| ตัวอย่างเนื้อเรื่อง : มนต์พฤกษา มายาแห่งรัก |
|
บทนำ เมฆดำเคลื่อนบดบังดวงอาทิตย์ ท้องฟ้าที่เคยสว่างพลันมืดมิดลง สายลมแรงพัดผ่านให้ปอยผมที่มีสีเทาแซมปลิวยุ่งเหยิง ร่างกำยำทว่ากำลังร่วงโรยไปตามสังขารโซเซท่ามกลางฝุ่นควันที่พัดวนจนจับทิศทางไม่ถูก ทั้งยังต้องหลบหลีกกิ่งไม้ที่หักร่วงลงมาอย่างยากลำบาก แต่ด้วยความชำนาญในเส้นทาง ชายชรากระชับย่ามและแล่งธนูให้แน่นเข้า มือหยาบกร้านเอื้อมหยิบคันธนูที่หลุดมือไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ขึ้นมา เดินหน้าฝ่าพายุต่อไปเพราะรู้ดีว่าหากหยุดเดินเมื่อใด นั่นหมายถึงชีวิต ! ยังไม่ทันที่จะก้าวพ้นจากเขตแดนพายุ น้ำฟ้าก็พร่างพรมลงมา สายเกินกว่าจะหนีจากความหายนะนี้ได้ ไม่รู้ตัวเลยว่าสิ่งที่คิดว่าคุ้นชินนั้น ได้แปรเปลี่ยนไปเมื่อพายุฝนสาดเทลงมา สรรพชีวิตในป่ากลับเริงร่าเมื่อฝนแรกแห่งปีมาถึง ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจนสังเกตไม่ทัน ในสายฝนกระหน่ำนั้น พรานผู้ชำนาญกลับหลงทางได้โดยง่าย ยิ่งก้าวเดินยิ่งไม่เห็นทางออก ในที่สุดขาทั้งสองก็สั่นระริกสิ้นแรงจะพาร่างกายอ่อนล้าไปต่อ ชายชราหยุดพิงต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งแล้วสบถออกมาเพื่อระงับความกลัวที่อยู่ภายในใจ พายุแรกแห่งปี พายุแห่งพงไพร พายุที่คร่าทุกชีวิต ! ใช่ว่าไม่คาดการณ์มาก่อน กระทั่งชาวบ้านธรรมดาต่างก็รู้ว่า ขึ้นต้นปีจงระวังฝนแรกแห่งปี ฝนที่จะรุนแรงยิ่งขึ้นในป่าวียาทรา แต่นายพรานมีภาระให้ต้องแบกรับมากเหลือเกิน ลูกทั้งสามกับภรรยาที่ป่วยหนัก ทุกชีวิตต้องเลี้ยงปากเลี้ยงท้องด้วยน้ำพักน้ำแรงของเขาทั้งสิ้น พรานชราจึงอดใจออกล่าสัตว์ป่าที่หลบซ่อนตัวอยู่มากมายตามถ้ำผาให้ถูกล่าได้ง่าย ๆ เหล่านั้นไม่ได้ พลัน ! สายตาก็เห็นภาพที่น่าประหลาดใจที่สุด มีมนุษย์อยู่ตรงหน้าเขามากมาย ใบไม้และกิ่งไม้ที่พันอยู่รอบตัวพวกเขาทำให้พวกนั้นดูกลมกลืนกับดงไม้ที่โผล่ออกมา คนเหล่านั้นยิ้มพลางทำปากขมุบขมิบเหมือนทักทายกัน แต่ชายชราไม่ได้ยิน หูของเขาอื้อพอ ๆ กับสายตาที่พร่ามัว ความเหนื่อยอ่อนหรือความสิ้นหวังกันแน่ทำให้ตาฝาดได้ขนาดนี้ จะมีคนมากมายอยู่ในวียาทราได้อย่างไร ในเมื่อฝนแรกแห่งปีกำลังสำแดงฤทธิ์เดช ทว่าสายตาก็ยังเห็นภาพ คนกลุ่มนั้นเริ่มร้องเพลงที่ฟังไม่ถนัด เหมือนไม่ใช่ภาษาที่เขารู้จัก ร่างในชุดต้นไม้เต้นรำอย่างเริงร่าสนุกสนาน กิ่งไม้ใบไม้วูบไหวไปตามท่วงทำนอง พวกนั้นไม่เห็นชายชรา ไม่ได้สนใจสิ่งต่าง ๆ รอบตัวเลยด้วยซ้ำไป มีบางอย่างเกิดขึ้นตรงหน้า กลุ่มคนพากันแยกออกจากกันเป็นวงและนั่งลงอย่างเป็นระเบียบ เสียงร้องเพลงสงบลงและคล้ายกับว่าพายุนั้นก็สงบลงด้วย แต่ไม่ได้เป็นเช่นนั้น ทันทีที่หญิงสาวนางหนึ่งก้าวออกมากลางวง ฝนก็กลับเทกระหน่ำรุนแรงยิ่งกว่าเดิม นางร่ายรำด้วยท่วงท่าที่สง่างามจนเคลิบเคลิ้ม ร่างบอบบางในอาภรณ์ที่ทำจากเถาวัลย์สีน้ำตาลอ่อนพันรัดร่างกายตั้งแต่ต้นคอแต่ก็ยังเผยให้เห็นไหล่กลมกลึงและเรียวขางามภายใต้กระโปรงเถาวัลย์สั้นเพียงเข่า ช่วงนาทีนั้นทำให้ชายชราหวนคิดถึงผู้เป็นลุงที่จากไปเมื่อนานมาแล้ว ตอนยังเด็ก ลุงของเขาซึ่งเป็นนายพรานเช่นเดียวกันได้เล่าเรื่องราวที่เป็นดั่งนิทานให้ฟัง ลุงเล่าว่าเคยติดอยู่ในวียาทราท่ามกลางพายุฝนแรกแห่งปี ได้พบเห็นการร่ายรำของเหล่าชาวป่า นายไม้และนางไม้ต่างมาชุมนุมกันโดยไม่หวั่นเกรงสายฝนกระหน่ำรุนแรง นั่นเป็นครั้งแรกที่ลุงได้พบเห็นพวกเขาเหล่านั้น ในครั้งต่อ ๆ มา ลุงแอบมาดูอีก จนครั้งหลังสุดลุงก็หายไปในพายุฝนแรกของปีหนึ่ง ไม่อยากจะเชื่อว่าเรื่องเล่านั้นจะเป็นเรื่องจริง เรื่องเล่าที่กำลังเกิดขึ้นต่อหน้าของเขาเอง ไม่เพียงเท่านี้ ลุงยังบอกอีกว่า ชาวป่าพวกนี้หยิ่งผยองเกินกว่าจะเชื่อว่ามนุษย์คนใดที่ย่างกรายเข้ามาแล้วรอดพ้นจากพายุไปได้ ใช่แล้ว สิ่งที่ทำให้ลุงรอดพ้นเงื้อมมือของห่าฝนและสายลมที่กราดเกรี้ยว คือ ใบมายันฮา ‘...พกติดตัวไว้เสมอหลานรัก มันจะนำโชคมาให้เจ้า จำไว้ว่าป่าไว้ใจไม่ได้พอ ๆ กับลมฟ้าอากาศ ที่นั่นมีบางสิ่งบางอย่างซุกซ่อนอยู่ และหากภยันตรายร้ายในป่า อำนาจของใบมายันฮาจะช่วยเจ้าได้...’ ชายชราดึงถุงผ้าเก่า ๆ ออกมาจากย่าม ใครจะไปคิดว่าใบไม้เล็ก ๆ ในถุงผ้าที่พกติดตัวดั่งเครื่องรางเวลาเข้าป่าเสมอเพราะมันไม่เคยเหี่ยวเฉาเช่นใบไม้อื่นจะมีค่าขึ้นมาเมื่อความหวังริบหรี่ แต่จะใช้มันเอาตัวรอดได้อย่างไร มันจะช่วยพาเขาออกจากป่าได้อย่างไร ในขณะที่กำลังสับสน ดวงหน้างามก็หยุดอยู่ที่ใบหน้าของเขา แววประหลาดใจผุดขึ้นในเนตรส่องประกายดุจอำพันคู่นั้น การร่ายรำหยุดชะงัก พร้อมกับที่ใบหน้าของชาวป่าอีกมากมายพุ่งความมุ่งร้ายอย่างเปิดเผย ลุงของเขาอาจเคยเจอแบบนี้ ถูกจับได้ และไม่ได้กลับไปอีก สัญชาตญาณบอกให้หนี แต่สังขารกลับปฏิเสธ พรานชราทำอะไรไม่ได้นอกจากนอนมองชายฉกรรจ์คนหนึ่งพร้อมกับดาบน้ำแข็งที่ก่อขึ้นกลางอากาศระหว่างที่มุ่งตรงมา นายพรานตัวสั่นด้วยความกลัวตาย เขากำถุงใบมายันฮาไว้แน่น ทว่าช่วงวินาทีแห่งคมหอกคมดาบ หญิงสาวที่ร่ายรำอยู่กลางลานกลับพุ่งเข้ามาขวางเอาไว้ “ถอยออกไป ณิชารีย์” ชายหนุ่มที่ถือดาบขึ้นเสียงแข็ง ส่งสายตามุ่งร้ายมาที่นายพราน “ไม่ถอย เขาจำเป็นต้องตายหรือ” ผู้ถูกเรียกว่าณิชารีย์ถาม นางแสดงอาการไม่เข้าใจ “จำเป็น มนุษย์ไว้ใจไม่ได้ เจ้าต้องเข้าใจ เราทำเช่นนี้มานานแล้ว มันทำให้เผ่าพันธุ์ของเราอยู่รอดมาได้” “จิรัชย์...” จิรัชย์ผลักหญิงสาวออกไป จากนั้นก็ชักแขนไปด้านหลังเตรียมแทงมาที่ชายชรา นายพรานงุนงงได้ไม่นานก็พบกับหายนะที่แท้จริง สองแขนที่อ่อนล้ายกขึ้นป้องกันตนเองอย่างหมดทางสู้ พอดีกับที่ถุงใบมายันฮาร่วงหล่นออกจากมือ ปากถุงเปิดออก และใบมายันฮาสองสามใบกระเด็นออกมา ความเงียบงันนานหลายอึดใจ ชายชรายังคงสั่นสะท้าน แต่ความแปลกใจทำให้เขาลืมตาขึ้น และพบว่ารอดมาได้อีกครั้ง พร้อมกับที่ชาวป่าทั้งหลายที่พากันนิ่งเงียบอย่างประหลาด ไม่นานเขาก็สังเกตเห็นสาเหตุของความเงียบทั้งหมด ใบมายันฮา...เขารีบดิ่งเข้าไปคว้าถุงผ้าและหยิบใบมายันฮาสองสามใบนั้นขึ้นมาชู นายไม้และนางไม้ต่างพากันผงะถอยหนี เวลานั้น นายพรานตระหนักถึงอำนาจที่ตนมี อะไรบางอย่างเกี่ยวกับใบมายันฮาที่ทำให้ชาวป่าพวกนี้กลัว ...และเขาจะออกจากป่าแห่งนี้ได้ เมื่อมีความหวัง เรี่ยวแรงที่เหลือเพียงน้อยนิดก็ถูกเรียกมาใช้ได้อย่างเต็มเปี่ยม ชายชราไปที่ย่าม เก็บข้าวของที่ร่วงหล่นและคันธนู ก่อนจะขยับปากซีด ๆ เป็นการสั่ง “ถอยไป ! บอกมาด้วยว่าทางออกคือทางไหน” ดาบน้ำแข็งแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ พร้อมกับที่เจ้าของเดินตรงมาด้วยสายตาที่ไม่ได้ลดราความมาดร้ายลงเลย “เชิญท่านไปได้...