สำนักพิมพ์ | หมวดหนังสือ

fs

ws

ls

ps

ts

ค้นหาผลงานนักเขียน 1168



Online Status

เรามี 15 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

เสียงจากนักอ่าน

  • What is your favorite sitcom most? buy zithromax
  • Hello, who noted how the new year? buy prednisone ...
  • Hello, who noted how the new year?
  • อร๊ายยยยยยย เพิ่งอ่านจบหมาด ๆ ตอนจบในหนังสือ หวานน...
  • เจอนิสัยหมอโห แล้ว อึ๋ยยย ตรงสเปกมากมาย เจอนางเอกก...
  • บอกได้คำเดียวว่ า น่าอ่านมาก
  • :D
  • เล่มนี้ซื้ออ่าน แล้วด้วย
  • ตามมาเก็บความหว านของหมอโหกะหนู หวายคะ ยินดีกับคุณ...
  • อ่านจบแล้วค่ะ พระเอกกะล่อน แต่ก็น่าร้าก :-* :-* :o...
  • คีราณไปที่รีสอร ์ตแล้ว จะเจอนางเอกแล้ว :oops:
  • คีราณน่ารักกกกก กกกกกกกกกก ่ตามอ่านตั้งแต่ ในเว็บแ...
dying_area


 


ตัวอย่างเนื้อเรื่อง : Cool Prince หยิ่งนักรักซะเลย

ts0072

Cool Prince หยิ่งนักรักซะเลย
ผู้แต่ง Swordman แห่ง Iris
ราคา 189 บาท 
จำนวนหน้า 288 หน้า 
ISBN 978-616-520-014-1

 

Download ตัวอย่างเนื้อเรื่อง




 

ตอนที่ 1 : พรหมลิขิต ( มีจริงเหร้อ... )


“นี่...เธอว่านักร้องคนไหนหล่อสุด?” นักเรียนสาวระดับชั้นมัธยมปลายคนหนึ่งเอ่ยถามเพื่อนสาวในกลุ่ม
“ถ้าญี่ปุ่นก็ กาคุโตะ , เกาหลีก็ กุญแจ , ไทยก็ ก็อกไม้” หลายคนครุ่นคิดก่อนตอบ

“แล้วคนธรรมดาล่ะ?”

“ก็ เลออง โรงเรียนเซนต์คาร์เตอร์ไงล่ะ!!!” คราวนี้ทุกคนตอบพร้อมกันโดยแทบไม่ต้องคิด

ใช่...ถ้าพูดถึงคนธรรมดาสามัญที่ไม่ได้เป็นนักร้อง ดารา แต่หน้าตาสุดยอดไม่เป็นรองใครก็หนีไม่พ้น เลออง ไฮโซหนุ่มลูกครึ่งไทย-อิตาลี อายุสิบแปดปี ผิวขาวอมชมพูจนผู้หญิงแท้ๆยังต้องอาย สูงหนึ่งร้อยแปดสิบห้าอีกทั้งยังมีหุ่นเฟิร์มมากจนสาวๆการันตีว่า หล่อที่สุด!!! ฐานะทางการเงินและชาติตระกูลไม่ต้องพูดถึงติดอันดับต้นๆในเอเชียแค่คิดก็น้ำลายหกแล้ว...

แต่ก็ได้แค่พูดเท่านั้นล่ะ เพราะหลายสิ่งหลายอย่างที่ดูสูงส่งดั่งเจ้าชายทำให้สาวๆหลายคนท้อแท้เมื่อเปรียบเทียบกับตัวเอง ที่สำคัญไปกว่านั้นกิตติศัพท์อันเป็นที่รู้กันในหมู่ไฮโซแอนด์โลโซก็คือ เลออง...หยิ่งมาก!!!


ห่านโกะ ( อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน )

บลูเทียร์ ( อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน )

------------------------------------------------------------------------------

บลูเทียร์ Say : นี่ยัยห่าน...ฉันสแกนรูปเลอองจากหนังสือซ่อกแซ่กเล่มใหม่มาแล้ว เธอจะเอามั้ย? ^o^

ห่านโกะ Say : ไม่... =_=

บลูเทียร์ Say : ไม่เอาเหรอ? ต้าย...วันนี้มาแปลกนะยะ =[]=

ห่านโกะ Say : ไม่เข้าใจทำไมต้องถาม...เอาสิยะยัยบลู!!! >o<

บลูเทียร์ Say : =_=”


ฉันซึ่งคลั่งไคล้ชายหนุ่มผู้นี้ไม่รอช้ารีบกดรับรูปโดยเร็ว เพียงชั่วครู่ก็ได้เจ้าชายสุดที่รักมาไว้ในเครื่องอีกหนึ่งรูปจากหลายร้อยรูปที่เก็บไว้ก่อนหน้านี้ เคเซอร์เม้าส์คลิกเปิดรูปน้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ก่อนแอบกรี๊ดอยู่ในใจ เพราะภาพบนหน้าจอช่างเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ของไฮโซหนุ่มผู้นี้เหลือเกิน...เขากำลังหาว =_=” แหม...ปาปารัชชี่สมัยนี้หากินกับรูปคนดังง่ายจริงๆ

