|
ตัวอย่างเนื้อเรื่อง : อัญมณีชิ้นสุดท้าย |
|
|

|
อัญมณีชิ้นสุดท้าย ผู้แต่ง PDI.Lori ราคา 199 บาท จำนวนหน้า 320 หน้า ISBN 978-974–8458-31-1 |
ตอนที่ 1 : แรกรัก
ซอง จดหมายสีขาวครีมถูกเปิดอ่านอย่างเนิ่นนานบนมือเรียวที่ประคองถือมันไว้ใน สภาพเช่นนั้นร่วมหลายสิบนาที ข้อความมันยังคงเดิมไม่มีเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะประโยคสำคัญที่ดวงตาสีนิลอ่านมันอยู่หลายครั้งหลายหนราวกับจะยืนยัน ในบางสิ่ง
เรียน คุณรัตนากร เยาว์ศร ทางเรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งในการรับคุณเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันของ เรา และหวังว่าจะได้พบกับคุณในฤดูกาลที่จะมาถึง
...มันเป็นเรื่องจริง... “สวัสดีนา วันนี้ผมจองโต๊ะพิเศษสำหรับเราสองคนที่ร้านโปรดของคุณแล้ว...คืนนี้เราจะมาฉลองกัน...เพียงลำพังสองต่อสอง”
ถ้อยคำหวานรื่นเย้ายวน น้ำเสียงทุ้มต่ำชวนฟังให้เคลิบเคลิ้ม นัยน์ตาสีอเล็กซานไดร์ตทอประกายระยับผ่านปอยเส้นผมหยักศกสั้นสีนิลงามที่ ตกลงมาปรกหน้าบางส่วน ทอดมองจับจ้องยังหญิงสาวที่เพิ่งเดินออกมาจากโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษกลางใจ เมืองลอนดอน หากเป็นเวลาทั่วไปหรือหากเป็นแค่เมื่อวาน เธอคงรู้สึกหวั่นไหวใจเต้นแรงเมื่อได้สบตาคู่นั้น...หากแต่ไม่ใช่ในเวลาเช่น นี้ ที่เธอกำลังตื่นเต้นมีข่าวดีจะบอกแก่เขาจนเก็บไว้บนสีหน้าไม่อยู่
“วันนี้คุณสวยจัง ผมชอบที่ได้เห็นคุณยิ้มแย้มแบบนี้จริง ๆ เลยนะนา”
ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่สวมเชิ้ตสีอ่อนเนื้อผ้าดีมีระดับก้าวเดินมาประคองกุม มือเล็กของเธอพร้อมรอยยิ้มบางบนใบหน้าคมสันหล่อเหลา สายเลือดผสมของหลายเชื้อชาติชาวยุโรปที่ผ่านกาลเวลามาเนิ่นนาน สร้างทุกสิ่งบนหน้าคมให้หล่อเหลาสมบูรณ์พร้อมที่จะสามารถเรียกให้ใครต่อใคร ต่างต้องตกหลุมดั่งต้องมนต์สะกด นัยน์ตาคมโตเรียวยาวราวผลวอลนัทเม็ดงามส่องประกายความเป็นตัวตนที่ไม่เคยยอม พ่ายต่อใคร
“...”
ปากอิ่มขยับอยากเอ่ยอะไรบางอย่างหากมันนิ่งค้างเช่นนั้นด้วยความคิดที่ พยายามเรียบเรียงคำพูดออกมาจนเมื่อชายหนุ่มเดินมาโอบเอวบางหมายพาเดินไปยัง รถตนที่จอดอยู่ไม่ไกล
“เดี๋ยวก่อนคะ...ไรอัส...นามีเรื่องจะพูดกับคุณ”
“มีอะไรรึ...”
หากเสียงโทรศัพท์มือถือราคาแพงส่งเสียงเตือนว่ามีคนโทร. เข้ามา เรียกให้ชายหนุ่มกดรับก่อนจะทันฟังว่าสิ่งใดที่เธออยากพูดกัน
“ไม่ได้หรอกเมกกี้ วันนี้ผมไม่ว่าง...อย่างอแงสิคนดี...ได้...โอเค ไว้วันพฤหัสหน้าเราค่อยพบกัน” ถ้อยคำพูดอ่อนโยน น้ำเสียงไม่ต่างจากการเอ่ยคำหวานกับเธอเลยสักนิดแม้แต่น้อย ทั้งที่น่าจะชาชินเหมือนเช่นทุกครั้ง ชาชินต่อการมีใครอื่นที่ไม่ใช่แค่เธอคนเดียว ทว่ากลับเสมือนเป็นตัวผลักดันให้ความคิดที่อัดแน่นหลุดออกมาอย่างง่ายดาย... ง่ายดายจนดวงหน้านวลยังสงบนิ่งลง รอยยิ้มสดใสเจือจาง ร่างเล็กบอบบางเอ่ยกล่าวมันระหว่างที่ชายหนุ่มยังพูดคุยกับปลายสายนั้นอย่าง เริงรื่น
“เราเลิกกันเถอะ”
...........
......
... “...”
เปลือกตางอนกะพริบเปิดเล็กน้อยเมื่อร่างกายรับรู้ถึงการมาเยือนของยามเช้า เสียงประตูที่แง้มเปิดอย่างแผ่วเบาคล้ายระวังไม่ให้ผู้ที่อยู่ในนี้ต้อง ตระหนกตกใจ หากร่างบนเตียงนั้นขยับตัวขึ้นมาก่อน
“ตื่นแล้วรึ...นี่ผมทำให้คุณรู้สึกตัวหรือเปล่าเนี่ย”
เสียงที่ทักทายตัวเธอ เสียงทุ้มต่ำอย่างบุรุษกังวานราวท่วงทำนองเพลงที่คุ้นหู เสียงนี้มาจากร่างชายหนุ่มที่กำลังเดินไปยังผืนผ้าม่านหนาสีเข้มและเอื้อม มือดึงมันเปิดออกเพื่อรับแสงตะวันจากภายนอกให้เข้ามาในห้องนี้ แสงที่แรงในวูบแรกจนมือเรียวต้องยกมาบดบังสายตาตนที่ยังไม่ทันปรับตัว
ลำแสงของตะวันสีทองอาบร่างสูงใหญ่ผึ่งผายของชายตรงบานหน้าต่าง ผิวขาวละเอียดดุจงาช้างเนื้อดี เรือนผมหยักศกสีดำเข้มจัดดั่งนิลงาม รูปหน้าได้สัดส่วนรับกับริมฝีปากหยักหนา จมูกโด่งเป็นสัน...และนัยน์ตาที่สะท้อนสีของอเล็กซานไดร์ตอันงดงาม...
“...ไรอัส...”
“อรุณสวัสดิ์ เช้านี้เพต้าทำอาหารเช้ารอคุณอยู่ข้างล่างแล้วนะที่รัก”
ถ้อยคำอ่อนโยนพร้อมร่างที่ก้าวเข้ามาทรุดนั่งข้างเตียงนอนหลังใหญ่ก่อน ประทับจูบบนหน้าผากมนแผ่วเบานุ่มนวลดั่งถนอมร่างบนเตียงไม่ให้ช้ำ กลิ่นของน้ำหอมที่หญิงคนรักเลือกให้ลอยผะผ่านเข้าจมูกมน ยืนยันว่าตัวตนของคนตรงหน้าคือเรื่องจริง
“เป็นอะไรหรือเปล่า ไม่ค่อยสบายรึ ?”
ไรอัสทักอย่างฉงนเมื่อเห็นท่าทางนิ่งผิดไปของคนตรงหน้า ดวงหน้านวลเงยขึ้นสบสายตาเขาอย่างผิดแปลกหากเพียงเล็กน้อยเท่านั้นก่อนจะ คล้ายเริ่มรู้สึกตัวว่าทุกสิ่งไม่ใช่ความฝัน “ไม่มีอะไรหรอกค่ะ นาแค่ฝันอะไรแปลก ๆ เท่านั้น เลยยังมึน ๆ อยู่”
“ฝัน...ฝันอะไรรึนา ฝันร้ายงั้นรึ”
เปลือกตางอนกะพริบถี่ขึ้นเพื่อตั้งสติตนกลับมาอีกครั้งยังความเป็นจริง ความเป็นจริงที่ดูเหมือนความฝัน สมองเธอเริ่มไล่เรียงภาพฝันเมื่อชั่วครู่...น่าแปลก...น่าแปลกแท้ ๆ ทั้งที่เป็นฝันที่ดูสมจริง จนความรู้สึกประหลาด ๆ ยังครอบงำร่าง...แต่เธอกลับจดจำมันไม่ได้เลยสักนิดเดียว น่าแปลกจริง ๆ
“นา...นาจำอะไรไม่ได้เลย...แปลกจัง”
คิ้วเรียวขมวดเล็กน้อย ทว่าวงแขนแกร่งกลับสวมกอดรัดร่างบอบบางเพิ่มขึ้น เพื่อซบอิงแผ่นอกตน ชิดใกล้ อุ่นจนร้อนผ่าว แผ่นอกที่ซบอิงมาหลายครั้ง
“ช่างมันเถอะ...ก็แค่ฝันเท่านั้น ลืมมันไปซะเถอะนาที่รัก”
“...ค่ะ”
เธอตอบรับก่อนขยับตัวชิดมาขึ้นในวงแขนเขา มอบความไว้วางใจทั้งหมดที่มีให้แก่ชายคนนี้จนหมดสิ้น โดยไม่ได้เห็นสีหน้านิ่งเย็นลง นิ่งเย็นราบเรียบทอดมองหญิงคนรักด้วยแววตาคมกริบ เปล่งสีของอเล็กซานไดร์ตส่องประกายวูบไหวขึ้นมา
“คุณผู้หญิงรับขนมปังเพิ่มไหมคะ”
“ไม่เป็นไรจ้ะ ขอน้ำผลไม้แทนดีกว่า”
ร่างอวบท้วมของสาวผิวแทนคล้ำอย่างคนแถบคาริเบียนแย้มยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาว เป็นระเบียบ รอยยิ้มที่มีแต่ความจริงใจซื่อสัตย์ต่อนายตน หมู่เกาะบนทะเลคาริบเบียนดินแดนที่ผืนฟ้าท้องน้ำสีมรกตงดงามจับตาดั่งสวรรค์ กลิ่นไอของทะเลมารดาของสรรพสิ่งหอบมาตามสายลมที่โบกพัดเรือนผมประบ่าสีดำเงา ให้พลิ้วไหว รัตนากรทอดมองยามเช้าเช่นทุกครั้ง ด้วยใบหน้าแช่มชื่นขึ้น ตรงข้ามเธอเช่นทุกวันจะเห็นภาพไรอัสกางหนังสือพิมพ์ธุรกิจอ่านมันอย่าง ละเอียด แต่วันนี้ดูเขาจะลดสายตาเร็วขึ้นเพื่อเอ่ยทักเธอที่เห็นทานน้อยกว่าปกติ
“อยากทานอย่างอื่นไหมนา พวกข้าวต้ม โจ๊กหรือซุป อะไรเบา ๆ ผมจะสั่งพ่อครัวให้ทำตอนนี้เลย”
“ไม่เป็นไรค่ะ นาอิ่มจริง ๆ”
“...หรือว่า...ที่ไม่อยากอาหารเพราะคุณผู้หญิงกำลังจะมีข่าวดีคะ !”
ประโยคสุดท้ายที่ขึ้นสูงด้วยความตื่นเต้นของหญิงคนดูแล ทำเอาร่างสูงใหญ่แทบลุกพรวดพราดขึ้นมาทันทีทันใด ปล่อยหนังสือพิมพ์ในมือหล่นไปกับพื้นระเบียงอย่างไม่สนใจ
“จริงรึนา นี่คุณกำลังท้องรึเนี่ย !”
