ตัวอย่างเนื้อเรื่อง : พันภพ

 

 

pt0006

พันภพ
ผู้แต่ง PDI.Lori
ราคา 229 บาท 
จำนวนหน้า 360 หน้า 
ISBN 978-611–520-010-8

 

 

นี่คือหนึ่งตำนานหนึ่ง เรื่องเล่าขานหรืออาจเป็นเพียงแค่หนึ่งนิทานเห่กล่อมก่อนนอนสักหนึ่งคืน ของหนึ่งเรื่องราวของเมืองที่สูญสลายสิ้นไร้ซึ่งบันทึกใดจรดอักษรเขียนฝาก ร่องรอยเอาไว้ เรื่องราวของเหล่าดวงจิตทุกดวงที่ต่างผกผันผูกพันเพราะคำว่าโชคชะตา... เรื่องราวที่ยาวนานมาหลากพันปี...

กระแสธารแห่งกาลเวลาไหลหวนคืนย้อนกลับสู่อดีตกาล ก่อนก่อเกิดกำเนิดมนุษย์ ปลายเท้าแรกที่เหยียบย่ำผืนลงบนแผ่นดินหาใช่สิ่งมีชีวิตอื่นไม่ ผู้โผบินตามผืนฟ้า ผู้ครอบครองผืนน้ำ ผู้ลุ่มหลงเปลวไฟ ผู้ทอดกายใต้ผืนดิน สรรพสิ่งทั้งสี่ล้วนคือกำเนิดแรกแห่งเอน-ลิล

เอน-ลิลสรรสร้างสิ่งมีชีวิตนับมวลมากมายมหาศาลจากอณูของทั้งสี่ ให้กำเนิดเป็นและตายเพื่อยับยั้งฐานแห่งชีวิตอันเล็กด้อยค่า และสิ่งนั้นคือจุดกำเนิดแห่งโลกา ผู้เป็นบิดามารดรของมนุษย์ทั้งมวล

ปฐมบทแห่งการเริ่มต้นของเมืองที่ล่มสลาย

เกล็ด ทรายเม็ดเล็กหลากพันเม็ดหวนคืนสู่เบื้องบนอย่างเชื่องช้า ท่ามกลางความเงียบงันของลมหายใจแห่งเอน-ลิล สลักประตูบานใหญ่ถูกคลายออกเพื่อเชยชมมายาแห่งความทรงจำของอิสตรีที่ถือนาม ว่าเอเรียอา สตรีผู้ที่มีความงามหวานล้ำดั่งเทพธิดาอันเลิศเลอมาจุติบนผืนพิภพ หากหัวใจกลับองอาจดุจนักรบจากสรวงสวรรค์ ทุกสิ่งผสานไว้ในเรือนร่างเล็กบอบบางอรชรคล้ายกิ่งหลิวอ่อนต้องลม ทุกสิ่งนั้นสามารถผลักดันชะตากรรมสวรรค์ให้ปั่นป่วนบ้าคลั่งเสมือนพายุคำราม ซัดสาด ชะตากรรมแห่งสวรรค์...เพียงแค่สตรีนางเดียว...เท่านั้น

‘แซ่ก !’

ปลายหางฟูฟ่องสะบัดไหวบนต้นไม้ของป่าเขา หูเรียวเล็กกระดิกตามแว่วเสียงที่ผสานมาตามสายลมอันโชยอ่อน ดวงตากลมโตสีดำขลับเป็นมันสะท้อนแสงระยับอย่างใคร่รู้ กระรอกน้อยเมียงมองผ่านกิ่งไม้พยายามสดับฟังสุ้มเสียงแว่วหวานที่ขับลำนำ แห่งบทเพลงอันไพเราะกลางพงไพร ณ ที่แห่งนั้นเอง ริมแม่น้ำลำธารที่ไหลริน ร่างอิสตรีบอบบางราวกิ่งหลิว กำลังขับขานดนตรีอันแสนอัศจรรย์จากลำคอเรียวระหงงามงด

‘...สายลมเอย...โปรดหอบพาเด็กน้อยขึ้นสู่สรวงสวรรค์ นำทางเขาโผบินไปไกลสุดฟากฟ้า จงขับกล่อมโอบอุ้มดุจมารดา ไร้สิ่งใดหาญกล้ามากล้ำกราย โปรดติดปีกเด็กน้อยผู้ไร้เดียงสา นำทางเขาดุจวิหคแห่งนภา สอนสั่งให้โผบินไป...สู่ผืนฟ้าครามเบื้องบน...’

“ไพเราะมากนักเอเรียอาเอ๋ย หากผู้ใดมาได้พบเจ้าในยามนี้ คงพลันเผลอคิดว่านางสวรรค์ผู้งดงามกำลังนั่งร่ายบทเพลงกลางธรรมชาติแห่งนี้ เป็นแน่แท้”

กระแสเสียงมนุษย์ลอดจากหมู่แมกไม้ หลังจากที่เจ้าของเสียงซ่อนกายซึมซับบทเพลงอันอ่อนหวานพักใหญ่ ผมทองอร่ามยาวมัดรวบอย่างดีถักเป็นเปียหนาสามเส้น สะท้อนประกายแดด เฉกเช่นเดียวกับฟากฟ้าในดวงตา ผิวกายแดงอิฐเนียนราวหนังสัตว์เนื้อดีเผยแผ่นอกแข็งมัดกล้ามแน่นประหนึ่ง เกราะประจำกาย ร่างเขาประดับด้วยหนังสัตว์หลากเส้นหลากผืน เส้นใหญ่สุดพาดผ่านกลางอกแกร่งรั้งอาวุธดาบข้างกายไม่ให้หลุดร่วง อีกเส้นพันรอบสะโพกบนผืนหนังเสือลายพาดกลอนเพื่อเหน็บมีดพกอันเล็ก หากยังมิพอเมื่อข้อมือทั้งสองต่างมีหนังสีดำผืนหนายาวเกือบถึงข้อศอก เพื่อไว้ใช้กันอาวุธของฝ่ายตรงข้าม แสดงถึงการเป็นนักรบผู้องอาจมากกว่าชนทั่วไป

นักรบผู้นี้นิยมสวมใส่อาภรณ์น้อยชิ้นเพื่อความคล่องตัวทั้งในยามปกติหรือแม้ กระทั่งในยามสู้รบจับศึก จุดแตกต่างเอกลักษณ์ของแต่ละคนนั้นก็เพียงแค่เครื่องประดับตามเรือนกายซึ่ง แล้วแต่ผู้ใดจะนิยมชมชอบ เช่นบุรุษผู้นี้สวมสร้อยทำจากเขี้ยวสัตว์ที่ตนเองล้มมาได้พาดลำคอเป็น เอกลักษณ์ประจำตน

“ปากหวานนัก โทวารัม นอกจากการเป็นนักรบแล้วเจ้ายังเป็นกวีเอกอีกงั้นรึ ใช้วาจาเช่นนี้หลอกล่อลวงให้หญิงอื่นลุ่มหลงมาเท่าใดแล้ว”

ผู้ที่ถูกทักมิได้มีความแปลกใจเลยสักน้อย กลับกันที่แย้มยิ้มเป็นการตอบ รอยยิ้มที่สามารถหยุดหัวใจของผู้คนนับพัน เจ้าของนามแห่งเอเรียอาลุกยืนจากผืนหญ้าเขียวมรกต ปัดเศษดินเศษหญ้าตามชายผ้าเบามือ แสงตะวันอาบสาดส่องร่างนางดั่งคล้ายถนอมด้วยความรักใคร่ ความงามของนางนั้นงดงามเกินจะเปรียบเปรยใดได้ด้วยแค่ถ้อยคำอักษรบรรจงปรุง แต่งสรรสร้าง เรือนผมของนางเหยียดตรงสลวยดั่งรัตติกาลแห่งแพรไหมที่มีดวงดาราส่องแสง

ตะวันยังเล่นล้อสะท้อนสายผ้าคาดศีรษะที่ถูกปักบรรจงโดยมืออย่างละเอียด ลงสีสวยเกี่ยวกระหวัดพันรัดยึดรอบ เกล้ายกขึ้นสูงทอดปลายผมยาวพลิ้วทิ้งตัวลงจรดรดเกือบถึงสะโพกมน ด้านหน้ามีปอยผมหนาสีงามถึงกลางอกปรกลงมาดั่งม่านงาม คล้ายกับจะพยายามลดทอนบดบังซ่อนเร้นดวงหน้าสะสวยเกินกว่าเทพธิดาจากสวรรค์ ไม่ให้ผู้ใดได้ยลโฉมโดยง่าย อีกหนึ่งสิ่งที่ประดับนัยน์ตาของนางคือไข่มุกสีนิลกลมโตยามต้องแสง เปล่งประกายระยับพราวใต้แพขนตาหนางอน งามล้ำเลิศเลอเหนือพิภพจบหล้า...ถ้อยคำนี้คงจะเกิดขึ้นมาเพื่อสตรี เบื้องหน้าเป็นแม่นมั่น

เอเรียอาหยิบตะกร้าสานใบเล็กที่ใส่ผลไม้ พืช สมุนไพรหลากชนิดมาโอบข้างกาย ตรวจมองอย่างถี่ถ้วนมิให้บกพร่อง ทุกสิ่งนั้นช่างเป็นกิริยาอ่อนละมุนหวานในสายตาเขานัก ชายร่างสูงรูปกายตามอย่างนักรบหนุ่มผู้กรำศึกมามากครั้งแย้มริมฝีปากหยักหนา ขบขันในสิ่งที่นางติง ยอมรับอย่างหมดหัวใจโดยดุษณีว่าหลงรักหญิงเบื้องหน้าผู้งดงามนี้อย่างแท้ จริง โดยมิใช่แค่หลงใหลเพียงรูปโฉมเท่าชายอื่น รักทุกสิ่งที่เป็นนาง ถึงสัมพันธภาพที่เป็นได้เพียงแค่มิตรสหายวัยเด็กจากการขีดกั้นของเอเรียอา มันก็มิอาจสั่นคลอนลดทอนความตั้งมั่นอันแข็งกล้านี้ได้ เฝ้าหวังสักวันถึงกำแพงอันสูงตระหง่านจะเปิดรับตัวเขาด้วยความเต็มใจ การได้ก่อร่างสร้างครอบครัวร่วมกับนางคือฝันอันสูงสุดของเขา โทวารัม ชายผู้เป็นนักรบหนุ่มฉกรรจ์ผู้องอาจของเมืองนี้ ปรารถนาเพียงแค่ภาพฝันอันเล็กน้อยนี้เท่านั้น

เอเรียอาไม่เอ่ยถามถึงการที่โทวารัมติดตามมาพบเจอนางในหุบเขานี้ได้ รวมทั้งความรู้สึกที่เขาเพียรพยายามส่งมอบให้นางมาหลายปี กระนั้นแล้วนางก็มิได้มีความรู้สึกอื่นใดเพิ่มเติมให้ชายคนนี้สักนิด แม้แต่ชายอื่นใดก็มิเคยทอดสายตาคู่งามเมียงมองเลยสักครั้ง เอเรียอาสาวเท้าก้าวเดินตรงไปยังปลายเนินเขา ความสูงตระหง่านของหินผาใหญ่เผยทุกสิ่งอันแสนกว้างไกลสุดสายตา ท้องทุ่งที่มีเพียงสายลมกับผืนดินแห้งเป็นฝุ่น ถึงได้ชื่อว่าเมืองแต่จำนวนประชากรก็มีเพียงหยิบมือไม่ต่างกับหมู่บ้านขนาด ย่อม ผู้คนในเมืองต่างก็เห็นหน้าค่าตามาตั้งแต่วัยเยาว์ มีเพียงความอุดมสมบูรณ์ที่สามารถทำให้ชีวิตในนี้มิอดตาย หนึ่งสิ่งที่สตรีงามใคร่รู้ สุดเขตทิวทัศน์นี้คือสิ่งใดที่รออยู่กัน...

โทวารัมทอดมองเรือนร่างที่บอบบางราวแก้วเจียระไน หากสัมผัสจับต้องรุนแรงอาจแหลกสลายคามือกลายเป็นผง แต่ดวงจิตนั้นช่างแฝงบางสิ่งไว้ในทุกอณู บางสิ่งที่ทำให้โทวารัมหวาดหวั่นในอกแกร่ง สิ่งใดกันเอเรียอา...สิ่งใดกันที่อยู่ในความนึกคิดของเจ้า...แล้วสิ่งใดกัน ที่จะทำให้ดวงจิตอันคงมั่นของเจ้าเปิดใจรับคู่ชีวิตชั่วนิรันดร์ได้...

“...โทวารัม...”

ชื่อเรียกขานนามเขาเรียกให้มองตามปลายนิ้วเรียวที่ชี้ไปยังเบื้องหน้า ปลายฝุ่นตลบฟุ้งถึงจะเบาบางแต่มิได้เจือจาง ซ้ำร้ายยังหนาแน่นชัดขึ้น โทวารัม

เพ่งสายตานักรบมองสิ่งประหลาดที่เกิด ไม่กี่วินาทีที่ความสะท้านหวั่นจับจิตแล่นไล่พุ่งขึ้นตามสันหลังกว้าง กองทหารกลุ่มใหญ่กำลังขี่ม้าศึกกรีฑาทัพตรงมายังที่เมืองนี้ ! ศาสตราวุธที่สะท้อนประกายแสงมากมายมิใช่การมาดีของมิตรสหายอย่างแน่แท้ !

“เอเรียอา ! เจ้าจงหาที่ซ่อนตัวอยู่ที่นี่ ข้าจะไปบอกทุกคนว่าศัตรูกำลังบุกมา !”

ก่อนที่โทวารัมจะทันได้ขยับตัว หญิงที่เขาปรารถนาจะปกป้องกลับทิ้งตะกร้าสานลงพื้นวิ่งตรงกลับไปยังในเมือง บุรุษหนุ่มรีบคว้าแขนเรียวเล็กมารั้งไว้ออกปากห้ามด้วยความห่วงใยสุดแสน แต่ใบหน้างามล้ำตวัดมองเขาพร้อมดวงตานางที่เปล่งประกายระยับวาว

“เจ้าจะให้ข้าหลบหนีซ่อนกายอยู่เพียงผู้เดียว โดยทอดทิ้งผู้คนเบื้องล่างงั้นรึ ! โทวารัม เจ้าจะให้ข้าเป็นคนหยาบช้าไร้เมตตาไม่ใส่ใจช่วยเหลือเด็กเล็ก ๆ คนชราที่หนีไม่ได้ ได้เพียงแค่รอความตายอยู่ที่นั่นได้รึ !”

