|
ตัวอย่างเนื้อเรื่อง : ลิขิตรักมนตราใจ |
|
 |
ลิขิตรักมนตราใจ
ผู้แต่ง ศรีสุรางค์
ราคา 189 บาท
จำนวนหน้า 288 หน้า
ISBN 978-974–8458-57-1
|
บทนำ
ท่ามกลางความมืดของห้วงมิติไร้กาลเวลา ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นนิรันดร์ เครื่องทอผ้าโบราณทั้งสามทำงานอย่างไม่หยุดหย่อน ถักทอผ้าผืนยาวจำนวนสามผืนล้วนลวดลายวิจิตรยิ่ง ชายผ้าทอดยาวลงไปในพื้นสีดำ
ผู้เฝ้าเครื่องทอละสายตาจากผืนผ้าคลายความล้าของสายตาจากนั้นจึงกลับมามอง ต่อ นัยน์ตาสีเทาลึกขยายกว้างยามเห็นเส้นด้ายสีสดแปลกแยกจากเส้นอื่น ๆ แทรกเข้ามาในลายผ้าของนาง
“เจ้าปล่อยด้ายอนาคตมาที่ฝั่งข้าได้อย่างไรกัน ?” ปลายเล็บยาวของผู้พบด้ายสีประหลาดชี้ไปยังจุดนั้นให้อีกคนชะโงกหน้าดู
“อา...” คนคุมด้ายอนาคตคราง
“ดึงออกสิ” คนที่สามแนะนำ หากยังไม่มีใครขยับตัว กระแสเสียงหวานปานระฆังก็ดังกังวานเสมือนมีลำโพงฝังอยู่รอบทิศ
“ได้โปรด อย่าเพิ่งดึงออก”
ช่างทอผ้าทั้งสามขมวดคิ้วพร้อมกัน
“ทำไมเล่า ?” ผู้พบเห็นจุดผิดพลาดรายแรกเอ่ยถาม
“ท่านไม่คิดหรือว่าจะได้มีเรื่องสนุกให้เราได้ต่อรองกันแล้ว” เสียงลึกลับชักชวน
“อา...อะไรล่ะ ?”
“พวกท่านว่าเจ้าของด้ายเส้นนี้จักเลือกสิ่งใด ระหว่างผ้าของท่านกับของนาง”
คนฟังทั้งสามเข้าใจในทันที พวกนางหันหน้าเข้าปรึกษากันสักพักหนึ่งจึงหันมาตอบผู้ไม่ยอมเผยตัว
“ผืนนั้น” ผู้เฝ้าเครื่องทอผ้าตอบพร้อมกัน และชี้ไปยังผ้าอันประกอบด้วยด้ายสีสันสดใส
“ดีจริง...งั้นข้าขอเลือกผ้าผืนเก่า ๆ นี้ ข้อตกลงระหว่างเราคืออะไรดี ?” ผ้าสีซีดปรากฏแสงเรืองขึ้นวูบราวกับมีคนเอานิ้วมาแตะตรงบริเวณนั้น
“ใบหน้างามงดของท่านกับพรจากพวกข้าหนึ่งข้อเหมาะสมดีหรือไม่ ?” หนึ่งในสามเสนอ
“ตกลงใบหน้าของข้ากับพรจากพวกท่าน ยุติธรรมดีแท้” เสียงใสลากยาว หากส่วนท้ายประโยคค่อยแผ่วเบาเรื่อย ๆ
“นางไปแล้ว” ที่เหลือพึมพำเมื่อไม่สามารถสัมผัสถึงกระแสพลังงานของอีกฝ่าย
“นางยังเป็นเทพธิดาที่เล่นสนุกเช่นเคย” คำบ่นตามด้วยเสียงถอนหายใจ
“เจ้าเองก็ขี้บ่นเช่นเคย หาได้สมกับรูปลักษณ์ไม่” ปลายเล็บแหลมลากไปตามเส้นด้ายสีสะดุดตา จู่ ๆ นางก็ชะงักแล้วพึมพำด้วยความพิศวง
“อา...มนต์โอดิน ?”
สองคนพลอยชะงักตาม ก่อนจะประสานเสียงถาม “หมายความเช่นไร ?”
“เจ้าต้องถามเขาเอง ข้าไม่รู้หรอก” คนจับรำพึง สายตาครุ่นคิด
คริสต์ศักราช 793 เมืองนอร์ทัมเบรีย1 เส้นสายสีขาวนับร้อยเส้นปรากฏวูบวาบตามกลุ่มเมฆหนาครึ้ม ตามมาด้วยเสียงฟ้าคำรามกึกก้องแม้แผ่นดินยังสะเทือน กระแสลมพัดแรงจนไม้ใหญ่ไหวเอน คลื่นทะเลปั่นป่วน คลุ้มคลั่ง มันม้วนขึ้นสูงก่อนจะทิ้งตัวกระแทกหาดอย่างรุนแรง ฝุ่นจากพื้นดินปลิวฟุ้งไปทั่วบริเวณที่ตกอยู่ภายใต้เมฆฝน
ด้านในโบสถ์สีขาวระงมไปด้วยเสียงสวดภาวนาถึงพระผู้เป็นเจ้า เปลวเทียนไหววูบตามแรงลมที่เล็ดลอดเข้ามาตามรอยแยกของหน้าต่างและประตู เทียนบางเล่มริบหรี่จนเกือบจะดับ ตรงหน้าแท่นบูชาเหล่านักบวชนั่งคุกเข่าตัวสั่นงันงก ไม่ผิดกับชาวบ้านที่เข้ามาขอแหล่งหลบภัยธรรมชาติ
“พระผู้เป็นเจ้า โปรดช่วยพวกเราให้รอดพ้นนิมิตเลวร้ายซึ่งมาจากทางเหนือด้วยเถิด”
แม้พวกเขาจะสวดมนต์ วิงวอนให้ผ่านพ้นสถานการณ์อันตรายในอนาคตอันใกล้ด้วยสวัสดิภาพสักพันครั้ง ทุกคนต่างก็ตระหนักกันดีว่า สาส์นคำเตือนถูกส่งลงมาจากสวรรค์แล้ว สิ่งที่ถูกลิขิตมา ผู้ใดก็มิสามารถขัดขืนได้
นักรบเถื่อนจากทางเหนือจะเข้ามาแผ่อิทธิพลและครอบครองดินแดนพวกเขา นักรบผู้มีร่างกายสูงใหญ่ แต่งกายด้วยเสื้อขนสัตว์ เรือนผมดกหนาสีทอง สองมือกวัดแกว่งขวานใหญ่พร้อมกับฝีมือในการรบซึ่งหาผู้ทัดทานได้ยากยิ่ง นักรบที่มาพร้อมกับเรือมังกร...
บทที่ 1
จันทร์เพ็ญหนึ่ง... เปลวไฟหนึ่ง... ผู้รับหนึ่ง... ผู้ทรงอำนาจหนึ่ง... มนตราหนึ่ง...
ภายใน ห้องนอนกว้างใหญ่ หญิงสาวบนเตียงนอนพลิกตัวกระสับกระส่าย มือบางจิกผ้านวมแน่น บีบแล้วคลายอย่างอึดอัด เปลือกตากระตุกระริก บอกว่าเจ้าตัวกำลังเข้าสู่ภาวะหลับใหลช่วงที่สมองกำลังสร้างความฝัน กลิ่นอายความเศร้าแผ่กระจายไปทั่วศาลาวัด เด็กหญิงผมยาวยืนมองผู้คนชุดดำขึ้นบันไดหินเป็นแถวด้วยดวงตาเลื่อนลอย ภายในเวลาไม่กี่วันครอบครัวแสนอบอุ่นที่ใคร ๆ ก็อิจฉากลายเป็นเพียงแค่ความทรงจำ แขกเหรื่อพากันสงสารเด็กน้อยซึ่งเหลือเพียงตัวคนเดียวพร้อมกับมรดก
“หนูภาไปกับลุงนะ ไปวางดอกไม้จันทน์ให้คุณพ่อคุณแม่กันนะคะ” บิดาเพื่อนสนิทกล่าวชวน
เด็กน้อยเงยมองแล้วพยักหน้า ส่งมือเล็กให้คนตัวโตจับจูงขึ้นเมรุ สองร่างยืนอยู่หน้าโลงสีขาว เขาวางดอกไม้ก่อนพร้อมบอกกล่าวผู้ตาย ไปสบายเถอะนะ... ไม่ต้องห่วงเรื่องหนูภา ฉันสาบานตรงนี้ว่าจะดูแลเขาให้ดี เหมือนกับลูกสาวคนหนึ่งทีเดียว
“หนูภาเข้าไปดูข้างในไหมคะ ?” หนุ่มใหญ่ก้มลงคุกเข่าถาม หากเด็กหญิงเอาแต่พยักหน้าเหมือนเคย
หลังจากนั้นไม่นานนักโลงศพสองโลงก็ถูกส่งไปด้านหลังอันเป็นเตาเผาขนาดใหญ่ ทันทีที่เด็กหนุ่มผู้ดูแลการเผาศพจุดไฟ เปลวสีส้มก็ลุกไหม้ตามขอบโลงไม้ ความร้อนมากมายทะลักผ่านช่องเหล็ก ทว่าเด็กน้อยกลับยืนนิ่งไม่สะทกสะท้าน สองตาจับจ้องเปลวไฟลุกโชน...
