|
ตัวอย่างเนื้อเรื่อง : ดาราแดง |
 |
ดาราแดง
ผู้แต่ง ศรีสุรางค์
ราคา 189 บาท
จำนวนหน้า 288 หน้า
ISBN 978-974–8458-57-1
|
๑
กลาง ทุ่งน้ำใสสะอาดที่เต็มไปด้วยต้นกกและสาหร่ายซึ่งกินอาณาบริเวณกว้างขวางของ ที่ราบลุ่มแม่น้ำรหโท ซึ่งไหลคดเคี้ยวจากหุบผาหิมวันต์ผ่านป่าทึบที่ไร้ผู้คนอาศัยนี้ อุดมไปด้วยสัตว์น้อยใหญ่ และพรรณไม้พิสดาร เหมาะอย่างยิ่งจะเป็นที่กบดานของผู้ต้องการซ่อนเร้น
ล้อม รอบด้วยป่าทึบขนาดแสงจากท้องฟ้าแทบไม่อาจฝ่าปราการใบไม้ลงไปสัมผัสผิวดินได้ เขตน่านน้ำมโหฬารนี้เป็นทั้งแหล่งน้ำหล่อเลี้ยงสรรพชีวิตในพงไพร และเป็นถิ่นอาศัยของสัตว์ผู้ล่าเจ้าแห่งท้องนที แหวกว่ายลัดเลาะมาตามหมู่สาหร่ายในน้ำแต่ละกอที่หนาแน่นสูงใหญ่ การเคลื่อนไหวทรงพลังแช่มช้า ดุจพยัคฆ์ซ่อนกายในดงหญ้าเพื่อเคลื่อนเข้าหาเหยื่อ
ใต้ผิวน้ำ พญากุมภีล์1ตนหนึ่งเคลื่อนกายมุ่งสู่จุดหมายอย่างระแวดระวัง
ใน ร่างจระเข้ตัวยาวกว่าสามเมตร เขากวาดตาตรวจดูทั้งบนบกและในน้ำขณะที่เดินทางอย่างเงียบเชียบ ไม่ต้องการดึงความสนใจจากฝูงจระเข้เจ้าถิ่นตัวจริง ที่ขึ้นชื่อลือชาในความหิวและความดุร้าย และยิ่งไม่ต้องการดึงความสนใจจากผู้ไม่พึงประสงค์อีกประเภทหนึ่งซึ่ง โหดเหี้ยมกว่า เจ้าเล่ห์ร้ายกาจกว่า และระยำยิ่งกว่า...พวกสัตว์จอมปลอมเช่นเดียวกับเขา
หาก จระเข้ยิ้มได้ เขาคงยิ้มกับความคิดนี้ หัวใจเริงรื่นขึ้นชั่วครู่ด้วยความขบขัน ทั้งที่มันด้านชาไร้ความรู้สึกไปเกือบศตวรรษแล้ว เขารู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง หลังจากที่คล้ายตายทั้งเป็นในความรู้สึกขมขื่นว่างเปล่ามาเนิ่นนาน
วันนี้...เขามีกำลังใจจะมีชีวิตอยู่เพื่อต่อสู้กับชะตาอันยาวนานผ่านพันปีที่สองไปได้
วัน นี้...มีความหวังเรืองรองรออยู่ เป็นดังเกล็ดประกายที่เขาจะนำไปบรรจุหัวใจเพื่อให้มันเต้นด้วยพลังเต็ม เปี่ยมอีกครั้ง แล้วอายุขัยหมื่นปีก็จะไม่มีค่าเหมือนคำสาปอีกต่อไป มันเป็นพรต่างหากเล่า อสูรเอ๋ย ไม่ใช่ทัณฑ์ทรมาน
ร่าง ตะปุ่มตะป่ำผิวหยาบสีเทาเขียวเคลื่อนกายเข้าสู่วังน้ำลึกในระหว่างต้นโกงกาง ยักษ์ซึ่งหยั่งรากลึกหลายสิบเมตรเป็นโครงข่ายซับซ้อนสานกันใต้น้ำ เขาลอดผ่านร่างแหมหึมาเหล่านั้นเข้าสู่วังน้ำลึกมืดมิดที่สงบนิ่งไร้กระแส เหมือนน้ำเหนือเขื่อน สีเขียวเข้มหนักหน่วงของน้ำลึกราวจะกดจิตใจให้ขาดอากาศ และบีบคั้นความกลัวออกมาจากตัวผู้ใดที่ไม่กล้าพอ แต่เขายังคงว่ายน้ำต่อไป เข้าไปสู่ศูนย์กลางของความมืดมิดที่ลึกที่สุด เขารู้ว่าจะได้พบมัน
มืด สนิทไม่ต่างจากรอบข้าง ทว่าสัมผัสจากจิตบอกเขาถึงรูปร่างอาคารหินแข็งแกร่งมั่นคงต่ำลงไปเบื้องหน้า ปรางค์ปราสาทใต้น้ำแห่งนี้มืดมิดแต่ภายนอก คล้ายก้อนหินมหึมาที่ก้นทะเลสาบ เพียงแต่มันไม่ใช่ส่วนหนึ่งของพื้น เพราะมันมิได้ติดอยู่กับพื้น มันลอยอยู่เหนือพื้นมากทีเดียว เหมือนสถานีอวกาศที่ลอยอยู่กลางความมืดมิดว่างเปล่า ...ทางเข้าเดียวที่เขาได้ทราบมาอยู่ข้างใต้ปราสาทนั้น
แสง ตะเกียงวอมแวมเพียงดวงเดียวเป็นแสงสว่างอยู่กลางห้อง ไม่มีหน้าต่าง ไม่มีเครื่องเรือนใด ๆ นอกจากโต๊ะสูงตัวเล็กตัวหนึ่ง ซึ่งวางอยู่ข้างบ่อน้ำรูปสี่เหลี่ยมกึ่งกลางห้อง อากาศสั่นสะเทือนเพียงแผ่วเบาจากลมหายใจของบุรุษสองร่างที่ยืนสนทนากันอยู่ สองข้างของแสงตะเกียง
“กำหนดการล่าเมื่อไร” หนึ่งถาม
“แรมสิบสอง ค่ำนี้ กระทิงจะถูกพบขณะทำลายไม้ต้องห้าม” อีกหนึ่งตอบ
“มีทางทำเช่นนั้นได้อีกครั้งหรือ” ผู้ถามแทบไม่ขยับกาย
“วิธี เก่า ๆ เคยได้ผลมาแล้ว มหัตตา” ผู้ตอบยิ้มพราย “ผู้เคร่งศีลธรรมประกาศตนว่าไม่กินเนื้อ หากถูกพบขณะปากเปรอะเปื้อนเลือด ใครจะไม่สงสัยว่าได้กินเข้าไปบ้าง อย่างน้อยก็สักคำหนึ่ง”
ผู้ถามสวนควันขึ้น “ใครจะเป็นผู้มาพบ”
“ฆ่า กระทิงเราไม่ใช้พรานมือรอง” ผู้ตอบลดเสียงต่ำ “แทงกระทิงต้องให้ตายในทันที ไม่ให้มีหนทางสู้ คราวนี้อย่างไรท่านทูโลก็ต้อง ‘ผ่านมาพบ’ ด้วยตนเอง”
ชายที่ถูกเรียกว่ามหัตตายังแคลงใจ “เขาจะเนรเทศถึงสองขุนพล...เบื้องบนอาจสงสัย”
“ศาลมีหน้าที่พิพากษา ศาลตัดสินความผิดเดียวกันด้วยโทษเดียวกัน ผู้ใดจะสงสัยศาล”
เสียงทอดถอนใจตอบมา
เงา น้ำในสระรูปสี่เหลี่ยมที่พื้นห้องนิ่งสนิทอย่างยิ่ง มืดสนิทอย่างยิ่ง แต่สัมผัสอันละเอียดอ่อนแผ่วเบาจากเบื้องใต้ทำให้เปลวไฟในตะเกียงวูบไหว เพราะลมหายใจของสองผู้ที่สนทนากันอยู่เปลี่ยนแปรกะทันหัน
ทั้งสองมองหน้ากันด้วยความตระหนก แล้วหนึ่งก็โพล่งขึ้น
“มีผู้แอบฟังเรา !!”