โทวารัมมิอาจตอบได้เลยสักคำ ถ้อยคำสูญสลายหายสิ้น เอเรียอาเองก็มิได้อยู่ฟัง นางกระชากแขนกลับคืนก่อนสาวเท้าก้าวยาว ๆ อย่างเร็วที่สุด เร่งรีบที่สุด ปราดเปรียวราวนางกวางป่าเพื่อเข้าไปเตือนภัยแก่ผู้คนในเมืองเกิด มิรอฟังเสียงเรียกทัดทานใดทั้งสิ้น

“เอเรียอา !”


จาก ขุนเขาตรงลงมายังเมืองเบื้องล่างยังต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง จิตใจของทั้งสองจึงร้อนรุ่มนัก เอเรียอารีบเปล่งเสียงก้องตะโกนบอกผู้คนทุกผู้นามที่อยู่ตรงหน้าให้หลบหนี ชาวบ้านต่างตื่นตระหนกต่อข่าวร้ายนี้ สับสน ลนลานดั่งคลื่นไฟที่ลามทุ่งหญ้าแห้ง โทวารัมตรงไปยังกลุ่มนักรบประจำเมืองระดมให้จับอาวุธขึ้นสู้ ทันใดนั้นเองที่เสียงกัมปนาทระเบิดก้องดังราวมีค้อนยักษ์ทุบกำแพงประตูเมือง ท่อนไม้หนาปริร้าวทุกครั้งที่เสียงดังคำรามลั่น
วินาทีนั้นที่ทุกชีวิตในเมืองย้ำชัดอย่างแน่แท้แล้วว่า ข้าศึกบุกเข้ามาแล้ว

‘ปัง !’

ไม่เกินนานที่ประตูไม้บานใหญ่ทานทนไหวได้อีก มันมิได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับการต่อสู้ เหล่าผู้บุกรุกต่างกรูเข้ามาตามประตูเมืองที่แตกหักพังลง พวกมันล้วนแต่งกายต่างถิ่น สวมแผ่นเกราะเหล็กสีเงินสูงค่าเกินกว่าเมืองเล็ก ๆ เมืองหนึ่งจะมีได้ สองมือถืออาวุธและโล่ใหญ่ต่างดาหน้าเข้าสู่ด้านใน เสียงกรีดร้องระงมไปทั่วเมืองที่เคยเงียบสงบเมื่อฝูงปิศาจได้ก้าวเข้ามาใน นี้เสียแล้ว โทวารัมนำพานักรบของเมืองหาญสู้กับศัตรูอย่างองอาจไร้ความหวาดกลัวใด ๆ ก่อเกิดได้บนหัวใจแกร่ง เหล่าชาวเมืองธรรมดาไร้ความสามารถต่อกรใดต่างหลบหนีเท่าที่ทำได้ เอเรียอาอุ้มเด็กน้อยตัวเล็กแนบอกนำพาผู้คนเข้าไปยังในป่าลึก นางจดจำเส้นทางทุกอย่างบนเขาได้เป็นอย่างดีเสมือนลานหลังบ้านเมื่อเติบใหญ่ มากับมัน ในหุบเขาที่อยู่ลึกมีถ้ำใหญ่ใช้สำหรับหลบซ่อนกำบังต่อปิศาจทั้งหลาย

ดาบคมเงาประหนึ่งไร้รอยหมองกวาดสังหารศัตรูต่างถิ่นผู้บุกรุกได้ในดาบเดียว อย่างไม่ให้เสียเวลาใดทั้งสิ้น โทวารัมยังกระชากดาบคู่กายออกจากร่างไร้วิญญาณทันในจังหวะสังหารศัตรูด้าน หลังได้อีกหนึ่ง ความชุลมุนวุ่นวายเริ่มพุ่งทวีสูง จำนวนข้าศึกมากเกินกว่าที่คาดคิดถึงไว้ ถึงจะต้านรับได้หากทว่าคงได้อีกไม่นานนัก นักรบหนุ่มกวาดมองคิดคำนวณด้วยความสงสัย เมืองที่ใช้ม้าศึกออกรบมีอยู่ไม่มากซ้ำยังชำนาญการอย่างผู้เชี่ยวชาญเยี่ยง นี้ เกราะเหล็กครบชุดที่หาได้ยาก...ฝ่ายตรงข้ามหาใช่ธรรมดาแน่แท้ แล้วไยถึงมารุกรานเมืองเล็ก ๆ เช่นเราได้... สิ้นคำคิด คำตอบนั้นก็ได้มาอย่างรวดเร็ว

“อย่ากำจัดชาวเมืองนี้จนหมดสิ้น จงเหลือคนที่เหมาะไปเป็นทาสแก่เมืองเรา คนแก่ไร้ประโยชน์ เด็กเล็กเยาว์วัยเกินนำพาไป กำจัดทิ้งซะ !”

โทวารัมสะท้านไปทั่ว สาบานต่อทวยเทพเบื้องบนด้วยชีพตน มันหาได้เกิดจากความหวาดกลัวอันน่าอดสูใดไม่ ความคั่งแค้นดุจดั่งพายุคลั่งก่อตัวจากเรื่องที่ได้ยินทำให้มือที่กำดาบอยู่ เกร็งแน่นขึง เหล่าพวกต่ำทรามหาทาสไปบำรุงบำเรอคนที่เมืองอื่น ! สารเลวเกินกล่าวนัก ! บุรุษผิวแดงตรงดิ่งพุ่งทะยานเสมือนธนูที่ถูกปล่อยออกจากคันศรยังผู้ที่ออกคำ สั่งโหดร้ายจากปากโสมมของมัน ชายบนหลังรถม้าศึกท่าจะเป็นแม่ทัพของคนพวกนี้ หากกำจัดมันลงได้ทัพคงแตกพ่ายเป็นแน่แท้

“จงตายเสีย เจ้าพวกหยาบช้า !”

เสียงตะโกนก้องประหนึ่งคำตัดสินของศาลสูงเรียกให้บุรุษในชุดเกราะเงินสูงค่า กว่าผู้อื่นตวัดหันมามอง คลื่นผมยาวหยักศกปรกดวงตาเข้มดำมืดดุจเหยี่ยว รูปหน้าหยาบกร้านเหลี่ยมคมเป็นสันเติมแต่งด้วยรอยแผลบางแห่งบนหน้าจนน่าสะ พรึงหวั่นว่าชีวิตบุรุษผู้นี้ผ่านเส้นทางใดมาบ้าง ทว่ายามนั้นหาได้อยู่ในความสนใจใดไม่ต่อผู้หมายมาดปลิดชีพ มันก็แค่สิ่งประดับธรรมดาบนผิวกายเท่านั้น โทวารัมกระโจนทีเดียวถึงตัวผู้ที่อยู่บนม้าศึก คมดาบวาดผ่านอากาศอย่างรวดเร็วเร่งรีบมุ่งตรงยังลำคออย่างกระหายอยาก

‘เคร้ง !’

ไม่น่าเชื่อ ทวยเทพเป็นพยาน...ดาบของมันที่ยังอยู่ในฝักเมื่อครู่กลับถูกชักออกมาในชั่ว พริบตาและตั้งรับได้ทัน ซ้ำสีหน้าผู้ที่ถูกหมายเอาชีวิตยังไร้ซึ่งความตระหนกตกใจใด ๆ รอยยิ้มมุมปากที่มีไรหนวดแข็งขึ้นแซมยิ้มเหยียดนิด ๆ ก่อนสะบัดดาบกลับด้วยมือข้างเดียวส่งผลให้โทวารัมผงะถอยไปหลายก้าว เรี่ยวแรงมากมายเฉกเช่นร่างกายใหญ่โตเสียจริง

“เป็นการจู่โจมที่ไม่เลว รวดเร็วแม่นยำเล็งจุดเป็นตายของผู้อื่น แต่กลับไร้พลังสิ้นดี แค่นี้ไม่อาจทำให้ข้าเรมเกียล์ผู้นี้สิ้นชีพได้หรอก เพื่อเป็นการมอบเกียรติอันด้อยค่าแก่เจ้าที่หาญกล้าถึงเพียงนี้ ข้าจะใช้เพียงดาบสั้นปลิดชีพไร้ค่าให้เอง...จงแจ้งนามเจ้ามา นักรบผมทองผิวกายสีแดงดั่งดิน”

เรมเกียล์ตั้งดาบยาวเพียงครึ่งแขนบุรุษ ปลายมันหักโค้งราวเสี้ยวจันทร์ในยามค่ำ รูปทรงอาวุธช่างดูแปลกตาเกินปกติ ช่างหยามหมิ่นยิ่งยวดต่อความเป็นนักรบนัก โทวารัมยืนนิ่งกระชับดาบตนหมายมั่น ไร้ความกลัวเกรงในแม่ทัพร่างใหญ่ที่ยืนค้ำตระหง่านราวภูผาหินยักษ์สีดำสนิท

“จงจำให้ติดหู นามข้าคือโทวารัม ชายผู้ที่จะบั่นคอเจ้าให้สิ้นซาก !”

กระแสเสียงเปล่งก้องกังวานพร้อมพาร่างนักสู้ของเมืองโถมเข้าหาผู้บุกรุกราวสัตว์ป่าที่หมายกัดกินให้ตายดับดิ้นในคราเดียว


“ฮึก ฮึก..ท่านพ่อท่านแม่อยู่แห่งใด...ข้ากลัวจัง ท่านพี่เอเรียอา ทำไมพวกเขาต้องมาทำลายบ้านเมืองเราด้วย พวกเราจะต้องตายรึไม่ ข้ากลัวเหลือเกิน”

ดรุณีน้อยตัวเล็กจ้อยในวงแขนเรียวร่ำไห้ไม่ยอมหยุด หัวใจดวงเล็กที่เพิ่งผ่านฤดูฝนมาไม่ถึงสิบครั้งมันเต็มไปด้วยความหวาดกลัว วิตกกังวลต่อสิ่งที่เรียกขานว่าชะตาชีวิต มือขาวนวลประคองแก้มอิ่มที่แปดเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตารินไหล ปลายนิ้วปาดเช็ดอย่างแผ่วเบาไร้ซึ่งการรังเกียจเดียดฉันท์ใด เติมเต็มไปด้วยความอ่อนโยนนุ่มนวลในทุกกิริยา

“ไม่เป็นไรหรอก มิราเนริส ยามนี้เหล่านักรบของเรากำลังปกป้องพวกเราอยู่ จะไม่มีอันตรายใด ๆ ทั้งนั้น อีกไม่นานโทวารัมนักรบที่เจ้าชื่นชมจะมารับเจ้ากลับไป”

เด็กตัวจ้อยเริ่มหยุดสะอื้นไห้ ดวงตากลมกะพริบถี่รั้งหยาดน้ำตา มิราเนริสเอื้อมมือเล็กจับแก้มเนียนเอ่ยอ้อนขอในสิ่งที่ปรารถนาท่ามกลางความ เงียบงันหวาดหวั่นสั่นเทาของผู้คนหลายชีวิตในโถงถ้ำมืดครึ้ม

“ข้ากลัวนักท่านพี่เอเรียอา โปรดร้องเพลงให้ข้าฟังได้รึไม่ ข้าชอบเสียงเพลงของท่านที่สุด ได้โปรดเถิดนะ”

เพียงเล็กน้อยที่ความเศร้าผ่านมาบนความงามราวแกะสลัก เอเรียอาปรารถนาอยากมอบให้ตามคำขอของมิราเนริส เพียงแต่หากขับขานลำนำในยามนี้เสียงอาจเล็ดลอดออกไปให้พวกคนหยาบช้าได้ยิน และอาจนำพาภัยอันตรายมาสู่ทุกชีวินในถ้ำแห่งนี้ได้ กระนั้นนางก็ยังเอ่ยคำสัญญาต่อมิราเนริสผู้แสนไร้เดียงสาเกินเข้าใจทุกอย่าง ถ่องแท้

“...ข้าขอโทษอย่างสุดแสนนัก ทันทีที่ได้ออกไป ข้าจะขับลำนำทุกบทที่เจ้าชื่นชอบให้ฟังทุกวัน รออีกสักนิด มิราเนริสที่รัก ข้าให้สัญญาเด็กดีของข้า”

มิราเนริสพยักหน้าเบา ๆ  พลางโอบวงแขนกระชับแน่นขึ้น เอเรียอาภาวนาด้วยหัวใจถึงองค์เทพที่นับถือ ...โปรดปกป้อง พิทักษ์ เหนี่ยวรั้งมิให้สิ่งใดมากล้ำกรายผู้คนที่นี้ได้เถิด ท่านทวยเทพทั้งหลาย

หากแต่ทุกสิ่งนั้นมิได้สมหวังเสมอไป แม้กระทั่งวินาทีสุดท้ายของลมหายใจของใครบางคน คำถามนี้นั้นก่อเกิดเป็นสิ่งที่ติดค้างในอกด้วยความปวดร้าวเกินคณานับ ...ทำไม...ทำไมท่านถึงไม่มา เทพของข้า ทำไมท่านถึงทอดทิ้งพวกข้าที่เคารพนับถือท่านอย่างสุดหัวใจ กราบไหว้นอบน้อมไม่เคยขาด ทำไม...

เพราะเสียงโหวกเหวกโวยวายดังมาจากทางปากถ้ำ เรียกให้ผู้คนในถ้ำสะท้านเฮือก ปิศาจร้ายกำลังจะมา... เอเรียอาหันไปสั่งให้ทุกคนรีบเข้าไปให้ลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้ หากในโถงถ้ำเต็มไปด้วยเด็กเล็ก ผู้ชราสูงวัย สตรีที่ยังมีเรี่ยวแรงต่างช่วยพยุงร่างผอมแห้งดั่งกิ่งไม้อ่อนแอเดินไปยัง ทางรอดที่ลิบหรี่ เหล่าคนอ่อนแอต่างรีบกรูเข้าสู่ด้านใน ชายแก่สะดุดขอบหินล้มลงสู่พื้นหยาบ เอเรียอาพยุงดึงรั้งให้ลุกขึ้น แต่มือยับย่นปัดป้อง

“ทิ้งข้าเถิด พวกเจ้าจงรีบหนีไปเสีย อย่าให้คนแก่ไร้ค่าต้องมาเหนี่ยวรั้งพวกเจ้าให้เหนื่อยแรง จงทิ้งข้าแล้วหนีไป...”
มันช่างเป็นถ้อยคำที่ตัดรอนต่อหนทางรอดที่เสียดหูนัก ทำให้หญิงงามลืมตนตวาดก้องแปรเปลี่ยนกิริยาอ่อนโยนพลัน

“ไม่ ! ข้าไม่มีวันทิ้งใครทั้งนั้น จะต้องไม่มีใครมาตายเพื่อคนหยาบช้าต่างเมืองเด็ดขาด !”

