สำนักพิมพ์ | หมวดหนังสือ

fs

ws

ls

ps

ts

ค้นหาผลงานนักเขียน 1168



Online Status

เรามี 16 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

เสียงจากนักอ่าน

  • What is your favorite sitcom most? buy zithromax
  • Hello, who noted how the new year? buy prednisone ...
  • Hello, who noted how the new year?
  • อร๊ายยยยยยย เพิ่งอ่านจบหมาด ๆ ตอนจบในหนังสือ หวานน...
  • เจอนิสัยหมอโห แล้ว อึ๋ยยย ตรงสเปกมากมาย เจอนางเอกก...
  • บอกได้คำเดียวว่ า น่าอ่านมาก
  • :D
  • เล่มนี้ซื้ออ่าน แล้วด้วย
  • ตามมาเก็บความหว านของหมอโหกะหนู หวายคะ ยินดีกับคุณ...
  • อ่านจบแล้วค่ะ พระเอกกะล่อน แต่ก็น่าร้าก :-* :-* :o...
  • คีราณไปที่รีสอร ์ตแล้ว จะเจอนางเอกแล้ว :oops:
  • คีราณน่ารักกกกก กกกกกกกกกก ่ตามอ่านตั้งแต่ ในเว็บแ...
dying_area


 


ตัวอย่างเนื้อเรื่อง : อุ่นรัก _ณ_ปาย

 

ls0020

อุ่นรัก ณ ปาย

ผู้แต่ง   ชญาลี
ราคา   199 บาท 
จำนวนหน้า 320 หน้า 
ISBN   978-611-520-006-1

 

 

-ตอนที่ 1-

ทันที ที่รถโดยสารปรับอากาศชั้นหนึ่งต้นทางจากกรุงเทพมหานครแล่นเข้าเทียบชานชาลา  บรรดาคนขับรถรับจ้างที่ยืนรอท่าอยู่ใกล้ ๆ ก็กรูกันเข้าไปออตรงประตู พลางตะโกนเรียกผู้โดยสารที่กำลังทยอยลงจากรถด้วยภาษาท้องถิ่น

“รถแดงก่อครับ ๆ”

หญิง สาวร่างบางในชุดกางเกงยีนและแจ็กเก็ตสีเทาก้าวลงจากรถ ในมือมีกระเป๋าเดินทางขนาดย่อมใบหนึ่ง เป้ใบใหญ่ที่สะพายติดหลังข่มให้ร่างบอบบางนั้นดูเล็กลงไปอีก เธอส่ายหน้าให้คนขับรถรับจ้างคนหนึ่งที่เข้ามาสอบถาม แล้วเดินดุ่มเข้าไปยังอาคารผู้โดยสาร

ปาฏลีกระชับเสื้อแจ็กเก็ต ที่สวมอยู่ให้แน่นเข้า แม้อากาศกลางเดือนตุลายังไม่หนาวจัดมากนัก แต่ลมที่พัดกรูเกรียวยามเช้ามืดก็ทำให้คนกรุงที่เคยชินแต่อากาศร้อนอย่าง หล่อนรู้สึกเย็นยะเยือกจับใจ

ท้องฟ้าเบื้องนอกอาคารผู้โดยสารของ สถานีขนส่งยังมืดสนิท ปาฏลีเหลียวซ้ายแลขวามองหาห้องน้ำเพื่อจะแวะเข้าไปล้างหน้าล้างตาให้สดชื่น เสียหน่อย แม้เบาะรถโดยสารปรับอากาศที่นั่งมาจะเอนนอนได้เกือบหนึ่งร้อยแปดสิบองศา แต่การนอนขดอยู่ท่าเดียวเกือบตลอดคืนก็ทำให้หญิงสาวปวดเมื่อยเนื้อตัวและ หลับไม่สนิทนัก


หลังจากล้างหน้าแปรงฟันออกจากห้องน้ำแล้ว ปาฏลีก็เริ่มเมียงมองหาช่องขายตั๋วโดยสารสำหรับการเดินทางต่อไปอีกทอดหนึ่ง ช่องขายตั๋วส่วนใหญ่ยังปิดสนิท แม้จะมีพนักงานนั่งอยู่หลังช่องกระจก แต่ส่วนใหญ่ก็ยังคงนั่งหวีผมแต่งหน้ารอเวลาเปิดขายตามที่ติดประกาศไว้เหนือ ช่องขายตั๋ว

หญิงสาวเดินไปหย่อนตัวนั่งบนเก้าอี้หน้าช่องขายตั๋ว ไปอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ปลดเป้หลังวางไว้ที่เก้าอี้ข้างตัวและรื้อเอาหนังสือเล่มเล็ก ๆ ออกมาอ่าน ไล่สายตาไปตามตัวหนังสืออย่างไม่จดจ่ออะไรนัก พลันความคิดของเธอก็โลดแล่นกลับไปยังเจ็ดร้อยกว่ากิโลเมตรที่เธอจากมา

'ลี พี่ขอโทษ' เสียงอรรฆพลยังก้องสะท้อนอยู่ในหัว ภาพของชายหนุ่มที่หล่อนคบหามานานกว่าสามปี กับรุ่นน้องที่หล่อนแสนรักแสนไว้ใจผุดขึ้นมาจากซอกหลืบของความทรงจำ ทั้ง ๆ ที่พยายามทั้งผลักทั้งดันให้มันเข้าไปหลบซ่อนอยู่ในนั้น แต่ทุกครั้งที่เผลอ มันก็คอยออกมาหลอกหลอนเธอตลอดเวลา คนทั้งคู่ที่หล่อนรักและไม่เคยคิดว่าจะมีสิ่งใดมาสั่นคลอนความสัมพันธ์นี้ ได้ กลับทรยศและทำร้ายหล่อนได้อย่างเจ็บปวด เมื่อปาฏลีจับได้คาหนังคาเขาว่าทั้งสองคนแอบคบกันมาเกือบปีโดยที่หล่อนไม่ เคยล่วงรู้หรือระแคะระคายแม้แต่น้อย แต่ไม่มีอะไรจะร้ายกาจเท่ากับที่คนทั้งสองเดินจูงมือกันเข้ามาสารภาพและ ขอร้องให้หล่อนยกโทษให้ หล่อนแทบเป็นบ้า วันทั้งวันไม่เป็นอันทำอะไร นอกจากนอนจมอยู่กับน้ำตาทั้งกลางวันและกลางคืน
ความเจ็บปวดจากการถูกคน ที่รักทรยศนั้นก็มากเพียงพอแล้ว แต่การได้รับรู้ว่าหล่อนไม่ใช่คนที่เขาเลือกทั้ง ๆ ที่มาก่อน ก็ยิ่งทำให้หล่อนตระหนักถึงความไร้ค่าของตัวเอง

หลังจากทำงาน แบบคนไร้วิญญาณอยู่เกือบอาทิตย์ ปาฏลีจึงตัดสินใจเก็บเสื้อผ้าลงกระเป๋าและลาพักร้อนยาว เดินทางขึ้นเหนือ ตั้งใจจะหนีให้ไกลจากความทุกข์ทรมานและความทรงจำเก่า ๆ ที่แวดล้อมหล่อนอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ก่อนที่ตัวเองจะดำดิ่งสู่ก้นบึ้งของความเศร้าโศกมากไปกว่านี้ โชคดีที่หัวหน้างานของหล่อนเข้าใจและยินดีให้ลาพักได้โดยไม่มีกำหนด จนกว่าจะรู้สึกดีขึ้น

“ปายค่ะปาย รถจะออกแล้วนะคะ” เสียงพนักงานสาวประจำช่องขายตั๋วปลุกให้หญิงสาวตื่นขึ้นจากภวังค์ ปาฏลีลนลานปาดหยาดน้ำออกจากร่องแก้ม แล้วคว้ากระเป๋าทั้งสองใบลากไปที่หน้าช่องขายตั๋วอย่างรวดเร็ว

“ตั๋วไปปายที่หนึ่งค่ะ”

“ไปปายที่หนึ่งครับ”

หญิง สาวได้ยินเสียงตัวเองพูดขึ้นพร้อม ๆ กับเสียงทุ้มจากร่างหนึ่งที่เบียดเข้ามายืนเคียงข้าง ชายหนุ่มร่างสูงยื่นเงินจำนวนหนึ่งเข้าไปในช่องกระจกก่อนที่ปาฏลีจะทันหยิบ เงินออกจากกระเป๋าสตางค์ด้วยซ้ำไป

พนักงานสาวมองทั้งสองคนสลับกัน ไปมาอย่างลำบากใจ แล้วอ้อมแอ้มบอกว่า “เอ่อ...ขอโทษค่ะ ตั๋วเหลือใบเดียว ต้องรอเที่ยวต่อไปตอนสิบโมงนะคะ”

“งั้นขอผมก่อนครับ ผมรีบ” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นอย่างรวดเร็ว

ปาฏลีหันขวับไปมองหน้า พร้อมกับแหว “เอ๊ะ คุณ มาทีหลังก็ต้องรอสิคะ”

ชายหนุ่มหันกลับมามองหล่อนแล้วทำท่าราวกับเพิ่งรู้ว่ามีหล่อนยืนอยู่ตรงนั้น “อ้าว คุณ ไม่เห็นเหรอครับว่าผมยื่นเงินก่อน”

“แต่ คุณเป็นผู้ชาย คุณควรจะเสียสละให้ผู้หญิงก่อนนะ” ปาฏลีเริ่มขมวดคิ้วด้วยไม่สบอารมณ์ ปล่อยมือจากกระเป๋าเป้ยกขึ้นเท้าเอวอย่างเอาเรื่อง

“โธ่ ! ผู้หญิง เอาอีกละ ทำไมชอบอ้างสิทธิสตรีเพื่อเอาเปรียบผู้ชายนักนะ ผมรีบนะคุณ ให้ผมไปก่อนเถอะ” ว่าแล้วก็หันกลับไปหาพนักงานขาย เร่งให้เธอฉีกตั๋วให้โดยเร็ว

ปาฏลีเขม้นมองหน้าชายหนุ่มตรงหน้าอย่างหงุดหงิด ทำไมนะ ! ทำไมผู้ชายถึงชอบเอาเปรียบผู้หญิงนัก เกลียดจริง ๆ พวกผู้ชาย !