ลุก...
เพลิงเจิดจ้าแต่งแต้มท้องฟ้าเสียแดงฉานไม่ผิดกับการเอาเลือดไประบายบนนั้น เสียงผู้หญิงกรีดร้องผสานเข้ากับเสียงศาสตราวุธกระทบกันดังอื้ออึง ร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะสวมหมวกเหล็กปกป้องศีรษะหลายคนเงื้อง่าขวานใหญ่ในมือ ฟาดฟันกับศัตรู
หนึ่งในหมู่คนที่กำลังรบรากันอย่างดุเดือดยืนโดดเด่นสะดุดตา รอบข้างกายใหญ่โตเป็นศพมนุษย์ที่เขาเพิ่งจะสังหาร ปลายผมสีเงินหลุดออกมานอกหมวกเหล็กปลิวไสวล้อแสงไฟ เสื้อคลุมขนสัตว์เปื้อนรอยโลหิตเป็นหย่อม ๆ ส่วนอาวุธคู่กายในสองมือนั้นย้อมเลือดเสียแดงฉาน หากเมื่อนักรบผู้นั้นเบือนหน้ามาให้เห็นได้เต็มตา
น่าประหลาด... แก้วตาสีฟ้าสว่างในเงามืดกลับอบอุ่นอย่างไม่น่าเชื่อ ร่างสูงกำยำย่างสามขุมเข้ามาใกล้ ลมหายใจออกจากจมูกโด่งกลายเป็นกลุ่มควัน มือใหญ่ข้างหนึ่งทิ้งขวาน ยื่นออกมาตรงหน้าไขว่คว้าเหมือนต้องการจะสัมผัสอะไรสักอย่างหนึ่ง แต่...
จู่ ๆ เสียงแหลมของอะไรบางอย่างก็ส่งเสียงร้องดังลั่น จนภาพเหตุการณ์เบื้องหน้าสั่นสะเทือนเหมือนวงคลื่นที่เกิดจากก้อนหินกระทบ ผิวน้ำ ร่าง บนที่นอนกระเด้งตัวมานั่งกะพริบตาปริบ ๆ จากนั้นจึงยกมือเสยปอยผมออกจากใบหน้า หันไปมองที่มาของเสียงแหลม ๆ ซึ่งปลุกเธอตื่นจากฝัน ไม่ ได้ฝันถึงงานศพมานานเท่าไหร่แล้วนะ ช่วงแรก ๆ ที่บิดามารดาเสีย เธอก็ผวาตื่นกลางดึกทุกคืนพร้อมร้องไห้ น้ำตาที่ไม่เคยไหลยามอยู่ในงานศพกลับไหลง่ายดายตั้งแต่กลับมานอนบ้านเดิม แล้ว...มันเกี่ยวอะไรกับผู้ชายคนนั้น... คิ้วเรียวขมวดน้อย ๆ
คิดไม่ทันจบเสียงที่ปลุกให้ตื่นก็แผดขึ้นมาคำรบใหม่
ใครเนี่ย ! คิดพลางควานหาโทรศัพท์ขึ้นมารับสาย
“เจ๊ ! นี่มันเก้าโมงเช้าแล้วนะยะ อยู่ไหนแล้ว ?”
นัยน์ตาเรียวบนดวงหน้าหวานซึ้งเปิดขึ้นใหม่ “นัดกันสิบโมงใช่ไหม ?” กรอกเสียงแหบเครือซึ่งอธิบายได้ว่าเจ้าของเสียงคงจะต้องยังอยู่บนเตียงที่ บ้าน
“ใช่ย่ะ ! เพิ่งตื่นทั้งปีนะยะหล่อน ดีนะที่พีชมีพรายกระซิบให้ลองโทร. มาหาก่อน แล้วก็พอดีเลย”
“เดี๋ยวจะรีบนะ อย่างด่วนจี๋” หญิงสาวเอาใจสหายสนิท
“ไม่ต้องรีบขนาดนั้นก็ได้ ขืนหกล้มในห้องน้ำก็บาปพีชอีก เจอกันสิบโมงครึ่งที่เดิมก็แล้วกันนะจะขับรถไปรับ” ปลายสายเอ่ยกระเซ้า เรียกรอยยิ้มบาง ๆ ผุดขึ้นอย่างไม่ยากเย็น
“อือ...ขอบใจจ้ะ พีชใจดีที่สุดในโลกเลย” เธอมองนาฬิกาหัวเตียงคำนวณเวลาในใจ
“ไม่ต้องชมจ้า มันแน่อยู่แล้ว แต่แค่นี้ก่อนนะแล้วเจอกัน”
ศศิประภา สรพัสตร์วางสาย ตลบผ้านวมไปฝั่งหนึ่ง ร่างระหงเดินเข้าห้องน้ำ จัดการทำธุระส่วนตัวอย่างรวดเร็ว หมดความสนใจในความฝันลงสิ้นเชิง
สาวสวยสองสไตล์ หนึ่งสวยเก๋ด้วยทรงผมซอยสั้นเกาะแนบศีรษะได้รูป เครื่องหน้าโฉบเฉี่ยวแบบสตรียุคมิลเลเนียม เธอสวมเสื้อเชิ้ตแขนกุดสีดำผูกไทขาวสั้น ๆ กับกางเกงเข้ารูปสีเดียวกับเสื้อ อีกหนึ่งเป็นสาวสวยหน้าหวาน เส้นผมดำขลับยาวจรดกลางหลังขับสีผิวขาวอมชมพูแลผุดผาด สีม่วงลาเวนเดอร์ของเดรสที่เธอสวมยิ่งทำให้หญิงสาวละม้ายเจ้าหญิง ทั้งคู่ก้าวลงจากรถสปอร์ตสีแสบสันซึ่งสามารถตอบคำถามได้ทันทีว่าหนึ่งในสอง สาวคนใดที่เป็นเจ้าของรถ
สถานที่ที่เพื่อนสาวพยายามทั้งออดทั้งอ้อนทั้งขู่ให้มาด้วยเป็นตึกแถวห้อง หนึ่งในย่านศูนย์การค้า ป้ายหน้าร้านเขียนด้วยอักษรทั้งไทยและฝรั่งตัวโต ๆ
“ทายแม่น พิสูจน์ได้ โปรดติดต่อที่เบอร์นี้ล่วงหน้า”
ศศิประภาหัวเราะเสียงใสยามอ่านแผ่นป้ายดังกล่าว คนพามาล็อกรถเสร็จก็ก้าวฉับ ๆ มาด้านหน้าเพื่อน
“หัวเราะเข้า เขาทายแม่นนะ เนี่ย ! โทร. มาจองล่วงหน้าตั้งนาน”
“พีชดูคนเดียวไม่ได้เหรอ” เธอออด ไม่ใช่ว่าจะลบหลู่เรื่องนี้หรอกนะ เพียงแต่ว่าไม่ค่อยเชื่อถือเท่าใดนัก
“ไม่ได้นะภา พีชจองสองคนมาตั้งนาน ถ้าเบี้ยวพีชโกรธจริง ๆ ด้วย”
หญิงสาวอยากบอกใจแทบขาดว่า เธอไม่ได้สั่ง ไม่ได้เรียกร้องเลยนะ “เข้าข้างในกันเถอะ พีชจะละลายเป็นไอติมแล้ว ร้อนเป็นบ้าเลย” พัชรายกมือโบกลมใส่ใบหน้าประกอบคำพูด
“อือ” ฝ่ายหลังเห็นด้วย ถึงขั้นนี้แล้วพีชคงจะบังคับเข้าไปนั่งดูด้วยกัน เมื่อมันไม่ใช่เรื่องเลวร้ายศศิประภาจึงปล่อยให้ลากโดยดี
พอผลักประตูกระจกเข้าสู่ด้านในปุ๊บลมเย็นเฉียบก็ไหลออกสู่ด้านนอก ทำให้คนที่เพิ่งเข้ามาต่างสะท้านเยือกนิด ๆ โดยอัตโนมัติ พัชราตรงดิ่งไปยังเคาน์เตอร์ซึ่งมีผู้หญิงหน้าตาน่ารักคอยต้อนรับแขก หญิงสาวแสดงเจตจำนงพร้อมกับบอกชื่อที่ใช้ในการติดต่อ พนักงานก้มหน้าลงดูรายชื่อแล้วยิ้มเชิญเข้าด้านใน
