|
ตัวอย่างเนื้อเรื่อง- พระจันทร์หวานใจ |
 |
พระจันทร์หวานใจ
ผู้แต่ง วรรณศุกร์
ราคา 189 บาท
จำนวน 304 หน้า
ISBN 978-616-520-068-4
|
บทนำ
หล่อน’ ตกเป็นข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ของวิปุลาถึงสองครั้งสองคราในเวลาไล่เลี่ยกัน ถ้าจะบอกว่าเพราะหล่อนเป็นดารา ...ก็คงใช่ล่ะครับ หล่อนเป็นทั้งดารา นางแบบ และกำลังมีชื่อเสียงโด่งดัง มีผลงานเป็นที่รู้จักมากมาย เมื่อตอนที่หล่อนตกเป็นข่าวคู่กับผมครั้งแรกนั่น หล่อนยังมีชีวิตอยู่ หล่อนยิ้ม หัวเราะ พูดกับผม จูบผม ผมเองก็ไม่ได้ปฏิเสธ แต่ ‘เรื่องอย่างว่า’ ไม่ทันได้เกิดขึ้น เพราะเราสองคนได้ยินเสียงกดชัตเตอร์ดังขึ้นเบา ๆ ตามด้วยเสียงฝีเท้าแว่วห่างออกไป แน่นอน... เจอแบบนี้เข้าเป็นใครก็คงหมดอารมณ์ และใครก็ตามที่แอบถ่ายรูปพวกเราไปก็น่าจะเป็นพวกมือสมัครเล่นมากกว่าจะเป็นนักข่าวมืออาชีพ ผมจึงไม่ได้ใส่ใจมากนัก แม้ว่าภาพดังกล่าวจะไปโผล่หราอยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์วิปุลนิวส์ หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ของประเทศวิปุลา ในอีกสองวันถัดมาก็ตาม อันที่จริงแล้ว ชาววิปุลาส่วนใหญ่ล้วนคุ้นเคยกับความเป็น ‘ประเทศปิด’ มาก่อน แต่พอเริ่มเปิดประเทศ กระแสวัฒนธรรมต่างชาติก็ไหลบ่าเข้ามาอย่างยากที่จะหลีกเลี่ยง และท่ามกลางกระแสธารแห่งความผันผวนปรวนแปรนั้นเอง ‘สัญชาตญาณดั้งเดิม’ ของมนุษย์ก็ยังคงมีอยู่ครบถ้วน ทั้งรัก โลภ โกรธ หลง รวมถึงการชอบสอดรู้สอดเห็นเรื่องของชาวบ้าน... เรื่องเหล่านี้คงเป็นเรื่องธรรมดาสามัญอย่างยิ่ง ถ้าหากภาพของ ‘หล่อน’ ไม่ได้ปรากฏอยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์อีกครั้ง หลังจากเพิ่งผ่าน ‘ข่าวฉาว’ ไปได้เพียงไม่กี่วัน โดยมีผมเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยอีกเช่นเคย แต่ไม่ใช่ในฐานะ ‘คู่ขา’ อย่างคราวที่แล้วนะครับ คราวนี้ ผม... เป็นคนพบ ‘ศพ’ หล่อน
ร่างไร้วิญญาณของหล่อนถูกพบในสภาพนอนคว่ำหน้า ลอยอยู่ริมทะเลสาบ... ผิวขาวซีดตัดกับเส้นผมสีน้ำตาลเข้มจนเกือบดำ และกองเลือดแดงฉานที่หลั่งทะลักออกมาจากบาดแผลที่ไหนสักแห่ง หรืออาจจะหลายแห่งบนเรือนร่างของหล่อน ทำให้กลิ่นคาวคล้ายสนิมเหล็กลอยคละคลุ้งอยู่ในอากาศยามเช้าที่มีหมอกขาวขุ่นปกคลุมไปทั่วอาณาบริเวณ ผมไม่มีเวลาพิจารณาอะไรมากไปกว่านั้น เพราะความรู้สึกแวบแรกที่เกิดขึ้นก็คือ ช็อก... เนื่องจากไม่เคยประสบเหตุการณ์ร้ายแรงขนาดนี้มาก่อนในชีวิต ผมจึงยืนอึ้งตะลึงอยู่นานหลายวินาที ก่อนที่สมองจะเริ่มสั่งการให้โทร... โทรไปแจ้งตำรวจ แจ้งรถพยาบาล และเรียกตัวผู้จัดการรีสอร์ทมาที่นี่... เดี๋ยวนี้! ตอนนั้นผมเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า ตัวเองลืมพกโทรศัพท์มือถือติดตัวมาด้วย จึงหันหลังกลับ ขยับเท้าเตรียมวิ่งกลับไปยังบ้านพัก แต่แล้วจู่ ๆ ก็พลันได้ยินเสียงสุนัขเห่าดังขึ้นเสียก่อน มันตรึงฝีเท้าของผมให้หยุดชะงักลงอีกครั้งด้วยความลังเล อย่าเห่าซี โมสาร์ท” เสียงหวานใสของหญิงสาวคนหนึ่งปรามขึ้น “บรรยากาศดี ๆ แบบนี้เค้าห้ามส่งเสียงดังรู้ไหม” แต่เจ้าสุนัขที่ชื่อ ‘โมสาร์ท’ ยังไม่ยอมหยุดเห่าง่าย ๆ ซ้ำร้าย ยิ่งเห่าก็ยิ่งดัง ซึ่งคงเป็นเพราะมันตื่นเต้นที่ได้กลิ่นแปลก ๆ โชยมาแตะจมูกเข้ากระมัง สุดท้ายมันจึงออกแรงวิ่งเพื่อค้นหาที่มาของกลิ่นดังกล่าว และพาเอาหญิงสาวที่กุมเชือกจูงอยู่ในมือให้พลอยวิ่งติดตามมาด้วยอีกคน หยุดนะ โมสาร์ท จะวิ่งไปไหน ฉันบอกให้หยุดไง เอ๊ะ!...” หล่อนอุทานด้วยความแปลกใจ เมื่อมองเห็นผมยืนขวางทางอยู่ตรงหน้า และก่อนที่เราสองคนจะได้เอ่ยทักทาย หรือถามไถ่กันว่าต่างฝ่ายต่างมาทำอะไรที่นี่ในเวลาเช้ามืดแบบนี้ สายตาของหล่อนก็เลื่อนไปยังหย่อมน้ำสีแดง ห่างจากทางเดินเลียบริมทะเลสาบเพียงไม่กี่ก้าว ฟังผมก่อนนะ” ผมพอจะคาดเดาสถานการณ์ออก อีกทั้งสีหน้าและแววตาของหล่อนก็ไม่สู้จะดีนัก ตอนที่หันกลับมามองผมอีกครั้ง ผมไม่ได้...” แต่สายเกินไปเสียแล้ว เพราะสาวสวยหุ่นดีที่ผมแอบหมายปอง ไม่สิ... ไม่ได้ ‘แอบ’ แต่หมายปองอย่างเปิดเผยต่างหาก หล่อนไม่ยอมฟังคำอธิบายของผมแม้แต่คำเดียว แถมยังกรีดร้องสุดเสียงด้วยความหวาดกลัวและตกใจ เมื่อเห็นผมสืบเท้าเข้าไปใกล้ อย่าเข้ามานะ อย่าเข้ามา ช่วยด้วย... ฆาตกร!” คำนั้นกระแทกใจผมเข้าอย่างจัง ปู้โธ่เอ๋ย... ก็ขนาดเห็น ๆ อยู่ว่าผมทั้งหล่อทั้งรวยแบบนี้ หล่อนยังไม่สน แล้วนี่ดันเข้าใจผิดคิดว่า ผมเป็นฆาตกรเข้าไปอีก เห็นทีความหวังที่จะพิชิตหล่อน เอ๊ย! พิชิตหัวใจของหล่อน คงจะยิ่งริบหรี่ลงกว่าเดิมเป็นแน่แท้...
1 เครื่องปรับอากาศส่งเสียงครางหึ่งเบา ๆ ตลอดเวลา ปรับอุณหภูมิภายในห้องทำงานให้เย็นฉ่ำ ทั้งที่ช่วงเวลานั้น ‘วิปุลา’ กำลังอยู่ในช่วงกลางฤดูใบไม้ผลิพอดี อากาศน่าจะเย็นสบาย ปลอดโปร่งสดใส ไม่หนาวไม่ร้อนจนเกินไปนัก แต่พอเอาเข้าจริง ๆ มันกลับค่อนข้างร้อน เพราะปีนี้แสงแดดดูเหมือนจะจ้าจัดกว่าทุกปีที่ผ่านมา ซึ่งคงจะเกิดจากปฏิกิริยาเรือนกระจกที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลกนั่นเอง ม่านหน้าต่างสีเทาควันบุหรี่ที่ทั้งหนาและหนักถูกรูดเปิดออกจนสุด แล้วผูกรวบชายทั้งสองไว้ด้านข้าง แสงแดดยามสายจึงสาดส่องเข้ามาในห้องทำงานบนตึกสูงแห่งหนึ่งได้อย่างเต็มที่ ยังความอบอุ่นสว่างไสวให้ทาบทับลงบนพื้นห้องปูพรมสีน้ำเงินเข้มและโต๊ะทำงานที่สะอาดเอี่ยมแลดูเป็นระเบียบอยู่เสมอ ไล่เลยไปจนกระทั่งถึงผนังห้องอีกด้านหนึ่งซึ่งเป็นสีขาวงาช้างที่ประดับด้วยกรอบรูปสีทองขนาดใหญ่ สลักตราสัญลักษณ์ประจำตระกูล แลดูหรูหรา เด่นเป็นสง่า บุรุษวัยกลางคน รูปร่างสูงโปร่ง ผึ่งผาย ผมตัดสั้นแค่ต้นคอเริ่มมีสีดอกเลาแซมปนให้เห็นอยู่ประปราย กำลังยืนกอดอกมองดูรูปของตนเองเป็นการฆ่าเวลาระหว่างที่รอคอยให้บุตรชายคนเดียวของตนเข้ามาพบตามที่ได้มีคำสั่งเรียกหาไปแล้วตั้งแต่เมื่อเช้า ...หรือถ้าจะพูดให้ชัดเจนกว่านั้น ก็ตั้งแต่ตอนที่เขาได้เห็น ‘ข่าว’ นั่นบนหน้าหนังสือพิมพ์วิปุลนิวส์แล้วแทบจะสำลักกาแฟพรวดออกมานั่นแหละ เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ ในที่สุดความอดทนของเขาก็หมดสิ้นลง แต่ทว่าหลังจากถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง และกำลังจะยื่นมือไปกดอินเตอร์คอมเพื่อสั่งให้เลขานุการไปตามตัวบุตรชายอีกครั้ง เสียงเคาะประตูห้องก็ดังขึ้น เข้ามา” น้ำเสียงตวัดห้วนบ่งบอกถึงอารมณ์ของคนพูดได้เป็นอย่างดี หากนั่นก็มิได้ทำให้ชายหนุ่มผู้ซึ่งก้าวเข้ามาสะทกสะท้านแต่อย่างใด คีราณ ธราณินทร์’ ทายาทเพียงหนึ่งเดียวของสายตระกูล ‘ธราณินทร์’ ผู้มั่งคั่งแห่งประเทศวิปุลา ยังคงวางมาดสำรวย หล่อเหลา ดูดีอยู่เสมอ เขาเป็นชายหนุ่มวัยยี่สิบปลาย ๆ รูปร่างสูงโปร่ง ไหล่กว้าง แต่ไม่ถึงกับบึกบึน ดวงตาและเส้นผมมีสีเดียวกัน นั่นคือสีน้ำตาลเข้ม วันนี้คีราณแต่งกายด้วยชุดเฮมา... ชุดแต่งกายประจำชาติของผู้ชายชาววิปุลา แขนยาว สีอ่อน เนื้อบาง ตัดเย็บและปักลวดลายอย่างประณีต ดูเนี้ยบตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า