มิราเนริสตรงเข้ามาช่วยดึงอีกแรง เด็กน้อยพยายามอย่างเต็มที่เท่าที่กำลังเล็ก ๆ จะมีได้ เรียกขานชายชราให้พยายามเช่นกัน เอเรียอาตวัดดวงหน้างามปลุกเร้าชายแก่อีกครั้ง

“เห็นไหม แม้แต่เด็กตัวน้อยก็ยังไม่ถอดใจ แล้วท่านที่เป็นผู้ใหญ่กว่าจะมาท้อถอยเพื่อสิ่งใดเล่า ได้โปรดลุกขึ้นเพื่อเขาเถิด”

“ท่านตา พยายามเข้าสิ อย่ายอมแพ้นะ !”

ชายแก่มองนิ่งอยู่ชั่วครู่ ร่างเหี่ยวแห้งผองเกร็งขยับกายเคลื่อนอย่างลำบาก แต่ดวงตาที่ขุ่นมัวมีเปลวไฟแห่งการปรารถนาจะสู้ชีวิตต่อไป ทั้งสองต่างช่วยกันจูงร่างสูงวัยเดินเข้าไปยังด้านในลึกสุดของถ้ำ ท่ามกลางเสียงผู้รุกรานที่คืบคลานใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ


ณ บัดนี้กลางเมืองที่ฝากชีวิตไว้ตั้งแต่เยาว์วัย เติบใหญ่อย่างเต็มอิ่ม แก่ชราอย่างสุขสม หลงเหลือเพียงเศษซากของความพ่ายแพ้ยับเยิน เหล่านักรบต่างล้มตายดั่งเศษใบไม้แห้งโรยรา บ้างก็ถูกจับกลับเป็นเชลยทาส เพียงสิ่งเดียวที่ยังหลงเหลือความหวังในดวงตาของพวกเขา คือนักรบหนุ่มผู้ทะนงองอาจเก่งกล้า ประกายแสงสีทองแห่งความหวังเฮือกสุดท้าย กำลังร่ำดาบปะทะศึกต่อหัวหน้าของอีกฝ่ายอย่างดุเดือด ไม่มีผู้ใดหาญกล้าเข้าไปแทรกการต่อสู้ในครั้งนี้ได้เลยสักคน ลมเย็นโชยพัดผ่านแต่ก็ไม่อาจทำให้เหล่าผู้เฝ้ามองสดชื่นได้ ซ้ำยังร้อนรุ่มหวาดหวั่นไปแทบทั้งร่างกับภาพที่ได้เห็น

ดาบต่อดาบ ร่างต่อร่าง ความแข็งแกร่งต่อความแข็งแกร่ง การต่อสู้ที่ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมพ่ายแพ้ง่าย ๆ ถึงนักรบผิวแดงจะเสียเปรียบที่รูปกายแต่ความว่องไวรวดเร็วทดแทนส่วนขาดได้ เป็นอย่างดี หลายครั้งที่ดาบโค้งวาดผ่านฟาดสัมผัสถูกเพียงเงาของสายลม กระนั้นแล้วรอยยิ้มเหยียดที่ประดับไว้บนใบหน้าเหลี่ยมคมเต็มไปด้วยไรหนวดก็ ยังมิได้ลบเลือนหายไป นัยน์ตาสีเข้มส่องประกายวูบไหวทุกครั้งที่เอาชีวิตฝ่ายตรงข้ามมิได้เสียที คล้ายกับร่ำร้องยินดีที่ได้เต้นรำร่วมกับยมทูตผู้หมายปลิดชีวิตตน...พิกลนัก

หากสุดท้ายสิ่งตัดสินคือระยะทางแห่งเวลาของผู้เริ่มจับอาวุธกรำศึก โทวารัมแม้จะเก่งกล้าเพียงใดก็เป็นได้เพียงแค่เด็กน้อยเริ่มย่างก้าวในสายตา คมดุจเหยี่ยว ดาบเล่มยาวสะบัดกระเด็นจากแรงต้านที่มากมหาศาลลอยไปปักผืนดินเบื้องหลังแน่น โทวารัมชักกริชเล่มเล็กขึ้นแทนแต่ภายในช่วงเวลาถอนลมหายใจออก ร่างกายของนักรบผมสีดำเข้มอ้อมปราดประชิดแผ่นหลังเขาพร้อมโถมร่างทั้งร่าง ที่หนักราวหินผากดทับ เรมเกียล์ทรุดคร่อมยันเข่าทั้งสองกดลงบนมือสองข้างของบุรุษผิวแดงจนมีดหลุด กระเด็น มิให้ต่อต้านได้อีก ไร้ซึ่งเส้นทางหนีรอดแล้วสิ้น

แม่ทัพร่างใหญ่กระชากดึงเปียผมสีทองคำเหนี่ยวรั้งลำคอโทวารัมให้เปิดออก เพื่อจ่อปลายดาบเย็นเยียบดั่งแท่งน้ำแข็งยังลำคออีกฝ่าย เพียงกดลงเล็กน้อยความตายที่เฝ้ารอทอดมองอยู่นานก็จะได้เคลื่อนกายมาเสียที

“น่าเสียดายที่เจ้าเกิดมาช้าเกินไป หากเจ้าได้เรียนรู้ฝีมือมากกว่านี้ คงจะทำให้ข้าสนุกได้นานยิ่งขึ้น เสียดายนัก...ลาก่อนเจ้าหนูน้อย”
แว่วน้ำเสียงนั้นแฝงความเสียดายอย่าง แท้จริงมิใช่แค่คำโกหก แรงกดจากอุ้งมือหนาหยาบกระชับดาบทรงแปลกตากดลำคอบุรุษที่อยู่ใต้ร่างตน สร้างความเจ็บแล่นแปลบจนโทวารัมสีหน้ากระตุกเล็กน้อย แต่กระนั้นก็ไร้คำอ้อนวอนร้องขอชีวิตตนต่อแม่ทัพอีกฝ่าย ศักดิ์ศรีของนักรบที่หล่อหลอมมาปรารถนาจะตายตามไปด้วยกัน มันเป็นสีหน้าที่เรียกให้ปลายดาบคมกดต่อไปอีก เลือดสีแดงข้นหนืดไหลย้อยเชื่องช้าเสมือนดั่งเข็มเวลาบนโลกที่ขยับกายทีละ นิดตามความรู้สึกของผู้ใกล้ตาย

...เอเรียอา...ยอดดวงใจของข้า...ข้าไม่สามารถปกป้องเจ้าได้อีกต่อไปแล้ว มิสามารถคอยเฝ้ารับฟังลำนำจากเจ้าได้อีก มิอาจได้พบเห็นรอยยิ้มของเจ้าได้อีกครา ข้าขอโทษ...เอเรียอา...

“....”

แต่แล้วยมทูตต้องพลาดหวังชักมืออันผอมแห้งที่มีแต่กระดูกถดถอยกลับ เมื่อลูกน้องของเรมเกียล์วิ่งตรงเข้ามาพร้อมตะโกนบอกว่าพบเจอผู้คนที่ซ่อน ตัวหลบอยู่ในถ้ำบนหุบเขาแล้ว เพียงแค่ประโยคเดียวที่เรียกแววตาของโทวารัมเปล่งประกายกร้าว ตวัดหันไปตวาดเสียงดังลั่น ไม่สนว่าบาดแผลตนจะเปิดหนักขึ้นเพราะการกระทำตน

“อย่ายุ่งกับพวกชาวบ้านนะ ! คนเหล่านั้นมีแต่ผู้อ่อนแอหาใช่นักรบเช่นพวกข้า ถ้าพวกเจ้ายังมีศักดิ์ศรีของมนุษย์ เกียรติของนักรบอยู่ จงปล่อยพวกเขาไปซะ !”

เรมเกียล์นิ่งอยู่ชั่วครู่ ฟังถ้อยคำของชีวิตในอุ้งมือตนที่เพียงบีบนิดเดียวก็จนสิ้นทันที กลับถอนปลายดาบคมที่จ่อคอนักรบผมทองออกห่าง โทวารัมหารู้ไม่ว่าคำพูดของตนได้เปลี่ยนความตั้งใจบางอย่างของแม่ทัพแปลก หน้าไปเป็นสิ่งที่เลวร้ายเกินกว่าที่ใครคนหนึ่งจะกระทำขึ้นได้

“ศักดิ์ศรีงั้นรึ...มันก็แค่สิ่งเรียกขานนามธรรมอันไร้ค่าบนโลกใบนี้ สิ่งที่จริงแท้คือพละกำลังในมือต่างหากล่ะเจ้าหนู คนอ่อนแอคือผู้ไร้ค่า คนเข้มแข็งคือผู้ชนะ หากเจ้าต้องการสิ่งที่เรียกว่าเกียรติของนักรบจากข้า มันก็คือการไม่อ่อนข้อ ไม่ไหวหวั่น ไม่แพ้พ่ายให้แก่ศัตรูเด็ดขาด ดังนั้นข้าจะไม่ปล่อยคนพวกนั้นแน่ รวมทั้งคนพวกนี้เช่นกัน...”

ดวงตาคมดุจเหยี่ยวส่องประกายเหี้ยม แสดงความอำมหิตที่แม้แต่โทวารัมก็ยังไม่คิดว่าจะมีผู้ใดหาญกล้าสบตาคู่นี้ ตรง ๆ เขาปลุกปิศาจร้ายจากขุมนรกขึ้นมาเสียแล้ว เรมเกียล์ประกาศกร้าวสั่งทหารตนฆ่าเหล่านักรบที่เหลือรอดให้หมดสิ้น มิมีแม้จะสนต่อสิ่งใดอีกต่อไป ทุกสิ่งเกิดขึ้นต่อหน้าโทวารัมที่กรีดร้องอย่างคลุ้มคลั่ง ดิ้นรนสุดแรงประหนึ่งจะทลายทุกอย่างให้แหลกสลาย หากแต่ร่างที่คร่อมนั่งทับหาได้เขยื้อนแต่อย่างใดไม่ ภาพสหายร่วมรบกรำศึกกันมาเนิ่นนานทยอยล้มนอนจมกองเลือดทีละคนพร้อมดวงวิญญาณ ที่หลุดลอดออกจากร่าง คนสุดท้ายที่เหลือกระอักเลือดเรียกขานชื่อเขาเป็นครั้งสุดท้ายพร้อมสายตา วิงวอนปรารถนาทั้งน้ำตาที่ต้องการจะมีชีวิตอยู่ต่อไป ก่อนที่สายลมจะพัดเปลวไฟสุดท้ายดับมอดมลายสิ้นไปต่อหน้า ต่อดวงตาฟ้าครามที่เบิกโต คำรามกรีดร้อง สบถก้องไม่หยุด

“บัดซบ ! เจ้าสารเลว พวกต่ำช้า ข้าจะฆ่าเจ้า จะฆ่าพวกเจ้าทุกคนให้ตายดับดิ้น สาบานต่อทวยเทพทุกองค์บนโลกา ว่าข้าจะฆ่าพวกเจ้าทุกคนด้วยมือข้าเอง ! ปล่อยข้า ปล่อยข้าาาาาาาา !”

เพียงผู้เดียวที่มิได้หวาดหวั่นต่อคำขู่สาบานของนักรบผิวแดงผู้บ้าคลั่ง เรมเกียล์ยิ่งแสยะยิ้มกว้างมากขึ้น ยิ่งได้เห็นการดิ้นรนสุดแรง ได้เห็นความคั่งแค้นเกินคณานับเท่าที่มนุษย์ผู้หนึ่งจะมีได้ มันทำให้ความตั้งใจบางอย่างของเขาเต้นเร่ามากเสียจนบังเกิดความยินดีปรีดา อย่างบอกกล่าวไม่ได้ ปิศาจร้ายยังคงมีของขวัญมอบให้อีกหนึ่งอย่าง มือหยาบกระชากเปียผมในมือดึงรั้งศีรษะของโทวารัมให้สูงขึ้น ก้มบอกถ้อยคำโหดร้ายข้างหูนักรบคนสุดท้ายแห่งเมืองนี้ด้วยน้ำเสียงหฤหรรษ์ นัก

“...เจ้าจะได้มีโอกาสสูดลมหายใจต่อไปอีกครั้ง ข้าจะให้เจ้าได้ลิ้มรสชาติที่อร่อยลิ้นที่สุด...รสชาติของการที่ต้อง รอดชีวิตเพียงผู้เดียวท่ามกลางกองเลือด เสียงคร่ำครวญของพวกพ้องที่จะร้องเร่าเรียกเจ้าลงนรกไปด้วยกัน จงอยู่อย่างเดียวดายเพียงลำพังบนโลกใบนี้ให้สนุกเถิด เจ้าหนู”

สิ้นคำที่ฉุดความสั่นสะท้านในอกแกร่งให้สับสน ด้ามดาบเล่มหนาเหวี่ยงวาดผ่านอากาศฟาดซัดใส่กลางกระหม่อมของโทวารัมเต็มแรง ทำให้เขาสลบไปในทันทีทันใด เพียงแต่ก่อนเสี้ยวสติที่รางเลือนจะจางหายและดำดิ่งลงสู่ความมืดมิด ภาพอิสตรีที่รักยิ่งของหัวใจฉายผ่านราวแสงสว่างสุดท้ายในความมืด...เอ เรียอา...

“..อา.”

“...”

เรมเกียล์ยกปลายเท้าเขี่ยใบหน้าของร่างที่นอนสลบไร้สติสัมปชัญญะ บาดแผลตรงที่เขาฟาดเต็มแรงเรียกเลือดจำนวนหนึ่งไหลรินตัดเรือนผมทองผ่านผิว กายแดงดั่งดิน เขาหันสั่งลูกน้องใกล้ตัวนำร่างนี้มัดให้แน่นหนาโยนรวมกับข้าวของที่ ปล้นสะดมมาเสียเพื่อนำพากลับสู่เมืองหลวงด้วย มือหยาบปลดชุดเกราะโยนทิ้งกับพื้นฝุ่น เผยเรือนกายกำยำล่ำสันมีมัดกล้ามอันแข็งแกร่งไปแทบทุกอณูดุจดั่งจะปริแตกออก จากกันได้ กระนั้นเอง ผิวกายสีแทนกรำแดดเต็มไปด้วยรอยบาดแผลหลายแห่งพาดผ่าน ทั้งด้านหน้าและแผ่นหลัง เนินอก ทุกตารางนิ้วเต็มไปด้วยร่องรอยของอดีตกาล บางรอยนั้นใหญ่เท่าฝ่ามือชายฉกรรจ์ ทุกสิ่งที่เห็นแสดงได้ถึงเส้นทางที่เขาประสบพบเจอเดินผ่านมา ลูกน้องรีบนำผ้าคลุมยาวที่ทำจากหนังหมีดำเข้มพาดไหล่กว้างทั้งสอง ก่อนแม่ทัพจะออกคำสั่งนำไพร่พลที่เหลือมุ่งสู่ถ้ำบนหุบเขา เพื่อกำจัดทุกชีวิตตามที่ปรารถนา

“หยุดก่อน ท่านเรมเกียล์ !”