แสง ตะเกียงดับวูบลงทันควันพร้อมเงาร่างทั้งสองกระโจนลงสู่สระน้ำกลางห้อง ซึ่งเป็นทางติดต่อทางเดียวถึงห้วงน้ำภายนอกปรางค์ปราสาทใต้นทีแห่งนี้ คดเคี้ยวซอกซอนซับซ้อนราวกับคุกใต้ดิน ทางน้ำแคบ ๆ ก่อด้วยหินวนเวียนภายในฐานปราสาทหลายชั้น ก่อนทะลุออกสู่เวิ้งน้ำที่ก้นบึง ปลาเทพาขนาดเกือบสามเมตรที่เป็นผู้เฝ้ายามถูกผู้บุกรุกทำให้หมดสติล่องลอย อยู่หน้าปากทางเข้า
สอง ร่างติดตามหนึ่งกุมภาที่หนีรวดเร็วกระชั้นชิด แต่เพียงผ่านทางแคบดุจเขาวงกตออกมาภายนอก ร่างจระเข้ก็กลับว่องไวปราดเปรียวขึ้นอีกราวกับเสือถึงป่า สองร่างไล่ตามเท่าไรกลับยิ่งห่างไกลออกไปมากขึ้น
หนึ่ง ในสองที่ถูกเรียกขานว่ามหัตตาสบถก่อนหยุดชะงัก เรียกอาวุธของตนด้วยมนตราออกมา หน้าไม้คันใหญ่โค้งถูกเหนี่ยวขึ้นลูกพร้อมในอากัปเดียวกับที่เหวี่ยงออกมา ประทับเล็ง เพียงรอยเลือนของคลื่นน้ำที่เหยื่อแหวกผ่านเท่านั้นเป็นเป้าหมาย
ผู้ล่าเหนี่ยวไก ปล่อยศร…
กุมภีล์ ผละจากมาทันทีที่ได้ยินมากพอ ทว่าไม่แนบเนียนพอ เพราะความไม่คาดคิดจากชื่อหนึ่งที่ได้ยินทำให้สูญเสียสมาธิไปครู่สั้น ๆ ความระแวดระวังลดลง พวกมันจึงรู้สึกถึงเขา
ในหนทางคดเคี้ยววกวน ใต้ฐานปราสาทเขาไม่ชำนาญทาง จึงชักช้าไปบ้าง แต่ภายนอกนี้ไม่มีวันที่ทั้งสองจะตามเขาทัน ในร่างกุมภาเขาว่ายน้ำได้เร็ว และปกปิดโฉมหน้าที่แท้จริงของตนได้แนบเนียน ไม่มีทางที่ทั้งสองจะรู้ว่าเขาเป็นใคร
พญากุมภีล์ไม่ทันนึกว่า ในร่างจระเข้อย่างนี้มีข้อเสียเปรียบอย่างหนึ่งอยู่คือ เขาไม่สามารถใช้อาวุธได้ ไม่ว่าจะต่อสู้หรือป้องกันตน เขาจึงต้องประหลาดใจพร้อมกับสบถสาบานรุนแรงที่สุดในชีวิตอยู่ในใจ เมื่อรู้สึกถึงคมอาวุธที่พุ่งผ่านน้ำมาอย่างรวดเร็วเกินธรรมดา ปักเข้าสู่เบื้องหลัง หนังจระเข้หนาเท่าใด ไม่สามารถกันอาวุธร้ายคู่มือของมหัตตา คมศรทะลุผ่านเนื้อหนังเข้ามาตรึงอยู่ที่ไหล่ของเขา
พญากุมภาไม่ลด ความเร็วในการว่ายน้ำหนีลงแม้แต่น้อย เขายิ่งเพิ่มความเร็วให้มากขึ้นไปอีก พาตนเองออกห่างวังน้ำลึก ผ่านทุ่งน้ำตื้น แล้วซอกซอนไปตามลำคลองสายเล็กสายหนึ่งคดเคี้ยวขึ้นไปสู่ป่าทึบ แม้จะรู้ว่าการออกแรงมากจะยิ่งพาพิษจากหัวลูกศรเข้าสู่หัวใจ และแผ่กระจายไปทั่วร่างอย่างรวดเร็วขึ้น แต่มันเป็นหนทางเดียวที่อาจพาเขารอดจากเงื้อมมือมัน
มหัตตาผู้ทรยศ กับดุรงค์ผู้สมรู้ร่วมคิดของมันซึ่งเขารู้ดีอยู่แล้ว วันนี้เขารู้อีกชื่อที่หามาตลอดเก้าสิบกว่าปี และต้องหลับตาด้วยความเจ็บปวด ก่นด่าโชคชะตาว่าเขาไม่น่ามารู้เลย
...ทูโล
เขตทุ่งน้ำที่ผ่านมามีทางติดต่อกับลำน้ำเล็กใหญ่มากมายนับไม่ถ้วน ถ้าเขาคลาดกับทั้งสองที่เขตทุ่งน้ำได้ก็ยากจะถูกแกะรอยตามมา เขาหวังเพียงแค่นี้และตั้งสมาธิมุ่งมั่นที่จะว่ายน้ำหนีไปให้เร็วที่สุด เพียงอย่างเดียวตลอดทาง รู้ว่าความตั้งใจของเขาจะต้องคลอนแคลนลงทุกทีจากสติที่เริ่มเลือนหาย
เขากำลังหมดแรง เขาต้องขึ้นไปหายใจ แต่เขาบังคับตัวเองให้ไปต่ออีกหลายคุ้งน้ำจนแน่ใจว่าปลอดภัย เมื่อเหลียวมองหลังอีกครั้งไม่เห็นร่องรอยผู้ตาม และรอบข้างปราศจากผู้ใดแล้ว เขาจึงขึ้นสู่ผิวน้ำ พญากุมภีล์พยายามสูดหายใจ แต่อากาศเหมือนจะไม่ยอมเข้าไปในปอดที่แสบร้อนของเขา จระเข้ยักษ์ตะเกียกตะกายว่ายไปริมตลิ่ง เขายังหายใจไม่ออกและเริ่มมองไม่เห็น เมื่ออุ้งเท้าทรงพลังตะกุยถูกดินนุ่มเขาก็ลากตัวเองขึ้นไปบนฝั่ง
เขาควรจะหลบอยู่ใต้กอต้นไม้ที่หนาแน่น หรือซุกกายอยู่ในดินร่วนซุยสักแห่ง แต่เขามองไม่เห็นเลยว่าตนเองอยู่ที่ไหน สภาพป่าเป็นอย่างไร ทุกอย่างเริ่มพร่าเลือนและเขารู้ตัวว่าไม่อาจคงสภาพกุมภีล์อยู่เช่นนี้ต่อไป ได้อีก...เขากำลังจะกลับคืนร่างเดิม
มือเขาสัมผัสต้นไม้อ่อนบนพื้นดินคล้ายกับหญ้า เขาพลิกกายเมื่อรู้สึกว่าแขนรับน้ำหนักตนเองไม่ไหวและทรุดลงนอนตะแคง ดวงตาเห็นแสงสีต่าง ๆ ทุกสี แต่ไม่ประกอบกันเป็นภาพ เขายังหายใจไม่ออกและหมดเรี่ยวหมดแรงเพราะเหตุนั้นลงเรื่อย ๆ ก่อนที่จะไม่สามารถแม้แต่จะกะพริบตาไหว ชายหนุ่มรวบรวมพลังครั้งสุดท้ายจากทุก ๆ หยาดหยดในร่างกายเพื่อยกแขนซ้ายขึ้นจากพื้น เขาต้องทำได้ กล้ามเนื้อขาดอากาศที่สั่นระริกไปทั้งตัว ประท้วงอย่างรุนแรงที่จะขยับ แต่เขายังมุ่งมั่นต่อไป ค่อย ๆ เอื้อมมือข้ามไหล่ขวาของตนเองไปข้างหลังจนปลายนิ้วแตะถูกก้านลูกศร เขาพลิกกายคว่ำลงมากขึ้นเพื่อที่จะกำก้านธนูให้มั่นก่อนออกแรงดึง ความเจ็บปวดถึงกับทำให้เขาหมดสติไปวูบหนึ่ง ทว่าหัวศรก็ยังไม่พ้นเนื้อออกมา
ชายหนุ่มนอนสิ้นเรี่ยวแรง พยายามหายใจเพื่อเรียกแรงให้กลับคืนมาอีกนิด แต่คล้ายอากาศจะไม่ยอมผ่านเข้าปอดเขาเพียงพอ นานเหลือเกินกว่าที่เขาจะรวบรวมกำลังขยับมือได้อีกครั้ง และเขารู้ว่าครั้งนี้อาจเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่เขาจะหมดสติไป ถ้าเขาดึงศรออกมาในครั้งนี้ไม่ได้ เขาอาจหมดสติไปตลอดกาล น่าขัน…ในวันแรกที่เขาคิดว่าได้พบความหวังที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป กลับเป็นวันตายที่เขาเฝ้าใฝ่หามานาน มือและแขนซึ่งสั่นสะท้านไปจนถึงกระดูกเกือบหมดเรี่ยวแรงเพราะเหตุนั้น แต่ไม่...เขาจะไม่ปล่อยให้คนชั่วลอยนวลและตนเองต้องตายอย่างน่าสมเพช ระยำเอ๊ย...
