|
 |
My Ladyboy รักนี้แมนเกินร้อย
ผู้แต่ง โฟลลี่แลคร์ ราคา 169 บาท จำนวนหน้า 256 หน้า ISBN 978-616-520-006-6
|
บทนำ
ผมกระแทกฝ่าเท้าที่สวมรองเท้าผ้าใบสีน้ำเงินเข้มยี่ห้อกะโหลกกะลาอะไรสักอย่างลงบนร่างของชายหนุ่มที่นอนขดตัวอยู่บนพื้นถนนสกปรก ก่อนจะย้ำด้วยการทำอย่างเดิมคือกระทืบแรง ๆ ลงไปอีกสองสามทีโดยไม่สนใจเสียงร้องครวญครางของไอ้ปัญญาอ่อนที่นอนอยู่ใต้ฝ่าเท้าของผม
“เฮ้ย ไอ้ลิ้งค์ ! พอเหอะ เดี๋ยวมันก็ตายกันพอดี” เพื่อนคนหนึ่งของผมร้องบอก ทำให้ผมหยุดกระแทกเท้าแรง ๆ ลงบนร่างนั้น แล้วยกมือขึ้นเสยผมสีน้ำตาลเข้มที่ยาวปรกใบหน้าให้พ้นสายตา ดวงตาเรียวได้รูปของผมจ้องมองไอ้เวรนั่นด้วยความสมเพช ใบหน้าฟกช้ำและมีเลือดไหลซึมอยู่หลายจุด มันยกมือขึ้นเพื่อป้องกันการทักทายด้วยฝ่าเท้าของผม และตอนนี้เปลี่ยนเป็นไหว้ขอชีวิต
“พอเถอะว่ะ ไอ้ลิ้งค์ แค่นี้มันก็เข็ดจนตายแล้ว” เพื่อนอีกคนเดินมาเสริม ผมพยักหน้ารับ ขยับเสื้อนักเรียนสีขาวสะอาดให้เข้าที่
“จำไว้ ! ทีหลังอย่ามาซ่าแถวนี้ !!” ผมตะโกนบอกเด็กหนุ่มที่นอนงอตัวอยู่บนพื้นและรีบพยักหน้ารับคำ ก่อนที่ผมจะคว้าสูทสีน้ำเงินเข้มอันเป็นเครื่องแบบของโรงเรียนของผมขึ้นมาจากพื้นแล้วออกเดินไปกับผองเพื่อนโดยทิ้งชายหนุ่มนับสิบคนในเครื่องแบบโรงเรียนที่ต่างจากของเราที่ตอนนี้แต่ละคนนอนกองอยู่กับพื้นในสภาพมะลอกมะแลกเอาไว้เบื้องหลัง
“เอ็งนี่เลือดร้อนไม่เปลี่ยนเลยนะไอ้ลิ้งค์” ชายหนุ่มคนหนึ่งพูดขึ้นพลางยกมือขึ้นโอบไหล่ผม ดวงตาสีดำจ้องมองอย่างระอาพร้อมกับส่ายหน้าน้อย ๆ
“แล้วเมื่อกี๊เอ็งก็เอากะข้าด้วยไม่ใช่หรือไงวะ ไอ้อิฐ” ผมถาม ผลักหัวมันแรง ๆ หนึ่งที
“มันสมควรโดนแหละครับพี่อิฐ ดันมาว่าพี่ลิ้งค์ว่าเป็นทอม” เด็กในแก๊งคนหนึ่งเสริมขึ้นมา ไอ้อิฐเดินตัวสั่นเพราะอาการกลั้นหัวเราะ ผมขมวดคิ้วเรียวของตัวเองอย่างขัดใจ
“ก็ดันเกิดมาสวยเองนี่หว่า” ไอ้อิฐว่าพลางปล่อยก๊ากออกมาอย่างสุดกลั้น ผมตบกะโหลกมันไปอีกทีเพื่อเป็นการปิดสวิตช์หัวเราะของมัน และได้ผลเมื่อมันหันมาเจอสีหน้าไม่พอใจของผม
มันก็เป็นแบบนี้มาตลอด ผมไม่รู้ว่าพ่อกับแม่ทำอีท่าไหนผมถึงได้เกิดมาหน้าตาสวยอย่างกับผู้หญิงแบบนี้ ผมมีใบหน้าเรียวใส คิ้วโก่งที่ไม่ได้จัดแต่งแต่อย่างใด ดวงตาสีดำสนิทเรียวสวย จมูกโด่งและริมฝีปากได้รูปสีชมพู มีเส้นผมละเอียดสีน้ำตาลเข้มที่ตอนนี้ยาวประบ่าโดยไม่มีปัญหากับโรงเรียนเอกชนที่ไม่เคร่งครัดเรื่องงทรงผมแบบนี้ ผมไม่ชอบเข้าร้านตัดผม ก็เลยตัดปัญหาโดยการไว้ยาวซะเลย เส้นผมยาวสีน้ำตาลเข้มจึงมักถูกรวบไว้อย่างลวก ๆ ส่วนด้านหน้าที่สั้นกว่ามักจะร่วงลงมาปรกใบหน้าเสมอ รูปร่างสูงโปร่ง ท่อนขาเรียวยาว ผิวพรรณขาวเนียนนุ่มอย่างกับผิวผู้หญิง มันยากที่จะยอมรับ แต่ผมเป็นแบบนั้นจริง ๆ
ผมไม่ใช่ผู้หญิง ผมเป็นผู้ชายแมน ๆ นี่ล่ะครับ แถมยังเป็นหัวหน้าแก๊งเด็กเกเรจอมโหดประจำเขตที่ไม่มีใครกล้าแหยมอีกต่างหาก เพราะไอ้หน้าตาสวย ๆ แบบนี้ทำให้นักเลงคนอื่น ๆ คิดว่าผมเป็นแค่ไอ้ไก่อ่อน ก็เลยมีคนมาหาเรื่องหลายต่อหลายครั้ง แต่ผมก็ไม่เคยให้มันมาหาเรื่องแล้วจากไปอย่างสงบเลยสักครั้ง และเพราะแบบนั้น ทำให้ชื่อผมกระฉ่อนในฐานะไอ้โหดไม่เข้ากับหน้า นาน ๆ จะมีพวกปัญญานิ่มไม่รู้เรื่องรู้ราวเข้ามาทำกร่างในเขตที่ผมกับเพื่อน ๆ ดูแล แล้วก็ทำปากแมวมาแซวผมอย่างไอ้กลุ่มเมื่อกี๊ และแน่นอน พวกมันได้รับรางวัลเป็นบาทาที่ป้อนให้ถึงปาก หายอยากกันไปอีกนานเลยล่ะงานนี้
ผมก้าวเดินช้า ๆ อย่างเอื่อยเฉื่อยรับลมยามเย็นที่พัดผ่านใบหน้า กระชับกระเป๋าที่สะพายอยู่บนไหล่ให้เข้าที่ เส้นผมสีน้ำตาลเข้มปลิวน้อย ๆ ผมยกมือเรียวสวยของตัวเองขึ้นเสยผมส่วนที่ตกลงมาปรกใบหน้า กลุ่มหญิงสาววัยเดียวกับผมที่เดินผ่านมาส่งสายตาหยาดเยิ้มมาให้ก่อนจะหัวเราะกันคิกคักเมื่อผมส่งสายตาเย็นชากลับไปให้ ได้ยินเสียงแว่วดังมาไกล ๆ
“กรี๊ดดด ! คนอะไร เย็นชาชะมัด ! โหดอีกต่างหาก หน้าตาก็ดี เท่ที่สุดเลย !”
ผมถอนหายใจหนึ่งเฮือก พวกผู้หญิงนี่แปลกจริง ๆ
ท่อนขาเรียวยาวของตัวเองพาผมมาหยุดยืนอยู่ที่อาคารสีเหลืองนวลขนาดไม่ใหญ่มากนัก มีป้ายโลหะสีเงินวาวขนาดใหญ่ติดอยู่ด้านหน้า อ่านได้ใจความว่าเป็นหอพักของนักเรียนโรงเรียนของผมเอง ผมล้วงมือลงไปในกระเป๋าสะพายสีดำพลางควานหาคีย์การ์ดก่อนจะพาตัวเองก้าวเข้าสู่หอพัก
ผมทิ้งตัวลงนอนลงบนเตียงนุ่มในห้องสี่เหลี่ยมขนาดไม่ใหญ่นักภายในหอพักแห่งนี้ ผมอยู่คนเดียวที่นี่เพื่อเรียนในกรุงเทพฯ ส่วนพ่อกับแม่อยู่ที่บ้านต่างจังหวัด ผมอายุสิบเจ็ดแล้ว โตพอที่จะรับผิดชอบชีวิตเองได้ คุณเองก็เห็นว่าผมดูแลตัวเองให้รอดปลอดภัยได้จริง ๆ
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ผมดันตัวลุกขึ้นนั่งก่อนจะเอื้อมมือไปจับหูโทรศัพท์ขึ้นมาแนบใบหูของตัวเองด้วยท่าทีเกียจคร้าน แต่น้ำเสียงร้อนรนของคนในสายกลายเป็นไฟลนก้นที่ทำให้ผมสลัดท่าทีเอื่อยเฉื่อยทิ้งไปทันที
“ลิ้งค์ ลิ้งค์ใช่มั้ยลูก”
“ครับแม่ เป็นอะไรหรือเปล่าครับ ทำไมทำเสียงแบบนั้น” ผมถาม
“ลิ้งค์... แย่แล้วล่ะลูก ทำยังไงกันดี เราจะทำยังไงกันดี” แม่เริ่มพูดเหมือนคนเพ้อ ผมขมวดคิ้วอย่างเป็นกังวล
“แม่ใจเย็น ๆ นะ แล้วค่อย ๆ เล่ามา เกิดอะไรขึ้นครับ”
“แม่ไปกู้เงินเขามา เอามาจ่ายค่าเทอมลูกน่ะลิ้งค์ กะว่าเดือนนี้ยังไง ๆ ก็ได้เงินขายข้าวไปจ่ายหนี้เขาแน่ ๆ แต่น้ำดันมาท่วมนานี่สิ”
“แล้วแม่ต้องให้เขาเมื่อไหร่ครับ”
“แม่ค้างเขามาได้หนึ่งเดือนแล้ว เมื่อกี๊เขามาทวงหนี้ที่หน้าบ้านเรา พอบอกว่ายังไม่มี น้ำท่วมนา ขายข้าวไม่ได้ เขาก็ซ้อมพ่อ ทำลายข้าวของจนพังหมด...” แม่ว่าพลางสะอื้นเบา ๆ ผมกำหูโทรศัพท์แน่นพร้อมกับกัดฟันกรอด ไอ้เวรเอ๊ย !
“แล้วพ่อเป็นยังไงบ้างครับแม่”
“ไม่เป็นไรลิ้งค์ พ่อไม่เป็นไรแล้ว ตอนนี้นอนพักอยู่ แต่มันขู่ไว้ ถ้าอีกสองเดือนไม่ไปจ่ายมัน มันไม่เหลือบ้านไว้ให้เราอยู่แน่...” แม่พูดพร้อมกับปล่อยโฮออกมา ผมข่มตาแน่น ยังคงกัดฟันกรอด ผมอยากจะโผล่ไปฆ่ามันซะเดี๋ยวนี้เลย !!
“แม่กับพ่อไม่มีที่พึ่งแล้วลิ้งค์ ไม่รู้จะหันหน้าไปหาใครแล้ว มีลิ้งค์คนเดียวเท่านั้นล่ะ ที่จะช่วยพวกเราได้” แม่บอก
“แม่แจ้งตำรวจหรือยังครับ”
“ลิ้งค์ ไอ้พวกนี้มันเป็นลูกน้องนักการเมืองใหญ่ ตำรวจทำอะไรมันไม่ได้หรอก จำลุงชมที่หมู่บ้านข้าง ๆ เราได้มั้ยลูก” แม่ถามอย่างอ่อนใจ
“จำได้ครับ ลุงชมที่ขาพิการใช่มั้ยครับ” ผมว่า
“ใช่ ลุงชมเคยติดหนี้ไอ้พวกนี้ แล้วเขาก็ไปแจ้งตำรวจ ผลก็คือแกเสียขาไปข้างหนึ่ง” แม่ว่า
ผมกลืนน้ำลายเอื๊อก ภาพพ่อถูกชายร่างใหญ่ง้างมีดในมือเล็งลงมาที่ขาพ่อทำให้ผมต้องข่มตาแน่นพร้อมกับสะบัดศีรษะไปมาให้ภาพบ้า ๆ นั่นหลุดออกไป
“เท่าไหร่ครับแม่ เราเป็นหนี้อยู่เท่าไหร่ ผมจะลองขอยืมเพื่อนมาให้” ผมรีบบอก ค่าเทอมผมมันไม่ได้แพงอะไรมากมายถึงจะเป็นโรงเรียนเอกชนก็เถอะนะ แต่โรงเรียนเอกชนก็มีหลายเกรด และผมก็เรียนโรงเรียนเอกชนระดับล่างสุด ค่าเทอมก็ไม่ได้แพงมากมายนัก พอให้เด็กเรียนไม่เอาไหนอย่างผมที่ไม่มีปัญญาสอบเข้าโรงเรียนรัฐบาลและไม่มีเงินมากพอที่จะเรียนโรงเรียนเอกชนดี ๆ ได้มีโอกาสได้เรียนต่อ ผมน่าจะหายืมเพื่อนได้ ขนที่แขนลุกซู่เมื่อนึกถึงเรื่องที่เกิดกับลุงชม
“แม่กู้มาห้าพัน”
“แค่เงินห้าพันมันทำกับเราขนาดนี้เลยหรอแม่ ไอ้พวกนรก ! อย่าให้เจอนะ จะจับเชือดรายตัว !!”
“ตอนกู้มาน่ะ มันห้าพัน แต่ตอนนี้มันคิดทบต้นทบดอกอะไรของมันก็ไม่รู้ กลายเป็นห้าแสน...”
“ห้าแสน ??!! เฮ้ย แม่ !! มันคิดดอกเบี้ยเท่าไหร่กันเนี่ย แล้วห้าแสนผมจะไปหามาจากไหน” ผมร้อง ทิ้งตัวลงนอนแผ่บนเตียงอย่างหมดแรง
“หาได้สิ ลิ้งค์เท่านั้นที่จะช่วยพวกเราได้” แม่ว่า
“ยังไงล่ะครับ ผมยังไม่เห็นทางเลย” ผมถามอย่างอ่อนใจพลางถอนหายใจเฮือกหนึ่ง
“เปิดทีวีหน่อยลูก ช่องสอง” แม่บอก
“หา ??!!”
“เปิดทีวีช่องสองเดี๋ยวนี้เลยลิ้งค์” แม่สั่ง ผมเอื้อมมือหยิบรีโมททีวีแล้วกดปุ่มเปิดไปที่ช่องสองตามที่แม่บอก แม่ไม่ได้พูดอะไรอีก ผมก็เลยนั่งดูโฆษณาการประกวดอะไรสักอย่าง
“จะให้ผมไปเป็นนายแบบเหรอแม่ ถ่ายแบบกี่ทีกันถึงจะได้เงินห้าแสน” ผมว่า หน้าตาผมก็หล่อเอาเรื่องอยู่นะ เป็นนายแบบได้สบาย ๆ ปกติสาว ๆ ก็กรี๊ดผมกันจะตาย ถึงผมจะโหดขนาดนี้แต่ก็ดูเหมือนที่เขาว่า “ผู้หญิงชอบคนเลว” มันจะจริง
“ไปประกวดรายการนี้สิลูก ลิ้งค์ชนะแน่ ๆ ได้เงินรางวัลห้าแสนบาท สบาย ๆ เลยนะลิ้งค์” แม่ว่า
ผมเร่งเสียงทีวีให้ดังขึ้น ภาพสาวงามหลายคนยืนยิ้มอยู่บนเวทีทำให้ผมใจเต้นตุ๊ม ๆ ต่อม ๆ ผมรวบรวมสติให้คงที่แล้วฟังคำประกาศจากผู้บรรยายในทีวี
“สำหรับผู้ที่สนใจเข้าประกวดสามารถส่งใบสมัครด้วยตนเองที่อาคารทีน่าเฮ้าส์ ชั้นสิบเก้า ภายในวันอาทิตย์นี้นะคะ เงินรางวัลห้าแสนบาทอาจจะเป็นของคุณก็ได้ ลองสมัครเข้ามานะคะ มิสทีนเลดี้บอย ปีนี้อาจเป็นคุณ”
ผมนั่งอ้าปากค้างมองดูลูกกระเดือกของสาวงามบนเวที แม่คิดอะไรเนี่ย !! จะให้ผมไปประกวดสาวประเภทสองเรอะ !!
“ผมเป็นผู้ชายนะแม่ !!! ไม่ใช่กะเทย !!” ผมร้องลั่นห้อง
“ลิ้งค์ พ่อกับแม่ฝากความหวังไว้ที่ลิ้งค์นะลูก ลูกชายคนเดียวของเรา”
“ขอบคุณที่ยังจำได้อยู่ว่าผมเป็นผู้ชายครับแม่” ผมบอก ยกมือขึ้นกุมขมับ
“ถ้าเป็นผู้หญิงแกจะไปประกวดกะเทยได้เรอะ เจ้าลิ้งค์ !” แม่ย้อน
“แม่... เอาจริงดิ” ผมว่า
“มันฟังดูเหมือนแม่พูดเล่นอยู่หรือไง”
“... ผมไม่ใช่กะเทยนะครับ !!” ผมร้อง
“แต่หน้าแกสวยกว่าผู้หญิงซะอีก ชนะใส ๆ ขาดลอย” แม่ว่า
“แม่ครับ ! ผมไม่เอาด้วยหรอกนะ” ผมว่า
“แม่ก็คิดอยู่แล้วล่ะ ว่าแกต้องพูดแบบนี้ ไม่เป็นไรหรอกลิ้งค์ แม่ไม่อยากให้แกลำบากใจ ปล่อยให้พ่อโดนซ้อมไปเถอะ ปล่อยให้ไอ้พวกเจ้าหนี้มันมาทำลายข้าวของ จุดไฟเผาบ้าน ปล่อยให้แม่กับพ่อนอนจมกองไฟตายเถอะ...”