“เดี๋ยวค่ะ เดี๋ยวไรอัส...ไม่ใช่ ไม่ใช่จริง ๆ นะคะ ใจเย็น ๆ ก่อน”
รัตนากรรีบทักท้วงด้วยหน้าแดงระเรื่อ ปรามไม่ให้เขากระโจนเข้ามาหาเธออย่างตระหนก ถ้ามีข่าวดีจริงเจ้าของร่างกายอย่างเธอต้องรู้ความผิดปกตินี้ก่อนแน่ แต่ทุกอย่างก็ยังคงมาเหมือนเดิม ภาพไรอัสทรุดนั่งลงกับที่ หยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมากางอ่านอีกครั้ง พร้อมบ่นกับเพต้าถึงการทำให้เขาดีใจเก้อแต่เช้า ภาพที่ชวนให้เธอหัวเราะขบขันออกมาอย่างหยุดไม่อยู่ แสงตะวันสะท้อนแหวนทองประดับเพชรเม็ดงามบนนิ้วนางเธอและอีกวงที่ราบเรียบ อย่างบุรุษบนนิ้วนางเขา ยิ่งยืนยันว่าเขาทั้งสองต่างแต่งงานกันอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
...การแต่งงานที่เธอจดจำได้อย่างรางเลือนในโรงพยาบาล...
หลังอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น เสียงหมอกับพยาบาลที่ดูวุ่นวายสับสน กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อกับกลิ่นเลือดที่คละคลุ้ง ความเจ็บปวดจนด้านชา เหมือนแผ่นหนังที่ถูกทำให้หมุนวนเร็วขึ้นเรื่อย ๆ สลับกับเสียงใครสักคนที่ตะโกนเรียกชื่อของเธอ...
...ภาพแรกในความทรงจำที่ลืมตาตื่นคือ ‘เขา’ ใบหน้าที่ทอประกายของความรวดร้าวห่วงหาภาวนาและแย้มยิ้มเมื่อได้เห็นดวงตา ของเธอเปิดขึ้นอีกครั้ง...
ไรอัส เซอร์ซาร์ดีส...ชายคนรักของเธอ เจ้าของเสียงที่จดจำได้ว่าพยายามเรียกขานชื่อเธอไม่ยอมหยุดยั้งราวกับว่า แข่งกับยมฑูตผู้นำพาความตายในทุก ๆ วินาที รัตนากรจำไม่ได้ว่าทำไมถึงได้เกิดอุบัติเหตุนั่น...ไม่สิ แท้ที่จริงเธอจดจำอดีตที่หายไปเกือบเจ็ดถึงแปดปีไม่ได้เลยต่างหาก... อดีตที่ตกหายไปราวกับชิ้นส่วนที่หาไม่เจอ ความทรงจำที่หลงเหลือคือช่วงวัยสิบแปดปี ช่วงเวลาที่เธอเดินทางไปเรียนต่อทางด้านภาษา ณ ประเทศอังกฤษ ที่ที่ทำให้เธอได้พบเจอกับเขา ไรอัส...ชายที่กลายมาเป็นคนรัก...และสามีในตอนนี้
“...ผมไม่อยากเสียคุณไปอีกแล้ว...แต่งงานกับผมเถอะนะนา...แต่งงานกับผม ได้โปรดเถอะ”
คำอ้อนวอนขอร้อง กับมือที่เกาะกุมมือเล็กแน่นขึงสีหน้าที่เว้าวอนเพราะห่วงหาเคล้าไปด้วยความ ประหวั่นพรั่นพรึงกับสิ่งที่เพิ่งผ่านพ้นมา เพราะสมองที่ยังพร่าเลือนรึไร หรือที่หัวใจนั้นรับรู้ว่ามีเขาอยู่เต็มเปี่ยมจึงไม่คิดอะไรเนิ่นนานนักที่ จะตอบรับคำขออันแสนสำคัญนี้ได้ พิธีถูกจัดขึ้นอย่างรวดเร็วเรียบง่ายราวกับว่าเวลานั้นสำคัญยิ่งยวด มีเพียงบาทหลวงกับนายอำเภอผู้ถือทะเบียนสมรสที่ถูกเชิญตัวมา หมอ พยาบาลเพียงไม่กี่คนเพื่อมาเป็นพยาน แหวนแต่งงานวงสวยถูกสวมใส่บนนิ้วนาง ส่องประกายสะท้อนแสงไฟบ่งบอกความล้ำค่าของมันได้เป็นอย่างดี
หลังจากพิธีแต่งงานแสนสั้นจบลง ไรอัสก็พาเธอออกจากโรงพยาบาลเพื่อมาพักผ่อนยังบ้านพักตากอากาศบนเกาะของเขา เกาะเล็ก ๆ ในแถบทะเลคาริบเบียน อากาศที่สดชื่น ท้องฟ้าสีครามงดงาม น้ำทะเลส่องประกาย บรรยากาศที่เธอชื่นชอบมาตั้งแต่ยังเยาว์
“ผมรู้ว่าคุณกังวลเรื่องทางบ้าน ไม่ต้องห่วงนะ ผมติดต่อคุณพ่อคุณแม่คุณเรียบร้อยแล้ว พวกท่านเองก็อยากให้คุณได้มาพักรักษาตัวอยู่ที่นี่ หมอฝีมือดี ๆ ไว้ใจได้ก็อยู่ใกล้ คุณจะได้พักผ่อนให้สบาย”
รัตนากรพยักหน้ารับเล็กน้อย หลังจากที่เธอทักท้วงเล็ก ๆ ถึงการพามายังที่ไกลเพียงนี้ ทั้งที่บ้านเกิดเธอนั้นก็ติดริมหาดทรายเช่นกัน
“นาจำอะไรไม่ได้เลยคะไรอัส...มันน่าตกใจจริง ๆ ราวกับว่าเวลานั้นหายไปในช่วงกะพริบตา เหมือนว่าเมื่อวานเราสองคนเพิ่งเริ่มคบหากัน ยังเดินอยู่บนถนนในลอนดอนแท้ ๆ แต่ตอนนี้พวกเรากลับมาอยู่ที่นี่แล้ว อายุก็เพิ่มมากขึ้นจนน่าตกใจ คุณตอนนี้ก็อายุตั้งสามสิบสามต่างกับตอนนั้น”
“ไม่เป็นไรหรอกนะ หมอเองก็ยังบอกว่ามันเป็นผลกระทบจากการเกิดอุบัติเหตุ คุณไม่ต้องกังวลไป”
ฝ่ามือหนาลูบไล้ผิวแก้มเนียนที่ยังดูซีดเซียว สายลมโชยพัดผ่านเข้าทาทางระเบียงกว้างที่มองเห็นท้องทะเลสีคราม ทั้งสองต่างทรุดนั่งพิงโซฟาหนา การเดินทางระยะไกลต่อเนื่องแม้จะโดยสารโดยเครื่องบินส่วนตัว แต่ก็สร้างความเหนื่อยล้าให้กับคนที่เพิ่งออกจากโรงพยาบาลอย่างเธอได้ พอสมควร
ทันทีที่มาถึง ไรอัสก็ประคองภรรยาตนเองลงมาจากเครื่องบินนำพามายังตัวบ้าน โดยมีเหล่าคนงานเตรียมคอยดูแลไม่ห่าง บ้านพักตากอากาศหลังใหญ่ดูหรูหราไม่แตกต่างจากคฤหาสน์ของคนมีฐานะระดับสูง รัตนากรจำตอนที่ตัวเองเริ่มคบหากับไรอัสได้ การแต่งกาย ข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ บนตัวชายหนุ่มต่างเป็นของมีค่าราคาแพงทั้งสิ้น ในตอนนั้นเธอเองเพิ่งจะอยู่อังกฤษได้แค่ครึ่งปี เป็นหนึ่งในนักเรียนไทยทั่วไปที่ไปเรียนอย่างประหยัด ไม่ได้ร่ำรวยเงินทองเป็นคุณหนูที่ไหน ทำงานพิเศษตอนเย็นในร้านอาหารไทยตามอย่างคนอื่น ๆ เพื่อหาค่าใช้จ่ายในแต่ละวัน
รัตนากรโชคดีที่สมัครได้ร้านอาหารไทยมีระดับติดความนิยมของคนลอนดอน ความหรูหราขึ้นชื่อของมันทำให้แขกแต่ละคนที่เข้ามาล้วนแล้วแต่มีฐานะ มีชื่อเสียง และไรอัสเองก็เป็นหนึ่งในแขกเหล่านั้น
“ทำไมนาถึงได้เกิดอุบัติเหตุล่ะคะ แล้วยังเป็นที่เมืองไทยอีก ทำไมกัน ช่วยเล่าความทรงจำของนาที่หายไปตลอดเจ็ดปีได้ไหมคะไรอัส นาอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง ตลอดเวลาที่ผ่านมา”
“ได้สิ ผมจะเล่าให้คุณฟังทุกอย่าง”
บนหน้าชายหนุ่มมีรอยยิ้มละไมแฝงความอ่อนโยน คล้ายจะแตกต่างกับไรอัสที่เธอเคยรู้จัก ไรอัส เซอร์ซาดีส ที่เป็นชายหนุ่มรูปงามหล่อเหลา มีเสน่ห์มากล้น กล่าวคำอ่อนหวานเอาใจรื่นหู ดวงตาพราวระยับอย่างคนมั่นใจในตนเองและเชื่อมั่นเพียงความคิดของตน ตั้งแต่คราแรกที่พบเจอกันรอยยิ้มโปรยเสน่ห์พร้อมกับสายตา ถ้อยคำ ที่สุดท้ายแล้วหัวใจเธอก็ตกหลุมของเขา หลงรักและยอมรับคำขอออกเดทจากเขาในที่สุด แม้จะรู้ดีว่าเขาไม่ใช่คนที่คบหากับใครเพียงคนเดียว แต่ก็ทนกล้ำกลืนความเจ็บช้ำยินยอมให้เขาป้อนคำหวานปิดตาตัวเอง เชื่อเพียงในรักที่เขามอบให้ หากในวันนี้ ไรอัสกลับดูเหมือนเติบโต สุขุม อ่อนโยน แสดงออกมาว่ารักเธอมากล้น มีเธอเพียงคนเดียวเสียจนไม่อยากจะเชื่อว่ามันใช่เรื่องจริง
“พอคุณเรียนจบก็กลับเมืองไทย แต่ตลอดเวลาพวกเรายังคงติดต่อคบหากันมาตลอด จนกระทั่งผมตั้งใจจะไปขอคุณกับคุณพ่อคุณแม่ที่ไทย...แต่ว่ากลับเกิด อุบัติเหตุขึ้น รถแท็กซี่ที่คุณนั่งถูกชนอย่างจังจนพังยับ ในตอนนั้น...ผมคิดว่าจะต้องสูญเสียคุณไปเสียแล้ว... นา...รู้ไหมว่าความรู้สึกที่เหมือนลมหายใจถูกกระชากออกจากร่างนั่น มันเจ็บปวดทรมานมากเพียงไหน”
วงแขน แกร่งสวมกอดรัดดึงร่างบอบบางมาซบแน่น กดจมูกโด่งบนเรือนผมสีดำเงา ริมฝีปากหยักพร่ำคำห่วงหาข้างใบหูเล็กราวกับว่าอยากจะยืนยันต่อความเป็นจริง ว่าเธอนั้นยังอยู่ในอ้อมกอดของเขา รัตนากรนิ่งซบฟังเสียงหัวใจที่สั่นระรัวใต้แผ่นอกกว้างก่อนโอบกอดเขาตอบด้วย ความรู้สึกเดียวกัน...รัก และไม่ปรารถนาจะพรากจากกันอีก...
