถสิ!” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเข้ม

 

 


 

 

“เจ้าค่าคุณชาย” จันดงตอบรับเสียงยานคางก่อนนวยนาดไปเปิดประตูรถอย่างประชดประชัน แม้เมื่อก้าวขึ้นมานั่งคู่คนขับ หญิงสาวก็ยังคงยิ้มก่อกวน กระทั่งเห็นคนขับสะบัดหน้าหนีพร้อมกับถอนหายใจฟึดฟัดนั่นแหละ หล่อนถึงได้ถอนหายใจอย่างมีความสุข อุษมันได้แต่เหลือบมองด้วยความหงุดหงิดทบทวี...นี่เขาต้องคอยตามรับตามส่งยัยเด็กจันอับจนถึงเมื่อไหร่? ต้องทนมีชีวิตอยู่ในความสงบยามค่ำคืนไปอีกนานแค่ไหน ต้องอยู่กับผู้หญิงปากกรรไกรคนนี้...เขาต้องทนอีกกี่วันหนอ...

 

 


 

 

“อีกอาทิตย์เดียวเท่านั้นแหละจ๊ะ” เสียงตอบรับนั้นทำให้อุษมันที่กำลังคิดเพลิน ๆ อยู่ถึงกับสะดุ้งเฮือก เขาหันไปมองผู้โดยสารทันที “ทนหน่อยสิพ่อจ๋า...เจ็ดวันแป๊บเดียวเอง” หญิงสาวยังคงพูดต่อเสียงเจื้อยแจ้ว อุษมันถอนหายใจก่อนเบือนกลับมาตั้งอกตั้งใจขับรถต่อ...ที่แท้ก็คุยโทรศัพท์กับพ่อ ชายหนุ่มคิดอย่างโล่งใจหลังจากที่เมื่อครู่เกิดการหวั่นหวาดเพราะนึกว่าอีกฝ่ายอ่านความในใจออก

 

 


 

 

“หูย...ที่โรงงานดีมาก ๆ เลยพ่อ พอดีพี่ที่เป็นผู้จัดการเป็นคนร้อยเอ็ดน่ะ...พี่แกรู้เรื่องข้าวดีเลยล่ะ แล้วพี่แกก็สัญญาว่าจะสอนจันทุกเรื่องด้วย...คุณป้าหญิงน่ะเหรอ? สบายดีจ๊ะ...เนี่ยฝากความคิดถึงพ่อกับแม่ด้วยนะจ๊ะ...ที่บริษัทน่ะเหรอ?” จันดงถามคนปลายสาย หญิงสาวเหลือบมองคนขับก่อนเปลี่ยนเสียงพูดเป็นกระซิบ “งานน่ะดี๊ดีจ๊ะ...แต่คนบางคน...ห่วยแตก!” แม้จะเป็นเสียงกระซิบแต่คำลงท้ายของหญิงสาวก็เน้นหนักอย่างจงใจ “เอาเถอะจ๊ะพ่อจ๋า...ยังไงจันก็ผ่านงานเอกสารมาแล้วไม่เป็นไรหรอก จันรักพ่อจ๊ะ” พูดจบหญิงสาวก็กดปุ่มตัดสัญญาณการติดต่อ หล่อนเบือนหน้ามายิ้มให้คนขับ สีหน้าแววตาใสซื่อบริสุทธิ์เสียจนชายหนุ่มนึกขำอยู่ในใจ...น่าแปลกทั้งที่เมื่อครู่เขารู้สึกโมโหเมื่อนึกรู้ว่าหญิงสาวจงใจค่อนแคะเขา...แต่ทำไมพอเห็นแววตา(แกล้ง)ซื่อนั่นถึงทำให้เขาหายโมโหได้นะ...

 

 


 

 

ชายหนุ่มสะบัดหัวไล่ความคิดของตัวเองก่อนหันไปตั้งหน้าตั้งตาขับรถ...ก็อย่างที่ผู้หญิงคนนั้นต้องการบอกเขาทางอ้อม...อีกแค่หนึ่งอาทิตย์เท่านั้น...

