|
 |
คือรักใช่ไหม
ผู้แต่ง ติญญา ราคา 189 บาท จำนวนหน้า 272 หน้า ISBN 978-974-8458-37-3
|
ตอนที่ 1
เสียงเคาะประตูห้องที่ดังขึ้นเป็นจังหวะ ทำให้ชายหนุ่มผิวขาว ผมสีน้ำตาลจัดสลวยระท้ายทอย เงยหน้าขึ้นจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ด้วยทีท่าไม่พอใจ คิ้วเข้มๆ ขมวดเข้าหากันขณะเอื้อมมือไปกดปุ่มหมายเลขโทรศัพท์ภายใน
“นฤพร ใครมา ทำไมไม่โทร. เข้ามาบอกผมก่อน”
“เอ่อ...” เลขาฯ ส่วนตัวอึกอัก ตอบไม่ถูก และดูเหมือนจะเป็นโชคดีของเธอเพราะประตูถูกผลักเข้ามาพอดี ร่างสูง ๆ ของชายหนุ่มผิวค่อนข้างขาว นัยน์ตารูปยาวสดใส เช่นเดียวกับริมฝีปากสีสดที่แย้มออกเป็นรอยยิ้มกว้างขวางทำให้เจ้าของห้องอุทานลั่น มือลดโทรศัพท์ลงโดยอัตโนมัติ
“เฮ้ ไอ้ไร มาจากภูเก็ตเมื่อไหร่วะ ไม่เห็นโทรมาบอก”
อีกฝ่ายหัวเราะ ขณะเลื่อนเก้าอี้นั่งด้วยท่าทางที่บอกว่าเคยคุ้นกับบรรยากาศในห้องเป็นอย่างยิ่ง
“แวะมาให้เซอร์ไพรส์เล่นไง เป็นไงอยู่ดีหรือเอ็ง คุณชายธฤติ”
เจ้าของชื่อ ‘คุณชายธฤติ’ หัวเราะออกมาได้อย่างขันจริงๆ
“ก็ดี... แล้วเอ็งล่ะ ตกลงเบื่อภูเก็ตแล้ว มากรุงเทพฯ ชัวร์ ?”
“ก็...” คำตอบนั้นอ้อมแอ้มเล็กน้อย “แม่เอ้นท์เค้าไม่สบายใจ ลูกสาวไปอยู่ห่าง ๆ แบบนั้น ย้ายมากรุงเทพฯ ได้มันก็ดีแหละ”
ชื่อ ‘เอ้นท์’ ทำให้ธฤติชะงักไป เพียงเล็กน้อย ก่อนที่เขาจะปรับสีหน้าให้เป็นปกติ
“กรุงเทพฯ ก็ดี... แต่จริง ๆ ข้าว่าภูเก็ตก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร แล้วนี่ เอ้นท์ไม่ได้มาด้วย ?” ปลายประโยคนั้น เสียงของเขาแปร่งไปเล็กน้อย เมื่อนึกถึงสาวน้อยเจ้าของชื่อ ‘เอ้นท์’ คนที่อยู่ในหัวใจของเขาเสมอมา
“ที่ทำงานเอ้นท์ขอตัวไว้อีกสองเดือน บอกว่าขาดคนจริงๆ เขาเลยรอก่อน” อีกฝ่ายลากเสียงตอบ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องรวดเร็วคล้ายไม่อยากจะพูดถึงผู้เป็น ‘ภรรยา’
“นี่ถามจริงเหอะ เอ็งจำไม่ได้จริง ๆ เหรอวะเรื่องข้าจะขึ้นมากรุงเทพฯ น่ะ”
“วัน ๆ งานข้าท่วมหัว แทบไม่มีเวลาเจอหน้าใครอยู่แล้ว รู้แหละว่าเอ็งจะย้าย แต่จำวันชัด ๆ ไม่ได้"
“เข้าท่านี่หว่า... งานมาก่อนเสมอว่างั้นเหอะ”
“ทำประชดไปได้ เออ จะว่าไปสองเดือนก็นานอยู่นา เอ็งไม่ห่วงเอ้นท์บ้างเหรอวะ ทิ้งเค้าไว้ทางนู้นคนเดียวเนี่ย” ธฤติวกกลับมาเรื่องของ ‘เอ้นท์’ อีกครั้ง
“สองเดือนเอง ไม่นานเท่าไหร่ ถือว่าได้กลับเป็นโสดอีกสักทีไง” ปลายเสียงนั้นค่อนข้างแปร่งจนคนฟังจับได้ เขาถอนหายใจยาว
“ถามจริงเหอะ” น้ำเสียงนั้นจริงจัง “เอ็งดูแลเอ้นท์ดีอยู่หรือเปล่า”
นัยน์ตาดำคมตวัดมองรวดเร็ว
“ก็ทำเท่าที่จะทำได้ เอ็งก็น่าจะรู้ว่าข้ารู้สึกยังไง”
“ขอล่ะวะ เลิกทำท่าเหมือนแบกโลกไว้ทั้งโลกทีได้ไหม บอกตรง ๆ มันไม่เข้ากับหน้าเอ็งเลย ความจริงคนที่ควรจะเครียดมันน่าจะเป็นข้ามากกว่า... ข้ายังไม่เครียด”
“เออ ข้าไม่พูดดีกว่า” ไรวาตัดบทง่าย ๆ “ถามเรื่องงานก็แล้วกัน ข้าว่าจะต้องพบฝ่ายประชาสัมพันธ์สักหน่อย จะคุยกันเรื่องโปรโมชั่น ‘สุริยาทอฝัน’ ของเอ็งนั่นแหละ ข้าร่างคร่าว ๆ ไว้แล้ว แต่ก็ยังอยากคุยเผื่อได้ไอเดียอะไรใหม่ ๆ ทริปนี้ เอ็งเชิญนักข่าวด้วยใช่ไหม”
“ใช่ กะจัดให้ใหญ่ไปเลยไง” เมื่ออีกฝ่ายไม่สมัครใจจะคุยเรื่องเดิมต่อ ธฤติก็เปลี่ยนเรื่องตามทันใจ “เออ ประชาสัมพันธ์คนใหม่ของข้าเพิ่งมาได้ไม่นานนี้เอง แต่ก็ทำงานใช้ได้อยู่หรอก... ได้ยินนักข่าวชมมาหลายราย บอกว่าทำงานดีพอสมควร... ”
“อ้าว แล้วคุณเกศไปไหนแล้ว เขาก็ทำงานดีนี่...” ไรวาถามด้วยความแปลกใจ ‘คุณเกศ’ ที่เขาพูดถึงคือ ฝ่ายประชาสัมพันธ์คนเก่า ผู้ซึ่งเป็นหญิงสาวหน้าตาสะสวยทันสมัย ทำงานได้คล่องแคล่ว และมีประสบการณ์ในวงการโรงแรมมานาน จึงเหมาะสมอย่างมากกับตำแหน่งประชาสัมพันธ์ หรือที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Public Relations อันเป็นตำแหน่งที่เป็นหน้าเป็นตาของโรงแรมเป็นอย่างยิ่ง เพราะมีหน้าที่หลักคือ ติดต่อกับสื่อมวลชนแขนงต่าง ๆ เพื่อประชาสัมพันธ์ข่าวสารต่าง ๆ ของโรงแรม ถ้าหากโรงแรมไหนได้ประชาสัมพันธ์ดี ติดต่อกับนักข่าวได้ง่าย ก็จะได้สิทธิพิเศษกว่าที่อื่น ๆ ในการนำเสนอข่าวสู่สาธารณชน
“เขาลาออกไปแต่งงาน...” อีกฝ่ายตอบ “คนใหม่นี่ก็เขานั่นแหละเป็นคนแนะนำมา บอกว่าเป็นรุ่นน้องที่เคยทำงานด้วยกันมาก่อนพักหนึ่งที่โรงแรมเก่าที่เคยทำงานอยู่ แล้วพอดี น้องคนนี้ได้ทุนไปเรียนต่อปริญญาโทที่อังกฤษ ตอนนี้เพิ่งจะเรียนจบกลับมา...”