เขาจับก้านศรอีกครั้ง กำมันไว้แน่นที่สุดในอุ้งมือเหมือนกับที่เคยกำความหวังทั้งหมดทั้งมวลไว้ในวิมุทรา เขาจะไม่ตาย… ชาย หนุ่มออกแรงสุดตัวครั้งสุดท้าย และหวังว่าเขาจะไม่ดึงศรหน้าไม้ออกสายเกินไป ความเจ็บปวดกระชากผ่านร่างเขาอีกครั้ง มากมายราวกับตาที่พร่าเลือนของเขาจะเห็นดวงดาวระเบิดเหมือนดอกไม้ไฟ แล้วทุกอย่างก็ดับวูบลง
ปุณฑริกาละมือจากพิณด้วยความกระสับกระส่ายว้าวุ่นใจ เหตุไรวันนี้เธอจึงหาความสงบใจไม่ได้เลย หญิงสาวลุกขึ้นจากเก้าอี้ยาวที่นั่งอยู่ เดินไปริมหน้าต่าง ผลักบานแก้วให้เปิดออกกว้างรับสายลมสดชื่นจากยอดเขา ที่พัดพาเอากลิ่นดอกสายน้ำผึ้งเจือกลิ่นปาริชาตมาจาง ๆ
‘บ้าน’ หลังเล็กของเธออยู่เหนือยอดไม้ริมหน้าผา แขวนอยู่เพียงบางเบากับต้นหว้าใหญ่ที่สูงเสียดฟ้า และออกผลใหญ่เท่าลูกแตงโมสีม่วงเข้ม มนุษย์อาจเรียกมันว่า ‘วิมาน’ แต่เธอรักที่จะเรียกสถานที่แสนอบอุ่นนี้ว่าบ้าน มันเป็นบ้านรูปกลมเหมือนผลส้ม สีนวลประกายแสดเรืองรองคล้ายตะวันยามรุ่ง ประกอบด้วยหน้าต่างแก้วกว้างรอบด้านที่เปิดรับอากาศสดใสเย็นสบายอยู่เสมอไม่ มีเปลี่ยน
สถานที่นี้คล้ายโลกมนุษย์ เพียงแต่ว่าไม่มีสิ่งอันก่อให้เกิดความทุกข์ ความไม่สุขสบายต่าง ๆ ไม่มีความหนาวเกินไป ร้อนเกินไป ไม่มีความยากลำบากในการหาอาหารเลี้ยงปากท้อง ต่างมีทรัพย์สมบัติที่เกิดขึ้นมากับตนด้วยผลแห่งการกระทำแต่อดีต
ผู้คนบนโลกพยายามเรียกชื่อสถานที่นี้หลายอย่างตามแต่พื้นฐานความรู้และความ เชื่อ บางคนเรียกว่าสวรรค์ชั้นแรก บางคนเรียกว่าป่าหิมพานต์ บางคนเรียกว่าโลกอื่น มิติอื่น หรือปรโลก และบางคนก็เชื่อว่าอยู่ห่างไกลจนเกินไปถึง คงเพราะคนทั่วไปไม่อาจมาถึงได้ ความจริงแล้วที่นี่ไม่ได้อยู่ห่างไกล แต่เหลื่อมซ้อนไปกับโลกมนุษย์นั่นเอง บางครั้งโลกทั้งสองแยกขาดจากกัน ทว่าบางกาล บางสถานที่ โลกทั้งสองก็มาบรรจบกันให้ผู้อาศัยผ่านไปมาได้เหมือนกัน ในป่ากว้างใหญ่และเมืองมากมายของภพนี้ ไพศาลไม่แพ้ความกว้างใหญ่ของทวีปต่าง ๆ ในภพมนุษย์เลย ความหลากหลายของชาติพันธุ์ก็เช่นกัน ที่นี่มีเทพ คนธรรพ์ ภุมเทวา ยักษ์ ครุฑ และอีกมากมายเหนือจินตนาการ เพราะคนจากภพโน้นมาสู่ที่นี่ด้วยความปรารถนา อันสำเร็จด้วยแรงบุญ บางคนอยากเป็นกิ้งก่าสีรุ้งที่เปลี่ยนร่างเป็นเปลวไฟได้ บางคนอยากเป็นมังกรที่พ่นสายฟ้า หรือเป็นม้ามีเขา เขาก็มาเป็น
มนุษย์อาจพยายามให้นิยามและแบ่งประเภทตลอดจนชั้นวรรณะและที่อาศัยต่าง ๆ ของ ‘ตัวตน’ เหล่านี้ แต่ใครสามารถชี้แบ่งเขตแดนของธรรมชาติได้ คนอาจบอกว่ามนุษย์มีสามเผ่าพันธุ์ ผิวขาว ผิวเหลือง และผิวดำ ทว่าในท่ามกลางก็มีคนเชื้อสายผสม มากมายที่ไม่อาจระบุแบ่งแยกได้ชัดเจน ไม่ต้องกล่าวไปถึงสัตว์หลากชนิดที่ยังค้นพบไม่หมดสิ้นเลย
‘ตัวตน’ ทั้งหลายในภพนี้ก็เช่นกัน อาจแบ่งคร่าว ๆ ได้ แต่ไม่อาจนิยามความแตกต่างและความพิเศษได้แน่นอน ปุ ณฑริกาเป็น พิทยาธรี2 ที่ไม่เหมือนใคร เธออุบัติขึ้นมาโดยมีวิมานของตนเอง จึงไม่มีหน้าที่บรรเลงดนตรีบำเรอผู้ใด เธออาจเล่นดนตรีเมื่ออยากเล่น หรือร่วมบรรเลงกับผู้ใดตามใจสมัคร เธอมีความสามารถพิเศษในการ ‘มองเห็น’ อดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต ทว่าความสามารถนั้นก็มิได้นำความสุขมาให้เสมอไป มิได้เป็นประโยชน์กับเธอเสมอ เธอเคยเดือดร้อนสาหัสเพราะมันด้วยซ้ำ จนวันนี้ ปุณฑริกาเลิกที่จะมองดูในนิมิตไปแล้ว
เธอไม่สบายใจที่ความรู้สึกนี้กลับมาอีก ความกระวนกระวายใคร่รู้ ร้อนรนไม่สงบในจิตใจ เปรียบเหมือนมนุษย์ที่กำลังรอคอยอยู่หน้าห้องฉุกเฉิน ขณะแพทย์พยาบาลกำลังช่วยชีวิตญาติผู้ประสบอุบัติเหตุของตนอยู่
หญิงสาวผละจากหน้าต่าง หันมาที่โต๊ะเตี้ย รินชาหอมใส่ถ้วยใบน้อย ก่อนกลับมานั่งลงที่เก้าอี้ยาวแกะสลักรูปดอกไม้สีเงินที่นั่งอยู่เมื่อแรก จิบชาอุ่น ๆ เพื่อคลายใจ
นี่เป็นสัญญาณที่ไม่ดีเอาเลย ครั้งที่แล้วที่รู้สึกอย่างนี้ เธอเกือบถูกฆ่าตาย ไม่ใช่เพราะการมองเห็นของเธอหรอก แค่การมองเห็นไม่ทำให้ใครถูกฆ่าได้ แต่สิ่งที่เธอทำลงไปหลังจากนั้นต่างหาก
เธอเห็นรุกขเทวดาบาดเจ็บ จึงไปช่วยเหลือ กลับได้พบว่าไปช่วยเหลือผิด เขาทำร้ายเทพธิดามาและกำลังถูกตามจับตัว เหล่าเพื่อนของเทพธิดาเข้าใจผิดและโกรธแค้นเกือบรุมกันฆ่าเธอตาย
เธอเคยช่วยชีวิตกระต่ายบินให้รอดจากปากเหรา3 แต่กลับถูกกระต่ายสาปแช่ง เพราะมันกำลังจะเข้าไปบำเพ็ญตบะในท้องสัตว์ประหลาดตัวนั้น และเธอเข้าไปทำลายพิธีศักดิ์สิทธิ์เสียหมด แม้ว่าพิธีศักดิ์สิทธิ์นั้นจะหมายถึงความตายของมันก็ตาม
เธอเคยไปเที่ยวยังโลกมนุษย์ ช่วยเหลือกวางตัวน้อยจากหลุมขวาก4ของพราน ขณะที่มันไม่ระวังเพราะวิ่งหนีไฟป่ามา ปรากฏว่า ไฟป่ามาไม่ถึงบริเวณนั้น และลูกสาวนายพรานหิวจนตายเพราะไม่มีอาหาร เนื่องจากพรานล่าอะไรไม่ได้เลยในอีกหลายวันต่อมา เธอเคยมองเห็นอนาคตที่ เลวร้าย และพยายามทุกวิถีทางไม่ให้มันเกิดขึ้นตามที่เห็น แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอเห็นก็เกิดขึ้นอยู่ดี และเกิดขึ้นเพราะการกระทำทุก ๆ อย่างของเธอที่จะหยุดไม่ให้มันเกิดขึ้นนั่นเอง บัดนี้เธอไม่มองไปในอนาคตอีกแล้ว ปุณฑริกาเคยคิดว่าเธอมีพรสวรรค์ที่น่ายินดีเมื่อเธออุบัติขึ้นที่นี่ ร้อยยี่สิบสี่ปีผ่านไปเธอได้บทเรียนเพียงพอแล้วว่า มันเป็นแค่เพียงความสามารถอีกอย่างหนึ่งเท่านั้น และสามารถนำพาเธอไปสู่ความหายนะถ้าเธอไม่ระวังการใช้ให้ดี
หญิงสาวถอนใจ ประคองถ้วยชาไว้ในมือที่เริ่มสั่นน้อย ๆ แต่ว่าเธอยังทนความรู้สึกนี้ไม่ได้ ความรู้สึกกระวนกระวายใจจนท้องไส้บิดเกลียว จะต้องมีใครกำลังตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิต เธอจึงได้รู้สึกเช่นนี้