แถมยังพรมน้ำหอมเสียกลิ่นฟุ้ง ทว่าสีหน้ากลับเรียบเฉย ติดจะเบื่อหน่ายเฉื่อยชาอยู่ครามครันเสียด้วยซ้ำ ราวกับรู้ดีว่า ตนเองกำลังจะถูกผู้เป็นบิดาเรียกมาเทศนาต่อว่าเรื่องที่ไปสร้างวีรกรรมอะไรไว้ “แกมีอะไรจะอธิบายไหม” เมื่อยืนเผชิญหน้ากันเช่นนี้ จึงสังเกตเห็นว่าชายหนุ่มมีรูปร่างสูงกว่าพ่อของตนเกือบคืบหนึ่งเลยทีเดียว คีราณเลิกคิ้วคมเข้มขึ้นเล็กน้อย เกือบจะเผลอทำท่ายักไหล่ยียวนแบบที่ใช้เป็นประจำกับเพื่อนฝูงออกไปอยู่แล้ว แต่ยังดีที่ชะงักเอาไว้ทัน ก่อนจะตีหน้าซื่อ แสร้งถามอย่างงง ๆ เรื่องอะไรล่ะครับ เอ... หรือว่าเรื่องที่ผมมาทำงานสาย เรื่องนั้นเราเคยคุยกันแล้วนี่ครับ ทั้งรายงานและลิสต์ออร์เดอร์ทั้งหมดกว่าจะถูกส่งเข้ามาถึงมือผมก็เกือบเที่ยง ไม่มีประโยชน์อะไรที่ผมจะตื่นเช้ากว่านั้น เพื่อมานั่งเหม่อลอยอยู่ที่โต๊ะทำงานเฉย ๆ อีกอย่าง ผมเป็นคนนอนดึก แดดดี้ก็รู้” คีราณไม่ได้เรียกพ่อกับแม่ว่า ‘ปอปอ - มามา’ แบบชาววิปุลาส่วนใหญ่ แต่เขาพอใจจะเรียก ‘แดดดี้ - มามี้’ แบบฝรั่งมากกว่า เนื่องจากครอบครัวทำธุรกิจติดต่อค้าขายกับชาวต่างประเทศมานาน จึงพลอยซึมซับเอาวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันอย่างกลมกลืน “เออ! ใช่ ฉันรู้” ธรัณ ธราณินทร์ บิดาของเขาพยักหน้าช้า ๆ กระแทกเสียงเย็นชาใส่ ขณะที่ดวงตาคมกริบจ้องหน้าบุตรชายเขม็ง “ที่แกนอนดึก ก็เพราะมัวแต่ไปเที่ยวเตร่ ทำเรื่องบัดสีกับพวกผู้หญิงชั้นต่ำ ไร้ยางอายอยู่น่ะซี” “โธ่! แดดดี้...” คีราณร้องอย่างอ่อนอกอ่อนใจเต็มทน ทว่าพยายามฉีกยิ้มทำให้ดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย “ผมเป็นลูกชายนะครับ ไม่ใช่ลูกสาว เรื่องพรรค์นี้มันก็ต้องมีกันบ้าง นิด ๆ หน่อย ๆ เป็นของธรรมดาตามประสาผู้ชาย แดดดี้น่าจะเข้าใจ” “นิด ๆ หน่อย ๆ งั้นหรือ” พ่อของเขาย้อนถาม แล้วยื่นมือหยิบหนังสือพิมพ์วิปุลนิวส์ ซึ่งวางกางอยู่บนโต๊ะโยนใส่ พร้อมตะเบ็งเสียงเกรี้ยวกราดตำหนิบุตรชายด้วยความโกรธ “ไอ้ข่าวแบบนี้มันอาจนิดหน่อยสำหรับแก แต่มันเป็นเรื่องใหญ่สำหรับฉัน มันทำให้ตระกูล ‘ธราณินทร์’ ของเราต้องเสื่อมเสียมากขนาดไหน แกเคยคิดบ้างไหม” ตระกูล ‘ธราณินทร์’ นับเป็นหนึ่งในเจ็ดสายตระกูลสำคัญ ผู้ร่วมกันก่อตั้งประเทศวิปุลาแห่งนี้ขึ้นมาตามตำนานเมื่อครั้งอดีตกาล อีกทั้งยังกุมบังเหียนด้านเศรษฐกิจและสังคมเอาไว้ในกำมือ ลำพังแค่ธุรกิจรีสอร์ทที่โกจารา และส่งออกดอกไม้แห้งไปจำหน่ายยังประเทศต่าง ๆ ทางแถบยุโรปเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตหัวน้ำหอม ก็สามารถทำรายได้เข้าประเทศได้ไม่น้อยกว่าปีละห้าพันล้านเชเคนแล้ว จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผู้คนของตระกูลนี้มักจะคำนึงถึงชื่อเสียง เงินทอง และเกียรติยศหน้าตาของตนเองเป็นสำคัญ รวมทั้งยังต้องพยายามรักษาภาพพจน์ให้ดูดี สูงส่งสง่างาม สมฐานะในแวดวงสังคมอีกด้วย คีราณก้มลงมองหนังสือพิมพ์ซึ่งตกอยู่บนพื้นห้องแทบปลายเท้า ‘ภาพข่าว’ ดังกล่าวที่เป็นสาเหตุให้พ่อของเขาโกรธนักโกรธหนา ปรากฏชัดเจนอยู่ตรงหน้า ชัดเจน... เสียจนเจ้าตัวไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ชายหนุ่มที่กำลังกอดรัดฟัดเหวี่ยงอยู่กับหญิงสาวในชุดฮาเนียสั้นสีดำสุดเซ็กซี่คนนั้น ไม่ใช่เขา... “ผมก็ไม่เห็นว่ามันจะมีอะไรเสียหายตรงไหน ที่สำคัญ ผู้หญิงคนนี้เป็นใคร แดดดี้ลองดูให้ดี ๆ ก่อนสิครับ” เขาทำท่าจะเก็บหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นขึ้นมา หากถูกเสียงดุตวาดขึ้นเสียก่อน ไม่ต้อง ฉันไม่อยากดูซ้ำอีกรอบให้เสียสายตา!” ‘ธรัณ’ ประธานบริษัททีอาร์ธราณินทร์ ประมุขของสายตระกูลอันเก่าแก่แห่งวิปุลา กำลังรู้สึกอิดหนาระอาใจต่อพฤติกรรมและความคิดของบุตรชายเหลือทน “ผู้หญิงคนไหนก็ตามที่กล้าทำเรื่องบัดสีกับแกกลางที่สาธารณะโดยไม่อายฟ้าไม่อายดินแบบนี้ ฉันถือว่าเป็นผู้หญิงสกปรก!” คีราณทอดถอนใจ เขาเองก็นึกเอือมระอากับความคิดหัวโบราณและเหยียดเพศ เหยียดฐานะแบบนี้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ความจริงยุคนี้ควรจะเป็นยุคที่หญิงชายเสมอภาค สามารถแสดงออกได้อย่างเท่าเทียม และถ้าหากฝ่ายชายมีความเป็นสุภาพบุรุษ ให้เกียรติสุภาพสตรีแบบเดียวกับวัฒนธรรมของชาวตะวันตกด้วยก็จะดีมาก แดดดี้ครับ มินนี่เป็นเพื่อนผมนะครับ เธอเป็นดารา เป็นนางแบบ มีชื่อเสียงโด่งดัง เรียกได้ว่าเป็นซุปเปอร์สตาร์คนหนึ่งของประเทศเราเลยก็ว่าได้ แล้วไอ้รูปพวกนี้ก็มีคนแอบถ่ายตอนที่เรากำลังนั่งคุยกันอยู่ในผับ ผมคิดว่าผมควรจะโกรธและเตรียมหาทนายทำเรื่องฟ้องร้องฐานที่โดนละเมิดสิทธิส่วนบุคคลมากกว่า แทนที่จะโดนแดดดี้เรียกมาตำหนิอยู่แบบนี้...” “หยุดเลยนะ ไม่ต้องฟ้อง ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น ฉันจะไม่ยอมให้มีข่าวฉาวโฉ่อะไรบานปลายไปมากกว่านี้เด็ดขาด!” ผู้เป็นบิดาสั่งปรามเสียงเฉียบ “บอกแล้วไง ฉันไม่สนว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร จะดาราหรือนางแบบมันก็พวกเต้นกินรำกิน อวดเนื้อหนังมังสาไปวัน ๆ เท่านั้น ดูสิ... นี่ขนาดอยู่ในผับ ผู้คนออกเยอะแยะ หล่อนยังแทบจะปีนขึ้นไปขี่คอแก แล้วถ้าอยู่ในที่ลับตาคนล่ะ จะมิยิ่งไปกว่านี้หรือ บอกตามตรง ฉันคงนอนตายตาไม่หลับแน่ ถ้าหากแกยังไม่ยอมเลิกยุ่งกับผู้หญิงคนนี้!!!” คีราณเบือนหน้าไปทางหน้าต่าง คร้านที่จะโต้เถียงให้เสียอารมณ์ เนื่องจากรู้ดีว่าถึงอย่างไรพ่อก็ไม่สามารถควบคุมบงการชีวิตของเขาได้ เหมือนเช่นทิศทางตัวเลขในบัญชีที่พ่ออยากให้เป็น ขณะเดียวกันผู้เป็นบิดาบังเกิดเกล้าก็หยั่งรู้อุปนิสัยของบุตรชายดี และหวั่นเกรงอยู่ลึก ๆ ในใจประการหนึ่งว่า หากถูกบังคับขู่เข็ญเรื่องส่วนตัวมากเข้า ทายาทเพียงคนเดียวของธราณินทร์อาจจะเตลิดเปิดเปิงไปยิ่งกว่าเดิมก็เป็นได้ แหม... คุณพี่ก็น่าจะรู้จักลูกชายตัวเองดีนี่คะ’ พาวันตี ภรรยาของเขา หรือมารดาของบุตรชายเคยบอกเอาไว้ หล่อนเป็น ‘ชามี’ หรือสตรีผู้สืบเชื้อสายมาจากหนึ่งในเจ็ดตระกูลใหญ่ และแต่งงานกับธรัณ เพราะ ‘ความเหมาะสม’ ทางฐานะ ก่อนที่ความผูกพันและกาลเวลาจะแปรเปลี่ยนสิ่งนั้นให้กลายเป็น ‘ความรัก’ ซึ่งก็ไม่นับว่าเป็นเรื่องแปลกสำหรับวิถีชีวิตของผู้หญิงชาววิปุลาโดยทั่วไป ตราบเท่าที่สังคมยังคงมีค่านิยมเหล่านั้นอยู่ ลูกคีร์น่ะทำอะไรไม่ค่อยจะคิด นึกอยากทำอะไรก็ทำ อยากเที่ยวก็เที่ยว อยากคบใครก็คบ แกรักอิสระค่ะ ดิฉันรู้ อีกอย่าง แกก็เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร พวกเราผิดเองที่ตามใจแกมาตั้งแต่เด็ก ไอ้ครั้นจะห้ามปรามกันตอนนี้มันก็สายเกินแก้ แกโตเป็นผู้ใหญ่แล้วนะคะ อีกสองสามปีก็จะสามสิบอยู่รอมร่อ คงจะแยกแยะได้ว่าอะไรถูกอะไรผิด...’ ‘หึ! ก็เห็นอยู่ชัด ๆ ว่าแม่ดารานั่นมีข่าวฉาวไม่เว้นแต่ละวัน มันก็ยังอุตส่าห์จะไปคว้ามาคั่วอีก นี่น่ะเหรอที่บอกว่ารู้จักแยกแยะถูกผิด’ ธรัณขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงร้อนแรง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นหมดแรงในเวลาต่อมา ผมล่ะกลุ้มใจจริง ๆ ไม่รู้ว่าในสมองมันคิดอะไรอยู่บ้าง แล้วต่อไปจะฝากฝังให้ดูแลธุรกิจของตระกูลเราได้อย่างไร’ ‘คุณพี่ก็ใจเย็น ๆ ค่อย ๆ พูดกับแกดี ๆ สิคะ’ ‘คุณนั่นแหละที่ต้องไปพูดกับลูกแทนผม’ ถึงตอนนี้พาวันตีก็ยิ้มหวานปานดอกไม้บาน แต่ปฏิเสธหน้าตาเฉยว่า ดิฉันไม่ว่างหรอกค่ะ มีไฟลท์บินไปร่วมงานนิทรรศการน้ำหอมที่ฝรั่งเศสตอนสิบโมงเช้า ลูกคงยังไม่ตื่นกระมัง’ และด้วยคำปฏิเสธนุ่มนวลดังกล่าวนั่นเอง สองพ่อลูกจึงต้องมาเผชิญหน้ากัน... คีราณละสายตาจากทิวทัศน์สูงนอกหน้าต่าง พลางหันมาบอก ผมรับปากได้แต่เพียงว่า ต่อไปจะระวังตัวมากขึ้น ไม่ให้มีข่าวเสียหายทำนองนี้หลุดออกมาอีกก็แล้วกันครับ” “ก็ถ้าแกเลิกคบกับหล่อนซะ มันก็จะได้ไม่มีข่าวหลุดออกมาอีกไงเล่า” “ขอโทษนะครับแดดดี้” คีราณยังคงกล่าวอย่างใจเย็น แกล้งปรับน้ำเสียงให้ฟังดูเคร่งเครียดกว่าปกติ “มินนี่ไม่ได้ทำอะไรผิดจนผมต้องเลิกคบกับเธอ ตรงกันข้าม พอมีข่าวแบบนี้หลุดออกมา คนที่เสียหายและน่าเห็นใจที่สุด ก็คือมินนี่ ไม่ใช่ผม ซึ่งอันที่จริงผมควรจะไปขอโทษเธอด้วยซ้ำ” ประโยคสุดท้ายทำให้ใบหน้าของธรัณเปลี่ยนสีทันควัน ยกมือขึ้นชี้หน้าบุตรชายอย่างโกรธจัด ลองถ้าแกกล้าไปล่ะก็ เป็นได้เห็นดีกับฉันแน่!!!” คีราณเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ท่าทางยังคงนิ่งเฉยเสมือนไม่ยินดียินร้ายต่อคำขู่ แต่ในใจกลับหัวเราะร่า เพราะนึกขำที่อีกฝ่ายคิดเป็นจริงเป็นจังขนาดนี้ และหลังจากไตร่ตรองเล็กน้อย เขาก็ตัดบทเอาดื้อ ๆ ว่า เอาล่ะครับ นี่ก็จวนจะเที่ยงแล้ว” ชายหนุ่มทำทีเป็นก้มลงมองนาฬิกาข้อมือเรือนหรูของตัวเองแวบหนึ่ง “ผมเพิ่งตื่นนอนก็รีบตรงมาหาแดดดี้ที่นี่ทันที ยังไม่ได้กินอะไรรองท้องเลย หิวจะแย่... งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ” กล่าวจบ ไม่รอฟังคำอนุญาตจากผู้เป็นบิดา ชายหนุ่มก็หันหลังเดินออกจากห้องไปด้วยกิริยาเรียบเรื่อยเหนื่อยหน่าย ไม่ปรารถนาจะต่อความยาวสาวความยืดใด ๆ ด้วยอีกทั้งสิ้น หลังจากที่บานประตูปิดสนิทลง บรรยากาศภายในห้องทำงานก็กลับมาเงียบสงบดังเดิมอีกครั้ง เพลิงโทสะของธรัณ ค่อย ๆ ทุเลาเบาบางลงทีละน้อย หากเขาทรุดนั่งลงบนเก้าอี้บุนวมหน้าโต๊ะทำงาน โดยที่ความกลัดกลุ้มกังวลใจทั้งหลายยังคงมีอยู่ มิได้จางหาย นี่ฉันจะทำอย่างไรกับแกดี...” ธรัณ ธราณินทร์ อายุอานามล่วงเข้าห้าสิบห้าแล้วในปีนี้ แต่เขายังคงจดจำความรู้สึกต่าง ๆ เมื่อครั้งที่ยังอยู่ในวัยหนุ่มได้อย่างแม่นยำ เขาจึง ‘คิดว่า’ ตนเองพอเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของคีราณ... เข้าใจว่าชีวิตหนุ่มโสดผู้เพียบพร้อมทุกอย่างทั้งรูปสมบัติ คุณสมบัติ และทรัพย์สมบัติ ต้องการอะไร หรือไม่ต้องการอะไร หากแต่เจ้าลูกชายตัวดีคนนี้ต่างหาก ที่ไม่เคยทำความเข้าใจกับหัวอกของคนเป็นพ่ออย่างเขาเลยสักนิด... ไม่ใช่แค่พ่อธรรมดา แต่ธรัณเป็นพ่อที่แบกรับทุกสิ่งทุกอย่างของ ‘ธราณินทร์’ เอาไว้บนบ่าทั้งสองข้าง และปรารถนาจะฝากฝังสิ่งเหล่านั้นให้แก่ทายาทเพียงคนเดียวของตนในวันข้างหน้า! เขาไม่ได้อยากทำตัวเป็นพ่อเผด็จการที่คอยชี้นิ้วบงการชีวิตของลูกชายทุกอย่างจนกระดิกกระเดี้ยไม่ได้ ทว่าเพียงแค่ต้องการให้คีราณมีสำนึกในภาระหน้าที่และรู้จักรับผิดชอบต่อชื่อเสียงวงศ์ตระกูล คำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าความพึงพอใจชั่วครั้งชั่วคราวบ้างก็เท่านั้น ไม่ใช่ทำตัวลอยไปลอยมา มั่วผู้หญิงไปวัน ๆ ซึ่งน่าหวั่นเกรงเหลือเกินว่า หากเกิดเรื่องพลาดพลั้งขึ้นมา เขาอาจจำต้องยอมรับผู้หญิงเหล่านั้นมาเป็น ‘สะใภ้ธราณินทร์’ ก็ได้...
ใกล้เวลาเที่ยงวัน แสงแดดที่สาดทอเข้ามาหดสั้นลงทุกขณะ ธรัณเหลือบมองหนังสือพิมพ์ซึ่งตกอยู่บนพื้นห้องอีกครั้งด้วยความฮึดฮัดขัดเคือง หากในขณะเดียวกันเขาก็มั่นใจว่า ‘ธราณินทร์’ มีอิทธิพลมากพอที่จะทำให้ ‘ดาว’ บางดวง ‘ดับ’ ลงได้ไม่ยาก ถึงแม้จะไม่มีเครื่องรับประกันใด ๆ ว่า ลูกชายของตนจะเลิกยุ่งเกี่ยวกับ ‘ดาวดับ’ ดวงนั้นอย่างเด็ดขาด หรือขั้นเลวร้ายที่สุด คีราณอาจจะหันไปคว้าผู้หญิงสกปรก ไม่มีหัวนอนปลายเท้ายิ่งกว่าเดิม มาประชดการกระทำของพ่อก็เป็นได้ แต่ธรัณก็ยังคงมองไม่เห็นวิธีการอื่นที่ดีกว่านี้ ประมุขแห่งธราณินทร์นั่งกุมขมับ ระหว่างที่พยายามสลัดปัญหาส่วนตัวออกไปเพื่อเริ่มต้นตั้งสมาธิทำงาน เสียงกริ่งโทรศัพท์ก็ดังขึ้นขัดจังหวะอีก ...หวังว่าเลขาฯ คงไม่ได้โทรมาเตือนว่า เที่ยงนี้เขามีนัดรับประทานอาหารกับลูกค้ารายใหญ่ที่ไหนหรอกนะ เพราะเขาไม่รู้สึกหิวเลยสักนิด ซ้ำยังไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะฉีกยิ้มเจรจาการค้ากับใครได้ทั้งสิ้น “ว่าไง” ธรัณยื่นมือไปกดปุ่มรับสายแบบสปีกเกอร์คอลล์ พลางกรอกเสียงเหนื่อยหน่ายลงไปสั้น ๆ ก็ได้ยินเลขานุการสาวตอบกลับมาว่า ท่านประธานคะ มีสายเข้าจากคุณลาวิก ผู้จัดการบ้านพักที่โกจาราค่ะ สะดวกให้ดิฉันโอนสายเข้าไปในห้องท่านตอนนี้ไหมคะ” ธรัณผ่อนลมหายใจออกอย่างเหนื่อยหน่าย เพราะการที่ผู้จัดการประจำสาขาโกจาราโทรเข้ามาในสำนักงานใหญ่และต้องการติดต่อกับเขาโดยตรง ก็ย่อมแสดงว่ามี ‘ปัญหา’ อะไรสักอย่างเกิดขึ้นที่นั่น และแน่นอน... ไม่ใช่ปัญหาเล็ก ๆ “โอเค ผมว่าง โอนสายเข้ามาได้เลย” “ค่ะ” หลังจากนั้นเพียงไม่กี่วินาที เสียงของ ‘ลาวิก’ ผู้จัดการรีสอร์ทและบ้านพักตากอากาศริมทะเลสาบเมืองโกจาราก็ดังขึ้นแทนที่ ธรัณรับฟังเรื่องราวทั้งหมดด้วยสีหน้าเคร่งขรึมในตอนแรก แล้วจึงค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นประหลาดใจ ก่อนที่แววตาของเขาจะเปล่งประกายขึ้นวูบหนึ่งในตอนท้ายราวกับได้ค้นพบช่องทางบางอย่างที่กำลังเสาะแสวงหาอยู่ ตกลง คุณตอบฝ่ายนั้นไปเลยว่าผมยินดีทำสัญญาเช่ากับเขาสามเดือน ทั้งบ้านพัก สระว่ายน้ำ สปอร์ตคอมเพล็กซ์ แปลงดอกไม้ รวมทั้งพาหนะที่จำเป็นทั้งหมด ส่วนรายละเอียดอื่น ๆ เดี๋ยวผมจะให้เลขาฯ ส่งแฟกซ์ตามไปภายในวันนี้” “เอ่อ... แล้วส่วนที่เราต้องใช้บริการนักท่องเที่ยวในรีสอร์ทล่ะครับ จะทำอย่างไร” “ก็ระบุลงไปในสัญญาซีว่าระหว่างที่เขาเช่าพักอาศัย เรายังสามารถดำเนินกิจการได้ตามปกติ แต่เขาจะได้รับสิทธิพิเศษในการใช้บริการต่าง ๆ ฟรีทั้งหมด เช่น ถ้าต้องการดอกไม้สำหรับตกแต่งบ้านพักหรือจัดงานปาร์ตี้ ทางเราก็พร้อมจะจัดการให้เต็มที่โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเพิ่ม ส่วนเรือเฟอร์รี่นั่นก็เหมือนกัน สามารถใช้ได้ทุกเที่ยวตามตารางเวลาที่กำหนดไว้” ลาวิกเงียบไปครู่หนึ่ง คงกำลังคิดคำนวณอยู่กระมังว่า ค่าเช่าสามเดือนที่ตนเองเพิ่งเสนอราคาให้ลูกค้าไปนั้นมันคุ้มค่ากับข้อตกลงที่ท่านประธานกล่าวมาหรือไม่ จากนั้นทั้งสองก็พูดคุยสอบถามเกี่ยวกับเงื่อนไขและข้อสงสัยอื่น ๆ อีกเล็กน้อย พอได้ข้อสรุปที่ค่อนข้างชัดเจนจึงวางสายลง ถึงตอนนี้สีหน้าของธรัณดูอารมณ์ดีขึ้นมาก เขาออกไปรับประทานอาหารกลางวันข้างนอกได้อย่างสบายใจ ก่อนจะกลับเข้ามาอีกครั้งเพื่อลุยงานเอกสารในช่วงบ่าย ...และรอที่จะพบหน้าเจ้าลูกชายตัวดีอีกครั้งในค่ำคืนนี้ เพื่อมอบหมาย ‘งานพิเศษ’ ให้ชายหนุ่มทำ!!!
คีราณนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานในห้องส่วนตัว พลางเปิดคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คด้วยอารมณ์เบื่อหน่าย หลังจากตรวจดูบัญชีได้ไม่ถึงห้านาที เขาก็เปลี่ยนไปดู ‘อย่างอื่น’ แทน ความจริงงานของ ‘รองประธานบริษัท’ ไม่ได้มีอะไรมาก ถ้าเรื่องไหนเร่งด่วน เลขานุการก็จะนำเอกสารมาให้เขาพิจารณาและเซ็นรับรองเอง ส่วนเรื่องทั่วไปที่ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนมากนัก ก็ทิ้งไว้สักสามสี่วันหรืออาทิตย์นึงค่อยมาสะสางทีเดียว การทำงานวันละนิดวันละหน่อยต่างหากที่เป็นการเสียเวลาสำหรับเขา ที่สำคัญ ธรัณและบุคคลรอบข้างชายหนุ่มไม่เคยสังเกตเห็น ‘ความสามารถพิเศษ’ ข้อนี้... คีราณสามารถตรวจงานเอกสารและเรียบเรียงข้อมูลได้อย่างถูกต้องและรวดเร็วกว่าคนทั่วไปราวสามเท่าตัว คนอื่นอาจจะนั่งหลังขดหลังแข็งอยู่ทั้งวัน แต่เขาใช้เวลาอ่านผ่าน ๆ แค่ราวสองชั่วโมงทุกอย่างก็เสร็จเรียบร้อย ...หากทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับว่า เจ้าตัวอยู่ในอารมณ์ขยันหรือว่าขี้เกียจเท่านั้นเอง นอกจากนี้ ไฟล์โปรเจ็คใหม่ ๆ ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่คีราณไม่เหลียวแล คร้านจะแตะต้องยุ่งเกี่ยวด้วย เพราะไม่ว่าเขาจะพยายามเสนออะไรไป ‘ท่านประธาน’ ก็จะแย้งกลับมาทุกครั้ง ตลาดแคบไปบ้างล่ะ กลุ่มลูกค้าจำเพาะเจาะลงเกินไปบ้างล่ะ ไม่อยากเสี่ยงลงทุนตอนนี้ รอไว้พิจารณาไตรมาสหน้าบ้างล่ะ... โดยไม่สนใจฟังเหตุผลของเขาบ้างเลยสักนิด แล้วอย่างนี้คีราณจะคิดโปรเจ็คใหม่ ๆ ขึ้นมาทำไมให้เปลืองสมอง สู้เอาเวลาไปทำอย่างอื่นที่มันบันเทิงเริงใจไม่ดีกว่าหรือ หน่วยความจำเกือบครึ่งหนึ่งในคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คของคีราณจึงเต็มไปด้วยรูปภาพและประวัติสาวสวยมากมาย นับเป็นของสะสมที่เขาภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง นอกเหนือจากการสะสมรถยนต์หรู ๆ ที่นำเข้าจากต่างประเทศซึ่งเขาดัดแปลงตกแต่งเสียจนตำรวจจราจรของวิปุลาปวดเศียรเวียนเกล้าไปตาม ๆ กัน นิ้วหนาแตะทัชแพดเลื่อนดูรูปภาพสาวสวยไปเรื่อยอย่างเพลิดเพลิน ปัจจุบันสาววิปุลาส่วนใหญ่ยังคงนิยมแต่งกายด้วยชุด ‘ฮาเนีย’ ชุดประจำชาติแบบกว้านคอลึกจนเห็นเนินอกขาวอวบอิ่มรำไร มีเชือกหรือริบบิ้นเส้นเส้นเล็กรัดใต้ฐานอกเพื่อเน้นสัดส่วนให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ชายเสื้อที่เหลือพลิ้วบาง ทิ้งตัวยาวลงไปกรอมเท้า แต่บางชุดที่คีราณสแกนมาจากนิตยสารแฟชั่นถูกออกแบบเสียใหม่จนร่นสั้นขึ้นมาเหนือเข่า และเขาภาวนาว่าในอนาคตขอให้มันจงสั้นขึ้นไปอีกเรื่อย ๆ... มันน่าให้รางวัลคนออกแบบชะมัด” ชายหนุ่มพึมพำ เขาคิดว่าดีไซเนอร์ที่ออกแบบชุดพวกนี้ต้องเป็นผู้ชายอย่างไม่ต้องสงสัย ทว่าสิ่งที่ขัดตาอยู่นิดหน่อยก็คือ ‘เฮมมี’ ซึ่งเป็นเสื้อคลุมสตรีตัวนอกนั่นแหละ ที่เขาแน่ใจว่าคงถูกคิดค้นขึ้นมาทีหลังโดยผู้หญิงหัวอนุรักษ์นิยมกลุ่มหนึ่ง หรือไม่ก็สมาคมสตรี ‘อกไข่ดาว’ ทั้งหลาย เพราะถึงแม้เฮมมีจะเป็นเพียงเสื้อลูกไม้โปร่งบาง แต่มันก็บดบังทัศนียภาพอันงดงามของนวลเนื้ออวบอิ่มไปไม่น้อย ครั้นดูมาถึงชุดฮาเนียยาวที่มีเฮมมีทับแบบเต็มยศ เขาจึงบ่นอุบ เฮ้อ... ปิดทั้งข้างบนข้างล่าง แล้วยังจะมีอะไรให้ดูอีกวะ” ภาพบนหน้าจอถูกเลื่อนเปลี่ยนไป จนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่ดาราสาวสวยคนหนึ่ง... จารุคามิน ฮาเนียสั้นของหล่อนตัดเย็บด้วยผ้าแพรสีดำเนื้อมันเงา ขับเน้นผิวขาวซีดและริมฝีปากสีแดงสดให้โดดเด่น แถมยังกว้านคอลึกกว่าปกติจนก้อนเนื้อที่ฉีดซิลิโคนจนเต่งตึงมหึมานั้นแทบจะหลุดออกมาทั้งยวง มุมปากของคีราณกระดกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เขาไม่แคร์ว่าสิ่งที่เคยเห็นและสัมผัสจับจ้องนั้นจะเป็นของแท้หรือเทียม มันขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของเจ้าของเรือนร่างเองมากกว่า ว่าจะเลือกให้ตัวเองดูเป็นอย่างไรในสายตาผู้อื่น โดยเฉพาะคนที่มีอาชีพขายรูปร่างหน้าตาอย่างหล่อน แต่จะว่าไปแล้วคีราณก็เพิ่งรู้จักกับดาราสาวคนนี้เมื่อหนึ่งเดือนก่อน น่าแปลกที่การพัฒนาความสัมพันธ์เป็นไปอย่างรวดเร็วเกินคาด เนื่องจากจารุคามินเองก็ออกอาการปลื้มและทอดสะพานให้เขาอย่างเปิดเผยตั้งแต่แรกพบ แน่ล่ะซี... ก็คีราณน่ะเป็นถึง ‘เชวา’ -- ทายาทหนุ่มเพียงหนึ่งเดียวของตระกูลธราณินทร์ ผู้มั่งคั่งร่ำรวยและเป็นที่นับหน้าถือตาของชาววิปุลาทั้งหลาย ลองถ้าเขาเป็นเพียงชายหนุ่มฐานะธรรมดา ไม่ได้มีสายเลือดใหญ่โตอะไร หล่อนจะแลเขาเหรอ คีราณมองออกทันทีว่า จารุคามินเป็นผู้หญิงประเภทไหน นอกจากจะไม่ใช่สุภาพสตรีชั้นสูง ที่ใครต่อใครพากันเรียกขานอย่างยกย่องว่า ‘ชามี’ นำหน้าชื่อแล้ว หล่อนยังเป็นดาราประเภทที่มีข่าวฉาวเกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวันอีกด้วย ดังนั้นการคบหาหล่อน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนหรือเป็นอะไรก็ตาม จึงเป็นเพียงแค่การสร้างสีสันให้แก่ชีวิต ไม่เคยคิดจริงจังถึงขั้นคิดจะใช้ชีวิตคู่ร่วมกันแต่อย่างใด และดูเหมือนจารุคามินเองก็คงจะเข้าใจเรื่องนี้ดี เพราะหล่อนให้สัมภาษณ์กับพวกนักข่าวในทำนองว่า คีร์เป็นเพื่อนมินนี่ค่ะ เป็นเพื่อนจริง ๆ ส่วนรูปที่ทุกคนเห็น เราเพียงแค่หยอกล้อกันเท่านั้น แล้วบังเอิญมีบางมุมบางจังหวะที่อาจทำให้คนเห็นเข้าใจผิดได้ แต่มินนี่ยืนยันเลยนะคะว่าความจริงไม่มีอะไรเกินเลยแน่นอน อันนี้คอนเฟิร์มค่ะ... ตอนที่อยู่ในผับน่ะเหรอคะ แหม... ก็มีเพื่อนคนอื่น ๆ นั่งอยู่ด้วยตั้งหลายคน ไม่รู้ทำไมคนถ่ายเขาถึงได้เจาะจงถ่ายแค่มินนี่กับคีร์เท่านั้น มินนี่ว่ามันซิลลี่มาก ที่จะเอาเรื่องแบบนี้มาเป็นข่าว คีร์เห็นแล้วก็ขำค่ะ แต่เขาไม่ได้ว่าอะไร...’ ใช่... คีราณไม่ได้ว่าอะไรเลย ออกจะสบายใจเสียด้วยซ้ำที่หล่อนปฏิเสธความสัมพันธ์ออกสื่อไปอย่างนั้น ทว่าสำหรับคนที่ไม่เชื่อลมปากของคนในวงการมายาอย่าง ‘ธรัณ’ กลับโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ เมื่อรู้ว่าลูกชายตัวดียังคงแอบควงแม่ดาราสาวคนนี้ออกเดทไม่เว้นแต่ละวัน ‘โธ่... ก็ตามประสาเพื่อนน่ะฮะ แดดดี้จะคิดมากไปทำไม’ ‘ฉันไม่เชื่อ! อย่างแกจะเหรอจะคบแม่นั่นเป็นแค่เพื่อน นี่ฉันเป็นพ่อแกนะ คิดว่าฉันไม่รู้นิสัยลูกชายตัวเองหรือไง’ ไม่เชื่อก็ตามใจ ยิ่งโกรธเท่าไหร่ก็ยิ่งดี... คีราณคิด เขาเคยแอบน้อยใจอยู่บ้างที่พ่อไม่เคยเชื่อมั่นในตัวลูกชายเลยสักนิด และสิ่งไหนที่เขาอยากทำ พ่อก็ไม่ยอมให้ทำ สิ่งไหนที่เขาไม่อยากทำ พ่อก็ดันบังคับให้ทำเสียนี่ ทำเหมือนเขาเป็นเด็กก็ไม่ใช่ ผู้ใหญ่ก็ไม่เชิง แล้วจะแปลกอะไรเล่า ถ้าหากคีราณจะทำอย่างนั้นกับพ่อบ้าง ในเมื่อพ่อไม่ต้องการให้เขาคบจารุคามิน เขาก็พาลจะคบหาหล่อนต่อไปให้ได้ เรียกว่า ‘ดื้อ’ จนถึงที่สุดนั่นแหละ เบื่อเมื่อไหร่ค่อยเลิก แล้วหันไปหาเรื่องสนุกอย่างอื่นทำแทน ความสัมพันธ์ของสองพ่อลูกตระกูลธราณินทร์จึงเป็นเช่นนี้ คีราณรักพ่อของเขามากเท่า ๆ กับที่ธรัณก็รักลูกชายของตนเอง เพียงแต่ว่า ความรู้สึกนึกคิดและเหตุผลต่าง ๆ ของคนสองวัยมักไม่ค่อยลงรอยกันสักเท่าไร