 

 


 

 


 

 

หญิงสาวที่ก้าวลงจากรถเก๋งสีเขียวอ่อนดูสะดุดตาผู้คนที่เดินผ่านไปมาในบริเวณโรงงานได้เป็นอย่างดี ร่างสวยสมส่วนอยู่ในชุดแสกแขนสั้นสีชมพูอ่อนใส ใบหน้ารูปไข่บรรจุดวงตากลมโตที่มีเม็ดนิลคู่สวยชวนมองยิ่งนัก จมูกโด่งคมรับกับริมฝีปากรูปกระจับสีชมพูระเรื่อซึ่งเหมือนแย้มยิ้มอยู่เป็นนิจ ผมยาวสลวยดำขลับถูกปล่อยสยายอวดความยาวถึงกลางหลัง หญิงสาวไม่ได้มามือเปล่า ดอกไม้ช่อโตในอ้อมแขนถูกหญิงสาวกระชับแน่นก่อนมองตรงไปข้างหน้าอย่างมีจุดมุ่งหมาย

 

 


 

 

จันดงปาดเหงื่อที่ผุดขึ้นเต็มหน้าผากอย่างลวก ๆ ก่อนจะหันไปสาละวนกับกล่องเครื่องมือต่อ มือใหญ่เปื้อนน้ำมันกระดำกระด่างยื่นออกมาจากใต้ท้องรถ หล่อนยื่นอุปกรณ์ที่เพิ่งหาได้วางลงบนมือข้างนั้น พร้อมกับอมยิ้มปลื้มเปรมเมื่อเจ้าของมือเอ่ยขอบคุณเบา ๆ จันดงใช้เวลาระหว่างที่รอให้คนใต้ท้องรถขอความช่วยเหลือมองกวาดไปรอบ ๆ โรงเก็บรถ ลายแคนผู้จัดการโรงงานบอกหล่อนว่าโรงงานนี้ก่อตั้งมานานกว่าสามสิบปีด้วยน้ำพักน้ำแรงของท่านอินท์กับคุณหญิงจงกล ซึ่งยอมขายที่นาหลายร้อยไร่เพื่อสร้างแหล่งรับผลผลิตจากเกษตรกรไปแปรรูป เป้าหมายของการตั้งโรงงานก็เพื่อเป็นทางช่วยเหลือเกษตรกรอีกทางหนึ่ง จันดงฟังที่มาที่ไปของโรงงานแล้วก็ได้แต่ยินดี คนที่เคยป็นเกษตรกรจะเข้าใจหัวอกของคนในอาชีพเดียวได้ดีกว่าใคร

 

 


 

 

“ฝันกลางวันอีกแล้วสิเรา” เสียงทุ้ม ๆ ดังปลุกจันดงให้ตื่นจากภวังค์

 

 


 

 

“เปล่าฝันนะพี่...แค่จินตนาการเอง” หญิงสาวตอบเสียงซื่อ ลายแคนหัวเราะเบา ๆ พลางโคลงศีรษะไปมาอย่างเอ็นดู

 

 


 

 

“ไปเหอะ...คันนี้เสร็จแล้ว” เขาเอ่ยชวนหญิงสาวที่อยู่ในชุดช่างซ่อมบำรุงไม่ต่างจากเขามากนัก ชายหนุ่มมองแล้วได้แต่อมยิ้มหนักยิ่งกว่าเดิม เขาจำได้ดีทีเดียวตอนที่หญิงสาวอยากได้ชุด

 

 


 

 

‘จันอยากใส่น่ะพี่แคน...นะ ๆ จันขอชุดหนึ่ง พี่คิดดูสิจะให้จันใส่ชุดนักศึกษาวิ่งรอบโรงงานได้ยังไงกัน’ เพราะเห็นด้วยกับคำพูดของหญิงสาว และเพราะสายตาอ้อนวอนที่แสนจะน่าเอ็นดูนั่นเชียวที่ทำให้ลายแคนต้องรีบหาชุดให้หล่อนตามต้องการ

 

 


 

 