“ฟัง ๆ ดูก็โอเคนี่ งั้นเดี๋ยวข้าไปคุยเลยดีกว่า ห้องอยู่ทางไหน”
“ไม่เป็นไร เดี๋ยวข้าจะโทร. ไปเรียกเขามาเอง... เผื่อมีอะไรน่าสนใจ จะได้เสริมด้วย”
ไรวาพยักหน้าเป็นเชิงเห็นด้วยก่อนจะลุกขึ้นเดินชมบรรยากาศรอบห้องด้วยท่าทางสนใจ ธฤติจึงยกหูโทรศัพท์ขึ้นกดหมายเลขโทรศัพท์ภายในต่อสายตรงถึงฝ่ายประชาสัมพันธ์
“สวัสดีค่ะ ฝ่ายประชาสัมพันธ์สุริยาวรินทร์ โฮเต็ลค่ะ”
“ผมธฤติ... นั่นใครรับสาย...”
“ดิฉัน อัจฉราวดีค่ะ” เสียงที่ปลายสายตอบมาแผ่วเบา เจ้าหล่อนเคยทำงานเป็นผู้ช่วยของ ‘คุณเกศ’ มาก่อน เมื่อฝ่ายนั้นลาออกไป ก็กลายเป็นผู้ช่วยของประชาสัมพันธ์คนใหม่ต่อไป
“อ้อ อัจฉราวดีหรือ คุณช่วยเชิญคุณพลอยเพลินมาพบผมที่ห้องด้วย... ผมมีธุระ เรื่องโครงการ ‘สุริยาทอฝัน’ น่ะ“
ทันทีที่ประโยคนั้นจบลง... ร่างสูงที่ยืนอยู่มุมสุดของห้องก็หันขวับมารวดเร็ว นัยน์ตาเป็นประกายตกใจ
“เมื่อกี้เอ็งว่าอะไรนะ”
“อะไร” ธฤติทำหน้างง “ว่าอะไรหมายความว่ายังไง”
“ข้าถามว่าเอ็งเรียกชื่อเขาว่าอะไรนะ” น้ำเสียงนั้นละล่ำละลัก เช่นเดียวกับสีหน้า แววตา
“พลอยเพลิน ทำไม...”
นัยน์ตาดำคมเบิกกว้าง รอยซีเรียสฉายชัดอย่างน่าแปลก แต่แล้วพอรู้สึกตัว เจ้าตัวก็พึมพำบอกตัวเอง
“ไม่น่าใช่... คงไม่ใช่หรอกน่ะ”
เสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นเบา ๆ ทำให้ธฤติละความสนใจในตัวเพื่อนลงเพียงนั้น
ประตูถูกผลักเข้ามาเมื่อได้ยินเสียงอนุญาต แล้วร่างของหญิงสาวคนหนึ่งก็ก้าวเข้ามาช้า ๆ วงหน้าเรียวผ่องใส ผิวสวยสะอาด และนัยน์ตาดำขลับมีประกายพราวพรายของหล่อนดูโดดเด่นในสายตา...
“เพลิน” เสียงออกอุทานนั้นทำให้นัยน์ตาของหญิงสาวเบิกกว้างออกจากกันเล็กน้อย หล่อนหันไปมองตามเสียง แล้วสีหน้าก็เปลี่ยนไป
“ไร”
ไรวานิ่งอึ้งไปเหมือนคนถูกกระแทกแรง ๆ เขาได้แต่ตะลึงมองหญิงสาวอยู่อย่างนั้น นัยน์ตาคู่นั้นสับสน
“เพลิน กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่”
หญิงสาวชื่อ ‘เพลิน’ ดูเหมือนจะรู้สึกตัวแล้ว สีหน้าของหล่อนคลายความตกใจลง รอยยิ้มผุดขึ้นที่มุมปาก
“เรียนจบก็กลับน่ะสิ ไรถามแปลก ๆ คิดว่าเพลินจะตั้งรกรากที่อังกฤษรึไง แต่ยังไงก็ต้องขอโทษที่เพลินมาไม่ทันงานแต่งของไร”
สีหน้าของไรวาสลดลง อดที่จะนึกถึงการพูดคุยครั้งสุดท้ายทางโทรศัพท์ระหว่างเขากับหล่อนไม่ได้...
“เพลิน... ไรจะต้องแต่งงาน ไรเสียใจ ไรขอโทษ...”
ไม่มีคำตอบใด ๆ จากหล่อน มีเพียงเสียงวางโทรศัพท์ดัง ‘กริ๊ก’ และจากวันนั้น หล่อนก็หายไปจากชีวิตของเขาโดยสิ้นเชิง เขาเพียรติดตามข่าวคราวของหล่อน แต่ก็ไม่ได้รับการตอบกลับ ความห่างไกลทำให้เขา ‘พยายาม’ ลืมหล่อน และมีความสุขกับเอริน หญิงสาวที่พ่อแม่เลือกให้ หากลึกลงในใจ ภาพของหล่อนยังคงแจ่มชัด บ่อยครั้งที่เขาเฝ้าถามตัวเอง หล่อนจะอยู่ดีเป็นสุขหรือ หล่อนจะเจ็บปวดหรือไม่อย่างไร...
