|
ตัวอย่างเนื้อเรื่อง : รัตติกาตาหวาน |
|
 |
รัตติกาตาหวาน
ผู้แต่ง ฟองคลื่น คืนจันทร์ พันดาว
ราคา 295 บาท จำนวนหน้า 512 หน้า ISBN 978-974-8458-44-1
|
[บทนำ]
“ค่ะ เราสองคนตกลงที่จะจัดงานแต่งงานกันปลายปีนี้ ถ้าตกลงเรื่องสถานที่วันเวลาและจัดพิมพ์การ์ดแต่งงานเสร็จเรียบร้อย เมื่อไหร่แล้ว ตาหวานจะแจ้งให้พี่ ๆ นักข่าวและแฟน ๆ ทราบอีกครั้งนะคะ”
ริมฝีปากบางเคลือบลิปสติกสีเข้มขยับแย้มบางเบาอวดฟันขาวสะอาดเรียงสวยพร้อม ๆ กับรอยบุ๋มของลักยิ้มที่แก้มสีชมพูเรื่อจากร่องรอยการตกแต่งด้วย เครื่องสำอางเนื้อดี เรียวแขนเรียวบางที่ดูเรียวเล็กกว่าหญิงสาวทั่วไปแต่กลับดูเรียวสวยเมื่อ อยู่ต่อหน้ากล้องและอยู่บนจอภาพยนต์เกี่ยวกระหวัดเข้ากับลำแขนไม่หนาของชาย หนุ่มดวงหน้าหวานแต่คงเค้าความหล่อสไตล์พระเอกหนังเกาหลีที่อยู่ในชุดสูทสี เทาเข้มผู้ยืนยิ้มน้อย ๆ เคียงข้าง
เสียงแฟลชดังก้องพร้อมด้วยแสงสีขาวแลบแปลบปลาบไปทั่วห้องแถลงข่าวของทาง ต้นสังกัดดารานางเอกสาวสุดเซ็กซี่ รัตติกา ผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยโด่งดังด้วยบทนางเอกสาวน้อยน่าสงสาร และโด่งดังยิ่งขึ้นกับการผันตัวเข้าสวมบทนางเอกมาดร้ายสุดเซ็กซี่ในรอบปีที่ ผ่านมาทำให้เรตติ้งละครพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการ
“แล้วละครเรื่องต่อไปที่คุณปรางติดต่อให้คุณตาหวานเล่นล่ะคะ ยังจะมีการเซ็นสัญญาตกลงกันอยู่รึเปล่าคะ” เสียงนักข่าวสายบันเทิงเริ่มป้อนคำถามทันทีที่ฝ่ายแถลงข่าวเป็นเพียงฝ่ายให้ ช่างภาพจับภาพสวย ๆ ได้ถนัดใจ “ช่วงนี้ตาหวานก็จะขอถือโอกาสพักงานเตรียมงานแต่งงานสักพักหนึ่งด้วย แต่จะไม่ได้หายไปไหนไกลหรอกค่ะ งานพิธีกรรายการมุมสบายที่ทำอยู่ก็ถ่ายเตรียมไว้แล้วหลายเทป คาดว่าแฟน ๆ จะแทบไม่รู้สึกเลยว่าตาหวานหายไป ขอพักแค่งานละครเท่านั้นค่ะ” เสียงหวาน ๆ ยังเจื้อยแจ้วฉะฉาน ดวงตากลมโตหวานสวยสมชื่อยังคงมองตอบกล้องและเหล่านักข่าวอย่างเรียกร้องความ เข้าใจ แม้นว่าความใสบริสุทธิ์ของน้ำเสียงและดวงตาจะขัดกับภาพลักษณ์สาวเซ็กซี่ที่ ผมยาวถูกดัดเป็นลอนใหญ่จนถึงกลางหลัง ขับความเปรี้ยวด้วยการแต่งหน้าออกจัดและเซ็กซี่อย่างจงใจ แถมทั้งชุดแซคสายเดี่ยวเส้นเล็ก ๆ ที่ทั้งจงใจให้หวานและรับกับบทบาทความเปรี้ยวจนเข็ดฟันในขณะนี้ “หวังว่าคงไม่ใช่การออกจากวงการนะคะ คุณมารุตจะให้คุณตาหวานออกจากวงการเลยรึเปล่าคะ”
มาถึงคำถามนี้หนุ่มตี๋ผิวขาวหน้าหวานก็ยิ่งฉีกยิ้มกว้าง เอียงหน้าน้อย ๆ ไปทางคู่หมั้นสาวที่เงยหน้ามามองสบและยิ้มให้กันอย่างอ่อนโยน ก่อนที่เสียงทุ้มนั้นจะตอบขึ้นมาอย่างชัดถ้อยชัดคำตามลักษณะนิสัยของนัก ธุรกิจหนุ่มอนาคตไกลผู้แบกรับธุรกิจเพชรพลอยส่งออกของทางบ้านอย่างเต็มตัว
“ไม่หรอกครับ ตาหวานเขารักงานนี้และยังไม่อยากทิ้งแฟน ๆ ไป เพียงแต่ช่วงนี้เราคงจะต้องยุ่ง ๆ ด้วยกันหลายอย่าง เขาอยากพักผมก็อยากให้เขาได้พักด้วย ปกติแล้วถ้างานไหนเขาทำแล้วสบายใจผมก็ไม่มีปัญหาหรอกครับ แต่หวังแค่ว่าถ้าแต่งงานกันไปแล้วแฟน ๆ คงจะยังสนับสนุนเขาอยู่เท่านั้น”
จบคำพูดน่ารัก ๆ ที่เรียกเสียงเกรียวกราวในห้องแถลงข่าว ปลายจมูกโด่งของสตรีที่ตกเป็นข่าวก็เลื่อนขึ้นมาสัมผัสกับแก้มของชายหนุ่ม เพียงเบา ๆ ซึ่งมารุตก็เอียงแก้มลงมารับน้อย ๆ อย่างเต็มใจ รับรู้ความซาบซึ้งขอบคุณในความเข้าใจหล่อนของเขา ยิ่งประทับภาพความหวานซึ้งของหนุ่มสาวให้ช่างภาพได้เก็บภาพที่ระลึกเป็น ขวัญตา
“และข่าวคราวเรื่องที่ว่าคุณตาหวานเป็นมือที่สามต้นเหตุสาเหตุเตียงหักของ ดาราหนุ่มใหญ่รุ่นพี่กับนางแบบสาวที่กำลังเป็นข่าวดังอยู่ในขณะนี้ก็ไม่เป็น ความจริงใช่มั้ยคะ”