พนักงาน สาวยิ้มจืด ๆ ให้หล่อน แล้วบรรจงฉีกตั๋วส่งให้ชายหนุ่ม แต่ปาฏลีไวกว่าหล่อนวางเงินจำนวนเท่าราคาตั๋วบนเคาน์เตอร์แล้วฉวยตั๋วจากมือ พนักงานก่อนที่ชายหนุ่มจะทันตั้งตัว

“เฮ้ย ! คุณ !” เขาอุทานได้เพียงเท่านั้น เมื่อปาฏลีคว้ากระเป๋าเป้จากพื้นเหวี่ยงขึ้นหลังแล้วออกวิ่งไปทางชานชาลาที่ รถโดยสารปลายทางปายจอดติดเครื่องรออยู่ โดยไม่สนใจเสียงตะโกนเอะอะจากเบื้องหลัง พอกระโจนขึ้นรถได้ก็ตะโกนบอกคนขับเสียงดัง

“ออกเลยพี่ !”

เหมือน กับเป็นใจ คนขับถอยรถออกจากช่องทันทีที่หญิงสาวทิ้งตัวนั่งที่เบาะว่าง เกือบทั้งรถเป็นวัยรุ่นกลุ่มใหญ่ ท่าทางจะเป็นนักศึกษากำลังไปออกค่าย คงเพราะเหตุนี้กระมัง รถถึงเต็มเร็วนัก หญิงสาวหันไปมองอาคารผู้โดยสารจากกระจกท้ายรถ เมื่อไม่เห็นใครวิ่งตามออกมาอย่างที่นึกกลัว จึงลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก

ขอโทษเถอะนะ แต่สะใจเหมือนกันที่ได้เอาคืนพวกผู้ชายแบบนี้ !


ปา ฏลีสะดุ้งตื่นขึ้นเมื่อได้ยินเสียงตะโกนเอะอะอยู่รอบ ๆ ตัว ภาพเทือกเขาสูงปกคลุมด้วยต้นไม้ใหญ่เขียวชะอุ่มที่วิ่งผ่านช่องหน้าต่างของ รถโดยสารก่อนผล็อยหลับไม่มีอีกแล้ว กลับกลายเป็นบ้านเรือนหลังเล็ก ๆ เรียงรายอยู่สองฝั่งถนน ไกลออกไปเป็นเทือกเขาที่โอบล้อมเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้ไว้ เหล่านักศึกษาร่วมขบวนรถต่างชี้ชวนกันดูบ้านเรือนที่มองเห็นจากหน้าต่างพลาง หัวเราะกันอย่างครื้นเครง

ปาฏลียกกระจกหน้าต่างรถที่หล่อนปิด ไว้ระหว่างเดินทางขึ้น ปล่อยให้สายลมกรูเข้าปะทะใบหน้าและพัดเส้นผมยาวสะบัดตามแรงลมไปด้านหลัง อากาศภายนอกรถเย็นเยียบทั้ง ๆ ที่แสงแดดจัดจ้า ท้องฟ้าหน้าหนาวไร้เมฆแลดูกระจ่างตา

หญิงสาวสูดอากาศเข้าเต็ม ปอด รู้สึกสดชื่นขึ้นมาก เป็นครั้งแรกในระยะเวลาหลายวันที่หล่อนหลับไปโดยไม่มีน้ำตา แม้จะเป็นการหลับพักช่วงสั้น ๆ บนเบาะรถโดยสารที่ปรับเอนไม่ได้ก็ตาม แต่คงเพราะอดนอนติดต่อกันหลายวัน ความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง และธรรมชาติอันสมบูรณ์ตลอดสองข้างทาง ปาฏลีจึงเผลอหลับไปอย่างง่ายดาย ทั้ง ๆ ที่ตั้งใจจะทอดอารมณ์ชมความงามของขุนเขาสูงเทียมฟ้าให้เต็มอิ่มแท้ ๆ

รถ โดยสารขนาดเล็กที่วิ่งรับส่งผู้โดยสารระหว่างสองเมืองเลี้ยวเข้าสู่ลานจอด เล็ก ๆ ในย่านใจกลางเมือง เหล่าผู้โดยสารต่างทยอยขนของลงจากรถ เช่นเดียวกับปาฏลีที่หอบหิ้วสัมภาระลงอย่างทุลักทุเล หล่อนเดินตรงไปยังร้านขายของชำเล็ก ๆ ใกล้กับลานจอดรถ เอ่ยปากถามทางไปยังจุดหมายกับป้าเจ้าของร้านที่ยิ้มแย้มชี้มือบอกทางอย่างมี ไมตรี ระยะทางไม่ไกลนัก ปาฏลีจึงตัดสินใจออกเดินมากกว่าจะเรียกรถสองแถวที่จอดเรียกลูกค้าอยู่ใกล้ ๆ ตั้งใจว่าจะเดินชมบรรยากาศของเมืองไปพลาง ๆ

นาฬิกาที่ข้อมือบอก เวลาสิบโมงกว่าเล็กน้อย แม้จะเป็นยามสาย แต่บรรยากาศในเมืองท่องเที่ยวเล็ก ๆ แห่งนี้ยังคงเงียบสงบ ร้านอาหารสองข้างทางมีนักท่องเที่ยวนั่งกันอยู่ประปราย ส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติที่เดินทางท่องเที่ยวแบบแบ็กแพค ร้านขายของที่ระลึกจำพวกของพื้นเมืองที่เปิดอยู่ไม่กี่ร้านยังไม่มีลูกค้า คงต้องรอให้บ่ายแก่ ๆ กว่านี้ จึงจะมีนักท่องเที่ยวแวะเวียนมาเยี่ยมชม


เกือบ สิบนาทีต่อมา ปาฏลีจึงมาหยุดยืนอยู่หน้าร้านกาแฟเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง เหนือหลังคามุงกระเบื้องดินเผาสีน้ำตาลแก่ มีป้ายไม้เล็ก ๆ เขียนเป็นรูปโปสการ์ด จ่าหน้าด้วยลายมือหวัด ๆ ว่า “ณ ปาย” หน้าร้านมีโต๊ะเก้าอี้หวายสามถึงสี่ชุดตั้งอยู่ใต้ชายคาที่ยื่นออกมา มีคนนั่งดื่มกาแฟอยู่แล้วเกือบเต็ม เมื่อมองเข้าไปภายในจึงเห็นว่ามียกพื้นไม้สูงระดับเอวอีกชั้น มีชุดโต๊ะเก้าอี้แบบเดียวกันตั้งอยู่อีกจำนวนหนึ่ง บนผนังแขวนภาพเขียนสีน้ำเป็นรูปทิวทัศน์ต่าง ๆ กัน คงเป็นทิวทัศน์จากที่ต่าง ๆ ในเมืองนี้ มุมหนึ่งจัดเป็นมุมขายของที่ระลึกจำพวกโปสการ์ดภาพสีน้ำ ถุงผ้าเพนท์ลายการ์ตูน และแก้วกาแฟลายป้ายชื่อร้านที่ดูเหมือนจะเป็นโลโก้ที่ทำให้คนจดจำร้านได้ เป็นอย่างดี

ปาฏลีตรงเข้าไปหาหญิงสาวร่างเล็กผมสั้นในชุดผ้ากัน เปื้อนสกรีนชื่อร้าน ที่กำลังก้ม ๆ เงย ๆ อยู่หลังเคาน์เตอร์ ตรงหน้ามีขวดโหลบรรจุเมล็ดกาแฟชนิดต่าง ๆ เรียงรายอยู่เต็ม

“ขอลาเต้แก้วหนึ่ง ใส่นมเยอะ ๆ นะคะ” ปาฏลีเอ่ยขึ้นเมื่อเดินเข้าถึงตัว

หญิงสาวหลังเคาน์เตอร์เงยหน้าขึ้นมองอย่างแปลกใจ แต่เมื่อเห็นคนตรงหน้าถนัดตาก็ฉีกยิ้มกว้าง ร้องเสียงดัง

“ยัยลี !”