ขณะเดินดวงตาหวานก็ลองมองพัชราหรือพีชด้วยแววอ้อน ทว่าฝ่ายถูกมองทำไม่รู้เรื่อง เป็นอันว่าไม่ได้ผล สาวสวยผมดำเลยถอนหายใจเลิกเซ้าซี้ ตั้งแต่เริ่มเดินเข้าด้านใน สองสาวก็รู้สึกต้องกันถึงบรรยากาศระหว่างภายนอกกับภายในช่างแตกต่างกันลิบลับ ด้านในเป็นห้องสีทึมแขวนม่าน ระโยงระยางมากมาย อัดแน่นด้วยพลังบางอย่างที่น่ายำเกรง ขลังจนบรรยายไม่ถูก หลังม่านสีเข้มมีคนนั่งอยู่หลังโต๊ะ บนโต๊ะนั้นวางลูกแก้วคริสตัลกลม
“มาดามนิซซ่าคะ คุณพัชรากับคุณศศิประภาค่ะ” พนักงานต้อนรับเอ่ยแนะนำลูกค้าก่อนจะขอตัวไปทำหน้าที่ของตน
ผู้ถูกเรียกผงกศีรษะสีทองเจือขาวตามวัยแสดงอาการรับรู้ รอยเหี่ยวย่นปรากฏบนใบหน้ามากมาย ทว่าดวงตาสีฟ้าเข้มนั้นทั้งลึกล้ำทั้งทรงอำนาจขัดกับอายุที่เห็น
ศศิประภาจ้องลูกแก้วด้านหน้าอย่างไม่สนใจอะไรมากมายนัก แถมยังนึกขวางโลก แค่แก้วธรรมดาเท่านั้นล่ะมั้ง... ส่วนพัชรามัวแต่ก้ม ๆ เงย ๆ มองห้อง
นัยน์ตาซึ่งกาลเวลามิสามารถทำร้ายได้พิจารณาสตรีสองคน ก่อนจะหยุดลงที่สาวผมยาวนานและนิ่ง
“คุณคิดถูกแล้วค่ะ นี่ก็เป็นแค่แก้วธรรมดา ดิฉันตั้งไว้เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือกับลูกค้าบางท่านที่ค่อนข้างจะ จริงจังในเรื่องนี้เป็นพิเศษ” มาดามนิซซ่ากล่าวภาษาไทยชัดเจน
หญิงสาวเจ้าของความคิดตวัดสายตากลับมามองคนพูด ดวงตาสีน้ำตาลกระทบเข้าอย่างจังกับตาของสตรีต่างชาติ พริบตานั้นเธอก็สัมผัสแรงดึงดูดให้จมดิ่งเข้าไปในทะเลสีหม่นคู่นั้นแล้วจู่ ๆ กลับถูกผลักออกมาจนยืนตัวแข็งทื่อ
ตาของนิซซ่าลอยคว้างประดุจไม่มีผู้ใดอยู่ในห้อง มองเลยไปยังที่ไกลมาก ๆ แล้วกล่าวราวกับละเมอออกมา
“สิ่งที่คุณอยากรู้จะได้รับคำตอบในไม่นานนี้ ด้ายลิขิตจะชักนำคุณ เป็นไปตามนั้น ใกล้เข้ามาแล้ว...ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ...”
ศศิประภาเม้มริมฝีปากบางโดยไม่รู้ตัวแล้วคลายเป็นยิ้มเยาะ ส่วนพัชรามองหน้าของเพื่อนสาวสลับกับหมอดูงง ๆ
“คุณกำลังจะพูดอะไรคะ ?” ศศิประภาถาม ดวงตาเริ่มขบขัน
“ฉันกำลังจะบอกคุณว่าคำตอบเกี่ยวกับความฝันเมื่อเช้าของคุณใกล้จะมาแล้ว คุณฝันเห็นผู้ชายคนหนึ่ง เขามีผมสีเงิน นัยน์ตาสีฟ้า...”
“คุณทราบได้อย่างไร ?” หนนี้เธอแปลกใจจริง ๆ คนคนนี้รู้ได้อย่างไรว่าเธอฝันอะไรเมื่อคืนนี้...
มาดามนิซซ่าชี้นิ้วไปยังข้อมือซ้ายของคนถาม “ฉันเห็น... ฉันเห็นเขาในดวงตาคุณ และฉันเห็นโซ่... โซ่ที่พันธนาการคุณ มันทอดยาวเข้าไปในความมืดลึกล้ำเกินกว่าฉันจะมองไปถึงปลายสุดของมันได้ มันมีอำนาจฉุดรั้งคุณไปยังสถานที่นั้น พลังของฉันอ่อนเกินไป มันเจือจางตามกาลเวลาและสายเลือด”
สองสาวซี้ปึกหันมามองหน้ากันขนลุกซู่ขึ้นมาเฉย ๆ ศศิประภาถามต่อ ชักจะเริ่มสนใจและอยากรู้
“คุณมั่นใจได้ยังไงคะว่าฉันต้องเป็นไปตามที่คุณว่า ?”
“ฉันมั่นใจ เพราะลิขิตของเทพเจ้าไม่สามารถขัดขืนได้ โอ... พระองค์ช่างเล่นตลกนัก” ดวงตาเลื่อนลอยพลันมีแววจริงจัง
“จันทร์เต็มดวงครั้งนี้คุณจะต้องเป็นไปตามลิขิต จำคำพูดฉันเอาไว้ คุณจะได้เลือก... เลือกสิ่งที่หัวใจคุณต้องการ”
ร่างระหงยืนนิ่ง บอกไม่ถูกว่าทำไมพอได้ฟังประโยคนั้นแล้วต้องรู้สึกหวาดหวั่น น้ำเสียงจริงจังนั้นสะกดจิตเธอหรือยังไงกัน ?
“จันทร์เต็มดวงครั้งนี้... คุณจะได้พิสูจน์ด้วยตัวคุณเองคุณศศิประภา” นิซซ่ายิ้ม ทอดเสียงอ่อนดุจปลอบโยน
“คุณนั่งเทียนหรือเปล่าเนี่ย !” พัชราพูดแทนเพื่อนสาวที่เอาแต่ฟังเรื่องเพี้ยน ๆ อย่างเงียบกริบ ผิดวิสัยเจ้าตัว
“พูดอะไรประหลาด ๆ เสียจริง ไปเถอะภา พีชไม่ดูแล้ว เสียเวลาเปล่าอย่างที่ภาเคยบอกจริง ๆ ด้วย” หญิงสาวโวยวายต่อพลางมองหน้าของอีกคนอย่างเป็นห่วง มือเรียวคว้าต้นแขนนุ่มลากออกจากห้องทันที
“คุณจะได้พิสูจน์” หมอดูพูดตามหลังด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยนัก ศศิประภาอยากยกมือปิดหู อธิบายความรู้สึกตัวเองไม่ได้ รู้เพียงแต่ไม่อยากฟัง ไม่อยากได้ยิน เธอไม่อยากรับรู้อะไรทั้งนั้นในเวลานี้
ด้านหน้าเคาน์เตอร์สาวต้อนรับยิ้มงง ๆ คล้ายสงสัยทำไมลูกค้าจึงออกมาเร็วนัก แต่คนผมสั้นดูอารมณ์ไม่ค่อยดีควักเงินออกมาจ่าย คงจะได้ฟังเรื่องไม่ค่อยถูกใจออกมากระมัง พนักงานรีบรับเงินจากแขกอย่างรวดเร็ว
เมื่อกลับเข้ามานั่งในรถยนต์เรียบร้อย พัชราก็มองหน้าศศิประภาแล้วถามไถ่อย่างห่วงใย
“ภาไม่เป็นอะไรนะ หมอดูนั่นพูดอย่างกับนิยายวิทยาศาสตร์ ปลายสุดนู้น มองไม่เห็น ไกลเกิน... โซ่ ? ชีวิตจริงมันมีที่ไหนกัน เทพเจ้า ! ตลกชะมัด” ท้ายประโยคเจือแววขบขัน
ศศิประภาเบิกตาโตภาพฝันโลดแล่นในสมอง หมอดูคนนั้นรู้แม้กระทั่งความฝัน ตรงนี้กระมังที่ทำให้เธอเกิดความกลัวขึ้นมากะทันหัน... เธอยังไม่ได้เล่าให้ใครฟังเลยสักคน แต่หมอดูกลับบอกได้แม่นยำเหมือนเป็นคนฝันเสียเอง...