ห่านโกะ Say : เลอองตอนไม่เก็กนี่น่ารักชะมัดเลย >o<

บลูเทียร์ Say : ก็ว่างั้น...แต่ตัวจริงไม่ได้เก็กธรรมดานะ “เก็กซิม” เลย...หยิ่งชะมัด! =_=*

ห่านโกะ Say : อย่าว่าเลอองนะ =_=*

บลูเทียร์ Say : ชิ...เห็นผู้ชายดีกว่าเพื่อน! TT^TT

ห่านโกะ Say : อ๊ะ...แน่นอน ^o^


ฉันหัวเราะเบาๆที่ได้กัด บลู เพื่อนสาวคนสนิท แม้เธอไม่ได้ชอบเลอองเหมือนฉันแต่พวกเราก็สามารถพูดคุยกันได้รู้เรื่อง เอ้ย...ได้แทบทุกเรื่อง =_=” พลางเหลือบมองนาฬิกาแขวนผนังซึ่งบ่งบอกเวลาสี่ทุ่มกว่าก็อดหาวหวอดๆไม่ได้ราวกับร่างกายต้องการเตือนว่าสมควรนอนได้แล้ว เลยร่ำลาเพื่อนสาวคนสนิทใน MSN แล้วล็อคเอ้าท์ตามด้วยชัตดาวน์ปิดคอมพิวเตอร์ไปอย่างเนิบๆ ทิ้งตัวลงบนเตียงนอนคว้าตุ๊กตาควายแดงมานอนกอดเพียงไม่นานก็ผล็อยหลับไป


สองปีก่อนหน้านี้...

“นักเรียนทุกคนคงรู้ใช่มั้ย ว่าโบสถ์ของวัดอนุเคราะห์ค่อนข้างทรุดโทรม ทางคณะอาจารย์เลยคิดจัดผ้าป่าขึ้นมา” อาจารย์นลินาบอกบรรดาลิงทะโมนในห้องเรียนที่ตั้งใจฟังตาแป๋ว

เอ่อ...ไม่นับฉันนะเพราะไม่อยากเป็นลิง =_=” ก่อนที่ฉันจะหันไปกระซิบกระซาบ บลู เพื่อนฉาว เอ้ย...เพื่อนสาว กับ หยก เพื่อนชั่ว เอ้ย...เพื่อนชายที่อายุมากกว่าสองปีเพราะซ้ำชั้นตอนป.หนึ่งสองปีซ้อน...ฉลาดมากกกก...

“อาจารย์นลินาพูดแบบนี้สงสัยให้พวกเราบริจาคแน่เลย”

“นั่นสินะ...” บลูตอบกลับมา

เพราะเป็นแบบนี้เกือบทุกปีเนื่องจากโรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนวัดอนุเคราะห์เหมือนเป็นส่วนหนึ่งของวัดไปด้วย เวลามีอะไรก็ต้องช่วยเหลืออย่างบริจาคหรือบำเพ็ญประโยชน์

“อาจารย์จะให้พวกเราช่วยบริจาคเงินใช่มั้ยครับ?” หยกยกมือถามอาจารย์นลินาที่ยืนยิ้มแป้นหน้าสวยอยู่หน้าห้อง

“เปล่าจ้ะ...แต่จะให้เธอถือซองผ้าป่าไปเรี่ยไรเงินจากคนอื่นๆทั้งในและนอกโรงเรียน”

ทุกคนในห้องหัวเราะร่วนเพราะหน้าที่นี้ค่อนข้างน่าอายแม้จะได้บุญก็ตาม ซึ่งหยกเป็นหัวหน้าห้องเลยต้องรับผิดชอบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“โคตรซวยเลยแก” ฉันเอ่ยพลางหันไปหัวเราะเยาะเย้ยกับบลู น่าแปลกที่เจ้าตัวกลับไม่มีท่าทีทุกข์ร้อนอะไรยกมือตอบอาจารย์ไปว่า

“อาม่าผมป่วยหนักนอนซมอยู่ที่บ้านแล้วพ่อแม่ก็ไม่อยู่ วันนี้ผมเลยต้องรับผิดชอบพาอาม่าไปหาหมอที่โรงพยาบาลครับ”

“แย่จริง...งั้นรองหัวหน้าห้องรับผิดชอบเรื่องนี้ไปละกัน” เสียงหัวเราะของบลู กับ หยก และ เพื่อนคนอื่นๆดังขึ้น เพราะรองหัวหน้าห้องนั้น คือ ฉันเอง...แง!!!