“เบา ๆ ก็ได้ ยุ้ย ดูสิ ลูกค้าเธอแตกตื่นหมดแล้ว” ปาฏลียิ้มให้เพื่อน พลางยกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปากเป็นการเตือนเมื่อเห็นลูกค้าในร้านมองมาที่หล่อน เป็นตาเดียว

“โอย ดีใจจังที่เธอมา” เมธาวีเดินอ้อมเคาน์เตอร์ออกมาหา ทั้งสองสาวสวมกอดกันอย่างรักใคร่ “เธอโทร. มาเมื่อวานว่าจะมา ฉันก็ไม่นึกว่าจะไวขนาดนี้”

“ก็ มันอดคิดถึงเธอไม่ได้นี่นา อยากมาให้เร็ว ๆ ก่อนที่ฉันจะเป็นบ้าตาย” หางเสียงตอนท้ายสลดลงเล็กน้อย ปาฏลีสบตาเพื่อนรักที่มองมาอย่างเห็นใจ พลางยิ้มเศร้า

“โวยวายอะไรน่ะยุ้ย ?” เสียงหนึ่งดังขึ้นข้างหลังทั้งสองสาว เมื่อหันไปมองก็พบชายหนุ่มร่างสูงผิวขาวสะอ้าน สวมแว่นตากรอบดำหนา มายืนเท้าเอวมองยิ้ม ๆ อยู่ก่อนแล้ว

“พี่อาร์ม ดูสิว่าใครมา” เมธาวีโอบเอวเพื่อนหันไปหาชายหนุ่มราวกับจะอวด

“สวัสดีค่ะพี่อาร์ม” ปาฏลียกมือไหว้ แล้วส่งยิ้มตอบ

“อ้อ ลีนี่เอง มิน่ายัยยุ้ยโวยวายลั่น เขาเพิ่งบอกพี่เมื่อวานนี้เองว่าลีจะมา” นรุฒม์รับไหว้แล้วหันไปยิ้มล้อเลียนเมธาวี “มาไวอย่างนี้ก็ดีเหมือนกัน พี่ขี้เกียจฟังเขาบ่นรอ”

เมธาวีส่งสายตาค้อนให้อย่างไม่ปิดบัง ปาฏลีหัวเราะขำกิริยาของเพื่อนสนิท แต่ก่อนที่เมธาวีจะเอ่ยปากโต้กลับ นรุฒม์ก็พูดขึ้นเสียก่อนว่า “แล้วกันยุ้ย ปล่อยให้ลีหอบของพะรุงพะรังอยู่ได้ เข้าบ้านก่อนไป จะได้ออกมาหาอะไรกิน”

เมธาวี จึงหันไปหาเพื่อนรักเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ แล้วจึงกึ่งจูงกึ่งลากปาฏลีตรงไปยังบ้านไม้สองชั้นด้านหลังซึ่งเปิดเป็นที่ พักสำหรับนักท่องเที่ยวด้วย ด้านหน้ามีสวนหย่อมเล็ก ๆ ที่ตกแต่งและดูแลไม้ดอกไม้ใบไว้อย่างงดงาม ชิงช้าไม้โปร่งสีขาวตั้งอยู่กลางลานหญ้าเขียวชอุ่มตา ปาฏลีมองอย่างชื่นชม

“บ้านเธอน่าเอ็นดูดีจัง”

เมธาวีเหลือบมองตามสายตาของเพื่อนสาว แล้วตอบด้วยน้ำเสียงแฝงความภูมิใจ “ฝีมือพี่อาร์มเขาน่ะ เธอก็รู้นี่ว่าสามีฉันเขาทำงานอะไร”

เมธาวี เป็นเพื่อนสนิทของปาฏลีมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ทั้งสองรักใคร่สนิทสนมกันมาก เมื่อเมธาวีเรียนจบเธอก็แต่งงานกับนรุฒม์ เพื่อนรุ่นพี่ต่างคณะที่คบหากันมานาน และเพราะเธอสุขภาพไม่ดีนัก เมธาวีและสามีจึงย้ายกลับมายังบ้านเกิดของเธอ และเปิดร้านกาแฟเล็ก ๆ ขึ้น โดยมีนรุฒม์คอยช่วยเหลือและรับทำงานออกแบบโดยอิสระอีกงานหนึ่ง เมธาวีชักชวนปาฏลีให้มาเยี่ยมเธอหลายครั้ง แต่เพราะงานรัดตัวและระยะทางที่ไกลเอาเรื่อง ปาฏลีจึงไม่มีโอกาสได้มาสักครั้ง ก็คราวนี้เองที่ได้ฤกษ์เดินทางมาเยี่ยมเพื่อนรักเสียที ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่ฤกษ์ดีเลยสักนิด

“ฉันไม่คิดว่าเธอจะมาไวขนาดนี้ โชคดีนะที่แขกเพิ่งเช็กเอาท์ออกไปห้องหนึ่งเมื่อวานนี้เอง” เมธาวีว่าพลางไขกุญแจห้องพักที่ชั้นล่างของบ้านให้ เมื่อดึงบานประตูไม้ออก ลมก็พัดกรูเข้ามาจากหน้าต่างบานเล็กที่ผนังด้านตรงข้าม ผ้าม่านลูกไม้ปลิวสะบัด ภายในมีเตียงขนาดใหญ่ปูที่นอนไว้เรียบตึงตั้งอยู่เกือบชิดผนัง ด้านในมีตู้เสื้อผ้าไม้แบบโบราณกับโต๊ะเครื่องแป้งแบบที่เคยเห็นบ่อย ๆ ในละครย้อนยุค ห้องน้ำเล็ก ๆ ตรงมุมห้องมีประตูเป็นบานไม้สองบานแบบเดียวกับประตูห้อง ปาฏลีมองห้องเล็ก ๆ นั้นอย่างพอใจ

“ห้องนี้ไม่มีทีวี ถ้าเธออยากได้ห้องมีทีวีแล้วก็แอร์ต้องรอเย็นนี้นะ เพราะแขกชั้นบนจะเช็กเอาท์” เมธาวีเดินเข้ามาเปิดพัดลมให้ พัดลมแบบใบพัดกว้างเหนือเพดานก็หมุนเร็ว ๆ จนปาฏลีต้องห่อไหล่เพราะความหนาวสะท้าน

“อูย ไม่ต้องหรอก ฉันมาที่นี่ไม่ได้อยากมาดูทีวี แล้วแอร์ก็คงไม่จำเป็น เพราะนี่ก็หนาวจะแย่แล้ว”

“เพิ่ง เดือนตุลา ยังไม่หนาวนักหรอก เธอคงยังไม่ชินมากกว่า แต่ถ้ากลางคืนก็เย็นขึ้นหน่อย” ว่าพลางเจ้าของบ้านก็เดินเข้าไปสำรวจข้าวของในห้องน้ำ “เดี๋ยวเธอจัดของแล้วก็อาบน้ำเสียเถอะนะ เสร็จแล้วจะได้ไปหาอะไรกิน”

“ไม่เอาดีกว่า ฉันอยากจะนอนพักสักหน่อย เดี๋ยวอาบน้ำแล้วกะว่าจะนอนเลย เมื่อคืนนั่งรถมาทั้งคืน นอนไม่ค่อยหลับ”

“แต่เธอยังไม่ได้กินอะไรไม่ใช่เหรอ?”

“กินแล้ว ไม่ต้องห่วง” ปาฏลีจำต้องพูดปด เพราะหล่อนยังไม่มีอารมณ์อยากทานอะไรในตอนนี้

เมธาวีตรงเข้ามาจับมือหญิงสาวบีบแรง ๆ “เธอเป็นเพื่อนฉันนะลี ไม่ห่วงเธอ จะให้ฉันไปห่วงใครล่ะ”

ปาฎ ลีบีบมือเพื่อนตอบแล้วยิ้มให้บาง ๆ น้ำตาเริ่มออกมาคลอหน่วยเมื่อได้รับรู้ถึงน้ำใจจากเพื่อนสนิท “ขอบใจนะยุ้ย เธอเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของฉันเลย”

“ไม่เอาละ เธอทำหน้าจะร้องไห้อีกแล้ว ที่เธอโทร. มาร้องห่มร้องไห้กับฉันเมื่ออาทิตย์ก่อนยังไม่พออีกเหรอ เอาเป็นว่า เธอนอนพักให้สบายเถอะ ตื่นแล้วค่อยออกไปคุยกันนะ”

ปาฏลีเอ่ยปาก ขอบใจเพื่อนรัก เมื่อเมธาวีออกจากห้องไปแล้ว หญิงสาวจึงล้มตัวลงนอนอย่างอ่อนแรง ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางบวกกับความเศร้าลึกภายใน ทำให้หล่อนทานอะไรไม่ลงและแทบไม่อยากพบปะผู้คน เมื่อได้พบหน้าเพื่อนที่รักสนิทกันเหมือนญาติ ความทุกข์ตรมในหัวใจก็ดูจะคลายลงไปเล็กน้อย แต่แล้วเมื่อต้องอยู่คนเดียวอีกครั้ง ความรู้สึกเก่า ๆ ก็กลับคืนมาอีก ความสับสนกลับไปกลับมาเช่นนี้รุมเร้าหล่อนตลอดในช่วงหลายวันที่ผ่านมา เมื่ออยู่คนเดียวก็รู้สึกทุกข์ตรมหม่นไหม้จนแทบจะทนไม่ได้ เมื่ออยู่ท่ามกลางผู้คนก็ยังคงอ้างว้างเหมือนอยู่ตัวคนเดียวในโลก
ความรู้สึกรวดร้าวเช่นนี้ จะมีใครเข้าใจบ้างไหมหนอ ?