ท่ามกลางวัฒนธรรมตะวันตกที่ไหลบ่าเข้ามาในประเทศวิปุลาอย่างไม่หยุดยั้ง ทำให้เกิดกระแสต่อต้านจากประชาชนรุ่นเก่าผู้มีหัวคิดแนวอนุรักษ์นิยมเป็นจำนวนมาก แต่กระนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ชาววิปุลารุ่นใหม่ ซึ่งมีทั้งวัยทำงาน วัยหนุ่มสาว ไล่ลงไปจนกระทั่งถึงเด็กเล็ก ๆ ที่กำลังจะเติบโตขึ้นเป็นอนาคตของชาติต่อไปในวันข้างหน้า ต่างก็ได้ซึมซับเอา ‘วัฒนธรรมแปลกปลอม’ ต่าง ๆ ผสานเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับการใช้ชีวิตประจำวันของตนไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว วัสสา’ คือย่านซิตี้เซ็นเตอร์อันคลาคล่ำไปด้วยผู้คนและแสงสี เป็นศูนย์รวมความเจริญแหล่งใหญ่ที่สุดซึ่งตั้งอยู่ทางฝั่งเมืองใหม่ของกรุงกีลาล เมืองหลวงของประเทศวิปุลา ซึ่งนอกจากเป็นที่ตั้งของช้อปปิ้งมอลล์ ถนนคนเดินดาลิสและโรงพยาบาลกลางแล้ว ที่นี่ยังเป็นศูนย์รวมการระบบศึกษาอีกด้วย เพราะมีมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ตั้งอยู่ถึงสี่แห่ง คืนนั้น บรรยากาศของสถานบันเทิงแห่งหนึ่งในวัสสาค่อนข้างมืดสลัว มีแสงไฟหลากสีสันส่องกราดหมุนเวียนไปทั่ว ซ้ำบางดวงยังกะพริบวูบวาบตามจังหวะดนตรีที่ดังกระหึ่มอยู่ตลอดเวลา กลิ่นกายของหนุ่มสาวปะปนกับกลิ่นน้ำหอม สุรา และควันบุหรี่ตลบอบอวล ชวนให้รู้สึกอึดอัดเป็นอย่างยิ่ง ทว่าร่างเพรียวระหง อวบอัดเฉพาะส่วน โดดเด่นสะดุดตากว่าใคร ๆ ด้วยชุดฮาเนียสีแดงเพลิง กว้านคอลึกจนเห็นเนินอกขาวสล้างและชายกระโปรงสั้นเต่อจนแทบมองเห็นจีสตริง หล่อนสะบัดเรือนผมดัดเป็นลอนยาวสลวย พร้อมยักย้ายส่ายสะโพกไปมาอย่างเมามันสุดเหวี่ยง ไม่แคร์สายตาของบรรดาชายหนุ่มที่ยืนเป่าปากตบมือเชียร์อยู่ข้างเวทีแม้แต่น้อย นี่ถ้าหากพวกป้า ๆ หัวอนุรักษ์ทั้งหลายมาเห็นเข้าคงได้ตบอกผาง เป็นลมเป็นแล้งไปตาม ๆ กัน คีราณ ธราณินทร์ยกเครื่องดื่มสีอำพันขึ้นดื่มอึกใหญ่ ฤทธิ์แอลกอฮอล์ทำให้ใบหน้าของเขาร้อนผ่าวและเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงเรื่อ ดวงตาคมเข้มตวัดขึ้นมองไปทางเวทีเป็นระยะ รอจนเพลงที่ห้าสิ้นสุดลง ‘หล่อน’ จึงโบกมือให้ แล้วเดินยิ้มร่าเข้ามานั่งเคียงข้าง เป็นอะไรไปคะคีร์ วันนี้คุณดูเหมือนไม่ค่อยสนุกเลย” คีราณยิ้มบาง ๆ ทอดตามองดูเรียวขาขาวนวลที่ขยับเข้ามาแนบชิดอย่างเพลิดเพลิน ไม่สนใจว่าหล่อนจะเจตนาหรือไม่ เพราะสำหรับเขา สิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นอาหารยั่วตายั่วใจอย่างหนึ่ง หิวก็หยิบมาชิมดู แต่ถ้าไม่ได้กินก็ไม่ถึงกับขาดใจตาย กระนั้นคืนนี้เชวาหนุ่มก็รู้สึกเนือย ๆ เบื่อ ๆ ชอบกลอย่างที่หล่อนทักจริง ๆ ผมว่าที่นี่มันเสียงดังเกินไป แถมไฟก็แสบตา เวียนหัว” “แหม... พูดแบบนี้ไม่สมกับเป็นคีร์เลยนะคะ” หญิงสาวกระเซ้าเสียงระรื่น “มินนี่ว่าที่นี่ครึกครื้นดีออก อีกอย่าง ถ้าไปที่เงียบ ๆ เดี๋ยวก็โดนพวกปาปารัซซี่แอบถ่ายรูปอีก น่าเบื่อจะแย่ ต้องออกมาแถลงข่าว ขอโทษแฟนคลับทั้ง ๆ ที่เราไม่ได้ทำอะไรผิดเสียหน่อย อัลเลก็เอาแต่ดุมินนี่ ห้ามทำอย่างโน้น ห้ามทำอย่างนี้ จริง ๆ นะคะคีร์ มินนี่เบื่อ ๆ ๆ ไม่เข้าใจเลยว่า ทำไมเป็นดาราแล้วจะมีเวลาเป็นส่วนตัวบ้างไม่ได้ ต้องตามสอดส่องกันทั้งวันทั้งคืน ตั้งแต่สตูดิโอยันห้องนอน นี่ยังดีนะที่ไม่มีพวกโรคจิตแอบตามไปถ่ายรูปมินนี่ตอนเข้าห้องน้ำน่ะ” คีราณหัวเราะเบา ๆ มองเห็นฟันขาวเรียงเป็นระเบียบ ตัดกับความมืดสลัวบริเวณโต๊ะมุมในสุด ซึ่งแสงไฟสีจัดจ้านยังส่องเวียนไปไม่ถึง เวลานี้เขาดูเป็นชายหนุ่มเจ้าสำราญหรือนักท่องราตรีตัวยง มากกว่าจะเป็นทายาทของตระกูลนักธุรกิจใหญ่ซึ่งค้ำจุนระบบเศรษฐกิจของประเทศอยู่ ก็เพราะใคร ๆ ต่างก็ชอบคุณ รักคุณกันทั้งนั้น เขาถึงอยากรู้อยากเห็นเรื่องของคุณไปหมดทุกเรื่องไงล่ะครับ ลองถ้าหากเขาไม่รักไม่ชอบแล้วล่ะก็ คงไม่มาสนใจหรอก จริงไหม” ฮึ! ไม่จริงเลยสักนิด... ‘จารุคามิน’ หรือ ‘มินนี่’ รู้ดี การที่พวกปาปารัซซี่คอยตามถ่ายรูปจับผิดหล่อนไม่เว้นแต่ละวันนั้น ก็เพราะข่าวเสีย ๆ หาย ๆ ของซุปเปอร์สตาร์อย่างหล่อนน่ะ ‘ขายได้’ และ ‘ขายดี’ ต่างหาก นึกย้อนกลับไปเมื่อตอนต้นเดือนก่อน หล่อนรึสู้อุตส่าห์ทนอึดอัด แต่งชุดฮาเนียเต็มยศยาวกรอมเท้า แถมยังมีเฮมมีคลุมทับอีกชั้น ไปร่วมงานการกุศลเพื่อเป็นประชาสัมพันธ์ให้มูลนิธิช่วยเหลือเด็กกำพร้าแห่งหนึ่ง โดยไม่ได้รับค่าตอบแทนแม้แต่เชเคนเดียว น่าเบื่อจะแย่ แล้วดูทีเถอะว่ามีใครมาสนใจทำข่าวหล่อนบ้างไหม ทั้งสถานีโทรทัศน์ทุกช่อง หนังสือพิมพ์ทุกฉบับ ล้วนแล้วแต่เมินข่าวหล่อน หันไปสนใจต้อนรับบรรดานักกีฬาโอลิมปิกที่เพิ่งเดินทางกลับมาจากการแข่งขันที่ต่างประเทศซะอย่างนั้น จารุคามินจึงตั้งใจว่า หล่อนจะขอเป็นตัวของตัวเอง และยืนหยัดอยู่บนถนนสายดวงดาวต่อไป โดยอาศัยข่าวเสีย ๆ หาย ๆ ที่บรรดานักข่าวตามหาขุดคุ้ยขึ้นมาได้นั่นแหละเป็นแรงผลักดันส่งเสริมให้ชื่อเสียงของหล่อนโด่งดังยิ่งขึ้นไปอีก เพราะถึงแม้มันจะน่าเบื่อที่ต้องคอยออกมาแถลงข่าวแก้ตัวอยู่เสมอ แต่นั่นก็ยังดีกว่าการถูก ‘ลืม’ และไม่มีใครพูดถึงเป็นไหน ๆ ดารา’ จะยังเป็นดาราอยู่ได้ ก็ต่อเมื่อมีข่าว มีงาน มีชื่อเสียง มีคนกล่าวขวัญถึง และมีแสงไฟสว่างไสวสาดจับอยู่ตลอดเวลา! แต่ ‘อัลเล’ กลับไม่คิดอย่างนั้น... ช่างเถอะ อย่างไรเขาก็เป็นแค่ ‘ผู้จัดการ’ ไม่ใช่ ‘ผู้บงการ’ ชีวิตของหล่อนสักหน่อย ขอบคุณนะคะคีร์ ที่ให้กำลังใจมินนี่” ในสายตาของจารุคามิน คีราณ ธราณินทร์ นอกจากจะเป็นเชวาหนุ่ม ‘รูปหล่อ ปอปอรวย’ แล้ว เขายังเป็นผู้ชายน่ารัก ใจกว้าง อารมณ์ดี (ถึงแม้วันนี้จะดูบ่จอยไปหน่อยก็ตาม) หล่อนจึงยื่นหน้าไปจูบแก้มชายหนุ่มฟอดใหญ่ ประทับรอยลิปสติกสีแดงสดลงบนใบหน้าคมเข้มหล่อเหลาของเขาโดยไม่ขัดเขิน “ว่าแต่... คีร์น่ะรักมินนี่แค่ไหนกันเชียว” หญิงสาวตัดพ้อ “ไม่เห็นจะสนใจเรื่องของมินนี่สักเท่าไหร่เลย ชวนไปถ่ายแบบด้วยกันก็ไม่ไป ละครที่มินนี่แสดงก็ไม่ดู พูดแล้วก็ชักจะน้อยใจเหมือนกันนะเนี่ย” คีราณยิ้มกริ่ม โอบไหล่หญิงสาวเข้ามาใกล้ กำลังนึกจะหยอดคำหวานปลอบโยนหล่อนสักคำสองคำ ทว่าจู่ ๆ เสียงโทรศัพท์มือถือของเขาก็ดังแทรกขึ้นเสียก่อน ชายหนุ่มก้มลงมองดูหน้าจอแล้วก็ต้องชะงัก เผลอแสดงสีหน้าเหนื่อยหน่ายออกมาทันควัน ซ้ำยังปล่อยให้เสียงเรียกเข้าดังอยู่อย่างนั้นโดยไม่ยอมรับสาย ใครโทรมาเหรอคะ” “แดดดี้...” คีราณตอบเสียงเรียบ พลางมองดูเวลาที่ปรากฏอยู่เหนือรายชื่อ “เที่ยงคืนพอดี ขอโทษนะมินนี่ คืนนี้ผมคงเป็นซินเดอเรลล่าแมน ต้องรีบกลับบ้านก่อนที่ราชรถจะกลายเป็นฟักทอง ไม่งั้นอาจถูกตัดชื่อออกจากกองมรดกพันล้านก็ได้” “แหม... กล้าเหรอคะ” จารุคามินพูดปนหัวเราะอย่างนึกขำ “ใคร ๆ ก็รู้กันทั้งนั้นว่าคีร์เป็นทายาทคนเดียวของ ‘ธราณินทร์’ ถ้าปอปอของคีร์ไม่ยกมรดกให้คีร์ แล้วจะยกให้ใครล่ะคะ” คีราณไม่ได้ตอบว่า ถ้าพ่อเขาโกรธจัด อาจจะบริจาคทรัพย์สินทั้งหมดให้องค์กรการกุศลเพื่อประชดลูกชาย และเมื่อถึงตอนนั้นความหล่อเพียงอย่างเดียวก็ไม่ช่วยอะไร และหล่อนเองก็คงไม่สนใจผู้ชายที่ไม่มีเงินเช่นกัน ทว่าเมื่อเห็นชายหนุ่มลุกขึ้นยืน ทำท่าจะลากลับไปก่อนจริง ๆ จารุคามินก็ลุกขึ้นยืนตามพลางเบียดร่างนุ่มเข้าแนบใกล้ แล้วกระซิบบอกเขาเบา ๆ ว่า มิดไนท์คิสค่ะที่รัก” วินาทีต่อมา ริมฝีปากของหนุ่มสาวทั้งคู่ก็เคลื่อนเข้าหากัน ถึงแม้เวลานั้นจะไม่มีแสงแฟลชสว่างวาบให้เห็น แต่คีราณก็อดรู้สึกไม่ได้ว่า มี ‘สายตา’ ของใครบางคนกำลังจับจ้องมองมายังเขากับจารุคามินอยู่...