“ภา...ภาคงไม่เชื่อหรอกใช่ไหม ? หมอดูก็เหมือนหมอเดาน่ะแหละ”
ด้วยความที่ไม่อยากให้พัชราเป็นห่วง เธอจึงพยักหน้าเออออไปด้วย ใช่... เธอไม่เชื่อ... ไม่เชื่อสิ่งที่หมอดูกล่าวสักนิด หากส่วนลึกกลับหวั่นไหวอย่างน่าประหลาด
“งั้นเราไปเดินห้างกันต่อดีกว่า ไปช้อปปิ้งคลายเครียดกัน อาจจะตกหนุ่มหล่อ ๆ มาช่วยถือของได้บ้าง” พัชราชวนร่าเริงจนเธออดหัวเราะแกมหนักใจกับคำพูดก๋ากั่นไม่ได้
“พอดีเลยนะ กำลังอยากได้เสื้อนอนตัวใหม่กับเสื้อทำงานเท่ ๆ ” ศศิประภากล่าวตอบรับ
“พีชอยากได้โทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่กับชุดว่ายน้ำ” หญิงสาวสองคนมองตากัน แล้วยิ้มกว้าง
หลัง จากไปเดินห้างสรรพสินค้าเลือกซื้อของที่แต่ละคนต้องการก็เสียเวลาไปหลาย ชั่วโมง สองสาวจึงรับประทานมื้อเย็นด้วยกันก่อนจะกลับบ้านโดยมีพัชราขับรถมาส่ง เจ้าของรถสปอร์ตมองเพื่อนสาวตั้งท่าก้าวลงจากรถ หญิงสาวเอนตัว ยื่นมือรั้งต้นแขนศศิประภาเอาไว้ พลางเอ่ยถาม
“ไม่ไปนอนด้วยกันที่บ้านพีชเหรอภา ?”
คนถูกรั้งหันหน้ากลับมามองแบบสงสัย “อืม... ไม่ไปจ้ะ มีอะไรหรือ ?”
“เปล่า พีชแค่เห็นหน้าตาภาไม่ค่อยดี กลัวเป็นอะไรกลางดึกน่ะจ้ะ” คุณพ่อของเธอรับลูกสาวของเพื่อนรักมาเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม ถึงแม้ศศิประภาจะมีมรดกจากบิดามารดามากมาย และทั้งคู่ก็ทำพินัยกรรมระบุผู้สืบทอดมรดกราวกับจะรู้ถึงชะตาของตน หากอมรผู้เป็นบิดาของพัชราก็ไม่ยอมดึงส่วนนั้นมาใช้ ควักทุนทรัพย์ส่วนตัวส่งเสียเด็กหญิงร่ำเรียนพร้อมลูกสาวตน สองสาวจึงตัวติดกันยิ่งกว่าเพื่อนธรรมดา
ตอนแรก ๆ เด็กหญิงผมยาวสลวยเงียบจนน่ากลัว ศศิประภาไม่ยอมย่างเท้ากลับเข้าบ้านที่เคยอยู่กันพ่อแม่ลูกประสาครอบครัว เดี่ยวหลังนั้น ในที่สุดเวลาก็ค่อย ๆ เยียวยาความเจ็บปวดจากการสูญเสียผู้เป็นที่รักช้า ๆ และความรักจากพ่อแม่บุญธรรมก็กะเทาะเปลือกของศศิประภาให้กลับมาเป็นคน ร่าเริงอีกครั้ง เมื่อเรียนจบระดับมหาวิทยาลัยหญิงสาวก็ขอย้ายกลับเข้าบ้านเก่า
“ไม่เป็นไรหรอก แค่เมื่อคืนฝันถึงวันเก่า ๆ” ศศิประภายิ้ม
“มีอะไรก็โทร. บอกฉันนะ เมื่อวานคุณพ่อถามหาด้วย”
“เพิ่งไปหาท่านเมื่อวานซืนเอง”
ทั้งคู่หัวเราะขึ้นพร้อมกัน เข้าใจความหวงลูกสาวของผู้ที่กล่าวถึงดี หนุ่มไหนมาไม่พากันกระเจิงด้วยบททดสอบของหนึ่งสาว ก็กระเจิงกันด้วยฤทธิ์ว่าที่พ่อตากันหมด
“ขับกลับบ้านดี ๆ นะ” ร่างระหงก้าวลงพลางกล่าวกำชับเพื่อน
“จ้า” คนขับโบกมือลา ศศิประภายืนมองส่งกระทั่งรถสีแสบตาหลุดพ้นประตูใหญ่ของบ้าน
ขณะเดียวกัน หากต่างกันทั้งสถานที่และเวลา ในกระท่อมหลังเล็กชิดผืนป่า ไฟกองโตเต้นเร่า ปลายสีส้มของมันอาบด้วยแสงจันทรา เสียงอ่านอักขระเก่าแก่ดังงึมงำผสานเข้ากับเสียงปะทุของฟืน ผู้ทำพิธีหย่อนเส้นผมสีเงินลงไปสู่เพลิงสีส้ม
ห้าองค์ครบถ้วน มนต์สร้างปาฏิหาริย์เหนือลิขิตชะตามนุษย์จงสัมฤทธิ์ผล ณ บัดนี้
ร่างอรชรในชุดนอนปิยาม่าผ้าเนียนนุ่มทรุดตัวลงปลายเตียง มือดึงผ้าเช็ดตัวยีไปตามเส้นผมเปียกชื้น ยามอยู่ตามลำพังคำทักของหมอดูกับความฝันก็ตามมาหลอกหลอน
บุรุษร่างสูงใหญ่ การสู้รบ เปลวไฟเจิดจ้า และดวงตาสีฟ้าสดราวกับทะเลเมืองร้อน
ขณะที่กำลังคิดกระแสอะไรบางอย่างก็ลูบไล้ผิวนวล ขนแขนเธอลุกสั่นสะท้าน ทั้ง ๆ ที่หน้าต่างก็ปิดสนิท เปิดเครื่องปรับอากาศ สัมผัสที่รู้สึกบ่งบอกว่าต้องเป็นลม แต่ไม่ได้มาจากเครื่องปรับอากาศแน่นอน
จุดที่นั่งอยู่นี้ลมแอร์ไม่เคยตก เพราะเป็นคนขี้หนาวจึงจัดเตียงให้อยู่ในบริเวณอบอุ่นที่สุด ตาเรียวเบิกกว้างมองรอบห้อง ทุกอย่างยังเป็นปกติดีอยู่ เธออาจจะคิดมากเกินไปก็ได้...
เอื้อมมือหยิบรีโมตเปิดโทรทัศน์จอแบนรุ่นล่าสุด กระเถิบตัวขึ้นอิงหมอนที่หัวเตียง นอนดูละคร ทว่าเสียงสนทนาเหล่านั้นกลับเหมือนเข้าหูซ้ายออกหูขวาเสียอย่างนั้น หน้าเนียนใสหงิกงอด้วยความขัดใจตัวเอง หนักเข้าก็ผุดลุกขึ้นนั่งพอดีกับมองเห็นชายผ้าม่านไหวเบา ๆ แถวหางตา หญิงสาวหันขวับ ชะงักงัน
ม่านไหว !
อย่าปอดไปหน่อยเลย !
ตาคู่หวานมองม่านอย่างระแวง อยากรู้นักก็ลองไปเปิดดูสิว่าอะไรทำให้ผ้าม่านไหว อาจจะเป็นวิญญาณห้อยศีรษะลงมาจากหลังคาด้วยใบหน้าอาบเลือด กวักมือหย็อย ๆ เซย์ฮัลโหลก็ได้ เรียวปากหยักสวยคลี่ยิ้มกับความคิดตัวเอง
อยู่มาตั้งนานเพิ่งมาฮัลโหลคงเป็นไปไม่ได้หรอก
ในที่สุดก็ทนเก็บความอยากรู้ไม่ไหว ศศิประภาตัดสินใจลุกขึ้นไปรูดม่านออก ระเบียงยังโล่งเหมือนเดิมไม่มีวิญญาณดวงใดทั้งสิ้นมีแต่ดวงจันทร์กลมโตส่อง แสงสกาวบนฟากฟ้าไร้ดาว
ฉับพลันเสมือนมีแรงดลใจให้เลื่อนบานกระจกออก ร่างระหงก้าวออกไปอาบแสงจันทร์บนระเบียง สมองเธอว่างเปล่า ขณะที่นัยน์ตาสีน้ำตาลขยายขึ้นช้า ๆ เบิกมองภาพตรงหน้า
พระจันทร์ดวงกลมบนผืนฟ้าเป็นสีน้ำเงินเข้ม !!!