ปา ฏลีนอนมองเพดานอย่างไร้ความหมาย น้ำใส ๆ เอ่อออกจากหางตาหยาดลงบนที่นอน หญิงสาวไม่ใส่ใจจะปาดมันทิ้ง ปล่อยให้มันหยาดหยดลงอย่างนั้นจนหมดแรง และหลับไป…



เมื่อ รู้สึกตัวอีกครั้ง ปาฏลีรู้สึกเหมือนได้หลับเต็มอิ่มเป็นครั้งแรกหลังจากต้องสะดุ้งตื่นกลางดึก มาหลายคืน หันไปมองนาฬิกาข้อมือที่ถอดวางไว้ที่โต๊ะเล็กข้างเตียง เข็มสั้นชี้เลยเลขสองมาเล็กน้อย บอกเวลาบ่ายสองโมงครึ่ง หญิงสาวหยัดกายขึ้น พลางกะพริบตามองรอบ ๆ ตัวอีกครั้ง
อ้อ เรามาหายัยยุ้ยที่ปาย หลายครั้งที่หล่อนตื่นขึ้นมาแล้วต้องคอยบอกตัวเองว่ากำลังทำอะไรอยู่ที่ไหน เพราะบางครั้งสมองของหล่อนก็ราวกับจะชาเฉยกับสิ่งรอบตัวไปชั่วขณะ การสูญเสียความรักทำร้ายคนเราได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ ?

เอาล่ะ อาบน้ำดีกว่า เดี๋ยวยัยยุ้ยจะเสียเวลามาตามเสียอีก ปาฏลีบอกตัวเอง แล้วลุกขึ้นเดินไปยังกระเป๋าเดินทางทั้งสองใบที่กองทิ้งไว้มุมห้อง ยกกระเป๋าหิ้วใบเล็กขึ้นวางบนโต๊ะเครื่องแป้ง รื้อเอาอุปกรณ์อาบน้ำและเครื่องสำอางออกมาเรียงหน้ากระจก เธอตั้งใจมาอยู่ที่นี่หลายวัน จัดข้าวของไว้ให้เรียบร้อยจะดีกว่ามาคอยควานหาจากกระเป๋าทุกวัน เมื่อค้นเอาของออกจากกระเป๋าหมดแล้ว จึงหันมาเปิดเป้หลังใบใหญ่เพื่อจะจัดเสื้อผ้าเข้าไว้ในตู้

แต่ แล้ว หญิงสาวก็ต้องขมวดคิ้วอย่างแปลกใจ เมื่อเปิดกระเป๋าออกแล้วข้าวของภายในดูไม่คุ้นตาเอาเสียเลย เสื้อผ้าและหนังสือที่หล่อนหอบหิ้วมาจากกรุงเทพฯ อันตรธานหายไปราวปาฏิหาริย์ กลับกลายเป็นเสื้อผ้าสีทึม ๆ กับกล่องข้าวของแปลกตาที่หล่อนไม่รู้จักและแน่ใจว่าไม่ใช่ของตัวเอง ปาฏลีกะพริบตาปริบ ๆ แล้วล้วงมือหยิบกองเสื้อผ้าที่พับเอาไว้ลวก ๆ ในกระเป๋าออกมาดู เมื่อกางเสื้อผ้าพับแรกออกดูก็พบว่ามันคือเสื้อยืดสีน้ำเงินของผู้ชาย และตัวถัดไปคือกางเกงยีนสีเข้มของผู้ชายอีกเช่นกัน

ปาฏลีคว้าเป้ ขึ้นพิจารณาใกล้ ๆ เป็นแบบและสีเดียวกันกับเป้หลังของหล่อน แต่เก่าและโทรมกว่าเล็กน้อย นี่หล่อนหยิบกระเป๋าของใครมากันล่ะนี่ ? ในเมื่อตอนที่เปิดเอาหนังสือออกมาอ่านที่สถานีขนส่งเชียงใหม่ มันยังเป็นกระเป๋าและข้าวของของหล่อนอยู่แท้ ๆ

ปาฏลีนั่งลงกับ เตียงอย่างหมดแรง เคราะห์ซ้ำกรรมซัดอะไรอย่างนี้ หล่อนหนีมาจากกรุงเทพฯ  หวังจะหลบมาพักให้ไกลจากปัญหาทั้งมวล กลับกลายเป็นว่าหล่อนประสบกับโชคร้ายตั้งแต่เริ่มต้นเลยหรือนี่ เสื้อผ้าข้าวของส่วนตัวที่หายไปก็ไม่กระไรนัก แต่ที่น่าเสียดายที่สุดก็คือ ไดอารี่ที่ข้างในบรรจุความรู้สึกของหญิงสาวเอาไว้เต็ม นี่ถ้าใครเก็บได้ คงแทบจะแต่งนิยายเศร้าสลดรันทดใจได้อีกเรื่องทีเดียว

ปาฏลีนั่งงง กับโชคร้ายของตนอยู่ครู่หนึ่ง จึงถอนหายใจออกมายาว ๆ ลุกไปล้างหน้าล้างตา สางผมเผ้าให้เรียบแล้วรัดเป็นปมหางม้าไว้จนตึง ก่อนจะเดินออกจากห้องเพื่อไปหาเมธาวีที่น่าจะอยู่ที่หน้าร้าน

เมธาวีกำลังเรียงถ้วยกาแฟใส่ถาดส่งให้พนักงานยกออกไปเสิร์ฟเมื่อหันมาเห็นปาฏลีเดินเข้าประตูหลังร้านมาอย่างหมดแรง

“อ้าว ยัยลี เพิ่งตื่นเหรอ ? แล้วนั่นทำไมยังไม่เปลี่ยนเสื้อผ้าอีกล่ะ ?”

ปาฏลีถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วทำตาแดง ๆ มองหน้าเพื่อน “กระเป๋าเสื้อผ้าฉันหาย สลับเอาของใครมาก็ไม่รู้”

“อ้าว ตายแล้วยัยลี ไปสลับกับใครที่ไหนมา ?”

“ฉัน ก็ไม่รู้” หญิงสาวไหวไหล่แบบจนปัญญา “เมื่อตอนรอรถที่เชียงใหม่ก็ยังเป็นกระเป๋าของฉันอยู่เลย อะไรกันนักหนานะยุ้ย ทำไมฉันถึงได้โชคร้ายแบบนี้ เธอว่ามันจะเกี่ยวกับเบญจเพสของฉันรึเปล่า ?”

ยังไม่ทันจะพูดจา อะไรกันต่อไป นรุฒม์ก็เดินเข้ามาจากหน้าร้าน ตามหลังมาด้วยชายหนุ่มคนหนึ่งที่แบกเป้หลังและสะพายข้าวของพะรุงพะรังเต็ม ไหล่

“มีอะไรกันหรือ ? ยุ้ย ลี” นรุฒม์เอ่ยปากถามเมื่อเห็นสีหน้าไม่สบายใจของทั้งสองสาว

“ก็ยัยลีสิคะ ไม่รู้ไปนั่งใจลอยที่ไหนมา เลยไปหยิบเอากระเป๋าใครมาก็ไม่รู้ ของ ๆ ตัวก็หายไปด้วย”

“อ้าว” นรุฒม์หลุดปากอุทานออกมาได้เพียงเท่านั้น เมื่อปาฏลีเงยหน้าขึ้นมองสามีเพื่อนด้วยสายตาละห้อย แล้วมองเลยข้ามไหล่ไปยังชายหนุ่มอีก
คนที่เดินตามเข้ามาด้วย ทันทีที่เห็นหน้าถนัด ปาฏลีก็ร้องออกมาเสียงดังลั่นจนคนทั้งร้านหันมามองอย่างตกใจ

“คุณ !”