“สวัสดีค่ะ คุณผู้หญิง”
“สวัสดีครับ คุณผู้หญิง วันนี้ผมได้ปลาสด ๆ มาเยอะแยะเลย เดี๋ยวจะเอาไปให้ในครัวทำเป็นอาหารมื้อเย็นนี้นะครับ”
“จ้ะ ขอบใจมากนะ แล้วจีน่าภรรยาเธอเป็นยังไงบ้าง ใกล้จะคลอดแล้วสิ”
“ครับ คงใกล้ในเดือนหน้านี่แล้ว ขอบคุณที่ถามนะครับ”
คนงานชายยิ้มกว้างอย่างเป็นมิตร รัตนากรแย้มยิ้มตอบรอยยิ้มจริงใจเหล่านั้น เพต้าที่ตามคอยดูแลเองก็ยิ้มชื่น นายผู้หญิงของหล่อนเป็นคนที่ทำให้ใครต่อใครต่างรักใคร่เพราะความอ่อนโยน จิตใจดีที่คอยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบของทุกคน ไม่ถือตัว ไม่เย่อหยิ่งทั้งที่เป็นภรรยาของเจ้าของเกาะนี้แท้ ๆ
“...อย่างนี้จะดีรึ ไรอัส”
เสียงทุ้มของชายสูงวัยผู้ไว้หนวดขาวรอบริมฝีปากช่างดูภูมิฐานสูงศักดิ์ เอ่ยทักขึ้นในห้องทำงานที่รายล้อมด้วยชั้นหนังสือและเอกสารสำคัญ เคียงข้างชายผู้นั้นมีร่างของชายหนุ่มหน้าตาดีผิวขาวละเอียดของชาวยุโรป เรือนผมสีดำขลับ ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของเขาจับจ้องมองยังชายนามไรอัส...ผู้มีศักดิ์เป็นลูกพี่ ลูกน้องของตน ที่ในยามนี้ยืนข้างบานหน้าต่างจับจ้องมองยังเบื้องล่าง ไม่แม้แต่หันสบตาพวกเขาราวกับว่าไม่มีความสนใจมอบให้ แต่ชายสูงวัยก็ยังคงเอ่ยกล่าวต่ออย่างที่ควรกระทำเมื่อตนนั้นมีฐานะเป็นผู้ ดูแลแทนบิดามารดาที่เสียไปร่วมสิบกว่าปีแล้วของชายเจ้าของเกาะแห่งนี้
“สิ่งที่หลานกำลังทำอยู่นั้น มันไม่ใช่เรื่องดีกับผู้หญิงคนนี้เลยนะ” ทุกประโยคล้วนเป็นเพียงแค่สายลมโชยพัดอ่อนแรงที่ดูไร้ค่า เพราะนัยน์ตาคมโตสีอเล็กซานไดร์ตกลับสะท้อนภาพเบื้องล่างทะลุผ่านบานกระจก ภาพหญิงสาวที่กำลังยิ้มสดใสรับดอกไม้จากลูกสาวคนงาน ทอดมองเนิ่นนานไม่เคลื่อนสายตา คล้ายว่ากลัวเคลื่อนไปเพียงเสี้ยว...เธอจะหลุดหายเลือนรางไปกับแสงตะวัน...
“...พี่ไรอัสครับ” คำทักท้วงเอ่ยกล่าวที่อยากได้เพียงคำตอบอะไรสักคำจากเจ้าของห้อง กระนั้นแล้วกลับมีเพียงความเงียบกริบเป็นคำตอบ เสี้ยวหน้าที่เห็นช่างราบเรียบนิ่งเฉยดั่งผืนน้ำบนบึงที่ไร้ลม... ทว่า...ใต้น้ำเหล่า...จะมีสิ่งใดอยู่กัน “ไรอัส” “....ขอโทษครับ คุณลุงเซเบียส...เซอร์กซิส แต่ผมตัดสินใจแล้ว” ประโยคแรกที่เอ่ยออกมาทำให้แขกมาเยือนทั้งสองต่างนิ่งงัน ความเงียบยิ่งครอบคลุมทั้งห้องจนเหมือนกับว่าเป็นสิ่งเดียวของบรรยากาศนี้ เงียบลึกดุจดำดิ่งลงสู่ใต้ถ้ำอันมืดมิด “...เธอรักผู้หญิงคนนี้จริง ๆ อย่างงั้นรึ” เซเบียส ชายสูงวัยต้องชะงักไปชั่ววูบ เมื่อไรอัสผินใบหน้ากลับมาสบตาพวกเขา ใบหน้าที่ทอความรู้สึกทั้งหมดของหัวใจ ความรู้สึกที่อยู่ในอกแกร่ง สีหน้าของชายที่หลงรักใครสักคน หลุ่งหลงเสียจนไม่อาจจะมอบหัวใจให้แก่ใครได้...และร้าวรานกับความเป็นจริง ที่ทำ...ที่ถ้าหากเธอรู้...คงจากเขาไปตลอดกาล ไม่มีวันเอื้อมมือถึงได้อีกตลอดไป... มันเป็นใบหน้าที่ทำให้พวกเขาสองคนต้องหยุดทุกคำถาม กลืนความสงสัย กลืนความกังขา ได้แต่สงบนิ่งจับจ้องชายที่พวกเขาเคยเห็นแต่ความหยิ่งทะนง เชื่อมั่นในตนเองอย่างสูงส่งเท่านั้น...หากแต่ในวันนี้ ไม่มีหลงเหลือแล้ว...
“คุณผู้หญิงคะ แดดเริ่มแรงแล้วเข้าไปข้างในก่อนดีกว่านะคะ” “ไม่เป็นไรหรอกจ้ะเพต้า ฉันโตมากับทะเลนะ แดดแค่นี้ฉันสบายมาก” รัตนากรสูดหายใจเต็มสองปอด กลิ่นไอเกลือที่มากับทะเลมันเหมือนเป็นพลังงานที่ไม่รู้เบื่อ ร่างบอบบางเดินไล่ตามหาดทรายถอดรองเท้าย่ำไปกับพื้นทรายนิ่ม คลื่นบางเบาเป็นฟองขาวซัดสาดอาบปลายเท้าเล็กให้สดชื่น ความรู้สึกที่ชวนให้ยิ้มพรายด้วยความสุขใจ “คุณผู้หญิง...” เพต้าทักเบา ๆ เมื่อเห็นญาติสองคนของนายตนเดินมาทางนี้ รัตนากรเงยหน้ามองตามก็ได้เห็นสีหน้าของคนทั้งคู่ ...เพราะแสงแดดที่ส่องแรงหรือไรถึงได้เป็นสีหน้าที่ดูแปลกพิกล คล้ายกับว่ามองเธออย่างเศร้าสร้อยระคนสงสารอย่างไรอย่างนั้น “สวัสดีครับ” “สวัสดีค่ะ...คือ...ต้องขอโทษจริง ๆ คือว่าฉัน...” “ไม่เป็นไรครับ ผมทราบเรื่องอุบัติเหตุของคุณแล้ว ผมชื่อเซเบียส เป็นลุงของไรอัส ส่วนคนนี้คือเซอร์กซิส ลูกพี่ลูกน้องของไรอัส” เซอร์กซิสพยักหน้าทักทาย แม้จะเป็นเพียงแค่ลูกพี่ลูกน้องหากก็มีเค้าบางส่วนคล้ายคลึงกับไรอัสไม่ใช่ น้อย รัตนากรสงสัยเอ่ยถามพวกเขาว่าเคยพบเจอกันหรือไม่ ชายหนุ่มดวงตาสีน้ำตาลอ่อนเป็นคนให้คำตอบแทน “ใช่ครับ...พวกเราเคยเจอกันมาก่อน...คุณนาจำไม่ได้สินะครับ” หญิงสาวนิ่งคิดชั่วครู่ หากทว่าไร้ภาพใดในความทรงจำ ความทรงจำที่เธอพยายามรื้อฟื้นมันบ่อยครั้ง เจ็ดปีที่หายไปมันเนิ่นนานและมีค่าเกินกว่าจะทอดทิ้งมันไปอย่างไร้เยื่อใย ได้ “...ขอโทษนะคะ...ฉันจำอะไรไม่ได้เลยจริง ๆ” ดวงหน้านวลส่ายแผ่วเบาทอประกายผิดทั้งที่ไม่ใช่ความผิดของเธอเลยสักนิด เซเบียสยิ้มปลอบก่อนขอตัวลา เซอร์กซิสกลับรั้งเท้าช้า ๆ ทิ้งระยะเล็กน้อยพลางไถ่ถามความสงสัยที่แน่นอกยังหญิงที่มาเป็นพี่สะใภ้ตน “...คุณนาครับ...คุณรักพี่ผมไหมครับ” นัยน์ตากลมโตเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจในคำถาม แต่สีหน้าของคนพูดผู้รอฟังทุกสิ่งนั้นทำให้เธอต้องตอบออกมาด้วยความรู้สึก อันแท้จริงมิมีการเสแสร้งใด ๆ “ค่ะ...ฉันรักไรอัส รักเขามากจริง ๆ ค่ะ” ใบหน้าหวานทอประกายสดใส พวงแก้มแดงระเรื่อด้วยความเขินอาย ดวงตาสีนิลส่องแสงระยับของความรู้สึกในอกที่วาบไหว เซอร์กซิสจับจ้อง นิ่งเงียบ รับรู้ในทุกสิ่ง...ถึงความจริงในใจของเธอ...ว่ารักพี่เขามากจริง ๆ หากแต่...รักเพราะสาเหตุใด.... “ถ้าอย่างนั้น...ก็ขอฝากพี่ชายด้วยนะครับ” ร่างสูงก้มศีรษะค้อมคำนับยังหญิงสาวอายุน้อยกว่าเพื่อฝากฝังพี่ต่างบิดา มารดาของตนก่อนที่จะเดินจากไปโดยมีคนที่ถูกเอ่ยถึงเดินสวนมาเช่นกัน ชั่ววูบหนึ่งของประกายตาสีอเล็กซานไดร์ตส่องวาวทอดมองยังชายหนุ่มผู้เป็น น้องด้วยแววของความเยือกเย็น...เย็นจนเซอร์กซิสรู้ว่ามันคือประกายเตือนถึง ความอันตรายที่ไม่ควรยุ่งด้วย จึงทำให้เขาเพียงแค่หลบสายตาพลางรีบสาวเท้าเดินผละไป “ไม่ร้อนรึไงกันนา มาตากแดดตากลมแบบนี้นาน ๆ คุณยังไม่แข็งแรงดีพอนะ” ลับหลังเพียงเสี้ยวเล็ก พอเหลียวมองยังร่างบอบบาง ความอ่อนโยนรักใคร่อบอุ่นมากล้นไปด้วยทุกสิ่งของความรู้สึกก็เข้ามาแทนที่ ความเย็นเยือกเหล่านั้นแทบจะทันที เป็นแววตาที่มีให้เพียงยังหญิงสาวตรงคนนี้เพียงคนเดียวเท่านั้น “แหม...นาไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้นนะคะ นี่ก็พักผ่อนมาตั้งหลายเดือนแล้วด้วย เอาแต่อยู่ในบ้านจนตัวจะซีดอยู่แล้ว” รัตนากรยิ้มขันกับความห่วงใยของเขา วงแขนแกร่งสวมกอดรั้งร่างเธอมาซบอิงไออุ่นบนแผงอกเขา แย้มยิ้ม หัวเราะรื่นอย่างสดใสไปด้วยกัน
“คุณลุงเซเบียสครับ”
บนเฮเลิคอบเตอร์สีขาวสะอาดตา เซอร์กซิสเอ่ยกลางความเงียบหลังจากออกมาจากเกาะ ทิ้งความงดงามของธรรมชาติอันบริสุทธิ์ไว้เบื้องล่าง ภาพความรักใคร่ของคนทั้งสองนั้นมันติดตา ติดแน่นเสียจนอดรู้สึกเจ็บปวดแทนไม่ได้
“ผมภาวนานะครับ ภาวนาขอให้ทุกสิ่งนั้น จบลงได้ด้วยดี...ภาวนาด้วยหัวใจ”
ตอนที่ 2 : ระลึกถึง
ทุก คราที่มีปัญหาใดเกิดขึ้นในชีวิตของคนเรา มนุษย์ที่ดิ้นรนต่อปัญหานั้นมักจะบอกกล่าวว่า เพราะพระเจ้ากำลังทดสอบพวกเราอยู่ พระเจ้ารักเรา จึงมอบบททดสอบให้แก่พวกเราเพื่อให้พวกเราได้ฟันฝ่าแล้วเติบโตต่อไปได้...แม้ ในบางครั้ง...ความรักของพระเจ้าอาจจะยิ่งใหญ่เกินกว่าที่มนุษย์ผู้หนึ่งจะทน แบกรับไว้ได้ก็ตาม...แล้วความรักของพระเจ้าในครั้งนี้...จะหนักหนามากมาย เท่าใดกัน
ครืนนนนน
แว่วเสียงคำรามของใบพัดเหล็กบนฟากฟ้าเลื่อนลั่นคล้ายผู้ที่นำพาความทุกข์ระทมมาอย่างเคืองแค้น
“ใกล้จะถึงเกาะเป้าหมายแล้วนะครับ”
“ในที่สุดก็จะได้พบกันสักที...ไอ้สารเลว”
มือขาวสะอาดเนียนของบุรุษหนุ่มกำแน่นขึงจนเส้นเลือดปูดโปนแสดงพายุอารมณ์ที่ เก็บเอาไว้ในอกแกร่งใต้เสื้อสูทราคาแพง พายุอารมณ์ที่พรั่งพร้อมจะระเบิดออกมาได้ทุกเมื่อ
“เอ๋...มีแขกกำลังมาหรือคะ”
ใบหน้านวลเงยมองตามคำทักของหญิงดูแลตน ผ่านบานกระจกใสให้เห็นฟากฟ้าครามกระจ่างที่กำลังมีเฮลิคอปเตอร์ลำหนึ่ง เคลื่อนไหวเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ สองมือของเธอประคองถือช่อดอกไม้สีสดที่เพิ่งตัดออกมาจากสวนปลูก เรือนดอกไม้กระจกกลายเป็นหนึ่งในสิ่งโปรดปรานของหญิงสาวที่คอยมาชื่นชมดูแล ดอกไม้สีสวยหลากตามากมายพันธุ์ เบ่งบานออกดอกอวดโฉมสะพรั่ง เรือนกระจกนี้ถูกสร้างขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อคุณหมอในโรงพยาบาลแนะนำให้ รัตนากรหาอะไรทำเล็ก ๆ น้อย ๆ ระหว่างพักรักษาตัวเอง ไรอัสเลยสร้างเรือนกระจกหลังนี้ขึ้นมาเพื่อให้หญิงสาวได้มาใช้เวลพักผ่อน เป็นการแสดงความรักอีกหนึ่งอย่างที่รัตนากรรับรู้ได้ว่าเขารักเธอจริง
“น่าแปลกจัง...ไม่เห็นคุณแอนเดรียบอกล่วงหน้าเลย”
เพต้าเอ่ยสงสัยเลขานุการหญิงคนสวยมีเสน่ห์ที่ทำงานร่วมกับนายผู้ชายตนมาหลาย ปี ทุกทีถ้าจะมีใครมาก็จะคอยมารายงานบอกกล่าวก่อนล่วงหน้าแท้ ๆ รัตนากรมองตามเช่นกัน ...โดยไม่ทันรู้สักนิดเลยว่าสิ่งนั้นกำลังจะนำพาพายุเข้ามาสู่เกาะแห่งนี้ พายุที่จะพัดพาเมฆหมอกทั้งมวลให้สูญสลายหายไปเสียสิ้น...