“แม่อย่าพูดแบบนั้นสิครับ” ผมพูดอย่างเหนื่อยอ่อน พลางถอนหายใจอีกเฮือก
“แต่มันกำลังจะเป็นอย่างนั้น ถ้าแกไม่ประกวดมิสทีนเลดี้บอย พ่อก็ต้องโดนมันซ้อม ไม่เป็นไรหรอก วานคนแถวนี้หามพ่อไปโรงพยาบาลในตัวจังหวัดก็ได้ ถ้าโชคดีคงไม่ตายระหว่างทาง รอตายพร้อมกับแม่ตอนมันมาจุดไฟเผาบ้านเราคงจะดีกว่า”
“แม่กดดันผม”
“เปล่าเลยลิ้งค์ แม่ไม่ได้กดดัน ไม่ได้บังคับแกด้วย แกไม่ต้องประกวดก็ได้ ถ้าแกหาเงินห้าแสนมาใช้หนี้ได้น่ะนะ”
“แล้วผมจะไปหามาจากไหน!”
“นั่นก็เรื่องของแก แม่กับพ่อไม่เห็นทางอื่นอีกแล้ว แกดูแลตัวเองได้แล้วนี่ลิ้งค์ พ่อกับแม่คงนอนตายตาหลับ”
“แม่เลิกพูดแบบนี้ซะทีสิครับ” ผมร้อง
“แม่จะพูดแบบนี้แหละ ทำใจเถอะลูก อีกสองเดือนมันก็มาเผาบ้านเราแล้ว” แม่ว่า
“...”
“ลาก่อนลูกรัก ชาติหน้าเกิดมาเราคงได้เป็นแม่ลูกกันอีก แม่รักลิ้งค์นะลูก” แม่พูดอีก
“โธ่... แม่”
“พ่อกับแม่ไม่อยู่แล้วลิ้งค์ต้องดูแลตัวเองนะลูก ทำบุญให้พ่อกับแม่บ้าง พ่อกับแม่บุญน้อย มีลูกก็ยังไม่ทันให้ลูกได้ตอบแทนบุญคุณก็ต้องมาตายซะก่อน”
“แม่หยุดพูดซะที ผมไม่ชอบนะ !” ผมพูดดัง ๆ เริ่มรู้สึกกลัวมากขึ้นทุกที
“แม่จะพูดจนกว่าแกจะทำใจได้แหละเจ้าลิ้งค์ พ่อกับแม่กำลังจะโดนไฟคลอกตายในอีกสองเดือนข้างหน้านี้แหละ”
“ต้องทำยังไงแม่ถึงจะหยุดพูดแบบนี้เนี่ย” ผมว่าอย่างเหนื่อยอ่อน
“ก็ประกวดมิสทีนเลดี้บอยซะสิ”
“ไม่ !”
“แค็ก ๆ ๆ ๆ โอย... แม่นี่มันแก่เหลือเกินแล้วนะ ตายไปซะก็ดีเหมือนกัน”
“แม่...”
“แกไม่ต้องสนใจฉันหรอกเจ้าลิ้งค์ พ่อแกนอนสะบักสะบอมแกยังไม่เห็นใจเลย”
“ผมเห็นใจ แต่ผมไม่อยากประกวดกะเทย !!”
“แม่ก็ไม่ได้บังคับ”
“แม่นั่นแหละกำลังบังคับผม”
“ไม่ใช่ซะหน่อย แกไม่ประกวดก็เรื่องของแกสิ ก็แค่ไม่มีเงินมาใช้นี้เขา แล้วเขาก็จะมาฆ่าพ่อกับแม่เท่านั้นเอง”
“โธ่... ก็ได้ ๆ ผมประกวดก็ได้ แม่เลิกพูดนะครับ ผมไม่ชอบเลย” ผมตัดสินใจ แค่ไม่อยากฟังแม่พูดแบบนี้อีกแล้ว
“ดีมาก ! วันอาทิตย์นี้เป็นวันรับสมัครวันสุดท้าย ถ้าแกไม่ไปสมัครนะเจ้าลิ้งค์...ก็เท่ากับแกฆ่าพ่อกับแม่ทางอ้อม แค่นี้แหละ แม่รักลูกนะ สวัสดี”
แม่วางสายไปอย่างว่องไวราวกับกลัวว่าผมจะพูดอะไรได้อีก ผมถอนหายใจ ผมจะไม่ประกวดหรอกนะ ไอ้มิสบ้าบออะไรนี่ จะบ้าเรอะ !! จะให้หัวหน้าแก๊งโหดอย่างผมไปประกวดกะเทยได้ยังไง !!
ว่าแต่... ใบสมัครเขารับกันที่ไหนล่ะครับ ?
ตอนที่ 1 มิสทีนเลดี้บอย
ผมนั่งมองไอ้อิฐปล่อยหัวเราะก๊ากออกมาลั่นห้องหลังจากที่ผมตัดสินใจเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้มันฟังตั้งแต่ชั่วโมงที่แล้ว เพื่อนหนุ่มใบหน้าคมเข้มของผมก็เริ่มต้นหัวเราะอย่างเอาเป็นเอาตายจนถึงตอนนี้มันก็ยังไม่หยุด ผมใช้เวลาขณะที่มันปล่อยก๊ากอยู่นั้นในการคิดหาวิธีทำให้ปากที่อ้ากว้างจนเห็นลิ้นไก่สั่นไหวไปมานั้นหุบลง จะใช้ส่วนไหนของร่างกายยันมันดี ผมเริ่มนับถอยหลัง ถ้าหากว่ามันยังไม่หยุดขำล่ะก็ เป็นได้เห็นดีกัน ห้า... สี่... สาม... สอง...
พลั่ก !!
โครม !!
“โอ๊ย !! ไอ้ลิ้งค์ !” เสียงไอ้อิฐร้องลั่นห้องแข่งกับเสียงกรี๊ดของนักเรียนหญิงหลังจากเก้าอี้ที่มันนั่งอยู่นั้นหงายโครมลงไปชนโต๊ะที่ตั้งอยู่ข้างหลังที่ตอนนี้ล้มระเนระนาดจากแรงถีบของผมเอง
“จะหยุดขำได้ยังวะ” ผมถามเรียบ ๆ ยกมือขึ้นเสยผมสีน้ำตาลที่ปรกลงมาข้างหน้าไปให้พ้นสายตา
“บอกดี ๆ ก็ได้ ไอ้เพื่อนแรงควาย ดูดิ๊เนี่ย โต๊ะล้มหมดแล้ว” ไอ้อิฐว่า พลางยันตัวลุกขึ้นนั่งแล้วปัดฝุ่นออกจากกางเกงนักเรียนขายาวสีเดียวกับสูทยับ ๆ ของมันอันเป็นเครื่องแบบของโรงเรียนเรา
“เฮ้ย ! เก็บโต๊ะเด๊ะ !” ไอ้อิฐหันไปบอกเพื่อนร่วมห้องคนหนึ่งที่มองดูมันด้วยท่าทางหงุดหงิดและยังคงไม่ขยับเขยื้อน ผมเหลือบสายตาไปมองและได้เห็นเพื่อนคนนั้นสะดุ้งจนสุดตัวเมื่อเขาสบตากับผมก่อนจะรีบลุกขึ้นมาจัดโต๊ะที่ล้มระเนระนาดอยู่
“แล้วตกลงเอ็งจะทำไง” ไอ้อิฐที่ตอนนี้นั่งลงบนเก้าอี้ของตัวเองอีกครั้งถามขึ้น
ผมขมวดคิ้วมุ่น ระบบสมองซึ่งทำงานอย่างหนักมาได้สองสามวันแล้วก็ไม่ได้ทำให้ผมคิดอะไรดี ๆ ออกมาได้
“ไม่รู้ว่ะ... ก็ถึงได้มาปรึกษาเอ็งนี่ไง แล้วอย่าได้ไปเล่าให้ใครฟังนะเว้ย ไม่งั้น...” ผมว่าพลางยกมือทำท่าเชือดคอประกอบ ไอ้อิฐกลืนน้ำลายเอื๊อกแล้วรีบพยักหน้ารับคำ
“จะมีใครให้เอ็งยืมเงินสักห้าแสนมั้ยวะ” ไอ้อิฐเสนอความเห็น ผมที่ยังคงมีสีหน้าเคร่งเครียดส่ายหน้าแรง ๆ ผมคิดมาหลายวันแล้ว และไม่เห็นว่าจะมีใครสักคนที่จะเป็นแฮปปี้ใจดีให้ยืมสักห้าแสน
“ทำไงดีโว้ย !” ผมร้องออกมาดัง ๆ และทำให้ทั้งห้องเงียบสงัด ไม่มีใครกล้าแม้แต่ขยับ มันยิ่งทำให้ผมหงุดหงิดเข้าไปใหญ่
“จะเงียบกันทำไม !!” ผมตะโกนถาม เพื่อนทั้งห้องสะดุ้งเฮือกกันสุดตัวและยังคงไม่มีใครพูดอะไร
“ไอ้ลิ้งค์โว้ย ใจเย็น ๆ ช่วยกันคิดดีกว่า” ไอ้อิฐว่า ผมพ่นล่มหายใจออกมาเฮือกหนึ่งแล้วพยักหน้ารับ
“จะทำไงดี” ผมถาม
“ข้าว่าเอ็งไม่มีทางเลือกแล้วล่ะ ลองสักตั้งสิ” ไอ้อิฐว่า
“จะบ้าเรอะ !! ข้าเป็นหัวหน้าแก๊งกะโหลกดำ แก๊งอันธพาลสุดโหดนะโว้ย !!! รู้ไปถึงไหน อายไปถึงนั่น !” ผมร้อง
“จะรู้ก็เพราะเอ็งโวยวายนี่แหละ” ไอ้อิฐบอกซึ่งทำให้ผมได้สติและหันมาสงบปากสงบคำอีกครั้ง
“ข้าไม่อยากประกวด” ผมบอกเสียงอ่อย
“ข้าก็เข้าใจว่ะ” ไอ้อิฐว่าพลางพยักหน้าอย่างเห็นใจ “เพิ่งจะรู้ว่าเอ็งขี้ป๊อด”
“อ้าว ! ไอ้เวร” ผมด่า
“หรือไม่จริง ? ไปตีรันฟันแทงล่ะไม่กลัว แค่ไปเดินใส่กระโปรงแค่เนี้ย ไม่เห็นยาก”
“เอ็งมาใส่แทนมั้ยล่ะ” ผมถาม
“พอดีข้าไม่ได้ต้องการเงินห้าแสนว่ะเพื่อน” ไอ้อิฐบอกพร้อมกับส่งยิ้มเย้ายวนมาให้ ซึ่งผมต้องหักห้ามใจอย่างมากไม่ให้ยกเท้ายันมันอีกสักโครม
“เอาน่า... ไอ้ลิ้งค์ ทำ ๆ ไปเหอะ สู้เพื่อแม่ !” ไอ้อิฐว่าพลางทำท่าดึงดาบ ผมกุมขมับอย่างกลัดกลุ้ม มันไม่มีทางอื่นแล้วหรือไง
“แต่งหญิงแล้วใครจะไปจำเอ็งได้ว้า เปลี่ยนชื่อใหม่ซะหน่อย แค่นี้ก็รอดแล้ว แค่ไม่กี่วัน ได้เงินห้าแสนไปให้แม่เอ็ง หรือเอ็งอยากให้คนอื่นด่าว่าไอ้ลูกอกตัญญู” มันถาม
“ทำไมเอ็งสนับสนุนนักหนาวะเนี่ย” ผมถามมันบ้าง รู้สึกว่าไอ้อิฐมันช่างยุยังไงชอบกล
“แหม ข้าก็อยากหาอะไรสนุก ๆ ทำบ้าง” มันบอก ก่อนจะทำท่าตกใจแล้วยกมือขึ้นปิดปาก “ล้อเล่นน่า...” มันเสริม ถ้ามันพูดช้ากว่านี้คงได้ลงไปแหวกว่ายเก้าอี้อีกรอบ
“ความจริงก็คือ ข้าอยากช่วยเอ็ง ไม่เห็นว่ามันจะมีทางอื่นแล้วนี่หว่า ไอ้ลิ้งค์ เอ็งไม่มีตัวเลือก” มันว่าอีก
ผมถอนหายใจแรง ๆ เป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้
“เรื่องแค่นี้อย่ามาป๊อดน่า ไอ้ลิ้งค์” ไอ้อิฐบอก ผมมองมันด้วยหางตา คราวนี้ไอ้เพื่อนหนุ่มของผมไม่หลบสายตาผม มันจ้องกลับมาอย่างเอาจริงเอาจัง
“นี่ข้ามีเพื่อนปอดแหกตั้งแต่เมื่อไหร่วะ” มันว่าอีก ผมขมวดคิ้วอย่างขัดใจ เฮ้ย ! มันจะมากไปแล้วนะ !
“ปอดแหกอะไรวะ !! พูดให้ดี ๆ นะเว้ย !” ผมตะโกนใส่หน้ามันพร้อมกับลุกพรวดขึ้น ไอ้อิฐลุกขึ้นยืนตามผม ดวงตาสีดำขลับภายใต้คิ้วดกดำจ้องเขม็งกลับมาอย่างไม่เกรงกลัว
“ถ้าเรื่องแค่นั้นเอ็งยังทำไม่ได้ ก็อย่ามาทำนักเลงใส่ข้าดีกว่า ไอ้ลิ้งค์” มันบอก ผมกัดฟันกรอดอย่างมีโมโห พร้อมกับกระชากเสื้อมันเข้ามา เพื่อน ๆ ในห้องเริ่มต้นกรีดร้องและแตกฮือให้พ้นรัศมีของเรา
“มีอะไรที่ไอ้ลิ้งค์คนนี้ทำไม่ได้งั้นเหรอวะ !!”
และจากอารมณ์โมโหเพียงชั่ววูบในห้องเรียนวันนี้ ทำให้ผมต้องมานั่งหน้าเจี๋ยมเจี้ยมอยู่ตรงหน้าชายหนุ่ม (?) ร่างสูงใหญ่ที่ใบหน้าแต่งแต้มไปด้วยสีสันสดใส ผมซอยสั้นสีแดงแปร๊ดเซตเป็นทรงเก๋ไก๋ เสื้อผ้ารัดรูปและฉูดฉาดเกินความจำเป็นทำให้ผมอยากเบือนหน้าหนี ถ้าไม่ติดที่ว่า นี่เป็นอาของไอ้อิฐนะ ผมแจ้นไปนานละ
“ไหนดูซิ...” น้ำเสียงแหบห้าวที่พยายามดัดให้แหลมสูงเอ่ยขึ้น พร้อมกับร่างของชายหนุ่ม (?) ที่เดินรี่เข้ามาใกล้พลางพยุงตัวผมให้ยืนขึ้น มือใหญ่หยาบกร้านจับเบา ๆ ที่ใบหน้า ดวงตาสีดำคล้ายของไอ้อิฐจับจ้องมองเครื่องหน้าของผมอย่างพินิจพิเคราะห์และส่งเสียงอืออออย่างพออกพอใจ
“หน้าสวยมาก...”
“ใช่มั้ยล่ะครับ อาศักดิ์” ไอ้อิฐว่า
อาศักดิ์ของมันหันขวับมามองด้วยหางตาที่ถ้าเปรียบเป็นมีดก็คงทิ่มแทงจนเพื่อนผมนอนตายจมกองเลือดไปแล้ว
“บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าเรียกชื่อจริง อีตาอิฐ ! อาแซนดี้ต่างหาก” เขาว่า ผมหัวเราะพรวดออกมา เรียกความสนใจของชายหนุ่ม (?) ให้หันขวับมาทางผม
“หัวเราะไปเถอะย่ะหล่อน เดี๋ยวหล่อนก็ต้องมีชื่อในวงการเหมือนกั๊นยัยกุ้งนาง” อาแซนดี้บอก และนั่นทำให้ผมหุบยิ้มทันที
“กุ้งนางคืออะไรครับ” ผมถาม คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันน้อย ๆ
“หล่อนไงล่ะ กุ้งนาง พวกกะเทยที่สวยหวานเหมือนผู้หญิงน่ะ” อาแซนดี้ว่า ก่อนที่ไอ้อิฐจะปล่อยก๊ากออกมาอีกรอบ
อาแซนดี้จับผมหมุนซ้ายหมุนขวา พลิกหน้าพลิกหลังจนผมเริ่มมึน ในที่สุดเธอก็ดันตัวผมให้นั่งลง สีหน้าบ่งบอกความพึงพอใจอย่างยิ่งยวด เธอยกมือขึ้นนาบอก ใบหน้าแสดงความอิ่มเอิบสุดยอด
“สวยชนะเลิศ”
“ผมบอกแล้ว ว่าเพื่อนผมสวย” ไอ้อิฐเสริม ก่อนจะเบี่ยงตัวหลบบาทาของผมไปได้อย่างหวุดหวิด
“ว้าย ! เป็นสาวเป็นนาง ทำแบบนี้ได้ยังไงฮะ ? ดาร์ลิ้ง” อาแซนดี้ร้อง ผมอ้าปากหวออย่างงุนงง
“ดาร์ลิ้ง ?” ผมถามเอ๋อ ๆ
“ใช่สิจ๊ะ... ดาร์ลิ้ง เธอน่ะต้องมีชื่อในวงการนะ ชื่อนี้แหละ เหมาะที่สุด เก๋กู้ดตูดหมึกอย่าบอกใคร” อาแซนดี้บอก ไอ้อิฐหัวเราะก๊าก ๆ ออกมาอย่างไม่สนใจใคร ส่วนผม... พูดอะไรไม่ออกแล้วโว้ย !!