และยิ่งมาถึงตรงนี้ ชายหนุ่มข้างตัวก็ยิ่งยกมือขึ้นโอบไหล่บอบบางของแฟนสาวอย่างแผ่วเบา กระชับให้ร่างเล็ก ๆ นั้นชิดเข้ามาใกล้ตัวเพียงนิดอย่างพอไม่น่าเกลียด ก่อนจะยิ้มและเป็นฝ่ายตอบทุกข้อกังขานั้นอย่างหน้าชื่นตาใสเป็นที่สุด
“ผมอยู่กับตาหวานที่กองถ่ายทุกวันหลังเลิกงานและวันที่ว่าง และทุกครั้งที่เขาไม่มีคิวเราสองคนก็อยู่ด้วยกันหรือโทรศัพท์คุยกันตลอด ผมนึกภาพไม่ออกเลยว่าตาหวานจะเอาเวลาที่ไหนไปคบกับใครจริงตามที่ว่า ไม่อย่างนั้นเราสองคนคงไม่มั่นใจที่จะแต่งงานกันหรอกครับ”
ริมฝีปากได้รูปของมารุตลดลงจุมพิตที่ขมับนวลของแฟนสาวแต่เพียงเบาภายใต้รอย ยิ้มขวยเขินของหญิงสาวในอ้อมกอด และนั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับภาพยืนยันความรักหวานชื่นที่สยบทุกข่าวไหนใน วงการ
[ตอนที่ 1]
ร่างกำยำอย่างคนกรำงานหนักหยัดกายขึ้นเต็มความสูง เดินหลีกจากเก้าอี้สีขาวบริสุทธิ์ที่เขานั่งดูโทรทัศน์ที่กำลังเล่นเทป บันทึกภาพเพื่อรายงานข่าวดังในวงการบันเทิงเมื่อครู่ ข่าวประเภทที่เขาไม่เคยสนใจหากแต่เฉพาะข่าวนี้เท่านั้นที่รบกวนความคิดของ เขาอย่างประหลาด
เมฆินทร์ค่อย ๆ เดินอย่างช้า ๆ แต่ทว่ามั่นคงไปยังหน้าต่างที่มีม่านสีขาวพลิ้วไสว รับกับบ้านสีขาวหลังเล็กที่ตั้งอยู่บนยอดดอยสูงแห่งนี้ เหม่อมองออกไปเบื้องหน้าอย่างใช้ความคิด คิ้วเข้มคมขมวดเข้าหากันแน่น กรามถูกขบเข้าหากันจนนูนเป็นสัน ส่งผลให้เค้าหน้าคมดูดุเข้มยิ่งขึ้นกว่าเดิม
ลมหนาวที่ระดับความสูงกว่าเก้าร้อยเมตรพัดมาเพียงเอื่อยให้พอรู้สึกเย็น แสงแดดอ่อนรำไรที่ส่องสว่างอยู่ภายนอกเผยให้เห็นไร่กุหลาบขนาดใหญ่ที่ปลูก เรียงรายสองข้างทาง ด้านหนึ่งกินเนื้อที่กว้างใหญ่ติดสันเขาฝั่งหนึ่ง อีกด้านลาดลงบนไหล่เขาเป็นขั้นบันได ดวงตาดุคมจับจ้องเรื่อยเปื่อยปล่อยความคิดให้โลดแล่นไปกับภาพเหล่าคนงานที่ บ้างติดตาพันธุ์กุหลาบถุงอยู่ใต้เรือนหลังคาใบจากอย่างขะมักขเม้น บ้างกระจายกันทำหน้าที่ต่าง ๆ อย่างรู้หน้าที่ของตนเอง “การแถลงข่าวการแต่งงานสายฟ้าแลบของนางเอกสาวร้อนแรงแห่งปี ‘รัตติกา’ ยังคงเป็นข่าวมาแรงในขณะนี้ กลบทุกกระแสข่าวคราวและข่าวคาวในวงการด้วยภาพรักหวานชื่นกับแฟนหนุ่มนัก ธุรกิจผู้มีดีกรีปริญญาโทพ่วงท้ายมาจากประเทศแคนาดา บรรดานักคณิตศาสตร์จำเป็นทั้งหลายต่างก็ตั้งตาคอยนับนิ้วกันยกใหญ่ต่อให้ ทั้งคู่จะยังยืนกรานเสียงแข็งว่างานนี้ไม่มีป่องก่อนแต่งอย่างแน่นอน แต่แหม..เห็นกี่คู่กี่คู่ก็พูดกันอย่างนี้ทั้งนั้นจริงมั้ยจ๊ะ...” เสียงรายงานข่าวบันเทิงจากโทรทัศน์ที่เขาเปิดค้างไว้เงียบไปทันทีที่เจ้าของ บ้านยกรีโมตขึ้นปิดอย่างต้องการจะหยุดเสียงรบกวนบรรยากาศสงบบนยอดเขา หยุดต้นเหตุที่รบกวนจิตใจของเขาจนแทบเป็นนั่งไม่ติดเช่นนี้ ก่อนที่เสียงโทรศัพท์มือถือของชายหนุ่มจะดังขึ้นทำลายความเงียบที่ผ่านไป เพียงชั่วครู่เท่านั้น
และเพียงทันทีที่มือใหญ่ของเมฆินทร์ยกขึ้นกดรับและกรอกเสียงตัวเองลงไป เสียงทุ้มต่ำคุ้นหูของชายสูงอายุก็ดังขึ้นเข้าเรื่องทันทีอย่างไม่จำเป็น ต้องทักทายกัน
“แกเห็นข่าวหลานแกแล้วใช่มั้ย อาซ้อแกน่ะโกรธไอ้ตัวดีมันเป็นฟืนเป็นไฟ” เสียงพี่ชายต่างวัยบ่นกระปอดกระแปดขึ้นเป็นประโยคแรก เรียกรอยยิ้มจาง ๆ จากริมฝีปากหนาได้รูปของน้องชายแทบเป็นทันที แม้ว่าเขาจะเครียดไม่ต่างกันนักในเรื่องเดียวกันกับที่คนที่ควรจะใกล้ชิดกับ เจ้าของเรื่องมากที่สุดกำลังปวดหัวอย่างเอาเป็นเอาตายจนรีบโทรมาหาเขาขนาด นี้
พี่วายุ พี่ชายคนละแม่ที่อายุห่างจากเขาร่วมยี่สิบปีที่แทบจะเป็นทั้งพ่อและพี่ชาย ของเขาก็ว่าได้ กับหน้าที่เดิมของเขาที่ต้องเป็นฝ่ายรับฟังเรื่องหลานชายจากพี่ชายมาโดยตลอด หลานชายที่อายุห่างจากเขาเพียงรอบเดียวผู้ที่เขาต้องรับหน้าที่เป็น ผู้ปกครองของนายลมตั้งแต่ตัวเขาเองเริ่มที่จะเป็นผู้ใหญ่เท่านั้น อาจจะเพราะด้วยความที่หลานมีวัยไม่ต่างจากเขามากและพี่วายุเองก็มีนายลม เมื่ออายุเริ่มมากแล้ว และยังเพียงเพิ่งวางมือจากการบริหารกิจการเพราะมีนายลมมาดูแลแทนไม่นานมานี้