พิทยาธรีหญิงผละลุกจากที่นั่งในที่สุด ไม่อาจหยุดตนเอง เธอเดินออกจากห้องโถงที่ใช้เล่นดนตรีไปยังห้องเล็ก ๆ ติดกันอีกห้องหนึ่งซึ่งมีม่านไขแขวนอยู่ที่หน้าต่างบานสูงรายรอบห้อง
ตรงกลางมีตั่งกว้างบุนวมแพรสีม่วงแดง เธอตรงเข้าไปทรุดนั่งลง ยอมแพ้แก่ความทรมานที่รบกวนจิตใจ นิมิตกลมใสสีม่วงเหมือนพลอยอะมิทิสปรากฏขึ้นบนอากาศเหนือตั่งทันทีที่เธอ ต้องการจะ ‘มอง’ มันหมุนรอบตนเอง สะท้อนแสงจากหน้าต่างเป็นประกายแวววาวก่อนค่อย ๆ ใสขึ้นทีละน้อย
ปุณฑริกาลังเลใจนิดหนึ่ง ก่อนบอกตนเองว่า แค่มองเห็นไม่ทำให้เกิดอันตรายใด ๆ ขึ้นได้หรอก แค่มองดูนิดเดียวเท่านั้น ว่ามันเป็นสิ่งใดกันที่กำลังกัดกินวิญญาณของเธอ ดวงนิมิตสีม่วงใสขึ้นจนไร้สี และขยายกว้างเกือบเต็มพื้นที่ของห้องในทันทีที่เธอเพ่งสมาธิเพื่อการมอง ภาพม่านไหมสีม่วงขลิบทองรอบห้อง ทิวทัศน์เหนือป่าเขาอันงดงามจากหน้าต่างที่สะท้อนอยู่กลางความใสเปลี่ยนไป กลายเป็นความมืดครึ้มของป่าดงดิบ มีรอยแหวกเล็ก ๆ ของพรมพฤกษ์เบื้องบนที่ทำให้เธอมองลงไปเห็นพื้นดินบริเวณแคบ ๆ ที่ปกคลุมด้วยผืนหญ้าริมธารน้ำ ดินดำร่วนซุยสลับกับหินก้อนใหญ่ชายน้ำถูกแหวกเป็นรอยเหมือนสัตว์ใหญ่ลากกาย ผ่าน ในฉับพลันที่หญิงสาวมองตามไปเห็นร่างใหญ่ที่นอนอยู่ เธอก็ต้องตกใจจนเลือดในกายหยุดนิ่ง มันไม่ใช่ร่างของกิ้งก่ายักษ์หรือจระเข้ใหญ่อย่างที่คาดจากรอยเท้าที่ริมน้ำ แต่เป็นร่างของบุรุษผู้หนึ่งนอนอยู่ในสภาพเปลือยเปล่า ไม่สวมอาภรณ์ใด ๆ เลยแม้แต่ชิ้นเดียว
เธอเข้าใจผิดไปอย่างมโหฬารที่คิดว่าแค่การมองไม่มีวันเป็นอันตราย ปุณฑริกาไม่เคยเห็นภาพอะไรที่เป็นอันตรายทางสายตาเท่านี้มาก่อน
เรือนร่างแข็งแรงเต็มไปด้วยมัดกล้ามเป็นลอนอยู่บนผิวสีบรอนซ์ได้สัดส่วน เสมือนสร้างขึ้นมาจากจินตนาการอันเตลิดเปิดเปิงที่สุดของอิสตรีนั้น งดงามสมบูรณ์แบบราวประติมากรรมของกายทิพย์ เส้นผมสีดำสนิทยาวแค่ไหล่แผ่กระจายไปบนพรมใบหญ้า ดวงตาที่ประกอบด้วยขนตาหนาหลับสนิท โครงหน้าแข็งแกร่ง โหนกคิ้วและโหนกแก้มสูง จมูกโด่งงุ้มนิด ๆ ริมฝีปากกับแนวคางคมกริบ ลาดลงสู่ไหล่กว้างแข็งแรง ต้นแขนและอกตึงเต็มด้วยกล้ามเนื้อแน่น เปี่ยมด้วยชีวิตชีวาและเปลือยหมดจดตั้งแต่เส้นผมถึงปลายเท้า
ถ้วยชาใบน้อยที่เธอถืออยู่ในมือหล่นเปรื่อง ปุณฑริกายกมือสั่นระริกขึ้นปิดปากเพื่อสกัดกั้นเสียงอุทาน ไม่มีทางใด ๆ ในสามโลกที่หล่อนคาดว่าจะเห็นภาพอะไรอย่างนี้จากนิมิต
เขานอนหงายกึ่งตะแคงทางซ้ายนิด ๆ แขนขวาพาดอยู่บนอกขณะที่แขนซ้ายทอดตกอยู่ข้างลำตัว เห็นได้ชัดว่าคงเพิ่งขึ้นจากน้ำไม่นาน เพราะหยาดน้ำหยดเล็ก ๆ ยังเกาะพราวไปทั่วทั้งตัว
ปุณฑริกาหน้าร้อนผ่าว เธอไม่กล้าพิจารณาส่วนอื่น ๆ ของร่างกายเขาอย่างละเอียดมากไปกว่านี้ แต่เจ้ากรรม เธอไม่อาจถอนสายตาจากภาพตรงหน้าได้ เธออับอายจนหน้าแดงถึงชายผมและอยากหลับตา หยุดภาพนิมิตที่รบกวนความสงบของจิตใจอย่างยิ่งยวดลง หากก็ต้องฝืนทนดูต่อไปเพราะแน่ใจว่าจะต้องมีอะไรมากกว่านี้แน่ ๆ เพียงแต่เธอยังไม่สามารถสังเกตเห็น
ภาพนิมิตไม่เคยไม่มีเหตุผล…
เขาดูเหมือนจะไม่เป็นอะไร ไม่มีร่องรอยบาดเจ็บ แค่นอนหลับสนิทเหมือนเจ้าชายนิทราที่ไม่ใส่เสื้อผ้าเท่านั้นเอง แต่ว่า...มันแย่มากที่ตรงนี้ และแปลกมากก็ตรงนี้นี่ล่ะ ไม่มีใครมาเที่ยวนอนหลับกลางป่าดงดิบซึ่งเต็มไปด้วยอันตรายโดยไม่สวมอะไรเลย ใครก็ตามที่มีอำนาจแม้เพียงเล็กน้อยในโลกที่หล่อนอยู่นี้ มีความสามารถที่จะปกปิดตนเองอย่างเหมาะสมเสมอ การสร้างอาภรณ์ใด ๆ เพื่อปกคลุมกายนั้นง่ายเกือบเท่าการกินอาหาร
เขาคงจะต้องหมดสติ ไม่ใช่นอนหลับ
ปุณฑริการวบรวมสติที่กระจัดกระจายของตนเอง พิจารณาหาความผิดปกติอย่างระมัดระวัง เขาเป็นยักษ์ กุมภัณฑ์ หรืออสูร หล่อนไม่แน่ใจนัก แต่ต้องเป็นเผ่าพันธุ์ของนักล่าซึ่งดื่มชีวิต
รูปหน้า โครงสร้างร่างกาย และความรู้สึกจากสัมผัสทางจิตของเธอบอกเช่นนั้น เธอยังสังเกตได้ว่าแผ่นอกสีน้ำตาลทองแทบไม่เคลื่อนไหวขึ้นลงอย่างสม่ำเสมอ เลย มันแทบไม่เคลื่อนไหวด้วยซ้ำ มีลูกศรจากหน้าไม้ดอกหนึ่งตกอยู่ข้าง ๆ มือข้างซ้ายของเขา ปลายศรรูปดาวหกแฉกสีครามนั้นเปื้อนเลือด
ปุณฑริกาตระหนก รีบกลับมาสำรวจดูเขาอย่างใกล้ชิดอีกครั้ง จากด้านหน้า ไม่มีรอยแผลเลยแม้แต่รอยเดียว แต่บนพื้นข้างไหล่ด้านขวาคล้ายจะมีเงาของรอยเปียกสีคล้ำ และครั้งนี้หล่อนสังเกตเห็นบนต้นคอด้านซ้ายของเขามีรอยหยาดสีแดงเล็ก ๆ หยดหนึ่งเช่นกัน
หญิงสาวลุกขึ้นทันที ภาพนิมิตหายวับไป เธอคว้าขวดยากับกระเป๋าผ้าใบเล็ก ไม่สนใจกับถ้วยชาหอมที่ยังหกนองพื้น ไม่สนใจแม้ว่าอาจกำลังไปช่วยคนผิดอีกซ้ำสอง
เขากำลังจะตาย…และถ้าเขาไม่ใช่ผู้ร้าย ความลังเลของเธอจะยิ่งเป็นความผิดพลาดมหันต์
๒
เธอ มาถึงสถานที่ที่ต้องการในไม่ช้า ปุณฑริกาล่องลอยอย่างรวดเร็ว ลอดระหว่างยอดไม้ลงสู่ผืนหญ้าริมน้ำที่เงียบสงบแห่งนั้น ทุกอย่างยังคงอยู่ในสภาพเดิมดังนิมิตที่เธอเห็น
หญิงสาวเข้าไปคุกเข่าลงข้างร่างที่นอนสลบไสลไม่ได้สติ ปลดผ้าคลุมไหล่ลงคลุมร่างกายท่อนล่างของเขาไว้ ก่อนพลิกกายเขาให้นอนตะแคง
แผล จากหัวศรใหญ่อยู่ข้างสะบักด้านขวาของเขา มันฉีกขาดเปิดกว้าง เลือดสีคล้ำมากมายไหลออกมานองแผ่นหลัง ขอบแผลที่เป็นสีน้ำเงินจางลงบ้างแล้วเพราะโลหิตที่ไหลออกมาเจือจางพิษลง แต่ว่าเขาก็ยังคงอยู่ในอันตราย