“ต่อไปนี้ก็ต้องเก็บตัวประกวดนางงาม อิฐพาเพื่อนมาที่บ้านอาทุกเย็นนะ ต้องเรียนรู้กันอีกเยอะ เสื้อผ้าไซส์นี้หาไม่อยาก หุ่นดี หุ่นนางแบบนะเราเนี่ย ยูเรก้ามาก ๆ”
ผมอ้าปากค้างกว่าเดิมเมื่อได้ยินอย่างนั้น ส่วนไอ้อิฐก็ลงไปชักดิ้นชักงอบนพื้นแล้ว
“ผมสวย... ผมยาวด้วย ดัดเป็นเกลียวตรงปลาย ๆ จะทำให้หน้าหวานขึ้น จะได้แลดูกุ้งนางขึ้นอีกหน่อย”
“ผมไม่ทำหรอก !!”
“แล้วหล่อนมาที่นี่ทำไมยะ” อาแซนดี้ท้าวสะเอวถาม ใบหน้าเริ่มแสดงความหงุดหงิด
“เพื่อเงินเว้ย ไอ้ลิ้งค์” ไอ้อิฐว่า ผมถอนหายใจ เออ เพื่อเงิน ท่องไว้ !!
“แต่ถ้าผมไม่ชนะผมก็อดเงินสิ” ผมว่า นี่ผมคิดผิดหรือคิดถูกวะเนี่ย
“ถ้าหล่อนเชื่อฟังฉัน หล่อนชนะแน่ ๆ มีหน้าสวย ๆ หุ่นดี ๆ อยู่แล้ว กลัวอะไร ดาร์ลิ้งชนะเลิศ” อาแซนดี้บอก เธอหันไปหาอะไรสักอย่างบนโต๊ะทางด้านหลังก่อนจะกลับมาหาผมพร้อมกับกระดาษสีม่วงอ่อนแผ่นหนึ่ง
“ใบสมัครมิสทีนเลดี้บอย ฉันอุตส่าห์ถ่อไปเอามาให้จากงาน เอาไปกรอกซะ พรุ่งนี้เอามายื่นให้ฉัน เดี๋ยวจะเตรียมเสื้อผ้าไว้ให้ จะพาไปถ่ายรูปติดใบสมัคร โอ๊ย ! ฉันมีความสุขจัง จะได้เป็นพี่เลี้ยงนางงาม” อาแซนดี้ว่าพลางประสานมือไว้ที่อกและยิ้มร่านัยน์ตาเคลิ้มฝัน ต่างจากผมโดยสิ้นเชิง ส่วนไอ้อิฐก็ลงไปชักกับพื้นอีกรอบแล้ว
“เย็นมากแล้ว กลับบ้านได้แล้ว อิฐ ไปส่งเพื่อนด้วย เป็นสาวเป็นนางกลับบ้านคนเดียวดึก ๆ ดื่น ๆ อันตราย”
“ผมเป็นผู้ชายนะคร้าบ !” ผมร้องอย่างเหนื่อยอ่อน
“อย่าดื้อสิจ๊ะ ดาร์ลิ้ง เดี๋ยวอีนักพวกสกัดดาวรุ่งมันมาทำมิดีมิร้ายหล่อนจะทำไง ให้อิฐไปเป็นบอดี้การ์ดนั่นแหละดีแล้ว”
“ผมนี่แหละ บอดี้การ์ดไอ้อิฐ” ผมเถียง ก็มันจริง ผมต้องคอยคุ้มกันมันตลอดเวลาตีกับใคร
“ไม่ได้ ๆ ต่อไปนี้ห้ามไปตีรันฟันแทงกับใคร เดี๋ยวหน้าสวย ๆ จะบาดเจ็บได้ รีบนอนด้วยเข้าใจมั้ย อย่าให้ใต้ตาคล้ำล่ะ เดี๋ยวกุ้งนางจะกลายเป็นเงือกพอดีกัน”
“…” ผมอึ้งในขณะที่สมองกำลังประมวลผลศัพท์ใหม่ที่ผมไม่เข้าใจอยู่
“อิฐ ไปได้แล้ว ส่งเพื่อนให้ถึงบ้าน แล้วรีบกลับบ้านนะแก อย่าชิงสุกก่อนห่าม”
“อา !! ไอ้ลิ้งค์มันเป็นผู้ชาย เพื่อนผม !! จะไปชิงสุกก่อนห่ามได้ไง โห พูดแบบนี้เสียหายหมด” ไอ้อิฐร้องบ้าง
“โอ๊ยยย ฉันเห็นพูดแบบนี้มากี่รายละ เพื่อน ! เพื่อนกูรักมึงว่ะล่ะสิ ฉันเตือนก็ฟังที่ฉันพูด เพื่อนแกหน้าตาสวยขนาดนี้ เกิดเมาขึ้นมาล่ะจะยุ่ง” อาแซนดี้จีบปากจีบคอบอก
ผมรู้สึกว่าขากรรไกรค้างยังไงชอบกล ปากมันขยับไม่ทันคุณเธอเลยจริง ๆ
“มีอะไรดาร์ลิ้ง หล่อนก็เหมือนกัน หนีบโจ๊ะเอาไว้ อย่าไปยอมมัน พวกผู้ชายเนี่ย” เธอว่า
“ผมไม่ยอมหรอกครับ !! บ้าไปแล้ว !!” ผมร้องอย่างอ่อนใจ
“ดีมาก ๆ หนีบโจ๊ะเอาไว้”
“หนะ... หนีบโจ๊ะ ?” ผมถามงง ๆ พลางมองหน้าไอ้อิฐที่ยักไหล่อย่างงุนงงเหมือนกัน
“ฉันหมายถึงรักนวลสงวนตัว...” อาแซนดี้จึ๊ปากอย่างขัดใจเมื่อเห็นผมกับเพื่อนไม่เข้าใจศัพท์แปลก ๆ ของเธอ ”ไป ๆ กลับบ้านได้แล้ว อิฐ... แกฟังที่ฉันพูดด้วยนะ ส่งให้ถึงบ้าน แล้วรีบกลับมา เข้าใจมั้ย”
“คร้าบ ป้า”
“อ๊าย ! ตาบ้าอิฐ !”
“ลาล่ะครับ สวัสดี” ผมรีบยกมือไหว้ ก่อนจะเผ่นผลิวออกจากบ้านคุณอาแซนดี้อย่างว่องพร้อมกับเพื่อนหนุ่ม เสียงอาแซนดี้ลอยละลิ่วตามหลังมา
“อย่าลืมนะจ๊ะ ดาร์ลิ้ง !! พรุ่งนี้เจอกัน !”
ผมนั่งกุมขมับขณะที่จ้องมองกระดาษใบสมัครสีม่วงอ่อนที่อาแซนดี้ให้ไว้ ปากกาในมือค้างเติ่งอยู่อย่างนั้น ไม่แน่ใจว่าควรจะกรอกอะไรลงไปดี แต่ละคำถามมันช่าง... เอ่อ ๆ มากครับ ผมถอนหายใจเฮือกก่อนจะพับเอกสารใบสมัครเก็บไปให้พ้นสายตา ตัดสินใจว่าจะให้ไอ้อิฐช่วยกรอกในวันพรุ่งนี้คงจะดีกว่าแน่ ๆ
ผมก้าวยาว ๆ เข้าไปในห้องเรียน เพื่อนรักนั่งอยู่ตรงนั้น ในมือมีหนังสือการ์ตูนแนวบู๊ล้างผลาญ ดวงตาสีดำคมเข้มจับจ้องอยู่ที่หน้ากระดาษไม่วางตา ผมวางกระเป๋าสะพายลงบนเก้าอี้ เสียงลากเก้าอี้ดังขึ้นเล็กน้อยเรียกให้ไอ้อิฐละสายตาจากหนังสือการ์ตูนในมือแล้วหันมามองผมที่กำลังหย่อนตัวลงนั่ง
“มีเรื่องให้ช่วยว่ะ” ผมว่า
“ว่ามาพวก” มันบอก นัยน์ตาสีดำเป็นประกายเหมือนคนกำลังนึกสนุก ผมขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิด รู้สึกว่าตัวเองกำลังเป็นของเล่นของมันยังไงชอบกล
“นี่” ผมว่า พลางยื่นกระดาษสีม่วงอ่อนในมือส่งไปให้เพื่อนหนุ่มตรงหน้า
“ใบสมัครนี่” มันบอก
“เออ ข้าไม่รู้จะกรอกยังไง” ผมว่า ไอ้อิฐรับไปก่อนจะอ่านออกมาเบา ๆ
“ชื่อที่ใช้ในการประกวด... ก็ดาร์ลิ้งไงเล่า !” ไอ้อิฐว่าด้วยน้ำเสียงดังลั่นห้องเรียนในยามเช้าที่อาจารย์ยังมาไม่ถึง ซึ่งผมยกมือขึ้นอุดปากมันทันทีพลางหันมองไปรอบ ๆ ห้อง เพื่อน ๆ ในห้องเหลือบมองมาทางพวกเราอย่างสนอกสนใจ
“เบา ๆ สิโว้ย ! เดี๋ยวก็ได้รู้กันทั้งโรงเรียน” ผมบอก มันหัวเราะแหะ ๆ อย่างรู้สึกผิด ผมดึงใบสมัครกลับมาก่อนจะจรดปลายปากกาลงบนกระดาษสีม่วงอ่อนแล้วค้างเติ่งเอาไว้อย่างนั้น
“อะไรของเอ็งอีกล่ะ” ไอ้อิฐถาม ผมขมวดคิ้วมุ่น ละสายตาจากหน้ากระดาษมามองเพื่อนหนุ่มอย่างลำบากใจ
“ข้าไม่อยากใช้ชื่อนี้ว่ะ” ผมบอก
“งั้นเปลี่ยนเป็นสมศรี” มันว่า
“ไอ้เวร ยิ่งกว่าเดิมอีก”
“นาตาลี เกลโบวา อ่ะ” ไอ้อิฐเสนอใหม่
“...”
“ไม่ชอบอีก นางงามจักรวาลเชียวนะเว้ย !”
“ไม่เอาโว้ย !” ผมร้อง
“เอ็งจะเรื่องมากทำไมว้า ชื่ออะไรก็เหมือนกันแหละ มันก็แค่เรื่องสมมติ” ไอ้อิฐบอกอย่างหมดความอดทน
ผมส่ายหน้าน้อย ๆ ก่อนจะจรดปลายปากกาลงบนใบสมัครอีกครั้ง ถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วเขียนลงไปว่า ดาร์ลิ้ง
“ก็แค่นั้น... แล้วต่อไปเขาถามอะไรอีก” ไอ้อิฐถาม ผมกลืนน้ำลายเอื๊อกแล้วเงยหน้าอันซีดเผือดขึ้นมามองหน้าเพื่อนหนุ่ม
“ข้าไม่เขียนแล้วโว้ย !!” ผมร้องเมื่อได้อ่านคำถามข้อถัดไปในใบสมัคร
“ใจเย็นสิวะไอ้ลิ้งค์ อะไรของเอ็งเนี่ย เอะอะไปได้” ไอ้อิฐว่า
“ไม่กรอกมันแล้ว !! ข้าไม่เอาด้วยแล้ว ประกวดบ้าบออะไรเนี่ย !” ผมว่า
“เออ ! ไอ้จอมโวยวาย ! ข้าไม่น่าเสียเวลามาช่วยพวกเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่ออย่างเอ็งเล้ย เสียเวลาชะมัด” ไอ้อิฐบอกพลางส่ายหน้า ผมกัดฟันกรอดแล้วยัดใบสมัครใส่มือมัน
“เอ็งเอาไปกรอกเองสิ” ผมว่า “แล้วไปเดินใส่กระโปรงแทนข้าด้วย พูดมากนัก”
“เขาประกวดกะเทยงาม ไม่ใช่กะเทยถึก ถ้าอย่างหลังข้าสมัครไปนานแล้ว เอ็งนี่ไม่รู้อะไรบ้างเลย ข้ารอโอกาสมาตลอดชีวิต” มันว่าอย่างทะเล้น พลางหยิบใบสมัครขึ้นมาดูแล้วเริ่มต้นหัวเราะ
“หัวเราะเข้าไป” ผมว่า
“สัดส่วน !!” มันอ่านประโยคที่ทำให้ผมเครียดขึ้นดัง ๆ แล้วเริ่มต้นหัวเราะอีกครั้ง
“...”
“34-24-35 สูงร้อยกว่า ๆ ชอบมะ ชอบมะ...” มันบอก ก่อนจะลงไปแหวกว่ายเก้าอี้อีกรอบด้วยพลังบาทาของผม
“ไอ้เพื่อนเวร ! ถีบเอา ๆ นี่ข้าช่วยเอ็งอยู่นะเว้ย ไอ้ลิ้งค์ !” มันว่า พลางยันตัวลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบาก
“ช่วยบ้านเอ็งสิ เอ็งกำลังเล่นสนุกต่างหาก เพื่อนล้มแล้วยังกระทืบซ้ำอีก มันบาปนะเว้ย” ผมบอก ไอ้อิฐยิ้มแหย ๆ ให้ผม คงเพิ่งจะรู้สึกตัวว่าตัวเองทำท่าสนุกสนานออกนอกหน้าเกินไปแล้ว
“งั้นข้อนี้ไว้ก่อน ไปถามอาแซนดี้เอา” ไอ้อิฐบอกอีก ผมพยักหน้าหงึก ๆ ก่อนจะกรอกใบสมัครต่อไป ซึ่งก็ได้แก่เรื่องทั่ว ๆ ไปที่พอจะกรอกได้ เช่น ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ และ... ผู้ส่งเข้าประกวด
คุณอาแซนดี้ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เมื่อเห็นผมพาร่างสูงของตัวเองเข้าไปในบ้านพร้อม ๆ กับไอ้อิฐ เธอเดินรี่เข้ามาใช้มือหยาบกร้านที่มีเล็บแดง ๆ เหมือนสีผมของเธอจับใบหน้าของผมอย่างอ่อนโยนก่อนจะใช้สายตาเพ่งมองทุกอณูรุขุมขนของผมเผื่อจะเจอสิ่งแปลกปลอมที่จะทำให้หน้าสวย ๆ ของผมมีมลทิน อาแซนดี้ลดมือลงในที่สุดพร้อมกับยิ้มอย่างพึงพอใจ
“เริ่ดมากค่า... ดูแลตัวเองดีมาก ดาร์ลิ้ง” เธอบอก ผมยิ้มแหย ๆ ไปให้ พร้อมกับยื่นใบสมัครไปตรงหน้าด้วย
“มีบางข้อที่ผมไม่รู้จะกรอกยังไงน่ะครับ” ผมบอก
“ไหนดูซิ... สัดส่วนใช่มั้ย ฮืม...” อาแซนดี้พึมพำพลางมองดูร่างกายของผมอย่างพินิจพิเคราะห์
“กะด้วยสายตาคร่าว ๆ ก็ประมาณ 34-28-35” เธอว่า
“เฮ้ย !! ทำไมหน้าอกมันอึ๋มนักล่ะคร้าบ” ผมร้องถาม
“เดี๋ยวยัด ๆ เอาก็ได้น่า ไม่ต้องห่วง หรือว่าอยากเสริมของจริง จะได้สวยตู้มไงล่ะจ๊ะ” อาแซนดี้ถามอย่างมีความหวัง
“ไม่ครับ !! คุณอา ผมโดนบังคับให้มาประกวดนะครับ ! ไม่ได้เต็มใจ ผมเป็นผู้ชายครับ !! ผู้ชาย !” ผมพูดอย่างหนักแน่น
“เอาเถอะ... ของอย่างนี้มันพูดกันลำบาก ตอนนี้ยังทำใจไม่ได้ก็ไม่เป็นไร อีกหน่อยก็รู้ใจตัวเองเองล่ะนะ” อาแซนดี้ว่าต่อ ส่วนผมก็นั่งอึ้งหันไปมองหน้าไอ้อิฐที่นั่งตัวสั่นเพราะมัวแต่กลั้นหัวเราะอย่างเอาเป็นเอาตาย ดู ๆ ไปแล้วน่ายันอีกสักโครม
“ว้าย !!” อาแซนดี้กรี๊ดลั่นบ้าน เรียกความสนใจจากผมและไอ้อิฐไปในทันที เธอยกมือขึ้นปิดปาก ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด ก่อนจะละสายตาจากใบสมัครมาที่ไอ้อิฐ
“อีตาอิฐ !! บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าเรียกชื่อจริง !” อาแซนดี้บอก
“ผมยังไม่ได้เรียกเลย” ไอ้อิฐทำหน้างง ๆ ใส่เธอ
“แล้วในใบสมัครนี่มันอะไร !” อาแซนดี้ย้อนถามพลางใช้นิ้วมือเรียวยาวที่มีเล็บสีแดงสดชี้ไปที่ใบสมัคร มันอ่านได้ว่า ‘ผู้ส่งเข้าประกวด : นายศักดิ์ชาย อิทธิพลรังสีเจริญวัฒน์”
“ลบเดี๋ยวนี้ !! กรอกลงไปใหม่ว่า แซนดี้ เบคแฮ่ม !” เธอว่าอีก
ผมอ้าปากค้างเป็นรอบที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ อาแซนดี้หันมามองผมอย่างหงุดหงิด
“ฉันใช้นามสกุลสามี มีปัญหาอะไรรึเปล่า ดาร์ลิ้ง”
“สะ... สามี?” ผมถามอึ้ง ๆ
“ใช่! เบคแฮ่ม ไม่รู้จักหรือไง” อาแซนดี้ถามอีก ผมได้แต่พยักหน้าเร็ว ๆ
“เค้าแต่งงานไปแล้วไม่ใช่หรือไง” ไอ้อิฐถาม
“นังนั่นมันเมียน้อย” อาแซนดี้ตอบฉะฉาน ช่างมั่นใจสุดยอดเสียนี่กระไร
“อาชอบเล่นกีฬา ก็เลยชอบนักกีฬาสินะ เห็นพ่อบอกว่าตอนเด็ก ๆ อาชอบไปเตะบอลที่สนามบอล” ไอ้อิฐว่า ทำเอาผมอึ้งไปเลย นึกภาพอาแซนดี้เตะบอลไม่ออกซักกะติ๊ด
“อาแซนดี้เล่นบอลด้วยหรอครับ” ผมถาม อาแซนดี้ยิ้มตอบอย่างใจดี
“ชอบมาก... สไลด์หลังเนี่ย ชอบมาก... เสียบเอา ๆ เลยล่ะ อุ๊ย ! พูดแล้วก็อยากเล่นอีก” อาแซนดี้บอกพลางหัวเราะคิกคัก ส่วนผมกับไอ้อิฐก็พร้อมใจกันกลืนน้ำลายเอื๊อก... น่ากลัวจริง ๆ
หลังจากที่เรากรอกใบสมัครกันเสร็จสรรพเรียบร้อย (ผมต้องยอมให้หน้าอกของตัวเองมีขนาดสามสิบสี่นิ้วตามความต้องการของคุณอาแซนดี้) อาแซนดี้ก็จับผมนั่งนิ่ง ๆ ตรงหน้ากระจก แล้วเริ่มต้นแต่งหน้าแต่งตา พร้อมกับทำผมให้ อย่าเข้าใจผิดว่าผมจำยอมให้เธอทำแบบนั้นได้ตามใจชอบ เพราะสภาพผมตอนนี้นั้นถูกมัดไว้กับเก้าอี้ด้วยเชือกอย่างแน่นหนาจากฝีมือของไอ้เพื่อนตัวดีที่ตอนนี้นั่งหัวเราะก๊าก ๆ อยู่บนโซฟา
“ไม่แต่งไม่ได้หรอครับ อาแซนดี้” ผมถาม รู้ทั้งรู้ว่าคำตอบคืออะไรแต่ก็ยังจะถาม
“ไม่ได้ วันนี้จะต้องไปถ่ายรูปติดใบสมัคร ลืมแล้วหรือไง พรุ่งนี้จะได้ไปยื่นใบสมัครกัน” อาแซนดี้บอก
“ผมไม่เอาสีชมพู !!” ผมร้องบอกพลางเบี่ยงตัวออกเท่าที่ร่างกายจะอำนวยเมื่อเห็นอาแซนดี้ใช้แปรงปัดแก้มอันใหญ่แต้ม ๆ ที่เครื่องสำอางสีชมพูสดใส
“เรื่องมากจริง ๆ เลยดาร์ลิ้งเนี่ย ! แล้วจะเอาสีอะไร” อาแซนดี้ท้าวสะเอวถาม
“ไม่เอาสีอะไรทั้งนั้นแหละ ผมไม่แต่ง !”