ดังนั้น ที่ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ที่เป็นความเคยชินของพี่วายุและพี่เหมย ที่เมื่อไหร่ก็ตามนายลมสร้างเรื่องร้อนใจเขาจะเป็นคนแรกที่ได้รับหน้าที่ให้ เข้าจัดการทันที จะมีก็แต่ระยะหลังนี้เท่านั้นล่ะมั้งที่เขาแทบจะเจอกับนายลมนับครั้งได้ หรือแม้แต่พี่ชายที่เป็นญาติคนเดียวของเขาก็เถอะ
‘อะไรนะ แกจะออกไปทำไร่กุหลาบ บริษัทพี่ก็มั่นคงดีอยู่แล้วนึกยังไงจะเดาะไปอยากเป็นชาวไร่ชาวสวน จบมาตั้งเมืองนอกเมืองนา ตอนนี้ก็เป็นผู้บริหารอนาคตไกลอยู่แท้ ๆ’
ริมฝีปากหนาได้รูปของเมฆินทร์กระตุกยิ้มเพียงนิดที่มุมปากเมื่อความทรงจำ เมื่อสิบปีก่อนซ้อนทับเข้ามาจนได้ ...สิบปีก่อนที่เขาตัดสินใจละตำแหน่งกรรมการบริหารของบริษัทส่งออกของพี่ชาย ขึ้นมาทำในสิ่งที่ชีวิตของเขาไม่เคยได้ใกล้ชิดมันมาก่อน …สิบปีก่อน ตั้งแต่เมื่อนายลมโตพอที่จะเข้ามาเริ่มเรียนรู้กิจการ ก่อนที่จะจบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยด้วยซ้ำ
ชายหนุ่มส่ายศีรษะที่ปกคลุมไปด้วยเส้นผมสีดำประกายแดงจากการทำงานอยู่กลาง แดดมาตลอดระยะเวลาสิบปีที่ผ่านมาในขณะที่ยังคงรับฟังเสียงบ่นปวดหัวของพี่ ชายอย่างไม่มีวันจบสิ้น
ใช่ ป่วยการที่จะคิด รู้ตัวอีกทีหลานชายในการปกครองของเขาก็โตเป็นหนุ่มถึงขนาดจะแต่งงานโดยที่ เขาเองก็อดจะแปลกใจไม่ได้ หลานชายที่เขาไม่ได้เจอนานถึงห้าปีตั้งแต่ที่เด็กคนนั้นกลับมาจากแคนาดาและ กลายมาเป็นตัวแทนของพี่วายุอย่างเต็มตัว
ไม่เจอ...เพราะการเป็นเจ้าของไร่กุหลาบไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนที่เคยคิด และนั่นแหละที่ทำให้เขาเกือบจะเป็นคนหนึ่งที่ทิ้งไร่กุหลาบกว่ายี่สิบไร่นี้ เพราะความท้อถอย ..ดอกไม้สวยงาม หากแต่เปราะบางเลี้ยงดูยากเป็นที่สุด ไม่ว่าจะจากโรคกุหลาบที่หมุนเวียนเปลี่ยนตามฤดูกาลหรือกลโกงมากมายหลายแบบ ของผู้ซือ เมื่อคิดถึงตรงนี้ ดวงตาสีเหล็กกล้าที่จับจ้องเบื้องหน้าก็ทอประกายแสงอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด
หากไม่ใช่เพราะความรักในงานและการที่เขาไม่อาจกลับไป... เพราะตำแหน่งผู้สืบทอดบริษัทของพี่วายุไม่สมควรจะเป็นของเขา
พี่วายุอาจเห็นใจที่เขามีโอกาสได้อยู่กับพ่อและแม่เพียงไม่กี่ปีก่อนที่จะ สิ้นไปตามอายุขัย แต่อย่างไรเสียเขาเองก็ต้องไม่ลืมว่าให้อย่างไรแล้วเขาเป็นเพียงแค่น้องชาย ที่เมื่อพี่ชายแต่งงานมีครอบครัวออกไปแล้วเมื่อเสร็จสิ้นภาระเลี้ยงดู ส่งเสียเขาก็ควรที่จะให้พี่ชายได้มีชีวิตครอบครัวสมบูรณ์แบบเป็นของตนเอง
“แต่ก็ว่าไม่ได้นะคุณวายุ ทางเราน่ะคุยกับเฮียหมงกันไว้ก่อนเป็นมั่นเป็นเหมาะ พอเอ่ยปากบอกตาลมก็หนีไปแคนาดานึกหรือว่าเราไม่รู้ พอกลับมาพูดเรื่องนี้เข้าหน่อยก็บอกว่าคบกับเพื่อนสนิทตัวเองที่เห็นกันอยู่ ตั้งแต่สมัยไหน อะไรมันจะง่ายนัก ยิ่งซักไซ้เข้าเท่านั้นล่ะก็หุนหันจะแต่งงานกันขึ้นมาอย่างกับสายฟ้าแลบ ฉันไม่ยอมหรอกนะคุณ” เสียงบ่นว่าของคุณเหมยลอยมาเรียกสติเขาได้จากปลายสาย พร้อม ๆ กับเสียงถอนหายใจเบาแสนเบาของพี่ชายที่พึมพำเหมือนเสียไม่ได้
“คิดมาก”
“จะไม่ให้ฉันคิดมากได้ยังไงคะคุณ แล้วแม่หนูตาหวานอะไรนั่นน่ะดูตอนนี้ซิเต้นกินรำกินเล่นแต่บทหลอกล่อผู้ชาย แถมไม่เล่นเปล่ายังจะมีแต่ข่าวผู้ชายคนนั้นทีคนนี้ทีให้เปรอะไปหมด สามีคนอื่นที่เขามีลูกด้วยกันแล้วก็ยังไม่เว้น หึ ตอนแรกก็นึกกลัวว่าจะมีผู้หญิงหวังรวยทางลัดมาจับตาลม ตอนนี้กลับกลายเป็นตาลมจะโดนผู้หญิงไวไฟแบบนั้นจับหลอกเล่นเข้าให้รึเปล่าก็ ไม่รู้ หรือว่าจะท้องแล้วมาจับลูกเราเข้าจะทำยังไง” เสียงของพี่เหมยดังแทรกเสียงของพี่วายุเข้ามาเหมือนกับว่าอยากจะฟ้องเขากลาย ๆ นั่นตามมาด้วยเสียงขลุกขลักทางโทรศัพท์พร้อมเสียงห้ามปรามจากพี่ชายเขาที่ ซุบซิบกับภรรยาจนเขาจับใจความไม่ได้ศัพท์