และวันนี้ หล่อนก็มายืนอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว ยังคงสวยงามเหมือนเก่า ไม่มีคำตัดพ้อต่อว่า ไม่มีคำบริภาษให้เขาต้องระคายใจ รอยยิ้มที่มุมปากของหล่อนอ่อนหวานเกินความจำเป็นเสียด้วยซ้ำ
ไรวานึกสงสัยว่าหัวใจของหล่อนทำด้วยอะไรกัน... หล่อนจึงยิ้มให้เขา ผู้เคยทำร้ายใจหล่อนอย่างสาหัส ได้อย่างอ่อนโยนเช่นนี้
ชายหนุ่มอ้าปากจะพูด แต่แล้วก็ชะงัก เพราะแววตาคมปลาบของเพื่อนที่มองมา
“ติ นี่เพลิน” เขากระแอมในคอขณะแนะนำ “เพลินกับข้าเคยเรียนที่อังกฤษด้วยกัน... ที่ข้าเล่าให้ฟังยังไง”
“อ้อ” นั่นคือคำแรกที่ธฤติได้พูด นัยน์ตายาวรีมองคนทั้งคู่สลับกันช้า ๆ คล้ายกำลังพิจารณาอะไรบางอย่าง
แต่ไรวาก็ดูจะไม่สนใจ เพราะเขาพูดต่อกันไปด้วยท่าทางง่าย ๆ ว่า
“งั้นเดี๋ยวข้าให้เพลินพาไปดูรอบ ๆ โรงแรมเสียหน่อย แล้วค่อยกลับมาหาเอ็งอีกทีแล้วกันนะ ข้ามีเรื่องจะคุยกับเพลินด้วย ไม่ได้เจอกันนานเลย”
ธฤติทำท่าจะแย้ง แต่ไรวาไม่สนใจ เขาก้าวยาว ๆ ตรงไปหาหญิงสาว แตะข้อศอกของหล่อนด้วยทีท่าอ่อนโยน ก่อนจะเดินออกจากห้องไป โดยไม่ได้หันมามองเพื่อนอีกเลย...
ชายหนุ่มถอนใจยาว... ครุ่นคิด รู้สึกหนักอยู่ในอกอย่างประหลาดกับทีท่าของคนทั้งคู่
“ข้าคงต้องแต่งงานเสียที...”
เขาจำได้ว่าเมื่อไม่นานมานี้เอง ไรวามานั่งอยู่ตรงหน้าด้วยสีหน้าเหมือนกำลังแบกโลกไว้ทั้งโลกเมื่อพูดประโยคนั้น
“เอ็งจำผู้หญิงที่ข้าเคยเล่าให้ฟังได้ไหม” ประโยคต่อมามีความหมายไปคนละเรื่อง หากธฤติก็เข้าใจ ผู้หญิงคนนั้น... ที่ไรวาเคยเล่าให้เขาฟัง หญิงสาวที่ฝ่ายนั้นบอกว่ามีเสน่ห์นักหนา ทั้งบอบบาง น่ารักและสะอาดตา
“แม่สาวที่เอ็งเจอที่อังกฤษเมื่อปีที่แล้วน่ะนะ”
“ใช่... ไอ้ติ ถ้าในชีวิตเอ็งจะมีผู้หญิงสักคนที่เอ็งรักอย่างจริงจัง เอ็งจะเข้าใจ สำหรับข้า เพลินคือคนนั้น”
ไรวาเรียกผู้หญิงคนนั้นสั้น ๆ ว่า ‘เพลิน’ เสมอ ใครจะไปคิดว่า ‘เพลิน’ คนนั้นจะกลายมาเป็น ‘พลอยเพลิน’ ลูกน้องของเขาได้
“ข้าไม่อยากแต่งงานกับเอ้นท์ ข้ารักเพลิน เอ้นท์เหมือนน้องสาวเสียมากกว่า เห็นกันมาตั้งแต่เด็ก ข้าไม่ได้คิดอะไร”
หัวใจของธฤติรวดร้าวเช่นกันเมื่อได้ยินประโยคที่ว่า ‘ข้าไม่อยากแต่งงานกับเอ้นท์’ เพราะแต่ไหนแต่ไร สาวน้อยร่างบาง ผิวใสสะอาด เจ้าของชื่อ ‘เอ้นท์’ คนนั้นอยู่ในใจเขาเรื่อยมาทีเดียว ในวัยเด็ก ทั้งเขา ไรวา และหล่อนเคยสนิทสนมกลมเกลียวกันนักหนา ค่าที่พ่อแม่เคยเป็นเพื่อนสมัยเรียนมาด้วยกัน เพียงแต่ที่น่าเสียดายคือ หล่อนมองเขาในฐานะ ‘พี่ชาย’ เสมอมา แต่มองไรวาในอีกฐานะที่แตกต่างออกไป
“ถ้าไม่อยากแต่ง ก็ไม่ต้องแต่งดิวะ” เขาโพล่ง... ด้วยความหวังอยู่ลึก ๆ... ถ้าหากไรวาไม่แต่งงานกับหล่อน จะเป็นไปได้ไหมที่หล่อนจะรับความรักของเขา...
“เอ็งก็น่าจะรู้...” น้ำเสียงนั้นหนักใจ “พ่อกับแม่ข้าอยากให้แต่งกับเอ้นท์ เขาว่าเพลินเป็น... ผู้หญิงไม่มีหัวนอนปลายเท้า แต่กับเอ้นท์ เขาเห็นมาแต่เด็ก ก็เลยเอ็นดู ความจริง ถึงเพลินจะไม่มีพ่อแม่ แต่เธอก็ครองตัวได้ไม่เลวหรอก เป็นผู้หญิงเก่ง น่ารักคนหนึ่ง ถ้าพ่อกับแม่ได้เจอ คงอดไม่ได้ที่จะรัก”
“นั่นสิ” ธฤติประชดให้ “งั้นไม่ต้องแต่ง พูดจริง ๆ นะเว้ย ถ้าเอ็งคิดว่าทำได้นะ”
ไรวาเพียงแต่หัวเราะขม ๆ และไม่พูดถึงเรื่องนี้อีกเลย หากธฤติก็เข้าใจ...
ข้อดีและข้อเสียอย่างหนึ่งในตัวไรวาก็คือ เขาเป็นคนใจอ่อน โดยเฉพาะกับผู้เป็นบุพการี ข้อนี้เอง ทำให้ฝ่ายนั้นไม่อาจตัดรอนความต้องการของคนทั้งคู่ได้จนแล้วจนรอด ยิ่งรู้ว่าเอริน ผู้ที่เขามองว่าเป็นเหมือนน้องสาวคนหนึ่ง มีความรักที่มั่นคงให้กับ ‘พี่ไร’ ตลอดมา ยิ่งเหมือนเป็นพันธนาการผูกมัดให้เขาไม่อาจปฏิเสธหล่อนได้ อย่างน้อยธฤติก็รู้ว่าเพื่อนของเขาไม่กล้าหักหาญน้ำใจที่หล่อนมีให้ลงไปตรง ๆ ...เขาเชื่อว่าไรวา ‘สงสาร’ เอรินมากกว่าอย่างอื่น
และด้วยเหตุผลนี้เอง ฝ่ายนั้นจึงแต่งงานกับหล่อน และ ‘ทำเป็น’ ลืมความรักในอดีตเสีย... ในเมื่อคนเคยรักอยู่ไกลถึงต่างแดน อะไร ๆ ก็ดูจะลืมได้ง่ายกว่าปกติ ซึ่งธฤติคิดว่าเขาเข้าใจดี ไรวาในยามนั้นก็ไม่ต่างอะไรจากคน ‘ไกลตา ไกลใจ’ นั่นแหละ
ธฤติถอนใจยาวเมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ตลอดเวลาหกเดือนที่คนทั้งคู่แต่งงานกัน ไรวาดูจะเอาใจใส่เอรินอย่างดี จนเขาเกือบจะมั่นใจว่าฝ่ายนั้นลืม ‘ผู้หญิงอีกคน’ ไปแล้ว...