คำกล่าวของมาดามนิซซ่ากลับมาก้องอยู่ในหัว
'จันทร์เต็มดวงครั้งนี้คุณจะต้องเป็นไปตามลิขิต จำคำพูดฉันเอาไว้ คุณจะได้เลือก เลือกสิ่งที่หัวใจคุณต้องการ
จันทร์เต็มดวงครั้งนี้... คุณจะได้พิสูจน์ด้วยตัวคุณเองคุณศศิประภา
คุณจะได้พิสูจน์'
สิ้นประโยคสุดท้ายของหมอดู ศศิประภาสะดุ้งเฮือกขึ้นทั้งตัว หลุดจากภวังค์ปริศนา หญิงสาวถอยกรูดหันหลังวิ่งกลับเข้าสู่ห้องนอน ทว่าปลายเท้าซึ่งอยู่ห่างจากขอบบานเลื่อนเพียงไม่กี่นิ้วค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นเกล็ดละอองสีทองช้า ๆ มันลามเรื่อยขึ้นมาตามร่างกาย
ศศิประภาเบิกตากว้างกว่าเดิมสองเท่า ปากรูปกระจับอ้าแต่เสียงกรีดร้องไม่สามารถล่วงพ้นลำคอเรียวระหงออกมาแม้แต่ น้อยเหมือนถูกใครหยุดการทำงานของหลอดเสียง
ไม่นานร่างมนุษย์ทั้งร่างก็สลายเป็นผงสีทองโรยลงบนระเบียงหินอ่อน รีโมตในมือร่วงกระทบพื้น ฝาปิดเปิดออกทำให้ถ่านสองก้อนกระเด็นออกจากที่ของมันกลิ้งไปหยุดตรงขอบรั้ว โปร่ง
จากนั้นทุกอย่างกลับสู่ความเงียบสงบประดุจไม่มีเหตุการณ์ใด ๆ เกิดขึ้น ก่อนที่ ลมหนาวเย็นเฉียบผิดปกติจะพัดมาหอบเอาละอองสีทองลอยสูงขึ้นสู่ฟ้า
ภายในห้องนอนกว้างอีกบ้านหนึ่ง พัชรามองหน้าจอโทรศัพท์เครื่องจิ๋วในมือ สีหน้างุนงง แต่ก็ยังกดเลื่อนหารายชื่อเรื่อย ๆ ทบทวนความจำ เอ...เมื่อกี้ตั้งใจจะโทร. ไปหาใครนะ... ใคร ?
แต่ไม่ว่าอย่างไรก็นึกไม่ออกเสียที อะไรบางอย่างติดค้างอย่างกับลืมสิ่งที่สำคัญมาก ๆ ...หรือว่าคนสำคัญ ?
เพราะเธอมัวแต่สนใจโทรศัพท์มือถือในมือจึงไม่ทันสังเกตภาพถ่ายทุกใบในห้อง นอนที่ได้ถ่ายคู่กับศศิประภากำลังเกิดการเปลี่ยนแปลง ตัวตนของเพื่อนสาวค่อย ๆ เลือนหายไปจากภาพทีละน้อยจนเหลือแต่เจ้าของห้องยืนตั้งท่าอยู่เพียงลำพัง...
บทที่2
คริสต์ศักราช 890
ชายฝั่งทะเลแห่งหนึ่งเรือรบรูปทรงเพรียวของเผ่าพันธุ์ผู้เลื่องลือเรื่องการ ต่อเรือและความโหดเหี้ยมค่อย ๆ เทียบชายหาด นักรบกรูลงมาจากลำเรือพร้อมด้วยอาวุธครบมือ พวกเขาเคลื่อนตัวไปตามแนวป่าโดยอาศัยความมืดกำบังกายอย่างเงียบเชียบและ รวดเร็ว
เมื่อถึงหน้าปราสาทบนเนินเขาสูง เหล่านักรบเถื่อนก็หยุดการเคลื่อนพล ด้านหน้าพวกเขาคืออัศวินสวมเกราะครบชุดนั่งบนหลังม้าหลายนายกำลังตั้งแถวรอ การบุกอยู่ เบื้องหลังทัพอัศวินคือกำแพงตั้งสูงตระหง่านป้องกันปราสาทซึ่งอยู่ข้างใน
สิ้นเสียงโห่ร้องในความเงียบอันแสดงสัญญาณเริ่มการรบ ทั้งสองฝ่ายต่างพุ่งเข้าโรมรันกัน ฝ่ายบุกล้มไปหนึ่งคนก็ถูกทดแทนอีกสองขณะที่ฝ่ายต้านทานล้มระเนระนาดเสีย กระบวนทัพ เจ้าของปราสาทบนหลังอาชาทะมึนมองดูเหล่าอัศวินในปกครองประมือกับคนเถื่อน แล้วตระหนักถึงผลการสู้รบชัดเจน ประสบการณ์การสู้กับพวกโจรหรือเจ้าของปราสาทอื่นไม่เคยมีศึกใดดุเดือดเยี่ยง นี้มาก่อน แค่เพียงร่างกายใหญ่โตของพวกที่มาทางทะเลก็ทำเอาขวัญอัศวินของเขาแตกกระจาย เสียแล้ว...
พวกเขาแกร่ง ทรหด เหมือนปิศาจร้ายลุกขึ้นมาจากนรก หากจะแพ้ทีเรลล์ผู้นี้ก็ขอแพ้อย่างสมศักดิ์ศรีอัศวิน บุรุษชุดเกราะคลุมผ้าแสดงฐานันดรตะโกนลั่น เสริมกำลังใจให้คนของตน
“บุกเข้าไป อย่างหวั่นเกรง พระเจ้าคุ้มครองพวกท่านทุกคน อย่ายอมแพ้พวกคนเถื่อนไร้ศาสนา”
สิ้นคำกล่าวเพิ่มความฮึกเหิม ธนูดอกหนึ่งก็แล่นลิ่วแหวกการรบวุ่นวายเฉียดใบหน้าทีเรลล์ ม้าหนุ่มยกขาตะกุยอากาศอย่างตกใจ มือใหญ่รีบรั้งสายบังเหียนให้สัตว์คู่ใจสงบลง ดวงตาสีเขียวหม่นกวาดมองฝ่าฝูงชนไปยังทิศทางอันคาดว่าเป็นที่มาของธนูดอก นั้น
ใต้ต้นไม้ใหญ่ชายร่างสูงผู้หนึ่งกำลังขึ้นธนูดอกที่สองเล็ง มาทางเขา ทันทีที่เห็นท่านลอร์ดก็เอนตัวหลบตามสัญชาตญาณทำให้มันตรงเข้าไปปักต้นแขน ทหารด้านหลังแทน เลือดของอัศวินวัยชราลุกโพลง บุรุษผู้นั้นกำลังประกาศท้าทายเขา ทีเรลล์ควบอาชาพุ่งไปยังใต้ร่มไม้ หมายจะสั่งสอนว่าไม่ควรท้าทายเขา ถึงแม้เขาจะสูงวัยหากฝีมือการรบยังยอดเยี่ยมไม่แพ้คนหนุ่ม
นักรบ ผู้นั้นโยนคันธนูลงบนพื้นแล้วหยิบขวานเล่มโตออกมารอรับมือกับอัศวินชุดเกราะ เต็มยศ เมื่อทีเรลล์ควบม้าเข้ามาได้ระยะใกล้พอ เขาก็ใช้อาวุธปัดการฟันของดาบแล้วใช้มือทรงพลังคว้าผ้าคลุมของบุรุษบนหลัง ม้ากระชากไปข้างหลัง อัศวินชราร่วงลงบนพื้นเพราะไม่ทันตั้งตัวกับแรงดึงมหาศาล ทีเรลล์รีบพลิกตัวลุกขึ้นยืน โผนเข้าประดาบกับขวานยักษ์
ทั้งคู่รบพุ่งกันพักใหญ่ หากจังหวะหนึ่งที่ทีเรลล์พลาดแก่การหลอกล่อของคู่ต่อสู้ คมขวานอีกฝ่ายจึงบาดเข้าไปถึงเนื้อภายใต้เกราะเหล็ก หมวกบนศีรษะเจ้าของปราสาทโงนเงนก่อนจะหล่นกระทบพื้น เผยเรือนผมสีดำปนเทาหลุดลุ่ยลงมา ภาพการปราชัยของท่านลอร์ดทำเอาอัศวินแตกฮือ ขวัญเพียงน้อยนิดและความหวังสลายหายไปในเสี้ยววินาที บางคนก็เริ่มแตกทัพวิ่งหนี บางคนก็ยังคงภักดีต่อสู้สุดชีวิตต่อ แต่จำนวนคนที่เหลือน้อยกับใจที่ท้อถอยก็ทำให้ต้านทานพวกนักรบเถื่อนไม่ไหว ชีวิตพวกเขาปลิดปลิวไม่ผิดกับใบไม้ที่ร่วงจากต้น
นักรบผู้ชนะศึกดึงขวานออกจากร่างทีเรลล์ ประคองชายชราที่กำลังกระอักเลือดลงนอนบนพื้น นัยน์ตาสีเขียวจับจ้องใบหน้าซึ่งถูกปกปิดด้วยหมวกเหล็ก ไม่อาจมองเห็นว่าใครเป็นคนลงมือสังหารตน ทีเรลล์กระตุกอยู่เพียงสองสามครั้ง เขาก็สิ้นลมหายใจในอุ้งมือศัตรู