“ต้องแต่ง ! จะปล่อยให้หน้าซีดไปถ่ายรูปได้ยังไง ยังอยากได้อยู่มั้ย เงินห้าแสนน่ะ” เธอถาม และนั่นทำให้ผมนิ่งอึ้งไปในทันที
“หันหน้ามาทางนี้ดีกว่า เห็นตัวเองในกระจกแล้วชอบทำท่าวิตกจริต ไม่เป็นอันแต่งกันพอดี” อาแซนดี้บอกอีกพลางหมุนเก้าอี้ให้ผมหันหลังให้กระจก แล้วหันไปประจันหน้ากับไอ้อิฐแทน
“อิฐ ออกไปรอข้างนอกไป เพื่อนเขินแย่ มานั่งจ้องกันอย่างนี้” อาแซนดี้ว่า ไอ้อิฐทำท่าเอ๋อ ๆ ใส่เธอ
“ผมอยากดูมันแต่งหน้า” ไอ้อิฐบอก ชี้นิ้วมาที่ผมด้วย ไอ้เพื่อนเวร อย่าให้หลุดไปได้นะเฟ้ย !
“เดี๋ยวก็ต้องไปสตูดิโอถ่ายภาพด้วยกัน ยังไงก็ได้เห็นอยู่แล้ว ออกไปเลย เร็ว ๆ” อาแซนดี้สั่ง ไอ้อิฐอิดออดลุกขึ้นยืนได้ในที่สุดแล้วหายออกไปจากห้อง
“ทีนี้ก็เหลือแค่เธอกับฉันแล้ว แม่ดาร์ลิ้งคนสวย อยู่นิ่ง ๆ แต่งหน้าเสร็จแล้วจะได้ไปแต่งตัว ฉันเตรียมเสื้อผ้าไว้ให้แล้ว”
“ผมไม่ใส่ !!!!!” ผมตะโกนลั่นบ้านเมื่อเห็นเสื้อผ้าที่อาแซนดี้เอาออกมาให้ เมื่อเสร็จจากการแต่งหน้า ผมก็ถูกพามาที่ห้องแต่งตัว
“เอ๊ะ ! อะไรของเธออีกล่ะดาร์ลิ้ง มาให้ฉันช่วยฉันก็ช่วย แล้วยังจะเรื่องมากอีก นี่ขนาดหล่อนยังไม่ดังนะ ถ้าดังขึ้นมาจะขี้วีนขนาดไหนเนี่ย” อาแซนดี้ท้าวสะเอวถามอีกรอบ ผมขมวดคิ้วมุ่นอย่างขัดใจ มองดูเสื้อผ้าบนไม้แขวนในมือของอาแซนดี้แล้วรีบหันหน้าไปทางอื่น
“อะไรกัน ๆ” เสียงไอ้อิฐดังขึ้นพร้อมกับเสียงเคาะประตูรัว ๆ อาแซนดี้จัดการล็อกห้องเรียบร้อย กันชายหนุ่มเข้ามาวุ่นวายขณะสาว ๆ แต่งตัวกัน แกว่างั้นนะ...
“ไม่ต้องยุ่งเลย ตาอิฐ แค่ดาร์ลิ้งคนเดียวฉันก็จะแย่แล้ว เพื่อนแกนี่มันเรื่องมากจริง ๆ” อาแซนดี้ว่าพลางถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน
“ไอ้ลิ้งค์ ! เอ็งเรื่องมากอะไรอีกวะ” ไอ้อิฐถาม
“ไม่ได้เรื่องมากเฟ้ย ! แต่ชุดแบบนี้ผู้ชายที่ไหนเค้าจะอยากใส่กันฟะ” ผมตะโกนตอบมันไป
“ใส่ ๆ ไปเหอะน่า เร็ว ๆ เข้า ข้าอยากดู” มันบอก
“เอ็งก็มาใส่เองสิ !”
“ไม่ได้ ๆ ๆ ๆ ตาอิฐใส่ก็ชุดแหกกันพอดี เสื้อผ้าสวย ๆ แบบนี้เค้าไว้ให้คนสวย ๆ ใส่จ้ะ” อาแซนดี้ว่าพลางยิ้มใจดี ส่วนผมก็จะร้องไห้แล้ว
“ดาร์ลิ้ง ฟังอานะคะ” อาแซนดี้จีบปากจีบคอพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เธอถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนก่อนจะพูดต่อไป
“อิฐเล่าให้อาฟังเรื่องหนู ว่าหนูมีความจำเป็นยังไงถึงได้เข้าประกวด อาอยากช่วย ดาร์ลิ้งก็รู้ว่าอาไม่ได้อะไรเลย เงินก็ไม่ได้ มันไม่ใช่เรื่องของอาด้วยซ้ำ แต่อาเห็นว่าหนูต้องการเงินนั่น และอารู้ว่าหนูต้องชนะได้แน่ ๆ ถ้าทำตามที่อาบอก อาก็อยากให้หนูชนะ อิฐก็อยากให้หนูชนะ จะได้เอาเงินไปใช้หนี้ให้แม่ แต่อาทำคนเดียวไม่ได้ ดาร์ลิ้งต้องช่วยอาด้วย เข้าใจที่อาพูดมั้ย” อาแซนดี้ว่าพลางลูบศีรษะผมอย่างแผ่วเบา
ผมถอนหายใจ มันก็จริงทุกอย่าง อาแซนดี้ต้องมาลำบากแต่งหน้าแต่งตา หาเสื้อผ้า พาผมไปถ่ายรูป พาผมไปสมัคร ทั้ง ๆ ที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับเรื่องนี้ แล้วผมจะทำตัวเรื่องมากไปเพื่อใคร ยังไงผมก็ต้องการเงินนั่นไปใช้หนี้ให้แม่อยู่ดี
“ผมขอโทษครับ” ผมบอกเสียงอ่อย อาแซนดี้ส่งยิ้มใจดีกลับมาให้
“ทีนี้... ไปลองชุดได้แล้ว” เธอว่า พลางยื่นชุดมาให้ผม ผมกลืนน้ำลายเอื๊อก โลกนี้ช่างโหดร้าย แต่ผมต้องทำ เพื่อเงิน !! ผมจะสู้เพื่อแม่ !!!
ผมเดินออกมาจากห้องแต่งตัวด้วยท่าทีขัดเขิน หรือจะให้ชัดเจนกว่านั้นก็คือ ด้วยความอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนีมากกว่า อาแซนดี้ไม่ให้ผมดูกระจก ผมไม่รู้ว่าตอนนี้หน้าตาผมเป็นยังไงบ้าง ผมเผ้าของผมเป็นยังไงบ้าง และเสื้อผ้าที่ใส่ดูเป็นยังไงบ้าง อาแซนดี้มองดูผมด้วยท่าทีทึ่ง ๆ และพูดเพียงว่า “จุ๊ ๆ ๆ ๆ ๆ ง่ามแต๊ ๆ ...” ก่อนจะจับตัวผมหมุนไปมาจนหนำใจแล้วจึงจูงมือพาผมออกไปนอกห้อง
“อิฐ ดูซิใครมา” อาแซนดี้เรียกชื่อหลานชายที่นอนแอ้งแม้งดูทีวีอยู่บนโซฟา มันเหลือบหันมามองทางเรานิดหน่อยก่อนจะเด้งตัวลุกพรวดขึ้นมา ดวงตาสีดำคมเข้มของมันเบิกกว้าง คิ้วดกดำเลิกขึ้นสูงอย่างประหลาดใจก่อนจะมองดูผมตั้งแต่หัวจรดเท้า
“วี้ดวิ้ว~” ไอ้อิฐผิวปาก และผมก็ถีบโครมเข้าให้จนมันกองไปกับพื้นเสียงดังโครมแข่งกับเสียงกรี๊ดของอาแซนดี้
“ดาร์ลิ้ง ! เป็นสาวเป็นนางทำไมทำแบบนี้ !!” อาแซนดี้ถามเหมือนจะขาดใจ
“ก็ดูมันทำดิ” ผมว่า ชี้หน้าเพื่อนหนุ่มที่ตอนนี้ยังคงมองดูผมด้วยสายตาทึ่ง ๆ เหมือนเดิม อาแซนดี้ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ
“มานี่ ๆ มาดูนี่” เธอว่า พลางจูงมือผมไปที่หน้ากระจกบานใหญ่ภายในบ้าน
หญิงสาวหน้าตาสวยจัดจ้องมองมาที่ผมด้วยดวงตากลมโตสีดำเรียวสวย ขนตาเป็นแพหนาขับให้ดวงตาดูโดดเด่น จมูกโด่งได้รูปรับกับริมฝีปากอิ่มสีชมพู ผมยาวประบ่าสีน้ำตาลม้วนเป็นลอนช่วงปลาย เธอสวมเสื้อสายเดี่ยวสีขาวอวดท่อนแขนเรียวยาวและผิวขาวเนียนน่าสัมผัส กระโปรงหนังสีแดงสดสั้นจนน่าตกใจ อวดเรียวขายาวน่ามอง รองเท้าส้นเข็มสีดำแสนเซ็กซี่ ผมกลืนน้ำลายเอื๊อก ไม่อยากเชื่อ ว่านี่มัน... ผมเอง !!!
“สวยใช่มั้ยล่ะ” อาแซนดี้ถาม ผมพยักหน้ารับแรง ๆ สวย สวยมาก สวยเซ็กซี่ สวยเขย่าใจ สวยแบบไร้ที่ติ !!
“เฮ้ย ! ไอ้อิฐ ! ดูข้าดิ ๆ ๆ” ผมว่า ชี้มือไปที่เงากระจกของตัวเอง ไอ้อิฐมองผมยิ้ม ๆ
“มีแฟนหรือยังครับ” มันถาม และผมก็ยกขาขึ้นเตะมันอีกป้าบ
“ดาร์ลิ้ง !” อาแซนดี้ว่าปราม ๆ พลางตีเบา ๆ ที่แขนของผม
“โห อาแซนดี้ อะไรก็ดีหมด เสื้อผ้า หน้า ผม สวยไม่มีที่ติ ! แล้วทำไมไม่เปลี่ยนกางเกงในมันด้วยล่ะ !! เมื่อกี๊ไอ้ลิ้งค์มันยกขาเตะผม เห็นเต็ม ๆ !!! จะอ้วก !!!” ไอ้อิฐร้องบอกพลางทำหน้าพะอืดพะอม
ผมนั่งนิ่ง ๆ บนเก้าอี้หน้าสตูดิโอถ่ายภาพภายในห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ไม่ไกลจากบ้านของอาแซนดี้และไอ้อิฐ รอภาพถ่ายที่ผมบรรจงฝืนใจแอคตามที่คุณอาแซนดี้ที่แสนดีต้องการ ไม่ว่าจะเป็นแบบสดใสแอ๊บแบ๊ว หรือเซ็กซี่เปรี้ยวจี๊ด (ทำไปได้นะเรา) ตอนนี้ผมก็ได้แต่นั่งรอ... รอให้รูปล้างเสร็จ และผมจะได้กลับบ้านไปเปลี่ยนเสื้อผ้าซะที
ไอ้อิฐกับคุณอาแซนดี้เกิดอาการหิวขึ้นมากะทันหัน ก็เลยชวนกันไปทานข้าว ส่วนผม ไม่อยากจะขยับไปไหนในสภาพนี้แล้ว ส้นสูงนี่เดินลำบากชะมัด พวกผู้หญิงนี่สุดยอดจริง ๆ ใส่กันได้เป็นวัน ๆ ตอนนี้ผมก็เลยได้แต่นั่งนิ่ง ๆ อยู่คนเดียวที่นี่
ผมเห็นชายหนุ่มหน้าตาดีคนหนึ่งมองมาทางนี้ได้สักพักแล้ว ไม่บอกก็รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ ผมพยายามไม่สบตาเขา และทำเป็นสนใจกับโทรศัพท์มือถือแทน
“หวัดดีครับ” น้ำเสียงทุ้มของใครสักคนเอ่ยทักขึ้น ร่างสูงของไอ้หนุ่มคนเดิมยืนอยู่ตรงหน้า
ผมส่งยิ้มแหย ๆ ไปให้แล้วก้มหน้าก้มตาเล่นเกมในโทรศัพท์ต่อไป ไอ้หนุ่มคนนั้นถือโอกาสนั่งลงข้าง ๆ ผม สายตามันโลมเลียตั้งแต่หัวจรดเท้า ทำเอาผมขนลุกเกรียวแล้วเขยิบห่างออกจากมัน
“มาคนเดียวหรอครับ” เขาถาม ผมส่ายหน้าแรง ๆ พลางยิ้มแหย ๆ แทนคำตอบ
“มากับแฟน?” เขาถามอีก ผมก็ได้แต่ส่ายหน้า
“งั้นก็โสดสิ” เขาว่า ผมส่งยิ้มแหย ๆ ไปให้
“ผมจีบได้มั้ยครับ” เขาถาม ผมหันขวับมาจ้องเขาตรง ๆ ชายหนุ่มเริ่มมีใบหน้าแดงซ่านขึ้นมาเล็กน้อย ผมถอนหายใจเฮือก คิ้วขมวดมุ่นอย่างหงุดหงิดพลางรีบเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋าถือแบบผู้หญิงที่อาแซนดี้หามาให้
“ว่าไง ผมจีบได้รึเปล่า” เขาถามอีก ผมมองหน้าไอ้หนุ่มผู้น่าสงสารอย่างเซ็ง ๆ
“ไม่ได้ครับ ผมไม่ชอบผู้ชาย” ผมตอบไปด้วยน้ำเสียงทุ้มห้าวแบบชายหนุ่มที่โตเต็มวัย ไอ้หนุ่มของเราสะดุ้งเฮือก มองดูผมอึ้ง ๆ พร้อมกับอ้าปากค้าง
“กะ... กะเทย !” มันร้องลั่น ผมส่ายหน้าอย่างหงุดหงิด
“ไม่ใช่โว้ย ! กะเทยบ้านเอ็งสิไม่ชอบผู้ชาย ปากดี... เดี๋ยวปั๊ดชก !!” ผมว่าพลางง้างมือขึ้น ชายหนุ่มคนเดิมลุกพรวดแล้วเดินหนีอย่างลนลาน ปากก็พร่ำพูดอยู่ประโยคเดียว
“กะเทยโหด... กะเทยโหด...”
ผมถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน มองดูร่างสูงของชายหนุ่มคนนั้นลนลานวิ่งหนีไปจนลับตาก่อนจะทรุดตัวลงนั่งที่เดิม ไอ้งี่เง่าเอ๊ย ! มาว่าผมเป็นกะเทยโหดได้ยังไง เตะปากซะทีดีไหม !!
“อ๊ะ !” น้ำเสียงแหลมเล็กของใครบางคนดังขึ้นตรงหน้า
ผมเงยหน้ามองดูหญิงสาวคนหนึ่งในชุดเครื่องแบบนักเรียนที่เป็นสูทสีน้ำเงินเข้ม ด้านในเป็นเสื้อเชิ้ตสีขาว ด้านขวาของสูทมีกระเป๋าเล็ก ๆ ปักตราโรงเรียนแบบเดียวกับชุดนักเรียนของผมเป๊ะ กระโปรงจีบรอบสีน้ำเงินเข้มสั้นเหนือเข่าขึ้นมาเล็กน้อย เธอจ้องมองมาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ดวงตากลมโตสีดำขลับหลังกรอบแว่นเป็นประกาย ผมยาวเหยียดตรงสีดำสนิทถูกรวบแน่นไว้ด้านหลัง เผยให้เห็นเครื่องหน้าที่ถูกวางอย่างเหมาะเจาะ จมูกแหลมเล็กกับริมฝีปากอวบอิ่มสีแดงสดที่แสนเย้ายวน ผมอึ้งไปพักหนึ่ง รอยยิ้มสดใสนั่นทำเอาใจผมเต้นไม่เป็นจังหวะ ริมฝีปากบางของผมอ้าออกน้อย ๆ ตะลึงกับภาพที่เห็นตรงหน้า
“...ส้วยสวย” เธอว่าพลางตบมือชอบใจ
ผมกะพริบตาปริบ ๆ คำพูดของเด็กสาวในชุดเครื่องแบบโรงเรียนเดียวกันกับผมทำให้ผมได้สติ ผมอ้าปากค้าง ความสวยของหญิงสาวเมื่อสักครู่เปลี่ยนเป็นความเอ๋อในบัดดล วันนี้เจอแต่คนแปลก ๆ แฮะ
“ทำอะไรของเธอน่ะ” ผมถาม หญิงสาวคนนั้นนั่งแหมะลงข้าง ๆ ผมโดยไม่ได้รับเชิญ ดวงตาของเธอจ้องมองผมไม่วางตา
“คุณสวยจัง” เธอว่าพร้อมกับส่งยิ้มหวานมาให้
“เอ่อ... ขอบคุณ”
“ชื่ออะไร” เธอถามอีก
“...ดาร์ลิ้ง” ผมตอบ
“โอ๊ะ ! ชื่อน่ารักจัง หน้าตาก็สวยด้วย” เธอว่าพลางหัวเราะคิกคัก ผมกะพริบตาปริบ ๆ มองดูยัยเอ๋อนี่ ทั้ง ๆ ที่สวมเครื่องแบบโรงเรียนเดียวกันกับผม ทำไมไม่เคยเห็นหน้าเลยนะ
“ฉันชื่อนานา” เธอแนะนำตัว
“นานา นามสกุลจิตตังหรือเปล่า” ผมถามเซ็ง ๆ แต่เด็กสาวพยักหน้าแรง ๆ
“ใช่ ๆ ชื่อนานา นามสกุลจิตตัง รู้ได้ไงน่ะ” เธอว่า
ผมหันขวับไปจ้องหน้าเธอ เฮ้ย !! นานา จิตตัง !! ชื่อนี้ก็มีในโลกด้วย !
“เค้าล้อเล่นหรอก” เธอว่า พลางทำปากยื่น ผมยิ้มแหย ๆ ไปให้เธอ
“แล้วนี่จะไปไหน” ผมถาม
“อ๋อ ฉันกำลังจะกลับบ้าน แต่พอดีเจอดาร์ลิ้งซะก่อน”
“เจอฉันแล้วไง” ผมถามต่อ
“ก็ นาน ๆ จะเจอคนสวย ๆ แบบนี้สักที ก็เลยมานั่งคุยด้วยนี่ไง” เธอบอกพลางหัวเราะคิกคัก เฮ้ย ! นี่ผมนั่งคุยกับคนบ้าอยู่ใช่ม้ายย !!
“...”
“ทำไมมองฉันแบบนั้นล่ะ ฉันไม่ได้บ้านะ ก็แค่ชอบกะเทย” นานาบอก ผมหัวเราะหึออกมา บ้าจริง ๆ ด้วยเว้ย
“ดาร์ลิ้งมาถ่ายรูปที่นี่หรอ ขอใบนึงได้รึเปล่า”
“ไม่ได้หรอก ต้องเอาไว้ใช้งานน่ะ” ผมบอกปัด เด็กสาวเบิกตากลมโตของเธอกว้างอย่างทึ่ง ๆ
“ไปประกวดล่ะสิ สวย ๆ แบบดาร์ลิ้งต้องชนะแน่ ๆ” เธอบอกพร้อมกับยิ้มอย่างสดใส ในขณะที่ผมมองหาระฆังช่วยชีวิตอยู่นั้น น้ำเสียงแหบห้าวที่พยายามดัดให้แหลมสูงก็ดังขึ้น
“ดาร์ลิ้ง รูปได้แล้ว กลับบ้านกันดีกว่า” อาแซนดี้ว่าพลางดึงแขนผมให้ยืนขึ้น
“โอ๊ะ !! กะเทยอีกคน !!” นานาร้องขึ้นมาพลางชี้ไปที่อาแซนดี้ อาแซนดี้มองดูเธออย่างงุนงง
“ยัยชะนีน้อยนี่ใคร” อาแซนดี้หันมาถามผม ผมส่ายหน้าแทนคำตอบ
“กะเทย...” นานาพูดด้วยน้ำเสียงและสีหน้าเคลิ้มฝัน
ไอ้อิฐยืนมองดูเธออย่างงุนงง ไม่ต่างจากผมและอาแซนดี้
“วันนี้ฉันโชคดีจัง เจอกะเทยตั้งสองคนแน่ะ” เธอบอกพลางหัวเราะคิกคัก แล้วควานหาสมุดเล่มเล็ก ๆ จากกระเป๋านักเรียนออกมาจดอะไรยุกยิก
“วันศุกร์... ฉันเจอคนสวยมาก ๆ ชื่อดาร์ลิ้ง และดาร์ลิ้งมากับเพื่อนอีกคน มีผมสีแดงแปร๊ด เปรี้ยวน่าดูเลย” เธอพึมพำ
“กะ...กลับกันเถอะ” ไอ้อิฐบอก ท่าทางมันหวาดกลัวนานามากทีเดียว ผมพยักหน้าสนับสนุน ก่อนที่อาแซนดี้จะพาพวกเราเคลื่อนทัพ
“อ๊ะ ! จะไปกันแล้วเหรอคะ” นานาเงยหน้าจากสมุดขึ้นมาถาม ดวงตากลมโตเบื้องหลังกรอบแว่นขนาดใหญ่ดูผิดหวังชอบกล
“ก็พวกเรามีงานมีการทำนี่ยะ ไม่ได้ว่างมาวิ่งไล่ตามกะเทยเหมือนเธอ นังชะนีน้อย” อาแซนดี้บอก
“นั่นมันงานอดิเรกของหนู” นานาพูดพลางพยักหน้าให้คำพูดของตัวเอง
“...วิ่งไล่ตามกะเทยเนี่ยนะ ?” ผมถาม นานายิ้มกว้างออกมาอย่างสดใสเมื่อเห็นผมคุยด้วย เธอพยักหน้าแรง ๆ
“ใช่ ๆ ๆ ฉันชอบกะเทยมาก” เธอพูดด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ ไอ้อิฐมองดูสาวน้อยตรงหน้าพร้อมกับกะพริบตาปริบ ๆ
“ปะ...ไปกันเถอะ” ไอ้อิฐบอก และดูเหมือนทุกคนจะเห็นด้วยอย่างที่สุด พวกเรารีบจ้ำอ้าวให้พันรัศมีของยัยเอ๋อนานาด้วยความว่องไว น้ำเสียงสดใสที่ดังไล่หลังมาไม่ได้ทำให้ผมอยากหันกลับไปมองเลยสักนิด
“งั้นไว้เจอกันนะจ๊ะ ดาร์ลิ้ง บ๊ายบาย”
และแล้ว... วันที่ผมไม่อยากให้มาถึงเลยมันก็มาถึง ผมลืมตาโพลงอยู่บนเตียง ถอนหายใจเป็นเฮือกที่เท่าไหร่ไม่อาจจะทราบได้ พลิกตัวไปมา กลิ้งไปกลิ้งมาหลายครั้ง ในที่สุดผมก็เด้งตัวขึ้น ถอนหายใจแรง ๆ อีกหนึ่งครั้งก่อนจะลุกไปอาบน้ำ... ความจริงก็คือความจริง ผมหนีมันไม่พ้นหรอก
“เดินดี ๆ หน่อยสิดาร์ลิ้ง !!” อาแซนดี้พูดดุ ๆ พลางตีเบา ๆ ที่แขนเรียวยาวของผมที่โผล่พ้นสายบาง ๆ ของเสื้อสายเดี่ยวสีขาว ขณะที่เรากำลังเดินเข้าไปในลิฟต์มุ่งหน้าสู่ชั้นสิบเก้าของอาคารทีน่าเฮ้าส์
“ขาถ่างเชียว” อาแซนดี้ว่าอีก พลางมองไปที่กระโปรงสั้นกุดสีชมพูอ่อนโชว์เรียวขายาว ๆ
ผมถอนหายใจ จะอะไรกันนักกันหนา !
“จะให้เดินยังไงล่ะครับ รองเท้าก็สูงซะขนาดนี้ ผมเดินได้ก็บุญแล้วนะ” ผมบอก ชี้ไปที่รองเท้าส้นสูงสีแดงเปรี้ยวจี๊ดคู่ที่กำลังสวมอยู่
“โอ๊ย อกอีแป้นจะแตก” อาแซนดี้ว่า ยกมือขึ้นทาบอกพร้อมทำท่าเหมือนจะเป็นลม มีไอ้อิฐคอยเตรียมพร้อมรับร่างของอาผู้บังเกิดเกล้าที่ทำท่าเหมือนจะหงายหลังลงไปได้ทุกเมื่อ
“ดาร์ลิ้ง ! เธอกำลังจะเข้าประกวดนะ ยังจะมาพูดผม พูดครับ อยู่อีก !! ไม่เตรียมพร้อมเล้ย” อาแซนดี้บอกเบา ๆ พลางเหลือบไปมองสาวงาม (?) ที่ร่วมโดยสารมาในลิฟต์ตัวเดียวกัน พวกเธอกำลังพูดคุยเบา ๆ อยู่กับพี่เลี้ยงนางงามของตัวเอง โชคดีเป็นของผมอีกครั้งที่ยังไม่มีใครรู้ความจริง
เสียงติ๊งดังขึ้นพร้อมกับประตูลิฟต์ที่เปิดออก ผมพาร่างสูงของตัวเองเดิน (ขาถ่าง) ออกมาจากลิฟต์ โดยมีไอ้อิฐประกบซ้าย และอาแซนดี้ประกบขวา เราเปิดประตูกระจกใสเข้าสู่ห้องโถงขนาดใหญ่ หญิงสาวมากมายแต่งตัวกันเปรี้ยวสุดฤทธิ์ โชว์ร่องอกและต้นขาขาว ๆ ทำเอาผมกับไอ้อิฐตาเบิกโพลงและยิ้มร่าออกมาให้กัน แต่แล้วเราก็ต้องหุบยิ้มอย่างรวดเร็วเมื่อมองเห็นลูกกระเดือกของสาวงามทั้งหลายที่ใหญ่กว่าของผมกับไอ้อิฐรวมกันซะอีก
ผมอดสังเกตไม่ได้ว่าตัวเองกำลังถูกสายตาหลายคู่จ้องมองมา มันรู้สึกแปลก ๆ เมื่อได้เห็นคนพวกนั้นมองผมพร้อมกับกระซิบกระซาบอะไรบางอย่าง ผมหันไปมองอาแซนดี้ เธอยังคงมีรอยยิ้มยินดีและเดินเชิดราวกับนางพญา โดยมีไอ้อิฐคอยประกบหลังเผื่อว่าศีรษะของคุณอาบังเกิดเกล้าจะหลุดลงมาจากอาการเฉิดฉายนั้น เราหยุดยืนกันตรงหน้าโต๊ะยาว ๆ ของกองประกวด อาแซนดี้ยื่นใบสมัครพร้อมรูปถ่ายของผมที่แนบเอาไว้ให้กับกรรมการซึ่งเป็นหญิงวัยกลางคน เธอมองดูผมพร้อมกับยิ้มน้อย ๆ อย่างพึงพอใจ
“สวยจังเลย” คุณกรรมการทักขึ้น อาแซนดี้หัวเราะเสียงแหลม (ฟังแล้วน่าขนลุกชะมัด) ก่อนจะตอบเธอไปพร้อมกับรอยยิ้มที่แสนภาคภูมิใจ
“แน่ล่ะค่ะ! ดูแลมาเป็นอย่างดี พอมีลุ้นมั้ยคะเนี่ย” อาแซนดี้จีบปากจีบคอถาม
“มีแน่นอนค่ะ คุณ… แซนดี้ ?” คุณกรรมการเรียกอย่างไม่ค่อยแน่ใจพลางมองดูที่ใบสมัคร ตรงที่ระบุชื่อผู้ส่งเข้าประกวด อาแซนดี้ยิ้มรับพร้อมกับพยักหน้าน้อย ๆ
“จะเรียกศักดิ์ชายก็ได้ค่ะ...” ไอ้อิฐจีบปากจีบคอกระซิบเบา ๆ กับผมที่พยายามอย่างยิ่งยวดที่จะไม่ปล่อยก๊ากออกมา
“ตื่นเต้นมั้ยคะ ดาร์ลิ้ง” เธอหันมาถามผมพร้อมกับยื่นสติ๊กเกอร์ให้มาแปะบริเวณอกเสื้อซึ่งนูนเด่นขึ้นมาจนมีขนาดสามสิบสี่นิ้วจากฝีมือการยัดของคุณอาแซนดี้ มันมีเลขสิบเจ็ดขนาดใหญ่ติดอยู่ นี่คงเป็นหมายเลขผู้สมัครในการประกวดของผมสินะ
“ก็... ครับ ผมตื่นเต้นมากเลย” ผมว่า
คุณกรรมการอ้าปากค้างเมื่อได้ฟังน้ำเสียงทุ้มห้าวไม่เข้ากับหน้าและการแต่งตัวของผม อาแซนดี้หยิกแรง ๆ ที่ต้นแขนทำให้ผมร้องจ๊ากออกมาก่อนที่เธอจะกระซิบเบา ๆ
“หล่อนจะเอามั้ยอีตาลิ้งค์ !! เงินน่ะ !! จีบปากจีบคอหน่อยสิ หล่อนเป็นกะเทยอยู่นะ ตอนนี้น่ะ !!” ผมที่ได้ยินอย่างนั้นพยักหน้าเร็ว ๆ อย่างรู้สึกตัวและเริ่มกระแอมน้อย ๆ ก่อนจะส่งยิ้มหวานไปให้คุณกรรมการ
“อ๋อ... ค่ะ ดาร์ลิ้งตื่นเต้นมากเลย นี่เป็นการประกวดครั้งแรกของดาร์ลิ้งน่ะค่ะ ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะคุณกรรมการ” ผมบอกด้วยเสียงแหลมสูงที่ถูกดัดขึ้น กรรมการยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อย่างพออกพอใจ ในขณะที่ไอ้อิฐที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ผมกำลังตัวสั่นด้วยอาการกลั้นหัวเราะ
เสียงร้องโวยวายซึ่งผมแน่ใจว่าเป็นเสียงของผู้หญิงแท้ ๆ ดังขึ้นมากลางงานประกวดขณะที่ผม อาแซนดี้ และไอ้อิฐเดินออกจากโต๊ะกองประกวดเพื่อหาที่นั่งพักระหว่างรอเข้าไปรับการคัดเลือก
“ปล่อยฉันนะ !! ไอ้พวกบ้าเอ๊ย !!”