ถ้าเพียงแต่หล่อนจะไม่กลับมา...
หวนนึกถึงประชาสัมพันธ์สาวคนนั้น... แม้จะไม่เคยใกล้ชิดสนิทสนมกัน หากธฤติก็รู้ถึงเสน่ห์ของหล่อนดี ผู้หญิงสวยที่มีร่างระหง และรอยยิ้มหวานบาดใจทุกคน เพียงมาทำงานได้ไม่นาน หล่อนก็กลายเป็นที่กล่าวถึงของคนหลายกลุ่ม ทั้งนักข่าว และบรรดาผู้บริหารของโรงแรม ด้วยความสวยของหล่อนเอง...
ก็แล้วเอรินเคยระแคะระคายเรื่องของหล่อนบ้างหรือไม่ ฝ่ายนั้นจะรู้บ้างไหมว่าคู่แข่งคนนี้ ‘ไม่ธรรมดา’ เลย
ชายหนุ่มได้แต่หวังว่าจะไม่มีเหตุการณ์ใด ๆ เกิดขึ้น ผู้หญิงคนนั้นคงจะมีมโนธรรมเพียงพอ... และคงจะไม่กลับมาทวงสิทธิ์ที่เคยทิ้งไปแล้ว... เขาภาวนาเช่นนั้น
“เพลินกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่”
คำถามนั้น เรียกรอยช้ำจาง ๆ ได้ที่แววตาของหญิงสาว แต่หล่อนพยายามปกปิดมันด้วยรอยยิ้ม
“ได้สองเดือนล่ะมัง เพลินเรียนจบก็กลับ ใจจริงอยากมางานของไร แต่ไม่ทันจริง ๆ เทอมสุดท้าย เปเปอร์เพลินแทบจะไม่ผ่าน มีปัญหานิดหน่อย”
สีหน้าของฝ่ายชายสลดลง เพราะพอจะเดาได้ว่า ‘ปัญหา’ ที่อีกฝ่ายพูดถึงหมายถึงอะไร
“เพลิน ตั้งแต่วันนั้น ไรยังไม่มีโอกาสพูดกับเพลินเลย”
“เรื่องมันผ่านไปแล้ว ไม่มีอะไรต้องเสียใจ เพลินเองก็ลืมแล้ว...” ประโยคนั้นสะดุดนิด ๆ “ไรอย่าคิดมาก ตอนนี้เพลินก็แค่อยากเห็นไรมีความสุข ยังไงเราก็ยังเป็นเพื่อนกัน”
แววตาของไรวาสดใสขึ้น เขาเปลี่ยนเรื่อง ถามยิ้ม ๆ ว่า
“แล้ว ‘สุริยาทอฝัน’ นี่ เพลินต้องไปด้วยหรือเปล่า เห็นติบอกว่าเชิญนักข่าวหลายคนเลยใช่ไหม”
พลอยเพลินพยักหน้ารับ โปรโมชั่น ‘สุริยาทอฝัน’ ที่ไรวาพูดถึง เป็นโครงการวันวาเลนไทน์ที่ทางสุริยาวรินทร์คิดค้นขึ้นเป็นพิเศษ และดำเนินมาเป็นประจำทุกปี เนื่องจากทางโรงแรมมีข้อได้เปรียบคืออยู่ติดแม่น้ำ และมีเรือรับส่งที่ขึ้นชื่อด้านความสวยงาม ในทุก ๆ ปี เมื่อวันวาเลนไทน์มาถึง จึงมีการจัดโครงการล่องเรือเที่ยวแม่น้ำเจ้าพระยาไปพร้อม ๆ กับการรับประทานอาหารค่ำในเรือ แต่เนื่องจากในปีนี้ วันวาเลนไทน์ตรงกับวันเสาร์พอดี โครงการนี้จึงขยายเพิ่มเป็นการพักผ่อนค้างคืนในเรือเป็นเวลา 1 คืน และจะส่งแขกที่ท่าเรือในตอนบ่ายของวันที่ 15 ซึ่งเป็นวันอาทิตย์ โดยตลอดเวลาที่อยู่ในเรือ แขกจะได้รับความสะดวกสบายอย่างเต็มที่ ทั้งทางด้านอาหาร การพักผ่อน และกิจกรรมต่าง ๆ มากมายหลายอย่าง
“เพลินต้องไปดูแลนักข่าว ไรล่ะ ต้องมาด้วยไหม”
“ต้องไปอยู่แล้ว ก็ไรเป็นคนคุมเรื่องขนมหวาน”
“ดีจริง เพลินจะได้มีเพื่อน คิดว่าปีนี้จะต้องฉลองวาเลนไทน์คนเดียวเสียแล้วสิ”
ไรวากล้ำกลืนอะไรบางอย่างในลำคอกับประโยคนั้น โชคดีที่ฝรั่งหนุ่มร่างสูงใหญ่ ผมสีทองอ่อน สวมสูทเรียบร้อยเดินผ่านมาพอดี เขาจึงได้โอกาสเบี่ยงเบนเรื่อง
“สวัสดีครับ Ex-Chef” เขาหมายถึง Executive Chef หัวหน้าเชฟผู้ทำหน้าที่ควบคุมดูแลภาพรวมของอาหารทั้งโรงแรม “ผมเชฟไรวา เพิ่งย้ายมาประจำที่ห้อง The Sun เริ่มงานพรุ่งนี้ครับ”
อีกฝ่ายยิ้มแย้มอย่างใจดี
“คุณธฤติบอกผมแล้วเหมือนกัน นี่คุณมาทำงานล่วงหน้าหรือ ถ้าไม่รังเกียจ ผมเริ่มคุยงานกับคุณตอนนี้เลย คงไม่มีปัญหาใช่ไหม”
ไรวาชำเลืองมองหญิงสาว แต่พลอยเพลินยิ้มหวาน
“ไปคุยงานเถอะไร เดี๋ยวเพลินก็ต้องไปทำงานที่เหลือเหมือนกัน ยังไง เดี๋ยวคงได้เจอกันอีก” เธอว่า ก่อนจะยิ้มให้ Ex-Chef เป็นเชิงขอโทษ “ขอโทษนะคะ ดิฉันขอตัว”
หญิงสาวผละจากมาทันทีที่พูดจบ เธอขึ้นลิฟต์ไปที่ห้องทำงานด้วยความรู้สึกที่อึดอัดหาคำอธิบายไม่ได้ การได้เห็นไรวาอีกครั้งคือการกวนตะกอนในหัวใจที่เคยคิดว่านิ่งดีแล้วให้กลับมาขุ่นหมองอีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อแววตาของเขายังคงเหมือนเดิม ไม่มีเปลี่ยนแปลง