ปุณฑริกาเปิดจุกขวดยาใบน้อยของ หล่อน ก่อนหยดลงตรงขอบแผลจนทั่ว โอสถสีขาวเรืองแสงนี้บังเกิดมาพร้อม ๆ กับเธอ เป็นสมบัติของเธอโดยเฉพาะ และไม่ว่าเธอจะใช้มันไปเท่าไร เมื่อปิดจุกขวด น้ำยาก็จะกลับเต็มขึ้นเหมือนเดิม มันรักษาแผลบาดเจ็บได้ทุกชนิด รวมทั้งถอนพิษและสมานแผล เป็นเสมือนยาวิเศษที่ทำให้ผู้บาดเจ็บหายสนิทดีในเวลาเพียงชั่วครู่เดียว
หญิง สาวรีบทำความสะอาดคราบเลือดและพันแผลให้เขาด้วยผ้าขาวที่เตรียมมาด้วยอย่าง รวดเร็ว สังเกตการหายใจสะดวกขึ้นและแรงขึ้นของเขาเมื่อโอสถเริ่มให้ผล ปุณฑริกามือไม้สั่น เธออยากรีบจัดการรักษาให้เสร็จแล้วหนีไปก่อนที่บุรุษผู้นี้จะฟื้นคืนสติขึ้น มา
กลัวทั้งเขา และกลัวผลอื่น ๆ ที่อาจติดตามมาอย่างคาดไม่ถึงด้วย
เธอ ไม่ต้องการฝูงนางฟ้าที่โกรธแค้น หรือคำสาปแช่งของกระต่ายบินอย่างในอดีตอีกแล้ว แต่ด้วยวิญญาณความเป็นแพทย์ เธอปล่อยให้ผู้ใดตายโดยไม่ทำสิ่งใดเพื่อช่วยเหลือไม่ได้จริง ๆ มิว่าเขาจะเป็นผู้ร้าย หรืออาจไม่ต้องการให้รักษา ทว่าเธอก็ไม่สามารถถามความสมัครใจของผู้ป่วยของเธอได้ในขณะนี้
เขา บาดเจ็บไม่น้อย ลูกศรที่เขาถูกเข้ามีพิษและอานุภาพรุนแรงมาก เขาเองก็คงรู้ ถึงได้เสี่ยงดึงมันออกทันทีด้วยตนเอง แม้รู้ว่าจะทำให้เกิดบาดแผลฉกรรจ์ นั่นก็คงพอจะบอกได้ว่าเขายังไม่อยากตาย
หญิงสาวหวังว่าเขาจะไม่ ฟื้นขึ้นมาเร็วนัก เธอลอบมองใบหน้าของเขา เห็นดวงตาใต้เปลือกตาเต้นคล้ายกับคนกำลังฝัน เขาช่างงดงามเหลือเกิน ในขณะเดียวกันก็แผ่รัศมีที่น่าหวาดหวั่นจนผู้ใดที่อยู่ใกล้ต้องอกสั่นขวัญ หาย หล่อนรีบจนขัดใจตนเองที่มือไม้งุ่มง่ามทำงานได้ไม่เร็วดั่งใจเลย
ปุ ณฑริการู้สึกเหมือนกำลังรักษาสิงโตบาดเจ็บที่ถูกทำให้สลบอยู่ และไม่รู้ว่ามันจะฟื้นขึ้นมาขย้ำคอหล่อนเข้าตอนไหน แทบจะถอนใจเฮือกอย่างโล่งอกออกมาเมื่อผูกปมผ้าตรงไหล่เขาเสร็จเรียบร้อย หล่อนรวบรวมอุปกรณ์ในการทำแผลใส่กระเป๋าด้วยใจเต้นรัว เตรียมจะเผ่นหนีไปให้ไกลที่สุดเมื่อเสียงหายใจของเขาลึกและสม่ำเสมอขึ้น ทุกที เขาคงจะฟื้นเร็วกว่าที่เธอคิดไว้
ปุณฑริกาชะโงกมองดูใบหน้า เขาเพื่อตรวจสอบเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจากไป แล้วก็ต้องตกใจจนเป็นอัมพาตเมื่อดวงตาทั้งสองของเขาลืมขึ้นทันควัน !
ดวงตาของเขาเป็นสีแดง...แดงสดเหมือนโลหิต และก็ใสราวทับทิม ตาขาวเป็นสีขาว ขณะที่ม่านตาดำเป็นสีแดงจัด มีประกายสีทองเล็ก ๆ แทรกอยู่โดยรอบ ปุณฑริกาหยุดหายใจ อ่อนเปลี้ยจนขยับกายไม่ไหวไปชั่วครู่ ไม่เคยรู้สึกว่าได้ใกล้ชิดกับความตายมากถึงเพียงนี้มาก่อน เธอกำลังสบตากับผู้ล่าที่ดุร้ายและบาดเจ็บ ความคิดเดียวที่ผ่านเข้ามาคือเธอต้องหนีไปให้เร็วที่สุด
ปุณฑริกา ผุดลุกขึ้นทันที แต่ไม่เร็วไปกว่าเขา มือข้างขวาที่อยู่ใกล้หล่อนคว้าข้อมือหล่อนไว้แน่นและทำให้หล่อนยืนขึ้นไม่ ได้ หญิงสาวจึงเสียหลักล้มลงไปบนตัวเขา ปุณฑริกาอ้าปากเพื่อหวีดร้องแต่ถูกมืออีกข้างของเขาตะปบปิดปากไว้
เขาตัวใหญ่กว่าหล่อนมาก และทั้งที่ยังไม่หายสนิทก็ทรงพลังจนเทียบกันไม่ติด
เขาลุกขึ้นมานั่ง กวาดตามองไปรอบด้านขณะที่ยังจับเธอไว้ไม่ปล่อย หญิงสาวรู้สึกถึงพลังจิตที่เขาใช้แผ่ผ่านตัวเธอออกไปรอบด้านกว้างไกล เขากำลังตรวจสอบป่าโดยรอบ และอำนาจของเขาที่รู้สึกนั้นทำให้อิทธิฤทธิ์อันน้อยนิดของเธอดูคล้ายของเล่น ไปในทันใด เขากำลังตรวจหาใครบางตน…
ปุณฑริกาตกใจเมื่อได้คิดถึง อีกสิ่งหนึ่งที่หล่อนลืมระมัดระวังตัวไปจนหมดในขณะรักษาเขา ว่าศัตรูของเขา เจ้าของลูกศรอาบยาพิษที่ร้ายแรงอาจซุ่มอยู่ไม่ไกลในป่านี้เอง หญิงสาวดุด่าความเลินเล่อโง่เง่าของตนเอง เธอพาตัวมาตกอยู่ในอันตรายอีกแล้ว คราวนี้ดูท่าว่าจะร้ายแรงยิ่งกว่าที่เคยเป็นมา
เขาคงพอใจกับการ ตรวจหา เพราะร่างที่เกร็งเครียดผ่อนคลายลงเล็กน้อย เขาปล่อยมือจากปากหล่อนและผ่อนแรงที่ข้อมือลง ปุณฑริการีบลนลานเลื่อนตัวลงจากตักเขามานั่งที่พื้น เขายังไม่ปล่อยข้อมือเธอ และเธอรู้ว่าคงยังหนีไปไม่ได้ในเวลานี้
“อยู่ตรงนี้มานานเท่าไหร่แล้ว”
หญิง สาวสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงถาม เสียงของเขาทุ้มต่ำมาก ต่ำกว่าระดับบาริโทน1 เป็นครั้งแรกที่เธอได้ยินเสียงของผู้ที่มีเสียงเบสจริง ๆ ฟังเหมือนเสียงกลองกระหึ่มกังวาน และคล้ายเสียงคำรามในลำคอของสัตว์ร้ายโดยไม่ตั้งใจเนื่องจากระดับที่ต่ำมาก ของเสียง
ปุณฑริกาไม่สบายใจยิ่งขึ้นเมื่อระดับเสียงที่ต่ำขนาดนี้ ยังทำหลายสิ่งหลายอย่างกับผู้ฟังด้วย บ่อยครั้งมันไม่ได้ดังกระทบเพียงแค่ในโสตประสาทรับรู้ทางหูเท่านั้น มันเขย่าผ่านร่างกายและจิตใจไปพร้อมกัน เขาคำรามอย่างขัดใจเมื่อเห็นหล่อนไม่ตอบ ดวงตาสีแดงจัดจับจ้องแน่วแน่เหมือนเสือจ้องเหยื่อ เสียงคำรามนั้นกระตุกหัวใจเธอ ราวกับเสียงกลองใหญ่ให้จังหวะในการแสดงดนตรีที่ทำให้หัวใจผู้ฟังแทบจะเต้น เป็นเสียงเดียวกับมัน
“มีใครเห็นเจ้าบ้าง”
หญิงสาวส่าย หน้า เธอไม่รู้...ไม่ทันสังเกตสังกาสิ่งใดเลยนอกจากเขา และขณะนี้เขาก็ยิ่งทำลายสติสัมปชัญญะของเธอมากขึ้นกว่าตอนที่หมดสติอยู่เสีย อีก
“ผู้ใดส่งเจ้ามา”
เขาเพิ่มแรงบีบที่ข้อมือหล่อน ปุณฑริกาสังเกตเห็นหยาดน้ำตามตัวและใบหน้าเขากำลังหายวับไป เส้นผมที่เปียกชื้นของเขาแห้งสนิทไปกับตาเธอ เขาขยับกายและเธอมองเห็นว่าต้นขายาวทั้งสองข้างที่มีผ้าของเธอคลุมอยู่ข้าง ใต้นั้นถูกห่อหุ้มด้วยกางเกงผ้าเนื้อหนานุ่มสีดำแบบพอดีตัว ปลายขามีเชิงเป็นลายนูนเล็กน้อยสีดำเช่นกัน หากไม่สังเกตก็แทบไม่แลเห็น แปลกกว่าสนับเพลาของผู้มียศอื่น ๆ ลายเชิงแปลกตานั้นมันดูคล้าย...ลวดลายของหนังจระเข้และหนังเสือสอดแทรกสลับ กันไป !