ปา ฏลีจำได้ในทันทีว่าเป็นชายหนุ่มคนเดียวกับที่หล่อนแย่งซื้อตั๋วกับเขาที่ สถานีขนส่งเชียงใหม่ และดูท่าว่าเขาเองก็จำหล่อนได้แม่นเช่นกัน ชายหนุ่มเลิกคิ้วขึ้นน้อย ๆ ขณะที่มองตอบมา

“อ้าว นี่รู้จักกันด้วยหรือ ?” นรุฒม์มองทั้งสองคนสลับกันไปมา เช่นเดียวกับเมธาวีที่กะพริบตามองทั้งสองคนอย่างงง ๆ

ปา ฏลีหันไปยิ้มเจื่อน ๆ กับนรุฒม์ จะว่าไป หล่อนก็ทำผิดเอาไว้เหมือนกันที่ไปแย่งตั๋วรถของเขามาต่อหน้าต่อตา แต่นั่นก็เพราะหล่อนกำลังหงุดหงิดโมโหและอยากจะเอาชนะผู้ชายทั้งโลก ทั้งยังไม่คิดด้วยว่าจะต้องมาพบกันอีก ทำไมหล่อนถึงลืมคิดไปได้นะว่าเขาก็จะเดินทางมาที่เดียวกันกับหล่อน แต่โลกก็ไม่น่าจะกลมถึงเพียงนี้นี่นา

“ไม่รู้จักหรอก” ชายหนุ่มที่มาใหม่เอ่ยขึ้นก่อน หรี่ตามองมาที่ปาฏลี “แต่คิดว่าน่าจะรู้จักเอาไว้บ้างก็ดี ผู้หญิงอะไร มือไวอย่างกับลิง”


-ตอนที่ 2-


ปา ฏลีหันขวับไปมองคนพูดอย่างเอาเรื่อง เป็นครั้งแรกที่หล่อนได้มองหน้าเขาเต็มตา ชายหนุ่มตรงหน้าสูงจนหล่อนต้องแหงนคอตั้งเมื่อยืนอยู่ในระยะใกล้กันขนาดนี้ ผิวคร้ามแดดอย่างคนที่ใช้ชีวิตกลางแจ้งอยู่เกือบตลอดเวลา คิ้วเข้มรับกับดวงตาคม ริมฝีปากบางหยักขึ้นน้อย ๆ ตามอารมณ์ภายใน เขามองมาที่หล่อนนิ่ง ๆ แต่แววตาที่ทอดมามีแววขันน้อย ๆ ซึ่งนั่นยิ่งทำให้หญิงสาวหงุดหงิดมากขึ้นไปอีก

“เดี๋ยวนะ นี่มันอะไรกัน ? ตกลงสองคนนี่รู้จักหรือไม่รู้จักกันแน่” นรุฒม์หันไปมองคนนั้นทีคนนี้ทีเพื่อหาคำอธิบาย

“ไม่รู้จักค่ะ !” ปาฏลีตอบเสียงดุ สะบัดหน้าหนีจากดวงตาเข้มที่มองมาเหมือนกับจะล้อเลียน

“อ้าว เออ…ไม่รู้จักก็ไม่รู้จัก” นรุฒม์เกาหัวแกรกอย่างงง ๆ “ถ้างั้นก็รู้จักกันไว้ตรงนี้เลยแล้วกัน นายโก...นี่ปาฏลี เพื่อนของยุ้ยเขา ลี...นี่นายโกเมน เพื่อนพี่”

“สวัสดีค่ะพี่โก พี่อาร์มบอกไว้หลายวันแล้วค่ะว่าพี่จะมาวันนี้” เมธาวีเอ่ยทักทายขึ้นก่อน พร้อมยิ้มกว้างต้อนรับเพื่อนของสามีที่หล่อนรู้จักและสนิมสนมเป็นอย่างดี แล้ว

“เออ แต่ทำไมมาซะบ่ายเลยล่ะ ? เมื่อเช้าเอ็งโทร. มาบอกว่าจะมารถเที่ยวแรกไม่ใช่เหรอ ?”

นรุฒม์ หันไปถามเพื่อน เช้ามืดวันนี้ขณะที่เขาลุกขึ้นเตรียมเปิดร้าน โกเมนโทรศัพท์มาบอกว่าเพิ่งเดินทางถึงเชียงใหม่ และจะจับรถโดยสารเที่ยวแรกจากเชียงใหม่มาปายทันที กะเวลาดูแล้ว เขาน่าจะมาถึงราวสิบโมงเช้า นรุฒม์จึงนึกแปลกใจเมื่อเพื่อนสนิทมาปรากฏตัวที่ร้านตอนเกือบบ่ายสามโมง

โกเมน เบือนสายตาจากคนหน้าง้ำมามองเพื่อนและภรรยา ตอบคำถามด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ แต่จงใจให้หญิงสาวอีกคนฟังมากกว่า “ก็เกือบได้ตั๋วเที่ยวแรกแล้วล่ะ แต่ดันโดนมือดีชิงไปต่อหน้าต่อตาซะก่อนน่ะสิ”

“ตายจริง...” เมธาวีออกอุทานอย่างตกใจ “โดนขโมยตั๋วหรือคะ ?”

โกเมนไหวไหล่พลางยิ้ม “ก็...จะว่าอย่างนั้นก็ได้นะ”

ปา ฏลีหันขวับกลับมา รู้สึกเหมือนหล่อนกำลังถูกปรักปรำว่าเป็นขโมย จึงออกปากพูดกับชายหนุ่มเป็นครั้งแรก “นี่คุณ ! พูดดี ๆ นะ ฉันไม่ได้ขโมยซะหน่อย คุณนั่นแหละเป็นผู้ชายแท้ ๆ ไม่รู้จักเสียสละเลย”

โกเมน ยังคงมองมาที่หล่อนนิ่ง ๆ พร้อมรอยยิ้มขัน ๆ ที่ทำให้อารมณ์ของปาฏลียิ่งฉุนเฉียวมากขึ้นไปอีก ส่วนนรุฒม์และเมธาวีดูเหมือนจะเข้าใจสถานการณ์ได้ในทันที

“อ้อ เรื่องเป็นอย่างนี้นี่เอง” นรุฒม์หัวเราะเบา ๆ เอื้อมมือไปตบไหล่โกเมน ก่อนหันไปหาเพื่อนของภรรยา “อย่าถือสากันเลยนะ เรื่องมันแล้วไปแล้ว เอาเป็นว่าตอนนี้ได้รู้จักกันแล้วก็ละกันนะ”

ปาฏลีขมวดคิ้วมุ่น ยังไม่หายหงุดหงิด ยิ่งรวมเข้ากับเรื่องกระเป๋าเสื้อผ้าของหล่อนที่หายไปด้วยแล้ว หญิงสาวก็แน่ใจว่าโกเมนนั้นเป็นโชคร้ายอีกเรื่องที่หล่อนต้องเจอในวันนี้

“ว่าแต่เมื่อกี้ยุ้ยว่ากระเป๋าเสื้อผ้าของลีหายไปหรือ ? มันยังไงกันล่ะ ?” นรุฒม์เอ่ยถามถึงเรื่องที่คุยกันค้างอยู่เมื่อครู่

“ลีก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะพี่อาร์ม โชคร้ายอะไรอย่างนี้ก็ไม่รู้” ปาฏลีถอนหายใจยาวอย่างปลงตก เพราะคงหมดหวังที่จะได้ของตัวเองคืนมา

“นี่ ใช่มั้ย ? กระเป๋าของคุณ” เสียงจาก ‘โชคร้าย’ ของปาฏลีดังขึ้น ชายหนุ่มปลดเป้ลงจากหลังแล้วยื่นมาตรงหน้าหญิงสาว ปาฏลีเบิกตากว้างเมื่อเห็นกระเป๋าของตัวเอง หล่อนคว้าจากมือของเขาไปอย่างรวดเร็ว เปิดเป้ออกตรวจดูข้าวของภายใน เมื่อแน่ใจว่าของข้างในเป็นของตัวเองก็ยิ้มออกมาอย่างโล่งอก

“คุณรีบร้อนวิ่งออกไป แถมคว้าเอากระเป๋าผมไปด้วย จะเรียกก็ไม่ทันแล้ว กระเป๋าของผมคงอยู่ที่คุณใช่ไหม ?”