พลอยเพลินถอนหายใจยาวขณะพิงศีรษะลงกับด้านหนึ่งของลิฟต์ เธอหลับตานิ่งคล้ายอยากให้ทุกอย่างหยุดอยู่ที่นั่น ให้นานแสนนาน
ลึกลงไป เบื้องหลังความเป็นสาวสวยเก่งงานที่ดูเหมือนจะไม่แคร์ความรู้สึกของใครนั้น พลอยเพลินมีมุมลึกซึ้งอยู่เหมือนกัน อย่างน้อยก็เรื่องของครอบครัว เธอเติบโตมาในครอบครัวที่ไม่อบอุ่นนัก พ่อกับแม่เลิกรากันตั้งแต่เธอยังเด็ก แม่ไปทาง พ่อไปทาง ทิ้งเธอไว้กับป้า ที่เจ็บออด ๆ แอด ๆ และเสียชีวิตเมื่อเธอเรียนจบปริญญาตรี เธอได้สมบัติทั้งหมดจากป้า คือบ้านหลังที่เคยอยู่ และเงินสดอีกจำนวนหนึ่งในธนาคาร แต่ด้วยความที่เป็นผู้หญิงตัวคนเดียว ทำให้พลอยเพลินตัดสินใจขายบ้านทิ้ง และเอาเงินไปซื้ออพาร์ตเมนต์เล็ก ๆ แถวใจกลางเมือง แล้วเริ่มดำเนินชีวิตตามลำพังอย่างเข้มแข็ง
พลอยเพลินสลัดศีรษะ เธอไม่ชอบคิดเรื่องอดีตนักเพราะรู้ดีว่าไม่มีประโยชน์ การจะมีชีวิตรอดในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ ได้นั้น เมื่อไม่มีครอบครัว ทุกอย่างก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องยาก โชคดีที่เธอมีความสามารถในเรื่องของสมอง และมีรูปสมบัติที่งดงาม ทำให้ชีวิตไม่อัตคัดขาดแคลนจนเกินไป
ชีวิตของเธอเหมือนจะสมบูรณ์แบบแล้ว หลังจากทำงานที่โรงแรมแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ได้ไม่ถึงปี เธอก็สอบได้ทุนไปเรียนต่อที่อังกฤษ และได้พบกับไรวา มีความรักและความไว้วางใจอยู่ที่นั่น จนพลอยเพลินเคยคิดว่าเขาเป็นครอบครัวเดียวที่เธอมีอยู่
แต่แล้วเขาก็ทิ้งเธอไป อย่างง่ายดายเหมือนเธอไม่มีความรู้สึก เพียงเพื่อจะไปแต่งงานกับผู้หญิงอื่น ทุกอย่างจบสิ้นลงอย่างง่ายดาย ราวกับว่าความรักที่มีร่วมกันตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาไม่มีความหมายอะไรเลย
หากด้วยทิฐิในใจ ทำให้พลอยเพลินไม่เคยเอ่ยปากถามเหตุผลในครั้งนั้น ไม่แม้แต่จะพูดถึงความรู้สึกนี้กับใคร เธอได้แต่ทำเหมือนมันไม่มีความหมาย ราวกับว่าไรวาไม่ใช่สิ่งสลักสำคัญในชีวิต... ทั้ง ๆ ที่หญิงสาวรู้ดีว่าเธอเจ็บปวด ไม่เข้าใจว่าเขาทำอย่างนั้นได้อย่างไร เธอมีอะไรที่ด้อยกว่า ‘ผู้หญิงอีกคน’ อย่างนั้นหรือ
แต่คิดไปก็เท่านั้น พลอยเพลินบอกตัวเองในตอนท้าย... เธอไม่มีเวลาจะคิดเรื่องอดีตอีกแล้ว ขณะนี้ สิ่งเดียวที่เธอมีอยู่คือตำแหน่งหน้าที่การงานในสังคม เธอคือคุณพลอยเพลิน ประชาสัมพันธ์สาวสวยของโรงแรมเกรดเออย่างสุริยาวรินทร์ ในสายตาของคนรอบข้าง เธอคือหญิงสาวที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ทั้งทำงานเก่ง และคล่องแคล่วสดสวย ไม่ว่าใครก็ต้องอิจฉาเธอ
และด้วยตำแหน่งนี้ พลอยเพลินคิดว่ามันเป็นสิ่งเดียวที่เธอมีอยู่ และเธอไม่ต้องการจะเสียมันไปอีกแล้ว ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม
ตอนที่ 2
“นี่ไงจ๊ะ น้องต้น ลูกสาวของน้า ธฤติยังจำน้องได้อยู่หรือเปล่า ตอนเล็ก ๆ เคยเจอกันสองสามครั้งได้ล่ะมัง ไม่ได้เห็นกันหลายปี โตเป็นหนุ่มเป็นสาวกันหมดแล้ว”
หญิงสาวผิวนวลละเอียด หน้าตาสดใส เจ้าของชื่อ ‘น้องต้น’ มองร่างสูง ๆ ของชายหนุ่มในชุดเสื้อเชิ้ตง่าย ๆ สีน้ำเงินเข้มตัดกับกางเกงสีขาวสะอาด... นึกถูกใจกับนัยน์ตายาวรี และเส้นผมสีน้ำตาลจัดที่สลวยระท้ายทอยนั้น ธฤติไม่ใช่คนหล่อ เพียงแต่เขามีอะไรบางอย่างในบุคลิกที่น่าดึงดูด... และเสน่ห์นั้นก็ฉายชัดตั้งแต่เขายังเป็นหนุ่มน้อย จนกระทั่งกลายมาเป็นชายหนุ่มเต็มตัวเช่นในวันนี้
‘ธฤติ ลูกของคุณสุรีย์ไงจ๊ะ ลูกต้น เพื่อนแม่คนขาว ๆ ผ่อง ๆ น่ะ หนูจำได้ไหม เขาเป็นพวกตระกูลสุริยาทิตย์ เจ้าของโรมแรมสุริยาวรินทร์ยังไง ตัวลูกชาย แม่ไม่ได้เจอหลายปี แต่เท่าที่ได้ยินมา เขาก็ดูเข้าทีดีหรอก ทำงานเก่ง หน้าตาก็ดี...’