ครืนนนนนนนน
ปีก เหล็กที่นำพาเครื่องยนต์ลอยยังกลางอากาศค่อยๆร่อนลงจอดยังลานจอดแห่งเดียว ที่ทำเอาไว้บนเกาะนี้ ยังไม่ทันลงจอดดีประตูเครื่องก็เปิดออกพร้อมร่างสูงใหญ่สวมสูทเนื้อดีดูเป็น นักธุรกิจหนุ่มมากความสามารถ เรือนผมสีน้ำตาลอมส้มจนกลายเป็นสีแดงสว่างไสวสะท้อนแสงตะวัน หากไม่อาจปกปิดอารมณ์โกรธได้เลยสักนิด ดวงตาสีเขียวเข้มเปล่งประกายจัดจ้านวาวระยับแทบจะกลายเป็นเพลิงในทันใดเมื่อ ได้เห็นชายผมดำนัยน์ตาอเล็กซานไดร์ตผู้เป็นเจ้าของเกาะเดินมาด้วยใบหน้า เรียบเฉยเย็นชา ไม่มีอาการสะทกสะท้านใดต่อการปรากฏตัวของเขาสักน้อย
“ไม่คิดว่าอยู่ ๆ คนอย่างคุณจะมาอย่างไม่ได้รับเชิญนะ หรือว่าถูกเสี้ยมสอนมาหรืออย่างนี้รึไรกัน คุณคอนล์เวล” แถม ยังกล่าวประโยคเสียดแทงจงใจกระทบกระแทกไม่มีคิดปิดบัง แต่คนถูกว่าก็ไม่คิดปิดบังเช่นกันความไวที่รวดเร็วพร้อมความตั้งใจที่สั่งสม เอาไว้มาตลอด ทำให้มือแกร่งกระชากคอเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดตามาซัดกำปั้นลงบนใบหน้าหล่อเหลา งามสง่าจนปกเสื้อเนื้อดีขาดคามือ เหล่าคนงานชายต่างตะลึงทำท่าลุกฮือเมื่อเห็นนายโดนทำร้าย แต่ไม่อาจทันต่อพายุอารมณ์อันกราดเกรี้ยวได้
“แก ไรอัส เซอร์ซาดีส ไอ้ชาติชั่ว ฉันจะฆ่าแกให้ตายคามือ !”
“...”
ไม่มีคำตอบนอกจากมือที่ยกเช็ดเลือดสีแดงข้นที่ไหลจากมุมปาก รอยแดงช้ำทำท่าจะส่งผลอย่างน่ากลัวในเวลาอีกไม่นาน ท่าทีนิ่งเฉยกลับกระตุ้นความโกรธของคนอาละวาดเพิ่มขึ้นเสมือนเทน้ำมันสาด เข้ากองไฟ แต่ต้องสงบสติอย่างยิ่งยวด สิ่งที่ตั้งใจไว้มันไม่ใช่การต่อยหน้าอาละวาดเจ้านี่ หากแต่เป็น...
“นับจากนี้แกจะต้องชดใช้ในสิ่งที่แกก่อเอาไว้ ฉันพาทนายมาด้วย !” ปลายนิ้วตวัดชี้ไปยังด้านหลังตน ข้างตัวเครื่องนั้นมีชายสูงวัยเล็กน้อยขยับแว่นสายตาบนดวงหน้า ความสุขุมเคร่งขรึมสมกับผ่านงานด้านนี้มาอย่างเชี่ยวชาญ แค่มองก็รู้ว่าไม่ใช่ทนายระดับล่างทั่วไป “เราจะฟ้องร้องนาย เรื่องการ...” พูดยังไม่ทันจบประโยค มรกตเม็ดโตเบิ่งกว้างเมื่อเห็นร่างบอบบางวิ่งกระหืดกระหอบมาอย่างตื่นตระหนก กับสิ่งที่คนงานไปบอกกล่าว เสื้อผ้าราคาแพง การแต่งกายในแบบที่ไม่เคยเห็น ดวงหน้านวลเด่นชัดเจนแม้จะดูซีดขาวกว่าครั้งก่อน แต่...ก็จดจำได้ดีว่าใช้‘เธอ’ ‘เธอ’ ที่พวกเขาตามหามาตลอดสามเดือนเต็ม
“ไรอัส เกิดอะไรขึ้นกันคะ ตายจริง แผลนี่ คุณเป็นอะไรมากไหม !”
เสียงเล็กเปล่งถามพร้อมสีหน้าซีดเผือดพอได้เห็นรอยแผลถูกทำร้ายบนหน้าคนรัก ไรอัสยิ้มบางปลอบปฏิเสธอย่างอ่อนโยน แต่นั่นมันไม่ใช่เรื่องสำคัญ
“นา !”
รัตนากรชะงัก ชายต่างชาติที่ไม่เคยเห็นหน้าตรงเข้ามาหาเธอ เรียกชื่อเธออย่างรู้จักพุ่งแขนใหญ่ที่หมายจะคว้าแขนเธอไว้ แต่ก่อนทันถึง แผ่นหลังกว้างของไรอัสมาบดบังพร้อมทั้งกลุ่มงานที่โถมเข้ามาล็อกสองแขนของ ชายผมแดงไว้แน่นหนา ไม่ให้เข้าใกล้เจ้านายตนได้อีกเป็นครั้งที่สอง ไรอัสเอ่ยสั่งให้เพต้าพานายหญิงกลับเข้าข้างในโดยไม่ให้ออกมาอีก จนกว่าเขาจะเข้าไปเอง ทุกอย่างดูช่างชุลมุนวุ่นวายกันไปหมด
“อย่านะ ! นา อย่าไป ! เกิดอะไรขึ้นกับเธอกัน จำฉันไม่ได้เหรอ นา ฉันเลโอ เลโอนาร์โดไง !”
...เลโอ...ใครกัน... ไม่เคยเห็นมาก่อนเลยสักนิด... ดวงหน้านวลส่ายเล็ก ๆ อย่างพลันเผลอ เป็นการตอบสนองอัตโนมัติเมื่อถูกถามอย่างกระทันหัน เธอไม่เคยเห็นชายคนนี้มาก่อน... แต่แล้ว ขณะที่กำลังถูกกลุ่มคนมากกว่าพยายามดันร่างในชุดสูทกลับขึ้นเครื่องที่มา ชายผมแดงที่เอ่ยอ้างว่าชื่อเลโอก็เอ่ยภาษาที่เธอต้องประหลาดใจ ภาษาที่ไม่คิดว่าจะได้ยินยามอยู่บนเกาะแห่งนี้ ภาษาไทยที่เป็นภาษาบ้านเกิดของเธอเอง
“นา ถึงเธอจะจำฉันไม่ได้ แต่เธอจะลืมพ่อแม่ของเธอได้รึ ลืมอร ลืมช่วงเวลาที่พวกเราเคยอยู่ด้วยกัน ลืมคำสัญญาที่จะกลับไปที่บ้านริมทะเลหาพวกท่านแล้วเรอะ !”
“...คุณ...”
ริมฝีปากหวานชะงักเมื่อถูกพาเขาไปยังตัวบ้าน ทันเห็นเพียงแค่ภาพชายแปลกหน้าถูกบังคับให้กลับขึ้นไปยังเฮลิคอปเตอร์ด้วย กลุ่มคนงานจำนวนมาก เธออยากจะถามอะไรกลับไป แต่ก็คล้ายตะลึงงันต่อทุกอย่างที่มันจู่โจมเข้ามาจนไม่อาจปริปากใดได้
สุดท้ายจึงได้แต่เพียงนั่งนิ่งงันในห้องนั่งเล่นเพียงลำพัง เพต้านั้นตระเตรียมน้ำชาขนมขบเคี้ยวน่าทาน แต่มันไม่ชวนให้อยากหยิบชิมสักนิด...เมื่อเรื่องเมื่อครู่ยังคงติดตรึงอยู่ ในสมองของเธอราวตะปูเล่มใหญ่ที่ตอกติดไว้แน่นหนา กระหน่ำย้ำด้วยมือที่มองไม่เห็นให้หวั่นไหว ไม่นานนักที่ไรอัสกลับเข้ามา ครานี้ทำไมกันที่สีหน้าของเขามันดูแปรเปลี่ยนไป...ฉายแววบางสิ่งที่ เยือกเย็นอย่างน่าประหลาด
“เกิดอะไรขึ้นคะ เขาเป็นใครกันคะไรอัส ทำไมเขาถึงเหมือนรู้จักกับนาด้วย”
“ไม่มีอะไรหรอกนา ก็แค่...คนมาหาเรื่องผมนะ”
เหมือนนิ่งนานกว่าที่คิดกับคำอธิบายครั้งนี้ ซ้ำยังดูไร้เหตุผลเสียจนไม่อยากเชื่อว่ามาจากชายคนรักได้ มันทำให้อดที่จะรู้สึกแปลกประหลาดอีกครั้งขึ้นมา...คล้ายกับว่าคนตรงหน้า กำลังมีสิ่งใดปกปิดอยู่ วูบหนึ่งที่รัตนากรคิดว่า...เขาไม่ใช่ไรอัสคนเดิมที่เธอเคยรู้จัก...