ทางนั้น” ชายชรามองตามมือของจิรัชย์ไป เขาสาบานได้ว่าเห็นต้นไม้ขยับเปิดให้เห็นทางเดินกว้างที่นายพรานไม่เคยเห็นมาก่อน ป่าแห่งนี้...มีชีวิต ! ความกลัวกระหน่ำซ้ำในจิตใจ พอจะเดาได้ว่าชาวป่ากลัวใบมายันฮา พวกนั้นจะไม่มีทางทำร้ายเขาแน่ แต่ถ้าเกิดพลาดพลั้งขึ้นมา ระหว่างการเดินทางหากมีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้น ชายชรากลับไปที่ย่ามแล้วหยิบเชือกออกมาหนึ่งเส้น ไม่อยากทำอย่างนี้ แต่เมื่อใดที่เขาพลาดและใบมายันฮาปกป้องเขาไม่ได้ จะไม่มีอะไรรับประกันชีวิตของเขาได้อีก ดังนั้นเขาจึงสาวเท้าเข้าไปหานางไม้เจ้าของอาภรณ์สีน้ำตาลคนนั้น นางดูไม่เป็นพิษเป็นภัยเท่าชาวป่าคนอื่น ๆ เจ้าของประกายอำพันเดินมาเกาะชายหนุ่มไว้แน่น นางเหลือบมองชายชราด้วยสายตาหวาดกลัวและหยามหมิ่นอยู่ในที จิรัชย์อยากจะพาหญิงสาววิ่งหนีไปแต่ก็ทำไม่ได้ หากเพียงนายพรานเก็บใบมายันฮาลงถุงผ้าพิเศษที่ไม่เคยเห็นค่ามาก่อนใบนั้น พลังของใบมายันฮาจะทำอะไรพวกเขาไม่ได้อีก แต่ตอนนี้ใบมายันฮากำลังมีอิทธิพลเหนือเขาและชาวป่าทุกคน ใบไม้ที่เชื่อกันว่าสาบสูญไปนานแล้ว แต่ก็ยังอยู่บ่อนทำลายเผ่าพันธุ์เขาเรื่อยไป เหมือนดั่งสมบัติหายนะที่จะมีผู้สืบทอดเสมอด้วยความโลภโมโทสัน “พวกเจ้าอยู่เฉย ๆ ข้าต้องการเพียงความมั่นใจว่าจะปลอดภัยจนกว่าจะถึงบ้าน แล้วข้าจะปล่อยนางกลับมา” นายพรานบอกพร้อมกับลูบใบมายันฮาไปบนเส้นเชือกก่อนใช้พันข้อมือหญิงสาวเอาไว้อย่างแน่นหนาจนน้ำตาใส ๆ ไหลรินจากดวงตา หากมีสิ่งใดที่จิรัชย์เคยทำได้ บัดนี้เขาทำอะไรไม่ได้เลยเมื่อชายผู้มีใบมายันฮาสั่งให้เขานิ่งเฉยกับกิริยาหยาบคายนั้น ไม่มีใครขยับ แต่แววโกรธเคืองและหวาดหวั่นปนกันอยู่ในดวงตาของชาวป่าทุกคน เมื่อนายพรานกระชากเชือก ชาวป่าที่เหลือก็ได้แต่ยืนนิ่ง มองหญิงสาวถูกลากออกไปทั้งน้ำตา พร้อมกับตะวันที่โผล่ออกมาจากขอบฟ้า และพายุฝนแรกแห่งปีสิ้นสุดลง บทที่ 1 โอสถของมหาปราชญ์ “เป็นอย่างนี้มานานหรือยัง” หญิงสาวผู้อยู่ในอาภรณ์สีชมพูฟูฟ่องถามขึ้น “ไม่เสวยพระกระยาหาร เสวยแต่น้ำจัณฑ์มาสามวันสามคืนแล้วพ่ะย่ะค่ะ พระชายา” องครักษ์เฝ้าหน้าประตูผู้ที่อยู่ในที่ประทับตลอดเวลาตอบ ผู้ถูกเรียกว่าพระชายาทอดมองชายหนุ่มที่อยู่ในห้องนั้น ประกายความเป็นห่วงเป็นใยแสดงออกอย่างเปิดเผยผ่านดวงเนตรสีน้ำเงินเข้ม หากนั่นก็เป็นเพียงสิ่งเดียวที่นางจะทำเพื่อเขาได้ ลำคอระหงเชิดสูง สีหน้าเรียบเฉยไม่ได้แสดงสิ่งใดให้นางกำนัลที่พระสวามีให้ติดตามนางตลอดเวลาบังเกิดความระแวง สามวันแห่งความทุกข์ทรมานแสนสาหัสของเขาไม่ได้ต่างไปจากนางเลยแม้แต่นิดเดียว แต่จะทำอย่างไรเล่า ในเมื่อหนทางที่ให้เลือกเดินนอกจากเส้นทางนี้ก็คือการยอมรับความตายอย่างอดสูเพียงเท่านั้น หัวใจเรียกร้องให้เดินเข้าไปหาบุรุษที่อยู่ด้านในห้อง ปลอบเขา โอบกอดเขา มอบความอบอุ่นจากใจของนางส่งผ่านร่างกายไปถึงเขา แต่รู้...บิดาของนางตอกย้ำพร่ำเตือนอยู่ตลอดเวลาว่าการไม่หักห้ามใจตนเองจะนำพาเรื่องยุ่งยากมาได้มากแค่ไหน ในเมื่อตอนนี้นางเลือกแล้ว ในเมื่อนางได้ละทิ้งโอกาสหนึ่งเดียวไปเสียแล้ว ก็จำเป็นที่ต้องฝืนเดินบนเส้นทางที่เลือกไปให้ตลอด ผู้มีศักดิ์ต่ำกว่าแม้จะก้มหน้าอยู่ก็อดไม่ได้ที่จะลอบมองพระชายา พระเนตรสั่นคลอนเอ่อไปด้วยน้ำตา หากแต่พระพักตร์แน่นิ่งไม่หวั่นไหว สุดท้ายก็ทรงหันหลังกลับ ไม่นานก็แลเห็นเพียงเบื้องหลังของผู้เสด็จจากไป องครักษ์ผู้ภักดีได้แต่มองดูนายเหนือหัวอย่างสังเวช ชายหนุ่มรูปงามเป็นที่หมายปองของหญิงทั่วทั้งแผ่นดิน บัดนี้กลับนอนจมคนโทน้ำจัณฑ์ พระพักตร์สีเข้มซีดเซียว พระเนตรสีนิลที่เคยเป็นประกายเจิดจ้ากลับมัวหมอง พระเกศายาวประกายดำเมื่อมถูกบั่นด้วยอารมณ์ชั่ววูบของเจ้าตัวจนสั้นเกรียนไม่เป็นระเบียบ หากเขาไม่ใช่เพียงองครักษ์ หากมีอำนาจเพียงพอที่องค์ชายจะเชื่อถือ เขาจะห้ามไม่ให้พระองค์ทำร้ายตนเองเช่นนี้ ผู้ที่นั่งอยู่เบื้องหลังโต๊ะทรงอักษรที่บัดนี้ทั้งโทรมและรกคว้าคนโทขึ้นมาคว่ำลง ไม่มีสิ่งใดไหลออกมานอกจากน้ำจัณฑ์เพียงหยดเดียว เจ้าตัวเอานิ้วแตะไปที่ปากคนโทที่ว่างเปล่า คิ้วขมวดเข้าหากันอย่างไม่พอใจ “การัณย์ !” ผู้ถูกเรียกกะพริบตาดึงสติกลับมาด้วยว่ากำลังคิดอะไรเพลิน ๆ องครักษ์ก้าวเข้ามาในห้องตามคำบัญชา แล้วนิ่งรอคำสั่ง “ไปเอามาเพิ่ม...” ตรัสบอกแล้วเจ้าตัวก็ขว้างคนโทในเก่าไปที่มุมห้องกระทบกับพื้นเสียงดัง “องค์ชาย กระหม่อม...” “ไปเอาน้ำจัณฑ์มาเพิ่ม !” ผู้ถูกเรียกว่าองค์ชายขึ้นเสียง การัณย์อึกอักด้วยว่าใจหนึ่งก็ไม่อยากขัดคำสั่ง แต่อีกใจหนึ่งนั้นเต็มไปด้วยความเป็นห่วงองค์ชายที่เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก แม้เขาจะอายุมากกว่าหลายปีก็ไม่บังอาจกล้าเสนอแนะผู้เป็นนาย หากสามารถแลกความทรุดโทรมของพระวรกายองค์ชายกับตนเองได้ เขาจะไม่รีรอแม้แต่น้อย แต่ความเจ็บป่วยขององค์ชายเกิดมาจากจิตใจมิใช่ร่างกาย ให้ยาดีแค่ไหนก็รักษาไม่หาย แม้ความเปลี่ยนแปลงจะแผ่วเบา แต่องครักษ์หนุ่มก็หันขวับไปทางประตูทันที ชายชราในอาภรณ์ชั้นสูงปรากฏกายขึ้นอย่างเงียบเชียบ ไร้แววไม่พอใจในดวงตาสีเทาจางคู่นั้น มีแต่ความชื่นชมที่แสดงออกมาทางใบหน้าของปราชญ์ชวิศ ปราชญ์สามแผ่นดิน เสาหลักแห่งอัคคัญญ์ “ท่านมหาปราชญ์” การัณย์ทำความเคารพ เวลานี้เขาเป็นเพียงองครักษ์และต้องทำความเคารพที่ปรึกษาราชการแผ่นดินหรือผู้ที่อีกนัยหนึ่งมีศักดิ์เป็นบิดาบุญธรรมของเขาด้วยเช่นกัน ปราชญ์ชวิศพยักหน้ารับเล็กน้อย การัณย์ค้อมกายลงอีกครั้งเพื่อทำความเคารพแล้วก้าวออกมา ไม่ใช่เพียงเพราะท่านมหาปราชญ์ต้องการคุยกับองค์ชายตามลำพัง แต่เพราะรู้ดีว่าผู้มีศักดิ์เป็นบิดาของเขาก็ทนเห็นองค์ชายอยู่ในสภาพเช่นนี้ต่อไปอีกไม่ได้เช่นกัน ชายชรามองตามบุตรชายจนประตูที่ประทับปิดสนิทจึงหันกลับมาพินิจบุรุษหนุ่มที่สิ้นสภาพอยู่ตรงหน้า ริมฝีปากแห้งย่นแสยะยิ้มอ่านยาก “องค์ชายปาณัสม์” ผู้ถูกเรียกเสยพระเกศาตามความเคยชิน แม้ว่าบัดนี้มันจะสั้นจนไม่ปิดพระพักตร์อย่างที่เคย องค์ชายหนุ่มเงยพระพักตร์ขึ้นมองผู้มาเยือนแล้วอึ้งไปพักหนึ่งก่อนสรวลออกมา “ไง ท่านมหาปราชญ์” ปราชญ์ชวิศมองอาการนั้นอย่างคนเคยผ่านโลกมาก่อน องค์ชายยังหนุ่มแน่น รักแรกในวัยหนุ่มรุนแรงมากแค่ไหน ทำไมคนที่ผ่านโลกมามากเช่นเขาจะไม่รู้ ทำไมจะมองไม่ออกว่าความผิดหวังในความรักที่ทำร้ายองค์ชายอยู่นี้มีกลิ่นของศักดิ์ศรีและความรู้สึกเสียหน้าเสียเชิงปนอยู่ด้วย นี่เอง...