“เธอน่ะสิบ้า !! มาได้ทุกงาน !! ออกไปเลยนะ นี่ไม่ใช่ที่ที่เธอจะมาวิ่งเล่นได้ตามใจ” เสียงชายวัยกลางคนพูดขึ้นบ้าง เขาสวมชุด รปภ. และกำลังฉุดลากใครสักคนที่ไม่ได้อยู่ในมุมที่ผมจะมองเห็นได้ให้ออกไปจากงาน
“เหวอ !!!!!!!” ผมร้องไม่เป็นภาษาแข่งกับเสียงกรีดร้องของคนในงาน เมื่อร่างเล็กของคนที่คุณพี่ยามออกแรงฉุดนั้นเกิดเสียหลักแล้วเซถลามาชนผมจนหงายหลังล้มลงไปดังโครม
“โอ๊ย ! เจ็บ...” เสียงเล็ก ๆ นั้นบอก มันฟังดูอุดอู้เมื่อเธอซุกหน้าลงกับบ่าของผม
ผมยังคงขยับเขยื้อนไม่ได้เนื่องจากโดนร่างเล็ก ๆ (แต่หนักชะมัด) นั้นทับอยู่ มือทั้งสองข้างของผมประคองร่างนั้นเอาไว้เบา ๆ เธอคนนั้นที่กำลังนอนคว่ำหน้าทับร่างผมอยู่เงยหน้าขึ้นมามอง ดวงตาสีดำสนิทเป็นประกายภายใต้กรอบแว่นตาขนาดใหญ่เบิกกว้างเล็กน้อย จมูกแหลมเล็กกับริมฝีปากอิ่มสีแดงสดเย้ายวนที่เริ่มคลี่ยิ้มออกมา ผมสีดำที่ถูกรวบตึงไว้ทางด้านหลังเป็นกระเซิงน้อย ๆ หน้าคุ้น ๆ ... แต่ผมนึกไม่ออกว่าเคยเจอเธอที่ไหน เธอยกมือข้างหนึ่งขึ้นมาลูบเบา ๆ ที่ใบหน้าของผมอย่างอ่อนโยน
“ดาร์ลิ้ง... วันนี้สวยจัง” เธอว่าพร้อมกับส่งยิ้มมาให้ หน้าของเราใกล้กันมากจนปลายจมูกของเธอแทบจะชนกับปลายจมูกของผม... ระยะประชิดจนใจผมเต้นไม่เป็นจังหวะเลยนะ !
“ขอหอมทีได้รึเปล่า ?” เธอถาม ส่วนผมก็เลิกคิ้วเรียวของตัวเองขึ้นสูงอย่างตกใจ หญิงสาวก้มหน้าลงมาใกล้อีกนิดจนปลายจมูกแหลมเล็กของเธอไล้เบา ๆ กับแก้มของผม (ผู้ไม่มีทางสู้)
“ลุกได้แล้วนังหนู !” เสียงแหบห้าวของพี่ยามพูดขึ้นอีก พร้อมกับแรงกระชากที่ทำให้หญิงสาวคนนั้นตัวลอยขึ้นมา ระฆังช่วยแท้ ๆ !!! ผมยันตัวให้ลุกยืนขึ้นได้ในที่สุด อาแซนดี้กุลีกุจอเข้ามาจัดแต่งเสื้อผ้าและทรงผมของผมที่เป็นลอนช่วงปลายให้เข้าที่
“เบา ๆ ก็ได้ ! ตาลุงงี่เง่า !” เด็กสาวหันไปตะโกนใส่หน้าพี่ยามที่เริ่มจะหงุดหงิดมากขึ้นทุกที เขาเริ่มต้นฉุดแขนเธอคนนั้นให้ออกไปจากงานอีกครั้ง
“ดาร์ลิ้ง !! ช่วยด้วยสิ !” เธอหันมาขอร้องผม ที่มองดูเหตุการณ์อย่างเหวอ ๆ
“รู้จักเด็กคนนี้เหรอครับ” พี่ยามหันมาถาม
อาแซนดี้ส่ายหน้าแรง ๆ อย่างแข็งขัน
“มั่วตลอดเลยนังหนูเอ๊ย กลับบ้านไป นี่ไม่ใช่ที่ที่เด็กจะมาวิ่งเล่นนะ” พี่ยามว่าอีก
“หนูแค่อยากดูกะเทย !” เธอร้องบอก ก่อนจะเซถลาออกไปอีกจากแรงลากของพี่ยาม
“นานา จิตตัง ?” ผมเอ่ยขึ้นมาอย่างนึกขึ้นได้ ยัยเอ๋อที่บ้ากะเทยคนนั้นนี่หว่า นานาหันขวับกลับมาหาผมทันทีพร้อมกับส่งยิ้มกว้างมาให้
“จำฉันได้แล้วใช่มั้ยดาร์ลิ้ง !! ลุง !! เห็นมั้ย หนูรู้จักกะเทยสวยคนนั้นจริง ๆ” เธอว่า ลุงยามหยุดกึกไปสักครู่ก่อนจะถามผม
“รู้จักเหรอครับ”
“ไม่ครับ เอ้ย ! ไม่ค่ะ รีบ ๆ พาออกไปเลยนะคะพี่ยาม” ผมจีบปากจีบคอบอก พี่ยามยิ้มเขิน ๆ เมื่อเห็นผมส่งยิ้มไปให้ ก่อนจะออกแรงลากนานาที่มองดูผมอย่างผิดหวังให้ออกไปจากงานได้ในที่สุด
ผมยกมือขึ้นลูบแก้มของตัวเองเบา ๆ.. รู้สึกอุ่น ๆ บริเวณที่โดนปลายจมูกของนานาสัมผัส ใจเริ่มเต้นแรงขึ้นมาอีกครั้งเมื่อนึกถึงใบหน้านั้น... ยัยเอ๋อนานา มองใกล้ ๆ แล้วน่ารักชะมัดเลยแฮะ...
ตอนที่ 2 เพื่อนใหม่
ผมเดินออกมาจากงานในสภาพขาที่ไม่ถ่างมากนักเพราะโดนหยิกเป็นระยะ ๆ โดยคุณป้า เอ้ย ! คุณอาแซนดี้ การคัดตัวในวันนี้... ผมไม่รู้ว่าจะพูดว่ามันผ่านไปได้ด้วยดีได้ไหม เพราะผมไม่รู้ว่าคุณจะมองมุมไหน ถ้ามองในมุมของหัวหน้าแก๊งกะโหลกดำสุดโหด มุมของไอ้ลิ้งค์มหาภัยที่ใคร ๆ ก็หวั่นเกรงกันนักหนา งานนี้เห็นจะแย่เต็มทนล่ะครับ แย่... แย่มาก แย่สุด ๆ ... เพราะผมดันเป็นตัวเก็งของงานนี้ไปเสียแล้ว
ผมรู้สึกอยากจะรีบ ๆ กลับไปให้ถึงบ้านคุณอาแซนดี้เพื่อที่จะได้เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วกลับมาเป็นลูกผู้ชายตัวจริงเพื่อไปโฆษณาเครื่องดื่มชูกำลัง อยากจะล้างหน้าที่โดนโบกด้วยเครื่องสำอางสารพัดชนิดที่ผมไม่คิดอยากจะรู้จัก อยากจะสระผมที่มันหยิกเป็นลอน ๆ และทำให้หน้าผมหวานขึ้นโดยที่ผมไม่อยากให้มันเป็นแบบนั้นเลยสักนิด อยากจะถอดกระโปรงออกแล้วเอาไปคลุมหัวไอ้อิฐที่ดูจะสนุกสนานกับงานนี้มากทีเดียว
“เห็นมั้ยจ๊ะ ดาร์ลิ้ง อาบอกแล้วว่าชนะใส” อาแซนดี้เริ่มจีบปากจีบคออีกครั้งเมื่อเราทยอยเดินออกมาจากงานพร้อม ๆ กับคนอื่น ๆ ไอ้อิฐยังคงยิ้มกรุ้มกริ่มยั่วยวนบาทาของผมเป็นอย่างมาก
“ขอบคุณครับอา” ผมบอก ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรที่มันดีกว่านี้ การทำตัวเรื่องมากเหมือนที่ผ่านมาไม่ได้ทำให้เหตุการณ์ดีขึ้นมาได้ ผมปลงแล้วล่ะครับพี่น้อง เสร็จงานนี้แล้วผมตั้งใจจะไปบวชไม่สึกตลอดชีวิต
“เห็นเบอร์ยี่สิบสามมั้ยดาร์ลิ้ง ระวังให้ดี แม่นี่นะ ลือกันให้แซดเลยล่ะ ว่าเป็นพวกสกัดดาวรุ่ง อิฐ ! แกดูหน้ามันไว้นะ นังหน้าเงือกเนี่ย แล้วแกต้องคุ้มกันดาร์ลิ้ง อย่าให้นังนี่มันมาทำอันตรายเด็กปั้นของฉัน เข้าใจมั้ย” อาแซนดี้สั่ง พลางพยักพเยิดไปทางกะเทยสาวหน้า...เงือก ? (ผมไม่รู้เหมือนกันว่ามันแปลว่าอะไร เรียกตามอาแซนดี้เขาน่ะครับ) นางหนึ่ง เธอจ้องมาที่ผมเป๋งด้วยแววตากราดเกรี้ยวราวกับนางร้ายในละครทีวี ก่อนจะเบ้ปากเย้ยหยัน โอ้... น่ากลัวมากครับ
“นังจูออนเอ๊ย ! เอามันเลยมะ เอามันเลยม้ายย !!” อาแซนดี้ว่าพลางถกแขนเสื้อขึ้น ไอ้อิฐรีบดึงแขนคุณอาบังเกิดเกล้าเอาไว้
“ใจเย็นสิครับอา ไปชนะกันบนเวทีดีกว่านะผมว่า” อิฐว่า ผมพยักหน้าเห็นด้วย
“ต๊ายย ! ดีนะที่แกห้ามฉัน เจ้าอิฐ ไม่งั้นนังนั่นจะหน้าเงือกกว่านี้แน่ ! ดูมัน ๆ ดูมันมองดาร์ลิ้ง สวยได้ไม่เท่าเล็บนิ้วโป้งเท้าฉันเลยด้วยซ้ำ นังนี่ !” อาแซนดี้ว่าพลางจ้องกลับไปที่คุณเงือกสาวที่จ้องกลับมาอย่างเป็นเดือดเป็นแค้น
“ผมว่าถ้าอาเป็นแบบนี้นะ ไอ้ลิ้งค์แย่แน่ อายิ่งไปหาเรื่องน้องเงือก น้องเงือกเขาก็ต้องมารังควานไอ้ลิ้งค์ ถูกมั้ยครับ” ไอ้อิฐว่าอย่างมีประเด็น ผมพยักหน้าเห็นด้วยแรง ๆ อาแซนดี้ดูจะคิดได้ในที่สุด เธอถอนหายใจเฮือกพลางทำท่าสะบัดสะบิ้งก่อนจะเดินหนีบออกไปจากงานอย่างหงุดหงิด ได้ยินเสียงบ่นพึมพำว่า “นังหน้าเงือก” หรืออะไรสักอย่างแว่วมาให้ได้ยิน
อากาศภายนอกอาคารยามบ่ายแก่ ๆ ยังคงร้อนอบอ้าว ร้อนซะจนผมแทบจะถอดเสื้อเดิน นี่ถ้าไม่ติดว่าตอนนี้มีเสื้อชั้นในอยู่ด้วยนะ... ไม่อยากจะคิด
“คุณแซนดี้ !!” น้ำเสียงแหลมสูงของใครบางคนทักขึ้น
อาแซนดี้และพวกเราหันไปตามเสียงนั้น จริง ๆ แล้วผมว่าทุกคนบริเวณนั้นก็หันกันหมด เพราะเสียงคุณเธอแหลมได้จิตจริง ๆ อาแซนดี้อ้าปากกว้างออกมาด้วยความแปลกใจพลางยกมือขึ้นทาบอก
“ตายแล้ว !! คุณเอมม่า !!” อาแซนดี้ทักตอบกลับไป
คุณเอมม่าเป็นชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่มากครับ เธอไว้ผมยาวที่รวบเป็นมวยทางด้านหลัง สวมชุดสีเขียวสะท้อนแสงเป็นเสื้อกับกระโปรงยาวกรอมเท้า สะพายกระเป๋ายี่ห้อดังมาด้วย พอมายืนกับคุณอาแซนดี้แล้ว ผมว่าหาสีส้มมาอีกสักสีก็จะกลายเป็นสัญญาณไฟจราจรไปเลย
“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะคะเนี่ย อุ๊ยแล้วนี่ใครเอ่ย เด็กปั้นเหรอคะ” คุณเอมม่าหันมาทางผม
“ใช่แล้ว นี่ดาร์ลิ้ง แล้วก็นี่หลานชายฉันเอง ตาอิฐ” อาแซนดี้แนะนำ
คุณเอมม่ายิ้มให้ผมก่อนจะส่งสายตาโลมเลียไปให้ไอ้อิฐที่รีบวิ่งมาซุกข้าง ๆ ผมอย่างรวดเร็ว
“หลานชายโตเร็วดีนะคะ” คุณเอมม่าว่า
“ขอไว้สักคนเถอะค่ะ คุณเอมม่า โฮะ ๆ ๆ” อาแซนดี้ตอบ
คุณเอมม่าฉีกยิ้มกว้างก่อนจะกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากเนื่องจากโดนดักคอกันซึ่ง ๆ หน้าแบบนี้ ไอ้อิฐดูจะมีสายตาเทิดทูนบูชาคุณอาบังเกิดเกล้าของมันขึ้นมาอีกจม
“แล้วนี่จะไปไหนกันคะ คุณแซนดี้รีบรึเปล่าเนี่ย นั่งทานข้าวกันสักมื้อก่อนดีมั้ยคะ” คุณเอมม่าชวน อาแซนดี้ดูจะอยากไปใจจะขาด เธอหันมองผมกับอิฐอย่างขอความเห็น
“ดาร์ลิ้งอยากกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วน่ะค่ะคุณอา วันนี้เหนื่อยมาทั้งวัน” ผมจีบปากจีบคอและดัดเสียงตอบเธอไป เฮ้อ... ไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าไอ้คู่อริของผมมันมาเห็นผมในสภาพนี้เข้ามันจะเป็นยังไง มันจะยังเหลือความเคารพยำเกรงผมอยู่บ้างม้ายย !!
“แต่ถ้าคุณอาอยากไปกับเพื่อนก็ได้นะคะ ดาร์ลิ้งเปลี่ยนเสื้อผ้าเองได้ แล้วเดี๋ยวจะเลยกลับบ้านเลย” ผมเสริมอีก
“ผมไปเป็นเพื่อนไอ้ลิ้งค์ เอ้ย ! ดาร์ลิ้งก็ได้ครับ” ไอ้อิฐรีบเสนอ อาแซนดี้หันมามองมันด้วยสายตาจับผิด
“อย่า... แม้แต่จะคิด เจ้าอิฐ”
“อะไรเล่าอา ก็บอกแล้วไงว่าเพื่อนกัน” ไอ้อิฐร้องอย่างหมดความอดทน
“เพื่อนอะไร เพื่อนกูรักมึงว่ะหรือเปล่า อย่าทีเดียวเชียวตาอิฐ ไปกับฉันนี่ล่ะ ไปนั่งเป็นเพื่อนฉันหน่อย ดาร์ลิ้งเปลี่ยนชุดเองได้ใช่มั้ยคะ” อาแซนดี้ถามผมที่กำลังปิดปากกลั้นหัวเราะมุกของอาแซนดี้ ผมพยักหน้ารับแรง ๆ ไปสองสามทีก่อนที่คุณเอมม่าจะพาอาแซนดี้กับไอ้อิฐที่ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ขึ้นรถไปทานข้าวกันที่ไหนสักแห่ง
ผมเดินเตร่ ๆ หาแท็กซี่อยู่แถวนั้นอย่างยากลำบาก เนื่องจากผู้เข้าประกวดพร้อมทีมงานเริ่มทยอยออกมากันมากแล้ว แดดร้อน ๆ เริ่มทำให้ผมหงุดหงิดจนนึกอยากจะนั่งพักในร้านอาหารแถว ๆ นี้แทน ท้องที่ว่างเปล่าของผมเริ่มส่งเสียงครวญครางเนื่องจากยังไม่ได้ทานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันมาหลายชั่วโมงแล้ว
“ดาร์ลิ้ง !” น้ำเสียงเจื้อยแจ้วร้องเรียกขึ้นมา
ผมค่อย ๆ หันหน้าไปหาเจ้าของเสียงด้วยความเบื่อหน่าย ก่อนจะแสยะยิ้มไปให้สาวน้อยสวมแว่นตาคนนั้น
“ดีใจจังเจอกันอีกแล้ว” นานากล่าวอย่างยินดีพลางปรบมือชอบใจ ผมเริ่มหันซ้ายหันขวามองดูปฏิกิริยาของผู้คนรอบข้างที่มีต่อยัยเอ๋อนี่
“ยังไม่กลับบ้านอีกเหรอ” ผมถาม
“ยัง รอดาร์ลิ้งนั่นแหละ” นานาว่า
“รอผมเหรอ เอ้ย ! รอฉันหรอ รอทำไม”
“ก็อยากเจอนี่นา เมื่อกี๊ใจร้ายมากเลยนะดาร์ลิ้ง ทำเป็นไม่รู้จักฉันได้ยังไง” นานาตัดพ้อพลางทำหน้างอใส่ผม กลายเป็นบุคคลน่ายันอันดับสองรองจากไอ้อิฐ ผมไม่ได้ตอบคำถามของนานา แต่หันไปหารถแท็กซี่เพื่อกลับบ้านต่อ
“จะไปไหนเหรอ” เธอถามอีก
“กลับบ้านน่ะสิ ร้อนชะมัดเลย เริ่มหงุดหงิดแล้ว !” ผมว่าดุ ๆ นานาเอียงคอมองผมอย่างสนอกสนใจ
“ไปกินข้าวกันมั้ย” เธอถาม ผมหันขวับมาหาสาวน้อยด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป
“เลี้ยงมั้ยล่ะ”
“ถ้าดาร์ลิ้งจะยอมไปกินข้าวกับฉันนะ ฉันเลี้ยงเอง” เธอว่าพลางส่งยิ้มกว้างสดใสมาให้ผม ผมพยักหน้ารับ
“กำลังหิวพอดี”
อย่าเพิ่งก่นด่าว่าผมเป็นผู้ชายเห็นแก่กินหรือว่าอะไรแบบนั้น แต่ด้วยสถานภาพของผมในตอนนี้ แค่จะซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปซองละห้าบาทยังคิดแล้วคิดอีกเลยครับท่าน ผมยังคงกระเบียดกระเสียรหาเงินไปให้แม่ใช้หนี้ จริงอยู่ที่ว่าการประกวดครั้งนี้ผมเป็นตัวเก็ง แต่ก็ใช่ว่าตัวเก็งจะได้ตำแหน่ง อะไรก็ไม่แน่ไม่นอน ทางที่ดีผมว่าผมประหยัดไว้ก่อนดีกว่านะ อย่างน้อยก็อาจจะมีเงินถึงยี่สิบบาทไปใช้หนี้แทนแม่... โอย คิดแล้วเครียดครับ
นานาพาผมเข้ามานั่งในร้านอาหารภายในศูนย์การค้าไม่ไกลจากอาคารนั้นเท่าไหร่นัก มันเป็นร้านฟาสฟู้ดจำพวกแฮมเบอร์เกอร์ปกติธรรมดา เธอบอกให้ผมเลือกเอาอาหารที่จัดเป็นชุดได้ตามใจชอบ ผมสั่งชีสเบอร์เกอร์พร้อมเฟรนช์ฟรายและโคล่าหนึ่งแก้ว นานาได้ฟิชเบอร์เกอร์พร้อมเฟรนช์ฟรายและโคล่าเช่นกัน เราหามุมสงบนั่งกันได้ในที่สุด ก่อนที่ผมจะเริ่มต้นยัดอาหารทั้งหมดลงกระเพาะอย่างรวดเร็ว
“ดาร์ลิ้งท่าทางจะหิวมาก” นานาว่า ในมือถือฟิชเบอร์เกอร์ค้างเติ่งไว้อย่างนั้น ดวงตากลมโตเบื้องหลังกรอบแว่นสีดำขนาดใหญ่จ้องมองผมอย่างทึ่ง ๆ ขณะที่ผมกัดเบอร์เกอร์เข้าปากอย่างไม่คิดชีวิต
“หิวมาก” ผมพยักหน้ารับพลางพูดอู้อี้เนื่องจากยังมีอาหารอยู่เต็มปาก
นานาหัวเราะคิก เธอหยิบเฟรนช์ฟรายขึ้นมาชิ้นหนึ่งก่อนจะลุกพรวดขึ้นแล้วโน้มตัวมาตรงหน้าผม ระยะประชิดจนน่าตกใจ หญิงสาวยื่นเฟรนช์ฟรายในมือมาตรงหน้าผม มันปาดไปที่มุมปากของผมเล็กน้อย ซอสมะเขือเทศที่เลอะมุมปากผมเมื่อสักครู่ตอนนี้ติดอยู่ที่เฟรนช์ฟรายในมือของสาวน้อยเรียบร้อย และโดยไม่คาดคิด เธอก็จับเฟรนช์ฟรายนั่นใส่ปากพลางเคี้ยวตุ้ย ๆ
“...”