“...แต่เขาพูดกับนาเหมือนรู้จักนา เขาพูดภาษาไทยได้ด้วยนะคะ”
“ภาษาไทยรึ...เมื่อกี้เขาพูดอะไรกับคุณกัน !”
ท่าทีต่อสิ่งที่ได้ยินกลับเปลี่ยนความสุขุมในดวงตาคมกริบให้กลายเป็นความ ร้อน อุ้งมือแกร่งแทบจะกระชากสองไหล่มนเข้ามาประชิดย้ำถามถึงประโยคเหล่านั้นไม่ ขาดปากจนรัตนากรต้องรีบอธิบายกลับด้วยความตระหนกตกใจ ไม่คาดคิดว่าเขาจะรุนแรงอย่างกระทันหันแบบนี้
“ก็แค่ถามว่าจำเขาไม่ได้แล้ว ลืมเขาแล้วรึเท่านั้น...ไรอัส นาเจ็บคะ”
ดวงหน้านวลนิ่วเมื่อรู้สึกเจ็บมากขึ้น ชายหนุ่มได้สติรีบคลายมือออกอย่างรวดเร็วพลางโอบร่างบอบบางของภรรยามาแนบอก เสียงหัวใจเขานั้นเต้นระรัวเป็นจังหวะที่ผิดแปลกกว่าทุกครั้ง ดุจเป็นกลองที่กระหน่ำตีเพื่อให้เจ้าของปวดร้าวหนักขึ้น
“...ผมขอโทษนะนา...ผมแค่เหนื่อยมากเท่านั้น”
ปลายนิ้วยาวจับปลายคางมนเชยมองเพื่อสบสายตาคู่งามที่แฝงความอ่อนล้าเบาบาง ตามคำกล่าว สายตาที่เคยดูทรงพลัง...อ๊ะ...วินาทีนั้นเองที่ภาพ ๆ หนึ่งซ้อนขึ้นมาในสมองรัตนากรอย่างรวดเร็วในเสี้ยววินาที คล้ายเกิดกระแสไฟพุ่งเข้าจู่โจมอย่างรุนแรง ทำให้เธอถึงกับเซจนเกือบล้ม ดีที่วงแขนแกร่งตวัดรัดร่างเธอไว้แน่น
“เป็นอะไร ! คุณเป็นอะไรหรือเปล่า นา ! นา เพต้าตามหมอมาเดี๋ยวนี้ !”
“ไม่เป็นไรค่ะ...แค่มึน ๆ เล็กน้อยเท่านั้น ไม่ต้องเรียกหมอหรอกค่ะ”
รัตนากรยิ้มบางตอบทั้งที่ดูยังไม่หายดี ปากบางเอ่ยขอนอนพักแทน ไรอัสนั้นยังรีรออยู่ครู่ใหญ่จนเมื่อเห็นหญิงสาวนอนหลับบนเตียงหนาในห้องนอน แล้วจึงค่อยออกมาอย่างเงียบ ๆ พลางออกคำสั่งไม่ให้ใครมารบกวนนายผู้หญิงแม้แต่น้อย
ทว่า...แท้ที่จริงนั้นนายผู้หญิงหาได้หลับไม่...เปลือกตางอนเผยอเปิดเมื่อ ไร้เงาใครในห้องแล้ว ดวงตากลมโตเหม่อมองเพดานห้อง คิ้วเรียวขมวดด้วยความครุ่นคิดมากมายเมื่อสิ่งที่เกิดนั้นมันน่าประหลาดเกิน กว่าจะปล่อยวางผ่านเฉยไปได้
...ผู้ชายผมแดงคนนั้น พูดภาษาไทยได้ชัดเจน แถมยัง...พูดถึงพ่อกับแม่ของเธอ แล้วยังบ้านริมทะเล...บ้านเกิดของเธอที่ที่คนทั่วไปไม่น่าจะรู้ได้ แต่เขาคนนั้นกลับเอ่ยออกมาอย่างชัดเจน...แสดงว่า...เขาต้องรู้จักเธออย่าง แน่แท้ !
แล้วที่สำคัญ ภาพนั่น ภาพที่ทับซ้อนเข้ามาในจังหวะอันสำคัญ นัยน์ตาที่จับจ้องอย่างอ่อนโยน กลับเปลี่ยนเป็นแววตาดุดันหยามหมิ่นดูแคลนซ้ำเติมเสียจนไม่น่าเชื่อว่าจะมา จากดวงตาสีอเล็กซานไดร์ตคู่เดียวกันได้ ...คิดไปเองอย่างนั้นรึ...ไม่ มันอาจจะไม่น่าใช่ เมื่อภาพนั่นอาจไม่ใช่ภาพลวงตาที่คิดไปเอง อาจจะเป็นเศษภาพที่หลงเหลือในสมองของเธอ สิ่งที่ทำให้รัตนากรคิดเช่นนั้นคือความรู้สึกที่ทิ่มเข้ามาในอกอย่างรวดเร็ว เมื่อภาพแววตาน่าหวั่นคู่นั้นฉายวาบเข้ามา ความรู้สึกอันน่าประหลาดจนไม่จับมาอธิบายได้ทันเมื่อมันเกิดขึ้นแค่วินาที สั้น ๆ เท่านั้น รู้เพียงว่าคล้ายกับถูกกระชากตกลงสู่ห้วงเหวอันไร้ก้น กระตุกวูบจนบาดลึกจนไม่คิดจะลืมเลือนได้
“...นี่มัน...เกิดอะไรขึ้นกัน”
ใช่ เธออยากรู้...ความเชื่อมั่นที่มีให้หมดใจ มันสั่นคลอนจนราวกับว่าเริ่มโงนเงนหวั่นไหวเพียงแค่การปรากฏตัวของชายร่าง สูงผมแดงคนนั้น ไม่อยากจะคิด แต่ประโยคที่เขาพูดก็ยังตอกตึงสลักแน่นในสมอง คำแก้ต่างที่ดูไม่มีน้ำหนักพอ แล้วยังท่าทีที่แสดงออกมาอีก ไรอัสกำลังมีอะไรปิดบังเธออยู่รึ...
“...ไม่มีทาง อย่าบ้าสินา มันบังเอิญเท่านั้น แค่เรื่องบังเอิญเท่านั้น”
รอยยิ้มที่แสนอ่อนโยน ความอบอุ่นของวงแขนแกร่ง
“ไรอัสไม่มีทางโกหกเราแน่ ๆ”
น้ำเสียงทุ้มแว่วกระซิบเรียกชื่อเธอข้างใบหู นัยน์ตาที่จับจ้องด้วยความรักใคร่ในทุกวินาที ลึกซึ้งมากล้นเสียจนไม่อาจจะเชื่อได้ว่า...มันเป็นเพียงแค่การแสร้งทำ
“ไม่มีทาง...ใช่ไหม...ใช่ไหมคะไรอัส”
........
สุดท้ายก็ไม่มีคำถามนั่นออกจากริมฝีปากสีหวานเลยสักครั้ง...จวบจนวันที่พายุมาถึงอย่างแท้จริง
หากทว่า คนที่อยู่ในเมืองนั้นไม่คิดเช่นนั้น ไม่คิดรีรอใด ๆ ด้วยความลังเลใจ...มีเพียงความกลัดกลุ้มผสานยินดีลึก ๆ ที่ในที่สุดก็ได้พบเจอกับคนที่พวกเขาเฝ้าค้นหามานานแสนนานเหลือเกิน
“ว่ายังไงนะ...นี่นายไม่ได้ล้อเล่นใช่ไหม เรื่องจริงอย่างนั้นรึเลโอ”
“อืม ฉันไม่มีทางโกหกเรื่องสำคัญอย่างนั้นแน่...นาจำพวกเราไม่ได้แล้ว” เสียงจากปลายสายขาดห้วงไป แต่ก็ทำให้คนบอกกล่าวรู้ว่าอีกฝั่งของทวีปข้ามประเทศไกลแสนไกลกำลังสะกด กลั้นความรู้สึกต่าง ๆ ที่ประดังประเดเข้ามาอย่างสุดกำลัง ส่วนตัวเขานั้น มือใหญ่ถือรูปถ่ายที่พกติดมาด้วย ภาพที่ถ่ายมาหลายปี แต่ความสัมพันธ์ของคนในนั้นยังคงอยู่ครบถ้วน...จนเมื่อมันย่างเข้ามาในชีวิต ของพวกเขา...ทุกอย่างก็พังพินาศไม่มีชิ้นดี “ฉันให้สัญญานะอร ฉันจะพานากลับไปให้ได้ ไม่ว่าจะต้องทำอย่างไรก็ตาม พวกเราจะต้องได้อยู่ด้วยกันอีกครั้ง” “...ฉันเชื่อมั่นในตัวของนาย เลโอ ฉันจะรออยู่ที่นี่ รอทั้งพวกนายสองคนกลับมา” ประโยคสุดท้ายที่ได้ฝากความหวังทั้งมวลบนสองบ่าของเขาไว้อย่างหนักแน่น
ปลายนิ้วเรียวหยุดพิมพ์งานลงคอมพิวเตอร์ชั่วขณะ เพื่อเหลือบมองผู้ว่าจ้างตนที่สนทนาทางโทรศัพท์ด้วยน้ำเสียงราบเรียบจริงจัง และเย็นเยือกต่อคำสั่งที่ต้องได้ผลสำเร็จตามต้องการเท่านั้น แม้มันอาจจะทำให้ใครบางคนต้องล้มละลายเลยก็ตามที เด็ดขาดจริงจัง สงบนิ่งเย็นเยียบ ยิ้มระรื่นยั่วเย้า ทระนงตนคงมั่นและไร้หัวใจ สิ่งนี้คือตัวตนของไรอัส เซอร์ซาดีส ที่หล่อนรู้จักมาตลอดหลายปี แต่... หลัง จากวางสายทางธุรกิจลง สีหน้านิ่งปนแววเคร่งขรึมทอแววบนดวงหน้าหล่อเหลางามสง่า แอนเดรียทราบยังเสน่ห์อันมากล้นของนายจ้างที่สามารถสยบหญิงสาวแทบทุกคนที่ เพียงแค่ปรายสายตาคู่นั้นมอง หากหล่อนเองก็เป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ไม่เคยสนใจเขาในฐานะบุรุษเพศ แล้วเขาเองก็ไม่เคยคิดจะทำตัวล่วงเกินเช่นกัน คงเพราะรสนิยมความชอบที่แตกต่างกันอย่างมาก แล้วยังนิสัยตรง ๆ ของหล่อนที่ไม่คิดโกหกตัวเอง ไม่โง่พอที่จะเลือกเข้าไปพัวพันความรู้สึกต่อผู้ชายเจ้าชู้เช่นนี้ จึงทำให้การเป็นเลขานุการมือหนึ่งคนสนิทราบลื่นดี ทั้งหมดมันแค่นายจ้างกับลูกจ้างเท่านั้น เลยทำให้แอนเดรียได้รับความไว้วางใจสูง รับรู้ถึงเรื่องต่าง ๆ รวมทั้ง...เรื่องในตอนนี้ด้วย “บอสคะ เมื่อสักครู่คุณเจมส์รายงานเข้ามาค่ะ ว่าทางนั้นยังคงอยู่ที่เดิม การเคลื่อนไหวอื่นก็ยังเหมือนเดิมค่ะ” “...