สุ้มเสียงแหบพร่าสะกดให้กองทหารหยุดชะงักการเคลื่อนทัพ ผู้ถูกรั้งเหลือบมองไปทางด้านหลังอย่างหน่ายเหนื่อยรำคาญรู้ได้ว่าใครกันที่ กล้ามารั้งเขาไว้ ณ ที่นั่นเองร่างผอมบางสูงวัยที่อดีตเคยสูงใหญ่กำยำแต่พ่ายแพ้ไปตามสังขารยืน นิ่งเงียบ กลางความพินาศของบ้านเมืองผู้อื่นที่ตนมาร่วมทำลาย... ดวงหน้าทรงภูมิเกลี้ยงเกลามีเพียงริ้วรอยเหี่ยวย่นสอดแทรก เหมือนเส้นผมที่เป็นขาวราวปุยเมฆไร้การแปดเปื้อน ผ้าคลุมยาวขาวสะอาดตาขลิบม่วงลงดิ้นเงินทองงามพันรอบเก็บชายเหน็บอย่างดี ทับเสื้อตัวในเนื้อนุ่มสีครีมอ่อน บนหน้าอกเข็มกลัดยึดติดชายผ้าประดับอัญมณีน้ำงามเม็ดโตแสดงถึงสถานะที่มิใช่ เล็กน้อย

“ท่านอีโอลิดิส ลงมาทำไม ในพื้นที่แห่งนี้ยังอันตรายอยู่ ท่านจะอันตรายเสียเปล่า”

น้ำเสียงที่แทรกมาหาได้ห่วงใยตามคำพูดไม่ แล้วผู้ที่ฟังเองก็ทราบได้ถึงการไม่เป็นมิตรต่อเขา แต่การทนดูภาพโหดร้ายทนฟังเสียงกรีดร้องขอชีวิตนั้นมันก็มากเกินพอ

“ท่านคิดจะประหัตประหารผู้คนจนหมดสิ้นเลยงั้นรึ สิ่งที่เราต้องการคือแรงงานทาส การที่ท่านเข่นฆ่าคนทั้งเมืองจนหมด แล้วเราจะหาทาสจากไหนได้เล่า”

“ไม่เห็นเป็นไร เมืองเล็ก ๆ ยังมีอีกมากมาย แค่กรีฑาทัพไปในเวลาไม่นานท่านก็ได้เหล่าทาสมาบำรุงบำเรอแล้ว ไยต้องคิดอะไรมากกับเมืองนี้เมืองเดียว”

เรมเกียล์ยักไหล่หนาไม่ใส่ใจอย่างที่กล่าว ทำให้อีโอลิดิสสะท้านหวั่น ในสายตาคมกล้านั่นทอดมองผู้คนต่างเมืองด้วยความหมายใดกัน ไร้ค่าดั่งแมลงริ้นเหลือบไรเชียวรึ แค่เพียงคิดก็ราวกับมีความเยียบเย็นแล่นตามร่างเหี่ยวย่น แต่เขาก็ยังไม่ยอมล่าถอยไปรออยู่ในรถม้าทำได้แค่เฝ้าดูการตายของมนุษย์อย่าง คนไร้พลังเป็นแน่ อีโอลิดิสไม่ตอบโต้เอ่ยคำใดอีก พาร่างตนเดินมุ่งหน้าขึ้นสู่หุบเขาด้วย โดยไม่สนว่าจะต้องทัดทานคัดค้านจนเสียงแหบแห้งเท่าไรก็ตาม


ขณะ นี้ ความร่มรื่นของขุนเขาถูกทำลายผลักไสจนต้องกระเจิงหายไปกับอากาศ หน้าทางเข้าถ้ำ ทหารนักรบจำนวนหนึ่งยืนคุมเชิงไว้ไม่ให้ใครสักคนเล็ดลอดหนีออกมาได้ พวกเขารีบสำรวมในทันทีที่ได้เห็นแม่ทัพใหญ่ก้าวย่างมา

“ขอรายงานครับ ตอนนี้พวกเราได้กวาดต้อนผู้คนทั้งหมดไปยังสุดถ้ำแล้ว ถ้ำนี้ไม่มีทางออกอื่นอีกนอกจากทางนี้เท่านั้น”

“ดีมาก...เจ้าพวกสิ้นคิดจะตะเกียกตะกายหนีไปที่ไหนพ้น โง่เง่าจริง ๆ กระต่ายยังฉลาดมีมันสมองมากกว่าพวกคนเหล่านี้เสียอีก พวกเจ้าจงเข้าไปใกล้ที่สุดแล้วก่อหินปิดทางซะ อย่าให้มันตัวใดรอดออกมาได้ เอากองฟางมาสุมให้ทั่วให้มากที่สุด”

อีโอลิดิสรีบทัดทานทันที่ที่ได้ยินคำสั่งอันน่าสะพรึง สิ่งที่หลุดออกมาจากปากชายผู้นี้ไม่เคยมีเรื่องล้อเล่นเลยสักครั้ง และแต่ละครั้งที่ชายผู้นี้กระทำก็หาใช่เรื่องดีที่มนุษย์จะพึงมี

“ท่านจะทำอะไรของท่าน เรมเกียล์ !”

“พวกโง่นั่นอยากอยู่ในถ้ำกันไม่ใช่รึ ข้าก็จะให้พวกมันได้ตายในที่ที่ปรารถนา”

รอยยิ้มหยามเหยียดดูถูกฉาบบนใบหน้าเหลี่ยมคม ดวงตานั่นไร้แววในสิ่งใด มันว่างเปล่าราวก้นหลุมลึกแห่งนรกภูมิ อีโอลิดิสข่มความหวาดกลัวที่แล่นจับจิต พยายามทัดทานอย่างสุดกำลังเท่าที่ตัวเขาจะทำได้ แต่นั่นกลับยิ่งเร่งเร้าให้เรมเกียล์ออกคำสั่งจุดไฟเผาชาวเมืองทั้งเป็น !


ชาวเมืองที่น่าสงสารไม่ได้เฉลียวใจเลยสักนิดต่อความตายที่กำลังนั่งหัวเราะ ร่วนใส่พวกเขาอย่างสนุกสนานอยู่ มันกำลังตบมือปรีดาในงานของตนเป็นอย่างยิ่ง งานที่นั่งทอดมองรอเวลานำพาดวงวิญญาณไปยังปรภพ จนเมื่อควันไฟสุมทับหนาขึ้น อากาศหายใจเริ่มเบาบางจางหายเรื่อย ๆ เสียงแตกตื่นก็เริ่มเซ็งแซ่หนาหู สตรีนางหนึ่งวิ่งตรงไปยังทางออกก็ต้องกรีดร้องเมื่อได้เห็นกำแพงหินปิดทับ เสียหมดสิ้น แม้จะพยายามผลักไสดึงดันเช่นไรก็ไม่อาจมีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง หลายคนลงทรุดนั่งร่ำไห้อย่างเสียสติ ไอร้อนจากภายนอกเพิ่มทวีสูงไม่ต่างกับม่านหมอกที่ทึบหนา

“แค็ก ! แค็ก ! ท่านพี่เอเรียอา...ข้าแสบคอหายใจไม่ออก ทรมานเหลือเกิน”

มิราเนริสสำลักควันสีหม่น เช่นเดียวกับผู้คนรอบข้างที่สูดดมมันเข้าไป มือปิดป้องหากมันก็ยังแทรกซึมคืบคลานเข้าหาประหนึ่งรักใคร่มากล้น เอเรียอาประหวั่นพรั่นพรึงรับรู้ถึงชะตากรรมของตนได้ดี ชะตากรรมที่เทพเจ้าทอดทิ้งพวกตนทั้งหมดสิ้นแล้วหันหลังเดินจากไม่ทอดมองคน ที่เคารพรักท่านจากใจ ทำไมกันท่านเทพ...ปากอิ่มสีกุหลาบขบแน่นขึงเจ็บปวดร้าวรานเกินจะทนไหว เจ็บและคับแค้นคั่งใจเหลือกล่าว

“...ไม่เป็นไรมิราเนริส โปรดอย่ากลัวข้าจะขับลำนำให้เจ้าฟัง”

สิ่ง สุดท้ายที่นางสามารถทำได้ แม้นจะทรมานไม่ต่างจากผู้อื่นแต่เทพธิดาก็ยังยิ้มพรายอย่างอ่อนโยนโอบกอด รั้งร่างเยาว์วัยแนบอิงข้างแก้ม ซุกซ่อนความเจ็บปวดทั้งหมดเพื่อขับขานบทเพลงเป็นครั้งสุดท้าย...เพื่อนำทาง ดวงวิญญาณทุกดวง ถึงเทพเจ้าจะทอดทิ้ง ทว่าข้านั้นจะนำพาทุกท่านไปเอง

‘...ร่ำร้องถวิลหา ขับขานบทเพลง อธิษฐานต่อจันทราที่เปล่งแสง...วอนขอต่อดวงดาราอันเจิดจ้า ปัดเป่าความมืดมิดที่ติดตามมา โปรดหยิบยื่นภาพฝันอันงดงามแด่ผองชนผู้อ่อนแอ... สดับรับฟังเสียงอ้อนวอนจากข้า...แม้เพียงเล็กน้อยก็ขอได้อย่าผลักไส โปรดโอบกอดข้าไว้...สู่ท้องนภาชั่วนิจนิรันดร...’

“..แว่วเสียงนี้ มีคนขับบทเพลงอยู่งั้นรึ”

เหล่าทหารนักรบต่างยืนนิ่งเงียบอยู่หน้าปากถ้ำหยุดทุกการกระทำสิ้น เสียงพลิ้วหวานล่องลอยตามอากาศคละเคล้าไปกับสายลมราวกับเป็นหนึ่งเดียวกัน กับทุกสิ่ง สะกดทุกสรรพสิ่งให้นิ่งงัน แม้แต่เรมเกียล์เองก็เช่นกัน วินาทีหนึ่งที่ความหยาบช้าโสมมทั้งมวลบนโลกดูจะมลายหายไปสิ้น และมันก็เป็นสิ่งที่ทำให้อีโอลิดิสหาญกล้าตรงไปประจันหน้ากับยอดแม่ทัพอย่าง ไร้ความกลัวเกรงใด ๆ

“...ท่านเรมเกียล์ ในฐานะหนึ่งในคณะสภา ข้าขอสั่งให้ท่านปลดปล่อยคนเหล่านั้นเสีย”

“ท่านลืมไปรึเปล่า ในเมืองนั้น ท่านมีอำนาจสั่งการข้าได้ก็จริง แต่ที่นี่ ในสนามรบแห่งนี้ ผู้ออกคำสั่งทั้งหมดคือข้าเพียงผู้เดียว อีกอย่างสภาเมืองสั่งให้ท่านตามมาเพื่อเพียงแค่มองดูวิธีการของข้า คนนอกที่ไร้ความสามารถในการศึกจงกลับไปนั่งรออย่างสงบซะ”

สีหน้าแข็งกร้าวไม่ยอมอ่อนลงผ่อนปรนให้ทำบุรุษสูงวัยโกรธขึง แต่กระนั้นเขาก็ยังไม่ท้อถอย เอ่ยคำขออีกครั้งจากผู้เลือดเย็นไร้หัวใจ เรมเกียล์ทอดมองไปยังปากถ้ำครู่หนึ่ง คล้ายตัดสินใจในบางสิ่ง

“...ก็ได้ แต่ข้าจะให้ได้เพียงคนเดียวเท่านั้น ท่านจงเลือกเอา”

มันคือคำตัดสินจากนรกภูมิ หาไม่แล้วมนุษย์ย่อมไม่มีทางคิดได้แน่ อีโอลิดิสไม่เคยต้องหนักใจในการตัดสินใจเช่นนี้มาก่อนในชีวิต การเลือกที่จะสามารถช่วยได้แค่เพียงหนึ่งเดียว และนอกนั้นคือ...

..................

.........

“...ท่านเรมเกียล์”

เรมเกียล์จับจ้องสีหน้าที่ตัดสินใจอย่างเคร่งขึงมันเต็มไปด้วยความรับผิดชอบ ผสมผสานความรู้สึกผิดบาปอย่างยิ่งยวด อีโอลิดิสเงยหน้าสู่ฟ้าเบื้องบนอันสะอาดสว่างสดใส ไม่อยากเชื่อเลยว่าเมื่อก้มลงมองก็จะพบเจอแต่สิ่งโสมมเกินรับได้ ...หากเทพเจ้าเลือกให้ข้าเดินทางเส้นนี้ ข้าก็จะขอร่วมเดินไปอย่างเต็มใจ หนึ่งชีวิตยังดีกว่าไร้สิ่งใดในกำมือ ก่อนผ่อนระบายลมหายใจช้า ๆ แต่หนักแน่น ตอบคำตัดสินชะตาชีวิตทั้งหมด

“ข้าตกลง”


“เจ้าสินะที่เป็นผู้ขับขานบทเพลงเมื่อครู่ จงเอ่ยนามเจ้ามา”

บุรุษร่างใหญ่รูปกายกำยำล่ำสันสวมใส่ผ้าคลุมหนังสัตว์สีดำ นัยน์ตาเข้มคมกล้าดุดัน คงหาใช่คนธรรมดาทั่วไป ทั้งยังรอยแผลตามร่างกายที่มากมายเกินทหารจะมีได้ คงจะเป็นแม่ทัพโฉดของเหล่าคนหยาบช้าสินะ...เอเรียอาพินิจมองอย่างไร้ความ หวาดกลัวสักเศษเสี้ยว นางมีเพียงความแปลกใจเคลือบแคลงสงสัยที่อยู่ดี ๆ กลุ่มทหารเลวได้เข้าไปทลายกำแพงหินนำพาพวกนางออกมายังภายนอก ทั้งที่สุมไฟไว้เพื่อฆ่าทั้งเป็นแท้ ๆ ...เพื่อสิ่งใดกัน

“เอเรียอาคือนามของข้า แล้วนามของเจ้าเล่า ผู้บุกรุก”

เรมเกียล์สบรัตติกาลที่เปล่งประกายแข็งกร้าวราวนักรบชั้นเลิศ มันเรียกรอยยิ้มเหยียดตรงมุมปากหนาเพิ่มขึ้น ช่างต่างจากสายตาของเหล่าชาวเมืองข้างหลังเสียจริง ไร้ความสะท้านหวาดหวั่นเกรงกลัว ไร้ความรู้สึกด้อยค่าต่ำชั้น และมิใช่การเสแสร้งวางท่าโอ้อวดเก่งกล้าแต่อย่างใด ทั้งที่ถูกรายล้อมไปด้วยกองทหารนักรบจำนวนมากก็ยังไม่อาจจะทำให้ขนคิ้วสัก เส้นของหญิงผู้นี้กระตุกได้เลย...น่าสนใจไม่เลว

“ข้าคือเรมเกียล์ แม่ทัพของเหล่านักรบ ยินดีที่ได้รู้จักแม่หญิงคนงาม ข้าไม่คาดคิดเลยสักนิดว่าในเมืองเล็ก ๆ กลางป่าเขาเช่นนี้ จะมีเทพธิดามาซุกซ่อนหลบเร้นกายอยู่ได้ งามยิ่งกว่าสตรีในเมืองคนใดที่ข้าเคยได้พบเห็น อาจจะงดงามกว่าเทพีวีนัสแห่งโรมก็เป็นได้”

เอเรียอามิได้รู้สึกยินดีไปกับถ้อยคำชื่นชมในตัวนางสักนิด เมื่อสิ่งที่ชายตรงหน้าเอ่ยมาได้ขัดกับแววตาสีเข้มลึกอย่างสิ้นเชิง มันไร้ความยินดีหลงใหล แต่กลับประเมินบางสิ่งบางอย่าง คล้ายกับทอดมองสินค้าที่ถูกนำมาจัดวางบนปลายเท้าตน ในสายตาอันดำลึกของคนผู้นี้นั้นมนุษย์ยังคงมีค่าอยู่รึไม่...