2 รถปอร์เช่ คาร์เรร่า จีที สีบรอนซ์เงินคันหรูเปิดไฟหน้าส่องสว่าง แล่นมาตามถนนดาลิส ถนนสายหลักจากเขตวัสสา เลี้ยวอ้อม ‘วงเวียนน้ำพุนางพราย’ ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางแบ่งเขตพื้นที่รูปตัววายของกรุงกีลาล ผ่านแยก ‘ติรา’ อันเป็นส่วนราชการและที่ตั้งของทำเนียบรัฐบาล ตลอดจนกระทรวงทบวงกรมต่าง ๆ ก่อนจะตรงเข้าสู่เขต ‘สาริน‘ หรือเขตเมืองหลวงเก่า อันเป็นที่ตั้งพระบรมมหาราชวังและถิ่นพำนักของเหล่าคหบดีตระกูลสูงส่งทั้งหลาย ในความรู้สึกของชายหนุ่มคนขับ ชีวิตของคนกรุงก็มีอยู่แค่นี้ ช่างเรียบง่าย แบ่งเป็นสัดส่วนชัดเจน วัสสา - ติรา - สาริน’ ทั้งสามรวมกันเป็น ‘กรุงกีลาล’ เมืองหลวงของประเทศวิปุลา... บรรยากาศตลอดสองฝั่งข้างทางที่รถแล่นผ่าน มืดสลัวและเงียบสงบ ปราศจากแสงสีและเสียงเพลงอันครึกครื้น ตัวถนนก็ค่อนข้างโล่ง นาน ๆ ครั้งจึงจะมีรถขับสวนมาสักคัน อาจจะเป็นเพราะเวลานี้ดึกมากแล้วก็ได้ แต่ต่อให้เป็นช่วงกลางวัน รถก็ยังไม่มากอยู่ดี เพราะผู้คนที่อาศัยอยู่ในย่านนี้ส่วนใหญ่ยังคงนิยมสัญจรไปมาในระยะใกล้ ๆ ด้วยรถม้า ไม่นานรถยนต์คันหรูก็แล่นฝ่าความมืดเข้ามาจอดถึงลานคอนกรีตหน้าคฤหาสน์ธราณินทร์อันโอ่อ่าสมฐานะ มองภายนอกเป็นอาคารก่ออิฐแบบโบราณ แต่มีการซ่อมแซมและทาสีใหม่จนดูกลมกลืนกับสถาปัตยกรรมยุคปัจจุบัน พื้นที่สวนโดยรอบเป็นสนามหญ้ากว้าง จัดแต่งเรียบง่าย มีซุ้มดอกไม้และสระน้ำเป็นมุมพักผ่อนหย่อนใจ ถัดเข้าไปเป็นไม้พันธุ์พื้นเมืองซึ่งชามีพาวันตี นายหญิงของบ้านโปรดปรานเป็นที่สุด ส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นโรงจอดรถ แต่ดูเหมือนโชว์รูมรถขนาดใหญ่มากกว่า เพราะบุตรชายคนเดียวของบ้านนี้สะสมเอาไว้เกือบยี่สิบคัน คีราณ ธราณินทร์ดับเครื่องแล้วก้าวลงจากรถ ชายหนุ่มปิดประตูโครมใหญ่ โดยไม่สนใจว่ามันจะทำลายความสงัดยามวิกาลลงเช่นไร ใบหน้าของเขาแดงก่ำ ลมหายใจมีกลิ่นแอลกอฮอล์คละคลุ้ง ชุดเฮมายับยู่ยี่ แต่ลักษณะท่าทางการเดินเหินยังคล่องแคล่วมั่นคงอยู่มาก เพราะแม้จะได้ชื่อว่าเป็น ‘นักเที่ยวตัวยง’ หากคีราณก็พึงตระหนักดีว่าเขาควรรักษามาดของ ‘เชวาหนุ่มในตระกูลสูงส่ง’ และความหล่อเหลาเอาไว้ทุกกระเบียดนิ้ว ...จะปล่อยให้ใครเห็นเขาเป็นพวกขี้เมาหยำเปไม่ได้เป็นอันขาด ไม่งั้นประเดี๋ยวโพลหนุ่มหล่อในฝันของสาววิปุลาจะคะแนนหดหายไปเสียหมด ร่างสูงโปร่งเดินตรงเข้าไปในห้องโถงด้วยอารมณ์หงุดหงิด แชนเดอเลียร์กลางห้องห้อยระย้า สาดแสงสว่างสีขาวนวลราวกับกำลังรอต้อนรับเขาโดยเฉพาะ คุณท่านรอเชวาอยู่ที่ห้องหนังสือค่ะ สั่งว่ากลับมาแล้วให้ขึ้นไปพบทันที” หญิงรับใช้ซึ่งยืนสงบเสงี่ยมอยู่ข้างหัวบันไดทางขึ้นไปยังชั้นสอง บอกเขาเช่นนั้น เชวาหนุ่มพยักหน้าเล็กน้อยเป็นเชิงตอบรับ ก่อนจะก้าวขึ้นบันไดไปอย่างมิค่อยสู้จะเต็มใจสักเท่าไร นึกอยากจะเลี้ยวไปยังห้องนอนของตนซะให้รู้แล้วรู้รอด มากกว่าจะต้องทนฟังคำตำหนิเดิมซ้ำ ๆ ซาก ๆ
เข้ามาสิ” เสียงธรัณเอ่ยอนุญาตลอยออกมา หลังจากได้ยินบุตรชายเคาะประตูห้อง คีราณลังเลอยู่ชั่วขณะหนึ่ง ค่อยก้าวเข้ามาหยุดยืนหน้าโต๊ะทำงานที่บิดาของเขานั่งรออยู่ ดึกแล้ว เอาไว้ค่อยคุยกันพรุ่งนี้ไม่ดีกว่าเหรอครับ” หากผู้เป็นพ่อจ้องมองบุตรชายแล้วย้อนถามหน้าตาเฉย แกรู้แล้วเหรอ ว่าฉันจะคุยเรื่องอะไร” คีราณเงียบอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงส่ายศีรษะ พลางลอบสังเกตสีหน้าของบิดา ครั้นเห็นรอยเคร่งเครียดที่เคยปรากฏเมื่อเช้า จางหายไปกว่าครึ่ง ก็ทำให้พอจะคาดเดาได้ว่า คงไม่ใช่เรื่องของจารุคามินกระมัง เรื่องงาน...” ธรัณเฉลยออกมาเองในที่สุด พร้อมทั้งอธิบายถึงเรื่องที่เมื่อตอนเที่ยงวัน ผู้จัดการรีสอร์ทจันทร์พยับโทรศัพท์มาถึงตนให้บุตรชายฟังคร่าว ๆ โดยไม่เอ่ยถามถึงรอยลิปสติกสีแดงสดบนแก้มของบุตรชายเลยแม้แต่คำเดียว มีคนมาติดต่อขอเช่าบ้านพักตากอากาศของเราที่นั่นน่ะ เหมารวมแพ็คเกจคลับ สปา โรงยิม ไปจนถึงเรือเฟอร์รี่เลยทีเดียว ฉันตอบตกลงเซ็นสัญญาล่วงหน้าไปแล้วสามเดือน ส่วนแก... ช่วงนี้ฉันเห็นว่ายังว่างอยู่ ก็เลยคิดว่าจะส่งไปดูแลความเรียบร้อยที่นั่นซะหน่อย” คนพูด พูดด้วยน้ำเสียงปกติธรรมดาอย่างยิ่ง หากคนฟัง ฟังแล้วถึงกับขมวดคิ้วมุ่น อาการมึนเมาแทบจะหายเป็นปลิดทิ้ง ทำไมจะต้องเป็นผมด้วย คนงานที่นั่นมีเป็นร้อย แถมคุณลาวิกก็เป็นผู้จัดการอยู่ทั้งคน เขามีหน้าที่ต้องรับผิดชอบดูแลทุกอย่างอยู่แล้วไม่ใช่เหรอครับ แดดดี้จะส่งผมไปทางนั้นให้วุ่นวายอีกทำไม” ธรัณเตรียมตัวเตรียมใจมาก่อนแล้วว่า จะต้องเผชิญกับปฏิกิริยาต่อต้านของบุตรชายเช่นนี้ จึงมิได้แสดงท่าทีเดือดร้อน ยังคงสรรหาเหตุผลมากล่าวอ้างต่อไปได้เรื่อย ๆ ว่า ลาวิกกับพวกคนงานน่ะเขาก็ต้องทำหน้าที่ของตัวเองไปตามปกติซี... แกเองก็รู้ไม่ใช่เหรอว่าเดือนหน้าเป็นช่วงไฮซีซั่น นักท่องเที่ยวคงแห่เดินทางไปเที่ยวชมทะเลสาบสิละวากันไม่หวาดไม่ไหว ทุกคนมีงานล้นมืออยู่แล้ว จะเอาเวลาที่ไหนไปดูแลเทคแคร์ ‘ลูกค้าพิเศษ’ เล่า” คำว่า ‘ลูกค้าพิเศษ’ ฟังดูสะดุดหู จนทำให้ชายหนุ่มหรี่ตาลงเล็กน้อย ผมเพิ่งทราบ... ว่ารีสอร์ทของเรามีการแบ่งเกรดลูกค้าด้วย ทั้งที่ก่อนหน้านี้ แดดดี้เป็นคนบอกผมเองไม่ใช่เหรอว่า ขอเพียงมีเงินจ่ายค่าห้องที่แพงหูฉี่นั่นได้ ลูกค้าทุกคนย่อมมีความสำคัญเท่าเทียมกันหมด และเรามีหน้าที่ที่จะต้องให้ความยุติธรรมในการให้บริการ เพื่อสร้างระดับมาตรฐานเดียวกันเอาไว้” “ใช่ ฉันเคยบอกแกอย่างนั้นจริง และตอนนี้ก็ยังคงยืนยันหลักการเดิมอยู่” ธรัณตอบอย่างหนักแน่น “เพียงแต่ลูกค้าพิเศษที่ฉันกำลังพูดถึงอยู่นี้ เขาไม่ได้เข้าพักที่รีสอร์ท ...ฟังให้ดี ๆ นะคีราณ ลูกค้าคนนี้ต้องการความเป็นส่วนตัวมาก เขาไม่ชอบบรรยากาศฝั่งรีสอร์ทที่มีคนพลุกพล่าน จึงได้มาขอเช่าบ้านพักตากอากาศของครอบครัวเราแทน และนั่นคือเหตุผลที่ลาวิกไม่สามารถแยกร่าง หรือนั่งเรือข้ามฟากไปมาวันละหลาย ๆ รอบเพื่อดูแลลูกค้าทั้งที่รีสอร์ทและที่บ้านพักตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงได้ ...ฉันพูดแบบนี้แกพอจะเข้าใจหรือยัง” คีราณทอดถอนใจออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนตอบอย่างประชด ครับ ผมเข้าใจแล้ว สรุปก็คือ ถึงอย่างไรแดดดี้ก็จะส่งผมไปโกจาราให้ได้ ไม่ว่าบริษัทของเราจะมีพนักงานอื่นที่เหมาะสมกับหน้าที่นี้มากกว่าผมอีกกี่ร้อยกี่พันคนก็ตาม” “หึ!” ผู้เป็นพ่อแค่นหัวเราะออกมาคำหนึ่ง “เวลาแกเมา ดูเหมือนจะเข้าใจอะไรง่ายขึ้นนี่” “ผมไม่ได้เมา...” คีราณเถียงด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่าย อ่อนอกอ่อนใจ ซ้ำยังเริ่มรู้สึกปวดหัวตุบ ๆ อีกด้วย ขณะนั้นเลยเวลาเที่ยงคืนมาพักใหญ่แล้ว เขาเหลือบตามองดูนาฬิกาบนผนัง ...