กัดไม่ปล่อยเลยจริง ๆ จับตาดูมันไว้ แล้วอย่าให้มันเข้ามาใกล้เกาะได้อีก มันเคลื่อนไหวเมื่อไรให้รายงานผมทันที” นัยน์ตาคมกริบคมจนสามารถทิ่มแทงฟาดฟันทำลายคนที่โดนจับจ้องได้ในอึดใจ สื่อถึงพลังอำนาจที่ผู้ชายคนนี้ไม่เคยเลือนหายไป นี่คือไรอัส เซอร์ซาดีสตัวจริง ล้มทุกสิ่งที่กีดขวาง ทำลายคนที่ยื้อแย่งแข่งขัน สยบทุกคนในเส้นทางตนอย่างราบคาบล้มศิโรราบเสียสิ้น แล้วเหยียบย่ำซ้ำเติมด้วยรอยยิ้มหยัน “ค่ะ แล้วในการประชุมครั้งหน้านั้นคุณโรซันชี่จะขอนัดพบกับบอสที่โรงแรมได้ไหมคะ” “...อืม ...ตอบเขาไปว่าผมจะโทร. ไปนัดอีกครั้งก็แล้วกัน...แอนเดรีย ช่วยจัดการเตรียมของที่จูลี่เขาชอบไว้ด้วย” เลขาฯ หญิงตอบรับไม่ซักต่ออะไรอีก หน้าที่หล่อนมีเพียงทำตามที่ผู้ว่าจ้างสั่งเท่านั้น แม้ในบางครั้งมันจะขัดกับจริยธรรมของความรู้สึกในฐานะผู้หญิงก็ตาม “เที่ยงแล้วรึ...ถ้ามีโทรศัพท์อะไรมาถึงผมก็ทำเหมือนทุกครั้ง” แอนเดรียตอบรับ พลางจดข้อมูลสิ่งที่ต้องการเพิ่มระหว่างที่ร่างสูงใหญ่ในชุดลำลองเดินออกไป จากห้องทำงานเพื่อรับประทานอาหารกลางวันกับภรรยาตนเป็นประจำสม่ำเสมอทุกวัน ลับหลังประตูปิด ดวงตาโตสวยสีน้ำตาลของหล่อนก็เสมองตาม นับตั้งแต่ถูกสั่งให้มาทำงานอยู่บนเกาะแห่งนี้ร่วมกันกับเจ้านาย ไม่ใช่เพราะเรื่องชวนคิดอย่างโรแมนติกอย่างในหนังสือ แต่เพราะเป็นเรื่อง...นายผู้หญิงที่ต้องมารักษาตัวพักผ่อนอย่างกระทันหัน ภรรยาที่ไม่ใช่คนที่ควรเป็น ไม่ใช่คุณ จูลี่ โรซันซี่ ที่หมั้นหมายกันไว้หลายปี “ผมอยากให้คุณทำทุกอย่างโดยไม่มีการซักถามอะไรนอกเหนือจากงานเท่านั้น เข้าใจใช่ไหม” คำสั่งแรกที่เขาเอ่ยปากหลังจากตกลงรับสาวสวยผมแดงเข้าทำงานแล้ว และทุกวันนี้แอนเดรียก็ยังคงรักษาคำสั่งนั้นอย่างเคร่งครัด แต่ความคิดในใจมันเป็นอิสระตามต้องการ รวมทั้งความเห็นใจลึก ๆ ที่มีต่อผู้หญิงด้วยกัน “เฮ้อ...เมื่อไรเรื่องแบบนี้จะจบลงสักทีนะ” เพราะสุดท้ายคนที่เจ็บปวดนั้นก็คือทุกคน
“อืม ใช้ได้ ปลานี่สดอร่อยจริง ๆ คราวหน้าสั่งให้กีโต้หามาอีกดีกว่า ผมอยากลองทานมันในแบบอื่นดูบ้าง คุณว่าไหมนา” “...อะ ค่ะ อร่อยมากเลยค่ะ” ตอบเพียงเท่านั้นเพราะแท้จริงหญิงสาวไม่ได้ฟังเท่าไรต่อคำพูดทั้งหลาย ดูเหม่อลอยในภวังค์บางอย่าง แม้จะแสร้งสานต่อบทสนทนาแต่ไรอัสก็รับรู้ได้ว่ามีบางสิ่งก่อกวนจิตใจภรรยา เขา แล้วมันคืออะไร...คงไม่ต้องสงสัย หลังอาหารมื้อนั้นชายหนุ่มเข้าไปในสวนดอกไม้ที่เขาสั่งให้สร้างขึ้นมาเพื่อ ที่ภรรยาตนจะไม่รู้สึกเบื่อหน่ายชีวิตบนเกาะเช่นนี้ อย่างที่คิด รัตนากรอยู่ในนั้นกับเพต้าที่กำลังช่วยเลือกดอกไม้หลากสีมาตกแต่งห้อง เหมือนรู้งานดีเมื่อเห็นการมาของเขา ร่างท้วมจึงรีบออกไปอย่างรวดเร็วโดยที่ไม่ทันให้นายผู้หญิงรู้ตัว “ผมดีใจที่คุณชอบสวนดอกไม้นี้นะ” “ไรอัส คุณเข้ามาตั้งแต่เมื่อไรคะ” ร่างบอบบางดูสะดุ้งเล็กน้อยที่มีวงแขนแกร่งสวมกอดรัดจากทางด้านหลัง ไม่รุนแรงแต่รั้งร่างเธอไว้แนบแน่นจนซบอิงกับแผ่นอกของเขา ซึบซับความอบอุ่นใต้ผิวกายของอีกฝ่าย “เข้ามาได้สักพักแล้วล่ะ เห็นคุณเหม่ออยู่ คิดอะไรอยู่รึนา” จมูกโด่งลากไล่ตามลำคอเล็กสูดดมกลิ่นหอมละมุนนุ่ม ริมฝีปากหยักขยับเอ่ยคำพูดพลางประทับจูบแผ่วเบาเป็นครั้งคราว รัตนากรขยับตัวอย่างขัดเขินพวงแก้มเธอแดงระเรื่อพยายามเอ่ยปากบอกกล่าวแต่ วงแขนเขาก็เหมือนกลั่นแกล้ง เริ่มโอบแน่นแนบชิด พรมจูบอ่อนหวาน ซุกไซร้ พร่างพรมความรักให้แก่หญิงในอ้อมกอดจนหัวใจดวงเล็กไหวหวั่น ความรักนี้...คือเรื่องจริงใช่รึไม่กัน... “คุณกังวลเรื่องอะไรอยู่หรือเปล่า บอกผมได้ไหม” “...นาก็แค่ คิดเรื่องตัวเองนะคะ นาอยากจะติดต่อหาคุณพ่อคุณแม่บ้าง...ตั้งแต่ออกจากโรงพยาบาลแล้วยังไม่ได้ พูดคุยกันเลย ท่านคงจะเป็นห่วงนาน่าดู” “ไม่ต้องเป็นห่วง ผมส่งข่าวบอกเรื่อย ๆ แล้วว่าคุณกำลังพักรักษาตัวอยู่ พวกท่านก็อยากให้คุณได้พักอย่างเต็มที่ ผมเองก็ตั้งใจว่าจะพาคุณตอนแข็งแรงไปพบเจอกับท่านทั้งสองในทีเดียว จะได้จัดพิธีกันอีกครั้งที่บ้านเกิดของคุณ...” “...” เรียวปากอิ่มเม้มนิ่งก่อนจะรวบรวมความกล้าที่จะหันกลับไปถาม สบสายตาสีอเล็กซานไดร์ตที่ไม่เคยปล่อยให้เธอคลายสายตาไปไกลเลยสักครั้ง ตั้งแต่ลืมตาตื่นขึ้นมาจากความตาย ดวงตาคมหากแต่อ่อนโยนทุกครั้งที่เธอได้หันไปมอง...ดวงตาที่อยากให้มันเป็น ความจริง...เสมอไป “ไรอัส ถ้าความทรงจำนากลับมา มันจะดีใช่ไหมคะ ความจำที่หายไปมันคือสิ่งสำคัญต่อนาใช่ไหม...ไรอัสคะ...ความทรงจำของนามัน ควรจะกลับมาใช่ไหม” ประโยคสุดท้ายดูยากกว่าจะเอ่ยออกมาได้ ถึงจะไม่ตรงกับความคิดในใจแต่ก็มากพอที่จะสื่อให้ผู้ฟังเข้าใจได้ สีหน้านิ่งเรียบหล่อเหลาไม่มีวี่แววตระหนกตกใจต่อเรื่องที่กล่าว นิ่งเรียบก่อนยิ้มบางราวปลอบประโลม บรรจงลูบปลายนิ้วเกลี่ยบนดวงหน้านวล เฉดสีแดงของเชอรี่บนพวงแก้มนุ่มแสดงถึงสุขภาพที่ดีขึ้น เช่นเดียวกับกลีบปากอิ่มที่แดงฝาดราวกลีบกุหลาบที่บานสะพรั่ง “แน่นอน ผมเองก็อยากจะให้ความทรงจำของคุณกลับมา จดจำเรื่องของเราสองคนให้ได้...ว่าเรารักกันมากขนาดไหน” ไรอัสก้มลงประทับจูบนุ่มนวลพลางรวบร่างบอบบางแนบอกก่อนมอบความเร่าร้อนแทน ที่จนรัตนากรหน้าแดงซ่านไม่อาจขัดขืนได้ แต่ก็ไม่เหมาะสมนักต่อการกระทำแบบนี้ในที่สาธารณะ ทำให้สองมือพยายามขืนตัวเองออกจากรสจูบที่มอบให้ ชายหนุ่มก็รู้ดียินยอมโดยง่ายเพียงแต่ออกแรงเล็กน้อยตวัดอุ้มร่างภรรยาขึ้น มาราวเจ้าสาวในวันวิวาห์ “คุณเริ่มมีน้ำหนักหน่อยแล้วนะ ไม่เบาเกินไปเหมือนตอนแรก ๆ ท่าทางเพต้าจะดูแลคุณดีจริง ๆ” “ไรอัส ทำอะไรคะ !” “ก็...ทำเรื่องที่สมควรในที่ที่สมควร อย่างที่เจ้าบ่าวอุ้มเจ้าสาวในเวลานี้ไงครับ” คำนั้นทำให้คนฟังเขินวูบจนพูดอะไรไม่ออก ท้วงไม่ได้ นอกจากตีหน้ายุ่งไปหมด เรียกเสียงหัวเราะขบขันจนนัยน์ตาคมหยีลงแตกต่างจากทุกครั้งที่ทอดมองใคร ยิ่งทำให้หัวใจเธอเต้นระรัวด้วยความรักในตัวเขามากยิ่งขึ้น “จริงสิ ตั้งแต่แต่งงานกัน เราสองคนยังไม่ได้ฮันนีมูนกันเลยนี่นะ...ถ้าอย่างนั้น มาทำให้คืนนี้เป็นวันสำคัญกันดีไหม” “ไรอัส !” รัตนากรท้วงเสียงสูง ตีเข้าที่แผ่นอกกว้างกลบอาการขัดเขินที่ออกมาเด่นชัด กับการที่อยู่ ๆ มาพูดหยอกเย้ากระเซ้าเธอแบบนี้ แต่...