หนทางสายเล็ก ๆ ที่จะนำองค์ชายกลับมา “กระหม่อมนำพระโอสถชั้นดีมาถวายพ่ะย่ะค่ะ” “โอสถใดเล่า จะรักษาโรคของเราได้” องค์ชายตรัสตามจริง โอสถทั้งหลายจะทำให้นางกลับมาเป็นของเขาหรือ จะทำให้องค์กษัตริย์เลื่อนงานสถาปนาออกไปได้หรือ โอสถใดทำเช่นนั้นได้ เขาก็ยินดีที่จะพยายามเพื่อให้ได้มันมา “มิได้นำมารักษาหรอกพ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่กระหม่อมต้องการให้พระองค์ทรงทดลองดูเล่นก็เท่านั้น” ใบหน้าของมหาปราชญ์เต็มไปด้วยรอยยิ้มพราย องค์ชายเลิกพระขนงอย่างไม่เข้าพระทัย ก่อนตรัสถาม “ท่านเห็นเราเป็นตัวทดลองยาหรือ” หากแต่ปราชญ์ชวิศไม่ตอบประการใด เขาเอี้ยวตัวควานหาสิ่งที่ซุกมากับอาภรณ์หลายชั้นของขุนนางชั้นสูง สิ่งนั้นต้องกับแสงส่งประกายแวบจนผู้ที่ประทับหลังโต๊ะทรงอักษรต้องบ่ายหน้าหนี “อะไรกัน” “โอสถพ่ะย่ะค่ะ” “ท่านเล่นตลกอะไร” ทีแรกตั้งพระทัยจะลองดูว่าสิ่งที่ปราชญ์ชวิศอุตสาหะนำมาแล้วอ้างว่าเป็นโอสถนั้นคือสิ่งใด แต่สิ่งที่มหาปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ถืออยู่เป็นเพียงกระจกเงาบานเล็ก ๆ บานหนึ่งเท่านั้น อารมณ์พาลโกรธจึงแสดงออกผ่านน้ำเสียงห้าวทุ้ม “มิได้จะเล่นตลก กระหม่อมจะสาธิตการใช้ให้พระองค์ทอดพระเนตร” ว่าแล้วปราชญ์ชราก็ก้าวไปชูกระจกต่อพระพักตร์ขององค์ชายที่ยังคงงุนงง “ทอดพระเนตรสิพ่ะย่ะค่ะ กระจกเงาสะท้อนสิ่งใดอยู่หรือ” “เงาของข้า...” ตรัสได้แค่นั้นก็นิ่งไป ปราชญ์ชวิศรู้ดีว่าสิ่งที่ทรงทอดพระเนตรเห็นนั้นคือสิ่งที่เขาอยากให้เห็น “ซึ่งไม่ต่างจากขี้เมาข้างถนนเลยใช่ไหม” แววไม่พอใจฉายชัดในพระเนตรสีดำสนิท แต่ก็ไม่ได้ตรัสสิ่งใดแก้ข้อกล่าวหานั้น กลับกลายเป็นปราชญ์ชราที่ชี้ให้องค์ชายเห็นบางอย่างที่ตรงกับพระทัยยิ่งนัก “ต่างจากนอกกระจกนะพ่ะย่ะค่ะ ตัวจริงของพระองค์ที่กระหม่อมเห็นคือชายหนุ่มรูปงาม องค์ชายที่เก่งกล้าสามารถ และทรงภูมิรู้ปรีชายิ่งกว่าผู้ใดในแผ่นดิน” ผู้อ่อนวัยกว่าแสยะยิ้มที่มุมปากคล้ายยิ้มเยาะตนเอง “องค์ชาย กระหม่อมรับใช้กษัตริย์อัคคัญญ์มานานนับแต่พระอัยกา พระบิดา จนถึงพระเชษฐา หากทรงเห็นแก่คนแก่คนหนึ่งก็โปรดรับฟังกระหม่อมบ้าง” องค์ชายปาณัสม์นิ่งเงียบ ชายชราจึงทึกทักเอาว่าทรงอนุญาตให้เขาพูดต่อ “อันนารีมีมากเหมือนฝูงลิง จะจีบทิ้งจีบขว้างก็ยังได้...” ผู้อ่อนวัยกว่าผุดลุกขึ้นกะทันหัน มือไขว่คว้าหาดาบที่มักอยู่ข้างกายเสมอ แต่เมื่อไม่พบ อารมณ์โกรธก็เร่งให้ใช้พระกรแข็งแกร่งกดไปที่คอของชายชราแทน “แปลกใจหรือพ่ะย่ะค่ะ ที่คนแก่อย่างกระหม่อมรู้จักบทกลอนพวกนี้” แทนที่จะกลัวลนลาน ปราชญ์ชรากลับปล่อยให้พระหัตถ์ขององค์ชายจ่ออยู่ที่คอของตนเองโดยไม่สะทกสะท้าน “อายุไม่ได้ทำให้ท่านรู้เลยหรือไงว่าอะไรควรพูด อะไรไม่ควรพูด” องค์ชายตรัสถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เพียงแต่สีพระพักตร์เหี้ยมเกรียม ปราชญ์ชวิศไม่ได้สนใจถ้อยดำรัสนั้น “บางทีกระหม่อมก็ศึกษาความเป็นไปในปัจจุบัน บางครั้งก็แอบได้ยินการัณย์พูดด้วยความคึกคะนองบ้าง เสียดายนักที่บทกลอนเหล่านี้ไม่ได้มีมาแต่ยุคของกระหม่อม” พระเนตรขององค์ชายอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด ปราชญ์ชวิศอย่างไรก็คือปราชญ์ชวิศ ผู้ที่รู้จักเขามากพอหรืออาจจะมากเกินไปด้วยซ้ำ พระกรเคลื่อนจากคอของชายชราทิ้งลงที่ข้างลำตัว นิ่งไปชั่วอึดใจ ก่อนเงยพระพักตร์ขึ้นสบเนตรกับมหาปราชญ์ “โอ้นารีให้ปักจิตพิสมัย แม้หญิงใดทั่วหล้าก็หาเหมือน จะปองใจปองรักไม่สร่างเลือน...” “แม้นเจ้าเอื้อน เอ่ยคำ ให้จำจร...” พระเนตรที่เคยอ่อนลงก็กลับกร้าวขึ้นอีก “ท่านไม่มีสิทธิ์มาต่อกลอนข้า” “กระหม่อมไม่มีสิทธิ์ตักเตือนพระองค์หรือ” แววตาของชายชราแสดงความห่วงใยลึกซึ้ง ตามศักดิ์ ชายชราร่างบางคนนี้แม้จะเป็นขุนนางผู้ใหญ่ที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน แต่ก็ห่างชั้นกับผู้มีศักดิ์เป็นองค์ชายมากนัก ทว่าความจริงแล้ว ความผูกพันของทั้งคู่ไม่ใช่เพียงองค์ชายกับมหาปราชญ์ ในส่วนลึกของพระทัย องค์ชายปาณัสม์นับถือปราชญ์ชวิศเหมือนญาติผู้ใหญ่ ชีวิตในฐานะผู้ปกครองทำให้ต้องสูญเสียผู้เป็นที่รักไปเสมอ จนบัดนี้ไม่เหลือใครอีกเลย มีเพียงชายชราที่เรียกตัวเองว่าปราชญ์ที่คอยเล่าเรื่องราวเกียรติประวัติอันน่าภาคภูมิของพระอัยกาและพระราชบิดา ผู้ที่วาดรูปพระมารดายามแย้มยิ้มให้ทรงหายคิดถึงในยามที่องค์ชายน้อยอ้างว้างว้าเหว่เหลือเกิน ในยามที่องค์กษัตริย์ต้องออกว่าราชการจนไม่มีเวลาสนใจพระอนุชาที่เติบโตขึ้นมาอย่างโดดเดี่ยว ไม่ใช่แค่ตักเตือนหรอก หากแต่ปราชญ์ท่านนี้เป็นทั้งครูที่คอยสั่งสอนพระองค์ตลอดมาด้วย ถึงอย่างนั้น หลายปีที่ปราชญ์ชวิศต้องติดตามองค์กษัตริย์จนห่างเหินกันไป ไม่คิดว่า ‘พระอาจารย์’ จะมีเวลากลับมาอบรมพระองค์อีก “เพลิงพิโรธเพลิงแค้น กล้ำกราย เพลิงฆ่าเพลิงทำลาย จิตไห้ เพลิงเสน่ห์เพลิงรักร้าย หนักกว่า เพลิงจักพามอดไหม้ ทั่วทั้งแผ่นดิน” น้ำเสียงเย็นเยียบของชายชราดูจะบาดลึกเข้าไปถึงพระทัยองค์ชาย ย้ำรอยแผลให้รู้ว่าเพลิงไฟแห่งความลุ่มหลงที่เผาไหม้พระองค์อยู่นั้นจะนำพาความพินาศให้กับบ้านเมืองรุนแรงเสียยิ่งกว่าความโกรธความแค้นไหน ๆ ปาณัสม์เสมองไปอีกทางโดยไม่สบเนตรกับชายชรา ความดื้อรั้นดึงดันยังคงมีอยู่ เหตุผลที่รู้อยู่แก่ใจดีถูกย้ำเตือนจากปราชญ์ผู้ที่เป็นที่เคารพเชื่อฟังกระทั่งองค์กษัตริย์ องค์ชายก็จนต่อคำแก้ตัวใด ๆ ปราชญ์ชวิศเองก็เข้าใจ ศิษย์ผู้สูงศักดิ์ทรงต้องการเวลาเพื่อไตร่ตรอง และเพราะรู้จักศิษย์ของตัวเองดีพอก็ควรให้ตัดสินพระทัยด้วยองค์เอง “นางไม่เลือกพระองค์ทั้งที่มีโอกาส อย่าทำร้ายองค์เองอีกเลย พรุ่งนี้กระหม่อมจะคอยเข้าเฝ้าองค์ชายที่กระหม่อมรู้จัก...