มือหยาบลูบเปลือกตาที่เบิกค้างให้ปิดลง จากนั้นเขาจึงส่งสัญญาณให้เข้าโจมตีปราสาทต่อ เหล่านักรบแบกท่อนซุงขนาดใหญ่ที่ตัดมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะตรงเข้าหาประตู อย่างไม่หวั่งเกรงลูกธนูซึ่งยิงมาจากเชิงเทิน1และกำแพงสูงราวกับฝนแห่ง มัจจุราช
ปราสาทริมผาภายใต้การปกครองของลอร์ดทีเรลล์ถูกยึดในเวลาอรุณทอแสงพอดี สตรีสาวหน้าตางามไม่ว่าจะเป็นสาวชาวบ้าน สาวใช้รวมถึงลูกสาวคนเดียวของท่านลอร์ดถูกกวาดต้อนไปเป็นทาสรอการขาย ธิดาทีเรลล์ดิ้นรนราวกับแมวป่าบนบ่าของนักรบผมทอง กลีบปากสีสดร้องด่าทอคนเถื่อนไปตลอดทาง หากสิ่งที่ทุกคนทำยามได้ฟังเสียงแหลม ๆ คือการหัวเราะ
พอได้ยินเสียงขบขันจากพวกคนเถื่อน นัยน์ตาสีเขียวก็เรืองรองราวกับเปลวไฟ สองมือเล็กทุบแผ่นหลังกว้างอย่างไม่ยั้ง กระแทกหัวเข่าถูกท้องคนอุ้มเข้าเต็มเปา ทว่าร่างสูงหาได้สะเทือนกับแรงเล็กน้อยไม่ เขายังคงสาวเท้าเดินต่อ ทำให้ลูกตาคู่โตของนางเบิกกว้าง ขัดใจ มันปรากฏเด่นชัด ท่ามกลางผิวขาวเผือดแทบไร้สีโลหิต
แรกนาร์ปลดหมวกเหล็กออก เส้นผมสีเงินยวงยาวประบ่าไหลเลื่อนลงมาทาบลำคอหนา ชายหนุ่มยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดเหยาดเหงื่อและคราบเลือดบนใบหน้า มองสหายแต่วัยเด็กหยอกล้อเชลยสาวตาสีเขียวด้วยแววตาประหลาด
แม่สาวผมแดงเหมือนกับลูกแมวนั่นคงถูกใจฮารัลด์มิใช่น้อย ถึงได้อุ้มติดมือด้วยตนเองกลับมาที่เรือเช่นนี้
พวกเขาใช้เวลาทั้งวันในการขนของมีค่าที่ได้จากปราสาทขึ้นเรือทั้งห้าลำและ จัดการทำพิธีเผาศพนักรบของเขา ชายหนุ่มยืนกอดอกดูทหารนั่งทำแผล บางคนหนุ่มหน่อยก็นั่งหยอกเย้าสาว ๆ ที่อยู่ในกลุ่มรวมกับบรรดาชาวบ้านและอัศวินที่ทิ้งอาวุธ แต่ไม่มีใครกล้าข่มเหงพวกนางต่อหน้าแรกนาร์ เนื่องจากหัวหน้าพวกเขาเกลียดเรื่องแบบนั้นยิ่งนัก ผิดกับหัวหน้าคนอื่น ๆ ทั้งในเผ่าและต่างเผ่า
ระหว่างการขนของลงเรือครั้งสุดท้ายท้องฟ้ายามทิวาก็กลายเป็นราตรี ใจของแรกนาร์พลันถูกรบกวนด้วยความรู้สึกบางอย่าง คบไฟที่ปักไว้รอบบริเวณบนพื้นทรายใกล้เรือและบนเรือทำให้เห็นหาดราง ๆ ดวงตาสีฟ้าทอดมองไปยังเวิ้งหาดซึ่งทอดยาว เท้าพาร่างกายออกย่ำบนพื้นทรายละเอียดโดยไม่รู้ตัว
ลำแสงนวลอาบไล้ยอดคลื่นเป็นประกายระยิบระยับกระทบหาด เหนือโขดหินเกือบสุดปลายหาดปรากฏชายผ้าสีขาวพลิ้วตามกระแสลมทะเล นักรบหนุ่มเขม้นตามองเมื่อพบว่ายังคงเห็นชายผ้าปลิวไสวดังเดิมก็ปีนขึ้นไปบน เพื่อดูสิ่งที่อยู่บนก้อนหินใหญ่
ชายผ้าสีขาวนั้นคือส่วนปลายของเครื่องนุ่งห่มรูปทรงแปลกตา มันแบ่งเป็นสองชิ้น ชิ้นหนึ่งคล้ายกับเสื้อท่อนบนของเขา ต่างกันเพียงที่เห็นตรงหน้านั้นแขนยาวถึงข้อมือ ท่อนล่างก็คล้ายกับกางเกงที่บุรุษทั่วไปสวมใส่ ทว่าผ้าสองส่วนนี้กำลังห่อหุ้มกายสตรีนางหนึ่งแทนที่จะเป็นบุรุษ...
เกล็ดละอองสีทองราวกับเศษดวงดาวโรยจับบนผ้าขาว ใบหน้านางหรือ ? ... งามผุดผาดราวกับเทพธิดาจำแลง ผมเหยียดตรงสีเข้มแผ่ไปบนพื้นหิน แม้ยามหลับใหลนางก็ยังงามยิ่ง แรกนาร์ยืนตะลึงเหนือเรือนร่างบอบบางเหมือนถูกท่อนไม้กระแทกศีรษะอย่างจัง สมองมึนงงไปหมด นางเป็นสตรีประหลาด เสื้อผ้าก็ไม่เคยเห็นช่างที่ไหนเย็บแบบนี้มาก่อน เนื้อผ้าบางแนบเรือนร่างอรชรดึงดูดสายตา
นางเป็นใคร ?
ทำไมถึงมานอนหลับราวกับคนตายอยู่ที่นี่ ? ชายหนุ่มถามตัวเองในใจ
เขาขยับนิ้วเข้าสัมผัสแถวปลายจมูกหญิงสาว รู้สึกถึงลมหายใจอุ่น ๆ เข้าออกสม่ำเสมอทำให้มั่นใจว่าหญิงผู้นี้ยังมีชีวิตอยู่ แรกนาร์ชั่งใจระหว่างปล่อยนางทิ้งไว้หรือจะพานางกลับขึ้นเรือไปด้วย แต่แล้วด้วยแรงผลักดันลึก ๆ เขาจึงไม่อาจทิ้งนางได้
ไม่ใช่เพราะเขาหลงใหลนางหรอก หากเป็นเพราะความงามของนางจะทำให้เขาได้รับทรัพย์มากมายยามขายนางในตลาดทาส คิดดังนั้นได้ ร่างสูงใหญ่ตามเผ่าพันธุ์ก็ทรุดตัวลงช้อนร่างระหงซึ่งมีน้ำหนักไม่เหลือบ่า กว่าแรงขึ้นจากพื้นหิน ถึงขนาดนั้นนางก็ยังไม่มีทีท่าจะรู้สึกตัวขึ้นมาสักนิด
ผู้หญิงอะไร ? นอนหลับไม่รู้เรื่องรู้ราวแบบนี้ นักรบหนุ่มนึกตำหนิในใจ
เมื่อกลับมาเขาก็พบว่าเรือรบทั้งสี่ลำลอยลำรออยู่กลางน้ำเหลือเพียงเรือของ เขาและนักรบประจำเรือที่ยังยืนรอหัวหน้าอยู่ไม่ไกล ฮารัลด์กระโดดลงมาจากเรือวิ่งตรงมาหาสหายหนุ่ม ด้วยความสูงไม่ต่างกันมากนักจึงสามารถมองเห็นหน้าของคนอยู่ในอ้อมแขนได้ถนัด ตา ชายหนุ่มอ้าปากค้างยืนตกตะลึง ทว่าร่างสูงของสหายทำท่าทอดทิ้งเขาไว้เบื้องหลังทำให้ฮารัลด์รีบหุบปาก สาวเท้าตามพลางส่งเสียงถาม
“แรกนาร์ นางเป็นใคร ? งดงามยิ่งนัก เสมือนเทวีเฟรยา หากสีผมของนางดำสนิทราวรัตติกาลมิใช่แสงอาทิตย์”
จังหวะ ที่สองหนุ่มเดินมาถึงหัวเรือ พระจันทร์ดวงโตก็ถูกเมฆเข้าบดบัง ละอองสีทองบนอาภรณ์ของหญิงผู้งดงามทอแสงสว่างวูบขึ้นแล้วก็ดับหายไปพร้อม ๆ กับดวงจันทร์ส่องสว่างตามเดิมผู้เห็นเหตุการณ์ต่างร้องอื้ออึง
“นางเป็นธิดาแห่งเฟรยามิผิดแน่”
แรกนาร์เองก็ตกใจกับปรากฏการณ์เหลือเชื่อที่เกิดขึ้นกับสตรีในวงแขน คิ้วสีอ่อนพาดผ่านดวงตาคู่โตขมวดมุ่น หรือนางจะมาจากองค์เทวีดังที่คนของเขากล่าวขาน...