“โคตรซวยเลยแก” บลูรีเพลย์คำพูดฉันพลางหัวเราะเยาะเย้ย

อาจารย์นลินายื่นซองผ้าป่ามาให้ฉันที่กลืนน้ำลายเอื้อกใหญ่ ก่อนฉันจะหันไปส่งสายตาเป็นประกายวิบวับให้เพื่อนสาว มันหัวเราะค้างแล้วทำสีหน้าประมาณว่า งานเข้าแล้วตู!

นักเรียนคนอื่นๆเริ่มทยอยกลับบ้านเมื่อออดเลิกเรียนดังได้ไม่นาน ขณะที่พวกฉันกลับต้องถือซองผ้าป่าขอรับบริจาคจากรุ่นพี่รุ่นน้องรวมถึงผู้ปกครอง เงินที่ได้มาก็มีแต่เศษเหรียญอันหนักอึ้ง ธนบัตรนี่ไม่ต้องพูดถึงมียี่สิบบาทอยู่ใบเดียว นับๆแล้วคงราวๆสองถึงสามร้อย

“ทำไมถึงซวยแบบนี้เนี่ย” ฉันบ่นพึมพำอย่างเศร้าใจหลังนำเงินในซองเทใส่ถุงพลาสติกที่บลูหิ้วอยู่เป็นรอบที่สาม เฮ้อ...อายก็อาย แถมยังไม่ได้กลับบ้านเร็ว

“พูดมากน่า...ฉันไม่ซวยกว่าแกเหรอ ไม่ได้เกี่ยวอะไรด้วยเลยดันต้องมายืนแบกหน้าอยู่ด้วยเนี่ย” บลูบ่นกระปอดกระแปด

“เอ้า...แกเป็นเพื่อนฉันนะ มีอะไรก็ต้องช่วยกันสิยะ” ฉันสวนกลับไป

“แหม...ตลอด อ้างเพื่อนทุกที แล้วแกจะเทเงินลงมาบ่อยๆทำไมเนี่ย!!!” บลูโวยวายหลังฉันเทเงินในซองลงถุงพลาสติกรอบที่สี่

“เอ้า...ซองกระดาษนะไม่ใช่ซองเหล็กจะได้รับน้ำหนักเหรียญได้” ฉันตอบไปอย่างมีเหตุผล

“ซองหรือแกที่รับน้ำหนักเหรียญไม่ได้ ห๊ะ!!! ฉันเนี่ย...จะรับไม่ได้อยู่แล้วเฟ้ย”

ก่อนที่บลูจะยกถุงเศษเหรียญทุ่มใส่ฉันสายตาของพวกเราก็เหลือบไปเห็นเหยื่อ เอ้ย...หญิงชราที่เดินฉับๆข้ามถนนมาหยุดยืนตรงประตูรั้วหน้าโรงเรียนเสียก่อน คาดว่าเป็นผู้ปกครองของนักเรียนคนใดคนหนึ่งเลยไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดมือรีบวิ่งด๊อกแด็กเข้าไปหาอย่างรวดเร็ว

“คุณยายค่ะ...ช่วยบริจาคเงินซ่อมแซมโบสถ์ของวัดอนุเคราะห์ได้มั้ยคะ?” ฉันยิ้มหวานส่งให้หญิงชราที่หันมาพยักหน้าเบาๆก่อนล้วงกระเป๋าสตางค์ควักธนบัตรใบละห้าสิบใส่ลงซอง

ว้าวววว...แบงค์ใหญ่...เท่าที่เคยได้มา =_=”

“ขอบคุณค่า!!!” ฉันเอ่ย ก่อนที่บลูจะถามขึ้นมาว่า

“คุณยายมารอรับหลานเหรอคะ ให้พวกหนูรอเป็นเพื่อนมั้ยคะ?”

“ไม่เป็นไรๆ...นั่นมาโน่นแล้ว” หญิงชราปฏิเสธพลางชี้ไปทางหลานรูปร่างตุ้ยนุ้ยที่วิ่งออกมาจากอาคารเรียน เมื่อพวกเราหันไปมองก็ต้องอึ้งเพราะ...

“อาม่า...โทษทีที่มาช้า พอดีอั้วะมีเวรทำความสะอาดตอนเย็น” หยกเอ่ยเมื่อหยุดยืนตรงหน้า

“ไม่เป็นไรหรอกอาตี๋ อั้วะก็เพิ่งมาถึงได้ไม่นาน ไปๆ...กลับกันได้แล้ว” หญิงชราเอ่ยพลางเดินนำลิ่วไป หยกสะพายเป้จะวิ่งตามแต่ต้องชะงักเกือบหงายหลังเมื่อฉันกับบลูพร้อมใจดึงคอเสื้อเขาเอาไว้

“ไหนแกบอกว่าอาม่าป่วยหนักไงฟะ!!!” ฉันแว้ดใส่

“นั่นสิ...แล้วนี่มันอะไรกัน ห๊ะ!!!” บลูแยกเขี้ยว

หยกหมุนตัวกลับเหมือนเต้นลีลาศพลางตอบว่า

“คนฉลาดเท่านั้นที่จะเอาตัวรอดในสังคัง เอ้ย...สังคมได้นะเพื่อนฝูง!!!”