ที่อยู่นอกกระจกบานนั้น” คำพูดนั้น เต็มไปด้วยความวาดหวัง ปราชญ์ชวิศก้าวออกไปจากห้องพร้อมกับยิ้มให้ผู้ที่สวนทางเข้ามา การัณย์ถือคนโทน้ำจัณฑ์ใบโตแสดงสีหน้างงงวยอย่างเห็นได้ชัด ด้วยว่าองค์ชายที่เคยนอนซมกลับลุกขึ้นยืนอย่างสง่า สายพระเนตรทอดยาวผ่านหน้าต่างออกไปไกล “น้ำจัณฑ์พ่ะย่ะค่ะ” “เอาไปทิ้งเถอะ แล้วก็บอกใครมาเก็บกวาดห้องให้เราด้วย” จนเมื่อเสด็จหายเข้าไปเบื้องหลังแท่นบรรทมนั่นเอง การัณย์จึงได้รู้ตัวแล้วทูลลาไปทำตามรับสั่ง ทั้งที่ยังคงสงสัยไม่หายว่าผู้มาเยือนมียาดีอะไรหนอ องค์ชายปาณัสม์ที่ไม่เหลือสภาพองค์ชายมาตลอดสามวันจึงปฏิเสธน้ำจัณฑ์ที่เคยเปรียบดั่งที่พึ่งทางใจหนึ่งเดียว สมดั่งคำร่ำลือที่ว่า มหาปราชญ์มีคำพูดเปรียบดั่งมนตราที่จะเสกสรรสิ่งใดก็ได้ดังปรารถนา กระทั่งทำให้องค์ชายปาณัสม์ได้สติกลับมาอีกครั้งรวดเร็วอย่างไม่น่าเป็นไปได้ บทที่ 2 พิธีสถาปนาองค์ราชินี ความเงียบปกคลุมท้องพระโรงทองที่ตกแต่งด้วยแพรสีแดงชาดจนได้ยินแม้กระทั่งลมหายใจของกันและกัน ต่างจากภายนอกที่ชาวเมืองพากันเฉลิมฉลองครั้งใหญ่ วาระอันน่าปีติยินดีเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้งนัก ผู้คนที่อยู่ภายในต่างกระสับกระส่ายด้วยว่าต้องทนยืนนิ่งเช่นนี้มานานร่วมชั่วโมง ทว่าร่างสูงบนบัลลังก์กษัตริย์ยังคงรอคอยอย่างเย็นพระทัย พระพักตร์คมเข้มผินไปทางบานประตู พระเนตรสีนิลจับจ้องอยู่เช่นนั้น มีเพียงชายชราผู้เดียวเท่านั้นที่ยังยืนยันหน้าเป็นต่อเบื้องพระพักตร์องค์กษัตริย์ ปราชญ์ชวิศกราบทูลให้ทรงรอพระอนุชาอย่างมั่นอกมั่นใจยิ่งนัก “องค์ชายปาณัสม์เสด็จ...” เสียงประกาศของมหาดเล็กลากยาวจนได้ยินทั่วกัน ผู้ที่อยู่บนแท่นสูงผุดลุกขึ้น แต่แล้วก็ทรงประทับนั่งที่บัลลังก์ดังเดิมด้วยว่ามิอาจแสดงความยินดีที่ได้เห็นพระอนุชาได้มากไปกว่านั้นในระหว่างราชพิธี หากไม่เพราะเมื่อสามวันที่แล้วทรงใช้วาจาและการกระทำรุนแรงจนเกินไป หากไม่เพราะที่ผ่านมาไม่ทรงละเลยพระอนุชาจนเกินไป ช่องว่างระหว่างทั้งสองพระองค์คงจะถูกร่นเข้ามาใกล้กว่านี้ ...หากเพียงพี่และเจ้าใกล้ชิดกันมากกว่าที่เป็น พี่คงรู้ก่อนว่าเจ้าเองก็พึงใจในตัวดารินทร์ และพี่คงไม่พรากนางมา แต่บัดนี้สายเกินไปแล้วปาณัสม์ เมื่อนางเป็นของกษัตริย์ พี่ก็คืนให้เจ้าไม่ได้... กลับเป็นปราชญ์ชราที่ก้าวออกไปต้อนรับองค์ชายปาณัสม์พร้อมกับทูลเชิญให้ประทับที่บัลลังก์เล็กข้างกายองค์กษัตริย์ โดยที่องค์ชายมิได้แลมองพระเชษฐาเลยแม้แต่นิดเดียว “ในเมื่อพร้อมกันทุกคนแล้ว ก็เริ่มพิธีได้” สิ้นกระแสรับสั่ง มหาดเล็กก็ก้าวออกมาเบื้องพระพักตร์ ศีรษะก้มลงคำนับ จากนั้นก็หลบมาด้านข้างแล้วกล่าวด้วยเสียงดังจนได้ยินกันทั่ว “ข้าแต่ทวยเทพเทวดา เสื้อเมือง ทรงเมือง ข้าแต่บูรพกษัตราธิราชเจ้า ข้าแต่บรรพชนผู้เกรียงไกร ข้ากษัตริย์แห่งอัคคัญญ์ กษิดิ์เดช เทเวศ เลิศภพไกร...” ถ้อยดำรัสที่ถ่ายทอดผ่านมหาดเล็กดำเนินต่อไป แม้จะไม่เป็นที่สนใจของบรรดาข้าราชบริพารเท่าใดนัก ปราชญ์ แม่ทัพ ขุนนาง กระทั่งมหาดเล็กองครักษ์ต่างรอคอยผู้ที่จะปรากฏกายในไม่กี่อึดใจนี้เสียมากกว่า “...แต่งตั้งสมเด็จพระดารินทราวรชายา เป็นพระราชินี พระแม่แห่งอัคคัญญ์ ประกาศพระนาม สมเด็จพระดารินทิราราชินี” บานประตูเปิดออกอีกครั้ง คราวนี้ผู้ที่ทุกคนรอคอยก็ก้าวย่างมาตามทางเดิน พระภูษาแดงตัดกับผิวผ่องขาวนวลขับความงามให้แก่ผู้สวมใส่ยิ่งนัก อดีตพระชายาที่บัดนี้ได้เลื่อนพระยศเป็นพระราชินีมีพระพักตร์นิ่งสงบ สายพระเนตรมองตรงไปที่พระสวามีที่อยู่สุดปลายพรมสีแดงชาด หากแต่สายพระเนตรสั่นคลอนลงเมื่อทอดพระเนตรเห็นผู้ที่ประทับอยู่ข้างพระวรกายองค์กษัตริย์ เจ้าของดวงเนตรสีนิลอีกคนจับจ้องพระนางไม่วางตา ทว่าเจือแววปรามาสไว้อย่างเปิดเผย ได้แต่กล่าวคำขอโทษซ้ำแล้วซ้ำอีกในใจ หากรู้ว่าจะต้องเจ็บปวดเช่นนี้ หากมีโอกาสอีกครั้ง นางจะไม่ปฏิเสธองค์ชายปาณัสม์อีก แต่โอกาสเช่นนั้น...ไม่มีอีกแล้ว ว่าที่พระราชินีบ่ายพระพักตร์กลับมาที่พระสวามี เมื่อเสด็จถึงแท่นบัลลังก์พระนางก็ทรงคุกเข่าตามราชประเพณีเพื่อกล่าวคำพิพัฒน์สัตยา ถวายความจงรักภักดีแด่พระสวามีแต่เพียงผู้เดียว “ข้าแต่ทวยเทพเทวดา เสื้อเมือง ทรงเมือง ข้าแต่บูรพกษัตราธิราชเจ้า ข้าแต่บรรพชน ข้าแต่องค์กษัตริย์แห่งอัคคัญญ์ กษิดิ์เดช เทเวศ เลิศภพไกร ข้าดารินทราวรชายาขอสาบานว่า จะจงรักภักดีต่อองค์กษัตริย์และอัคคัญญ์ ด้วยเลือดเนื้อกายใจของข้า ด้วยความสัตย์ภักดีของข้า และด้วยความรักทั้งหมดของข้า” นักบวชตั้งขบวนแห่มงกุฎผ่านธรณีประตูเข้ามา มงกุฎเพชรที่จะถูกทำขึ้นใหม่เสมอเฉพาะสำหรับองค์กษัตริย์และองค์ราชินีแต่ละพระองค์ เพชรสีน้ำเงินเม็ดงามสีเดียวกับพระเนตรขององค์ราชินีเด่นอยู่ท่ามกลางประกายวูบวาบของเม็ดอื่น ๆ มงกุฎที่เป็นเป้าสายตาของทุกคนในท้องพระโรงนี้ถูกถือโดยนักบวชอาวุโสจากโบสถ์เก่าแก่อันเป็นปริศนาแห่งอัคคัญญ์นำหน้าผู้ที่อยู่ในเครื่องแต่งกายสีขาวแถวยาวที่ต่างซุกซ่อนใบหน้าใต้ผ้าคลุม องค์กษัตริย์รับมงกุฎแล้วสวมให้แก่พระชายาที่บัดนี้ได้รับการสถาปนาเป็นพระราชินีอย่างสมบูรณ์ พระราชินีแย้มพระสรวลตอบพระสวามี ก่อนที่องค์กษัตริย์จะยื่นพระหัตถ์ต้อนรับพระราชินี “ต่อแต่นี้ เจ้าจะต้องอยู่ข้างกายข้า เป็นมิ่งขวัญของประชาราษฎร์สืบไป” ต่อจากนั้นก็เป็นการแสดงความยินดีจากบรรดาเจ้าเมืองต่าง ๆ เริ่มจากอาณาจักรเพื่อนบ้าน ตามด้วยหัวเมืองชั้นเอก จากนั้นก็ปราชญ์เมธีในราชสำนัก เจ้าเมืองหัวเมืองชั้นโท แม่ทัพนายกองฝ่ายกลาโหม เจ้าเมืองหัวเมืองชั้นจัตวา และจบท้ายด้วยอาณาจักรประเทศราชที่ขึ้นต่ออัคคัญญ์ บรรณาการนั้นมีหลากหลาย ของมีค่าจากต่างถิ่น ของหายาก อัญมณี ทองคำ แพรชั้นดี หรือแม้กระทั่งโอสถชั้นเลิศถูกนำมาถวายเพื่อแสดงความปีติยินดีแด่องค์กษัตริย์ แต่ต่างก็รู้ดีว่าโอกาสได้เข้าเฝ้ากษัตริย์ครั้งนี้หากของกำนัลและฝีปากเป็นที่ถูกพระหทัย ตำแหน่งหน้าที่การงานก็มักจะได้ถูกเลื่อนยศศักดิ์กันถ้วนหน้า จนเมื่อถึงเจ้าเมืองหัวเมืองชั้นจัตวาที่ไม่เป็นที่สนใจนัก ขุนนางหลายคนต่างเมินเฉยแก่ชายวัยกลางคนที่ไว้หนวดเครายุ่งเหยิง ร่างอ้วนกลมก้าวเข้ามาเบื้องพระพักตร์ด้วยเครื่องแต่งกายที่เชยและอลังการเกินเหตุ พร้อมกับชายชราอีกคนที่แต่งกายธรรมดาไม่ต่างจากชาวบ้านที่ได้เครื่องแต่งกายสะอาด ๆ สักชุด ชายชราลากบางอย่างมาด้วย วัตถุทรงสูงที่อยู่ใต้ผ้าคลุมขาว เพียงมองภายนอกก็พอเห็นเค้าร่างของมนุษย์ องค์ชายปาณัสม์สนใจใคร่รู้กับเครื่องบรรณาการจากแดนไกลทุกชิ้นเพื่อจะได้พุ่งการรับรู้ไปที่สิ่งอื่นที่มิใช่ผู้ที่นั่งอยู่อีกฟากฝั่งหนึ่งของพระเชษฐา พระองค์ทอดพระเนตรผ้าคลุมขาวอย่างคาดเดา สิ่งที่อยู่ใต้ผ้าคลุมคงเป็นรูปปั้นของผู้หญิงคนนั้น และหากเจ้าเมืองผู้นี้ต้องการได้ความชอบจากองค์กษัตริย์ก็ต้องให้สิ่งนั้นทำจากทองคำเท่านั้นจึงจะเหนือกว่ารูปปั้นหยกทั้งตัวที่เสนากลาโหม บิดาของพระราชินีดารินทร์ มอบเป็นบรรณาการแก่ลูกเขยกษัตริย์ของตน องค์ชายถอนพระปัสสาสะนึกสงสารเจ้าเมืองผู้นี้ที่คิดจะเทียบบารมีกับเสนากลาโหมที่ควบตำแหน่งใหญ่เป็นพระสัสสุระที่ยังคงกระหยิ่มยิ้มย่องจนน่าหมั่นไส้อยู่ไม่ห่างไปจากบุตรสาวเท่าใดนัก กระนั้นเจ้าเมืองหัวเมืองชั้นจัตวาก็ยังคงยิ้มแย้มอย่างไม่รู้ตน ยังกล่าวคำสรรเสริญเยินยอองค์กษัตริย์และราชินีต่อไป เหมือนบรรดาเจ้าเมืองและขุนนางหลายรายที่มักจะตบท้ายด้วยการถวายเครื่องบรรณาการพร้อมกับคำกล่าวอ้างสรรพคุณความหายาก มูลค่า และความงามของบรรณาการจากตนเอง จนน่าคิดว่าคำกล่าวนั้นอาจทำให้ก้อนกรวดข้างถนนมีค่าดั่งเพชรได้เลยทีเดียว “...