“พวกเจ้าต้องการสิ่งใดกัน ทรัพย์สินเงินทอง พืชพันธุ์อาหาร หรือเชลยทาส จงรีบบอกมา”

“ฮึ ฮึ ที่จริงตอนแรกข้าเพียงแค่ต้องการแรงงานสักจำนวนหนึ่ง แต่ตอนนี้นักรบหนุ่มฉกรรจ์ต่างก็ไม่เหลือสิ้น พวกเจ้าเองก็ดูไร้ค่าเกินจะนำพาไปด้วย”

คำตอบที่ได้ยินเปลี่ยนความมั่นคงหนักแน่นของเอเรียอาให้ไหวหวั่น หาใช่ว่าจะหวาดกลัวชะตาชีวิตที่อยู่ในอุ้งมือหยาบ ดวงจิตนางไม่มองคุณค่าของคนตรงหน้าใดเกินกว่าสิ่งน่ารังเกียจหนึ่งสิ่ง เท่านั้น ทว่านักรบหนุ่มฉกรรจ์ที่เอ่ยถึงย่อมรวมทั้งโทวารัมสหายตั้งแต่วัยเด็กเป็น แน่แท้... เจ้าสิ้นชีพแล้วงั้นรึ โทวารัม...แม้ในลมหายใจสุดท้ายอันมีค่าของเจ้า ข้าก็มิได้ทำให้เจ้าสมหวัง ข้าจะตามไปเอ่ยพร่ำคำขอโทษต่อหน้าเจ้าในโลกหน้า หากเจ้าได้มีชีวิตใหม่ จงรักสตรีอื่นที่ดีพร้อมสามารถมอบความสุขแก่เจ้าเสียเถิด

นางนิ่งงันท่ามกลางชาวเมืองที่ต่างส่งเสียงคร่ำครวญโหยไห้ บ้างก้มกราบอ้อนวอนขอต่อชะตาชีวิตตนในฐานะทาส บ้างเกรี้ยวกราดโกรธขึงสบถถ้อยคำต่ำช้าใส่ แต่สุดท้ายก็ไม่มีผู้ใดปรารถนาอยากสิ้นชีพเลยสักคน ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้อยู่ในสายตาของแม่ทัพร่างใหญ่ คงมีเพียงอิสตรีงามล้ำที่โดดเด่นออกมา สบตาอันนิ่งเย็นไร้รอยยิ้มใดบนใบหน้าเทพธิดา มันก็สร้างคำตอบบางอย่างผุดเชื่องช้าในสมอง

เรมเกียล์ตรงเข้ามาประชิดใกล้ร่างอรชรที่ดูบอบบางดั่งเพียงสายลมพัดพาอาจ หลุดลอยปลิวหาย นิ้วยาวหนาหยาบจับอาวุธกรำศึกมามากสัมผัสคางมนเนียนนุ่มเชิดดวงหน้าเอเรียอา ขึ้นมองอย่างจริงจัง

“แต่ดูเหมือนว่า ยังพอจะมีอัญมณีเม็ดงามเลิศเจิดจรัสท่ามกลางกองเศษกรวดทรายอยู่บ้าง”

“ท่านพี่เอเรียอา !”

มิราเนริสกรีดร้องตะโกนอย่างหวาดหวั่น ชายชราดึงรั้งร่างเล็กจ้อยไม่ให้หลุดมือ ในยามนี้การผลีผลามกระทำสิ่งใดไปย่อมไม่สมควรยิ่ง ทหารหาญรายล้อมเต็มไปด้วยอาวุธครบมือ น่ากลัวเกินต่อกร

“จงปล่อยมือเจ้าเสีย อย่าเอาสิ่งสกปรกโสมมที่อาบเลือดเพื่อนมนุษย์ด้วยกันมาสัมผัสตัวข้า หากเจ้าปรารถนาจะเข่นฆ่าก็จงลงดาบผ่านร่างข้าเสียเร็วไว”

ช่างเป็นคำโต้ตอบที่อุกอาจต่างกับรูปกายเสียจริง เรมเกียล์ยิ้มกว้างขึ้นทุกทีที่ได้ยินคำเหล่านั้น วูบหนึ่งที่อยากทำลายสตรีตรงหน้าให้สิ้นซาก อยากฉีกทึ้ง ทิ่มแทงคมมีดเยียบเย็นลงบนผิวกายนุ่มละมุน สดับรับฟังคำกรีดร้องอ้อนวอนขอชีวิตจากปากที่หยิ่งทะนงตนนัก

‘กริ๊ก’

แว่วเสียงกระทบของพลอยหินลอยเข้าโสตประสาทเขาให้ก้มมอง สายร้อยข้อมือข้างซ้ายที่ทำจากเชือกหนังและหินหลากสี พลอยหลากชนิด มันเป็นสิ่งที่ดูขัดกับร่างสูงใหญ่กำยำเป็นที่สุด หากนัยน์ตาคมกล้ากลับมีกระแสอ่อนขึ้นเมื่อได้ทอดมองสายหนังเก่า ๆ นั่น เอเรียอารู้ได้ถึงกระแสพายุเมื่อครู่สงบราบลงเหลือเพียงสายลมแผ่วเบายามที่ แม่ทัพหยาบได้ยินเสียงหินเหล่านั้น ประหนึ่งสัตว์ร้ายที่สงบลง

เรมเกียล์ผละออกห่างจากนาง เดินตรงเข้าไปหาอีโอลิดิสที่ยืนเคร่งเครียดเฝ้ามองอยู่ ทั้งสองพูดคุยกันแค่ไม่กี่ประโยคถ้อยคำ ทว่าสีหน้าที่เครียดขึงสะท้านหวั่นก็ยังฉาบไว้ทุกอณูของบุรุษสูงวัย สุดท้ายอีโอลิดิสจำต้องนิ่งเงียบหลับตาลงไร้คำตอบโต้ใด ๆ ได้อีกต่อไป ร่างชายผมสีปุยเมฆหันมองผู้คนทั้งหมดด้วยดวงตาแสนเศร้าหมองแล้วจึงเดินลับไป

“พานางไป !”

กระแสเสียงทุ้มดังก้องไปทั่วหุบเขา ทหารตรงเข้ามาดึงรั้งฉุดกระชากเอเรียอาไปในทันใด สตรีงามปัดป้องปฏิเสธต่อการกระทำคุกคามของคนหยาบช้า มิราเนริสสะบัดมือหลุดจากการเกาะกุมตรงเข้ามาร่วมช่วยเหลือด้วยสองมือน้อย ๆ เท่าที่จะทำได้ แต่ทหารเลวก็ได้ผลักไสจนร่างเล็ก ๆ ล้มลงไปกับพื้นฝุ่น

“มิราเนริส ! โหดร้ายนัก ทำร้ายได้แม้กระทั่งเด็กตัวเล็ก ๆ จิตใจพวกเจ้าสร้างมาจากสิ่งใดกัน !”

“ในสงครามไม่มีคำว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ มีเพียงผู้พ่ายแพ้กับผู้ชนะเท่านั้น จงจำไว้แม่หญิงงาม”

สิ้นคำ เอเรียอาต้องทรุดฮวบ ความเจ็บจุกอย่างแรงจากหน้าท้องที่เรมเกียล์ชกใส่ทำให้นางหมดสติสลบไสลใน ทันที วงแขนแกร่งรับไว้ไม่ให้ตกลงสัมผัสพื้นก่อนที่จะอุ้มนางไปยังรถม้า พร้อมกับทิ้งคำสั่งจากมารร้ายไว้ คำสั่งที่เรียกเสียงกรีดร้องพุ่งทะยานสูงถึงฟากฟ้าไกล

“กำจัดทุกสิ่งให้สิ้นซาก”


บนรถม้ายามนี้อีโอลิดิสสวดภาวนาต่อเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ที่นับถือ ขอให้ท่านโปรดรับดวงวิญญาณทุกดวง ณ ที่แห่งนี้ยังสรวงสวรรค์ ชายแก่สวดภาวนาไม่หยุดแม้ในตอนที่ร่างใหญ่ก้าวเข้ามา เรมเกียล์โยนสตรีในอ้อมแขนไปยังอีโอลิดิสอย่างไม่ใส่ใจไยดีว่าจะทำให้นาง บาดเจ็บมีรอยแผลหรือไม่

“นางเป็นของท่าน หนึ่งชีวิตที่ท่านต้องการ”

“แต่หาใช่ตามความปรารถนาของข้าไม่ ทุกอย่างเป็นอย่างที่เจ้าตัดสินทั้งสิ้น ไม่ว่าความเป็นหรือความตาย เจ้าเพียงแค่พลิกฝ่ามือเท่านั้น”

แม่ทัพหนุ่มแสยะยิ้มเล็กน้อยก่อนจะตอบผู้ที่มีสีหน้าหวาดหวั่นในตัวเขา ราวเห็นปิศาจร้ายมายืนตรงหน้า สายตาที่คนทั้งหมดเพ่งมองมาทางเขา

“ถูกของท่าน สิ่งนั้นแหละ เป็นสิ่งที่ข้าโปรดปรานที่สุด”

เรมเกียล์เดินไปยังม้าศึกของตน ทิ้งความหนักอึ้งดุจดังภูเขายักษ์ทับถมทุกสิ่งมิให้เงยหน้าขึ้นมาได้ อีโอลิดิสจำต้องฝืนทนต่อความเลวร้ายด้อยค่าไร้อำนาจในที่แห่งนี้ ดวงตาเหี่ยวย่นทอดมองเอเรียอาที่สลบไสลไม่ได้สติบนตัวรถ มือที่มีริ้วรอยเอื้อมไปลูบไล้ศีรษะแผ่วเบา ความสงสารเวทนาเกาะกุมกัดกินจิตใจเขาอย่างรุนแรง เมื่อใดที่นางได้ลืมตาตื่นมาความทรมานที่เฝ้ารอนั่งคอยอยู่นั้นคงจะกระโจน พุ่งเข้าจู่โจมนางให้ตายทั้งที่ยังมีลมหายใจ ชายชราไม่รู้เลยว่ายังมีอีกหนึ่งที่รอดจากเงื้อมมือยมทูต จึงเศร้าสร้อยในอกเกินจะกล่าว...

...น่าสงสารนัก สตรีผู้เหลือรอดเพียงผู้เดียวของเมืองที่สูญสลาย ข้าขอสัญญาต่อทวยเทพ จะให้เจ้าได้มีชีวิตอย่างสมบูรณ์พูนสุขเท่าที่ชายแก่ผู้นี้จะทำให้ได้ แต่...เจ้านั้นจะสามารถทานทนต่อความเจ็บแค้นทรมานดั่งเปลวเพลิงที่ซัดสาดเผา ผลาญร่างได้รึไม่ สวรรค์เท่านั้นที่ทราบชะตาของทุกสิ่ง



2

เหมันต์ ผันผ่าน ฤดูกาลแปรเปลี่ยน ทุกสิ่งยังเคลื่อนคล้อยกายตามกระแสธารแห่งกาลเวลา ไร้การฝ่าฝืนใด เป็นไปตามความปรารถนาของเอน-ลิล หากแต่ดวงจิตนั้นยังคงมั่น...ไปชั่วกาล

แสงตะวันทแยงสูงเสียดฟ้าเปล่งแสงแรงกล้ามาสู่เบื้องล่าง สายลมหอบพากลิ่นไอทะเลปะปนมาตามอากาศ มองผ่านประตูเมืองทางเข้าจะมองเห็นได้ยังผู้คนมากมายหลากหลายวัยสวมใส่ อาภรณ์ผืนผ้ายาวหลากสีห่มคลุมกายพันตามขอบชายผ้า เดินไปมาตามท้องถนนที่ทำจากหินใหญ่เรียงรายวางรองรับ ตัดเป็นถนนใหญ่กว้างขวางเหมาะแก่การสัญจรผ่านได้ ขนาบข้างด้วยบ้านเรือนเรียงรายวางผังอย่างเป็นระเบียบตามสถาปัตยกรรมที่ สร้างขึ้นโรมันผู้ปกครอง ทั้งโรงมหรสพ โรงอาบน้ำสาธารณะ วิหารทรงสี่เหลี่ยมมีเสาหินรายล้อมของเทพเจ้า แม้กระทั่งโคลอสเซียมที่ลอกเลียนแบบมาแต่มีขนาดย่อลงเล็กกว่า