“อร่อยดี” นานาบอกพลางส่งยิ้มสดใสมาให้ แม่เจ้าโว้ย...!! ความใสซื่อปนซกมกของผู้หญิงคนนี้ทำผมใจเต้นไม่เป็นท่าซะแล้วสิ !
นานาเลี้ยงไอศกรีมแสนอร่อยเป็นของหวานตบท้ายมื้อเย็นในวันนี้ เย็นมากแล้ว เราสองคนเดินออกมาจากห้างเพื่อหารถกลับบ้าน ผมรู้สึกเจ็บเท้าจนระบมไปหมดจากฤทธิ์ของรองเท้าส้นสูงจนต้องเดินกะโผลกกะเผลก อยากกลับถึงบ้านเต็มทน
“บ้านนานาอยู่ไหน” ผมถาม
“ไม่ไกลจากที่นี่หรอก เดี๋ยวฉันจะเดินกลับบ้าน” นานาบอก ผมพยักหน้ารับคำ หญิงสาวเอียงคอมองดูผมอีกครั้ง ผมยาวสีดำสนิทของเธอยังคงถูกรวบตึงไว้ด้านหลัง มันปลิวน้อย ๆ ล้อแรงลมที่พัดมาเบา ๆ
“ดาร์ลิ้งจะกลับยังไง แท็กซี่เหรอ” เธอถาม
“อื้ม” ผมว่าพลางพยักหน้าเบา ๆ รู้ว่ามันเปลืองเงินอันน้อยนิดกับค่ารถแท็กซี่ แต่ก็แลกกับการที่ไม่ต้องใส่ส้นสูงเดินมันก็คุ้มกัน
“ดาร์ลิ้งเจ็บเท้าเหรอ” เธอถาม มองดูผมที่เดินกะย่องกะแย่ง ผมส่งยิ้มแห้ง ๆ ไปให้พร้อมกับพยักหน้ารับ
“ถอดออกสิ” เธอว่าอีก
“จะบ้าเหรอ จะให้เดินเท้าเปล่ากลางถนนได้ไง” ผมแย้ง
“อายเหรอ”
“ก็ใช่น่ะสิ” ผมว่า
“งั้นเดี๋ยวฉันถอดเดินเป็นเพื่อนนะ” นานาบอก และในทันทีทันใดเธอก็ถอดรองเท้าของตัวเองออกมาหิ้วไว้ในมือพร้อมกับส่งยิ้มสดใสมาให้ผมที่อ้าปากค้างอย่างงุนงง
“ยัยเอ๋อเอ๊ย !” ผมว่าพลางหัวเราะ ก่อนจะถอดรองเท้าของตัวเองออกบ้างแล้วออกเดินไปข้าง ๆ สาวน้อยที่กุมมือข้างที่ว่างของผมไว้เบา ๆ
เราเดินไปกันเรื่อย ๆ ผ่านสวนสาธารณะขนาดไม่ใหญ่มาก ผู้คนต่างหันมองเราทั้งคู่ที่เดินเท้าเปล่าด้วยความสนใจ มันก็น่าอายอยู่หรอกนะครับ แต่พอมีเพื่อนทำแบบนี้ด้วยผมก็ไม่รู้สึกขัดเขินเท่าไหร่ นานายังคงพูดเจื้อยแจ้วเล่าเรื่องนู้นเรื่องนี้ให้ผมฟังไม่ได้หยุด น่าแปลกที่ผมไม่ได้รู้สึกรำคาญ กลับรู้สึกสนุกเสียอีกที่ได้อยู่กับเธอ
“ดาร์ลิ้งสวยมากเลยนะวันนี้” นานาพูดแบบนี้เป็นรอบที่แปดร้อยได้
“ทำไมนานาถึงชอบกะเทยล่ะ” ผมถามขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ เธอยิ้มให้ผมนิดหน่อยก่อนจะเริ่มเล่า
“เคยมีกะเทยมาช่วยชีวิตไว้น่ะ”
“หา ?!!”
“จริง ๆ นะดาร์ลิ้ง” เธอบอก หันมาทำตาโตใส่ผมพลางเขย่าแขนแรง ๆ เพื่อตื๊อให้ผมเชื่อ ผมพยักหน้ารับคำอย่างเสียไม่ได้
“ว่าต่อสิ”
“ก็... ตอนนั้นอยู่ประถม... ยังเด็กอยู่เลย ประมาณเจ็ดแปดขวบน่ะนะ แล้วทีนี้ ฉันก็เดินเล่นอยู่ไม่ไกลจากที่นี่หรอก” เธอว่า พลางมองไปรอบ ๆ สวนสาธารณะ
“แล้วไงต่อ”
“แล้วฉันก็นั่งเล่นอยู่คนเดียว... ฉันไม่ค่อยมีเพื่อนหรอก ดาร์ลิ้งก็รู้” เธอว่า แววตาฉายแววเศร้าออกมาหน่อยหนึ่ง
“แล้วทีนี้... ก็มีผู้ชายหลายคนตัวโต ๆ เดินผ่านมา ถืออาวุธมาด้วย แล้วอีกฝั่งก็มีผู้ชายหลายคนถืออาวุธมาเหมือนกัน แล้วพวกเขาก็เริ่มวิ่งเข้าหากัน แล้วก็เริ่มตีกัน ทั้ง ๆ ที่ฉันก็นั่งอยู่ตรงนั้น” นานาเล่า ผมรู้สึกถึงแรงบีบจากมือของนานาที่กุมมือผมไว้อยู่เมื่อเธอเล่ามาถึงตอนนี้
“ฉันกลัวมากเลยล่ะดาร์ลิ้ง มันน่ากลัวมาก... พวกเขายกไม้ขึ้นมาฟาดกันตามหน้าตามตัว ชกกัน กระทืบกัน เลือดออกเต็มไปหมด ฉันจำได้ มีคนหนึ่งโดนไม้ตีที่หัวอย่างแรงจนหัวแตก เลือดกระเด็นมาโดนหน้าฉันเต็มไปหมดเลย” นานาว่า มือของเธอกระตุกน้อย ๆ ใบหน้าด้านข้างเป็นสันนูนจากการกัดฟัน
“ฉันตกใจ แล้วก็เริ่มร้องไห้ แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไง ไม่มีใครมาช่วยฉัน แล้วอยู่ ๆ ก็มีพี่สาวคนหนึ่ง วิ่งเข้ามาหาฉันแล้วก็อุ้มฉันออกไปจากตรงนั้น พาฉันไปที่ที่ปลอดภัย แล้วก็เช็ดเลือดของเจ้าพวกนั้นที่ติดตามตัวฉันออก กอดฉันไว้แน่น แล้วบอกว่า ‘ไม่เป็นไรแล้วล่ะจ้ะ สาวน้อย’ ฉันยังจำได้อยู่เลย” นานาพูดพลางอมยิ้ม นัยน์ตาสีดำขลับกลมโตเบื้องหลังกรอบแว่นเป็นประกาย
“แล้วมันเกี่ยวกับกะเทยตรงไหน” ผมถาม
“ก็พี่สาวคนนั้นเขาเป็นกะเทย” นานาบอกพลางพยักหน้าให้คำพูดของตัวเอง ก่อนจะส่งยิ้มกว้างมาให้ฉัน ส่วนผมก็เริ่มต้นหัวเราะ
“เป็นเหตุผลที่ดีนะ” ผมว่า
“ใช่สิ ฉันไม่ได้คบคนที่เพศหรอกนะ ไม่จำเป็นหรอกว่าจะต้องเป็นผู้ชายจริง ๆ หรือผู้หญิงแท้ ๆ แล้วถึงจะเป็นคนดีได้ คนเราเลือกเกิดไม่ได้แต่เลือกที่จะเป็นคนดีได้ คนดีน่ะ ดีจากภายใน เขาช่วยฉันไว้โดยไม่ได้หวังอะไรตอบแทน ดีกว่าชายจริงหญิงแท้บางคนอีกนะ ดูอย่างเจ้าพวกผู้ชายแท้ ๆ พวกนั้นสิ มันยังตีกันไม่สนใจฉันเลย” นานาสรุปอย่างน่าทึ่ง
ผมพยักหน้ารับเบา ๆ และเห็นด้วยกับเธอเต็ม ๆ
“เพราะแบบนี้ล่ะ ฉันก็เลยชอบกะเทย แล้วตอนนี้ฉันก็ชอบดาร์ลิ้งมากที่สุด” นานาบอกพลางกอดแขนผมไว้แน่น
ผมหัวเราะน้อย ๆ กับท่าทางเอ๋อ ๆ ของยัยนี่ แต่ยังไงผมว่ามันก็ดูน่าเอ็นดูดีนะ
“แล้วฉันก็เกลียดพวกนักเลงมากที่สุด...” นานาพูดต่อด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ ผมสะดุ้ง รอยยิ้มบนใบหน้าดูจะหายวับไปทันที
“ทะ...ทำไมล่ะ” ผมถาม นานาหันมามองผมพร้อมกับรอยยิ้ม
“ก็เพราะเรื่องที่เล่าให้ฟังนั่นไง พวกนั้นน่ะ น่ากลัวจะตายไป วัน ๆ ไม่เห็นทำอะไรดี ๆ สักอย่าง เอาแต่ตีกันทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน ตีกันแล้วมีอะไรดีมั่งเนี่ย” นานาบ่นเรื่อย ๆ แต่ผมกลับรู้สึกชาไปทั้งตัว
“อาจจะมีพวกนักเลงนิสัยดี ๆ อยู่บ้างก็ได้นะ” ผมบอก นานาส่ายหน้าอย่างเอาจริงเอาจัง
“ยังไงฉันก็กลัวพวกนี้อยู่ดี ดาร์ลิ้งรู้มั้ย ที่โรงเรียนของฉันก็มีพวกนักเลงด้วยนะ” นานาบอก ผมพยายามทำตัวให้เป็นปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผมรู้ว่านานากำลังหมายถึงผม
“แล้วนานาคิดว่าไง”
“คิดว่าไอ้พวกนี้ตาย ๆ ไปซะได้ก็ดี”
“...”
“ฉันไม่กล้ามองหน้าพวกเขาหรอก ถ้าพวกเขาเดินผ่านมาใกล้ ฉันก็จะรีบหนีไปให้ไกลที่สุด” เธอว่า และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมนานาถึงจำหน้าผมไม่ได้ และทำไมผมถึงรู้สึกว่าไม่เคยเห็นหน้านานา ทั้ง ๆ ที่เราอยู่โรงเรียนเดียวกัน
“ทำไมล่ะ”
“ฉันกลัวน่ะสิ ภาพตอนที่พวกนักเลงตีกันตอนฉันเด็ก ๆ มันยังติดอยู่ในหัวอยู่เลย” นานาบอก พลางทำท่าขนลุก
“นานา...”
“หืม” เธอขาน หันมามองหน้าผมด้วยสายตาไร้เดียงสาแบบเดิม ๆ
“ปะ... เปล่าหรอก” ผมรีบบอกปัด ไม่กล้าบอกเลยแฮะ ว่าผมคือไอ้นักเลงที่เธอกำลังพูดถึง
“ถึงบ้านฉันแล้วล่ะ” นานาบอกเมื่อเราเลี้ยวเข้าซอยมาได้สักพัก เธอหยุดยืนอยู่ตรงหน้าทาวน์เฮาส์สีขาวสองชั้นท่าทางซอมซ่อ
“ขอบใจนะที่มาส่ง” นานาบอกพร้อมกับยิ้มกว้าง
ผมพยักหน้ารับ อยากจะยิ้มให้กว้าง ๆ ได้อย่างผู้หญิงตรงหน้าผมบ้าง แต่ไอ้เรื่องที่เธอพูดมันทำให้ผมรู้สึกแย่ชะมัด
“นานา ฉันถามอะไรหน่อยสิ” ผมว่า
“ว่ามาสิ”
“นักเลงน่ะ นานาเกลียด หรือว่ากลัวพวกนั้นกันแน่” ผมถาม และกลั้นใจรอคำตอบ หญิงสาวทำท่าครุ่นคิดนิดหนึ่งก่อนจะตอบออกมา
“ฉันว่าฉันกลัวเจ้าพวกนั้นมากกว่า กลัว ไม่อยากเข้าใกล้ อยากจะหนีไปให้ไกล ๆ เลยน่ะ” เธอว่า พลางโบกมือหย็อย ๆ ให้ผมแล้วหายเข้าไปในบ้าน ทิ้งให้ผมว้าวุ่นกับคำพูดของเธอ ไม่อยากเข้าใกล้ ... อยากจะหนีไปให้ไกล ๆ... งั้นเหรอ แค่เริ่มก็ไม่สวยซะแล้ว ไอ้ลิ้งค์เอ๊ย !
ว่าแต่... ผมต้องเดินเท้าเปล่ากลับบ้านคนเดียวเหรอเนี่ย โธ่ ! ยัยเอ๋อนานา !!