นึกได้ถึงภาพของเด็กสาวผิวขาวราวกับไข่มุก ดวงหน้าและกิริยาอ่อนโยนหวาน หญิงสาวที่เป็นเพื่อนสนิทของหลานชายเขา จำได้ว่าเขาเจอหล่อนเพียงไม่กี่ครั้งสมัยตั้งแต่หลานชายของเขาเข้าเรียนใน รั้วมหาวิทยาลัย…สมัยที่เขายังทำหน้าที่กลายผู้ปกครองนายลมอยู่เกือบ ๆ จะครึ่งตัวในตอนนั้น และมีโอกาสได้ไปส่งหล่อนที่บ้านบ้าง หากแต่ก็เลือนรางในความทรงจำเต็มที
จำได้ถึงเสียงหวาน ๆ ที่หล่อนโทร. มาบอกข่าวหรือฝากข้อความจากนายลมมาให้เขานาน ๆ ครั้งเมื่อนายลมมีปัญหา หรือต้องการความช่วยเหลือจากเขาตั้งแต่สมัยเรียนหรือสมัยที่นายลมอยู่ที่ แคนาดา หล่อนก็ยังเป็นเด็กสาวที่อ่อนหวานน่ารักเสมอ
จะว่าไปเขาก็ไม่นึกแปลกใจหากสถานะระหว่างหลานชายกับเพื่อนสนิทสองคนนี้จะแปร เปลี่ยนไปในวันหนึ่ง เพราะเด็กผู้หญิงคนนั้นก็ดูท่าว่าจะเป็นคนที่ทำให้ใครหลงรักได้ง่าย ๆ ทั้งนั้น
เพียงแต่พี่สะใภ้ของเขานั้นก็มีส่วนถูก ช่วงเดียวกับที่หลานชายของเขาไปแคนาดาด้วยเหตุผลที่ตั้งใจจะหนีเสียงบ่นของ พี่เหมยที่ทำท่าว่าจะจับลูกชายแต่งงานกับลูกสาวเถ้าแก่โรงสีที่พ่อแม่เป็น เพื่อนกันมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ ในตอนนั้นเด็กสาวที่มักเรียกตัวเองว่าตาหวานก็มุ่งเข้าสู่การเอาดีด้านการ แสดงจนแม้กระทั่งคนงานในไร่จนกระทั่งชาวบ้านตามกาด ต่าง ๆ ในเมืองยังติดกันเกรียวกราวชนิดที่ว่าเมื่อไหร่ที่ละครที่หล่อนเล่นถึงเวลา ฉายและเข้าไปเดินกาดในตอนนั้นล่ะก็ เสียงทีวีทุกเครื่องในกาดแทบจะเป็นเสียงละครเรื่องเดียวกัน
จนกระทั่งหล่อนเปลี่ยนแปลงบทบาทของตนเองอย่างหน้ามือเป็นหลังมือเท่านั้น แหละ กระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่าง ๆ ก็ยิ่งเปลี่ยนไป แต่ถึงกระนั้นหล่อนก็ยังคงครองความเป็นนางเอกชั้นนำได้ไม่มีวันเปลี่ยน ท่ามกลางกระแสบวกลบที่ยิ่งทำให้หล่อนเป็นที่สนใจของชาวบ้านเต็มไปหมด
เขาเองก็ให้แปลกใจและติดจะเสียดายความสดใสน่ารักอ่อนหวานของหล่อนอยู่บ้าง หากแต่เขาเองก็รู้...วงการบันเทิงก็เป็นเช่นนี้ เวลาเปลี่ยนคนเปลี่ยน และหล่อนก็เหมือนกับเด็กสาว ๆ ที่กระโจนเข้าสู่เส้นทางแสงสีไม่ต่างไปจากคนอื่น ๆ หล่อนกำลังหลงระเริงกับแสงสี ชอบทำตัวให้มีเสน่ห์ทางเพศต่อผู้ชายมากกว่าเสน่ห์ของความเป็นหญิงสาว ชอบที่จะมีเหล่าบรรดาดารานายแบบเลยไปถึงนักธุรกิจเงินดีหน้าตาดีห้อมล้อม เปลี่ยนมือให้วะวุ่นไปหมดจนเป็นข่าวคาวได้ไม่เว้นแต่ละวัน เด็กสาวที่เหมือนผ้าขาวสะอาดวันนั้นตกลงไปในบ่อแห่งสีสันจนไม่มีวันเหมือน เดิมได้อีกแล้ว “ยังไงล่ะคุณ เมฆน่ะบอกแต่ว่าให้เราใจเย็นแล้วเป็นยังไง” เสียงพี่สะใภ้ตวาดแว้ดลอดเข้ามาในหูโทรศัพท์จนคนที่เผลอได้ยินยังนิ่งงันไป บ้าง ใช่ เริ่มแรกเขาก็ได้แต่บอกให้ฝ่ายนั้นใจเย็น ๆ เพราะอย่างไรเสียหลานชายของเขามันก็เป็นผู้ชาย ให้อย่างไรแล้วก็คงไม่มีวันเสียหายกับข่าวเช่นนี้ เขาไม่คิดที่จะห้ามปรามนายลมเพราะเขาเห็นว่านายลมก็โตจนอีกสองสามปีก็จะสาม สิบอยู่รอมร่อ การคบผู้หญิงเป็นแฟนกับเลือกผู้หญิงสักคนเป็นภรรยา อย่างไรเสียแล้วผู้ชายทุกคนก็คงคิดเป็นและมองออกเหมือน ๆ กันมิใช่หรือ