ปุณฑริกาอ้าปากค้าง ตวัดสายตื่น ๆ ของตนขึ้นมามองที่ต้นแขนซ้ายของเขาซึ่งปรากฏมีกำไลแขนสีดำเหมือนนิลรัดรอบ และนั่นเป็นทั้งหมดที่เขาแต่งให้กับตัวเอง ไม่มีเสื้อ ภูษา ผ้าคาด เข็มขัด หรืออื่นใด
“ข้าถามว่าใครส่งเจ้ามา !” เขาเริ่มกระชากเสียงถามด้วยความรำคาญอาการใบ้ของเธอ
“มะ... ไม่มี ข้าเห็นท่านจาก...นิมิต...” ช่วยไม่ได้จริง ๆ ที่พิทยาธรีอายุเพียงร้อยกว่าปีอย่างเธอ ซึ่งไม่เคยเห็นอสูรตนใดมาก่อนเลย จะไม่ตื่นตกใจเมื่อถูกจับไว้ได้แบบนี้
เขาสบถออกมาคำหนึ่ง “พวกนางฟ้าใจบุญสินะ” น้ำเสียงถากถาง “หาเรื่องใส่ตัวเสียแล้ว”
ปุ ณฑริกาใจดิ่งวูบ ข้อนี้ไม่ต้องบอกเธอก็รู้ ทำไมนะ เธอจึงไม่ปล่อยให้เขาตายไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด ยักษ์บ้าตนนี้ไม่รู้จักคำว่าขอบคุณ แถมยังหยาบคายอีกด้วย
เขาปล่อยมือจากหล่อนแล้วลุกขึ้นยืน สำรวจบาดแผลของตนเองที่ถูกพันไว้ ก่อนเอ่ยมนต์สั้น ๆ สองสามคำ
ยานพาหนะ สีดำรูปร่างคล้ายรถศึกโบราณของเทพเจ้าก่อรูปขึ้นกลางป่า ตัวรถคันเล็กเงาวับเป็นประกายสลักลวดลายปิศาจน่ากลัวอยู่รายรอบ กว้างพอจะขึ้นไปยืนได้เพียงหนึ่งหรือสองตนเท่านั้น และไม่มีพาหนะเทียม ทำให้รถสองล้อรูปร่างกะทัดรัดราวกับขาดบางสิ่งที่สำคัญไป
ล้อสองข้างซึ่งมิได้เป็นแก้วสีนิลดั่งเช่นส่วนอื่น ๆ เป็นวงแหวนแสงสีส้มเหมือนกงจักรลาวาที่หมุนวนอยู่ช้า ๆ ทั้งที่รถยังมิได้เคลื่อนที่ไปไหน เงาของแสงเรืองส่งให้รูปสลักใบหน้าปิศาจราวกับเคลื่อนไหวได้
เขา เดินเข้าไปหารถประหลาดคันนั้นแล้วก้าวขึ้นไปยืนอิงสะโพกไว้ด้านหนึ่ง หันมาทางเธอก่อนเอียงศีรษะไปทางที่ว่างซึ่งยังเหลืออยู่น้อยนิดด้านหลัง
“ขึ้นมาสิ”
ปุ ณฑริกาหวั่นใจแกมงุนงงเมื่อพบว่าตนเองยังคงนั่งนิ่งงันอยู่บนพื้นหญ้าที่ เดิม ทั้งที่เขาปล่อยเธอตั้งนานแล้ว เธอควรรีบเหาะหนีไปไม่เหลียวหลัง ไม่ใช่นั่งเป็นบื้อใบ้เหมือนมักกะลีผล...ผลไม้รูปสตรีที่ทำสมองหล่นหาย
ตลอด ชีวิตของเธอใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ ณ ป่าบนภูเขาสูงและบนท้องนภา น้อยครั้งจะลงมาในป่าดงดิบหรือย่างกรายลงมาในแดนอันตรายที่พื้นล่าง พิทยาธรีหญิงค่อย ๆ ลุกยืน ตอบปฏิเสธด้วยใจหวั่น
“ไม่เป็นไร...ข้า...ไม่...”
“เร็วเข้า !” เขากลับคำรามสวน “อยากจะตายอยู่ที่นี่หรือยังไง”
“ข้าไม่ไปกับท่าน” ปุณฑริกาตระหนก
“ต้อง ไป !” เขาส่งสายตาขู่ขวัญของปิศาจซึ่งกำลังหงุดหงิดมาบังคับ สายตาที่น่าจะตีความหมายได้อย่างเดียวว่า ทำตามที่บอก หากไม่อยากเจ็บตัว
ปุณฑริกากำลังคิดจะวิ่งหนีไปดื้อ ๆ เดี๋ยวนั้น เขาก็กล่าวว่า
“จะ บอกให้นะ เจ้าสิ่งที่กำลังตามฆ่าข้าอยู่ นางฟ้าอย่างเจ้าไม่มีทางเหาะหนีได้ทัน และเมื่อเจ้ามารักษาข้าแล้ว หากหนึ่งในพวกมันเห็นเข้า...”