ไอ้อิฐดึงข้อมือผมพลางลากร่างสูงของผมให้ก้าวยาว ๆ ตามมันไปอย่างรีบร้อน กลุ่มเด็กนักเรียนที่เดินอยู่ตามระเบียงเพื่อเปลี่ยนห้องเรียนแตกกระเจิงเมื่อเห็นเราทั้งคู่ที่วิ่งนำหน้ากลุ่มลูกน้องของผมอีกราวสิบคน
อากาศร้อนในยามบ่ายบวกกับการออกวิ่งอย่างรีบร้อนทำให้เสื้อนักเรียนสีขาวสะอาดของพวกเราเปียกชุ่ม ไอ้อิฐพาผมกระโดดข้ามกำแพงโรงเรียนแล้วมุ่งหน้าไปยังโกดังร้างที่อยู่ไม่ไกลจากโรงเรียนนัก สีหน้าของมันยังคงเคร่งเครียดนับตั้งแต่มีคนวิ่งมาหามันหน้าตาตื่นพร้อมกับบอกอะไรบางอย่างกับมันซึ่งผมไม่ได้อยู่ในระยะที่จะได้ยินได้ มันเดินมาหาผมหลังจากนั้นและไม่ได้พูดอะไรมากไปกว่า “ไปเถอะ ไอ้ลิ้งค์” ก่อนจะลากผมออกมาด้วยแบบนี้ แต่ดูจากรูปการแล้ว ผมว่าผมเดาไม่ผิดหรอกนะ ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น
ประตูโกดังร้างที่ตั้งอยู่ข้างถนนเปลี่ยวถูกปิดสนิท แต่เสียงพูดคุยของคนข้างในที่ดังแว่วขึ้นมาทำให้ผมยกเท้ายันประตูแรง ๆ จนมันเปิดอ้าออก เหงื่อไหลโทรมลงมาตามใบหน้าและเส้นผมสีน้ำตาลที่ถูกรวบไว้ของผม ไอ้อิฐหายใจหอบน้อย ๆ ก่อนจะพาร่างล่ำสันของตัวเองเข้าไปในโกดังร้าง
แสงจากดวงอาทิตย์ส่องผ่านเข้ามาตามบานหน้าต่างที่มีเศษกระจกแตกเกลื่อนกลาดเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้โกดังอับ ๆ แห่งนี้สว่างขึ้นมาบ้าง ไอ้อิฐเดินนำผมไปยังชายกลุ่มหนึ่งที่สวมเครื่องแบบแบบเดียวกันนั่นคือเสื้อช็อปสีเทาเข้มกับกางเกงขายาวสีดำ เจ้าพวกนั้นส่งยิ้มเย้ยหยันมาทักทายแก๊งของผม ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ดูท่าจะเป็นหัวโจกยังคงมีสีหน้าเรียบเฉยเมื่อเห็นว่าพวกเรามายืนตรงหน้า ดวงตาสีดำสนิทดูเย็นชา เขายกมือขึ้นลูบผมสั้นเกรียนของตัวเองพลางมองตรงมาที่เราก่อนจะเลื่อนสายตาลงไปที่พื้นปูนสกปรก ร่างเด็กหนุ่มตัวเล็กสวมแว่นตาที่ผมจำได้ว่าเป็นรุ่นน้องในชุดเครื่องแบบโรงเรียนของผมที่สกปรกจากรอยรองเท้าและรอยเลือดนอนแน่นิ่งอยู่ใต้ฝ่าเท้าของไอ้ระยำนั่น มันเงยหน้าขึ้นมามองพวกเราอีกครั้งพร้อมกับเลิกคิ้วขึ้นสูงอย่างท้าทายก่อนจะบดเท้าลงกับร่างเด็กหนุ่มร่วมสถาบันของผมคนนั้นให้เริ่มร้องโอดโอยขึ้นมาอีกครั้ง
“หมาหมู่หรือไงวะ !” ไอ้อิฐตะโกนถามมัน ไอ้เวรนั่นหยุดกึกเมื่อได้ยินแบบนั้น ริมฝีปากบางแสยะยิ้มมาที่ไอ้อิฐ แววตาเย็นชาจ้องเขม็งมาตรงหน้า
“เอาเลยมั้ยพี่ใหญ่” ลูกน้องมันร้องถามเมื่อได้ยินที่ไอ้อิฐพูด ไอ้ใหญ่ยังคงยืนแสยะยิ้มอยู่ตรงนั้น แล้วเริ่มออกแรงกระแทกเท้าลงไปบนร่างของเด็กนั่นอีกครั้งจนตัวงอ
“ไอ้เวรเอ๊ย !!” ผมว่าพลางวิ่งรี่เข้าไปตรงหน้ามันพร้อมกับเหนี่ยวหมัดเข้าไปเต็ม ๆ หน้าของไอ้ใหญ่จนมันเซถลาไป ไอ้อิฐพยุงร่างของรุ่นน้องพวกเราให้ออกไปให้พ้นทางก่อนจะเข้ามายืนข้างผม
“พวกเอ็งคิดยังไงวะ ถึงได้เข้ามาหาเรื่องพวกข้าถึงในถิ่น” ไอ้อิฐถาม
“ก็แค่อยากจะรู้ว่าไอ้พวกไม่มีน้ำยาอย่างแก๊งกะโหลกดำของเอ็งมันจะทำอะไรได้บ้างไงล่ะ” ไอ้ใหญ่ตอบกลับมาพร้อมกับเสียงหัวเราะของลูกน้อง มุมปากของมันมีเลือดซึมอยู่เล็กน้อยจากแรงหมัดของผม มันเดินรี่เข้ามาตรงหน้าผม ใกล้ถึงระยะประชิด ผมยังคงยืนนิ่งและจ้องตรงไปที่มันอย่างไม่เกรงกลัว ไอ้ใหญ่หัวเราะหึอย่างพอใจก่อนจะใช้สองนิ้วตบเบา ๆ ที่แก้มของผม
“สวยอย่างที่เขาว่ากันจริง ๆ” มันบอก และถ้านั่นเป็นคำตอบสุดท้ายของมัน มันก็ตอบผิดถนัด
ผมผลักมันออกก่อนจะถีบเข้าให้อีกทีจนร่างใหญ่ของมันกระเด็นไปชนกับกำแพงโกดังอย่างแรงก่อนจะทรุดลงกับพื้นสกปรก ไอ้อิฐกับลูกน้องคนอื่น ๆ ในแก๊งผมก็กำลังยำฝ่ายตรงข้ามกันอย่างเมามัน ไอ้ใหญ่ลุกพรวดขึ้นมาพร้อมกับกระโจนร่างเข้ามาหาผม เราคลุกฝุ่นกันอยู่สักพักใหญ่ ๆ ไม่รู้หมัดใครเป็นหมัดใคร ผมรู้สึกเจ็บระบมที่มุมปากและหางคิ้ว แต่ก็แน่ใจว่าไอ้เวรนั่นมันเจ็บหนักกว่าผมแน่
ผมลุกพรวดขึ้นมาได้แล้วดันร่างมันไปกระแทกกับกำแพงอีกครั้งอย่างแรงจนโกดังร้างสั่นคลอน ใบหน้าเหี้ยมโหดและเรียบเฉยของมันมีรอยฟกช้ำหลายจุด นัยน์ตาสีดำสนิทยังคงดูเหี้ยมโหดอย่างน่ากลัว ผมคว้าเอาเศษกระจกแตกจากหน้าต่างขึ้นมาได้ชิ้นหนึ่ง แล้วจ่อลงไปที่ใบหน้าของมัน
“พาลูกน้องเอ็งออกไปให้หมด ข้าไม่อยากให้มีใครเจ็บไปมากกว่านี้” ผมบอก แล้วก็ต้องแปลกใจที่เห็นไอ้ใหญ่แสยะยิ้มพร้อมกับหัวเราะออกมาอย่างไม่เกรงกลัว
“ทำได้แค่นี้หรือไงวะ ไอ้ลิ้งค์ นี่น่ะเหรอ ไอ้โหดที่เค้าร่ำลือกัน” มันถาม ผมกระชับมือข้างที่กดลงบนคอของมันให้แน่นขึ้น ปลายคมของเศษกระจกในมืออีกข้างของผมยังคงจ่ออยู่บนใบหน้าของมัน
“ออกไปซะ !” ผมบอกอีก และนั่นทำให้มันหัวเราะดังกว่าเดิม
“ไอ้กระจอก !” มันว่า พร้อมกับคว้าเอาเศษฝุ่นผงที่ขอบหน้าต่างแล้วปาใส่หน้าผม
ผมรู้สึกเหมือนได้ยินสติของตัวเองขาดผึงก่อนที่เสียงกรีดร้องของไอ้ใหญ่จะดังขึ้นมาเมื่อโดนคมของเศษกระจกในมือผม
“เอ็งจะไปได้หรือยังวะ !!” ผมถาม แต่ไม่มีเสียงตอบจากไอ้ใหญ่นอกจากเสียงกรีดร้องโหยหวนจากความเจ็บปวด
“เอ็งทำหน้าข้าเลอะ... หน้าเอ็งก็ต้องเลอะบ้าง !! แย่หน่อยนะที่ข้าไม่ชอบเล่นฝุ่น มันโสโครกว่ะ ส่วนที่คอนี่... ของแถมที่เอ็งมาทำซ่าไม่เข้าเรื่อง” ผมบอก แววตาที่เคยเฉยชาของผู้รุกรานดูตื่นตระหนกเมื่อมันมองตรงมาที่สีหน้าและแววตาเอาจริงของผม ก่อนที่อะไรจะแย่ไปกว่านั้น มือสองข้างของไอ้ใหญ่ก็ยกขึ้นช้า ๆ เป็นท่ายอมแพ้
“ไอ้ลิ้งค์ !! พอได้แล้ว !!” เสียงของไอ้อิฐดังขึ้นมาพร้อมกับแรงของฝ่ามือที่บีบเบา ๆ ลงบนบ่าทำให้ผมได้สติกลับคืนมาอีกครั้ง
“พอแล้ว ไอ้ลิ้งค์ เดี๋ยวจะยุ่งกันไปหมด” ไอ้อิฐพูดเบา ๆ ไอ้ใหญ่หายใจหอบถี่ ๆ เม็ดเหงื่อผุดออกมาตามใบหน้าปะปนไปกับเลือดแดงฉาน
ผมพยักหน้ารับเบา ๆ ก่อนจะปล่อยมือออกจากตัวมัน เลือดบนใบหน้าของชายหนุ่มยังคงไหลไม่หยุด มือใหญ่ของมันกุมไว้บนใบหน้า และยังคงร้องโอดโอยอย่างน่าสมเพช ผมกระชากคอเสื้อมันพร้อมกับออกแรงลากมันออกไปนอกโกดัง
“เอาพวกมันไปกองนอกถิ่นไป” ผมหันไปบอกลูกน้องที่พยักหน้ารับคำแล้วเริ่มลากไอ้พวกนั้นที่ตอนนี้ต่างนอนกองอยู่กับพื้นในสภาพสะบักสะบอม ผมเดินลากคอไอ้ใหญ่ออกไปนอกโกดัง ก่อนจะโยนมันไว้ข้างทางแล้วเตะซ้ำอีกรอบ
“อย่าให้ข้าเห็นหน้าพวกเอ็งอีก” ผมบอกเรียบ ๆ พลางยกมือขึ้นเสยผมที่ปรกลงมาบนใบหน้า แล้วเดินนำเพื่อน ๆ กลับเข้าไปในโกดังอีกครั้ง
เด็กหนุ่มรุ่นน้องขยับแว่นตาให้เข้าที่ ชุดนักเรียนยับเยินและสกปรกไปด้วยรอยฝุ่น รอยรองเท้า รวมไปถึงรอยเลือด ใบหน้าได้รูปมีรอยฟกช้ำหลายที่ และแผลแตกหลายจุด ผมสีดำตัดสั้นนั้นดูยุ่งเหยิง ไอ้อิฐยกมือขึ้นตบหัวเด็กนั่นเบา ๆ จนหัวทิ่มคะมำลงมาตรงหน้าผมที่นั่งอยู่บนกองไม้ในโกดังร้างที่เดิม ไหน ๆ ก็โดดออกมานอกโรงเรียนแล้ว ผมกับเพื่อน ๆ ก็คิดเหมือนกันว่า ไม่อยากจะกลับไปเรียนต่อให้มันเสียเวลาเดินทาง
“เอ้า ! ขอบคุณพี่ลิ้งค์เขาซะ เขาอุตส่าห์มาช่วยเอ็ง” ไอ้อิฐบอก เด็กนั่นเหลือบมองผมอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ก่อนจะยกมือไหว้อย่างนอบน้อม
“ขอบคุณครับพี่”
“แล้วไปทำอีท่าไหนให้มันลากมาตื้บได้เนี่ย” ผมถาม
“ก็เดินอยู่ดี ๆ ครับ มันก็ลากผมเข้ามาในนี้แล้วก็เริ่มรุมผม”
“หนังสือหนังหาไม่เรียนหรือไง มาเดินเตร่แถวนี้” ไอ้อิฐถาม พลางตบหัวรุ่นน้องอีกที เด็กหนุ่มขยับแว่นตาที่เกือบจะเลื่อนหลุดลงมาจากแรงกระแทกของฝ่ามือไอ้อิฐ ดวงตาสีดำสนิทเบื้องหลังกรอบแว่นดูจะรื้นขึ้นมาชอบกล เขาเบ้ปากเล็กน้อยพร้อมกับลูบศีรษะบริเวณที่โดนตบมา
“ผมกำลังจะไปโรงเรียน” เขาว่า
“พูดอะไรของเอ็งวะ” ผมถามอีก
“ก็ผมกำลังจะไปโรงเรียนตอนที่พวกมันลากผมมาตื้บน่ะ”
“ตั้งแต่เช้าน่ะนะ !! นี่เอ็งโดนอัดมาราธอนหรือไงวะเฮ้ย !!” ไอ้อิฐร้องถามอย่างตกใจ รุ่นน้องพยักหน้าเบา ๆ พลางเบ้ปากเหมือนกำลังจะร้องไห้
“จะร้องไห้ทำเหียกอะไรวะ !!” ผมถามพลางจิ้มแรง ๆ ไปที่หน้าผากของเด็กหนุ่มจนหงายหลังกลับไป เขามองหน้าผมอย่างหวาดหวั่นก่อนจะก้มหน้าลงไปมองพื้นอีกครั้ง ปากยังคงเบ้อยู่อย่างนั้นและดวงตายังคงรื้นน้ำ
“นี่ถ้าไม่มีคนมาเห็นแล้วมาบอกพวกข้า ป่านนี้เอ็งตายไปแล้วมั้ยเนี่ย” ไอ้อิฐว่า พลางตบศีรษะรุ่นน้องไปอีกทีจนหน้าคะมำมาที่เดิม
“มานั่งนี่ดิ๊” ผมเรียก พลางขยับตัวให้เกิดที่ว่างข้าง ๆ ตัวพอให้ไอ้รุ่นน้องนี่นั่งได้
เขาสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำเอ่ยชวนของผม ไอ้อิฐดันหลังเจ้ารุ่นน้องเบา ๆ ให้ก้าวเข้ามาใกล้ ๆ เด็กหนุ่มมองผมหวาด ๆ แต่ก็ยอมนั่งลงได้ในที่สุด ผมยกมือขึ้นโอบไหล่รุ่นน้องเบา ๆ พร้อมกับตบกะโหลกมันเบา ๆ ไปด้วย
“ไอ้พวกหาเรื่องคนไม่มีทางสู้เนี่ย มันน่าจับเชือด ว่างั้นมั้ย แหม... เมื่อกี๊น่าจะเชือดคอมันให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยนะ” ผมชวนคุย ดวงตาของเขาเบิกกว้างอย่างตกใจพร้อมกับตัวสั่นน้อย ๆ เมื่อได้ยินอย่างนั้น
“ชื่ออะไร เราน่ะ” ผมถามอีก คิดว่าควรจะคุยอะไรที่มันดูเบาสมองมากกว่านี้ก่อนที่เจ้าเด็กนี่จะหัวใจวายตาย
“ชื่อเนครับ” เขาตอบ
“ม.4 ใช่มั้ย” ผมถาม เด็กหนุ่มพยักหน้าน้อย ๆ
“ครับ”
“เออ ไปได้ละ” ผมว่า พลางตบกะโหลกเนไปเบา ๆ อีกทีแล้วดันหลังให้เขาลุกขึ้นเมื่อเห็นว่าเขาเริ่มหายกลัวแล้ว เด็กหนุ่มมองผมด้วยสายตาหงุดหงิดพลางยกมือขึ้นลูบศีรษะตัวเองแต่ก็ยอมลุกไปโดยดี
“โห... เย็นขนาดนี้แล้ว” เนร้องเมื่อเขามองดูนาฬิกาข้อมือของตัวเอง “ผมต้องกลับบ้านแล้ว”
“เออ ไปเหอะ เดินดี ๆ นะโว้ย เดี๋ยวเจอใครลากไปตื้บอีก คราวนี้ข้าไม่ไปช่วยแล้วนะ” ผมว่า เนยิ้มน้อย ๆ ให้คำพูดของผมก่อนจะยกมือไหว้ผมกับเพื่อน ๆ อย่างนอบน้อมแล้วหายออกไปจากโกดัง
“เป็นห่วงเด็กนั่นก็ตามไปดูสิ” ไอ้อิฐโพล่งขึ้นมาเมื่อเห็นสีหน้าครุ่นคิดของผมขณะที่ผมมองตามเจ้าเนออกไปนอกโกดัง
“เปล่าโว้ย ข้าไม่ได้เป็นห่วงมันหรอก แค่คิดว่าข้าคุ้นหน้าไอ้เด็กนี่จัง เหมือนเคยเจอที่ไหน” ผมว่า
“ก็คงในโรงเรียนนั่นแหละ” ไอ้อิฐบอกพร้อมกับทิ้งตัวลงนั่งข้าง ๆ ผม ใบหน้าคมเข้มของมันก็มีแผลฟกช้ำอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน มันใช้มือจับหน้าผมให้หันมาหามันก่อนจะมองดูแผลบนใบหน้าของผมอย่างหนักใจ
“เอ็งโดนอาแซนดี้เฉ่งแน่ ไอ้ลิ้งค์เอ๊ย” มันว่า เมื่อเห็นแผลแตกที่หางคิ้ว และรอยช้ำนิดหน่อยบนใบหน้า ที่หนักหน่อยคงเป็นที่ท้องของผมนี่ล่ะ เจอชกเข้าไปเต็ม ๆ ยังจุกไม่หาย แต่ก็อย่างว่า ผมคงไม่ต้องไปใส่เสื้อโชว์สะดือให้กรรมการดูใช่มั้ย
“เซ็งว่ะ ไปหาอะไรอร่อย ๆ กินกันดีกว่า” ไอ้อิฐชวน
“ไม่ไปว่ะ ข้าไม่มีเงิน” ผมบอกปัดขึ้นมา ทำเอาเสียงเฮของลูกน้องร่วมสิบคนของผมเงียบสนิท
“แหมเว้ย ! เพื่อนกันป่ะเนี่ย เดี๋ยวข้าออกให้ก่อนก็ได้” ไอ้อิฐบอก ก่อนจะพูดเบา ๆ ให้เราได้ยินกันแค่สองคน
“เอ็งได้ตำแหน่งแล้วค่อยใช้เงินคืนข้าละกัน”
หลังจากนั้น เพื่อน ๆ ในแก๊งผมก็แตกฮือเพื่อหลบร่างไอ้อิฐที่โดนถีบลงไปกองกับพื้น
-------- ติดตามเรื่องราวตอนต่อไปได้ในรูปแบบรูปเล่ม "My Ladyboy รักนี้แมนเกินร้อย" ค่ะ
|
คอมเมนต์