จนกระทั่งถึงข่าวใหญ่ถึงขั้นที่หลานชายประกาศแต่งงานหลังจากข่าวที่เจ้า หล่อนเข้าไปเป็นมือที่สามที่ทำให้คู่ดาราหนุ่มเตียงหัก ข่าวที่ทำให้หล่อนกลายเป็นนางเอกดาวร้ายอย่างแท้จริง เมื่ออีกฝ่ายยังมีกระทั่งลูกสาวตัวน้อย ๆ หลงเหลือไว้เป็นซากปรักหักพังของการหย่าร้าง และหล่อนก็ยังยิ้มหวานปฏิเสธข่าวคาวพร้อมทั้งประกาศแต่งงานได้อย่างหน้าชื่น ตาบานที่สุดกับหลานชายของเขา ! “ไอ้คนที่ปุ๊บปั๊บจะจับเขาน่ะลูกเรามากกว่า ก็เพราะคุณไม่ใช่เหรอ เจ้าลมมันถึงได้ย้อนเกล็ดเอาให้ ประกาศแต่งงานไม่เห็นหัวเตี่ยม้ามันแบบนี้” เสียงทุ้มของพี่วายุกระซิบเบา ๆ พร้อม ๆ กับที่เสียงกุกกักทางโทรศัพท์จะดังขึ้นอีกครั้งและเสียงของพี่ชายกลับมา อย่างชัดเจนกว่าเดิม ก่อนจะทอดถอนใจเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่ตั้งใจจะโทรมาปรึกษาน้องชายต่างวัย ทันที
“คุณเหมยเขาเกิดนึกอะไรก็ไม่รู้ พอมีข่าวลือว่าแม่หนูนั่นเป็นต้นเหตุครอบครัวนายปรกอะไรนั่นแตกแยก นาน ๆ ทีเจ้าลมมันจะกลับมาบ้าน แกก็บังคับจะให้เอาของไปหมั้นลูกสาวเฮียหมงเขา ไม่รู้ไปคุยกันไว้ยังไง นัดวันกับทางนั้นกันไว้เสร็จสรรพแถมยื่นคำขาดให้มันเลิกติดต่อกับแฟนมัน เสียงแข็ง เจ้าลมมันโกรธก็ไม่พูดไม่จากลับออกไปเลย หนีไปนอนคอนโดฯ ทีนี้ไม่มาบ้านอีก แถมยังปิดมือถือติดต่อกันไม่ได้ทั้งบ้านทั้งเลขาฯ ดีหน่อยตรงที่มันยังรู้หน้าที่ทำงานทำการไม่ให้เสีย ไม่งั้นล่ะเก๊กซิมตายชัก” เสียงพี่ชายบ่นยาวออกมาเป็นพรืดก่อนจะพ่นลมหายใจออกมายาวเหยียดอย่างพัก เหนื่อยก่อนจะจัดการ ‘ฟ้อง’ น้องชายต่อ
“มันเล่นสงครามเย็นได้สองวันเท่านั้นล่ะ รู้ตัวอีกที โน่น บนหน้าจอทีวีโน่น มันแถลงข่าวใหญ่โตประกาศจะแต่งงาน ไม่กระทั่งจะโทร. มาบอกเตี่ยบอกม้ามันด้วยซ้ำ นี่ถ้าคุณเหมยอีไม่ติดละครติดข่าวบันเทิงสงสัยคงไปรู้อีกทีตอนมันเอาหลานมาก ราบนั่นแหละ ไอ้ลูกเวรนี่มันน่าตัดออกจากกองมรดกแล้วยกให้แกจริง ๆ ให้ตาย มีแต่ทำให้เหนื่อยใจไม่ได้หยุด มีลูกตอนแก่มันก็อย่างนี้พูดอะไรมันก็ไม่ฟัง ฉันน่าจะให้มันเรียกแกว่าพ่อตั้งแต่เด็ก จะได้โตมาเข้าร่องเข้ารอยกว่านี้”
“ใจเย็น ๆ เถอะครับพี่ ลมมันก็ไม่ได้กเฬวราก อะไรขนาดนั้น มันก็ยังช่วยเหลือพี่ดีอยู่ออกนี่ครับ เรื่องนี้ถึงมันจะใหญ่หน่อยแต่เราก็ต้องใจเย็น ๆ พี่กับพี่เหมยน่ะสำคัญสุด ใจร้อนอะไรขึ้นมาทีไร ลมมันเป็นผู้ชายมันก็หุนหันพลันแล่นเป็นธรรมดาอยู่แล้ว” เมฆินทร์ทั้งยิ้มอย่างระอาทั้งรู้สึกสงสารหลานชายจนอดจะช่วยพูดปกป้องออกไป อย่างเดิมไม่ได้ และคนที่รับฟังคำปลอบแบบนี้มาจนชินถึงได้ใจเย็นลง
ช่องว่างระหว่างวัยของเขากับลูกชายมันก็มีปัญหาแบบนี้ นี่ถ้าพ่อไม่มีลูกหลงอย่างเมฆินทร์อยู่สักคนก็ไม่รู้ว่านายลมจะกลายเป็นคน แบบไหน คนที่เป็นธุระเรื่องเรียนพิเศษหรือกระทั่งช่วยติดต่อมหาวิทยาลัยให้เมื่อ หลานเอ่ยปากอยากจะไปต่อโทก็มีแต่น้องชายของเขาเท่านั้น
และนี่แหละที่ทำไมเขาจึงไม่เห็นหนทางอื่นดีไปกว่าการโทรศัพท์มาปรึกษาและขอ ความช่วยเหลือเมฆินทร์แบบนี้ ถึงจะรู้สึกผิดที่ว่าเมื่อครั้งเมฆินทร์มีปัญหากับไร่กุหลาบของตัวเองก็ไม่ เคยเอ่ยปากปรึกษาขอกู้ยืมเงินเขาแม้แต่สตางค์แดงเดียว จะรับแต่เพียงแค่ที่ดินบนดอยสูงที่ซื้อและปล่อยให้รกร้างไว้เป็นโฉนดเก่า เก็บอยู่ในตู้เอกสารเท่านั้น
“ช่วยหน่อยเถอะวะเมฆ พี่ก็ปวดหัวจะแตกอยู่แล้ว ไม่รู้ว่ามันประชดม้ามันหรือจะยังไงก็ตามแต่เถอะ จะแต่งงานน่ะพี่ไม่ได้ห้ามแต่ไม่อยากให้มันทำอะไรเหมือนไม่คิดแบบนี้ จะเป็นผู้หญิงคนนี้พี่ก็ไม่ได้ว่าถ้าลูกมันเลือกของมันจริง ๆ แล้วเถอะ พี่รู้ว่างานที่ไร่แกก็มากมายอยู่แล้ว แต่เพื่อหลานชายที่แกเลี้ยงมันมาแต่มันเล็ก ๆ ช่วยหน่อยเถอะวะ ทำอะไรก็ได้ จะพูดกับมันหรือช่วยสังเกตสังกากันแทนพี่หน่อย ไอ้ลูกคนนี้จริง ๆ มันลูกบ้ามากขึ้นทุกวัน บทจะแข็งขึ้นมาทีพ่อก็เล่นจนบ้านจะแตกอยู่แล้ว”
“ผมก็ห่วงอยู่ครับพี่ จริง ๆ เพิ่งได้ข่าวก็คิดอยู่ว่าพี่จะต้องโทร. มาเหมือนกัน เอาเป็นว่าผมจะลองคุยกับหลานให้” และขาดคำของเขาเท่านั้นแหละที่เสียงโทรศัพท์ดังขลุกขลักขึ้นครู่เดียว เท่านั้นก็เป็นเสียงแหลม ๆ ของพี่สะใภ้ดังสวนขึ้นมาทันทีอย่างระงับอารมณ์ไม่อยู่อีกต่อไป