ว่าแล้วมันก็กระโดดดึ๋งดั๋งตามอาม่าไปด้วยจิตใจร่าเริง

“โหย...เซ็งเลย ลืมไปว่าอีตาหยกมันกระล่อน” บลูบ่นอย่างเจ็บใจ

“นั่นสิ...ที่สำคัญเด็กโข่งชะมัด โตจนหมาเลียก้นไม่ถึงยังให้อาม่ามารับอีก” ฉันบ่นพึมพำพลางถอนหายใจให้กับชะตากรรมที่ต้องยืนรอขอเรี่ยไรเงินทำบุญต่อไป

ไม่นานนักท้องฟ้าก็เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีส้มอมแดง สมควรกลับบ้านกลับช่องได้แล้วเพราะผู้ปกครองกับนักเรียนก็หร่อยหรอลงเรื่อยๆ

“เฮ้อ...ยังไม่มีใครมาบริจาคหลังอาม่าเลย” ฉันพูดพลางเปิดซองสีขาวดูธนบัตรห้าสิบบาท จังหวะนั้นเองเกิดลมพัดแรงจนซองนั้นปลิวหลุดมือไป

“ว้าย!!!” ฉันตกใจพยายามวิ่งไล่คว้าแต่ไม่ทัน ยิ่งตามก็ยิ่งห่างจนมันปลิวเข้าไปในถนนใหญ่

เอี้ยดดดด!!!

รถเบนซ์ตากลมสีเงินเบรกกะทันหันเมื่อฉันทะเล่อทะล่าวิ่งตัดหน้า

“อยากตายหรือไงห๊ะ!”

คนขับรถเป็นชายวัยยี่สิบต้นๆเปิดประตูออกมาต่อว่าฉันที่กำลังก้มลงเก็บซองผ้าป่าจากพื้นถนน

“เอ่อ...ขอโทษค่ะ ฉันไม่ได้ตั้งใจ” ฉันตอบพลางยิ้มแหยๆ

“ไม่ตั้งใจงั้นเหรอ ถ้าเกิดคุณหนูของฉันเป็นอะไรขึ้นมา แล้วใครจะรับผิดชอบ!!!” ชายคนนั้นตวาดใส่หน้าฉันไม่ยั้ง ทั้งที่พยายามใจเย็นแต่ฟังแบบนี้แล้วมันเริ่มจี๊ดขึ้นมา

“คนที่จะเป็นอะไรน่ะฉันต่างหาก คุณหนูของนายนั่งอยู่ในรถยุโรปแข็งเป็นหัวหมาแบบนี้จะเป็นอะไรได้ไง!!!”

“ต่อให้คุณหนูไม่เป็นอะไร แต่รถคันนี้ราคาเท่าไรเธอรู้มั้ย เป็นริ้วรอยบุบบี้ขึ้นมาชาตินี้ทั้งชาติฐานะอย่างเธอก็ไม่มีวันชดใช้หมด!!!”

คำเหยียดหยามนั้นทำให้ฉันรู้สึกโกรธจนพูดไม่ออก ทั้งอยากกรี๊ด อยากด่า ไม่รวยแล้วผิดตรงไหนยังไงก็คนเหมือนกัน บลูที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดวิ่งเข้ามาสมทบหลังยืนดูห่างๆอย่างห่วงๆได้สักพัก =_=”

“มากไปแล้วมั้ง...คนที่ต้องชดใช้คือพวกนายต่างหาก จิตใจคนสำคัญกว่าวัตถุสิ่งของหรือเงินทองนะ!!!” บลูโวยวายพลางหันมากระซิบกระซาบฉัน

“อย่างน้อยก็น่าจะได้ค่าทำขวัญเหนาะๆสองถึงสามพันเนอะ”

ไอ้เพื่อนเลว...เมื่อสักครู่ใครมันพูดว่า จิตใจคนสำคัญกว่าวัตถุสิ่งของหรือเงินทอง ฟะ =_=* ฉันแอบด่ามันอยู่ในใจ เฮอะ...อยากเห็นหน้าอีตาคุณหนูอะไรนั่นนัก ลูกน้องเป็นอย่างไร เจ้านายก็เป็นอย่างนั้นแน่ๆ!!!

“มีอะไรกัน?”