ปา ฏลีเงยหน้ามองชายหนุ่มแล้วพยักหน้าน้อย ๆ รู้สึกละอายใจขึ้นมาที่ไปแย่งซื้อตั๋วรถที่ควรจะเป็นของเขา แถมเมื่อกี้ยังนึกค่อนขอดว่าเขาเป็นตัวโชคร้าย แต่แล้วเขากลับเอาข้าวของที่นึกว่าจะสูญไปเสียแล้วมาคืนถึงที่ หล่อนจึงยิ้มแห้ง ๆ ให้เขาอย่างนึกขอบคุณ

“เออ โชคดีนะที่เอ็งเอามาด้วยถึงนี่ ว่าแต่ทำไมเอ็งถึงรู้ว่ายัยลีจะอยู่ที่นี่ล่ะ ?” นรุฒม์เอ่ยขึ้นอย่างสงสัย

“ที แรกก็คิดว่าจะเอาไปฝากไว้ที่รับฝากของหายที่สถานีแล้วล่ะ เผื่อเจ้าของจะมาถามหาทีหลัง...” โกเมนตอบเรื่อย ๆ แล้วก็ชะงักไปเหมือนลังเล แต่เมื่อสบสายตากับหญิงสาวเจ้าของกระเป๋าที่มองจ้องมา เขาก็เอ่ยต่อมาพร้อมจ้องกลับด้วยแววตาแปลก ๆ “แต่เจ้าของกระเป๋าเขาบอกรายละเอียดไว้ชัดเลยนี่ ว่าเขาจะมาที่นี่”

นรุฒม์ กับเมธาวีหันกลับมามองหน้าปาฏลี หญิงสาวขมวดคิ้วด้วยสงสัยในคำตอบของชายหนุ่ม หล่อนก็ไม่ได้ใส่นามบัตรของร้านหรือเขียนแผนที่อะไรที่บ่งบอกว่าจะมาพักที่ นี่ไว้ในกระเป๋าเป้นี่นา ข้างในนั้นก็มีแต่เสื้อผ้า หนังสือสองสามเล่มที่พกมาสำหรับอ่านเล่นเมื่อต้องอยู่ว่าง ๆ ที่นี่ แล้วก็...

ปาฏลีเบิกตากว้างเมื่อนึกถึงไดอkรี่เล่มเล็กที่ใส่ไว้ ในช่องซิปด้านหน้ากระเป๋า ข้างในนั้นระบุชัดเจนว่าหล่อนจะมาพักกับเมธาวีที่นี่ ไม่เพียงเท่านั้น หลายวันมานี้หล่อนระบายความรู้สึกทั้งโกรธ ผิดหวัง เสียใจ และความสิ้นหวังต่อความรักเอาไว้จนเต็ม ป่านนี้เขาไม่รู้หมดแล้วหรือว่าหล่อนเป็นผู้หญิงอกหักที่วิ่งหนีความหลังอัน โหดร้ายมาไกลจนถึงนี่...

นี่เอง สาเหตุที่ทำให้เขามองหล่อนด้วยสายตาแปลก ๆ

หญิง สาวหมุนตัวกลับทันที เดินเร็ว ๆ ออกหลังร้านตรงเข้าไปยังตัวบ้าน เมื่อถึงห้องนอนก็เหวี่ยงเป้ลงไปบนเตียงอย่างหัวเสีย เมธาวีวิ่งเหยาะ ๆ ตามหลังมาพอดี ทันเห็นท่าทางกระฟัดกระเฟียดของเพื่อนรักจึงเอ่ยปากถาม

“เป็นอะไรไปยัยลี ? ทำไมหงุดหงิดอย่างนั้นล่ะ ? พี่โกเขาอุตส่าห์เอากระเป๋ามาคืนให้ ไม่ดีใจหรือ ?”

“ก็ เขาอ่านไดอารี่ของฉันน่ะสิ ! เขาถึงได้รู้ว่าฉันจะมาพักกับเธอที่นี่ !” ปาฏลีเดินไปคว้ากระเป๋าเป้อีกใบจากมุมห้อง ยัดเสื้อผ้าที่รื้อออกมาดูใส่เข้าไปลวก ๆ แล้วหิ้วออกไปที่ประตู พบเข้ากับนรุฒม์และโกเมนที่กำลังยืนไขกุญแจอยู่หน้าห้องพักตรงกันข้ามพอดี

“นี่ กระเป๋าคุณ !” หญิงสาวยัดกระเป๋าใส่มือชายหนุ่มแล้วตะโกนใส่หน้า “แต่จะขอบใจกว่านี้มากถ้าคุณไม่ละลาบละล้วงเรื่องส่วนตัวของคนอื่น !” ว่าแล้วก็สะบัดหน้ากลับเข้าห้องปิดประตู ทิ้งให้อีกสามคนที่เหลือยืนมองหน้ากันตาปริบ ๆ

โกเมนมองตามร่าง บางที่ผลุบหายเข้าไปในห้องพร้อมปิดประตูตามหลังเสียงดัง แล้วก้มลงมองกระเป๋าในมือตัวเองอย่างปราศจากความหมาย เสียงเมธาวีเอ่ยขึ้นอ่อย ๆ

“ขอโทษด้วยนะคะพี่โก ยัยลีคงกำลังอารมณ์ไม่ดีน่ะค่ะ”

เขา เงยหน้าขึ้นมองภรรยาสาวของเพื่อนยิ้ม ๆ “ไม่ต้องขอโทษอะไรหรอกยุ้ย ที่จริงพี่ก็ผิดเหมือนกันที่ไปยุ่งกับของส่วนตัวของเขา แต่ถ้าพี่ไม่เปิดดูก็คงไม่รู้ว่าจะหาตัวเจ้าของได้ยังไง”

นรุฒม์ ตบไหล่เพื่อนเบา ๆ แล้วผลักเข้าไปในห้อง “เอ็งเข้าไปเก็บของก่อนดีกว่า ยุ้ยไปดูลีก่อนก็ได้นะ เดี๋ยวพี่ออกไปดูหน้าร้านให้เอง”

เมธาวีพยักหน้า แล้วเดินตรงไปเคาะประตูห้องฝั่งตรงข้าม “ลี เปิดประตูให้ฉันหน่อยสิ”

อึดใจ ใหญ่ คนข้างในจึงยอมเปิดประตูออกมาพร้อมกับตาแดง ๆ สภาพเหมือนคนเพิ่งร้องไห้น้ำตายังไม่ทันแห้ง ปาฏลีคงจะปาดออกลวก ๆ แล้วจึงลุกมาเปิดประตูให้เพื่อน หญิงสาวหันหลังกลับเดินไปทิ้งตัวนั่งบนเตียง เมธาวีปิดประตูแล้วก้าวมาหยุดยืนตรงหน้า

“ดูหน้าตาเข้าซิ ดูไม่ได้เลยยัยลี”

ปาฏลีไม่ตอบอะไร นอกจากนั่งเม้มปากนิ่ง ตาเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง

“ไม่ เอาน่ะลี อย่าโกรธอะไรพี่โกเขาเลย เขาบอกฉันนะว่าไม่ได้ตั้งใจ เขาแค่อยากรู้ว่าใครเป็นเจ้าของกระเป๋าเท่านั้นเอง แล้วก็บังเอิญไดอารี่ของเธอมันเป็นหลักฐานเดียวที่มี”

“แต่เขาก็ไม่ควรอ่าน มันเป็นเรื่องส่วนตัวของคนอื่น !” ปาฏลีตอบเสียงห้วน แสดงอารมณ์ที่ยังกรุ่นอยู่ภายใน

“โธ่ พี่เขาคงไม่ได้อ่านละเอียดอะไรหรอก คงแค่พอให้รู้ว่าเธอเป็นใคร จะได้ตามหาเจ้าของได้ถูก”

“เขา ต้องอ่านหมดนั่นล่ะ ! เขาต้องอ่านทั้งหมดที่ฉันเขียน !” ปาฏลีหันกลับมามองหน้าเพื่อน เมื่อเมธาวียังเบิกตาโตเหมือนจะถามว่าหล่อนรู้ได้ยังไง ปาฏลีก็ตอบเสียงดังจนเกือบจะเป็นตะโกน “ไม่งั้นเขาจะมองหน้าฉันเหมือนฉันเป็นตัวตลกอย่างนั้นเหรอ !”

เมธาวีเอื้อมมาจับมือเพื่อนเขย่าเบา ๆ “อะไรกันลี ฉันไม่เห็นพี่โกเขาทำท่าแบบนั้นเลย เธอคิดมากไปเองรึเปล่า ?”

“ฉัน ไม่ได้คิดไปเอง ! เธอไม่เห็นสายตาที่เขามองฉันเหรอ ? ใช่สิ ! เขาต้องคิดแน่ว่า อ้อ ! นี่เอง ยัยผู้หญิงอกหักที่โดนแฟนทิ้งไปกับคนอื่น จนต้องหนีมาเลียแผลใจไกลถึงขนาดนี้” พูดเท่านี้ น้ำตาก็หล่นเผาะ ๆ ลงมาอีก แต่คราวนี้ผสมปนเปกันทั้งความเสียใจกับความคับแค้นใจที่มีคนอื่นมาล่วงรู้ ถึงความอ่อนแอของตัวเอง

เมธาวีส่ายหน้าเหมือนจนปัญญา หล่อนฉุดแขนเพื่อนเบา ๆ ให้ลุกขึ้น “ไม่เอาล่ะ ฉันไม่ฟังเธอแล้ว ลุกขึ้นแล้วออกไปหาอะไรกินดีกว่า”

“ฉันไม่ไป !”

“แต่เธอยังไม่ได้กินอะไรนะ แล้วนี่ก็บ่ายสามเข้าไปแล้วด้วย”

“ฉัน ยังไม่หิว...” ปาฏลีเสียงอ่อนลงเล็กน้อย ที่จริงหล่อนก็เริ่มรู้สึกหิวขึ้นมาแล้วเหมือนกัน เพราะตั้งแต่เช้ายังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย แต่เมื่อคิดว่าจะต้องออกไปเผชิญหน้ากับเจ้าของแววตาแปลก ๆ คู่นั้น หล่อนก็อดจะรั้นไม่ได้

“ไม่ได้ ! เธอต้องกิน” เมธาวีเสียงเข้มขึ้น หล่อนฉุดเพื่อนลุกขึ้นได้จนสำเร็จแล้วรุนหลังไปจนถึงหน้าห้องน้ำ ใช้น้ำเสียงแบบที่ปาฏลีคุ้นเคยมาตลอด เวลาที่หล่อนรั้นจะเอาให้ได้อย่างใจ แล้วถูกเมธาวีกำหราบเอาได้ทุกครั้ง “ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าซะ ฉันจะไปรอเธอหน้าร้าน เดี๋ยวจะหาอะไรให้กิน”

เมธาวีก้าวฉับ ๆ ไปที่ประตู ก่อนจะปิด หล่อนส่งสายตามากำชับเพื่อนแทนคำพูด เมื่อเห็นปาฏลีหายเข้าห้องน้ำไป จึงถอนใจเบา ๆ ปาฏลียังคงหัวรั้นเหมือนเมื่อครั้งเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยไม่มีผิด แล้วก็ยังต้องเป็นหล่อนอีกนั่นแหละที่ต้องคอยกำหราบไม่ให้ปาฏลีแผลงฤทธิ์มาก เกินไปนัก

โกเมนเปิดประตูห้องพักของเขาออกมาพอดี ผมที่ยาวปรกต้นคอเปียกหมาด ๆ เสื้อผ้าผลัดใหม่แล้วเรียบร้อย ที่ไหล่สะพายกระเป๋าสี่เหลี่ยมใบย่อม พร้อมขาตั้งกล้องอันใหญ่ในมือ เขาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นเมธาวียืนทำหน้ายุ่งอยู่คนเดียว   

“อ้าว พี่โก อาบน้ำเสร็จแล้วหรือคะ ? เดี๋ยวไปทานข้าวด้วยกันนะคะ” เมธาวีเอ่ยขึ้น

“ไม่ เป็นไรจ้ะ พี่ทานแล้วก่อนแวะมาที่นี่ ตามสบายเถอะ” เขาเหลือบตามองไปทางประตูห้องฝั่งตรงข้ามที่ปิดสนิทแวบหนึ่ง “พี่ต้องออกไปทำงานแล้วล่ะ เดี๋ยวค่ำ ๆ จะกลับ”

เมธาวีพยักหน้า นึกโล่งใจเหมือนกันที่เขาจะได้ไม่ต้องเผชิญหน้ากับคนหัวรั้นในห้อง ไม่อย่างนั้นหล่อนและนรุฒม์ในฐานะคนกลางคงลำบากใจไม่น้อย


ปา ฏลีหันมองซ้ายขวาอย่างลังเลใจ เมื่อเข้ามาหยุดยืนอยู่ใกล้เคาน์เตอร์หน้าร้าน หล่อนสวมเสื้อยืดสีขาวพอดีตัว กระโปรงผ้าเนื้อบางเบาสีเหลืองอ่อนยาวเกือบกรอมเท้า ผมดำยาวเคลียไหล่ยังหมาดน้ำเพราะเจ้าตัวเพียงใช้ผ้าขนหนูเช็ดพอให้แห้ง ใบหน้าอ่อนเยาว์นั้นแต้มแต่งเครื่องสำอางไว้บาง ๆ เผยความงามตามธรรมชาติของหล่อนที่แม้จะไม่สวยผุดผาดนัก แต่ก็ชวนให้เหลียวมองซ้ำได้ไม่รู้เบื่อ

“อาบน้ำอาบท่าแล้วหน้าตา ค่อยยังชั่วนะเธอน่ะ” เมธาวีลุกจากโต๊ะด้านในสุดของร้านมาจูงมือเพื่อนสาวไปนั่งที่เก้าอี้ นรุฒม์นั่งคอยอยู่ก่อนแล้ว บนโต๊ะมีข้าวพร้อมกับสองสามอย่างวางเตรียมไว้เหมือนรอท่า

ปาฏลี มองอาหารตรงหน้าแล้วนึกหิวขึ้นมาทันที แต่เพราะยังอดไว้ท่าทีไม่ได้ตามนิสัยที่มีแต่เดิม จึงเงยหน้าขึ้นมองนรุฒม์เหมือนจะถาม แต่ก็ไม่เอ่ยปากอะไรออกมา

เหมือน จะรู้ว่าปาฏลีต้องการถามอะไร เขาจึงหันไปตักข้าวจากโถข้างตัว ส่งจานให้หญิงสาวก่อน ปากก็เอ่ยชวน “เอ้า กินกันเลย ไอ้โกมันออกไปถ่ายรูปนู่นแล้ว ถ้าหิวมันคงหากินเองได้ หมอนี่ลงได้ถ่ายรูปล่ะก็ เป็นลืมหมด”

“พี่โกเขาเป็นช่างภาพจ้ะ ลี ที่มาปายนี่ก็เพราะมาทำงาน” เมธาวีเอ่ยขึ้น เมื่อเห็นเพื่อนยังเฉย ไม่พูดว่าอะไร จึงหันไปหาสามีเพื่อชวนคุย “ใช่มั้ยคะ ? พี่อาร์ม”

“ใช่จ้ะ เห็นว่าคราวนี้มาถ่ายรูปให้หนังสือแนะนำท่องเที่ยวหรือไงนี่แหละ”

“เธอน่าจะได้เห็นฝีมือถ่ายรูปของพี่โกนะ ยัยลี สวยมากเลยล่ะ ฉันยังเคยแอบขอให้พี่โกถ่ายรูปให้บ่อย ๆ เลย”   

ปาฏลีก้มหน้าก้มตาทานอาหารเฉยอยู่ ราวกับไม่ได้ยินสิ่งที่ทั้งสองคนกำลังพูด หึ ใครสนใจกันล่ะว่าหมอนั่นจะทำมาหากินอะไร !

เงียบ กันไปอึดใจหนึ่ง นรุฒม์จึงเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมาว่า “ลีอยากไปเที่ยวไหนรึเปล่าล่ะ ? ที่ปายนี่มีที่เที่ยวเยอะนะ ลียังไม่เคยมาใช่ไหม ?”

“ค่ะ” ปาฏลีตอบสั้น ๆ

“เธอ อยากไปไหนเป็นพิเศษรึเปล่า ? เดี๋ยวเรามาช่วยกันลิสต์สถานที่เลยก็ได้” เมธาวีเอ่ยด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น หวังจะกระตุ้นให้เพื่อนสาวร่าเริงขึ้นมาบ้าง “ดีมั้ย ?”

“อืม ก็ดี...” ปาฏลีพยักหน้าตอบเรื่อย ๆ มากกว่าจะสนใจจริงจัง

“แล้ว เราก็ให้พี่อาร์มขับรถพาไป หรืออยากจะไปค้างที่รีสอร์ทแถว ๆ ริมน้ำปายก็ได้ นะคะพี่อาร์ม” ประโยคหลังหันไปพยักเพยิดกับสามี ซึ่งก็ยิ้มรับอย่างเอาใจ

“เอางี้ เดี๋ยวพี่ไปหยิบโบชัวร์ แล้วก็อัลบั้มรูปที่เราเคยถ่าย ๆ ไว้มาให้ลีดูดีกว่า จะได้รู้ว่าอยากจะไปไหนก่อนดี” ว่าแล้วนรุฒม์ก็ลุกออกไปจากโต๊ะ ส่วนเมธาวีก็ตักกับข้าวส่งให้เพื่อน พลางคะยั้นคะยอให้เธอทานมาก ๆ

“... ที่จริงเธอกับพี่อาร์มไม่ต้องลำบากหรอกนะ ฉันก็ไม่ได้อยากจะไปเที่ยวไหน อยากอยู่เฉย ๆ มากกว่า” ปาฏลีพูดพลางเขี่ยอาหารในจานไปมา

“ได้ ยังไงกันล่ะ ยัยลี เธอถ่อมาไกลถึงนี่ คงไม่ได้คิดจะมาเปลี่ยนที่นอนเฉย ๆ หรอกนะ” เมธาวีมองเพื่อนอย่างตำหนิ “มาทั้งทีก็ต้องเที่ยวให้เต็มที่สิ อีกอย่าง มานั่ง ๆ นอน ๆ ซึมกะทือแบบนี้มันไม่ได้อะไรขึ้นมาหรอกน่ะ”

ยัง ไม่ทันที่เพื่อนสาวจะตั้งท่าเทศนาอะไรต่อไป เสียงโทรศัพท์มือถือของปาฏลีก็ดังขึ้น หญิงสาวละมือจากช้อนส้อม หยิบโทรศัพท์ขึ้นดูแล้วขมวดคิ้วอย่างสงสัยเมื่อเห็นหมายเลขไม่คุ้นตา

“สวัสดีค่ะ” ปาฏลีกรอกเสียงลงไป พลางคิดในใจว่าอาจเป็นลูกค้าสักคนที่โทร. มาติดต่อเรื่องงาน

“...พี่ลีเหรอคะ ?” เสียงเล็ก ๆ จากปลายสายดังขึ้นเบา ๆ หลังจากเงียบไปครู่เหมือนลังเล “...นี่ศิตาเองนะคะ”

ปา ฏลีคอแข็งขึ้นทันที ไม่จำเป็นต้องแนะนำตัว เธอก็จำน้ำเสียงนั้นได้แม่น ! มือที่ถือโทรศัพท์แนบหูอยู่สั่นน้อย ๆ อาการผิดปกติของเพื่อนทำให้เมธาวีจับตามองอย่างนึกสงสัย

“เอ่อ...ตาไปหาพี่ที่ออฟฟิศ แต่เขาบอกว่าพี่ลาพักร้อน... ตาแค่อยากจะโทร. มาถามว่าพี่สบายดีใช่มั้ยคะ... ?”