หญิงสาวนึกถึงอำนาจของเขาที่ได้ ตระหนัก นึกถึงผู้ที่สามารถทำให้เขาบาดเจ็บปางตายได้ แล้วก็ไม่คิดว่าเขาจะขู่เธอเล่น ถ้าใครก็ตามซึ่งเป็นศัตรูเขาเห็นเธออยู่กับเขา ช่วยเหลือเขา ก็เท่ากับเธอตกอยู่ในอันตรายในฐานะพวกเดียวกับเขา
“เราจะไปไหน”
“ไปให้พ้นจากป่านี้ก่อน”
ถึง แม้ว่าเขาจะดูเป็นยักษ์ป่าเถื่อนที่กำลังอารมณ์ไม่ดี ปุณฑริกาก็ไม่คิดว่าเขามีเจตนามุ่งร้ายต่อเธอในขณะนี้ เธอจึงยอมขึ้นไปยืนด้านท้ายพาหนะจากโลกันตร์นั้น เกาะขอบรถซึ่งสูงประมาณเอวตนไว้แน่นขณะที่มันยกตัวแล้วลอยลิ่วออกไปอย่าง รวดเร็ว
พริบตาเดียวเขาก็พาเธอเหินมาไกล...ไกลออกไปมากจากป่าแห่ง นั้นและทุก ๆ ป่าที่เธอเคยคุ้น ไกลกว่าหนใดที่เธอเคยออกไปเที่ยวถึง โลกของเธอเป็นสุขกว่าโลกมนุษย์ก็จริง แต่ก็ยังมีอันตราย ไม่มีผู้ใดรู้ว่าจะได้พบเจอสิ่งใดในดินแดนที่ห่างไปเพียงแค่ไม่กี่ชั่วอึดใจ ในการเดินทาง
เธอเป็นสตรีประเภทที่ค่อนข้างเก็บตัว มักใช้เวลาอยู่ตามลำพัง เล่นดนตรี เข้าฌาน มองดูนิมิต หรือปลูกดอกไม้ ไม่ใคร่มีเพื่อนฝูงมากมายซึ่งมีประสบการณ์นำพาไปเที่ยวถิ่นต่าง ๆ แปลกใหม่ หรือห่างไกลไปจากสถานที่ที่คุ้นเคยมากนัก และเธอก็ไม่ชอบท่องเที่ยวด้วย
อำนาจ ในการป้องกันตนของเธอมีน้อย เธอรู้ว่าอาจถูกเทพใจพาลจับไปเป็นนางบำเรอ หรือถูกอสูรใจร้ายจับไปกินเป็นอาหารได้ถ้าโชคร้ายมากพอ ปุณฑริการู้ว่าเธอก็คล้ายกวางซึ่งท่องเที่ยวตัวเดียวในป่า และรู้ดีเกินกว่าจะจากถิ่นอาศัยที่ปลอดภัยไปไกลเกิน
ทว่าขณะนี้เธอกำลังออกมาไกลเกินไปแล้ว รถปิศาจคันนี้เร็วชวนเสียสติ หญิงสาวแทบมองไม่เห็นทิวทัศน์สองข้างทางที่ผ่าน มัน กลายเป็นภาพเลือนของแสงสีต่าง ๆ เป็นเส้น ๆ พุ่งผ่านตัว
พาหนะ ที่ค่อนข้างพิเศษและรวดเร็วขนาดนี้แสดงถึงฐานะที่สูงส่งของเจ้าของ ราชรถจะบังเกิดขึ้นมาพร้อมกับผู้มีอำนาจมาก พวกกึ่งเทพหรือเทพเจ้า นั่นหมายความว่าเขาไม่ใช่ยักษ์ธรรมดา เขาต้องเป็นพวกที่มีสัดส่วนของความเป็นเทพเจ้าสูงกว่าความเป็นอมนุษย์มาก ๆ
เหล่าเทพยังสามารถดัดแปลงสิ่งของต่าง ๆ ให้เปลี่ยนรูปไปตามใจคิด หรือเนรมิตสิ่งที่พวกเขาต้องการขึ้นมาใช้ตามความพอใจได้ด้วย ส่วนอมนุษย์จะมีแค่สิ่งซึ่งเกิดมาพร้อมกับตน ถ้าต้องการสิ่งอื่น ๆ พวกเขาก็จะต้องหามาจากภายนอก
ปุ ณฑริกาทราบมาว่า อสูรมีหลายประเภท บางพวกคล้ายเทพเจ้า บางพวกคล้ายปิศาจดูดเลือด บางพวกคล้ายปอบ กินคนเป็น ๆ และบางพวกที่กินซากศพตามสุสานเรียกว่า ‘รากษส’ ก็มี
เธอหวังเป็น อย่างสูงว่าอสูรตนนี้จะเป็นประเภทที่ดีที่สุด ซึ่งไม่กินสิ่งมีชีวิตเป็น ๆ อีกต่อไป เธอจะได้รอดพ้นจากการถูกกิน ยักษ์พวกที่นับถือพระพุทธองค์นั้นถึงกับใจดีมีศีลด้วยซ้ำไป ความจริงแล้วปุณฑริกาก็ไม่มีความรู้เรื่องเหล่าอสูรมากนักหรอก เธอได้แต่หวังว่าจะปลอดภัยจากยักษ์ตนนี้ อย่างน้อยเธอก็ช่วยชีวิตเขาเอาไว้ เขาพาเธอออกมาจากสถานที่อันตรายเพื่อเป็นการตอบแทน แทนคำขอบคุณที่เธอสงสัยว่าเขาอาจไม่เคยมอบให้ใคร หญิงสาวก็ยอมรับได้
ถึงแม้ว่าเขาจะพาออกมาไกลเกินไปสักหน่อย และดูท่าว่าเธอจะต้องเดินทางย้อนกลับไปอีกไกลก็ตาม หากการออกมาไกลขนาดนี้จะทำให้แน่ใจได้ว่าศัตรูของเขาไม่มีทางจะตามรอยมาได้ ก็นับว่าคุ้มค่า
ปุณฑริกากำลังจะเอ่ยปากถามว่าสมควรหยุดได้หรือยัง พาหนะสีนิลคันเล็กก็ชะลอลง หญิงสาวเริ่มมองเห็นทิวทัศน์รอบด้านชัดเจน
ภูเขาสูงชันสีเขียวเข้มมากมายคล้ายภูเขาไฟระดะดุ่มอยู่รอบด้าน พืชพรรณเป็นของป่าในเขตอบอุ่น หมอกจาง ๆ ลอยเรี่ยอยู่ระหว่างหุบเขา มองไปคล้ายภาพเขียนของจีนโบราณ ลำน้ำและทะเลสาบสีครามกว้างไกลเติมแต่งให้ภาพนั้นคล้ายคลึงทิวทัศน์ในหมู่ เกาะทะเลใต้ขึ้นอีกเล็กน้อย เป็นส่วนผสมที่น่าสนใจ ถ้าเพียงแต่ท้องฟ้าจะไม่เป็นสีม่วงประหลาดตา และก้อนเมฆบนนภาไม่เป็นสีเขียวอ่อน ภาพนี้ก็คงจะไม่ทำให้เธอตกตะลึงตื่นตาอย่างที่เป็นอยู่
เขาลดระดับการ ‘บิน’ จากเหนือยอดไม้ลงมาต่ำเรี่ยพื้น ลัดเลาะไปตามหมู่ต้นไม้สักครู่ก็ถึงที่โล่งกว้างใหญ่ ไม่มีต้นไม้ใดอยู่ในบริเวณนั้นเลยนอกจากหญ้า พรมหญ้ากว้างใหญ่สุดสายตา ไปจรดปราสาทรูปร่างคล้ายกลุ่มพระปรางค์วัดอรุณสีดำสนิทสูงใหญ่เป็นเงา ตระหง่านทาบท้องฟ้าสีม่วงเจือแดง มันน่ากลัวเกินกว่าจะเข้าใกล้ แต่เขากำลังพาเธอมุ่งเข้าไปหาสิ่งก่อสร้างที่เป็นเงาทะมึนแห่งนั้น เมื่อเข้าไปใกล้ ปราสาทหินสีดำยิ่งดูมโหฬารราวจะสูงสักสามสิบชั้น แกะสลักเป็นรูปหน้าขบ หน้าสิงห์ และอสูรแบบต่าง ๆ แทบทุกแบบในเทพนิยาย ระเบียงปราสาทด้านหน้า กว้างเกือบเท่าท้องสนามหลวง รถแก้วสีดำหยุดลงตรงหน้าประตูใหญ่ซึ่งมีซุ้มประตูหินสลักรูปทวารบาลสองตน เป็นยักษ์ถือกระบองพาดบ่า ความใหญ่โตโอฬารและสลับซับซ้อนของฝีมือสร้างสรรค์น่าครั่นคร้าม
ปุณฑริกางุนงงเมื่อก้าวลงมายืนมองแผ่นหินสีนิลสลักเสลาตรงหน้า “ที่นี่คือที่ไหนกัน ?”
เขาหันมาตอบ มุมปากยกขึ้นนิดหนึ่งคล้ายยิ้มหยัน “ส้วมสาธารณะของปิศาจกระมัง นางฟ้าแสนสวย หรือคิดว่ามันจะเป็นร้านขายลูกกวาดล่ะ”
ไม่มีทางที่มันจะเป็นทั้งสองแห่งนั้นได้แน่ ๆ
หญิง สาวแหงนมองไปรอบ ๆ ตะลึงกับสถานที่เกินกว่าจะติดใจกับคำเสียดสีที่เขาเอ่ยออกมาด้วยเสียงแผ่ว ต่ำ รู้สึกราวยืนอยู่ตรงหน้าผาหินสูงชันเพราะความใหญ่โตของตัวอาคาร อสูรผู้พาหล่อนมาเดินตรงเข้าไปที่ประตูซึ่งเปิดออกจากกันทันทีอย่าง เงียบเชียบ เขาเข้าไปข้างใน ทิ้งให้เธอยืนกอดกระเป๋าอยู่ข้างรถ บนลานระเบียงโล่งเพียงลำพัง
ปุณฑริกาไม่คิดตามเขาเข้าไปในสถานที่ น่ากลัวซึ่งไม่ทราบชัดว่าเป็นที่ใดอย่างแน่นอน แต่เพราะว่าเขามิได้บังคับ เชื้อเชิญ หรือชักจูงโดยตรง หรือโดยอ้อมแม้สักนิดให้เข้าไป เธอจึงเกิดความสงสัย อยากรู้อยากเห็นว่าข้างในจะเป็นอย่างไร
เธอ ไม่เคยเห็น ‘วิมาน’ ของใครที่มหึมาและน่ากลัวเช่นนี้มาก่อน สังหรณ์ใจว่านี่จะเป็นนิวาสสถานที่เรียกได้ว่ามหาปราสาทสุดสยองขวัญของเขา เอง เธอตัดสินใจในทันทีว่าจะชะโงกหน้าเข้าไปดูเล็กน้อยเพื่อประดับความรู้ และถือโอกาสบอกเขาว่าเธอจะไปแล้ว
หญิงสาวก้าวผ่านประตูใหญ่เข้าไปสู่ความมืดสลัว…
ประตู ไม่ได้ปิดเข้าหากันเสียงดังสนั่นแล้วลั่นดาลขังเธอไว้อย่างที่คิดกลัว กำแพงหินนั้นหนามากจนเธอต้องใช้มากกว่าห้าก้าวจึงเดินผ่านพ้นช่องประตูเข้า มาสู่โถงกลาง
รอบด้านรายล้อมด้วยเสาหินอ่อนสีดำ โคมระย้าช่อมหึมาเป็นแก้วสีนิลจุดประทีปนับร้อยดวงลอยอยู่กึ่งกลางเพดานสูง สะท้อนแสงระยิบระยับลงมาที่พื้นซึ่งดาดด้วยโลหะเงินเงาวับ ปุณฑริกาอุทานเบา ๆ เมื่อก้มลงมองพื้นซึ่งสลักลวดลายนูนเป็นเครือเถาเกาะเกี่ยวซ้อนกันต่อเนื่อง ไม่สิ้นสุดไปทั่วอาณาบริเวณกว้างขวางของห้อง
ด้านหนึ่งของห้องโถง นั้นเปิดสู่สวน ใกล้กับประตูมีโต๊ะอาหารตัวใหญ่ตั้งอยู่ เขาอยู่ที่นั่น กำลังรินน้ำสีม่วงจากเหยือกแก้วลงสู่จอกมีเชิงใบใหญ่ ก่อนยกขึ้นดื่ม ปุณฑริการะลึกได้ในพลันว่านั่นคือน้ำจากผลหว้า ชนิดเดียวกันกับต้นที่ ‘บ้าน’ ของเธอ
ด้วยความประหลาดใจเธอจึงลืมวัตถุประสงค์ที่จะมาบอกลาของตนเองไปชั่วครู่...เขาดื่มน้ำผลไม้ !