ฉันหันไปมองต้นเสียงที่เปิดประตูหลังรถออกมา ก่อนอึ้งปนตกตะลึงเมื่อพบว่าเป็นเด็กหนุ่มหน้าตาดี ผิวขาว สูงประมาณร้อยแปดสิบ อายุน่าจะเท่ากัน เขายืนมองพวกเราด้วยสีหน้านิ่งเฉยปนรำคาญนิดหน่อย

“เอ่อ...คุณหนูเลออง ผมกำลังสั่งสอนเด็กผู้หญิงพวกนี้น่ะครับ ไม่รู้เป็นบ้าอะไรกับอีแค่ซองเก่าๆขาดๆถึงกับต้องวิ่งตัดหน้ารถ” ชายคนนั้นรายงานอย่างสุภาพนอบน้อมต่างจากที่พูดคุยกับพวกเราสุดๆ

“ซองอะไรน่ะ?” เขาหันมาถามฉันที่ยืนนิ่ง หัวใจเต้นตึกตักราวกับจะระเบิดออกมา

“ก็ซองผ้า...ป่...”

“ซองทุนการศึกษาน่ะค่ะ” ฉันปิดปากยัยบลูเอาไว้แล้วยิ้มกริ่มยิงฟันขาวส่งให้เขา เรื่องอะไรจะบอกว่าซองผ้าป่า บอกว่าเป็นซองทุนการศึกษายังพอดูดีหน่อย

“ซองทุนการศึกษาคืออะไรน่ะ?”

อ้าว...เวรกรรม...พวกคนรวยนี่ท่าทางจะไม่รู้เรื่องพวกนี้เลยสินะ...=_=”

“เอ่อ...ซองทุนการศึกษาก็คือ...” ฉันพยายามคิดหาความหมายที่ดูดีหน่อย

“ช่างเถอะๆ...จะเรียกค่าเสียหายหรือค่าทำขวัญเท่าไรก็ว่ามาเลย ฉันจะได้รีบกลับบ้านสักที เหม็นควันรถจะแย่อยู่แล้ว” เขาพูดพลางยกมือปิดจมูกโด่งๆ

“พูดแบบนี้มันหยามกั...น...” บลูโวยวายแต่ฉันเอามือปิดปากมันไว้ได้ทันอีกครั้ง

“ไม่เป็นอะไรค่ะ ขอโทษนะคะที่ทำให้เสียเวลา” ฉันตอบพลางส่งยิ้มหวานให้

“งั้นก็ดี...เซนกลับบ้านได้แล้ว ฉันเหนื่อย!!!” เขาหันไปเอ่ยกับคนขับรถพลางกลับเข้าไปนั่งด้านใน

ไม่นานนักรถเบนซ์ตากลมสีเงินก็แล่นฉิวออกไปจากบริเวณนั้นอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้แต่ความอาลัยอาวรณ์ของฉันที่มองรถคันนั้นจนลับตาไป คนอะไร้...สเป็ค!!!

“งั้ม!!!”

“ย้ากกก!!!”

ฉันสะบัดมือออกจากปากเพื่อนสาวที่กัดอย่างแรง ก่อนที่มันจะหันมาแว้ดใส่ด้วยความโมโห

“เธอโง่จริงหรือโง่จังเนี่ย...ค่าทำขวัญก็ไม่เอา แถมยังไปขอโทษเขาอีก”

“ก็เขาหล่ออะ สเป็คฉันเลยนะเนี่ย”

“จะบ้าเหรอ!!! หน้าตาดี นิสัยเสียแบบนี้ไม่ไหวนะ อยากรู้นักลูกเต้าเหล้าใคร อายุก็เท่ากันแท้ๆทำท่าเชิ่ดเริ่ดหยิ่งไปได้”

“เอาน่าๆ...อย่าโมโหไปเลย มันเป็นอุบัติเหตุเขาคงไม่ได้ตั้งใจหรอก อีกอย่างเรารักษาเงินไว้ได้ก็พอแล้ว”

“ยัยบ้าเอ้ย...เธอเสี่ยงตายให้เขาด่าเล่นๆเพราะเงินห้าสิบบาทเหรอเนี่ย” คำพูดของบลูเหมือนศรปักอกอย่างจัง

“เออ...ว่ะ”

โรคบ้าคนหล่อนี่รักษาไม่หายสักที ฉันครุ่นคิดอย่างเซ็งๆ


กริ๊งงงงงงงง!!!...

เสียงนาฬิกาปลุกดังลั่นบ้านอยู่ราวๆห้านาที ฉันกับตุ๊กตาควายแดงก็กลิ้งตกเตียงไปด้วยกัน เมื่อ พี่หงส์ พี่สาวจอมโหดเข้ามาปลุกฉัน

“แกจะตื่นต่อเมื่อถ่านมันหมดใช่มั้ย นี่มันเจ็ดโมงกว่าแล้วนะเดี๋ยวก็ไปโรงเรียนไม่ทันหรอก” เสียงแว้ดๆนั้นทำให้ฉันต้องปรือตาตื่นอย่างงัวเงีย ( ที่ถีบไปไม่ได้กระทบกระเทือนมโนสำนึกเลยใช่มั้ย =_=* จาก พี่หงส์ )

“รู้แล้วๆ...อาบน้ำแต่งตัวห้านาทีก็เสร็จ”