ปาฏลีกัดริมฝีปากตัวเอง พูดเสียงแค่น “เธอจะอยากรู้ไปทำไม ?”

“ตาเป็นห่วงพี่ลีนะคะ... ตาอยากจะขอโทษพี่อีกครั้ง ตารู้ว่าตาทำผิดกับพี่มาก แต่...แต่ตากับพี่เอก เราสองคน...”

โดย ไม่ปล่อยให้ปลายสายพูดจบประโยค ปาฏลีก็โพล่งออกไปด้วยน้ำเสียงแตกพร่า น้ำตาออกมาคลอหน่วย “ไม่จำเป็น ! ฉันเข้าใจทุกอย่างดี ! พวกเธอจะทำอะไรก็เชิญ ไม่ต้องสนใจความรู้สึกของฉัน ตอนที่พวกเธอทำ เธอก็ไม่ได้สนใจอยู่แล้วนี่ จะมาพูดอะไรอีกในตอนนี้ !” หญิงสาวฝืนหัวเราะเสียงขื่น ก่อนพูดเสียงดังจนเกือบเป็นตวาดใส่โทรศัพท์ “แล้วอย่าโทรมารบกวนฉันอีก !”

ปาฏลีตัดสายสนทนา กระแทกโทรศัพท์ลงบนโต๊ะเสียงดังจนเมธาวีสะดุ้ง หญิงสาวซบหน้าลงกับฝ่ามือก่อนร่ำไห้ออกมาอย่างสุดกลั้น เมธาวีกะพริบตามองเพื่อนสาว แล้วเดินอ้อมไปหยุดอยู่ด้านหลัง วางมือลงบนไหล่บางที่สั่นไหวด้วยแรงสะอื้นนั้นเบา ๆ นรุฒม์ถืออัลบั้มรูปสองสามเล่มเดินเข้ามา แต่เมื่อเห็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นก็ชะงักไป หันไปสบตาภรรยาเหมือนกับจะถาม แต่เมธาวีโบกมือไล่ให้ออกไปเสียก่อน เขาจึงเดินเลี่ยงไป

ปาฏลีซบ หน้าอยู่กับฝ่ามือครู่ใหญ่ ก่อนเงยหน้าขึ้น น้ำตากลบตา เอ่ยกับเพื่อนสนิทด้วยเสียงสั่นเครือ “ฉันไม่เข้าใจเลยยุ้ย... เขายังต้องการอะไรอีก ? หรือต้องการรู้ให้แน่ว่าฉันเป็นยังไง ฉันตายหรือยัง !”

“โธ่ ลี...” เมธาวีเอ่ยเสียงอ่อน พลางบีบไหล่เบา ๆ อย่างปลอบโยน “เธอไม่ต้องไปสนใจหรอก ถ้าเขาโทร. มาก็อย่ารับ”

“ฉัน ไม่ได้รับโทรศัพท์ของเขาเลย... ทั้งคู่นั่นแหละ ! แต่เมื่อกี้เขาคงรู้ว่าฉันไม่รับแน่ถ้ารู้ว่าเป็นเขา เลยเอาเบอร์ใครที่ไหนโทรมาก็ไม่รู้ !” ปาฏลีตอบเสียงห้วน ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น เธอก็ไม่ยอมรับโทรศัพท์จากอรรฆพลและศิตาอีกเลย แม้ว่าทั้งสองคนจะเพียรโทร. มาบ่อยแค่ไหน

“ถ้าอย่างนั้น เธอก็ไม่ต้องรับ ถ้ามีใครโทร. มาอีก ฉันจะรับให้เอง เอาไหม ?”

ปาฏลีปาดน้ำตาออกจากร่องแก้ม นิ่งไปครู่เหมือนกับพยายามสะกดกลั้นอารมณ์

“ไม่เป็นไรหรอกยุ้ย” ว่าแล้วเธอก็คว้าโทรศัพท์ขึ้นมาถอดแบตเตอรี่ออก โยนลงไปแรง ๆ บนโต๊ะ

“อ้าว แล้วกัน” เมธาวีอุทาน “ทำแบบนี้แล้วถ้าเผื่อลูกค้าหรือเจ้านายเธอโทร. มาล่ะ ?”

“ไม่ ต้องห่วงหรอก ฉันบอกลูกค้าหมดแล้วว่าฉันลาพักร้อน ฝากงานไว้กับเพื่อนที่ออฟฟิศแล้วด้วย ส่วนพี่เจษน่ะ ฉันบอกไว้แล้วว่าจะมาพักกับเธอ พี่เขามีเบอร์โทรศัพท์ของเธออยู่แล้วนี่”

เมธาวีถอนใจยาว “ดีนะที่ทำงานกับคนกันเอง ฉันนึกไม่ออกเลยว่าถ้าเจ้านายของเธอไม่ใช่พี่เจษ เธอจะทำยังไง ?”

ปา ฏลีนิ่งไป นึกดีใจที่หล่อนมีเจ้านายเป็นรุ่นพี่ที่สนิทสนมกันมาตั้งแต่สมัยเป็นเด็ก กิจกรรมในมหาวิทยาลัย เมื่อเรียนจบ เจษฎาซึ่งเปิดบริษัทโฆษณาของตัวเองก็มาชักชวนให้หล่อนไปทำงานด้วยกัน เพราะฉะนั้น เมื่อเขารู้ว่าหล่อนขอลาพักร้อนเพราะกำลังย่ำแย่ จึงไม่ลังเลใจเลยที่จะอนุญาตให้ลาได้ไม่มีกำหนดจนกว่าจะดีขึ้น เพียงแต่ขอให้หล่อนสะสางงานและฝากไว้กับเพื่อนร่วมงานที่สนิทกันอีกคน เท่านั้น

“เอาล่ะ เธอทำใจให้สบายก่อนดีกว่า เรามาคิดกันดีไหมว่าจะไปเที่ยวไหนกันดี ?” เมธาวีปรับน้ำเสียงให้แจ่มใสขึ้น “เดี๋ยวฉันไปเอาอัลบั้มมาให้เธอดูดีกว่า”

ปา ฏลีคว้าข้อมือของเพื่อนรักไว้ แล้วส่ายหน้า “ไม่ดีกว่ายุ้ย ขอบใจมาก แต่ฉันยังไม่อยากไปไหนจริง ๆ ตอนนี้” ว่าแล้วหล่อนก็ลุกออกจากโต๊ะ เดินเลี่ยงออกหลังร้านไปโดยไม่สนใจเสียงทักท้วงของเมธาวี

นรุฒม์ เข้ามาเมียง ๆ มอง ๆ เมื่อเห็นเพื่อนสนิทของภรรยาปลีกตัวออกไปแล้วก็เดินเข้ามาหา มองดูโทรศัพท์และแบตเตอรี่ที่กระจัดกระจายบนโต๊ะอย่างงง ๆ “อะไรกัน ? ยุ้ย”

เมธาวี ถอนหายใจยาว เมื่อเห็นเขาหอบอัลบั้มและโบชัวร์โฆษณาสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ มาด้วย ก็ยิ้มบาง ๆ ให้สามี “ยัยลีคงไม่อยากไปไหนตอนนี้หรอกค่ะพี่อาร์ม รอให้สงบสติอารมณ์ได้กว่านี้ก่อนดีกว่า ขอบคุณพี่มากนะคะ...”


-----------
ติดตามเรื่องราวตอนต่อไปได้ในรูปแบบรูปเล่ม "อุ่นรัก ณ ปาย" ค่ะ

แก้ไขล่าสุด ใน วันพุธที่ 13 มกราคม 2010 เวลา 03:06 น.
 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่


รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช

Your Shopping Cart

Your Shopping Cart
รถเข็นของท่านยังไม่มีรายการสินค้า

button_checkout
button_how
button_delivery

button_tel

Links

cs

school

b_job

Wallpaper สำหรับแฟนๆ