เกือบตีหนึ่ง นี่ถ้าหากธรัณไม่โทรไปตามตัวบุตรชายกลับมาก่อนล่ะก็ ป่านนี้คีราณน่าจะยังคงอยู่กับจารุคามินในผับ ดื่มเหล้าด้วยกันและอาจลงท้ายด้วยการหาโรงแรมใกล้ ๆ นอนพักสักคืน ก่อนที่ทั้งสองจะลืมตาตื่นขึ้นในเที่ยงวันใหม่ เพื่อที่จะแยกย้ายกันไปทำงานของตัวเอง ช่วงบ่าย จารุคามินคงมุ่งหน้าไปกองถ่าย ไปสตูดิโอ หรือไปออกงานอีเวนท์ต่าง ๆ ตามที่ ‘อัลเล’ ผู้จัดการส่วนตัวของหล่อนจัดตารางคิวเตรียมไว้ให้ ส่วนเขาก็จะขับรถไปที่บริษัท โผล่หน้ามาให้พ่อและพนักงานคนอื่นเห็นบ้าง ดูว่ามีงานอะไรคั่งค้างต้องรีบสะสางไหม ถ้ามีก็ทำ ถ้าไม่มีก็เสิร์ชหาข้อมูลสาวสวย รถยนต์รุ่นใหม่ หรือไอเทมล้ำนำเทรนด์ รอเวลาที่จะนัดพบปะเพื่อนฝูงออกไปตระเวนราตรีกันต่ออีกรอบจนดึกดื่น วงจรชีวิตของทายาทตระกูลธราณินทร์เป็นเช่นนี้... อันที่จริงยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่คีราณทำได้และควรจะทำ แต่เนื่องจากเจ้าตัวเห็นว่า ถึงเขาไม่ทำคนอื่นก็ทำให้อยู่ดี แถมบางทีทำแล้วไม่ถูกใจพ่อก็เสียแรงเปล่าอีก ดังนั้นสู้ไม่ทำซะเลยดีกว่า เรื่องต้อนรับแขกพิเศษนี่ก็เหมือนกัน มีคนงานตั้งเยอะแยะแล้ว ทำไมจะต้องส่งเขาไปอีก แบบนี้มันแกล้งกันชัด ๆ นี่... คีราณเข้าใจเจตนาของผู้เป็นพ่อทะลุปรุโปร่ง หากฤทธิ์แอลกอฮอล์และความง่วงงุนทำให้ศีรษะของเขาหนักอึ้งจนชายหนุ่มไม่มีแรงจะระเบิดอารมณ์โต้เถียงใด ๆ ออกมาในเวลานี้ ผมปวดหัว...” “งั้นก็ไปนอนซะ” ธรัณบอกง่าย ๆ คล้ายไม่ยี่หระต่อสิ่งใดทั้งสิ้น “พรุ่งนี้พอสร่างเมาแล้ว ฉันจะได้ให้โควินเอาฮ. ไปส่งแกที่โน่น” “ผมไม่ไป!” คีราณพยายามเค้นเสียงปฏิเสธ “ไม่มีเหตุผลเลยสักนิดที่แดดดี้จะเอาเรื่องงานมาบังหน้า เพื่อขัดขวางไม่ให้ผมคบกับมินนี่!” ธรัณจ้องใบหน้าแดงก่ำของบุตรชาย แล้วเงียบขรึมไปชั่วขณะ ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชาแบบที่บรรดาคนรับใช้ใกล้ชิดต่างรู้กันดีว่า เวลานายใหญ่เอาจริง ธราณินทร์อยู่เหนือกฎหมายเสมอ!!!’ “แกเลือกเอาเองก็แล้วกัน ว่าจะยอมย้ายไปอยู่โกจาราดี ๆ หรือจะให้ฉัน ‘สั่งเก็บ’ แม่ซุปเปอร์สตาร์นั่น เข้าบัญชีดาวดับ!?” คีราณจ้องหน้าพ่ออย่างไม่อยากจะเชื่อ ธรัณอาจจะแค่โกรธและขู่เขา แต่ในขณะเดียวกันก็อาจจะทำอย่างนั้นจริง ๆ ก็ได้ เอาล่ะ ตอบมา แกจะไปหรือไม่ไป”
คำตอบของคีราณปรากฏในวันรุ่งขึ้น... วันนี้นับเป็นอีกวันหนึ่งที่ท้องฟ้าปลอดโปร่งสดใส เมฆขาวกระจายตัวบางเบา แสงแดดยามบ่ายแก่ ๆ สว่างจ้าตัดกับเงาดำของใบพัดเฮลิคอปเตอร์ซึ่งกำลังหมุนคว้างและเตรียมร่อนลงจอดบนลานชั้นดาดฟ้าเหนือตึกทีอาร์ สำนักงานใหญ่ของธุรกิจในเครือธราณินทร์ คีราณสวมเสื้อโค้ทสีเทาตัวยาวเนื้อบาง คลุมทับชุดเฮมาสีเข้ม มีกระเป๋าเดินทางใบเขื่องวางอยู่ข้างตัว แต่ชายหนุ่มกลับยืนกอดอก สีหน้าบอกบุญไม่รับ รอจนกระทั่งเฮลิคอปเตอร์ลำดังกล่าวร่อนลงจอดสนิทดีแล้ว ชายฉกรรจ์ร่างสูงใหญ่บึกบึนคนหนึ่งในชุดเฮมาสีดำสนิท ไม่ได้ปักลวดลาย จึงก้าวลงมา พลางก้มศีรษะให้เขาด้วยท่าทางนอบน้อม เชิญครับ ผมเตรียมทุกอย่างไว้เรียบร้อยแล้ว” โควิน เป็นหนึ่งในบรรดาคนสนิทของธรัณ หรือจะเรียกตามศัพท์เจ้าพ่อว่า ‘มือขวา’ ก็คงไม่ผิด และเนื่องจากเขาติดตามรับใช้นายใหญ่แห่งตระกูลธราณินทร์ด้วยความซื่อสัตย์มานานเกือบสิบปี จึงได้รับความไว้วางใจสูงสุด ในขณะที่คีราณเองก็รู้จักมักคุ้นกับชายคนนี้ดีมาตั้งแต่วัยเยาว์ จนแทบจะเรียกได้ว่านับถือเขาเป็นพี่ชายคนหนึ่งเลยทีเดียว ให้ตายเถอะโควิน คุณก็รู้ใช่ไหมว่าผมไม่อยากไปเมืองทะเลสาบนั่น” คีราณเปรยปรับทุกข์ “เอ... ไม่ทราบซีครับ” โควินตอบยิ้ม ๆ “โกจาราเป็นเมืองที่สวยมากในสายตาผม โดยเฉพาะตอนที่ ดอกไม้ทุกสีทุกพันธุ์เบ่งบานพร้อมกันหมด ผิวทะเลสาบก็สะท้อนแสงแดดจนกลายเป็นประกายสีเงินเหมือนชื่อ ‘ซิลวา - สิละวา’ แล้วแบบนี้ทำไมเชวาถึงไม่อยากไปที่นั่นอีกล่ะครับ” เขาเรียกทายาทหนุ่มของตระกูลธราณินทร์ว่า ‘เชวา’ ซึ่งมีความหมายในเชิงยกย่อง ตามธรรมเนียมชนชั้นของชาววิปุลาในยุคนั้น คีราณทอดถอนใจก่อนตอบ ก็เพราะมันสวย แต่น่าเบื่อน่ะซี เมืองที่ไร้แสงสี ซ้ำยังห่างไกลความเจริญพรรค์นั้นจะไปสนุกอะไร... ไม่มีผับ ไม่มีบาร์ ไม่มีเพื่อนฝูง แล้วผมจะอยู่ได้อย่างไร” โควินได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะ เขารู้จักบุตรชายของนายใหญ่ดีเกินพอ จึงถามอย่างรู้ทันว่า ที่สำคัญก็คือ ที่นั่นไม่มีคุณจารุคามินด้วยใช่ไหมล่ะครับ” สีหน้าของเชวาธราณินทร์ไม่ได้ดีขึ้นหรือแย่ลงเลยสักนิดตอนที่ได้ยินอีกฝ่ายเอ่ยชื่อหล่อน หรือบางทีครั้งนี้โควินคงจะเดาผิด สิ่งสำคัญสำหรับคีราณ อาจไม่มี ‘หล่อน’ รวมอยู่ด้วยเลยก็ได้ ความจริงทางตอนใต้ของกีลาลก็อยู่ติดกับทะเลสาบสิละวานะ วิวสวยไม่แพ้กัน ผมเคยขับรถพาสาวไปเที่ยวหลายครั้งแล้ว แต่ก็ไม่เห็นมีอะไรน่าประทับใจ สู้อยู่ในตัวเมืองยังจะสนุกซะกว่า” “งั้นหรือครับ...” ชายผู้เป็นเสมือน ‘มือขวา’ ของพ่อเขายังคงกล่าวต่อไปเรื่อย ๆ “ผมคิดว่าถึงจะเป็นทะเลสาบเดียวกัน แต่บรรยากาศที่กีลาลกับโกจาราก็ยังต่างกันลิบลับอยู่ดี เชวาไม่ได้แวะไปที่บ้านพักตากอากาศตั้งสามปีแล้ว มีหลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไปมากมายเลยนะครับเมื่อเทียบกับเมืองชนบทเล็ก ๆ ริมทะเลสาบในความทรงจำครั้งก่อน ไม่แน่ว่าเชวาไปคราวนี้อาจจะนึกชอบมันขึ้นมาบ้างก็ได้ เพราะถึงแม้โกจาราจะไม่มีผับ ไม่มีบาร์ ไม่มีแสงสีและความบันเทิง แต่มันก็ยังมีสิ่งอื่นที่น่าประทับใจมากกว่านั้นรอต้อนรับเชวาอยู่ ผมหวังว่าเชวาจะค้นพบและมีความสุขกับมันอย่างเต็มที่ในช่วงระยะเวลาสามเดือนนับจากนี้เป็นต้นไป” คำพูดดังกล่าวทำให้คีราณค่อนข้างประหลาดใจ หนึ่งนั้นเพราะนึกไม่ออกว่าโกจาราจะมี ‘อะไร’ ผิดแผกแตกต่างไปจากความทรงจำดั้งเดิมได้อีก และสอง คือไม่เข้าใจว่าโควินกำลังหมายถึงสิ่งใดกันแน่ แดดดี้สั่งให้คุณมาช่วยกล่อมผมอีกแรงหรือไง” “หามิได้ครับ” โควินพูดปนหัวเราะ “นายใหญ่สั่งผมว่า ‘ต่อให้ต้องจับมัดมือมัดเท้า แกก็ต้องลากตัวลูกชายฉันขึ้นฮ. ไปส่งที่โกจาราให้ได้ เข้าใจไหม’ ...” คีราณยิ้ม และหัวเราะออกมาในที่สุด โควินสามารถทำให้เรื่องเคร่งเครียดจริงจังทั้งหลาย บรรเทาเบาบางลงได้อย่างง่ายดายเสมอ จะว่าไปแล้ว คนคนนี้เข้าใจความรู้สึกของเขามากกว่าพ่อแม่บังเกิดเกล้าเสียอีก จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ชายหนุ่มจะยอมก้าวขึ้นไปนั่งบนเฮลิคอปเตอร์แต่โดยดี โดยไม่จำเป็นต้องรอให้อีกฝ่ายออกแรงจับมัดมือมัดเท้าแต่อย่างใด...
เสียงเครื่องยนต์และใบพัดครางกระหึ่มอยู่ตลอดเวลาไม่ขาดระยะ ขณะที่เฮลิคอปเตอร์เริ่มบ่ายหน้าไปทางทิศตะวันออก สู่จุดหมายปลายทางที่เรียกว่า ‘เมืองโกจารา’... เมืองท่องเที่ยวตากอากาศอันดับหนึ่งของประเทศวิปุลา ทิวทัศน์เบื้องล่างที่คีราณไม่สนใจจะมอง มีลักษณะเป็นที่ราบกว้างสลับกับเนินเขาสูง ทางด้านทิศเหนืออุดมสมบูรณ์ไปด้วยแมกไม้นานาพันธุ์ และป่าสนสีเขียวครึ้มแน่นขนัดโอบล้อมทะเลสาบสีครามขนาดใหญ่เอาไว้ในอ้อมกอดแห่งธรรมชาติอันเงียบสงบและงดงาม ทะเลสาบสิละวา... แหล่งน้ำนั้นตั้งอยู่บนพื้นที่คาบเกี่ยวทางตอนใต้ของสาริน เขตเมืองเก่าของกรุงกีลาล เรื่อยไปจนกระทั่งจรดบริเวณชานเมืองฝั่งตะวันตกของโกจารา และยังเปรียบเสมือนสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของประเทศอีกด้วย ทั้งนี้เพราะมันเป็นต้นกำเนิดของตำนานศักดิ์สิทธิ์ที่เล่าขานสืบทอดกันมานมนานหลายชั่วอายุคน คีราณเอนหลังพิงพนักที่นั่ง พลางหลับตาลง ปลดปล่อยจิตใจที่หงุดหงิด สับสนและอ่อนล้า ให้เลื่อนไหลไปตามระยะทางอันยาวไกล จากนั้นเมื่อเขาได้พลัดหลงเข้าสู่ภวังค์แห่งนิทรารมณ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ภาพความฝันในวัยเยาว์ สมัยที่เขายังชอบฟังนิทานก่อนนอน ก็ค่อย ๆ กระจ่างชัดกลับคืนมาอีกครั้ง...