ข้าแต่องค์กษัตริย์ กระหม่อม อกัณห์ เจ้าเมืองวนาลัย หัวเมืองชั้นจัตวา ผู้ถวายการรับใช้อย่างซื่อสัตย์มานานกว่าสิบปี ขอพระราชทานอนุญาตถวายบรรณาการจากแดนไกล ของหายากจากวียาทรา ป่าศักดิ์สิทธิ์แห่งวนาลัยด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ” อกัณห์เบี่ยงตัวแล้วพยักหน้าเป็นสัญญาณให้แก่ชายชราอีกคน ผืนผ้าขาวค่อย ๆ เคลื่อนออกจนเผยให้เห็นสิ่งที่ซุกซ่อนอยู่ภายใน ร่างแบบบางยืนนิ่งตรงอย่างสง่างาม เพียงแต่องค์ชายคาดผิดไปเพราะสิ่งนั้น มีชีวิต ! ผู้คนหันมามองเป็นตาเดียวด้วยว่าสตรีที่ยืนอย่างทะนงมีบางอย่างผิดแผกไปจากมนุษย์ทั่วไป ร่างแบบบางสีขาวนวลภายใต้อาภรณ์สีน้ำตาลที่มองอย่างไรก็เป็นเถาวัลย์พันรอบร่างกายของนางอย่างแน่นหนา ทว่ามีแบบแผนลวดลายสวยงาม เรือนผมสีน้ำตาลอ่อนยาวตรงไปถึงกลางหลังเป็นประกายอบอุ่นประหลาด ใบหน้าเรียวงามได้รูปนิ่งสนิทไร้อารมณ์ใด ๆ เชิดคางอย่างไม่กลัวเกรง ริมฝีปากบางเรียบเฉย เหนือจมูกโด่งสันมีผืนผ้าสีขาวปกปิดดวงเนตรที่ยังคงเป็นปริศนา หากแต่ต่ำลงมา หญิงสาวถูกพันธนาการด้วยเชือกเก่า ๆ ที่มัดข้อมือไว้อย่างแน่นหนา ร่างอ้วนฉุก้าวออกมาทางด้านหน้าแล้วทำลายความเงียบขึ้น “นี่คือ ‘นางไม้’ แห่งป่าวียาทรา” ความเงียบงันเกิดขึ้นเพียงชั่วอึดใจเท่านั้น ไม่นานเสียงหัวเราะก็ดังขึ้นทั่วบริเวณ บ้างมีมารยาทพอที่จะอมยิ้มหรือส่งเสียงคิกคักออกมาเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่บางคนก็ถึงกลับส่งเสียงเยาะเย้ยดังก้อง หนึ่งในนั้นคือเสนากลาโหมแห่งอัคคัญญ์ อกัณห์เสียความมั่นใจในตัวเองไปมากโข แต่เขาสูดหายใจเข้าลึกแล้วกล่าวต่อ “เรื่องเล่าของชาวป่านั้นเป็นตำนานที่เป็นเรื่องจริง เบื้องหน้าท่านทั้งหลายคือนางไม้แห่งป่าวียาทรา ของหายากที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้” องค์กษัตริย์พิศมองหญิงโฉมสะคราญตรงหน้า นางแต่งกายประหลาดจากคนทั่วไป นอกนั้นก็ไม่เห็นแปลกจากหญิงงามคนหนึ่งที่หาได้มากมายในอัคคัญญ์ สีพระพักตร์ขององค์กษัตริย์ยังมีแววเคลือบแคลง แต่ก็ทรงรักษามารยาทด้วยการโบกมือเป็นสัญญาณให้แก่เหล่าปราชญ์ ปราชญ์หนุ่มคนหนึ่งก้าวออกมาโค้งคำนับแล้วผายมือไปทางหญิงสาว “นางไม้เป็นสิ่งมีชีวิตที่เป็นส่วนหนึ่งของชุมชนชาวป่า ตำนานหลายตำนานกล่าวถึงคนพวกนี้ ในประวัติศาสตร์มีการกล่าวถึงการจับกุมนายไม้และนางไม้ได้อยู่เสมอ เพียงแต่ในช่วงสองร้อยปีที่ผ่านมาเราไม่ได้พบกับชาวป่าอีกเลย นางไม้จึงเป็นสิ่งหายากที่สุดอย่างหนึ่งของโลก ด้วยว่าพวกเขาสามารถซุกซ่อนตัวอยู่ในป่าได้โดยมนุษย์ไม่สามารถพบเห็น หญิงนางนี้ตรงตามลักษณะที่ตำราบอกไว้ทุกประการ โดยเฉพาะชุดพฤกษาที่นางสวมใส่อยู่ หากมิใช่ชาวป่าแล้วจะไม่มีอำนาจพอที่จะนำต้นไม้ที่ยังมีชีวิตอยู่มาทำเครื่องแต่งกายได้ ดังนั้น นางจึงเป็นนางไม้ดังที่เจ้าเมืองวนาลัยกล่าวอ้างพ่ะย่ะค่ะ” พูดจบปราชญ์หนุ่มก็โค้งคำนับแล้วกลับเข้าประจำที่ องค์กษัตริย์มีท่าทีพอพระทัยขึ้นมาทันที “ของหายากจริง ๆ รึนี่... เปิดตาของนาง” บรรดาเหล่าปราชญ์มีท่าทีจะทักท้วง แต่ลังเลชักช้าจนไม่ทันการ อกัณห์พยักหน้าให้กับชายชราที่เอื้อมมือไปแก้ปมผ้าปิดตาของนางไม้อย่างรู้งาน สำหรับองค์ชายปาณัสม์มันเนิ่นราวทุกวินาทีนั้นเปรียบได้ดั่งพันล้านวันเวลาผ่านไปเชื่องช้าจนภาพที่ผืนผ้าค่อย ๆ หลุดไปจากวงหน้างาม ดวงเนตรสีเหลืองอมน้ำตาลเป็นประกายจ้องตรงมาที่องค์กษัตริย์อย่างท้าทาย ผู้คนที่อยู่ ณ ท้องพระโรงนิ่งสนิทดังต้องมนต์ แต่แล้วนางไม้เจ้าของดวงเนตรงามเบี่ยงสายตาไปสบกับองค์ชายปาณัสม์อย่างจงใจ นางจ้องมองอย่างนั้นมิได้วางตา หากไม่มีเสียงสบถเบา ๆ ทำลายความเงียบงัน องค์ชายแห่งอัคคัญญ์ก็คงยังแน่นิ่งไม่อาจขยับพระวรกายได้ดั่งว่านางไม้ได้ทำให้พระองค์กลายเป็นศิลาไปแล้วอย่างไรอย่างนั้น “บ้านนอกเข้าเมืองจริงเชียว...” เสียงนั้นไม่ได้มาจากใครที่ไหน แต่ออกมาจากปากของปราชญ์สามแผ่นดิน ปราชญ์ชวิศก้าวออกมาจากที่นั่งมาอยู่ต่อพระพักตร์ คิ้วขมวดเข้าหากัน แววตามีความยุ่งยากใจ หากมิได้มีผู้ใดสังเกตเห็น “อกัณห์ !” เสียงเรียกดังห้าวเจือความโกรธเกรี้ยว เจ้าเมืองวนาลัยอึ้งไปกับการเรียกนั้น ด้วยไม่คิดว่าปราชญ์ในราชสำนักจะกล้าเอ่ยนามเจ้าเมืองเปล่า ๆ อย่างถืออำนาจเช่นนี้ แม้จะเป็นเจ้าเมืองเล็ก ๆ ก็ตามที ขุนนาง ข้าราชบริพาร ทั้งหญิงและชายหลายคนส่ายหน้าอย่างคนที่ต้องการเรียกสติของตนคืนมา แม้แต่องค์กษัตริย์ยังกะพริบพระเนตรเมื่อพระราชินีสัมผัสที่ข้อพระกรอย่างแรง “เจ้ามันไม่รู้กาลควรไม่ควร พิธีนี้เป็นพิธีสถาปนาองค์ราชินี เจ้ากลับนำหญิงสาวอื่นมาถวายแด่องค์กษัตริย์ ไม่คิดบ้างรึว่าเป็นการนำลางไม่สู้มงคลนักมาสู่พระแม่แห่งอัคคัญญ์ หรือใจจริงของเจ้าต้องการปองร้ายแก่ราชวงศ์อยู่” เจ้าเมืองวนาลัยเลิ่กลั่กอย่างคิดไม่ถึง เจตนาปองร้ายแก่กษัตริย์ไม่ใช่เรื่องที่คนอย่างเขาจะคิดถึงอยู่แล้ว สิ่งที่ต้องการแท้จริงก็คงมีแต่การขยายอำนาจ อยากปกครองหัวเมืองที่ใหญ่กว่าเดิมเพียงเท่านั้น อีกทั้งความคิดนี้ก็หาได้มาจากตัวเขาเอง นางไม้นางนี้ถูกนำมาให้ถึงจวนเจ้าเมือง โดยมีบรรดาพวกช่างยุหลายคนส่งเสริมให้นำนางมาถวายแด่องค์กษัตริย์ ปราชญ์ชวิศได้ก่อความเครียดขึ้นสู่ท้องพระโรงด้วยถ้อยคำไม่กี่ประโยค เขาดูพอใจมากขึ้นเมื่อเห็นเจ้าเมืองวนาลัยคุกเข่าลงขอพระราชทานอภัยอย่างคนเสียสติ องค์กษัตริย์เองก็มีท่าทีหนักพระทัยอย่างเห็นได้ชัด พระองค์เองไม่อยากให้งานอันเป็นมงคลนี้ถูกทำลายด้วยความไม่ดีไม่งามทั้งหลาย ถึงอย่างนั้น เพียงแค่ได้สบตากับนางไม้นางนี้ก็รู้สึกได้ว่านางช่างน่าปรารถนายิ่งนัก หากต้องสบพระเนตรกับนางนานกว่านี้และหากองค์ราชินีไม่จับข้อพระกรแน่นดังเช่นที่เป็นอยู่ อาจจะไม่ทรงฟังเหตุผลของปราชญ์ชวิศก็เป็นได้ แต่การจะตัดสินพระทัยลงไปด้วยตัวพระองค์เองอาจทำให้หลายฝ่ายไม่พอใจได้ง่าย ๆ ดังนั้นจึงทรงแสร้งปรึกษาปราชญ์เมธีในราชสำนัก “ท่านมหาปราชญ์ ท่านนำเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว จะคิดเห็นสิ่งใดก็บอกเรามาเถิด” “กระหม่อมขอกราบทูลเสนอให้พระองค์รับบรรณาการนี้ไว้ตามธรรมเนียมพ่ะย่ะค่ะ” อกัณห์หยุดร้องไห้แล้วเงยหน้าขึ้นมองปราชญ์ชวิศอย่างไม่เข้าใจ กระทั่งองค์กษัตริย์ก็ยังทรงแสดงความประหลาดใจออกมาทางสีพระพักตร์ “ถ้าเช่นนั้นแล้ว จะไม่เป็นผลร้ายต่อราชินีของเราหรอกหรือ” “หาไม่พ่ะย่ะค่ะ หากพระองค์ทรงรับไว้แล้วพระราชทานต่อให้กับองค์ชายปาณัสม์” เสียงฮือเบา