ความสนใจเยี่ยงบุรุษต่อสตรีอย่างเปิดเผยซึ่งฮารัลด์แสดงต่อหญิงผมดำผู้เต็ม ไปด้วยปริศนา สร้างความหงุดหงิดแปลก ๆ บังเกิดในใจชายหนุ่ม ตาสีฟ้าขุ่นมัวจับจ้องสหาย คนถูกจ้องคลี่ยิ้มกว้างหัวเราะลั่น แรกนาร์พยายามไม่สนใจเสียงเสียดสีประสาทเดินดุ่มเข้าไปด้านในเรือ พาร่างบางไปส่งถึงกระโจมทาสผู้หญิงด้วยตัวเองเป็นครั้งแรกในชีวิต
ไม่นานนักเรือลำสุดท้ายค่อย ๆ เคลื่อนกลับสู่ทะเล ตามไปสมทบกับเรือทั้งสี่ลำ แล้วขบวนไวกิ้งก็ละจากดินแดนที่เข้ามาปล้นมุ่งไปยังเมืองท่าสำคัญเพื่อระบาย สินค้าและทาสแลกกับธัญญาหารกลับสู่เผ่า
ณ กาลเวลาปัจจุบัน
ดี๊ด๊า ตื่นได้แล้วคนสวย... ดี๊ด๊า... นาฬิกาปลุกที่สามารถอัดเสียงพูดเองได้ร้องลั่นห้องนอน
พัชราคว้าเจ้าตุ๊กตากลมมามองดูหน้าปัดแล้ววางกลับที่เดิม ร่างบางลุกขึ้น หัวหูยุ่งเหยิง เดินเซซังเข้าไปชำระร่างกาย ก่อนจะลงมารับประทานข้างข้างล่างพร้อมกับบิดาและมารดา
“สวัสดีค่ะคุณพ่อ” หญิงสาวเข้าไปกอดประจบแล้วหอมแก้มบิดา
“สวัสดีค่ะคุณแม่”
“วันนี้มีนัดไปไหนจ๊ะ ? ถึงได้ตื่นแต่เช้า” มารดายิ้ม กอดบุตรีตอบ
“ไม่มีนี่คะ เอ๊...” พัชราทำหน้ายุ่ง เพิ่งจะนึกออกว่าไม่มีนัดที่ไหนก็ไม่เห็นจำเป็นต้องลุกแต่เช้าแบบนี้เลยนี่นา...
“พีชไม่รู้เหมือนกันค่ะคุณแม่ สงสัยเมื่อคืนจะเบลอเกินไปเลยตั้งเวลาผิด” สาวสวยยักไหล่ ไม่ยี่หระกับการต้องตื่นก่อนเวลาแต่อย่างใด ถ้าได้ตื่นแล้วหญิงสาวก็จะตื่น ไม่เกิดอาการอยากเถลไถลบนเตียงต่อผิดกับคนอื่น ๆ
“เหรอจ๊ะ ไหน ๆ ก็ตื่นแล้วไปกับแม่หน่อยได้ไหมพีช” อมรเงยหน้ามองภรรยา
“คุณจะไปไหน ?” วันนี้เขาเองก็ไม่ได้ไปทำงาน ถ้าไม่ถามคงจะได้อยู่บ้านคนเดียวเป็นแน่
“ฉันว่าจะไปไหว้พระค่ะ เมื่อคืนฝันประหลาด เหมือนดวงใจฉันถูกควัก” ชนิดานึกย้อนกลับไปยังความฝัน เธอกำลังเดินอยู่ท่ามกลางหิมะในที่ไหนสักแห่ง จู่ ๆ ภาพหิมะสีสว่างก็แปรเปลี่ยนเป็นความมืด ไร้ซึ่งแสงใด ๆ วินาทีนั้นเองหน้าอกซ้ายก็เจ็บแปลบ เธอยกมือกุมหน้าอกตัวเองเหมือนพยายามยื้อแย่งกับมือที่มองไม่เห็น ทว่าเธอไม่สามารถรั้งมันได้ หัวใจของเธอลอยออกมาอยู่กลางอากาศ ส่องแสงเป็นประกาย พริบตาเดียวชนิดาก็เห็นหญิงชราผู้หนึ่งกับหญิงสาวอีกสองคนเดินตรงเข้ามาหา ใบหน้าเหี่ยวย่นนั้นแลใจดียิ่งส่งยิ้มให้ ก่อนนางจะคว้าเอาดวงใจของเธอไป เพียงเท่านั้นเธอก็สะดุ้งตื่นด้วยความรู้สึกหวาดหวั่น...
“จะไม่ชวนผมไปด้วยเหรอคุณ ?” อมรถาม
“คุณแม่ขาระวังคุณพ่องอนนะคะ” พัชราหัวเราะคิกคัก
“คุณว่างหรือคะ ? ฉันเห็นปกติงานรัดตัวแทบจะทุกวัน” ชนิดาแก้ตัว เลิกคิดถึงความฝันที่คล้ายกับลางร้าย
“วันนี้ผมว่าง ไปทำบุญกันทั้งครอบครัวก็ดีเหมือนกันนะ”
“พีชขับรถไปเองนะคะ”
“ไม่เอา” ผู้บังเกิดเกล้าพร้อมใจกันห้าม ทั้งคู่ไม่มีวันลืมฝีไม้ลายมือในการขับรถสปอร์ตของลูกสาว
“โธ่ !” พัชราทำหน้าเซ็งน้อย ๆ ต้องนั่งรถคันใหญ่ที่มีคนแก่ ๆ ขับสนุกที่ไหนกันล่ะ
หลังจากไหว้พระเสร็จเรียบร้อย คนเป็นแม่ก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาก เธออุทิศส่วนกุศลถึงสรรพสัตว์ ทั้งเจ้ากรรมนายเวรไปจนถึงเทพยดาผู้ทรงอำนาจ ญาติสนิทมิตรสหายที่ยังมีชีวิตและล่วงลับไปแล้วให้ได้ผลบุญทั่วถึงกัน ปัจจุบันคนรุ่นใหม่ลดความเชื่อเรื่องผลกรรมลงไปมาก ความเย้ายวนทาง วัตถุสามารถเอาชนะจิตใจ จึงมักจะมีเหตุการณ์เดือดร้อนขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์อยู่บ่อย ๆ
พัชราเองก็ถูกอบรมมาด้วยมือชนิดาให้เชื่อผลของการกระทำ อาจจะไม่ได้เห็นผลเดี๋ยวนั้นที่ลงมือกระทำแต่เธอเชื่อว่ามันจะปรากฏในอนาคต ดังนั้นถึงความคิดจะสมัยใหม่จ๋าเพียงไรลูกสาวเธอก็อยู่ในกรอบของคำว่า ศีลธรรมเสมอ
ชนิดายกมือขึ้นลูบอกเบาโหวง ทำไมเธอต้องรู้สึกใจหายอย่างไม่มีเหตุผล... หรือจะเป็นเพราะความฝันน่ากลัวเมื่อคืนนี้ อมรเหลือบดูใบหน้ากังวลของภรรยาแล้วสะกิดให้ลูกสาวมองตาม
พัชรารีบจับมือนุ่ม ๆ ของแม่ไว้ แล้วส่งเสียงชวนคุยไม่ให้มารดาได้ครุ่นคิดถึงสิ่งที่ยังฝังใจ
“คุณแม่คะไปเที่ยวต่อกันนะคะ พีชอยากไปเดินห้าง”
“เมื่อวานพีชก็ไปมาแล้วนี่จ๊ะ ?” พัชราสะดุดหู นั่นสิ...เมื่อวานเธอไปเดินห้าง เดินคนเดียว...