เงา’ ของเหล่านักเดินทางทั้งเจ็ดทอดยาวไปตามผืนแผ่นดินเบื้องหน้า จึงทำให้ดูราวกับว่าพวกเขากำลังเดินตามเงาของตนเองไปทีละก้าว ๆ อย่างไร้จุดหมาย แต่ถึงกระนั้นทุกคนก็ร่วมบากบั่นฝ่าฟัน ข้ามขุนเขา แม่น้ำและทุ่งหญ้ามาด้วยกันจากดินแดนตะวันตกอันไกลโพ้น กินเวลายาวนานนับแรมเดือนแรมปี ว่ากันว่า บุรุษที่เดินนำขบวนอยู่หน้าสุด ในอดีตเคยเป็นถึงกษัตริย์ผู้ครองบัลลังก์อันยิ่งใหญ่เกรียงไกร ก่อนที่โชคชะตาจะพลิกผัน ถูกอริราชผลาญทำลายจนสูญสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างไปในชั่วข้ามคืน และในท้ายที่สุดก็ทรงเหลือเพียงเหล่าอัศวินผู้กล้าทั้งหกเท่านั้นที่ยังคงเฝ้าติดตามเสด็จ รอนแรมไปทุกหนทุกแห่งด้วยความจงรักภักดีชนิดที่ไม่มีคำพูดใดเอ่ยอ้างได้ ราตรีนี้ เราจักพำนักค้างแรมกันที่นี่” เวลานั้นตะวันยามเย็นสาดแสงเรื่อเรือง ทั้งหมดต่างมองเห็นผืนน้ำกว้างใหญ่ทอดตัวอยู่ใต้ภูผาและม่านหมอก ไม่มีใครรู้ว่าทะเลสาบแห่งนี้มีนามเรียกขานว่าอย่างไรและใครเป็นผู้ครอบครองดูแลอยู่ หากทว่าทิวทัศน์อันงดงามบริเวณดังกล่าว ช่างเงียบสงบและเหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจยิ่งนัก ครั้นราตรีกาลล่วงผ่านมาถึง จันทร์สาดแสงนวลลออ คณะเดินทางเริ่มรู้สึกง่วงงุน จึงพากันเอนกายหลับใหลผ่อนคลายความเหนื่อยล้า คงเหลือแต่ ‘อดีตราชันผู้นิราศ’ พระองค์เดียวที่ยังทรงลืมเนตรเดียวดายใต้แสงจันทร์ ไทวาวัต... จู่ ๆ เสียงกระซิบเรียกหาอ่อนโยนก็แว่วลอยมาตามสายลม พระวรกายสูงสง่าจึงทรงลุกขึ้นยืน พลางกวาดพระเนตรไปท่ามกลางความมืดมิด ฉับพลันทันใด ทรงสัมผัสได้ถึงสายลมแผ่วพลิ้วกระแสหนึ่งพัดวนเวียนอยู่โดยรอบ ดุจจะโอบอุ้มพระองค์ไว้ และชักนำไปสู่ริมทะเลสาบใหญ่ ที่ซึ่งถูกแสงเดือนแสงดาวย้อมจนกลายเป็นสีเงิน! ซิลวา” สิละวา... ไทวาวัตตกพระทัย รีบเหลียวหาที่มาของเสียงดังกล่าว และที่นั่น วินาทีนั้นก็ทรงพบนางพรายผู้พิลาสล้ำกำลังยืนอยู่เหนือผิวน้ำกลางทะเลสาบ ผมของนางยาวสยายเป็นสีเงินยวงดุจเดียวกับแสงจันทร์ ร่างบางระหงถูกพันไว้ด้วยอาภรณ์สีขาวนวล ทิ้งชายผ้าพลิ้วปลิวไสวตามสายลม เจ้า... ไม่ใช่มนุษย์ เจ้าเป็นใคร” แม้มิมีคำตอบ ราชันผู้นิราศก็ยังคงทอดพระเนตรนางราวต้องมนตร์ ด้วยทั้งความงาม ความลึกลับและความอ่อนโยน ได้ประสานรวมกันจนกลายเป็นพลังวิเศษอย่างหนึ่งที่สามารถตรึงดวงหทัยของพระองค์ให้สงบนิ่งได้อย่างน่าประหลาด แต่แล้วจู่ ๆ นางพรายก็ขยับริมฝีปากแย้มยิ้มหวานละมุน พลางชี้นิ้วเรียวไปยังด้านหลังทะเลสาบ หากเมื่อไทวาวัตเหลียวทอดพระเนตรตาม กลับไม่พบสิ่งใด นอกจากความมืดมิดและเงาดำทะมึนของภูผาสูงตระหง่าน เจ้าต้องการให้ข้าดูอะไรหรือ” ขณะที่ทรงหันกลับมาตรัสถาม นางพรายตนนั้นก็ได้หายตัวไปเสียแล้ว ทิ้งให้ผิวทะเลสาบอันเวิ้งว้างดูดซับแสงสีเงินของดวงจันทร์และดวงดาวสืบต่อไปจวบจนกระทั่งรัตติกาลผ่านพ้น...
เช้าวันรุ่งขึ้น ไทวาวัตจึงมีพระบัญชาให้เหล่าอัศวินทั้งหกแยกย้ายกันสำรวจดูดินแดนด้านหลังทะเลสาบ ตามทิศทางที่นางพรายชี้ไป และไม่นาน พระองค์ก็ทรงหยั่งทราบถึงเจตนารมณ์ที่แท้จริงของนาง เนื่องจากที่ทางโดยรอบบริเวณดังกล่าวนั้น ด้านหนึ่งเป็นทะเลสาบกว้างใหญ่ มีแม่น้ำสองสายแยกเชื่อมต่อออกไปยังทิศใต้และทิศตะวันตก ส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นทิวเขาสูงโอบล้อมผืนป่าและที่ราบลุ่มเอาไว้ เสมือนเป็นปราการด่านธรรมชาติที่สามารถป้องกันศัตรูผู้รุกรานได้เป็นอย่างดี ชัยภูมิเช่นนี้ย่อมเหมาะสมต่อการก่อร่างสร้างนครยิ่งกว่าที่ใด! อา... ที่แท้นางต้องการนิมิตให้ข้าตั้งรกรากอยู่ที่นี่เองหรอกหรือ” เมื่อทรงมั่นพระทัยเช่นนั้นแล้ว จึงชักพระแสงดาบชูขึ้นสู่ฟากฟ้า เอ่ยประกาศิตดังก้องว่า ข้า... ไทวาวัต จักขอวางสายโลหิตแห่งตนลง ณ แผ่นดินนี้ตราบชั่วกาลนาน ขอนครของข้าจงแผ่ไพศาลออกไปดั่งเม็ดทราย แลขนานนามว่า... วิปุลานคร” เหล่าอัศวินผู้กล้าทั้งหกได้ยินดังนั้น ต่างก็ยกฝ่ามือขวาทาบลงบนแผ่นอกซ้ายของตน แล้วถวายคำสัตย์ปฏิญาณต่อเบื้องพระพักตร์ว่าจักขอเป็นข้าบาทรับใช้จอมกษัตริย์ด้วยความจงรักภักดีตลอดไปตราบจนสิ้นอสงไขยกาล ด้วยหัวใจและสายเลือดแห่งพวกเรา... ธราณินทร์ ชาลากันต์ ชลันธีร์ วาตนันต์ ไคริกาและปาฏีรา ก็จักขอหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับวิปุลาของไทวาวัตตลอดไปเช่นกัน” ไอศวรรย์ที่ครั้งหนึ่งเคยสูญสลาย บัดนี้ได้หวนกลับคืนมาสู่องค์ราชันอีกครั้ง ครั้นแล้วเมฆขาวบนฟากฟ้าก็พลันถูกแหวกออกด้วยแสงตะวันสีทองเจิดจ้า ดุจเทวาเบื้องบนจักประทานพรให้แก่ผู้ที่ร้องขอ มหาบุรุษแห่งไทวาวัตจึงทรงแหงนพระพักตร์ขึ้น รับสั่งต่อไปว่า ธานีนี้จักวิจิตรดังสรวงชะลอลงมา เทวานิมิตให้ ไทวาวัตปกปัก พร้อมสรรพสิ้นทั้งปถวี เตโช อาโป วาโย สุวรรโณ และพฤกษะ ขอจงยืนยงตราบที่สายนทีแห่งวิปุลายังถูกห่อหุ้มคุ้มกันด้วยพรายหมอก” สิ้นดำรัส เสียงกระซิบนุ่มนวลอ่อนโยนเฉกเช่นเดียวกับรัตติกาลที่ผ่านมา ก็แว่วดังขึ้นที่ข้างพระกรรณ ย่อมได้... องค์ราชินทร์! และนับตั้งแต่กาลครั้งนั้นเป็นต้นมา ‘วิปุลานคร’ ของ ‘องค์ราชินทร์ไทวาวัต’ ก็ก่อกำเนิดขึ้นในโลกหล้าด้วยเหตุดังนี้...
จวนจะถึงแล้วล่ะครับ” คนขับเฮลิคอปเตอร์หันมาบอก “คุณจะให้ผมเอาเครื่องลงจอดที่ไหนดี ฝั่งรีสอร์ทหรือว่าฝั่งบ้านพัก?” ชายหนุ่มลืมตาตื่นขึ้นจากความฝันเมื่อครู่ แสงตะวันยามเย็นยังคงเจิดจ้าพอดู มันสาดกระทบลงบนผืนน้ำเบื้องล่างจนเกิดเป็นประกายพร่าพรายงามระยับ แต่ทว่าน่าเสียดาย เมื่อกาลเวลาล่วงผ่านไปหลายร้อยปี ที่นั่นไม่มีทั้งนางพรายและมหาบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ให้ใครต่อใครได้พบเห็นชื่นชมอีก ถ้าจะมี ก็คงมีแค่ ‘ผู้สืบทอดเชื้อสาย’ ของอัศวินคนหนึ่งเท่านั้น ที่กำลังมุ่งหน้าไปยังที่นั่น... อัศวินแห่งตระกูลธราณินทร์!... แน่นอน ก็ต้องบ้านพักสิ” คีราณตอบโดยไม่ต้องคิด น้ำเสียงติดจะเบื่อหน่ายซึมเซาอยู่ครามครัน “นี่ก็เย็นมากแล้ว ผมขี้เกียจนั่งเรือข้ามฟากอีกต่อหนึ่งให้เสียเวลา” โควินรับคำสั้น ๆ ในลำคอ แล้วจึงเบือนหน้ากลับไปบังคับยานพาหนะตามคำสั่ง พลางครุ่นคิดว่าถ้าเปลี่ยนเป็นตนเอง เขาคงเลือกที่จะลงฝั่งรีสอร์ท แล้วนั่งเรือข้ามฟากเที่ยวสุดท้ายข้ามไปยังบ้านพัก เพื่อชมความงามของทะเลสาบสีครามในยามที่ถูกแสงอาทิตย์อัสดงย้อมจนเป็นสีแดงเจิดจ้า ทอประกายระยับจับตา ซึ่งคงไม่นับว่าเสียเวลาสักกี่มากน้อย เพราะถึงอย่างไร ‘วันนี้’ ของคีราณก็ย่อมสิ้นสุดลงโดยปราศจากกิจธุระและภาระหน้าที่อันใดอยู่แล้ว งานต้อนรับ ‘ลูกค้าพิเศษ’ น่ะ เริ่มต้นขึ้นพรุ่งนี้ต่างหาก!
|
|
แก้ไขล่าสุด ใน วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤษภาคม 2011 เวลา 08:38 น. |
คอมเมนต์
่ตามอ่านตั้งแต่ ในเว็บแล้ว
ดีใจจังที่ได้ตี พิมพ์ ^^
ตอนนี้รอหนังสือ อย่างเดียวเลยค่ ะ
พระเอกกะล่อน แต่ก็น่าร้าก
ขอพระเอกแบบนี้อ ีกได้ไหมเอ่ย