เขา มองมาเห็นหล่อนแล้วรินของเหลวสีสวยลงในแก้วอีกใบหนึ่ง ปุณฑริการู้สึกปลอดภัยขึ้นทันที และคลายใจขึ้นมากพอจะเดินต่อไปใกล้เขามากขึ้น เขาคงจะรู้ว่าเธอกลัวจึงเปิดโอกาสให้เธอหนีได้เสมอ ประตูยังเปิดอยู่ ทั้งประตูด้านหน้า และประตูสู่สวนต้นไม้ด้านหลังของเขา เธอจะจากไปเมื่อใดก็ได้ที่ต้องการไป
เขาวางเหยือกลง เดินเข้ามายื่นแก้วทรงสวยให้ด้วยอาการค้อมกายนิดหนึ่งกึ่งล้อเลียน ซึ่งทำให้ใบหน้าเขาลดลงมาอยู่ในระดับเดียวกับเธอ
“เป็น เกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับความไว้วางใจจากนางฟ้า” เสียงแผ่วเหมือนเสียงครางกระหึ่มนั้นเกือบจะอ่อนโยน แต่ปุณฑริกากลับรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาเมื่อเห็นความเข้มข้นของสายตาสีแดงจัด ที่จ้องมองเธอ
“ไม่ใช่นางฟ้า ข้าชื่อปุณฑริกา”
เขาขยับริมฝีปากเล็กน้อยคล้ายจะลองเรียกชื่อหล่อน ก่อนยืดกายตรง
“แล้วท่านเล่า” หญิงสาวรู้สึกว่าเขาลังเลนิดหนึ่งก่อนตอบ
“โฆรัม”
เขาออกเสียงขึ้นจมูกนิด ๆ จนฟังคล้าย โกรัม มากกว่า โครัม
หญิงสาวยกแก้วในมือขึ้นมองดู “ยัคเฆ...คุณดื่มน้ำผลไม้นี้ด้วยหรือ”
ริมฝีปาก เขาขยับยกขึ้นกับคำเรียกขานยกย่องอย่างสุภาพที่เธอใช้ เป็นรอยยิ้มเพียงเล็กน้อย แต่ก็เป็นครั้งแรกที่ปุณฑริการู้สึกว่าพอจะเป็นมิตรกับเขาได้
น่า แปลก บุคลิกลักษณะท่าทางของเขา และความรู้ว่าเขาเป็นอสูร บ่งบอกเต็มร้อยว่าเขาเป็นพวกอันตราย อยู่นอกเหนือการควบคุม แต่ความสง่างาม ดวงตาฉลาดลึกล้ำ ตลอดจนคำพูดแปลกหูทำให้เขาเป็นดุจภาพปริศนาชิ้นใหญ่ เขาทำให้เธอรู้สึกสนใจ ไว้วางใจในส่วนลึก มากพอ ๆ กับอยากกระโดดหนีไปให้ไกล
เหมือน เสือที่ฝึกแล้วเพียงพอที่จะเข้าใกล้ได้ สวยงามน่าพิศวง ทว่ายังเปี่ยมอันตราย คงเพราะจนถึงขณะนี้เขายังไม่ได้ทำร้ายใด ๆ ต่อเธอ ปุณฑริกาจึงยังไม่ถูกทำให้ตื่นตกใจมากพอจะหนีไปจากเขา และกลับรู้สึกตนเองขี้ขลาดหากจะทำอย่างนั้น
เขาลดสายตาลงมองแก้วน้ำในมือ “ก็เหมือนกับของว่าง หรืออาหารทานเล่น ไม่ใช่อาหารหลัก ความหลากหลายในบางสถานการณ์ก็เป็นสิ่งจำเป็น”
ปุณฑริกาเริ่มสะกิดใจ “แล้วอาหารหลักของท่านคือ...?”
โฆรัมผินหลังให้เธอ หยิบจอกใบใหญ่ของเขาขึ้นชูสูง มองดูของเหลวสีสวยที่ยังเหลืออยู่ในนั้น
“ข้า ดื่มทุกสิ่งที่มีพลังชีวิต ดูดซับพลังนั้น หากเป็นสิ่งที่เคยมีชีวิตเช่นผักผลไม้ ก็พอใช้ทดแทนได้ ผลไม้ที่เกิดในป่าหิมวัตมีความละเอียดอ่อนกว่าอาหารในโลกมนุษย์ สามารถดื่มกินได้จริง ๆ และให้ความอิ่มเอมเช่นเดียวกันกับพลังจากสิ่งมีชีวิต เพียงแต่ต้องใช้ปริมาณมากกว่า ข้าไม่ดื่มกินอาหารหยาบจากมนุษย์โลก ไม่ว่าเนื้อ เลือดของสัตว์ หรือพืชพรรณ สามารถเสพรสชาติได้โดยซึมซับความรู้สึกถึงรสของมันเข้ามาก็จริง แต่ไม่ชอบนัก” เขาไหวไหล่นิดหนึ่ง ก่อนวางแก้วลงมองออกไปนอกประตูสู่สวน ไม่หันกลับมาสบตาหล่อน
“เจ้าอาจรู้ว่าอสูรบางตนกินสัตว์และสิ่งมี ชีวิตหลายอย่างบนพิภพนี้ได้ บางพวกก็กินเทวดานางฟ้า ข้าหมายถึงเชือดเนื้อเถือหนังกันกินจริง ๆ อสูรเช่นนั้นมีน้อย”
ใบหน้า คมสันเบือนมาเล็กน้อย ปุณฑริกาเห็นเพียงรูปหน้าด้านข้าง เมื่อเขากล่าวช้า ๆ แผ่ว ๆ ว่า “ข้าก็ดื่มกินจากเจ้าได้ แต่ในแบบที่ต่างออกไป”
ปุณฑริกาใจเต้นถี่แรง กำก้านแก้วน้ำจากผลหว้าในมือแน่นเพื่อไม่ให้มันหล่นลง เย็นเยือกขึ้นมาตามแผ่นหลัง
“ในแบบไหน”
เขา ไม่ตอบ ตวัดสายตากลับไปในสวน ที่นอกประตูนั้น นกสีดำตัวหนึ่งบินลงมาเกาะกิ่งไม้ที่ยื่นเข้ามาใกล้ ก่อนไซ้ขนตัวเองด้วยท่าทางสบายใจ
ปุณฑริกาเห็นร่างทั้งร่างของเขา เกร็งขึ้น ฉับพลันประตูทั้งหมด ทั้งด้านหน้าที่เปิดสู่ระเบียง และด้านหลังที่เปิดสู่สวน ทุก ๆ บาน รวมถึงหน้าต่างบนชั้นอื่น ๆ ซึ่งเธอไม่เห็นว่าอยู่ที่ไหน ปิดโครมครามเข้าหากันโดยแรง เขาคำรามในคอดังกระหึ่ม ปุณฑริกาสาบานได้ว่า เสียงต่ำพร่านั้นถึงกับทำให้กำแพงปราสาทสั่นสะเทือน
- - - - - - - เรื่องราวต่อไปจะเป็นเช่นไร ติดตามต่อได้ในรูปเล่มหนังสือ "ดาราแดง" ผู้แต่ง "ศรีสุรางค์" ค่ะ
|
|
แก้ไขล่าสุด ใน วันพุธที่ 13 มกราคม 2010 เวลา 08:37 น. |
คอมเมนต์