นั่นคือข้อมูลเกี่ยวกับเขา... ที่เธอได้รับมาจาก มัทนา ผู้เป็นแม่ก่อนจะมาที่นี่ในวันนี้
‘คุณสุรีย์มีลูกคนเดียว ก็อยากให้เป็นฝั่งเป็นฝา หนูเองก็โตพอสมควร รู้จักพี่เขาไว้ก็ไม่เสียหายอะไร ถึงไม่ได้รักกันชอบกัน ก็เป็นพี่เป็นน้องกันได้’
และด้วยเหตุผลเหล่านั้น ทำให้แม่ตอบตกลงทันทีที่อีกฝ่ายชวนมาเข้าร่วมโครงการสุริยาทอฝันของทางโรงแรม เพื่อให้เธอได้มีโอกาสได้พบปะกับชายหนุ่ม หรืออีกนัยหนึ่ง ก็เพื่อให้มา ‘ดูตัว’ นั่นเอง
ต้นสนมองอีกฝ่ายอย่างนึกขัน... และเขาก็ยิ้มนิด ๆ ที่มุมปาก
“สวัสดีครับ” คำทักนั้นเป็นการเป็นงานนักหนา
“สวัสดีค่ะ พี่ติ” หญิงสาวพนมมือไหว้เขา ยิ้มแฉล้มให้อย่างเป็นมิตร “น่ากลัวพี่ติจะจำต้นไม่ได้ แต่ต้นจำพี่ติได้ค่ะ พี่ติไม่เปลี่ยนเลย”
คิ้วเข้ม ๆ ของธฤติขมวดเข้าหากันเล็กน้อย พยายามทบทวนความทรงจำเกี่ยวกับหล่อน แต่ก็นึกไม่ออก
“นึกไม่ออกจริง ๆ ขอโทษด้วย ความจำพี่แย่เต็มที” เขาบอกตามตรง
“ต้นไปเรียนที่สวิสฯ เสียหลายปี ติคงจำน้องไม่ได้ แต่ไม่เป็นไร กลับมาคงได้สนิทกัน น้าว่าจะรบกวนฝากน้องฝึกงานด้วยอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นไม่ได้เรื่องได้ราวอะไรเลย วัน ๆ ละหนีเที่ยวตลอด”
คราวนี้ชายหนุ่มเบนสายตามาที่สตรีสาววัยกลางคน แต่งกายพริ้งเพรา และแต่งหน้าไว้งามเฉียบ จนทำให้หล่อนดูอ่อนกว่าวัยที่แท้จริงหลายปี ราวกับเป็นพี่สาวคนโตของสาวน้อย มิใช่คุณแม่อย่างในความเป็นจริง
“ได้สิครับ คุณน้ามัทนา” เขารับปากเต็มคำ “น้องต้นไปเรียนด้านไหนมาครับ ต้องขอโทษ”
“ต้นเรียนการโรงแรมค่ะ” ต้นสนตอบยิ้ม ๆ “ด้านบริหารนี่แหละ เผอิญชอบทางนี้มาก ๆ เลยค่ะ ต้นว่าบริหารสนุกนะ ต้องใช้ความคิดหลายอย่างดี แต่เรื่องฝึกงาน” เจ้าหล่อนทำจมูกย่น “ไม่ไหวละค่ะแม่ ต้นยังขี้เกียจอยู่เลย ขอเที่ยวก่อนสักปีได้ไหมคะ”
“นี่แหละเขาล่ะ” คุณมัทนาทำเสียงบ่น แต่ก็เป็นบ่นแกมเอ็นดูเสียมากกว่า ไม่ได้ดุจริงจังอะไร “ไม่เป็นโล้เป็นพายอะไร จะเกาะแม่ท่าเดียว”
“ก็แม่น่าเกาะนี่คะ”
ทีท่าออดอ้อนเหมือนเด็ก ๆ นั้นทำให้ธฤตินึกขันอยู่ลึก ๆ ในใจ
“ติ แกอายุก็ไม่ใช่น้อย ๆ แล้ว ทำไมไม่คิดจะมีแฟนสักที ฉันล่ะรำคาญจริง ๆ” คำพูดของคุณสุรีย์ ผู้เป็นมารดาย้อนกลับมาในโสต - - ตัวเขาเองไม่โง่จนไม่รู้ว่าแม่หวังอะไร ‘ต้นสน’ ลูกสาวของคุณมัทนา เพื่อนสนิทในวงสังคมของแม่ เพิ่งเรียนจบปริญญาตรีด้านการโรงแรมจากสวิตเซอร์แลนด์ เดินทางกลับมาเมืองไทยได้ไม่ถึงเดือน แม่ก็เริ่มถามเขาถึงเรื่องคู่ครอง ซ้ำ ๆ จนเขาเบื่อหน่าย
แต่ก็นั่นแหละ เขารู้ดีว่าแม่รักษาหน้าตามากแค่ไหน คุณมัทนาเป็นเจ้าของโรงงานผ้าไหมใหญ่โต หล่อนมีที่ทางมากมาย มีสามีเป็นนักการเมืองใหญ่แถวภาคเหนือ ถ้าหากว่าเขากับต้นสนจะแต่งงานกัน ทรัพย์สินของแม่ก็จะเพิ่มพูนขึ้นเป็นทวีคูณ และคงจะด้วยเหตุผลนี้เอง แม่จึงเจ้ากี้เจ้าการสำรองที่นั่งในโครงการ ‘สุริยาทอฝัน’ เพื่อให้เขากับ ‘น้องต้น’ ได้เจอกันในวันวาเลนไทน์อย่างพอดิบพอดี
ธฤตินึกขันแกมระอากับวิธีการวางแผนของผู้เป็นมารดา แต่ถึงอย่างนั้นความสดใสของหญิงสาวตรงหน้าก็ทำให้เขาพอใจไม่น้อย ความน่ารักแบบเด็ก ๆ และลักษณะการพูดที่ไม่มีมารยานั้น ทำให้เขาไม่นึกขยาดอย่างที่เคยรู้สึกกับสาวสมัยใหม่บางคน
“แล้ววันนี้เป็นยังไงบ้าง ต้นชอบบรรยากาศงานไหม” เขาชวนหล่อนคุยอย่างเป็นกันเอง
“ค่ะ” หล่อนยิ้ม “จัดงานได้เก๋มากๆ อาหารเยอะเชียวค่ะ... ต้นพาแม่เดินชิมเสียอิ่มเลย อ้อ แล้วพวกเบเกอรี่อร่อยมาก ต้องขอชมเลยนะคะพี่ติ ยิ่งชิ้นที่ชื่อ ‘Heart Cake’ ไม่ทราบเป็นไอเดียของใคร น่ารักเหลือเกิน”
หล่อนหมายถึงขนมเค้กรูปหัวใจที่ตัดครึ่งแบ่งเป็นสองชิ้น ครึ่งหนึ่งเป็นสีชมพู สื่อถึงความเป็นผู้หญิง ส่วนอีกครึ่งเป็นสีฟ้า สื่อถึงความเป็นผู้ชาย ทั้งสองชิ้นตกแต่งลวดลายน่ารัก บรรจุในแพ็คเกจสีขาวสะอาด ร้อยด้วยริบบิ้นสีรุ้ง มีหลากหลายขนาดให้ลูกค้าได้เลือกตามชอบใจ
“เชฟไรวา เพื่อนพี่เอง เจ้านี่มันโรแมนติกน่ะ ชอบทำอะไรกุ๊กกิ๊กอยู่เรื่อย ตั้งแต่ม. ปลายแล้ว มันชอบประดิษฐ์ชอบทำอาหาร พอจบม. 6 ก็เลยไปเรียนเป็นเชฟที่อังกฤษ”
ต้นสนทำนัยน์ตาโต
“โอ้โห เชฟเป็นคนไทยด้วย ? เก่งจังเลยนะคะ”
ธฤติอมยิ้มอย่างนึกเอ็นดูทีท่าเหมือนเด็ก ๆ นั้น
“งั้นเอางี้ เดี๋ยวพี่พาต้นไปรู้จักพี่ไร นะครับ คุณน้า” เขาหันไปทางคุณมัทนาเป็นเชิงขออนุญาต “ผมขออนุญาตพาต้นไปแนะนำให้รู้จักกับเพื่อนนะครับ เดี๋ยวสักครู่จะพากลับมาส่ง”
มัทนายิ้มแก้มแทบปริ
“ดีจ้ะ น้าฝากต้นด้วยนะติ ยังไงดูแลน้องด้วย เผื่ออีกหน่อยจะได้สนิทสนมกัน”
ร่างสูง ๆ ของชายหนุ่มหน้าตาคมคายที่ยืนเคียงคู่อยู่กับหญิงสาวหน้าหวาน ผิวละเอียดนั้นกระทบใจธฤติรุนแรง เขามองนัยน์ตาพราวของฝ่ายชาย และรอยยิ้มอ่อนหวานของฝ่ายหญิง แล้วสีหน้าก็เปลี่ยนไป
“ไอ้ไร เฮ้ย”
ไรวาชะงักไปเล็กน้อยกับเสียงเรียก เขาละสายตาจากคนตรงหน้า แล้วหันมาโบกมือให้ธฤติ
“ว่าไง ไอ้ติ เป็นไงบ้าง ยุ่งไหม”
ธฤติไม่ตอบ คิ้วเข้ม ๆ ของเขาขมวดเข้าหากันเป็นปมขณะมองหน้า ‘ผู้หญิงคนนั้น’ อดีตคนรักของไรวา
พลอยเพลินเองก็ชะงักไปกับการมองนั้น แววตาของธฤติบอกชัดถึงความไม่พอใจ สีหน้านั้นเย็นชาเหมือนน้ำแข็ง แม้แต่น้ำเสียงก็เรียบเย็น
“รู้สึกว่าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์จะขาดคน...”