“คุยไม่ไหวแล้วอาเมฆ จะคุยกันยังไง โทรศัพท์มันก็ไม่เปิด หนีไปใช้เบอร์อื่นแล้วรึเปล่าก็ไม่รู้ คุณวายุน่ะเป็นเตี่ยมันแท้ ๆ จะเข้าไปหามันที่ทำงานแต่ละทียังไม่เคยเจอตัว มันนกรู้หนีหน้าได้ตลอด ใช่สิ บริษัทก็เป็นบริษัทมันแล้วนี่ พนักงานนั่นก็พวกมันทั้งนั้นคอยรายงานกันดีนัก นี่ก็คงไปกกกันอยู่บ้านเมียมันนั่นแหละ ซ้อทนไม่ไหวแล้วอาเมฆ ถ้ามันไม่ยอมคุยกันให้รู้เรื่องก็ให้เมียมันมาคุยด้วย บอกให้รู้ว่าเราไม่ยอมรับ บ้านเราออกมีธุรกิจใหญ่โต อาประธานบริษัทจะคว้าผู้หญิงแบบนี้มาทำเมียได้ยังไงชาวบ้านเขาจะได้เม้าท์ กันสนุกปากไป ถ้ามันไม่ยอมเราก็ต้องแยกอีออกจากกันให้เด็ดขาด ซ้อจะไม่ยอมให้อาลมโดนผู้หญิงคนนี้อีสวมเขาให้อีกต่อไปแล้ว”
เมฆินทร์ลอบพ่นลมหายใจเป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ รู้ชัดว่าต่อให้เขารู้สึกว่าการแต่งงานครั้งนี้ของหลานชายจะไม่ใช่สิ่งที่ น่ายินดีเช่นไร แต่หากพี่สะใภ้ทำตามวิธีที่ตัวเองกำลังโกรธจัดรุนแรงเช่นนี้เห็นทีคนที่ เตลิดก็จะเป็นหลานชายอีกตามเคย
ใบหน้าคมคร้ามนิ่งงันไปเพียงชั่วอึดใจอย่างคนที่กำลังต้องการใช้ความคิด อย่างสูงเพื่อประสานทุกรอยร้าวของครอบครัวพี่ชายไว้ หากหลานชายของเขาและพี่สะใภ้ไม่อาจตกลงกันได้ด้วยวาจา เหตุผลหรือการกระทำสิ่งใด บางทีคำตอบสุดท้ายอาจอยู่เพียงที่เธอเท่านั้น
...รัตติกา...สาวน้อยคนนั้นก้าวเข้ามาในชีวิตของมารุตด้วยเจตนาบริสุทธิ์เพียงไรเขาเองก็อยากรู้
- - - - - - - - - -
“โอ๊ยยย ถ้าฉันทำแกท้องได้ป่านนี้หาชะนีแต่งด้วยได้แล้ว ไม่ต้องให้แกมารับสมอ้างแบบนี้หรอก” ชายหนุ่มร่างบางทิ้งร่างตัวเองลงบนโซฟาสีขาวตัวนุ่มในห้องรับแขกกว้างของ รัตติกาอย่างกระบิดกระบวน ช่วงขายาวถูกตวัดขึ้นไขว้เข้าหากัน มือเรียวแต่ทว่ายังคงความใหญ่ตามเพศสภาพยกขึ้นกรีดกรายซับกระดาษซับมันเข้า กับใบหน้าของตัวเองอย่างประณีตที่สุด ในขณะที่ยังคงจีบปากจีบคอบ่นไปตามเรื่องไม่หยุดหย่อนตั้งแต่ก่อนที่จะกลับ เข้าบ้านมาเมื่อครู่
รัตติกาได้แต่เปิดรอยยิ้มน้อย ๆ ร่างบางที่เคยสวมไว้ซึ่งสายเดี่ยวสุดเซ็กซี่บัดนี้ถูกคลุมทับด้วยผ้าคลุม ไหล่เนื้อนุ่มสีโอลด์โรสปกปิดร่องรอยชวนหวามของเสื้อคอลึกที่เคยเปิดเผย
เสียงของนายคู่หมั้นกำมะลอยังคงบ่นยืดยาวให้ได้ยินมาเจื้อยแจ้ว ในขณะที่มือเล็ก ๆ ของหล่อนกำลังง่วนอยู่กับการจัดแจกันกุหลาบสีส้มสดของตัวเองอยู่ในห้องน้ำ กว้างที่เปิดประตูห้องน้ำไว้เพื่อให้ได้ยินอีกฝ่ายอย่างถนัดถนี่ยิ่งขึ้น
“นี่อะไร” น้ำเสียงเพื่อนรักร้องถามขึ้นมาทันทีอย่างที่รัตติกาพอจะเดาได้ว่าสิ่งผิด ปกติสิ่งเดียวที่อยู่บนโต๊ะในขณะนี้ก็คือเหล่านิตยสารชื่อดังค่ายหนึ่งที่ กองพะเนินหลายปักษ์อยู่บนโต๊ะ พร้อม ๆ กับรูปนายแบบสองสามรูปเสียบไว้ภายใน
“งานนี้เพิ่งนึกขึ้นได้ก็ไอ้วันไปเซ็นสัญญานี่แหละ เขาลองให้หนังสือมาเป็นแนวถ่ายภาพและก็รูปนายแบบคราวนี้ พอดีเปลี่ยนนายแบบกะทันหัน”
“แหม จะเปลี่ยนมากี่คนกี่คนก็สาวซะยิ่งกว่าฉันอีกนะนี่ วงการนี้มันน่ากลัวจริงจริ๊ง ต้องกล้ำกลืนฝืนทนปิดบังตัวเองแล้วมาถ่ายรูปคู่เปลือยท่อนบนให้ชะนีลูบไล้ เห็นแล้วน่าสงสาร” “อ้าว ตกลงคนนี้เป็นเหรอ นักร้องคนนี้ดังมากเลยนะ โอย ลม วันหลังฉันมีแฟนต้องมาให้แกดูก่อนแล้วล่ะ กี่คนกี่คนฉันว่าไม่เป็นแกก็ว่าเป็นหมด” เสียงโอดครวญดังมาอย่างน่าสงสาร หากแต่ผู้เชี่ยวชาญกลับเชิดหน้ายิ้มกระหยิ่มยิ้มย่องในใจ