ถ้ามองจากมุมสูงก็จะเห็นถึงการจัดวางแผนผังที่มีระเบียบ มีทางเดินกว้างขวางเป็นถนนสายหลักเป็นใจกลาง แบ่งอาคารบ้านเรือนเป็นสองฝั่ง สร้างน้ำพุเล็ก ๆ ตามมุมถนนเพื่อให้ใช้สอย เป็นผังเมืองที่สมบูรณ์สมแก่การที่เป็นเมืองขึ้นของโรมันมาช้านาน ยิ่งเน้นย้ำความยิ่งใหญ่ของจักวรรดินี้เสียจนข่มทุกชีวิตที่เพิ่งได้เข้ามา พบเจอทันที ท่ามกลางเสียงพูดคุยไต่ถามลอยไปทั่วแทบทุกพื้นที่ กลิ่นหอมของขนมปัง กลิ่นหวานขององุ่นใช้หมักไวน์ กลิ่นขนแกะที่นำมาถักทอผ้า กลิ่นหอมของเครื่องเทศ คลุกเคล้าไปแทบทุกอณูของสายลม มันเป็นดั่งเช่นทุกวันที่ได้ลืมตามาพบเจอ

“สวัสดี เป็นอย่างไรบ้างรึท่านอีโอลิดิส”

อีโอลิดิสหยุดเดินเหลียวมองยังผู้ที่เรียกนามตน เพโตอุสหนึ่งในคณะสภา ผู้ที่ดำรงตำแหน่งเท่าเทียมเขาส่งยิ้มทักทายพลางเดินตรงเข้ามาหา การประชุมที่จบลงไปทำให้หลายฝ่ายเคร่งเครียดแต่ก็ยังไม่สามารถทำให้เพโตอุ สผู้ร่าเริงนี้จะไร้รอยยิ้มได้

“ครั้งนี้ท่านมิไปชมการนำทัพของแม่ทัพเรมเกียล์อีกรึ เห็นว่าจะออกเดินทางในไม่อีกกี่วันข้างหน้านี้แล้ว เก่งกาจองอาจสมเป็นแม่ทัพอันดับหนึ่ง คำชื่นชมยังไม่สร่างซาก็เตรียมรับคำใหม่อีกครั้ง”

“หากผู้ใดปรารถนาก็เชิญเถิด แต่ข้าไม่ต้องการเห็นนรกอีกแล้ว...เพียงแค่ครั้งเดียวก็เกินพอ”

เพโตอุสยกมือลูบคางตนอย่างพอจะเข้าใจ อีโอลิดิสดูนิ่งเงียบเคร่งขรึมเพิ่มขึ้นนับตั้งแต่กลับมา แม้จะผ่านไปร่วมสามเดือน ชายสูงวัยก็ยังคงเก็บตัวอยู่แต่ในบ้านหรือไม่ก็ไปวิหารเทพเพื่อสวดภาวนา หากวันนี้ไม่ได้มีประกาศจากทางสภาเงาร่างของเขาก็คงไม่มีทางได้เห็นว่าให้มา ร่วมประชุมที่โฟรุม1นี้

“วันนี้ข้ามีเรื่องอยากพูดคุยกับท่านเล็กน้อย ที่นี่คงไม่ค่อยสะดวก ข้าว่าไปที่บ้านท่านจะดีกว่า”

“เรื่องใดรึ ?”

“เกี่ยวกับไดรอาส”

เพียงแค่ชื่อนี้ทำให้อีโอลิดิสเปลี่ยนสีหน้า ทั้งคู่มองหน้ากันเล็กน้อยก่อนจะรีบเดินออกไปขึ้นรถม้าโดยเร็ว จากโฟรัมทางใต้ไม่นานนัก ผ่านอาคารบ้านเรือน ผ่านแหล่งชุมชน จนมาถึงบ้านส่วนตัวหลังใหญ่ที่ตั้งตระหง่านตามอย่างคนมีฐานะสูง ลานบ้านกว้างเจาะเพดานกลางแจ้งเพื่อรองรับน้ำฝน ตกแต่งด้วยประติมากรรมชั้นเลิศลงสีสันงดงาม ท้ายบ้านเป็นลานกว้าง ทันทีที่เจ้าบ้านมาถึงเหล่าข้ารับใช้ต่างเข้ามาต้อนรับนายตน

“ข้ามีเรื่องสำคัญต้องสนทนากับท่านเพโตอุสในห้องทำงาน จงอย่าให้ใครเข้าไปรบกวน”

อีโอลิดิสนำทางเพื่อนตนเข้าไปยังห้องทำงานด้านในสุดด้วยความรวดเร็ว สภาพของห้องทำงานส่วนตัวที่ไม่มีใครกล้าเข้ามาเหยียบย่างนอกจากเวลาทำความ สะอาด โดยเฉพาะกองเอกสารบนกระดาษสีหม่นม้วนเป็นระเบียบจัดวางเป็นหมวดหมู่ชิดข้าง กำแพงหินที่ตกแต่งจิตรกรรมฝาผนังเป็นสีสัน ไม่มีใครกล้าแตะต้อง

“มีเรื่องใดว่ามาเพโตอุส”

เพโตอุสละสายตาจากหินสีน้ำเงินเข้มที่ตั้งวางบนโต๊ะเป็นของประดับ สีหน้าว้าวุ่นกังวลใจของอีกฝ่ายทำให้เขาต้องรีบเข้าเรื่องที่ตนเก็บเอาไว้

“ข้าได้ยินมาว่าไดรอาสกำลังตกลงกับแลพิทัส ลุงของเขาถึงเรื่องเอเรียอาหลานของท่าน ท่าว่าเจ้านั่นคงปรารถนาเร่งรัดให้เรื่องเสร็จโดยเร็วไวที่สุด”

อีโอลิดิสนิ่งเงียบกริบ สังหรณ์ที่หวั่นใจเป็นจริงในที่สุด แลพิทัสเป็นถึงรองหัวหน้าในสภาที่ถูกเลือกจากไคอุส หัวหน้าสภาเมืองนี้ที่ได้รับการแต่งตั้งจากโรมันโดยตรงอีกที ทำให้แลพิทัสใหญ่โตสำคัญกว่าเขามากมายยิ่งนัก การจะทัดทานคัดค้านไม่ยกเอเรียอาให้คงจะเป็นเรื่องที่มิอาจทำได้แน่ ไดรอาสหลานชายแลพิทัสเป็นผู้ที่ใครต่อใครก็ล่วงรู้ถึงนิสัยที่พิสมัยในหญิง งามไม่มีหยุด ทั้งยังรูปกายองอาจหล่อเหลาเรือนผมดั่งทองคำสุกปลั่ง นัยน์ตาเขียวอร่ามไม่แพ้มรกตงาม รูปงามประหนึ่งเทพพีบัสแห่งโรมันหรืออพอลโลแห่งกรีกจึงยิ่งทะนงถือตนนัก ชายผู้พรั่งพร้อมทั้งรูปทรัพย์และฐานะ กระแสเล่าลือในเรื่องที่อีโอลิดิสนำญาติห่าง ๆ มารับเลี้ยงดูคงไม่น่าสนใจสะดุดยังหูของไดรอาส หากว่าไม่มีใครเอ่ยไปถึงความงามของนาง

ชายสูงวัยรู้ดีถึงรูปหน้าหวานล้ำ โครงร่างที่เล็กละมุนบอบบางอรชรแต่เต็มอิ่มดุจดั่งกิ่งไม้อ่อนต้องลม รัตติกาลบนเส้นผม มุกดำในดวงตา เค้าโครงหน้าเรือนกายที่แตกต่างโดยสิ้นมิมีความเหมือนผู้คนเมืองใหญ่ย่อม เป็นจุดสนใจแน่ชัดว่าเชื้อสายของนางเป็นที่สงสัยกล่าวขานถึง จนเกิดถ้อยคำล่ำลือออกไปเฉกเช่นเปลวไฟลามทุ่งหญ้าแห้ง

...ผิวขาวผ่องประดุจงาช้างนวลเนียนชวนสัมผัสยิ่งกว่าสตรีอียิปต์ บอบบางอรชรยั่วเย้าในทุกกิริยากว่าสตรีโรมัน งดงามเปล่งประกายดั่งดวงจันทราทอแสงยามค่ำเกินกว่าสตรีเปอร์เซีย ไม่แปลกแท้ที่จะมีแขกมาเยี่ยมเยือนยังบ้านของเขาเพื่อที่จะได้เห็นยลโฉม อิสตรีที่หลายคนขานถึง คาดผิดที่นำพานางไปเปิดหูเปิดตากลางตลาดเสียจริง..

อีโอลิดิสพยายามมิให้ใครได้พบปะเอเรียอาอย่างชัดเจน สาบานต่อมหาเทพผู้ยิ่งยงมันมิใช่เพราะความคิดหึงหวงต่ำช้า หากเพียงแค่ต้องการปกป้องหญิงผู้น่าสงสารนี้ไม่ให้ตกไปอยู่ในวังวนแห่งตัณหา อันเลวร้าย ที่อาจะต้องกลายไปเป็นหนึ่งในภรรยาของใครบางคน มันช่างเป็นความโชคร้ายจากการมาโดยเยือนมิได้รับเชิญของไดรอาส บังเอิญประจวบกับเป็นวันพักผ่อนอิริยาบถของอีโอลิดิส ความบังเอิญเสมือนเป็นของขวัญจากปิศาจร้ายแห่งชะตากรรมรึไร...

‘...เสียงลมแผ่วเบา กระซิบใกล้เย้ายวน ผืนดินอ่อนหวาน กระซิบขานนุ่มนวล ทอดกายพักผ่อนหลับตาลงกลางผืนฟ้า... นักเดินทางผู้หาญกล้าโปรดมอบกายสู่มือเรา เชื่อมั่นในทุกสิ่งอย่าลังเลและหวั่นไหว ทางเดินอันแสนไกลนับพันที่ผ่านมา จงเอนกายอันเหนื่อยล้า นอนหนุนบนโลกา หลับตาอย่างผ่อนคลาย...’

เอเรียอาขับขานบทเพลงตามที่อีโอลิดิสปรารถนากลางลานพักผ่อนใต้แสงตะวันที่ เล็ดลอดลงมาตามช่องด้านบน แว่วเสียงเพลงอันอ่อนหวาน รูปกายที่น่าต้องตาประหนึ่งเทพธิดาจำแลงทำให้ไดรอาสยืนนิ่งงันราวต้องมนต์ สะกดของทวยเทพ บทเพลงสวรรค์คงเป็นเช่นนี้เอง... อีโอลิดิสหันมาพบเห็นผู้มาเยี่ยมเยือนอย่างไม่ได้รับเชิญถึงกับสะท้านวาบไป ทั้งกาย แก้วเหล้าในมือร่วงหล่นสู่พื้นส่งเสียงก้องเรียกสติสตรีที่ขับขานลำนำให้ ชะงักงัน

“...ท่านไดรอาส...ทำไมอยู่ ๆ ท่านถึงได้มาเยือนบ้านข้าได้”

“...เอ่อ...คือ...ข้า...”

เหมือนแม้ถ้อยคำยังเลือนหายตายจากอนุสติที่สมบูรณ์เฉียบแหลม ไดรอาสมิอาจละสายตาตนไปจากดวงหน้าหวานล้ำที่สบสายตาเขาด้วยความนิ่งเงียบ เยือกเย็น บุรุษหนุ่มแทบลืมตนแก้มคมสันแดงระเรื่อจากความร้อนรุ่มในดวงจิต มันกู่ก้องเรียกร้องขู่คำรามว่าปรารถนาในหญิงงดงามเบื้องหน้านี้อย่างหา ที่สุดจะหยุดยั้งได้ ทุกสิ่งนั้นอีโอลิดิสรับรู้ได้ชัดจนต้องเอ่ยปากสั่งให้หลานสาวที่รับมาดูแล ลุกไปจากที่นี่ พ้นสายตาที่ประหนึ่งสัตว์ป่าหมายปองเหยื่อโอชะ

“เอเรียอา เจ้าเข้าไปยังด้านในก่อน หากไม่มีคำเรียกจากข้าจงอย่าได้ออกมา”

ไดรอาสรีบหลุดปากค้านแต่ไม่ทันในอากัปกิริยาของเอเรียอาที่ค้อมกายคำนับก่อน เดินลับหายไปยังด้านในพร้อมนางรับใช้ เหลือเพียงสายตาที่จับตามดุจเงาดำที่ติดตัวและความปรารถนาในตัวนางอย่าง มุ่งหมายมาดมั่น

“ท่านอีโอลิดิส โปรดยกนางให้กับข้าเถิด”

เอ่ยปากขอตรงไปตรงมาทันทีที่ได้เปิดปากพูดคุย ไดรอาสให้คำมั่นสัญญาอย่างชัดแจ้งนักว่าจะดูแลจัดพิธีต้อนรับอันยิ่งใหญ่สม เกียรติไม่ให้นางต้องอับอายขายหน้าได้อย่างเด็ดขาด ทั้งที่เขามีทั้งภรรยาและสตรีหลายนางในอาณัติอยู่แล้ว แน่ว่าประโยคเดียวที่ผู้เป็นเจ้าของสถานที่ได้เอ่ยออกไปคือ...คำปฏิเสธอย่าง เด่นชัด


“การปฏิเสธของท่านคงทำให้ไดรอาสเสียหน้าโกรธแค้นผูกใจเจ็บมิใช่น้อย ถึงขนาดขอร้องให้ลุงมาช่วยขนาดนี้”

“ข้าไม่มีวันยอมให้เอเรียอาต้องไปตกอยู่ในขุมนรกเช่นนั้นแน่ ข้าได้กล่าวคำสาบานปณิธานกับตนเองไว้ตั้งแต่วันที่รับเลี้ยงดูนางว่าจะให้ นางพบเจอแต่สิ่งดี ๆ ชั่วชีวิต”

เพโตอุสผ่อนลมหายใจอย่างหนักอก เขาเองก็เอ็นดูรักใคร่เอเรียอาดั่งญาติสนิทมิตรสหายคนหนึ่ง เมื่อล่วงรู้เรื่องหนักอกนี้จากปากอีโอดิลิสก็สนับสนุนห้ามปรามร่วมด้วยเช่น กัน มิอยากให้ชายต่ำทรามเช่นไดรอาสได้นางไปให้ชีวิตนางต้องมัวหมอง

“...ความจริงเรื่องนี้อาจมีทางออก...ช่างเป็นเรื่องบังเอิญนัก ทว่ามันขึ้นอยู่กับว่าท่านจะยินยอมรึไม่”

“สิ่งใดรึเพโตอุส หากมันไม่ทำให้นางต้องมัวหมองถูกหยามเหยียดข้าก็พร้อมที่จะทำตาม”