คำพูดลอย ๆ กระทบหญิงสาวอย่างจัง เธอขยับตัวพึมพำ
“ขอตัวก่อนนะคะ”
“เดี๋ยวสิ”
พลอยเพลินชะงักกับน้ำเสียงเย็น ๆ นั้น
“ผมอยากแนะนำให้คุณรู้จัก น้องต้น นี่คุณพลอยเพลิน เป็นหัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์ นี่คุณต้นสน เธอจะเดินทางกับเราด้วยวันนี้ ผมอยากให้คุณให้ความสะดวกกับเธอให้เต็มที่”
หญิงสาวไม่เห็นคำตอบใดจะดีไปกว่า
“ค่ะ”
“พี่ไรใช่ไหมคะ” ต้นสนเป็นคนคลี่คลายบรรยากาศให้ดีขึ้น หล่อนยิ้มให้ไรวาด้วยท่าทางน่ารัก “ต้นติดใจ Heart Cake จังค่ะ พี่ไรเข้าใจทำนะคะ คิดได้ยังไง ไอเดียเก๋จริง ๆ”
“ไม่ใช่ไอเดียของผมหรอกครับ” ไรวาอธิบาย “ความจริงแล้วเป็นไอเดียของเพลินต่างหาก จำได้ไหม เพลิน Heart Cake ที่คุณเคยพูดถึงตั้งแต่เรายังเรียนอยู่... ผมลองเอามาประยุกต์ใช้งานนี้เป็นงานแรก...”
สีหน้าของธฤติเรียบสนิท
แววตาของธฤติเย็นชาเมื่อปรายมองหญิงสาว...
“อ้อ เป็นไอเดียของคุณเองหรอกหรือ”
น้ำเสียงนั้นฟังเหมือนจะเป็นคำถาม แต่ก็ไม่ชัดนัก พลอยเพลินมองสีหน้าตึง ๆ ของ ‘ผู้เป็นนาย’ สัญชาตญาณบางอย่างทำให้เธอรู้ว่าเขากำลังไม่พอใจเธอ เพียงแต่เธอไม่แน่ใจเท่านั้นว่ามันมีสาเหตุมาจากอะไร
“ใช่ค่ะ เป็นไอเดียของฉันเอง...” มีปัญหาอะไรไหมคะ ประโยคหลัง เธอละไว้ในใจ และดูเหมือนว่าเขาจะรู้ เพราะนัยน์ตาคมกริบคู่นั้นมองเธอแน่วนิ่ง
หากพลอยเพลินไม่ใส่ใจ เธอพูดต่อรวดเร็ว
“ไร เดี๋ยวยังไง เพลินขอตัวกลับไปดูที่โต๊ะลงทะเบียนก่อนนะ เผื่อขาดเหลืออะไร เดี๋ยวน้อง ๆ จะตัดสินใจไม่ถูก”
“จริง” คราวนี้ ธฤติเสริมขึ้นมาหน้าตาเฉย “ผมก็ว่าอย่างนั้น”
พลอยเพลินไม่ได้มองคนพูด เธอยอบตัวลง แล้วเดินก้มหลังผ่านร่างสูง ๆ นั้นไปด้วยกิริยาเงียบเชียบ พยายามรักษาสีหน้าให้นิ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้
อาการที่ไรวามองตามหล่อนแทบจะไม่วางตานั้นทำให้ธฤตินึกเคือง อดไม่ได้เขาก็ประชดออกไป
“ข้าว่าเอ็งน่าจะชวนเอ้นท์มาด้วย วาเลนไทน์ทั้งที ให้เขาอยู่คนเดียวไม่เหงาแย่เหรอวะ”
ได้ผล เพราะสีหน้าของไรวาเปลี่ยนไป เขาถอนใจยาว
“อีกสองเดือนก็เจอกันแล้ว”
“เอ็งบอกให้เอ้นท์ลาออกมาเลยก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรนี่หว่า ให้เขาหาคนมาแทนไม่ได้รึไง เอ้นท์อยู่ทางนั้นคนเดียวข้าว่าน่าเป็นห่วงออกนะ”
“นี่ถ้ายังไม่ได้แต่ง ข้าว่าข้าแพ้เอ็งเลยนะเนี่ย” ไรวาอดไม่ได้ที่จะทำเสียงประชด
ต้นสนมองหน้าชายหนุ่มทั้งสองอย่างแปลกใจ สีหน้าของทั้งคู่อัดอั้นคล้ายกำลังสะกดกลั้นอารมณ์บางอย่าง ซึ่งเธอเดาว่าสาเหตุคงจะมาจากผู้หญิงที่ชื่อ ‘เอ้นท์’
ธฤติหันมาเห็นสีหน้าของหล่อนเข้าพอดี เขาฝืนยิ้ม
“น้องต้นงงหรือเปล่า พี่กับพี่ไรล้อกันเล่นนิดหน่อยน่ะ อยากดูในครัวไหมละ เดี๋ยวพี่ให้ไรพาทัวร์”
“อย่าดีกว่าค่ะ ต้นว่าจะกลับไปหาคุณแม่ดีกว่า นี่ก็ใกล้จะสิบเอ็ดโมงแล้ว เผื่อคุณแม่อยากทานขนมรองท้อง ต้นจะได้พาไป... เอ้อ พี่ติจะไปด้วยกันไหมคะ” ประโยคท้าย แววตาของหล่อนแฝงด้วยแสงแห่งความหวัง...