ฉันตอบพลางลุกไปคว้าผ้าเช็ดตัวเดินเข้าห้องน้ำไป แต่ถึงกระนั้นก็หวนคิดถึงความฝันอันแสนหวานเรื่องที่ได้เจอเลอองเมื่อสองปีก่อนไม่ได้เพราะนั่นเป็นครั้งแรกที่เราสองคนได้พบกัน แล้วฉันก็ได้รู้จักว่าเขาเป็นใครมาจากไหนจากหน้านิตยสารธุรกิจที่พ่อแม่ซื้อมา มีรูปเขาขึ้นปกหราว่าเป็นทายาทคนสำคัญของบริษัทยักษ์ใหญ่ขนส่งสินค้าระหว่างประเทศซึ่งปัจจุบันมีคุณแม่เป็นประธานบริษัท ส่วนคุณพ่อเป็นทูต จึงเป็นไฮโซที่หน้าจับตามอง อีกทั้งหน้าตารวมถึงรูปร่างเขายังต้องตาต้องใจแมวมองหลายคนจึงได้เชิญไปถ่ายแบบลงปกนิตยสารวัยรุ่นพอสมควรทำให้เป็นที่รู้จักทั้งในวงการไฮโซและกลุ่มวัยรุ่นทั่วไปจนเกิดแฟนคลับขึ้นมา

จริงๆแล้วฉันเคยได้ข่าวว่ามีคนชักชวนเลอองเข้าวงการบันเทิงทั้งเล่นละครและร้องเพลง แต่เขาก็ปฏิเสธหมดโดยไม่สนใจกับจำนวนเงินค่าตัวมากมายเกินเจ็ดหลัก ทำให้ความหยิ่งของเขาดังกระฉ่อนไปทั่วแต่ก็ไม่ได้กระทบกระเทือนการมีหน้ามีตาในสังคมแต่อย่างใดเพราะเขาไม่เคยทำตัวแย่ๆให้เสื่อมเสียชื่อเสียงและไม่เคยมีข่าวฉาวกับสาวๆคนไหนเลยยิ่งทำให้น่าค้นหาเหลือเกิน อ๊า...เพอร์เฟคจริงๆ >//< จากนั้นมาฉันก็ยังได้เจอเขาบ้างแต่ความสัมพันธ์ของพวกเราไม่ได้คืบหน้าอะไรเพราะมีแต่ฉันที่เห็นเขาอยู่ฝ่ายเดียว =_=”


เสียงจ็อกแจ็กในห้องเรียนเงียบลงเมื่ออาจารย์นลินาที่ตามจองเวรพวกเรามาตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่สี่จนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่หกเดินเข้ามาพร้อมลังกระดาษใบหนึ่ง

“ตอนนี้โรงเรียนของเราได้คิดทำโครงการสร้างห้องสมุดเพื่อประชาชน เพื่อให้นักเรียน นักศึกษา รวมถึงประชาชนทั่วไปได้เข้ามาใช้บริการ ดังนั้นทางโรงเรียนจึงคิดรับเงินบริจาคจากผู้ใจบุญสนับสนุนโครงการนี้”

อาจารย์นลินาเอ่ยบอกด้วยสีหน้าสดชื่นแจ่มใส ในขณะที่พวกเราได้แต่ยิ้มแหยๆเพราะค่อนข้างเบื่อหน่ายกับการเรี่ยไรพอสมควร

“คราวนี้จะให้บริจาคหรือให้ไปยืนเรี่ยไรแบบครั้งก่อนเนี่ย” ฉันพึมพำขึ้นมาอย่างสงสัย
“นั่นสินะ” บลูตอบกลับมา

แม้ไม่พูดไปมากกว่านี้ ฉันก็เดาได้ว่ามันขยาดจากคราวก่อนพอสมควร

“ซึ่งจะให้หัวหน้าห้องรับผิดชอบถือกล่องบริจาคไปเรี่ยไรเงินจากคนอื่นๆทั้งในและนอกโรงเรียน” อาจารย์สาวหยิบกล่องบริจาคพลาสติกใสขึ้นมาจากลังกระดาษ

ให้ตายเถอะ...ต่อให้อัพเกรดจากซองกระดาษเป็นกล่องบริจาคก็ไม่น่ายินดีเท่าไรถ้าให้เป็นคนถือ หนักกว่าเดิมอีกนะเนี่ย...

“อาม่าผมป่วยหนักนอนซมอยู่ที่บ้านแล้วพ่อแม่ก็ไม่อยู่ วันนี้ผมเลยต้องรับผิดชอบพาอาม่าไปหาหมอที่โรงพยาบาลครับ” อีตาหยกชิงพูดทันที แต่เหมือนอาจารย์นลินาจะจำได้แม่น

“เอ๊ะ...คราวก่อน เธอยังไม่ได้พาอาม่าไปโรงพยาบาลอีกเหรอ?”