“โธ่ ชะนีน้อย อย่าเศร้าไปเลย คนที่เขาไม่อยากให้รู้ก็มีอยู่ตั้งเยอะ ยิ่งในวงการแกนี่ คนเรานี่ก็แปลกนะ จะอยากได้ใคร่รู้กันไปทำไม เขาต้องยอมโกหกก็เพราะเงินเพราะเรตติ้ง มีแต่คนบางประเภทนี่แหละชอบจะไปอยากได้ใคร่รู้จนคนพวกนี้ต้องไปแกล้งคบชะนี กันหมด ทีนี้ไอ้คนน่าสงสารก็แม่ชะนีพวกนี้แหละน้า เอาเถอะ อย่ากลัวไปเลย ฉันไม่ปล่อยให้แกถูกใครหลอกง่าย ๆ หรอก ที่สำคัญ ปล่อยให้แกทำงานกับครึ่งหญิงครึ่งชายอย่างพวกฉันน่ะน่าไว้ใจกว่าไอ้พวก ผู้ชายแท้ ๆ เป็นไหน ๆ ดูอย่างคราวนี้ซิฉันก็พลาดไป คิดว่ามีลูกมีเมียแล้วและข่าวคราวก็ออกจะดีแบบนั้น”
พูดแล้วถึงได้คิดขึ้นมาได้ล่ะ เมื่อเสียงหวาน ๆ ที่เคยดังออกมานั้นเงียบไปถนัดใจ
อะไรคือสาเหตุหนึ่งที่ทำให้หล่อนตกลงแต่งงานกำมะลอในครั้งนี้...ทำไมจะจำไม่ได้เล่า
“แล้วแม่แกว่าไงบ้าง” รัตติกาตะโกนถามไปบ้างเมื่อรู้สึกว่าตัวเองจมอยู่ในภวังค์จนเพื่อนจะ เป็นห่วงไปเสียก่อน เท่านั้นแหละจึงได้ยินเสียงนายเพื่อนสาวคนสนิทเป่าลมหายใจพรืดใหญ่ตามมา
“ที่แย่ก็คือลมสงบ ไม่รู้จะเตรียมถล่มฉันยังไง” แม้ไม่เห็นหน้าก็พอเดาได้ว่านายลมคงกำลังหน้าเบ้ ทำปากยื่นปากยาวบ่นม้าตัวเองตามเคย ซึ่งตาหวานเองก็ได้แต่ส่ายศีรษะเบา ๆ อย่างพอเข้าใจความรู้สึก
“สวัสดีค่ะคุณแม่” อยู่ ๆ เสียงเจื้อยแจ้วของนายลมดังขึ้นอีกครั้งบ่งบอกสัญญาณของผู้มาใหม่ ก่อนจะได้ยินเสียงหญิงชราที่แสนอ่อนโยนตอบกลับมาอย่างใจดี
“อ้าวว่าไงลม วันนี้ไม่ต้องไปกินข้าวกับลูกค้าเหรอถึงมาอยู่กินข้าวเป็นเพื่อนแม่กับตาหวานได้”
“พอดีวันนี้ไปสร้างข่าวกับยัยตาหวานมาก็เลยขี้เกียจแต่งองค์ไปเก๊กชงที่ไหน อีกค่ะ หิ้วท้องมากินฟรีที่นี่ดีกว่า คิดถึงอาหารเหลาฝีมือแม่น้ำตาลที่ซู้ดดด” คนคิดถึงแกล้งลากเสียงยาวอย่างเอาใจ แถมกระโดดผลุงจากโซฟาตัวใหญ่มาคล้องแขนหญิงวัยกว่าหกสิบไว้อย่างพะเน้าพะนอ ทั้งน่าเอ็นดูสำหรับคนสูงวัยและน่าหมั่นไส้สำหรับเพื่อนสาวที่เพิ่งเดินออก มาจากห้องน้ำได้เป็นอย่างดี
“แม่อย่าไปเชื่อค่ะ วันนี้จอห์นเขาต้องออกไปลงไซด์งานต่างจังหวัดกว่าจะกลับก็อาทิตย์หน้า แม่นี่ก็เลยไม่อยากนั่งแห้งเหี่ยวอยู่ที่คอนโดฯ มาง้อเรานี่แหละ” เสียงใส ๆ ของรัตติกาดังขัดคอออกมาอย่างรู้ทัน ในขณะที่ถือแจกันดอกกุหลาบของตัวเองมาวางไว้บนโต๊ะกลางห้องรับแขกอย่างปรานี ต
ผู้เป็นมารดาหัวเราะขบขันออกมาเพียงเบา ๆ ตามความเคยชิน ก่อนจะปรายตามองดอกไม้ชนิดโปรดสีส้มสดสวยของลูกสาวอย่างชื่นชมเหมือนเคย
“ไม่เปลี่ยนสีบ้าง” แกล้งหยอกทั้ง ๆ ที่รู้...
“แหม ก็ตาหวานชอบสีนี้นี่คะ แต่ทำไมหายากจังก็ไม่รู้ แม่คะช่อนี้ที่ร้านบอกว่าเป็นเกรดเอขนาดซุปเปอร์จัมโบ้เลยนะคะ พอดีว่าทางนั้นส่งมาให้ผิดแล้วร้านดอกไม้เขาไม่รับไว้เพราะมันแพงเกินและสี มันก็ขายไม่ได้ ก็เลยเสร็จตาหวานรีบชิงซื้อมาก่อน แพงหน่อยแต่เห็นเขาคุยอวดว่าอยู่ได้ตั้งอาทิตย์ ไหนดูซิว่าจะจริงรึเปล่า” น้ำเสียงภาคภูมินิด ๆ ยิ่งทำให้คนสองวัยที่อยู่ในห้องได้แต่ส่ายหน้าเบา ๆ ด้วยความเอ็นดู
“งานเป็นยังไงบ้างลูก” ถามมาถึงตรงนี้ ลูกสาวคนเดียวก็ได้แต่ไหวไหล่กลมกลึงของตัวเองเบา ๆ อย่างเหมือนจะไม่ยี่หระอะไร
“ไม่ทราบค่ะแม่ ตาหวานไม่ได้เปิดทีวีอ่านหนังสือพิมพ์นิตยสารมาตั้งแต่แถลงข่าวไปกับลม เดา ๆ ได้ว่าเขาคงลือกันว่าแม่จะได้หลาน จริงมั้ยคะลม” ประโยคสุดท้ายหล่อนหันมาเรียกเขาออดอ้อนเสียงหวานเหมือนทุกครั้งที่ต้องอยู่ ในที่สาธารณะ
มารุตเองก็แกล้งยิ้มเยื้อนด้วยสายตาแห่งความรักใคร่ หากต่อมาริมฝีปากบางราวสตรีก็แสยะยิ้มขึ้นมาเสียเฉย ๆ
“หลานมะเหงกแกน่ะสิ” ช่างช่วยปั้นที่ตกเป็นข่าวหงิกมือขึ้นมาชู ‘มะเหงก’ ให้หล่อนจริง ๆ จัง ๆ จนคนโดนมะเหงกลอยลมต้องสะบัดหน้าหนีเขวี้ยงค้อนให้วงใหญ่เลยทีเดียว
และก่อนที่เสียงหัวเราะจะดังขึ้นเสียงโทรศัพท์บ้านก็ดังขึ้นเป็นการ ขัดจังหวะเสียก่อนจนรัตติกาต้องรีบเดินหายออกไปจากห้องรับแขกเพื่อไปรับ โทรศัพท์เบอร์ส่วนตัวในห้องทำงานทันที ทิ้งมารดาไว้กับเพื่อนสนิทที่เห็นกันมาตั้งแต่สมัยที่นายลมและตาหวานเริ่ม รู้จักกันสมัยเข้าเรียนมหาวิทยาลัย