แต่ธฤติมีเรื่องสำคัญกว่าเสียแล้ว เขาสั่นศีรษะ
"ต้นไปก่อนเถอะ เดี๋ยวพี่จะคุยธุระกับพี่ไรเสียหน่อย แล้วไงบ่าย ๆ ค่อยเจอกันนะครับ"
“น้องต้นรอทานขนมก็แล้วกัน พี่จะทำพิเศษให้” ไรวาหันไปบอกหญิงสาว และหล่อนก็ยิ้มน้อย ๆ แววตาที่มองธฤติประกาศความสนใจชัดแจ้งจนเขานึกรู้
ดังนั้น เมื่อเหลือกันอยู่สองคน เขาจึงอดไม่ได้
"เฮ้ มีอะไรกับน้องเค้าหรือเปล่าวะ มองเอ็งตาละห้อยเชียว"
คิ้วเข้ม ๆ ของธฤติขมวดยุ่ง เขาไม่ได้ใส่ใจเรื่องของต้นสน เพราะขณะนี้ มีเรื่องอื่นที่ต้องสนใจมากกว่า
"อย่าเพิ่งพูดเรื่องอื่น" เขาตัดบทรวดเร็ว "ไหนตอบมาซิ เอ็งรู้ไหมว่ากำลังทำอะไรอยู่ ข้าเห็นแววตาที่เอ็งมองคุณพีอาร์กิ๊กเก่าแล้วบอกตรง ๆ ว่าไม่เวิร์คว่ะ"
ไรวาถอนใจยาว ความรู้สึกอยากล้อเลียนจางหายไปหมด เขามองหน้าตาเอาจริงเอาจังนั้น แล้วถอนใจซ้ำ
“ติ เพลินเป็นคนที่ข้าเคยรัก...”
“เคย” เป็นคำสวนที่ทันควัน
“และยังรัก”
คราวนี้ธฤติเงียบกริบ... เขามองหน้าเพื่อน แล้วก็ได้เห็นใครอีกคนหนึ่งที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน ไรวาในตอนนี้ไม่ใช่ชายหนุ่มผู้มีเหตุผลคนเดิม ความรักทำให้เขาเปลี่ยนไป เปลี่ยนไปมากเสียด้วย
“ข้ารู้ว่าเอ็งคิดยังไง ข้าเองก็คิด ไม่ใช่ไม่คิด ข้าระวังตัวอยู่แล้ว เอ็งไม่ต้องเป็นห่วง”
ธฤติอยากจะพูดอะไรแรง ๆ แต่ก็ยั้งไว้ได้ทัน เหลือเพียงคำว่า
“อ้อ”
“ไม่ต้องทำหน้าแบบนั้นก็ได้ไอ้ติ ข้ารู้ตัวดี ตอนนี้ข้าหมดโอกาสแล้ว ความจริงหมดมานานแล้ว แต่ข้ายังเสียดาย ข้าน่าจะเข้มแข็งกว่านี้หน่อย ไม่น่าใจอ่อนยอมทำตามใจพ่อแม่ ใจจริงข้าไม่ได้รัก...”
“อย่าพูดนะ” คำห้ามที่คล้ายกัดฟันนั้นทำให้ไรวายักไหล่
“ไม่พูดก็ไม่พูด”
“ถามจริงเหอะว่ะ ผู้หญิงคนนั้นมีอะไรดีนักหนา ทำไมเอ็งลืมเขาไม่ได้...”
“ข้าตอบไม่ได้” คำตอบนั้นเหมือนคราง หากแววตาของคนพูดมั่นคงชัดเจน “ข้าเองก็ไม่รู้ว่าเพลินมีดีอะไร รู้แต่ว่าเขาเป็นคนน่ารักมาก ใครได้ใกล้ชิดก็คงอดไม่ได้ที่จะรัก... เขามีอะไรบางอย่างในบุคลิกที่ไม่เหมือนเอ้นท์ เขาทำให้ข้าสบายใจเวลาอยู่ใกล้ ทำให้ข้าเป็นตัวของตัวเอง”
และอาจจะด้วยแววตาคู่นั้นเอง ที่ทำให้ธฤติร้าวลึกในใจ
“เอ็งพูดเหมือนลืมไปว่าตัวเองแต่งงานแล้ว ให้ข้าถามจริง ๆ นะ เอ้นท์ไม่มีความหมายบ้างเลยรึไงวะ ทำไมเอ็งต้องเอาเขาไปเปรียบเทียบกับผู้หญิงคนนั้น เขาไม่เหมือนเอ้นท์แล้วยังไง หมายความว่าเขาต้องดีกว่าเหรอวะ ข้าไม่เข้าใจ ทำไมเอ็งคิดจะเอาเพชรไปแลกกับกรวด ผู้หญิงคนนั้นมีอะไรดีกว่าเอ้นท์”
“ถ้าเอ็งพูดแบบนี้ ข้าว่าอย่าพูดกันดีกว่า” แววตาของไรวาเย็นเฉียบ
“ไอ้ไร...”
“พอทีไอ้ติ อย่ามั่นใจในความคิดตัวเองนักเลย เราไม่ควรจะต้องมาเถียงกันกับเรื่องแค่นี้ เอ็งไม่ชอบเพลิน ก็ไม่ต้องชอบ แต่เพลินคือคนที่ข้ารัก และข้าจะไม่ยอมฟังเอ็งว่าร้ายเขาเด็ดขาด”
ธฤติสะอึก ไรวาไปไกลเกินกว่าที่เขาจะรั้งเสียแล้ว ท่าทางของฝ่ายนั้นบอกชัดว่าพร้อมจะปกป้อง ‘ผู้หญิงคนนั้น’ อย่างสุดความสามารถ นัยน์ตาจริงจังแบบนั้น ท่าทางเด็ดเดี่ยวแบบนั้นคือท่าทางของเด็กชายไรวาคนเดิมที่พร้อมจะสู้ในทุกทางเพื่อความเชื่อของตัวเอง
“โอเค” เขายกมือขึ้นสูงในอาการยอมแพ้ “ไม่พูดก็ไม่พูด แล้วแต่เอ็งเลย จะทำอะไรก็...”
“ดี” เป็นคำตอบรับที่ทันควัน “งั้นข้าขอตัวไปดูในครัวก่อน เกือบสิบเอ็ดโมงแล้ว เดี๋ยวจะจัดการขนมมื้อกลางวันไม่ทัน”
ประโยคนั้น ธฤติไม่ได้ตอบ และไรวาก็ไม่ได้สนใจจะฟัง เขาหันหลังกลับ ก้าวยาว ๆ ตรงไปที่ครัวโดยไม่ได้หันมามองอีกเลย
-------- ติดตามเรื่องราวตอนต่อไปได้ในรูปแบบรูปเล่ม "คือรักใช่ไหม" ค่ะ
|