“พี่แคนเก่งจังนะ เป็นผู้จัดการโรงงานที่ซ่อมรถก็ได้ ซ่อมเครื่องจักรก็ได้” จันดงเอ่ยขึ้นพร้อมกับส่งสายตาชื่นชมไปให้อย่างไม่ปิดบัง

 

 


 

 

“ตำแหน่งผู้จัดการมันก็แค่หัวโขนแหละน่า ตอนเรียนพี่เรียนควบน่ะแต่สนใจเครื่องยนต์ เครื่องจักรมากกว่า ถึงคนส่งเรียนอยากให้เน้นหนักทางบริหารก็เหอะ” ลายแคนเล่ายิ้ม ๆ

 

 


 

 

“คนส่งเรียน? ใช่คุณป้าหรือเปล่าคะ?” หญิงสาวถามเพื่อคลายความสงสัยจากเรื่องที่หล่อนเคยได้ยินคนงานพูดกันเกี่ยวกับเรื่องที่ลายแคนเป็นคนในความควบคุมของคุณหญิงจงกล

 

 


 

 

“ก็ใช่น่ะสิ..,คุณหญิงจงกลท่านมีบุญคุณกับพี่มาก ส่งเสียพี่เรียนจนจบแถมยังยอมให้พี่ควบได้สองตำแหน่งด้วยนะ” ลายแคนเล่ากลั้วยิ้ม ก่อนพึมพำอ่อย ๆ ต่อว่า “ถึงจะได้เงินเดือนตำแหน่งเดียวก็เหอะ”

 

 


 

 

“คุณป้ากับพี่แคนเป็นญาติกันหรือเปล่าคะ?” จันดงถามหลังจากร่วมวงหัวเราะกับชายหนุ่ม

 

 


 

 

“พี่เป็นหลานท่านอินท์น่ะ” คำตอบของลายแคนทำให้จันดงร้องอ๋อ พลางพยักหน้าหงึกหงักเป็นเชิงเข้าอกเข้าใจ

 

 


 

 

“คุณป้าเนี่ย...เข้าใจใช้คนจริง ๆ เลยเนอะ...พี่ว่ามั้ย?” หญิงสาวถามยิ้ม ๆ มือป้อมเอื้อมไปสะกิดแขนชายหนุ่มอย่างจะหาแนวร่วม ลายแคนส่งยิ้มเจนตาให้ มีเพียงแววตาเท่านั้นที่บอกว่าเจ้าตัวกำลังขำเพียงใด

 

 


 

 

“คุณแคนคะ” เสียงหวานใสที่ดังขึ้นทำให้ทั้งจันดงและลายแคนหันหน้าไปทางที่มาของเสียงแทบจะพร้อมกัน

 

 


 

 

จันดงได้แต่อ้าปากค้างอย่างตกตะลึง หญิงสาวที่ยืนยิ้มสวยมีช่อดอกไม้หลากสีในอ้อมแขน ช่างสวยงามราวกับหลุดออกมาจากภาพวาด หล่อนดูโดดเด่นเป็นแสงสว่างท่ามกลางความทึบทึมของโรงรถอันคลาคล่ำไปด้วยคราบน้ำมัน และเหล่าคนงานซึ่งอยู่ในชุดที่ไม่ต่างอะไรกับผ้าขี้ริ้ว ร่างสวยที่อยู่ในชุดสีชมพูอ่อนใสดูราวกับนางฟ้าที่ตกลงมาอยู่กลางป่าดำมืดอย่างไรอย่างนั้น จันดงขยับเท้าตามคำสั่งของสมอง ยื่นมืออวบไปจับแขนเรียวสวยที่นุ่นเนียนชวนสัมผัส

 

 


 

 

“คนจริง ๆ ด้วย!” จันดงตะโกนพลางเบิกตากว้าง หญิงสาวผู้ถูกสัมผัสมีอาการตกอกตกใจเล็กน้อยในตอนแรก ก่อนจะเปลี่ยนเป็นหัวเราะน้อย ๆ เมื่อได้ยินสียงอุทานของจันดง

 

 


 

 