“เดินคนเดียวไม่สนุกเลยค่ะ ต้องมีขาช้อปแบบคุณแม่ช่วยเลือก”
“ไปด้วยกันไหมคะคุณ ?” ชนิดาพยักหน้า หันมาถามสามี
“ไปสิ วันนี้ผมว่าง” แล้วรถยนต์คันหรูก็แล่นออกจากบริเวณอารามมุ่งตรงไปยังแหล่งช้อปปิ้งเซ็นเตอร์ตามคำชักชวนของพัชรา
คริสต์ศักราช 890 เวลาเช้าของวันรุ่งขึ้น
แพขนตายาวงอนเริ่มขยับเขยื้อนตอบสนองสัมผัสของหยดน้ำชุ่มซึ่งแตะแต้มตามผิว หน้าและเรียวปาก ดวงตาเปิดรับภาพผู้หญิงผมแดงสดใสใช้ผ้าชุบน้ำเย็นลูบใบหน้า มันปรากฏขึ้นเลือนรางก่อน ศศิประภากะพริบตาถี่ ๆ จนกระทั่งมองเห็นได้ชัดเจนก็รีบลุกขึ้นนั่ง ความทรงจำหลั่งไหลกลับมาช้า ๆ สิ่งแรกที่เธอทำยามได้สติคือสำรวจเนื้อตัวทั้งแขนขา ด้วยความเคยชินเจ้าตัวก็หลุดภาษาเกิดออกมา
“เฮ้อ... มือเท้าอยู่ครบ ว่าแต่ที่นี่ที่ไหนกัน ?” พื้นไม้ขยับโคลงเคลงไม่ผิดกับคลื่นน้ำพอจะประกอบคำตอบกลาย ๆ “บนเรือ” สตรีคนเดิมตอบแช่มช้า
หญิงสาวสะบัดศีรษะด้วยไม่อยากจะเชื่อ เบิกตากว้างมองไปรอบ ๆ
ผู้หญิงอีกห้าคนนั่งกระจุกตัวกันอยู่มุมของกระโจมผ้า แม้พวกเธอจะหน้าตามอมแมมไปบ้างทว่าก็เห็นเค้าความสวยถนัด กระโจมผ้าที่อาศัยอยู่นี้รูปทรงคล้ายเต็นท์ตอนเข้าค่ายมัธยมไม่มีผิด พื้นที่นั่งอยู่เป็นผ้าขนสัตว์ปูทับไม้กระดานต่อกันเป็นแผ่น ๆ อากาศภายในไม่ร้อนอย่างควรจะเป็นในประเทศไทย
คนเพิ่งตื่นย่นหัวคิ้วเข้าชนกันแทบจะเป็นเงื่อนตาย พินิจใบหน้าคนตอบที่แสดงความเป็นฝรั่งจ๋า ไม่ว่าจะผมสีสว่างหรือตาสีเขียว แต่ไหงพูดภาษาไทยได้ชัดแจ๋วแบบนี้ล่ะ ?
“คุณเป็นลูกครึ่งเหรอคะ พูดไทยชัดจัง”
“เจ้าพูดอะไร ?” ฝ่ายถูกถามขมวดคิ้วบ้าง
เจ้างั้นหรือ ? นั่น...ภาษาพูดก็โบราณอีกด้วย
“ฉันบอกว่าคุณพูดภาษาของฉันชัดจังค่ะสำหรับคนต่างชาติ”
“ข้าหรือ ? เจ้ากำลังพูดกับข้าด้วยภาษาของข้าต่างหาก”
หญิงไทยหน้าเหวอ อ้าว ! ก็สองหูเนี่ยได้ยินชัด ๆ ว่าตอบมาเป็นภาษาไทย แล้วสตรีต่างชาติกลับบอกว่าเธอพูดภาษาเดียวกัน อีกทั้งยังเป็นภาษาของเจ้าตัวอีกด้วย ระหว่างเธอกับสตรีผมแดงคนนี้ใครกันแน่ที่ประสาทเสีย
“เจ้าชื่ออะไร ?”
นี่ก็ภาษาไทยแท้ ๆ สาบานได้
“คุณบอกชื่อของคุณมาก่อนสิ ที่บ้านฉันเขาไม่บอกกันพร่ำเพรื่อหรอก” คำพูดที่หลุดจากริมฝีปากแห้ง ๆ ฟังขัดกับใบหน้าหวานสวยโดยสิ้นเชิง “ข้าชื่อแอนเน่ หรือเรียกว่าแอนก็ได้ เจ้าล่ะ ?” สาวผมแดงถอนลมหายใจ คิดว่าสาวงามผู้นี้คงจะสับสนอยู่ถึงได้มีท่าทางแปลก ๆ
“ฉันศศิประภา เรียกง่าย ๆ ว่าภา”
“สาสิปะพา” แอนเน่พยายามออกเสียงเลียนแบบ เจ้าของชื่อทำหน้าประหลาดก่อนจะออกเสียงให้ฟังชัด
“สะ-สิ-ปะ-พา”
“สะสีปะพา ชื่อเจ้าแปลกยิ่งนัก หมายความว่าอะไร ?” นางถามอย่างสนใจ
“แปลว่าแสงจันทร์ค่ะ”
“หน้าตาของเจ้าไม่คุ้นตาข้า เจ้าไม่ใช่คนในดินแดนข้า เจ้าเป็นผู้ใด มาจากถิ่นใดกันถึงมาถูกจับในดินแดนข้า”
ตาสีน้ำตาลกะพริบปริบ ๆ กับคำถามนั้น นั่นสิ ! ไอ้ดินแดนข้ามันคือที่ไหน ? เธอถูกจับมาเล่นรายการแหกตาของใครหรือเปล่า ?
“ฉันมาจากประเทศไทย...” เสียงหวานแหบพร่านิด ๆ ตอบ
ภาพร่างกายค่อย ๆ สลายกลายเป็นละอองสีทองผุดวาบขึ้นมากะทันหัน ตาศศิประภาขยายกว้างตามอารมณ์เจ้าของ ร่างระหงลุกยืน หน้าตาตื่น โอ้ คุณ พระคุณเจ้า ! ถ้าหนูเพียงแค่ฝันไป หนูจะไปทำบุญเก้าวัดทุกเดือนเลยค่ะ หนูจะเข้านั่งฟังธรรมทุกสัปดาห์ ขอหนูถามอะไรเพี้ยน ๆ สักครั้งนะคะ
“นี่ปีอะไรคะ ?” มาแล้วคำถามยอดฮิตตามหนังทะลุมิติต่าง ๆ
“ปีคริสต์ศักราช890” นัยน์ตาสีมรกตยังมองสาวผมดำแปลก ๆ
“ปะ...ปี ค.ศ. 890...” เธอทวนคำเหมือนคนจะขาดลมหายใจ มือขาวยกขึ้นกุมขมับทั้งสองข้าง ปิดเปลือกตา
“ไม่จริง เราฝัน ที่จริงเรานอนอาจจะเผลอหลับไปบนเตียงตั้งแต่ตอนดูทีวี ฝันเป็นตุเป็นตะต่อว่าตัวเองกลายเป็นผงสีทอง” ไวเท่าความคิด หญิงสาวทดลองหยิกแก้มตัวเองเต็มแรง
“โอ๊ย ! ในฝันมันเจ็บได้ด้วยหรือ ?” ศศิประภาลูบแก้มที่แดงก่ำ
“เบา ๆ สิ” แอนเน่ปราม
อีกคนถึงชะงัก เพิ่งมีแก่ใจฟังเสียงจากด้านนอกกระโจม
เสียงอะไรบางอย่างน่าจะเป็นพาย...จ้วงน้ำผสมกับผู้ชายหลายคนพูดคุยกัน หญิงสาวหมดความสนใจเรื่องตรงหน้าเพียงเท่านั้น วิ่งไปเปิดผ้าคลุม ออก หวังสุดหัวใจจะได้เห็นกล้องถ่ายหนัง ผู้กำกับหรือเห็นห้องนอนของตน
--------- ติดตามเรื่องราวตอนต่อไปได้ในรูปแบบรูปเล่ม "ลิขิตรัก มนตราใจ" โดย จินตธารา ค่ะ
|
|
แก้ไขล่าสุด ใน วันพุธที่ 13 มกราคม 2010 เวลา 08:38 น. |