ก็รู้ดีว่าค่ำคืนนี้คงจะเป็นเช่นที่เขาต้องการเฉกเช่นนั้นแน่แท้... สุดท้ายดวงหน้าหวานก็ซบอิงแนบชิดยินยอมต่อทุกสิ่งทุกอย่าง เมื่อเธอนั้นปรารถนาจะเชื่อเขาจนหมดใจ คำถามอันอื่นที่เหลือ...ก็ปล่อยมันไปตามอย่างที่ควรเป็น เธอจะไม่เอ่ยถามอะไรอีกแล้ว... หมู่เมฆดำเคลื่อนที่เข้ามามากขึ้นเป็นสัญญาณบอกถึงการเปลี่ยนแปลงที่เริ่ม เข้ามา ฤดูกาลที่เริ่มผกผัน อาจจะเหมือนชีวิตคนด้วยเช่นกัน วันหนึ่งเป็นอีกอย่าง อีกวันกลับอาจกลายเป็นอีกอย่าง ไม่มีสิ่งใดคงที่แน่แท้ “...” สายลมอ่อนยามค่ำโชยพัด ชายหนุ่มไม่คิดกระชับเสื้อคลุมนอนที่สวมใส่ เปิดเปลือยอกแกร่งกว้างให้สัมผัสกับธรรมชาติ อากาศของเกาะบนท้องทะเลไกลในแถบคาริบเบียนเหมือนเป็นที่ผ่อนคลายสำหรับคนที่ อยู่แต่ในเมืองมาตลอดเช่นเขา หากวันนี้หัวใจกลับไม่สงบตาม มันคงจะไม่สงบลงตั้งแต่วันที่เขาตัดสินใจทำแบบนี้ลงไป เรือนผมหยกศกสีดำเข้มจัดพริ้วไหวอย่างเอื่อยเฉื่อยคล้ายกิ่งใบอ่อนยามต้องลม ปอยบางส่วนปรกมาบนหน้าผากละนัยน์ตาคม รูปหน้าหล่อเหลางามสง่าชวนให้หญิงสาวหลงใหลคลั่งไคล้ หากทว่าดูเศร้าสร้อยเจือจาง แตกต่างจากทุกครั้ง นัยน์ตาคมกริบคู่งามเปลี่ยนการจับจ้องยังท้องทะลเป็นผินมองยังด้านในของห้อง นอนที่มีร่างบอบบางนอนบนเตียงหนา หลับไหลอย่างเป็นสุข เชื่อใจต่อทุกสิ่งที่เขาพูดเอ่ยและมอบให้...เพียงคิดแค่นี้หัวใจเขาเต้น อย่างเนิบนาบแต่เจ็บลึกพลัน เขารักนา รักผู้หญิงที่ชื่อรัตนากรที่เพิ่งสวมกอดอย่างแนบชิดหลอมรวมเป็นหนึ่งด้วย ความปรารถนา ...เขารักเธออย่างแท้จริง แต่ทว่า...มันเริ่มขึ้นช้าเกินไป...เขารู้ตัวช้าเกินไป... หากในตอนนี้ ทุกอย่างที่เขาต้องการได้ครบถ้วนแล้ว...เขาจะไม่มีวันสูญเสียสิ่งใดอีกต่อไป จะไม่มีอีกครั้งต่อความเจ็บปวดเจียนตายที่กลุ้มรุมทิ่มแทงหัวใจเขามามากพอใน ตอนนั้น ไรอัสรู้จักคำว่าเรียนรู้กับอดีตได้ดียิ่ง เหลือแค่รักษากับปัจจุบันที่มีอยู่ เพราะฉะนั้น...จะต้องไม่มีทางให้ใครมาขัดขวางได้...อย่างแน่นอน
ยินดีด้วย ขอให้รักกันให้มาก ๆ นะ ดอกไม้อยู่ตรงไหน เรียกทีมบีเข้ามาได้ ตกลงคะเราจะทำอย่างที่คุณต้องการ เฮ้ เรื่องอาหารนะครบไหม ให้ตายสิฉันตื่นเต้นชะมัด แม่คะเราจะกลับกันช่วงหยุดยาวค่ะแน่นอนว่าพ่อหาคนกินเหล้าได้ด้วยแน่ “นา มะรืนนี้ผมจะต้องเข้าไปในเมืองด้วยเรื่องงาน คงจะสองสามวัน มีอะไรที่คุณอยากได้เป็นพิเศษไหม” รัตนากรเงยมองคนที่เดินเคียงข้างริมหาดทรายที่ทอดยาวด้วยกัน เธอปฏิเสธสิ่งที่อยากได้นอกจากอยากจะไปเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง แม้สถานที่แห่งนี้จะงดงามพรั่งพร้อม แต่เมื่อนานเกินไปก็อดที่จะรู้สึกอยากหาสิ่งใหม่ ๆ ดูบ้าง “งานครั้งนี้ผมยุ่งมาก กลัวจะไม่มีเวลาดูแลคุณ ไว้คราวหน้าดีกว่า ผมจะพาคุณไปซื้อเสื้อผ้าแล้วทานอาหารอร่อย ๆ ที่ร้านที่ผมรู้จัก คุณคงต้องชอบแน่” ชายหนุ่มจูบบนเรือนผมสีดำเงาพลางกระชับมือที่เกาะกุมแน่นขึ้น รัตนากรไม่ท้วงต่อยิ้มบางให้อย่างซุกซ่อนความรู้สึกในใจ ความกังวลต่อสิ่งที่พบเจอในหลายวันที่ผ่านมา...ประโยคที่ได้ยินในฝันอันน่า ประหลาด ภาพที่ไม่เคยเห็น ผู้คนมากมายราวกับมารวมตัวกันในงานอะไรบางอย่าง ชุดแต่งงานละลานตา สถานที่ที่ไม่เคยรู้จัก...แล้ว...ผู้ชายผมแดงคนนั้น ชายผมแดงร่างสูงใหญ่ดวงตาสีเขียวยิ้มกว้างสดใสให้แก่เธอ มันคืออะไร ความฝันนั่น ...หรือว่าคือความทรงจำที่หายไปกัน ...แล้วทำไม...เธอถึงไม่บอกไรอัส...คงเพราะความกลัวอะไรบางอย่างที่อธิบาย ไม่ได้ ความหวั่นหวาดที่ลึกสุดของความรู้สึกมันไม่รู้ว่าเพราะอะไร ทำไม รู้เพียงว่าริมฝีปากมันหนักจนไม่อาจเอ่ยออกไปได้ “ไม่ต้องห่วงนะนา ผมจะรีบกลับมาให้เร็วที่สุด” ความเข้าใจผิดที่เห็นท่าทีของคนรักนิ่งไปก็ทำให้คิดเป็นอย่างอื่น โดยไม่รู้ว่าความกังวลจริง ๆ ของหญิงสาวคืออะไร แต่การไปครั้งนี้ก็สำคัญต่อเขามากเช่นกัน ทั้งธุรกิจ...และทั้งอาจจะต้องเผชิญกับเจ้าตัวน่ารำคาญนั่นด้วย ไรอัสไม่ต้องการให้ความประมาทเพียงเล็กน้อยเกิดขึ้นได้ แม้จะกังวลที่ปล่อยให้รัตนากรอยู่บนเกาะเพียงลำพังแต่ก็มั่นใจต่อคนงานที่ กำชับหนักหนาว่าไม่ให้ใครแปลกหน้าขึ้นมาเกาะนี้ได้อีก ...แต่ตอนนั้นเองที่คนฉลาดเช่นเขากลับลืมไปว่า คนนอกเข้าไม่ได้ แต่คนในนั้นออกได้...และมันก็กลายเป็นความผิดพลาดอีกครั้งที่สร้างความเจ็บ ปวดมากมายจนไม่อาจเชื่อได้ว่าเกิดขึ้นจริง นา “อะ !”
รัตนากรหยุดเดิน ดวงตากลมโตผงะกว้างทันทีกับสิ่งที่เกิดขึ้นในสมองตน เสียงและภาพที่เหมือนเศษฟิลม์ในหนังฉายวาบขึ้นมาแค่ระยะสั้น ๆ ในหนึ่งวินาที แต่ก็เพียงพอกับการกระชากสติของหญิงสาวให้ชะงักงัน คุณนาคะ “...!...” มือเรียวกุมขมับต่อความปวดที่แล่นราวคมมีดกรีดผ่านสมองพร้อมกับภาพที่คนไม่ เคยเห็นกับเสียงที่คล้ายกับจะคุ้นหู ไรอัสรีบเข้ามาประคองร่างภรรยาตนอย่างรวดเร็วเมื่อได้เห็นท่าทีผิดแปลกไปของ เธอ ดวงหน้าเล็กนั่นดูซีดเผือดเหงื่อผุดพราว รัตนากรพยายามจะรวบรวมคำพูดของตนออกมาอธิบายต่อสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ ยัยนา “อะ !” ความปวดยิ่งเพิ่มพูนขึ้นจนไม่อาจทรงตัวเองไว้ได้ ปวดเหมือนถูกบีบ ถูกกด ถูกชำแหละสมองออกมาตรงหน้า ชายหนุ่มไม่รีรอใด ๆ สองมือแกร่งตวัดอุ้มร่างบอบบางไว้ในวงแขนพลางวิ่งเข้าไปยังในตัวบ้าน ตะโกนสั่งเรียกหมออย่างรวดเร็วที่สุด ทุกวินาทีนั้นมันสำคัญยิ่งยวดต่อหญิงในอ้อมแขนเขา “นา ทำใจดี ๆ ไว้ หมอกำลังมาเดี๋ยวนี้แล้ว นา !” “ปวด ปวดหัว ปวดมาก ๆ เลยค่ะ ไรอัส นาปวดหัว ปวดเหมือนมันจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ ให้ได้...” ปากอิ่มสั่นเทาพยายามบอกทั้งที่น้ำตาเริ่มคลอเต็มสองตา ปวดจนไม่อาจสลบไสลได้ มันคล้ายกับจะระเบิดได้ทุกเมื่อ สติพร่าเลือนแต่ไม่อาจหมดสติ ภาพต่างพุ่งผ่านแล่นวูบวาบไปมา ทั้งภาพจริงของปัจจุบันที่ดวงตามองเห็นกับภาพที่บังเกิดในสมอง สลับบทบาทเล่นจนไม่รู้ว่าสิ่งใดคือเรื่องจริงกัน ก่อนที่จะต้องพังทลายด้วยความเจ็บปวด ก่อนที่ปลายเข็มฉีดยาอันเย็นเยียบจะทิ่มแทงผ่านผิวเนื้อ นัยน์ตาสีอเล็กซานไดร์ตคู่งาม น้ำเสียงก้องกังวานอันแสนกังวล สีหน้าที่ร้อนรนต่อทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับเธอ มันคือความรักครั้งสุดท้าย...ที่รัตนากรคงจะจดจำมันไว้...คล้ายกับความรัก ครั้งแรกเมื่อยามที่เธอเห็นในโรงพยาบาล ......... ...... ... .. .