สายลมยังคงหอบกลิ่นของเมืองอบอวลคละคลุ้งเป็นระยะ หากแต่คนที่ใช้ชีวิตตั้งแต่กำเนิดมาในเมืองนี้คล้ายกับชาชินไปเสียแล้ว เพโตอุสเดินไปตามท้องถนนที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คนเฉกเช่นทุกวัน แต่หัวใจเขานั้นกลับหนักอึ้งเสมือนก้อนเนื้อในอกแปรสภาพเป็นหินหนึ่งก้อน ยังคงติดตราตรึงประหนึ่งตะปูดอกใหญ่ แววตา สีหน้าอันตกตะลึงในสิ่งที่ได้ยินจากปากเขา ราวผู้นำสาส์นจากนรกมาเยี่ยมเยือนปรากฏกายถึงบ้านก็มิปาน

เพโตอุสถอนหายใจระบายความหนักอึ้งอีกครั้ง ขอสาบานด้วยความสัตย์จริงต่อทวยเทพทั้งมวลในใต้หล้า เขาไม่เคยคิดร้ายใด ๆ ทั้งสิ้นต่ออีโอลิดิสและเอเรียอาเลยสักน้อย แม้แต่ปลายก้อยก็มิคิดถึง หากแต่เส้นทางสุดท้ายที่เหลืออยู่นั้นอาจเป็นเรื่องโหดร้ายเกินกว่าที่ เพื่อนเขาจะทานทนรับไหว ชายผู้มีจิตใจดีเช่นนั้นมีหรือจะสามารถกระทำได้ การผลักไสชีวิตหนึ่งชีวิตสู่หนทางมืดมิดนิจนิรันดร์

“...ทำไมวันนี้มีคนมากมายเกินปกตินะ”

ดวงตายับย่นขมวดคิ้วสงสัยที่การสัญจรดูจะลำบากกว่าทุกครั้ง พอเงยมองไปยังด้านหน้า อาคารหลังใหญ่มหึมาโดดเด่นเป็นสง่ากลางแจ้งก็ทำให้เขาหายแปลกใจ วันนี้มีการแสดงที่โคลอสเซียมนี่เอง หนึ่งในแหล่งบันเทิงชั้นนำของเมืองที่ถูกปกครองโดยโรมันนี้ มันถูกสร้างอย่างงดงามวิจิตร ที่คัดลอกอิงมาจากโรงมหรสพของกรีก แต่ถึงจะหรูหราเพียงใดก็ไม่ต่างจากสิ่งจอมปลอม ภายในอาบเลือดและความโหดร้ายของมนุษย์ด้วยกัน มันคือเบื้องหลังหน้ากากของหญิงงามผู้มีแต่ความเน่าเฟะ ใช้น้ำมันหอมเพื่อกลบกลิ่นเน่าเหม็นสะอิดสะเอียน ละม้ายเทวีวีนัสที่งดงามแต่เหี้ยมโหดอย่างน่าสะพรึงกลัว

“อ้าว...สวัสดีท่านเพโตอุส ไม่ได้พบกันเสียนาน มาชมทาสในวันนี้ด้วยรึ”

เพโตอุสยิ้มทักตอบคนรู้จักที่พบเจอโดยบังเอิญ พวกคนมีฐานะที่ชอบสนับสนุนทางการเงินให้นักการเมืองหน้าใหม่ คนเหล่านี้พยายามตีสนิทกับทุกคนในสภาไปทั่ว ไม่แปลกที่เพโตอุสจะจดจำไม่ได้ว่าผู้ที่อยู่เบื้องหน้านั้นมีนามว่าอะไร

“ตอนนี้ข้ามาชมทาสนักสู้คนหนึ่ง ท่านเชื่อไหมว่าเมื่อสามเดือนก่อน หมอนั่นยังเป็นแค่หางแถว เป็นทาสเป็นเชลยที่ถูกจับมาจากต่างเมือง ใครต่อใครก็คิดว่าต้องตายในตั้งแต่สนามแรก คงถูกสิงโตขย้ำตายในเวลาไม่กี่นาที แต่แล้วตอนนี้กลับกลายมาเป็นนักสู้อันดับต้น ๆ ของสนามนี้แทน ถ้าท่านได้เห็นฝีมือของเขาท่านต้องทึ่งแน่ ๆ”

ชายแปลกหน้าในความทรงจำของเพโตอุสยังคงเอ่ยไม่หยุดชื่นชมในตัวนักสู้หน้า ใหม่ เขาพยายามหาทางเลี่ยงต่อการถูกรั้งให้อยู่ฟังในสิ่งที่ไม่ชอบเลยสักนิดเดียว

ด้านในของตัวอาคารสูงทรงรีรูปไข่ รายล้อมไปด้วยสถาปัตยกรรมที่บรรจงสรรสร้างมาเพื่อความสนุกของผู้คนในเมือง เพื่อมาเชยชมการเข่นฆ่าของมนุษย์... ส่วนลึกสุดด้านในของเขาวงกตที่คดเคี้ยวไปมา ข้างใต้นั่นมีห้องหลายห้องไว้บรรจุคนได้ร่วมหลายสิบ มันก่อสร้างอย่างหยาบ ๆ จากกำแพงอิฐสีหม่นแต่แกร่งแข็งต่างจากสภาพ ชายฉกรรจ์หลากหลายคนต่างนั่งร่วมกันอยู่ในนั้นบ้างยืนพิงรั้วเหล็กทอดมองไป ยังสนามทรายเบื้องหน้าด้วยดวงตาที่มีแต่ความเหนื่อยล้าตรากตรำผ่านทุกสิ่งมา เนิ่นนานเกินวัย ร่างกายพวกเขาต่างมีร่องรอยของบาดแผล ชุดเกราะหยาบก็ทรุดโทรมไม่แพ้ใบหน้าที่ต้องแสงตะวันผ่านรั้วเหล็ก พวกเขาคือ ทาสนักสู้ที่พลีชีพเพื่อผู้ชมนับหมื่นคนให้มีความสุขกับการได้เห็นเลือดสี แดงข้นสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนไปทั่วสนามนี้ เลือดที่มีสีเดียวกันจากสิ่งมีชีวิตรูปลักษณ์คล้ายกันแท้ ๆ

อีกช่องทางของฟากที่อยู่ตรงข้าม สิงโตร่างใหญ่สี่ตัวสะบัดหางแกว่งไปมาท่าทางงุ่นง่านเฝ้ารอเวลาที่ประตูกรง เหล็กเปิดออก นัยน์ตาสัตว์ป่าวาววับมีเพียงความปรารถนาจะฝังคมเขี้ยวลงบนลำคออุ่น ๆ เช่นทุกครั้งที่ได้ดื่มกินเลือดสัตว์สองขามานับไม่ถ้วน

ท่ามกลางหมู่คนที่ไม่รู้ชะตาตนในอนาคตว่าจะเป็นเช่นไร เชลยทาสหนุ่มวัยเพิ่งเติบโตได้ไม่กี่ฤดูกาลทรุดขดตัวสั่นเทาตรงมุมลึกด้านใน สวดภาวนาต่อเทพที่เคารพเพื่อนำทางรอดให้เขาหลุดไปจากความโหดร้ายนี้ เสียงเฮลั่นจากด้านนอกแสดงถึงเวลามรณะที่เคลื่อนกายกระชั้นชิดใกล้เข้ามา ทำให้ยิ่งถอยตัวกระเถิบหนีชิดติดผนังมากขึ้นจนชนกับร่างที่นั่งอยู่ในสุด

“...อะ”

ต้องกลั้นหายใจไปชั่วขณะหนึ่ง ความเย็นเยียบยะเยือกไหวไล่ตามไขสันหลังจนสั่นสะท้านพรั่งพรึง ยิ่งกว่าวันที่ตนถูกนำพามาเป็นทาสเสีย เพียงได้เห็นบุรุษหนึ่งสวมหน้ากากเหล็กบดบังทั้งใบหน้านั่งเงียบกริบ ไร้แววความมีชีวิตของมนุษย์ทั่วไป กอดอกพิงกำแพงอิฐ ผิวกายมีรอยแผลหลายแห่งแดงเข้มจัดกลืนหายไปกับเงามืด นอกจากทองคำสั้นไร้ระเบียบที่โผล่พ้นส่วนยึดของโครงหน้ากากเหล็กกับสีขาว ขุ่นของเขี้ยวสัตว์ มันร้อยเรียงเป็นสร้อยคอถึงสองเส้น ทาสใหม่ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อคนที่ไร้ชีวิตเปิดเปลือกตาตัวเองขึ้นมา ฟากฟ้า...ท้องฟ้าของฤดูหนาวฉายในความมืดมิดเบื้องหน้า เขาคิดเช่นนั้นทันทีที่ได้เห็นดวงตาคู่นั้น มันไม่ต่างจากสีฟ้าจากธาราที่แข็งตัวเย็นเฉียบจนไม่อาจจะสัมผัสได้ด้วย มือเปล่า ว่างเปล่าแต่เหน็บหนาวจับขั้วหัวใจ

“เฮ้ย ! เจ้าหนู ทำบ้าอะไรวะ อยากตายเร็วเรอะ !”

ทาสร่างใหญ่คนหนึ่งตรงเข้ามากระชากร่างเขาออกมาจากมุมมืดนั่น เพราะถูกแสงตะวันโลมไล้ร่างในทันทีรึไร ถึงได้รู้สึกอุ่นวาบราวกับเพิ่งเดินออกมาจากโถงถ้ำน้ำแข็งยักษ์กะทันหันปาน ฉะนี้

“แกเพิ่งมาใหม่ใช่ไหม อย่าไปยุ่มย่ามกับเจ้าตัวอันตรายนั่นจะดีที่สุด”

“ทำไมล่ะขอรับ เขาก็เป็นเหมือนพวกเราไม่ใช่รึ”

สีหน้างุนงงของเขาเรียกท่าทางแปลกประหลาดจากชายร่างใหญ่ที่ไม่รู้สักนิดถึง เรื่องล่ำลือในหมู่ทาสด้วยกัน มันผสานความหวาดผวาหวาดกลัวในผู้ที่อยู่มุมมืดนั่น แม้เสียงเล่าก็ยังแฝงความสั่นไหว

“ถ้ายังอยากรอดจงออกห่างให้ไกลที่สุดจากเจ้านั่นเสีย มันต่างกันโดยสิ้นเชิงต่อสิ่งอื่นใด มันหาใช่มนุษย์แล้ว”

เสียงพูดคุยตอบโต้ผะแผ่วมาเป็นระยะ ทว่าผู้ที่นั่งอยู่ในมุมลึกไม่ขยับเขยื้อนเคลื่อนกายตนเลยสักนิด มิมีความสนใจในสิ่งใดรอบกาย มีเพียงสายตาที่ทอดมองเงามืดตรงหน้า มีเพียงสิ่งนี้เท่านั้นที่เป็นดั่งมิตรสหายแสนดีอยู่เคียงข้างนอกนั้นคือ ความหนาวเย็น วูบหนึ่งที่มายาภาพของสตรีอันเป็นที่รักยิ่งในดวงจิต แย้มยิ้มหวานละมุนให้แก่ตน มันกระตุ้นสูบฉีดหัวใจที่เต้นแผ่วเบาให้ดังกึกก้องอีกครั้ง ใช่...สิ่งเดียวที่เขายังคงหลงเหลือ หน้าที่เดียวที่ต้องสานต่อ เพื่อผู้จากไปทุกนาม เพื่อดวงวิญญาณที่ดับสูญ

“...ไม่ต้องห่วง...ทุกคน ข้าจะไม่ทำให้พวกท่านต้องผิดหวัง”

บุรุษแห่งหน้ากากเหล็กผู้ทิ้งนามเดิมว่าโทวารัม หากยังยึดติดมั่นต่อความเป็นนักรบคนสุดท้ายของเมืองที่ล่มสลาย บุรุษผู้แบกรับความคั่งแค้นรุนแรงคุกกรุ่นแน่นอกประหนึ่งภูเขาไฟที่พร้อมจะ ระเบิดออกทุกลมหายใจ มือแกร่งกระชับดาบข้างกายแน่นเมื่อสัญญาณแห่งการต่อสู้อีกคราเริ่มขึ้น รั้วเหล็กเปิดออกกว้าง แววตาแข็งกร้าวมุ่งไปสู่ความปรารถนาสูงสุด

ศีรษะผู้นำของเมืองนี้จะต้องตกลงสู่พื้น หยาดโลหิตสีแดงข้นต้องหลั่งรินรดแทบเท้าเขา ! ร่างไร้วิญญาณของแม่ทัพหยาบช้าจะต้องคุกกายคำนับหน้าซากเมืองของเขาเพื่อทุก ดวงวิญญาณที่จากไป ! บัดนั้นเขาจึงจะสามารถไปหาทุกคนได้อย่างแท้จริง


ประตูไม้ส่งเสียงกังวานเล็กน้อยบอกให้ทราบถึงการมีคนมาเคาะเรียกผู้ที่อยู่ ข้างใน ข้ารับใช้หญิงนางหนึ่งเปิดบานไม้ช้า ๆ เรียกนามสตรีเจ้าของห้องที่กำลังปักลายบนผ้าผืนใหญ่งามแผ่วเบา แสงตะวันทออ่อนสาดส่องเข้ามายังด้านในห้องกว้าง ใต้วงแสงนั่นมือเรียวหยุดอิริยาบถเงยดวงหน้าหวานมองผู้ที่เข้ามา หากสังเกตสักนิดจักพบว่าความงามนี้ไร้รอยยิ้ม ไร้ประกายใดเปล่งแสงในมุกดำโดยสิ้น งดงามจับตาแต่เยือกเย็นดั่งรูปปั้นที่ถูกแกะสลักทิ้งไว้ตามวิหารใหญ่อัน รกร้างว่างเปล่า งามซึ้งอย่างโศกเศร้าคือคำกล่าวเพื่อนางในยามนี้อย่างแท้จริง

“นายท่านเรียกท่านเอเรียอาพบที่ห้องทำงานเจ้าค่ะ”

เอเรียอานิ่งอยู่ชั่วครู่แปลกใจเล็กน้อยแต่ยอมวางมือจากงานก่อนลุกตามข้ารับใช้ไปยังห้องทำงานของอีโอลิดิสอย่างมิมีอิดออดใด
ภายใน ห้องทำงานร่างแก่ชราผอมสูงยืนหันมองไปยังนอกบานหน้าต่างซุกซ่อนสีหน้า เคร่งขรึมกังวลที่มันคุกรุ่นแน่นอกในยามนี้ อีโอลิดิสหันมาหาสตรีที่ยืนรออยู่ เพียงแค่เห็นสีหน้าของชายสูงวัยนางเอ่ยอย่างราบเรียบแต่ชัดเจนในทุกถ้อยคำ

“เรื่องของข้ามีสิ่งใดที่รบกวนท่านรึไม่ หากเกี่ยวพันต่อตัวท่านโปรดตัดสินตามใจปรารถนาเถิด จงอย่าให้สตรีนางเดียวผู้ด้อยค่าทำให้ใครต่อใครต้องบาดหมาง”