“ถ้าไม่ใช่คนแล้วคิดว่าอะไรล่ะคะ?” หญิงสาวแสนสวยถามกลั้วยิ้ม

 

 


 

 

“จันก็นึกว่าเป็นนางฟ้าตกสวรรค์น่ะสิ” จันดงตอบอย่างจริงจัง คำตอบของหล่อนเรียกเสียงหัวเราะจากหลายคนและนางฟ้าตกสวรรค์ได้เป็นอย่างดี แถมมีแนวร่วมคือคนงานในโรงงานอีกต่างหาก จันดงหน้าง้ำพลางเหลือบตาขุ่นขวางไปรอบ ๆ “ก็คุณพี่เค้าสวยยังกะนางฟ้าจริง ๆ นี่นา” ตอบพร้อมกับส่งค้อนตากลับไปให้ลายแคนซึ่งกำลังกลั้นหัวเราะจนหน้าแดง

 

 


 

 

“เคยเห็นนางฟ้าเหรอน้องจัน” เสียงแซวดังมาจากพนักงานหนุ่มที่กำลังซ่อมรถอยู่ใกล้ ๆ

 

 


 

 

“ก็เพราะไม่เคยเห็นไง...คุณคนนี้เธอสวยแบบไม่เคยเห็นมาก่อน ก็ต้องสวยอย่างกับนางฟ้าสิ” จันดงย้อนกลับเสียงขุ่น ก่อนหันมายิ้มหวานให้นางฟ้าแสนสวยที่ยืนอมยิ้มแบบเขิน ๆ อยู่ตรงหน้า

 

 


 

 

“คงไม่ถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ” หญิงสาวเอ่ยเบา ๆ พวงแก้มเจือสีระเรื่ออย่างเห็นได้ชัด

 

 


 

 

“คุณมัดมาถึงนี่มีธุระด่วนหรือเปล่าครับ?” ลายแคนเอ่ยถามขึ้นหลังจากกลั้นหัวเราะสำเร็จ กระนั้นชายหนุ่มก็ยังทิ้งร่องรอยความขำไว้บนมุมปาก ยิ่งเมื่อมองไปยังหญิงสาวร่างป้อมที่กำลังจ้องใบหน้าของนางฟ้าตกสวรรค์อย่างไม่กะพริบด้วยแล้ว ชายหนุ่มยิ่งต้องใช้ความพยายามในการสกัดระเบิดหัวเราะอย่างสุดความสามารถ

 

 


 

 

“มีสิคะ...ธุระด่วนของมัดก็นี่ไง” กะชามาศเอ่ยยิ้ม ๆ พร้อมกับยื่นช่อดอกไม้ในอ้อมแขนให้ชายหนุ่ม “ถ้าคุณแคนไม่รับเอาไปใส่น้ำอย่างด่วนจี๋ล่ะก็...มัดรับรองว่ามันเฉาแน่ ๆ ค่ะ”

 

 


 

 

ลายแคนหัวเราะเก้อ ๆ พลางยื่นมือออกไปหมายรับดอกไม้จากหญิงสาว แต่เมื่อเห็นมือตัวเองซึ่งหาสีเนื้อได้เป็นบางจุด นอกนั้นเปรอะไปด้วยคราบน้ำมันเขาจึงชักมือกลับทันที ก่อนหันไปพยักพเยิดกับจันดง

 

 


 

 

“จัน...มือไม่เปื้อนรับให้พี่หน่อย” จันดงทำตามอย่างว่าง่าย หล่อนรับดอกไม้มาหอบไว้ แต่สายตายังไม่ละจากใบหน้าสวยหวานซึ่งดูจืดเจื่อนลงอย่างเห็นได้ชัด แต่เพียงแวบเดียวหญิงสาวก็กลับมาแย้มยิ้มได้อีก

 

 


 

 

“แล้วใจคอคุณแคนจะไม่แนะนำมัดให้รู้จักน้องน่ารักคนนี้หน่อยหรือคะ?” กะชามาศเอ่ยถามอย่างขำ ๆ พลางส่งสายตาบอกชายหนุ่มให้หันมองหญิงสาวร่างป้อมข้างตัว