“ตกลงว่าเพราะอะไรกันครับคุณหมอ” กระแสเสียงราบเย็นหากหนักอึ้งบอกถึงการสั่งให้ชายสูงวัยผู้เป็นหมอที่ถูก เรียกตัวมาต้องหาคำตอบที่สั้น กระชับและตรงไปตรงมา ต่อหน้าชายผู้เป็นเจ้าของเกาะแห่งนี้ ที่กำลังจับจ้องกุมมือภรรยาที่นอนหลับสนิทเพราะฤทธิ์ของยาบนเตียงหนา “...ผมไม่แน่ใจนัก อาจจะเพราะความเครียด ความกังวลต่อความทรงจำที่หายไป หรือบางทีคุณนายกำลังพยายามรื้อฟื้นความทรงจำเลยทำให้เกิดปฏิกิริยานี้” คำตอบที่ไม่อาจบอกอย่างแน่ชัดขัดต่อความต้องการของผู้ถาม ทำให้บรรยากาศกดดันคืบคลานออกมามากขึ้น เขารีบอธิบายต่อทันที “มันมีหลายกรณีที่อาจเกิดขึ้นได้กับผู้ที่เกิดการกระทบกระเทือนทางสมองเช่น นี้ อย่างของคุณนายที่ความจำเสื่อมเพราะแรงกระแทกอย่างรุนแรงในอุบัติเหตุ มันก็อาจจะเกิดการกลับมาเป็นระยะตอนไหนก็ได้ ไม่มีทฤษฎีที่ตายตัวต่อเรื่องแบบนี้ เพราะสมองคนเรานั้นมันซับซ้อนเกินไป” “แต่คุณหมอเคยบอกว่า...บางทีความทรงจำที่หายไปอาจจะไม่กลับมาอีกเลยทั้งชีวิตก็ได้ แล้วทำไม” น้ำเสียงในประโยคหลังดูแผ่วเบาให้พอจับใจความได้ยินแต่ไม่ดังจนเล็ดลอดเข้า โสตประสาทร่างที่หลับใหลอยู่ เพื่อไม่ให้รู้ความจริงที่ว่า เขาไม่ปรารถนาให้ความทรงจำของเธอหวนกลับคืนมาเลยสักครั้งเดียว ! “คุณเซอร์ซาดีส...ผมก็บอกแล้วเช่นกันว่า อย่าดูถูกการเก็บข้อมูลของสมองเด็ดขาด ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของคุณนั้นมันบรรจุไว้ในสมองที่มีขนาดแค่สองฝ่า มือประคองถือได้ บางครั้งการแพทย์ก็ยังไม่อาจเข้าใจต่อการทำงานของมัน มีหลายเคสที่ความทรงจำกลับมาแต่ไม่สมบูรณ์ก็มี” คำอธิบายทั้งหมดดูไร้ค่าเมื่อความประหวั่นพรั่นพรึงของชายหนุ่มไม่อาจลบล้าง หายไป ...สักวันความทรงจำของรัตนากรจะกลับมา...แล้วตอนนั้น...ดวงตากลมโตจะจับจ้อง เขาด้วยแววตาแบบใด...คงไม่ต้องคาดเดาก็คิดเองได้แน่ “บ้าที่สุด...” สองมือที่ประคองอุ้งมืออุ่นยกแนบชิดใกล้ริมฝีปากหยักหนา และภาวนาอีกครั้งต่อพระเจ้าว่าอย่านำพาความเจ็บปวดอันแสนทุกข์ทนกลับมายัง ตัวเขาอีกครั้ง
กลิ่นไอของเขม่าควันรถ สรรพเสียงเปล่งดังก้องรอบข้าง ทั้งการสัญจร ผู้คน อากาศ ต่างก็ยุ่งเหยิงจนดูผิดแผกแตกต่างจากที่ที่เขาเพิ่งจากมาแค่ไม่กี่วัน ทั้งที่น่าจะชินต่อความวุ่นวายทางสังคมเช่นนี้แล้วแท้ ๆ ชินต่อชีวิตที่ต้องอาศัยอยู่กับเมืองใหญ่ เร่งรีบเจรจา แข่งขันต่อทุกสิ่ง และการพบปะต่อฝ่ายตรงข้ามในมาดของผู้นำ ทว่า...เขากลับคุ้นชินกับความเรียบง่ายผ่อนคลายและอากาศที่สดใสสะอาดอบอวล ห้อมล้อมด้วยกลิ่นไอทะเลผืนงามแทนที่ ไม่ใช่อึดอัดในห้องกว้างที่ปลดปล่อยความเย็นจอมปลอมแบบนี้ น่าขำแท้ แค่ไม่กี่เดือนกลับเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ แค่ไม่กี่เดือนแต่...ก็สำคัญเสียจนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเขาไปเสียแล้ว “ใกล้จะได้เวลาเข้าประชุมแล้วค่ะบอส” แอนเดรียกล่าวอย่างสุภาพขณะที่เรียกให้เจ้าของห้องพักในโรงแรมชั้นนำของ เมืองรับรู้ยังหน้าที่ของตน นัยน์ตาคมละจากบานหน้าต่างเพื่อกลับสู่เส้นทางเดิมที่ต้องเดินอีกครั้ง เส้นทางของนักธุรกิจผู้เลือดเย็น “แอนเดรีย รีบจัดการให้จบให้เร็วที่สุด ไม่ว่าจะมีกี่นัดก็เร่งให้จบภายในสามวันนี้ ผมไม่อยากเสียเวลามากไปกว่านี้” “ทราบแล้วค่ะ” ความต้องการที่จะกลับยังเกาะที่เพิ่งจากมา มันสื่อง่ายจนเลขาฯ สาวนิ่งเงียบ งานต่าง ๆ ต้องพลอยเปลี่ยนวิธีการติดต่อเพื่อให้สะดวกมากขึ้น ทั้งที่เมื่อก่อนงานต้องมาเป็นที่หนึ่ง แต่ครั้งนี้... บางครั้งแอนเดรียเองก็อดอยากจะถามออกไปดัง ๆ ไม่ได้ว่า จะเก็บตัวหญิงสาวคนนั้นไว้ยังบนเกาะแห่งนั้นไปชั่วชีวิตเลยหรือไร แต่ก็เป็นเพียงแค่ความนึกคิดในใจเท่านั้น เพราะอย่างไรเสีย หล่อนก็เป็นเพียงแค่คนที่ต้องคิดถึงตัวเองก่อนเท่านั้น
หากทว่า ท้องฟ้าแสนสดใสที่เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นทะมึนครึ้มคล้ายบอกกล่าวการนัยถึง ชีวิตของใครบางคนที่กำลังต้องพบเจอความเป็นจริง ว่าทุกสิ่งนั้นไซร้ไม่มีจีรังยั่งยืน “...” เสียงเมฆครืนครามเลื่อนลั่นลอยมาแต่ไกลประดับบนฟากฟ้าที่สว่างสวยในยามเช้า ที่มีอาทิตย์ฉายแสงผ่าน มันกำลังเข้ามาใกล้หมู่เกาะแล้วอีกไม่นานหยาดน้ำพิรุณคงจะร่วงหล่นลงมาราว การพร่างพรมด้วยน้ำตาของใครสักคน นัยน์ตาที่จับจ้องมองยังหมู่เมฆนั่นยังคงนิ่งแม้จะมีคนเข้ามาในห้องตนก็ตาม “เป็นอย่างไรบ้างคะ น่าเสียดายจริง ๆ ที่คุณผู้ชายไม่ได้อยู่เห็นตอนที่คุณผู้หญิงลุกขึ้นมาได้แบบนี้” เพต้ายิ้มกว้างพลางตระเตรียมของใช้ในห้องน้ำให้พรั่งพร้อมรวมทั้งชุดไว้ เปลี่ยน เมื่อนายหญิงอาการดีขึ้นจากการล้มป่วยครั้งล่าสุดมาเมื่อวาน คราแรกหล่อนคิดจะรีบโทรศัพท์ไปบอกข่าวดีแก่นายผู้ชาย แต่ริมฝีปากที่ยังซีดเซียวเอ่ยกล่าวห้ามไว้ “ไว้ฉันจะโทร. ไปหาเขาเองนะ” เพต้าตอบรับคำสั่งความดีใจนั้นไม่ทันได้สังเกตต่อน้ำเสียงที่ดูเจือความผิด แปลกไปจากเดิม รวมทั้ง...นัยน์ตากลมโตที่ทอแวววาวอย่างวาบไหวในความหมองหม่นคู่นั้นอีก ด้วย... หลังจากนอนพักเต็มที่ เช้าวันนี้ร่างบอบบางลุกยืนเหม่อมองออกไปยังนอกหน้าต่างอยู่ชั่วครู่ใหญ่ ตอบโต้เพียงเล็กน้อยกับหญิงสูงวัยผู้ดูแลก่อนที่จะนิ่งเงียบเนิ่นนาน เนิ่นนานเสียเพต้าเริ่มกังวล แต่แล้ว “...เพต้า ช่วยเตรียมเครื่องบินเล็กให้หน่อยได้ไหม ฉันจะเข้าไปในเมือง” “เอ๋ ? แต่คุณผู้หญิงยังไม่หายดีนี่คะ แล้วเข้าไปตอนนี้มันจะ” “ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ ตอนนี้ฉันก็รู้สึกสบายดีขึ้นเยอะ แล้วฉันเองอยากจะเข้าไปเซอร์ไพรส์เขาบ้างนะ คงจะตกใจแน่ ๆ ที่เห็นฉันไปหา แถมยังได้โอกาศเที่ยวในเมืองไปด้วยกัน” ดวงหน้านวลหันกลับมาพร้อมรอยยิ้มที่คลี่หวานอ่อนโยน สร้างความโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก เจ้านายหล่อนยังเหมือนเดิม ความคิดน่ารักแฝงความโรแมนติกนิด ๆ แบบนี้ก็ยิ่งสนับสนุนให้หล่อนพยักหน้าเออออตามไปด้วยคน เพราะรู้ว่านายผู้ชายนั้นจะต้องแปลกประหลาดใจพร้อมกับดีใจสุดแสนแน่ถ้าได้ เห็นหน้าภรรยาที่นอนซมโผล่มายืนตรงหน้าเขาได้ คงจะเป็นเรื่องที่มีความสุขแน่แท้ หล่อนรีบพาร่างท้วมออกไปบอกกล่าวแก่คนงานอื่นเพื่อตระเตรียมเครื่องให้พร้อม ส่วนหล่อนก็เร่งจัดกระเป๋าเดินทางใบเล็กให้นายหญิงที่ขอออกปากเดินทางเองโดย ไม่ต้องมีคนติดตามมากนัก “ฉันไปก่อนนะเพต้า....ขอบใจมากนะจ๊ะ” ประโยคสุดท้ายเบาอย่างน่าประหลาด อ้อมกอดที่โอบรัดก็คล้ายกับแฝงนัยยะจนแม้ผละออกห่างทอดมองร่างหญิงสาวก้าว ขึ้นบนเครื่องไปแล้ว แต่ทำไม ความรู้สึกเหล่านี้ยังคงอยู่กัน ความกังวลที่แกว่งไกวหัวใจหล่อนให้กังวลจนบอกไม่ถูก
ไม่นานนักสำหรับการเดินทางโดยเครื่องบินส่วนตัวลำเล็กที่แล่นลงจอดอย่าง นุ่มนวล หญิงสาวก้าวลงจากตัวเครื่อง แสงแดดสาดส่องจนเหมือนตาพร่าไปชั่วขณะ เมื่อมองรอบ ๆ ลานบินที่มีเพียงเสียงเครื่องยนต์ขึ้นลงก็นิ่งงันราวซึมซับบรรยากาศรอบด้าน ที่แตกต่างจากบนเกาะที่เพิ่งจากมา
“ไม่ต้องไปส่งหรอกนะจ๊ะ ฉันไปคนเดียวเองได้ พวกเธอก็กลับไปที่เกาะเถอะนะ” คน งานที่มากับเครื่องต่างรับฟังคำสั่งก่อนจะยืนส่งนายหญิงตนขึ้นรถแท๊กซี่หน้า ตัวอาคาร ทันทีที่ออกมาได้ไม่นาน รถแล่นเคลื่อนไปยังบนท้องถนน ปากอิ่มก็เอ่ยบอกกล่าวให้คนขับจอดหน้าย่านการค้าที่พลุกพล่านแทนโรงแรมที่ บอกแต่ตอนแรก สองเท้าเรียวก้าวไปตามทางเดินที่ไม่รู้จัก กวาดตามองไปตามผู้คนมากมาย สิ่งที่มองหานั้นไม่นานก็พบเจอ โทรศัพท์สาธารณะที่ดูทรุดโทรมเล็กน้อยแต่ยังใช้งานได้ดีอยู่ เมื่อปลายสายที่กดออกไปยกตอบรับในไม่นานนัก น้ำเสียงทุ้มนั้นดูไม่ร่าเริงเหมือนเก่าก่อน ไร้ความขี้เล่นสิ้นเชิง แต่เธอก็รู้ว่าทำไม เพราะอะไร และเขาคือคนที่เธอต้องการพบเจอมากที่สุดในตอนนี้ “...เลโอ...นาเองนะ...มารับนาได้ไหม...นาอยากกลับบ้าน”
-------- ติดตามเรื่องราวตอนต่อไปได้ในรูปแบบรูปเล่ม "อัญมณีชิ้นสุดท้าย" ค่ะ
|
|
แก้ไขล่าสุด ใน วันพุธที่ 13 มกราคม 2010 เวลา 04:03 น. |