“...เจ้าช่างเป็นสตรีที่เฉลียวฉลาดงดงามสมบูรณ์พร้อมจริง ข้ายังไม่ได้เอ่ยเรื่องใดออกมาเจ้าก็สามารถล่วงรู้ทุกสิ่ง แต่เพียงหนึ่งที่เจ้าคาดคิดผิด”
อีโอลิดิสเอื้อมมือผอมแห้งจับไหล่มนเบามือ แววตาแสนอ่อนโยนเกินจะหาคำกล่าวออกมาเป็นถ้อยคำใด ๆ ได้เทียบเท่าความรู้สึกที่เขามีให้

“เจ้ามิใช่ผู้ด้อยค่าแต่อย่างใด...กลับกันเสียด้วยซ้ำไปเพราะเจ้ามีคุณค่าสำหรับข้ามากนัก เอเรียอา”

ผู้รับฟังนิ่งเงียบบางส่วนในใจอยากรับความอบอุ่นอ่อนโยนดุจดั่งน้ำทิพย์กลาง ผืนดินแห้งผาก แต่หากโซ่ทมิฬเส้นหนาหนักเย็นจับจิตใจได้รัดตรึงพันธนาการนางไว้ แน่นหนาประหนึ่งให้หักทลายได้ทั้งเป็น มายาภาพเลวร้ายยังคงติดแน่นยึดตรึงอยู่ในทุกส่วนของลมหายใจ นางทอดทิ้งผู้คนทั้งเมืองอย่างสตรีที่น่ารังเกียจที่สุด ทอดทิ้งพวกเขาเสมือนเทพที่พวกเขาบูชาเคารพ น่าเดียดฉันท์สุดขั้วหัวใจ แม่ทัพหยาบช้าต่ำทรามตนนั้นหาได้เข่นฆ่าเพียงแค่ชาวเมืองไม่...มันได้ ประหัตประหารฆ่ารอยยิ้มของนางไปพร้อมด้วยเช่นกัน นับตั้งแต่วันที่ลืมตาตื่น เอเรียอามิอาจจะมีรอยแย้มยิ้มก่อเกิดใดได้อีก มิอาจสร้างเสียงหัวเราะใดด้วยหัวใจอันใสสะอาด เพียงการขับขานลำนำก็ยังทุกข์ทนในอกเสมือนมีดแหลมคมพุ่งกรีดทิ่มแทงทำร้าย ดวงจิตที่เหลือจนแหลกสลายยับเยิน ดวงจิตที่กลายเป็นเศษซากสิ้นเสีย

หลายต่อหลายครั้งหลากหลายคราที่เสียงคร่ำครวญของชาวเมือง ถ้อยค่ำร่ำไห้เปล่งขานดังข้างหู ร่างอาบเลือดโทรมกายไขว่คว้ายึดเกาะติดตามเนื้อตัวเกี่ยวกระหวัดรัดแน่นหนา สายตาตัดพ้อเต็มไปด้วยเลือดสีแดงข้นไหลริน แม้แต่มือเล็ก ๆ ของมิราเนริสยังโอบรอบคอพร้อมถ้อยคำเรียกขานชื่อนางไปยังปรภพด้วยกัน สารจากนรกที่บั่นทอนเอเรียอาทุกค่ำคืนให้ลืมตาตื่นหากไม่อาจมีน้ำตารินไหล คำว่าตายทั้งยังมีชีวิตนั้นก็มิอาจเทียบทันได้จริง ๆ  ฝันจากนรกที่ทวงถามความยุติธรรมก่นด่าสาปแช่งผู้รอดชีวิตเพียงผู้เดียวให้ ตายตกตามกัน

อีโอลิดิสมองเห็นความหมองเศร้าที่ซ่อนเร้นในดวงตาเย็นเยือก แม้ผ่านไปนานหลายเดือนกาลเวลาก็ไม่อาจลบเลือนความเศร้าสลดที่เกาะกุมนางได้ ไม่ว่าจะมีอาภรณ์ล้ำค่า อัญมณีเม็ดงาม อาหารรสเลิศโอชา หรือสิ่งอื่นใดก็ไม่อาจเรียกรอยยิ้มให้หวนคืนบนดวงหน้าเทพธิดา ราวนกที่โผบินลับสุดฟากฟ้าไม่หวนคืนกลับมา ไม่ต่างจากที่เขาคาดคิดเลยสักน้อย อาจจะร้ายแรงยิ่งกว่านั้นด้วยซ้ำ วินาทีแรกที่ล่วงรู้ว่าตนยังคงมีลมหายใจเพียงหนึ่งเดียว เอเรียอาก็ปรารถนาดับชีวิตตนในเร็วไวเพื่อไปอยู่ร่วมกับชาวเมืองทุกคนในอีก หนึ่งภพ แม้ไร้น้ำตาไร้การร่ำไห้ สงบนิ่งดุจรับได้ ทว่าคำตอบในแววตานั้นคือสิ่งเดียว ปฏิเสธทุกสิ่งที่จะยื้อชีวินให้มีต่อไป...แน่ว่าชายสูงวัยทัดทานคัดค้านอ้อน วอขอเท่าใดก็แค่ถ้อยคำจากสายลมอ่อนแรง จนกระทั่ง...เพียงหนึ่งประโยคที่เขาเอ่ยไปในวันที่ร่างกายนางอิดโรยอย่างถึง ที่สุด

‘...หากเจ้าติดตามพวกเขาไป แสงตะวัน จันทรา ความสุขอื่นใดที่ผู้คนเหล่านั้นสมควรได้รับ ก็จะมลายหายไปสิ้นอย่างแท้จริง เมื่อไร้คนดำรงอยู่แทน คุณค่าพวกเขาจะเลือนหายไปอย่างแท้จริงเช่นกัน...’

คงเป็นสัญญาณที่ดี แม้นจะไร้คำตอบจากร่างที่นอนนิ่ง หากหลังจากวันนั้นนางยินยอมรับน้ำดื่มเข้าปากเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ลืมตามา อีโอลิดิสตอบรับความปรารถนาที่จะมีชีวิตอยู่อีกครั้งด้วยการเฝ้าดูแลป้อน อาหารน้ำดื่มด้วยตนเอง นับจากวันนั้นฐานะของสตรีแปลกหน้าในบ้านหลังนี้คือญาติคนหนึ่งของเจ้าของ บ้าน คนรับใช้มากมายต่างไม่มีใครปริปากทักถามในสิ่งใด กระทำเพียงคอยดูแลหญิงงามผู้นี้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

“หนึ่งสิ่งที่ข้าควรกระทำ คือการตอบแทนบุญคุณอันสูงยิ่งของท่าน แม้ชั่วชีวิตนี้อาจใช้ไม่หมดสิ้นแต่ข้าก็จะพยายาม หากในวันนั้นไม่ได้ถ้อยคำเตือนสติของท่าน ข้าคงไม่อาจยืนอยู่ใต้ผืนฟ้านี้ได้อีก”

เอเรียอาก้มลมคุกเข่าคำนับแทบพื้นทำให้อีโอลิดิสต้องรีบลงไปรั้งร่างนางให้ ลุกยืน นัยน์ตาคู่งามช้อนมองใบหน้าเหี่ยวย่นมีริ้วรอยตามวัย มันมองลึกไปถึงภายในจิตใจของเขา ราวทะลุทุกความคิดอ่านดั่งการเปิดหนังสือเล่มหนา

“เอเรียอา...ข้าไม่ได้ปรารถนาที่จะกระทำในเรื่องใด นอกเสียจากจะให้เจ้าได้ใช้ชีวิตอันสมบูรณ์พูนสุขไปชั่วนิรันดร นับตั้งแต่ข้าได้เลี้ยงดูเจ้ามา หัวใจข้าก็รักเจ้าดั่งบุตรีคนหนึ่ง หากแต่ยามนี้สองมือเหี่ยวย่นไร้ค่าของข้ามิอาจจะปกป้องเจ้าได้อีกต่อไป เหมือนเช่นที่เคยเกิดขึ้นในประเทศของเจ้า ...ข้าโทษตัวเองสาปแช่งความอ่อนแอด้อยค่าของตนมาตลอด ข้าตั้งมั่นจะเลี้ยงดูเจ้าให้มีความสุขได้สมรสกับชายที่เจ้ารัก เพื่อผู้คนที่จากไป เพื่อตัวเจ้า แต่...”

ลำคออีโอลิดิสแห้งผาก กลืนน้ำลายอย่างยากเย็นในสิ่งที่ต้องเอ่ยออกมา แต่หัวใจนั้นร้อนรุ่มดั่งเปลวเพลิงกองใหญ่เผาไหม้ข้างใน ไยโชคชะตาเช่นนี้ไม่จบสิ้นเสียที หนึ่งครั้งก็มากเกินพอแล้ว

“ไดรอาสกำลังให้แลพิทัสลุงของเขามาสู่ขอเจ้า ข้าไม่อาจปฏิเสธคำของเขาได้ มีวิธีการเดียวที่จะตัดหนทางของพวกเขา...คือการที่เจ้าไปเป็นบาทบริจาริกา ต่อเทพเจ้า...”

ชายแก่กล้ำกลืนอย่างปวดร้าว การเป็นบาทบริจาริกาเทพย่อมหมายถึงการครองตัวเป็นสตรีเพียงหนึ่งของเทพชั่ว กาลปาวสาน ย่อมหมายถึงการไม่สามารถพบรักทอดมองชายอื่นใดได้อีก ไม่สามารถมีหัวใจมอบให้ใครได้เป็นครั้งที่สอง จะไม่มีวันรู้จักความสุขของอิสตรีที่ได้อยู่ในอ้อมกอดของชายที่รัก อีโอลิดิสรู้สึกเหมือนตนยื่นนางเข้าสู่คุกอันหนาวเย็น

สตรีที่มีสิทธิ์เป็นบาทบริจาริกาเทพได้ หาใช่สามัญทั่วไป ต้องเป็นสตรีเพียบพร้อมงดงามเปล่งปลั่งสมบูรณ์ในทุก ๆ ด้าน ทั้งความงามของรูปกาย กิริยามารยาทอันอ่อนหวานและความบริสุทธิ์ดุจดั่งดอกไม้ที่เพิ่งแย้มกายผลิ บาน ทั้งสามคือกฎหลักของการถวายตัวให้ทวยเทพ ซึ่งเขาคิดว่าเอเรียอานั้นครบถ้วนสมบูรณ์อย่างยิ่ง

เอเรียอานิ่งเงียบทอดมองร่างสั่นเทาอย่างทรมานในอก นางมิได้ตื่นตระหนกตกใจในสิ่งที่เพิ่งรับรู้ มิได้โศกเศร้าเสียใจต่ออิสรภาพที่จะถูกลิดรอน มิได้ปราบปลื้มปีติยินดีที่ได้รับใช้ทวยเทพ มีเพียงหัวใจอันเยือกเย็นที่สงบนิ่งต่อทุกสิ่ง... นับตั้งแต่วันที่สูญสิ้นเมืองเกิด ตั้งแต่วันที่ถูกผลักไสสู่ขุมนรกในจิตใจ ความรู้สึกอื่นใดไม่ก่อเกิดขึ้นอีกเลยในเรือนร่างงดงามนี้ นอกจากความหมองเศร้าต่อการที่ต้องมีชีวิตดำรงอยู่เพื่อผู้คนที่นางทอดทิ้งมา มันก่อเกิดหินผาอันเยียบเย็นดั่งภูเขาน้ำแข็งที่ตั้งตระหง่านในอกเล็ก ๆ

รับรู้ได้อีกหนึ่งในส่วนลึกของดวงจิต นางไร้สิ้นต่อการเคารพทวยเทพทั้งหมดเสียแล้ว ไร้สิ้นความศรัทธานับถือใด ๆ ต่อสรวงสวรรค์ได้อีก หากการได้เป็นบาทบริจาริกานั้นกลับเสมือนเรื่องชวนหัวให้ขบขัน หญิงที่ไร้ความรู้สึกต่อเทพเจ้าได้กลายมาเป็นข้ารับใช้เทพ ช่างน่าตลกเสียจริง

“หากเจ้าไม่ปรารถนา ก็ไม่ต้องกังวล ข้าจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้เจ้ารอดพ้นจากคนต่ำช้าเหล่านั้น”

ต้องการที่จะปกป้องนางอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะต้องต่อสู้กับใครก็ตาม เพื่อสตรีที่เก็บมาเลี้ยงเท่านั้น... ดั่งหยาดน้ำที่ไหลรินรดบนหัวใจให้มันชุ่มชื้นขึ้น แล้วนางจะทำให้คนที่ดีเช่นนี้ต้องประสบพบเจอเคราะห์ร้ายได้รึ นางไม่ปรารถนาให้ใครมาปกป้องอีก จะยืนหยัดสู้กับทุกสิ่งด้วยตนเอง

“ข้ายินดีที่จะเป็นบาทบริจาริกาอย่างเต็มใจ”

อีโอลิดิสเม้มปากแน่นขึง คำตอบที่อ่อนโยนไร้ความหมองขุ่นเคืองตัดพ้อใดกลับกระทำให้ความรู้สึกผิดของ เขามันทวีทบสูงดุจขุนเขาอันไกลลิบขอบฟ้า อีโอลิดิสลืมตนโอบกอดร่างตรงหน้าไว้ในวงแขนเหี่ยวย่นที่ไร้ความสามารถอย่าง สั่นเทา พร่ำเพียงคำขอโทษไม่รู้จักจบสิ้น เอเรียอาทอดสายตามองเพดานที่วาดลวดลายวิจิตร ริมฝีปากสวยสดขยับช้า ๆ เอ่ยลำนำเพลงอ่อนหวานออกมาจากลำคอระหง สองมือกอดตอบร่างแก่ชราแผ่วเบา ราวกับซึมซับทุกสิ่ง ปลอบประโลมผู้เจ็บปวดรวดร้าวให้บรรเทาเบาบาง

สายลมพัดผ่านโชยหอบลำนำอันแสนหวานพลิ้วไหวลอยล่องราวปุยเมฆที่บินสูงเสียด ฟ้า ต้นเสียงนั้นมาจากห้องทำงานของชายสูงวัยที่มีหัวใจดวงเล็ก ๆ แต่งดงามเกินค่ากว่าอัญมณีเม็ดไหนจะรังสรรค์ ภายในเมืองใหญ่อันสับสนวุ่นวายไม่มีวันจบสิ้นแห่งนี้

--------
ติดตามเรื่องราวต่อไปได้ในรูปแบบรูปเล่ม "พันภพ" โดย PDI.Lori ค่ะ


Additional information