 

 


 

 

“อ๋อ...นี่น้องฝึกงานครับ ชื่อจันดง มาฝึกที่โรงงานได้หลายวันแล้วครับ...จัน...นี่คุณกะชามาศเพื่อนคุณอุษมัน” ท้ายประโยคลายแคนหันมาบอกจันดงที่ยิ้มกว้างพร้อมกับยกมือไหว้ทันที

 

 


 

 

“สวัสดีค่ะ...เรียกหนูจันก็ได้นะคะ ดีใจจังเลยค่ะที่มีโอกาสได้รู้จักคนสวย ๆ อย่างคุณกะชามาศ กลับไปจันจะไปเล่าให้เพื่อนฟังมันต้องอิจฉาแน่ ๆ ที่จันได้ฝึกงานบริษัทใหญ่ ๆ มีผู้จัดการล้อ หล่อแถมเพื่อนผู้จัดการก็ซ้วย...สวย” จันดงร่ายยาวพร้อมกับทำตาลอย กะชามาศหัวเราะกิ๊กในขณะที่ลายแคนยิ้มเจื่อน ๆ

 

 


 

 

“จัน...เพื่อนคุณอุษมัน...ไม่ใช่เพื่อนพี่” ชายหนุ่มกระซิบบอก แต่จันดงทำเป็นไม่ได้ยินตรงรี่เข้าไปคลอเคลียหญิงสาวแสนสวยแทน

 

 


 

 

“ถ้าไม่เป็นการรบกวนจันขอถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐานได้มั้ยคะ? เผื่อว่าเพื่อน ๆ จะไม่เชื่อจันน่ะค่ะ” จันดงเอ่ยพร้อมยิ้มประจบ กะชามาศยิ้มรับก่อนบอกว่า

 

 


 

 

“ได้สิคะ แต่เอาไว้วันหลังได้มั้ยคะ คือ...วันนี้พี่ไม่สวยเลยค่ะ” หญิงสาวว่าพร้อมกับก้มลงสำรวจตัวเอง จันดงตาโตก่อนอุทาน

 

 


 

 

“ตายแล้ว! นี่ขนาดไม่สวยนะเนี่ย!” หล่อนว่าพลางจุปากเบา ๆ “แต่วันนี้จันก็ไม่พร้อมเหมือนกันค่ะ เพราะไม่ได้เอากล้องมา” จันดงว่าอย่างเสียดาย

 

 


 

 

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ...พี่มาที่นี่บ่อยจะตายไป เอาอย่างนี้ก็แล้วกันคราวหน้าถ้าพี่มาจะโทรบอกคุณแคนล่วงหน้าดีมั้ยคะ?” หญิงสาวหันมาเอ่ยถามชายหนุ่มที่ยิ้มรับเฝื่อน ๆ “ไม่ตอบแสดงว่าตกลง งั้นวันนี้มัดกลับก่อนนะคะคุณแคน พอดีลูกค้านัดมารับดอกไม้ตอนห้าโมงเย็นค่ะ...พี่ไปก่อนนะคะน้องจัน...อ้อ...เรียกพี่ว่ามัดก็ได้จ๊ะพี่ก็จะเรียกน้องจันเหมือนกัน บ๊ายบายจ๊ะ...ไปแล้วนะคะคุณแคน” กะชามาศร่ายยาวอย่างร่าเริงพร้อมกับสรุปเรื่องต่าง ๆ เอาเองเสร็จสรรพ หญิงสาวโบกมือลาเดินจากไปทิ้งลายแคนที่ทำให้เพียงยกมือค้าง ในขณะที่จันดงโบกมือตอบอย่างร่าเริงไว้เบื้องหลัง

 

 


 

 