ๆ ดังทั่ว แต่ก็เงียบลงทันทีที่ปราชญ์ชวิศกราดตาผ่านไป บรรณาการในงานสถาปนาองค์ราชินี องค์กษัตริย์จะมอบให้แก่องค์ชายปาณัสม์ ! ในใจทุกคนต่างคิดเหมือนกันว่า องค์กษัตริย์ครอบครององค์ราชินีแล้ว จะรักษาสัมพันธ์กับพระอนุชาด้วยการประทานของหายากที่ทรงมีท่าทีพอพระทัยเช่นกันให้กับองค์ชาย มีเพียงบรรดาปราชญ์อาวุโสเท่านั้นที่เข้าใจการกระทำของปราชญ์ชวิศอย่างลึกซึ้ง การถือเอาความเป็นมงคลกาลมาอ้างหรือกระทั่งปัญหาบาดหมางระหว่างองค์กษัตริย์กับองค์ชายยังถือเป็นเหตุผลรองจากจุดประสงค์หลักของปราชญ์ผู้หยั่งรู้ท่านนี้เท่านั้น “ตามที่มหาปราชญ์เห็นสมควรเถอะ” องค์กษัตริย์ตรัสบอก แม้พระสุรเสียงจะเจือความเสียดายเล็กน้อย ผู้มาเยือนจากแดนไกลสามคนถูกพาออกไป ความวุ่นวายเล็ก ๆ จบลงเพียงเท่านั้น หลายคนมองตามนางไม้งามจนนางหายลับไป ทิ้งไว้แต่สายตาสิเน่หาอาลัยจากบุรุษบางคนที่ไร้สติหลงใหลความงามได้โดยง่าย นี่เองสิ่งที่ปราชญ์ทั้งหลายห่วง นี่เองที่สร้างความกังวลใจให้กับเหล่าปราชญ์ เพียงแค่สบตา ก็จะตกอยู่ในอำนาจเสน่หาของนางโดยง่าย จะมีใครบ้างไหมสังเกตเห็นว่าไม่มีใครสักคนในหมู่เหล่าปราชญ์เหลือบมองนางไม้ตนนั้น ด้วยเกรงกลัวอำนาจที่ไม่อาจถอนได้ง่าย ๆ อำนาจแห่งความงามของนางไม้แห่งป่าวียาทรา ! “จะดีหรือองค์ชาย หนีออกมาแบบนี้” องครักษ์หนุ่มที่เดินตามผู้มีศักดิ์เป็นองค์ชายทูลถามตามหน้าที่ ในใจการัณย์ก็แอบเห็นด้วย ดีแค่ไหนแล้วที่ทรงยอมเข้าร่วมพิธี แม้จะไม่ยอมเสวยพระกระยาหารค่ำร่วมกับองค์กษัตริย์และบรรดาขุนนางเจ้าเมืองทั้งหลายก็เถอะ จากสายตาของเขาก็พอจะคาดเดาได้ว่าผู้มีอำนาจหลายต่อหลายคนมีอาการอกหวิวขวัญแกว่งขนาดไหนที่องค์ชายปาณัสม์เข้าร่วมพิธีสถาปนาองค์ราชินี ทั้งที่ก่อนหน้านั้น องค์ราชินีนี่เองที่เป็นผู้ทำให้องค์ชายกับองค์กษัตริย์ไม่มองพระพักตร์กันและทำให้องค์ชายทำเรื่องหุนหันมากมาย รวมถึงลักพาพระชายาในพิธีอภิเษกสมรสเมื่อสามวันก่อนจนองค์กษัตริย์ทรงคาดทัณฑ์เนรเทศไว้ด้วย การครั้งนั้นบานปลายกระทั่งทรงปลดองค์ชายออกจากตำแหน่งอุปราช ทั้งที่สิทธิ์นั้นควรเป็นสิทธิ์โดยชอบธรรมแท้ ๆ องค์ชายไม่ตรัสตอบ สายพระเนตรทอดออกไปนอกกำแพงวัง ป้อมเหมันต์หลังวังแห่งนี้เป็นที่พักพิงของพระองค์เสมอเวลาที่ต้องการขบคิดหรือใช้เวลาเพียงคนเดียวเงียบ ๆ ทหารที่เฝ้าอยู่บนป้อมเมามายจนไม่ได้สติ แม้ตอนที่การัณย์เข้าไปร้องบอกให้ไปเปลี่ยนยามผลัดใหม่มาแทน บรรดาทหารต่างถือโอกาสนี้ฉลองกันอย่างเต็มที่ ละทิ้งหน้าที่อันเคยปฏิบัติอย่างแข็งขันเสมอ อัคคัญญ์ไม่ประสบพบเจอกับศัตรูจากอาณาจักรอื่นมานานกว่าร้อยปี ตั้งแต่ที่พระอัยกาปราบเมืองต่าง ๆ แล้วรวมเป็นประเทศอัคคัญญ์ที่อาณาจักรอื่นรอบด้านต่างยำเกรง ด้วยว่าเป็นดินแดนกว้างขวางอุดมสมบูรณ์ แหล่งการค้าที่สำคัญ และการทหารที่เป็นเลิศทั้งทางบกทางน้ำ แต่จนถึงวันนี้ การทหารของอัคคัญญ์กลับอ่อนแอลงไปมาก ชาวเมืองต่างเชื่อในความปลอดภัยขนาดงานเฉลิมฉลองครั้งใหญ่ก็มิได้มีผู้ใดแลเห็นภยันตรายจากการป้องกันรักษาพระราชวังอย่างหละหลวม ข้างนอกวังก็เหมือนกัน พลุดอกไม้ไฟยังคงถูกจุดอย่างต่อเนื่อง แสงสว่างยังคงแจ่มจ้าไปทั่วเสมือนกลางคืนได้กลายเป็นกลางวัน เสียงร้องเพลงยินดียังคงดังกระหึ่ม จะมีใครไหนหนอที่เฝ้าแต่คิดถึงความไม่แน่นอนของความมั่นคงทั้งหลาย ที่เห็นสบายปลอดภัยกันอยู่ทุกวันนี้คือภาพลวงของสงครามที่ก่อตัวขึ้นอย่างช้า ๆ ประชาชนข้างนอกจะรู้หรือว่าจักรวรรดิเคาฮู จักรวรรดิมิริธยาตรา และอีกหลายเมืองหลายอาณาจักรรอบข้างกำลังซุ่มซ่องสุมกำลังอย่างเงียบเชียบดังเช่นที่พระองค์พร่ำทูลพระเชษฐาให้ตระเตรียมกำลังป้องกันอยู่เสมอ แต่บัดนี้ คำพูดใดของพระอนุชาก็คงไม่เป็นที่ไว้วางพระทัยอีกต่อไป อีกทั้งพระทัยขององค์กษัตริย์ก็มิได้จดจ่ออยู่เพียงแต่บ้านเมือง ยังมีเรื่องอีกมากมายเหลือเกินให้ใส่พระทัย รวมถึงเรื่องหญิงคนนั้น คนที่กรีดแผลลึกลงบนหัวใจขององค์ชายปาณัสม์ แต่ต่อไปนี้นางจะไม่สามารถทำเช่นนั้นได้อีก ไม่ว่าหญิงใดก็ไม่อาจทำเช่นนั้นได้อีก “การัณย์ ประดาบกับเราฆ่าเวลาหน่อยเป็นไง” การัณย์เฝ้าดูอยู่นาน เข้าใจองค์ชายที่เติบโตมาด้วยกันดี ทรงต้องการทำบางอย่างเพื่อลืมเรื่องราวที่เป็นเหมือนบาดแผลเหล่านั้นให้ได้เสียที บางทีก็เข้าใจได้ง่าย ๆ เช่นนี้ แต่บางทีก็เข้าถึงยากเกินไป กระนั้นเขาก็พร้อมรับใช้แม้ต้องถวายชีวิตให้กับผู้เป็นนาย ต่างจากหญิงคนนั้น นางทอดทิ้งองค์ชายเมื่อได้ค้นพบอำนาจในฐานะองค์ราชินี เรื่องในคืนอภิเษกสมรสระหว่างองค์กษัตริย์และดารินทร์รู้กันเพียงแค่ในราชสำนัก ปานสายฟ้าแลบที่องค์กษัตริย์ประกาศให้ดารินทร์เข้าถวายตัว หญิงงามที่กุมหัวใจขององค์ชายปาณัสม์ตลอดมาต้องกลับกลายเป็นสมบัติขององค์กษัตริย์นับแต่บัดนั้น ต่อมาเพียงชั่วสัปดาห์เดียวองค์กษัตริย์ก็ประกาศให้มีพิธีอภิเษกอย่างที่ไม่มีใครคาดคิด สร้างความไม่พอใจอย่างที่สุดให้กับองค์ชายปาณัสม์ ใครจะรู้เล่าว่าในค่ำคืนแห่งความแช่มชื่นนั้น ผู้ถูกพรากรักกลับไม่ยอมให้ทุกอย่างเป็นไปตามชะตากรรม แม้สุดท้ายจะถูกปฏิเสธจากผู้ที่ทรงเอาชีวิตเข้าเสี่ยงเพื่อลักพานางออกมา และกลายเป็นข้อพิพาทบาดหมางระหว่างพี่น้องที่ไม่อาจประสานให้กลับดังเดิม “พ่ะย่ะค่ะ” การัณย์ตอบรับ เขาดึงดาบออกจากฝักแล้วกระชับเข้าหาลำตัว ทั้งองค์ชายและองครักษ์แยกกันไปคนละฝั่ง ปลอกดาบถูกเหวี่ยงออกไปด้านข้างอย่างไม่ใส่ใจนัก ทั้งคู่จ้องกันอย่างระแวดระวัง ช่วงจังหวะหนึ่ง ดวงตาของทั้งสองเบิกกว้างก่อนพุ่งเข้าหากัน ดาบชนดาบเกิดประกายแสงวาบรุนแรง เสียงดังและแสงวาบเหล่านั้นยังคงร้อยเรียงเป็นท่วงทำนองดาบตลอดเวลาของการประลองที่เนิ่นนาน นักรบทั้งสองมิได้พลาดพลั้งให้แก่กัน หากผลัดกันรับรุก แทงฟันป้องปัดอย่างคล่องอย่างคนที่ได้รับการฝึกเป็นอย่างดี หรืออีกทีก็คนที่รู้ทางกันเป็นอย่างดี จู่ ๆ องค์ชายก็ถือดาบกันไว้อย่างหลวม ๆ แล้วร้องขึ้น “ท่านมหาปราชญ์ มาถึงนี่มีเรื่องอะไรกัน” ผู้เป็นบุตรของมหาปราชญ์หันขวับไปตามสายพระเนตร แต่ไม่ทันจะได้เห็นผู้ใด ดาบก็สะท้อนแสงจันทร์ต้องตาให้เห็นว่าบัดนี้คมดาบอยู่ใกล้กับคอของตนมากเพียงใด ฝ่ายตรงข้ามที่เป็นองค์ชายยักพระขนงเยาะเย้ย “ไร้สติ ปราชญ์ชวิศบิดาเจ้าต้องคอยนั่งเฝ้าพี่ชายเราอย่างห่างไม่ได้ทีเดียว” “จะให้กระหม่อมทูลสรรเสริญในพระปรีชาไหมพ่ะย่ะค่ะ” องค์ชายปาณัสม์สรวลอย่างพอพระทัย “ไม่เห็นหรือการัณย์ ชุดของเรามันรุ่มร่าม” คำแก้ตัวทำเอาองครักษ์ถอนหายใจเบา ๆ เพราะหากแรงกว่านี้คมดาบอาจได้ลิ้มเลือดเขาเป็นแน่ “ว่าไหมการัณย์ โลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน สิ่งต่าง ๆ ผันแปรเสมอ สิ่งที่เราเชื่อ ศรัทธา มั่นใจ จะหักหลังเราอยู่ร่ำไป” “องค์ชาย กระหม่อมคิด...” “เราต้องการให้เจ้าตอบจากใจจริง จากสิ่งที่เจ้าคิด” “กระหม่อมยืนยันว่ากระหม่อมคิดและเชื่ออย่างที่องค์ชายดำริทุกประการพ่ะย่ะค่ะ” “ทำไมเจ้าถึงคิดอย่างนั้น” “องค์ชายอยากฟังนิทานของกระหม่อมไหมพ่ะย่ะค่ะ นิทานที่ทำให้กระหม่อมเชื่อในบางสิ่งอย่างแน่วแน่” องค์ชายปาณัสม์เลิกพระขนงอย่างสนพระทัย ดาบในพระหัตถ์ถูกลดลง การัณย์ตั้งศูนย์ได้ก็เอามือลูบต้นคอที่ยังคงหวิว ๆ อยู่ไม่หาย ชายภูษาถูกสะบัดให้เข้าที่แล้วผู้เป็นองค์ชายก็หันไปทอดพระเนตรไปที่นอกกำแพงวังดังเดิม “ว่ามา” “มีเด็กน้อยคนหนึ่งกำพร้า ไร้อนาคต พ่อครัวในบ้านของเศรษฐีนำเขาไปชุบเลี้ยง ให้ทำงานเป็นคนรับใช้ แต่ด้วยวัยที่ใกล้เคียงกับบุตรชายคนเล็กของเจ้าของบ้าน เขาจึงได้เป็นเพื่อนเล่นกันเสมอมา วันเวลาผ่านไปหลายปี ทั้งสองก็ได้เรียนรู้หลาย ๆ อย่างร่วมกัน การต่อสู้การทหาร การเมืองการปกครอง รวมทั้งศิลปะศาสตร์ทั้งหลาย เด็กหนุ่มเติบโตและเรียนรู้บุตรชายคนเล็กเจ้าของบ้านผู้ผันแปรตลอดเวลาอย่างแนบชิด เขาได้เห็นความรักที่บังเกิดขึ้นกับผู้เป็นนาย ได้เห็นมันถูกพราก ได้เห็นผู้เป็นนายกระทำการเช่นเด็กหนุ่มขาดความยั้งคิดทั่วไปกระทำแต่เขากลับเข้าร่วมอย่างไม่เกรงกลัวความผิด ได้เห็นความผิดพลาด ความเศร้า ความกล้ำกลืนต่อการสูญเสีย และสุดท้ายก็ได้เห็นความกล้าที่จะลุกขึ้นเผชิญหน้ากับความเป็นจริง ดังเช่นชายชาตรีสมควรกระทำ” “เราพูดถึงโลกทั้งโลก ความผันแปรไม่แน่นอนของสรรพชีวิตทั้งมวลต่างหาก” “พระองค์ไม่เชื่ออย่างที่กระหม่อมเชื่อหรือว่า จุดเปลี่ยนเล็ก ๆ ในตัวคน ๆ หนึ่งนี้เองที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อโลกทั้งโลกได้” องค์ชายเงียบไปครู่หนึ่งก่อนหันมาแย้มสรวลให้กับองครักษ์คู่ใจ “เราจะบอกท่านมหาปราชญ์ว่าเจ้าให้บทเขาเป็นเพียงคนทำอาหารอยู่ก้นครัว” ผู้เป็นองครักษ์ก้มหน้าลงแต่แอบกลอกตาอย่างเหนื่อยใจ “มันเป็นเพียงนิทานเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ” พระเนตรสีนิลลืมโพลงขึ้นในยามรุ่งสาง องค์กษัตริย์กะพริบพระเนตรพลางชันพระวรกายขึ้น แสงทองของทินกรส่องผ่านบานหน้าต่างที่แง้มไว้เข้ามาราง ๆ แต่เพียงพอให้ทอดพระเนตรราชินีที่ยังคงหลับใหลอยู่ ดารินทร์...เจ้าช่างงาม งามเหมือนครั้งที่ข้าได้เห็นเจ้าครั้งแรก พระหัตถ์ไล้ไปบนผิวไหล่กลมกลึงของราชินี ใครจะคิดว่าบุตรสาวของเสนากลาโหมที่เห็นเล่นกับปาณัสม์มาตั้งแต่ตัวเล็ก ๆ เมื่อโตขึ้นจะกลับกลายเป็นสาวงามเช่นนี้ ไม่น่าแปลกเลยที่เมื่อบิดาของนางทูลถวายนางให้ พระองค์จะตอบรับทันที ดารินทร์ครองใจของพระองค์ตั้งแต่แรกเห็น ยังทรงจำได้ดีถึงวันที่เสนากลาโหมพาบุตรีเข้าวังแล้วพบกับพระองค์ที่อุทยานโดยบังเอิญ ดวงหน้ามนช้อนตาหวานขึ้นมองแล้วหลบตาไปเสมือนขวยเขินช่างน่ารักน่าชังติดตรึงใจพระองค์เสมอมา แม้เมื่อวานจะได้ทอดพระเนตรความงามชวนหลงใหลจากนางไม้แห่งป่าวียาทรา หากความสิเน่หาไม่พอที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เรียกว่ารักแท้ได้ คงเพราะใส่ใจกับบ้านเมืองจนบางครั้งทรงละเลยพระอนุชาที่ห่างกันกว่าแปดปีไป ไม่ทรงทราบมาก่อนเลยว่าหญิงนางนี้รักอยู่กับพระอนุชาอยู่ก่อนแล้ว ทุกสิ่งเป็นความผิดของพระองค์ตั้งแต่ต้น กระนั้นก็ได้เทพระทัยให้กับหญิงงามคนนี้หมดสิ้นแล้ว หญิงที่ทรงเลือกให้เคียงคู่พระองค์สืบไป หนทางแก้ไขปัญหา ปิดบัง รักษาความมั่นคงของบัลลังก์ไว้ ก็คงมีแต่ทางที่ทรงเลือกเท่านั้น จะทำเช่นไรได้อีก ในเมื่อปาณัสม์บีบพระองค์ทางอ้อมด้วยการพยายามลักพาตัวผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นพระชายา ! ยังดีที่นางตอบปฏิเสธ ยังดีที่ทรงคาดการณ์ได้ล่วงหน้าและจัดทหารซุ่มระวังเหตุไว้ นั่นเป็นเหตุให้งานสถาปนาองค์ราชินีเกิดขึ้น เพื่อปกปิดเรื่องราวที่ไม่เหมาะไม่ควร เพื่อให้ดารินทร์รู้สึกมั่นใจในความรักที่ทรงมีให้ มั่นใจว่านางได้เลือกสิ่งที่ถูกต้องที่สุด และเพื่อให้ดารินทร์ถูกเลื่อนตำแหน่งสูงศักดิ์ห่างจากปาณัสม์มากขึ้นไปอีก ในฐานะพี่ชาย พระองค์อาจทำได้ไม่ดีนัก แต่ในฐานะกษัตริย์และสวามี กษิดิสเชื่อว่าได้ทรงกระทำในสิ่งที่ถูกต้อง องค์กษัตริย์ได้แต่หวังว่าของหายากจากแดนไกลจะทำให้พระอนุชาเพียงองค์เดียวละความโกรธเคืองได้ ปาณัสม์เคยอยากได้อะไรก็ได้ดังใจเสมอ ทรงรู้แน่แก่พระทัยดีว่าองค์ชายยังไม่สิ้นความหลงในตัวราชินี เบื้องหลังแววปรามาสมีความเจ็บช้ำที่องค์กษัตริย์แสร้งทำเป็นมองไม่เห็น ไม่แปลกที่องค์ชายจะแสร้งมาร่วมพิธีสายให้พิธีล่าช้าไป แถมคนโอหังยังหนีงานเลี้ยงไปเสียดื้อ ๆ อีก องค์กษัตริย์ลุกขึ้นจากแท่นบรรทม ดารินทร์ขยับกายเล็กน้อยก่อนที่ลมหายใจแผ่ว ๆ จะกลับมาสม่ำเสมอเช่นเดิมอีก นางไม่ทันได้เห็นพระสวามีที่จากไปเงียบ ๆ องค์กษัตริย์อยากให้นางได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ เรื่องราวในช่วงหลายวันที่ผ่านมาคงทำให้เหนื่อยล้าทั้งกายและใจ ไม่ต่างจากข้า... องค์กษัตริย์ทิ้งห้องบรรทมของราชินีไว้เบื้องหลัง องครักษ์สองสามคนเดินตามเสด็จกลับที่ประทับในส่วนกลางของปราสาท บรรดาทหารยามที่อยู่ระหว่างทางเดินโค้งคำนับให้เมื่อเสด็จผ่านไป จนเมื่อถึงหน้าที่ประทับ มหาดเล็กก็เข้ามาโค้งคำนับเบื้องพระพักตร์แล้วกระแอมเบา ๆ องค์กษัตริย์ชายพระเนตรมองเล็กน้อยก่อนหยุดถาม “มีอะไร” “เสนากลาโหมขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ” ดวงตาที่หลุบต่ำส่ายซ้ายขวาอย่างไม่แน่ใจก่อนต่อคำเบา ๆ “เรื่องสำคัญ...” “ให้ไปรอที่ห้องหนังสือ แล้วเราจะตามไป” ตรัสบอกแล้วก็หายไปในที่ประทับ มหาเล็กโค้งคำนับแล้วถอยออกมา ก่อนจะรีบก้าวผ่านห้องหับหลายชั้นสู่หน้าปราสาทหลังใหญ่ ชายวัยกลางคนร่างกายกำยำบึกบึนแต่งกายแบบทหารชั้นผู้ใหญ่ยืนรออยู่ด้วยท่าทางองอาจ ดวงตาสีฟ้าจางดุจเหยี่ยวจ้องมองไปทางมหาดเล็กที่ค่อย ๆ ก้าวเข้ามาอย่างระมัดระวังเฉกเช่นนกกระจอกที่รู้ว่าตนช่างต่างชั้นกับพญาอินทรี ทันทีที่ถึงตัวมหาดเล็กก็ทำความเคารพแล้วแจ้งสิ่งที่องค์กษัตริย์บัญชาแก่เสนากลาโหม ชัพวิชญ์เดินตามมหาดเล็กไปเรื่อย ๆ พลางสำรวจทุกอย่างรอบกาย นับเป็นบุญวาสนาที่ได้ชมปราสาทขององค์กษัตริย์แม้จะเพียงผ่าน ๆ ก็ตามที ยศสูงทางการทหารไม่ทำให้เขามีโอกาสใกล้ชิดกับราชวงศ์ได้เท่ากับการมีศักดิ์เป็นพระสัสสุระ เขาไม่รู้สึกเหนื่อยเลยทั้ง ๆ ที่ต้องก้าวขึ้นบันไดหลายชั้นวนเวียนจนไม่นึกอยากจะจำ เมื่อถึงที่หมายมหาดเล็กก็นำตรงไปที่ห้อง ๆ เดียวของชั้น ‘ห้องหนังสือ’ ต่างจากที่เสนากลาโหมชัพวิชญ์จินตนาการไว้มากมายนัก ภาพห้องเล็ก ๆ อุดอู้เต็มไปด้วยหนังสือเก่า ๆ ที่ถูกทิ้งไว้จนฝุ่นจับถูกแทนที่ด้วยห้องกว้างที่กินพื้นที่ทั้งชั้นของตัวปราสาท ตู้ไม้ที่ด้านหน้าเป็นกระจกวางเรียงกันไม่มีที่สิ้นสุด ป้ายทองเหลืองบอกถึงหมวดต่าง ๆ ของหนังสือที่ถูกเก็บรักษาและทำความสะอาดอย่างดีตามคำบอกเล่าของมหาดเล็ก ทุก ๆ หมวดจะมีส่วนของที่นั่งสำหรับให้พักอ่านหนังสือโดยไม่ต้องเดินไปไกล บานหน้าต่างกว้างถูกทำขึ้นเพื่อให้แสงลอดเข้ามาได้เพียงพอที่กับการอ่าน ถึงอย่างนั้นก็ยังมีตะเกียงจัดวางไว้พร้อมเสมอ มหาดเล็กที่คอยสังเกตอยู่ถอนหายใจเบา ๆ ด้วยเพราะพอจะรู้ว่า ผู้ครองตำแหน่งใหญ่ทางการทหารถึงแม้จะตื่นตากับภาพหนังสือมากมายตรงหน้าแต่หาได้เข้าใจคุณค่าของมัน สถานที่แห่งนี้ถูกทำขึ้นตั้งแต่สมัยกษัตริย์พระอัยกาขององค์กษิดิส ัตริย์ต่ก็่เห็นคุณค่าของห้องหนังสืออย่างแท้จริงก็ควรเป็นเช่นนั้นี้เป็นครั้งแรกแล้ว ภาพแววตาแห่งยินดียังคผู้ที่เข้ามาได้มีเพียงคนในราชวงศ์ชั้นสูง นอกนั้นเขาก็เคยเห็นเพียงผู้ยิ่งใหญ่ทางการทหารผู้นี้กับผู้ยิ่งใหญ่ทางการเมืองเช่นมหาปราชญ์ และเพราะเขาได้เคยเห็นปราชญ์ชวิศเข้ามาในห้องนี้เป็นครั้งแรกไปแล้ว ภาพแววตาแห่งความยินดียังคงติดตรึงสร้างภาพให้เชื่อว่าผู้ที่เห็นคุณค่าของห้องหนังสืออย่างแท้จริงควรเป็นเช่นไร ซึ่งเขาไม่เห็นมันผ่านดวงเนตรสีฟ้าจางของเสนากลาโหม แต่มหาดเล็กก็ไม่อาจทราบความในใจที่ชัพวิชญ์คิดทั้งหมด สิ่งที่ยิ่งกว่าความตื่นตาก็คือความมุ่งมาดปรารถนาจากใจจริง ปรารถนาที่จะได้ครอบครองสิ่งมีค่าแม้ตนจะไม่รู้ค่า ความทรงจำย้ำไปถึงเรื่องเล่าที่เคยได้ยินเกี่ยวกับของลับล้ำค่าในห้องหนังสือ บางสิ่งที่ราชวงศ์เก็บงำซุกซ่อนไว้ สิ่งที่จะนำไปสู่อำนาจ มือหยาบที่ไล้ไปตามขอบตู้หนังสือต้องชะงัก ผู้เป็นเสนากลาโหมจำต้องดึงตนเองออกมาจากห้วงคิดที่ลอยไปไกลแสนไกลเมื่อเสียงมหาดเล็กดังมาจากด้านนอก อิริยาบถของผู้ที่อยู่ภายในทั้งคู่เปลี่ยนเป็นโค้งคำนับอย่างนอบน้อมให้กับผู้ที่ผ่านประตูกว้างเข้ามา องค์กษัตริย์ก้าวช้า ๆ แล้วหยุดประทับนั่งบนเก้าอี้ยาวสำหรับอ่านหนังสือ สายพระเนตรทอดมองบิดาของผู้เป็นที่รักพักหนึ่งก่อนตรัสเสียงเย็น “เราต้องการคุยกับเสนากลาโหมตามลำพัง” สิ้นกระแสรับสั่ง องครักษ์พร้อมทั้งมหาดเล็กก็ทำความเคารพพร้อมกันแล้วหายไปเบื้องหลังบานประตู ไกลพอที่จะไม่ได้ยิน หากใกล้พอที่จะพิทักษ์ดูแลองค์กษัตริย์ให้ปลอดภัยได้ “ว่าเรื่องของเจ้ามา” ผู้สูงศักดิ์กว่าเริ่มบทสนทนา เสนากลาโหมมีท่าทีอึกอัก “กระหม่อมไม่รู้จะทูลดีหรือเปล่า มันเกี่ยวกับองค์ชาย...” “พูด...อย่างที่เจ้าตั้งใจจะมาพูด” องค์กษัตริย์ตรัสอย่างรำคาญกับท่าทีเสแสร้งที่ดูออกง่าย ๆ ของเสนากลาโหม “จะเกี่ยวกับปาณัสม์หรือใครก็ว่ามาเถอะ” “จริง ๆ แล้วเกี่ยวกับคนอีกมากมายรวมถึงเรื่องนางไม้ด้วยพ่ะย่ะค่ะ” ชัพวิชญ์หยุด แต่องค์กษัตริย์ก็ไม่ได้ตรัสประการใด เขาเลยกล่าวต่อไป “กระหม่อมได้สอบถามเรื่องของนางไม้กับพวกปราชญ์ คำตอบที่ได้ตรงกับที่กราบทูลไป แต่มีสิ่งหนึ่งที่กระหม่อมออกจะแปลกใจที่พวกเขาไม่ยอมทูลบอกความจริง ทรงทราบหรือเปล่าพ่ะย่ะค่ะว่านางไม้สามารถทำให้ทรงลุ่มหลงได้เพียงแค่สบตา” พระขนงขมวดเข้าหากันเล็กน้อยแล้วก็คลายไป “เราไม่รู้” เสนากลาโหมยิ้มอย่างเข้าทาง “ปราชญ์ชวิศไม่ได้กราบทูลหรือพ่ะย่ะค่ะว่าที่ต้องให้ทรงมอบนางไม้ให้แก่องค์ชายเพราะเกรงว่านางไม้จะทำให้ทรงลุ่มหลงจนเสียกาลบ้านเมืองไป” “ไม่” พระสุรเสียงสั้นห้วนจนคนเล่ารู้ได้ว่าองค์กษัตริย์เริ่มมีความรู้สึกอย่างที่ตนต้องการ “แปลกนะพ่ะย่ะค่ะ แทนที่จะผลักไสให้ไกลออกไป กลับให้ประทานแก่องค์ชายปาณัสม์ เหมือนเชื่อว่าองค์ชายจะมีพระทัยแข็งยิ่งกว่าพระองค์” ทว่าองค์กษัตริย์ไม่ได้พิโรธอย่างที่ชัพวิชญ์คิดไว้ “อย่างนี้ปาณัสม์จะไม่เป็นอันตรายหรือ” คนเล่าก็เลยใส่สีตีไข่ให้วุ่นวายต่อไป “อาจจะทรงปรึกษาหารือกันไว้ก่อนแล้วก็ได้พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมไม่ได้ต้องการใส่ร้ายท่านมหาปราชญ์ แต่วันก่อนหน้าวันสถาปนา มหาปราชญ์เข้าไปพบองค์ชายแล้วอยู่ด้วยกันตามลำพังนานสองนาน แต่อาจจะไม่แปลกก็ได้ ช่วงหลังมานี่กระหม่อมได้ข่าวมาว่าปราชญ์ชวิศพบปะขุนนางชั้นสูงเป็นว่าเล่น คนในวังก็เข้านอกออกในคฤหาสน์แสงเทพบ่อยเหลือเกิน ไม่รู้ว่าปรึกษาข้อบ้านเมืองหรือคิดการสิ่งใดกันอยู่...” องค์กษัตริย์นิ่งไปชั่วครู่โดยที่เสนากลาโหมไม่รู้เลยว่ามีสิ่งใดอยู่ในพระทัย “เราไม่จำเป็นต้องชี้แจงกับท่านหรอกเสนากลาโหม แต่เราจะบอก ปาณัสม์กับมหาปราชญ์ย่อมสนิทสนมกันเป็นธรรมดา มหาปราชญ์เป็นพระอาจารย์ของปาณัสม์ และองครักษ์การัณย์ก็เป็นบุตรบุญธรรมของเขา” “แต่...กระหม่อมเป็นห่วง...” คนตั้งใจมาฟ้องไม่ยอมง่าย ๆ พระหัตถ์ยกขึ้นสูงเป็นเชิงห้าม “ขอบใจในความหวังดีของท่าน อย่าได้วิตกไปเลย หนึ่งคืออนุชาเรา อีกหนึ่งคือปราชญ์ที่รับใช้ราชวงศ์มานานสามรัชกาล กลับไปก่อนเถอะ เราจะมอบทองหนึ่งหีบให้ท่านในฐานที่จงรักภักดี” สิ่งที่ทรงคาดไว้ไม่ผิดเพี้ยน หากต้องทรงเสียทองเป็นหีบเพื่อปัดความรำคาญเช่นนี้บ่อย ๆ คงจะไม่ดีแน่ แต่มันก็ทำให้เสนากลาโหมยอมจากไปแต่โดยดี แม้การพบปะครั้งนี้จะทิ้งเชื้อไฟเล็ก ๆ มาสุมรวมกับของเดิมโดยที่องค์กษัตริย์ไม่ทันรู้องค์ เรื่องราวทั้งหลายที่ชัพวิชญ์มีใจจะมาบอกเล่าโดยถือเป็นเรื่องสำคัญนั้น ไม่ต่างอะไรกับเรื่องเล็ก ๆ ที่ได้สดับรับฟังจากมหาดเล็กอยู่ทุกวัน มีหรือที่การต่าง ๆ ในบ้านเมืองจะรอดพ้นพระเนตรพระกรรณ หากแต่ไม่เคยพยายามจับการกระทำเล็ก ๆ น้อย ๆ มาเป็นประเด็นสนใจในด้านร้าย ๆ แต่สิ่งที่เสนากลาโหมชักนำให้ทรงระแวงกลับตรงต้องกับความกลัวเล็ก ๆ ในดวงหทัยของกษัตริย์หนุ่มยิ่งนัก หนามเล็ก ๆ ที่ทิ่มตำพระองค์มาตลอดนับแต่วันที่ขึ้นครองราชย์แล้วไม่ทรงยอมให้ปาณัสม์ออกไปครองหัวเมืองตามธรรมเนียม หากแต่ปล่อยให้องค์ชายองค์น้อยอยู่ใกล้กับอำนาจรัฐตลอดมา ในทางการเมืองช่างเป็นเรื่องที่โง่เขลายิ่ง แต่ในทางครอบครัว พระองค์จะปล่อยให้พระอนุชาตัวน้อย ๆ ต้องพลัดพรากไปอยู่แดนไกลเพียงลำพังได้อย่างไร ได้แต่ทรงภาวนา ...ขออย่าให้ความรัก นำความหายนะมาสู่บัลลังก์ของข้าเลย... --------
|
||
| แก้ไขล่าสุด ใน วันจันทร์ที่ 08 กุมภาพันธ์ 2010 เวลา 02:27 น. |
|
1 |
|
|
|
2 |
|
Finch NEW!
|
|
3 |
|
Soul slayer คู่หูผิดสูตรฯ |
|
4 |
|
แม่สื่อปากร้าย vs ผู้ชายรสจัด
|
|
5 |
|
ข้านี้แหละ..จอมโจรแห่งตำนาน 1 |