“ฝากด้วยนะลม พอรู้ข่าว พ่อเขาก็สบายใจได้หน่อยว่าลมคงช่วยดูแลตาหวานให้ได้บ้าง”
มารุตผ่อนลมหายใจยาวเหยียดพลางพยุงร่างมารดาเพื่อนสนิทให้ค่อย ๆ นั่งลงบนโซฟานุ่มของห้องรับแขก
“ไอ้เรื่องแต่งงงแต่งงานใช่ว่าหนูจะช่วยมันเรื่องสารพัดข่าวนี่ฝ่ายเดียว ที่ไหนล่ะคะ มันก็ช่วยหนูอยู่เหมือนกัน” คิดมาถึงตรงนี้คนถูกช่วยก็หน้าซีดขึ้นมาบ้าง เฮ้อ คิดแล้วก็ให้ปวดแก่นกะโหลก ทั้งปัญหาตัวเองและปัญหาตาหวาน คิดสะระตะแล้วก็ได้ความว่าต้องยอมเป็นคู่แต่งงานสุดเพี้ยนที่สุดในรอบปีหาก ใครรู้ตื้นลึกหนาบางเข้าล่ะก็
“แต่คุณแม่ไม่ต้องห่วงนะคะ ถ้ามันเจอผู้ชายดี ๆ ที่หนูดูแล้วไว้ใจได้หนูก็จะไฟเขียวยอมหย่าให้แน่นอน แต่ตอนนี้ขอขายผ้าเอาหน้ารอดไปก่อน กลัวแต่ว่าประกาศเรื่องตัวเองใจเป็นหญิงออกไปตอนนี้ม้าหนูจะจับแต่งงานแก้ เกย์เอาจริง ๆ”
“ไม่คุยกับแม่เขาไปซะล่ะลูก พ่อแม่ที่ไหนจะยอมรับสิ่งที่ลูกเป็นไม่ได้” ผู้ผ่านประสบการณ์มามากกว่ายังคงยิ้มละมุน ในขณะที่ ‘ลูกสาว’ ปลอม ๆ อีกหนึ่งคนส่ายหน้าดิกเลยทีเดียว
“ถ้าม้าหนูใจดีและมีเหตุผลได้อย่างคุณแม่หนูคงไม่กลุ้มแบบนี้หรอกค่ะ” ดวงตาหวานคมของนายลมก้มลงมองฝ่ามือตัวเองอย่างมีความนัยบางอย่างที่แฝงมากับ คำพูดนั้น ในขณะที่มารดาของเพื่อนสนิทยกมือขึ้นบีบมือเขาไว้เบา ๆ เหมือนให้กำลังใจ
“ไม่มีเลยเหรอลม ญาติผู้ใหญ่ที่เราพอจะคุยหรือปรึกษาเรื่องนี้ได้น่ะ บ้านน่ะควรจะเป็นที่ที่เราเป็นตัวของตัวเองได้มากที่สุดนะ ไม่ใช่เป็นที่ที่เราต้องปกปิดตัวเองมากที่สุด แบบนี้แล้วมันจะมีความสุขทุกครั้งที่กลับบ้านได้ยังไง”
มาถึงตรงนี้มารุตเองก็ได้แต่เงียบ ไม่รู้ว่าทำไมภาพของใครบางคนถึงผุดขึ้นมาในสมองของเขาเฉย ๆ
อาเมฆ...กี่ปีแล้วนะที่ไม่ได้เจออาเลย ก็ตั้งแต่เขากลับมาจากแคนาดาได้มั้ง เพราะอาเองก็ปลีกตัวไปเป็นเจ้าของไร่กุหลาบอยู่ที่เชียงใหม่เต็มตัวทิ้ง ภารกิจบริษัทของเตี่ยเอาไว้อย่างหน้าตาเฉยไม่แม้แต่จะนึกเสียดายมันสักนิด ตอนแรกที่เขายังเป็นวัยรุ่นแม้จะเคยกลัวว่าเตี่ยคงจะให้อาเมฆมาจัดการทุก อย่างในบริษัทแทนเขา แต่ทำไมพออาไม่อยู่และปล่อยให้เขาดูแลทุกอย่างจริง ๆ เขาถึงรู้สึกอยากให้อากลับมา
จำได้ว่าถึงแม้ว่าอาจะดุ จะเข้มงวดกับเขายังไงแต่อาก็เป็นคนมีเหตุผลที่สุด
...เป็นทั้งแบบอย่างที่ทำให้เขาอยากปฏิบัติตาม และเป็นทั้งปมด้อยในใจมาตั้งแต่จำความได้ว่าเขาไม่มีทางเป็นเหมือนอาได้
ถ้าอารู้ว่าเขาเป็นเกย์จะทำหน้ายังไง ...ที่แน่ ๆ อาจจะเตะเขาสักป้าบ แล้วก็คงจับมานั่งคุยสอบสวนเหมือนทุกครั้งที่เขาเคยทำผิดมาตั้งแต่เล็ก
คิดมาถึงตรงนี้มือใหญ่ของมารุตก็บีบเกร็งเข้าหากันอย่างช่วยไม่ได้...แล้ว อย่างไรต่อเล่า จะบอกได้หรือว่าเพราะอะไรถึงทำให้สุดท้ายแล้วเขาถึงค้นพบว่าตัวเองไม่ชอบที่ จะเดินตามแบบอย่างผู้ชายที่ดีพร้อมอย่างอา แล้วอาจะยอมรับหรือไม่ยอมรับ และไม่ว่าจะยังไงอาก็คงต้องให้บอกเรื่องนี้กับเตี่ยและม้าในที่สุดจนได้ เตี่ยน่ะคงไม่พูดอะไรเหมือนเดิมมาแต่ไหนแต่ไร แต่ม้าน่ะ...เขาไม่อยากจะคิด
“ลม” อยู่ ๆ เสียงใส ๆ ของแม่เพื่อนสาวก็ปลุกเขาให้ตื่นจากภวังค์ และยิ่งเมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมาเห็นรอยยิ้มจืด ๆ นั่นของตาหวาน คิ้วเข้มที่เรียงตัวสวยก็ขมวดเข้าหากันอย่างช่วยไม่ได้ “โทรศัพท์ อาแกโทร. มา”
เท่านั้นแหละที่คนถูกโทร.หาหน้าซีดเสียยิ่งกว่าคนบอกข่าว ปะไรล่ะ...ว่าแล้วเชียว ให้ลมสงบได้สักหน่อยเถอะ ม้าต้องส่งพายุลูกใหญ่พัดตามมาแน่นอน
เพียงแต่ไม่คิดว่าจะเล่นส่งพายุที่เขาไม่กล้าหือไม่กล้าอืออย่างอาเมฆมาเท่านั้นแหละ !
----------- ติดตามเรื่องราวตอนต่อไปได้ในรูปแบบรูปเล่ม "รัตติกาตาหวาน" ค่ะ
|