“คนอะไรสวยชะมัด...แถมเป็นคนสวยที่ไม่ถือตัวด้วย จันล่ะช๊อบ ชอบ” จันดงเอ่ยขึ้นพร้อมกับก้มลงมองช่อดอกไม้ในอ้อมแขน “แล้วนี่จะทำยังไงกับดอกไม้ดีล่ะพี่แคน?” หญิงสาวเอ่ยถามพลางหันไปมอง...หล่อนหันไปทันได้เห็นสีหน้าลำบากใจ และแววหม่นเศร้าในแววตาของชายหนุ่ม จันดงกะพริบตาปริบ ๆ มองอย่างสงสัย ลายแคนปรับสีหน้าทันทีเช่นกันเมื่อรู้สึกตัว

 

 


 

 

“จันก็เอาไปไว้ในแจกันในห้องพี่ก็แล้วกัน อันเก่าคงเฉาพอดี...ใส่เสร็จแล้วก็กลับบริษัทได้แล้วนะวันนี้รถที่ใช้ได้ก็ไม่อยู่สักคันด้วยจันต้องเดินไปเองนะ ขืนไปช้าเดี๋ยวก็โดนอีกหรอก” สั่งการเสร็จลายแคนก็เดินจากไป ทิ้งจันดงให้ยืนงุนงงอยู่ลำพัง

 

 


 

 

“เอ...พี่แคนแปลก ๆ แฮะ” หญิงสาวรำพึงรำพันพลางมองช่อดอกไม้ในมือ “คุณพี่คนสวยก็แปลก...คิดยังไปเป็นเพื่อนกันนายอุตพิต...น่าเสียดายคนดี ๆ ชะมัด” หล่อนว่าพร้อมกับโคลงศีรษะไปมา

 

 


 

 

“จัน...คุณอุษมันโทรมาบอกว่าอีกสิบนาทีถ้าไม่ถึงเป็นเรื่อง” เสียงตะโกนนั้นมาจากพนักงานชายคนหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้โทรศัพท์ จันดงตาเหลือกทันทีเมื่อได้ยิน หญิงสาวร้องโวยวายพร้อมกับโยนช่อดอกไม้ให้กับคนที่หล่อนวิ่งผ่าน...ขนาดนั่งรถมายังกินเวลาร่วมยี่สิบนาที นี่ให้วิ่งกลับบริษัทภายในสิบนาทีมันต้องเป็นยอดมนุษย์ถึงจะทำได้...จันดงคิดเคือง ๆ

 

 


 

 

จันดงได้แต่ทิ้งความสงสัยไว้เบื้องหลัง...พรุ่งนี้เถอะน่า...หล่อนต้องหาคำตอบที่ตัวเองสงสัยให้ได้ เรื่องของสาวสวยอัธยาสัยดี...สายตาแปลก ๆ ของลายแคน...และวิธีซ่อมเครื่องยนต์แบบต่าง ๆ ...เอ๊ย! และความสัมพันธ์ของทั้งคู่ให้ได้...แต่ตอนนี้...หล่อนขอบริหารเวลาสิบนาทีให้ลงตัวก่อนดีกว่า หญิงสาวคิดพลางเร่งความเร็วของฝีเท้าให้เพิ่มขึ้น

 

 

------
ติดตามเรื่องราวต่อไปได้ในรูปแบบรูปเล่ม "คุณชายติดหรูvsคุณหนูติดดิน " โดย รัมย์ ค่ะ

 

 

แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ 14 ธันวาคม 2010 เวลา 03:29 น.
 

คอมเมนต์ 

 
+1 #1 loogpat
อ่านของรัมย์กี่ ทีๆ ก็ยังฮา
อ้างอิง
 
 
+1 #2 kim
คนเขียนนำเสนอเน ื้อเรื่องได้น่า รักมากๆค่ะ.. ชื่นชมๆ
อ้างอิง
 
 
+1 #3 bungki
จันดง มีอุดมการณ์ที่ด ี มาเจอกับอุษมันเ งี้ย 55 ..
อ้างอิง
 
 
0 #4 olo
โอ้คุณชายติดหรู โถคุณหนูติดดิน
:roll:
อ้างอิง
 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่


รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช

Your Shopping Cart

Your Shopping Cart
รถเข็นของท่านยังไม่มีรายการสินค้า

button_checkout
button_how
button_delivery

button_tel

Wallpaper สำหรับแฟนๆ

Links

cs

school

b_job