ทุกคนในห้องเรียนฮาครืนเมื่อหยกหน้าซีดเพราะโดนจับได้ ฉันล่ะไม่แปลกใจที่อีตานี่ซ้ำชั้นป.หนึ่งสองปีซ้อน...ไม่พัฒนาในการหลอกคนอื่นเลย =_=”

“โฮะๆๆ...สมน้ำหน้า แกลืมไปแล้วหรือไงว่ามุกนี้เคยใช้มาแล้ว!”ฉันหัวเราะเยาะเย้ย ในที่สุดมันก็ได้ชดใช้กรรมที่เคยทำไว้กับฉัน

“ไม่ต้องหัวเราะไป รองหัวหน้าห้องก็ต้องทำ” อาจารย์นลินาหยิบกล่องบริจาคอีกใบที่ซ่อนไว้ในลังกระดาษขึ้นมา ท่ามกลางเสียงหัวเราะของเพื่อนๆหลายคน นี่มันลังกระดาษหรือกระเป๋าโดราเอม่อนฟะเนี่ย!!!

“นี่มันเดจาวูหรือเปล่าเนี่ย!” บลูบ่นพึมพำข้างฉันด้วยท่าทางปลงกับชีวิต ความอายกลายเป็นความด้านชาเรียบร้อยแล้วเพราะตอนนี้พวกเรากำลังยืนขอเรี่ยไรเงินบริจาคอยู่หน้าห้างสรรพสินค้าชื่อดังแห่งหนึ่งย่านบางกะปิ

“บ่นมากน่า...แกไม่ได้เป็นคนถือกล่องบริจาคสักหน่อย” ฉันแขวะมัน

“เอ้า...แต่แกก็ไม่ได้เป็นคนพูดเชิญชวนนี่หว่า” บลูหันมาแว้ดใส่ฉันที่ได้แต่ยิ้มแห้งๆอย่างสำนึกผิด

ส่วนหยกต้องไปยืนอีกประตูหนึ่งซึ่งไม่รู้ชะตากรรมของมันในตอนนี้ว่าเป็นยังไงบ้าง พวกเรายืนมาสองชั่วโมงกว่าจนเมื่อยไปหมดแต่เงินบริจาคในกล่องมีแค่ห้าร้อยกว่าบาทเท่านั้น

อาจารย์ขา...เอาแค่ประตูห้องสมุดไปก่อนได้มั้ยคะ =_=”

ระหว่างที่ฉันยืนเซ็งๆอยู่นั้นสายตาก็เหลือบไปเห็นร้านกาแฟสตาร์ลัคซึ่งอยู่ถัดออกไปเล็กน้อย มองผู้คนกำลังนั่งพูดคุยจิบกาแฟเย็นๆด้วยความอิจฉาอยากเข้าไปนั่งเอ้อระเหยแบบนั้นบ้างเหลือเกิน

ในตอนนั้นเองสายตาสะดุดเข้ากับชายหนุ่มรูปงามกำลังนั่งอยู่ท่ามกลางกลุ่มเพื่อนชายด้วยกันตรงโซนด้านนอกร้าน ไม่ว่าจะเป็น หน้าตา ผิวพรรณ หรือ รูปร่าง ทำให้ฉันมั่นใจได้ 99% เลยว่า เขาคือ เลออง!!! เหลือ 1% ไว้กันหน้าแตก =_=”

“แก๊!!!” ฉันขึ้นเสียงสูงใช้มือดึงชายเสื้อนักเรียนของยัยบลูจนหลุดลุ่ยออกมาจากกระโปรง

“อะไรของแกเนี่ย?”

“นั่นๆๆ...ใช่เลอองหรือเปล่า?” บลูหันไปมองตามทิศทางที่ฉันชี้

“น่าจะใช่นะ เฮอะ...ขี้เก็กเหมือนเดิม!” เพื่อนสาวส่ายหน้าอย่างระอาใจเมื่อเห็นมาดคุณชายของเขา

“พวกเราเข้าไปขอเรี่ยไรจากพวกเขากันมั้ย?”

“ตามใจ...แต่ฉันว่าพวกคนรวยๆคงไม่บริจาคหรอก นอกจากจะได้ขึ้นชื่อหราตามหน้าทีวีเป็นข้อแลกเปลี่ยน” ฉันไม่ฟังเสียงเพื่อนสนิทบ่นพลางรีบเดินไปหยุดที่โต๊ะพวกเขา

“เอ่อ...ช่วยบริจาคเงินสร้างห้องสมุดเพื่อประชาชนหน่อยได้มั้ยคะ?” ฉันเอ่ยบอกพลางรู้สึกแสบตาตะหงิดๆเพราะแสงออร่าวิบวับจากเครื่องแบบโรงเรียนเซนต์คาร์เตอร์เอกชนสุดหรูสะท้อนเข้าตา

“เฮ้ย...แอมป์แกรวยนี่ บริจาคให้เขาหน่อยสิวะ...เผื่อฉันด้วย” ผู้ชายคนหนึ่งหันไปบอกเพื่อนในกลุ่ม

เอ่อ...ถ้าอย่างพวกนายเกี่ยงกันรวย อย่างพวกฉันนี่เกี่ยงกันจนงั้นเหรอ TT^TT

“ไอ้ซัน ทำบุญทำทานยังจะเกี่ยงอีกนะ” ผู้ชายที่ชื่อแอมป์หันไปว่าเพื่อนก่อนล้วงธนบัตรสีแดงสองใบแล้วหย่อนใส่กล่องบริจาค

“ขอบคุณค่ะ” ฉันเอ่ยพลางเหลือบมองเลอองที่นั่งเชิ่ดไม่ใส่ใจอะไร ก่อนที่แอมป์เพื่อนชายจะกระทุ้งศอกเบาๆใส่เขา

“เลออง...แกไม่บริจาคหน่อยเหรอ?” คำพูดนั้นทำให้หนุ่มรูปงามหันมามองฉันพลางเอ่ยว่า

“ต้องการเท่าไรล่ะ?”

แม้ฟังดูทะแม่งๆแต่ไม่เป็นไร...อภัยให้ได้ >_<

“แล้วแต่จิตศรัทธาค่ะ”

“แล้วจิตศรัทธาที่ว่าน่ะมันเท่าไร?”

“เอ่อ...”

คราวนี้เริ่มอ้ำอึ้งตอบไม่ถูก เขามองฉันที่ยืนลังเลด้วยสีหน้ารำคาญใจพลางหยิบธนบัตรสีเทาออกมาจากกระเป๋าสตางค์หนังสีดำ

“เท่านี้พอมั้ย?” ฉันมองแบงค์พันห้าใบในมือเขาด้วยความอึ้ง O_O

“พะ...พอ...มั้งคะ เยอะไปด้วยซ้ำ”

“ก็ดี...คงมากพอที่เธอจะไม่ต้องมาทำอะไรน่าอายแบบนี้อีก” เขาพูดแล้วยิ้มเหยียด แอมป์รับเงินจากเลอองมายัดลงกล่องบริจาค

ฉันรู้สึกอึ้งกับคำพูดนั้นทั้งที่อยากโกรธแต่สมองกลับปั่นป่วนจนไม่รู้ว่าจะตอบอะไร เป็นจังหวะที่พนักงานสาวยกถาดเครื่องดื่มมาเสิร์ฟพอดี เลอองรับแก้วกาแฟแล้วยื่นให้ฉัน

“เอ๊ะ?” ฉันอุทานอย่างแปลกใจ

“เอาไปดื่มซะ...เธอคงไม่ค่อยมีโอกาสลิ้มรสกาแฟแก้วละร้อยกว่าบาทแบบนี้บ่อยๆหรอก...จริงมั้ย?”


“กรี๊ดดดด...อีตาบ้านั่นมันดูถูกเธอชัดๆเลยนะเนี่ย!!!” บลูที่ฟังฉันเล่าเรื่องราวหลังเดินออกมาจากบริเวณร้านสตาร์ลัคถึงกับวีนแตก

“ไม่เป็นไรหรอก...แกก็น่าจะรู้ว่าพวกไฮโซคงพูดตามปกติ ไม่ได้ตั้งใจจะดูถูกอะไรหรอก”

ฉันมองโลกในแง่ดีสุดๆ

“ไม่ได้ดูถูกกับผีอะไร ยัยห่าน...แกเลิกเห็นกงจักรเป็นดอกบัวสักทีได้มั้ยเนี่ย อีตานั้นมันดอกหน้าวัวชัดๆ!”

“แกนี่...เห็นฉันเป็นคนยังไง ฉันไม่ได้บ้าคนหล่อสักหน่อย” น้อยใจแล้วนะ TTwTT

“แล้วถ้าคนพูดประโยคนั้นไม่ใช่เลออง แต่เป็นไอ้หน้าเหียกแสนอัปลักษณ์ล่ะ?”

“ฉันก็จะตบมันด้วยส้นรองเท้าน่ะสิ”

“นั่นไง...ผิดจากที่ฉันพูดมั้ย”

อ้าว...เข้าตัวเลยตู TT^TT

“แล้วมันจะไม่น่าโกรธไปกว่านี้ ถ้าแกดันไม่รับกาแฟแก้วนั้นมาด้วย!”

ฉันมองแก้วกาแฟเย็นในมือที่บลูพูดถึงด้วยสีหน้าเคลิบเคลิ้ม

“แหม...คนเขาอุตส่าห์ให้ก็ต้องรับสิยะ” อีกอย่าง...นี่เป็นสิ่งแรกที่เลอองให้ฉัน ไม่นับเงินบริจาค กลัวบาปกรรม =3=”

“พูดยังกับมันเป็นสมบัติล้ำค่าเลยนะยะ” บลูแขวะอย่างอดไม่ได้

“แน่นอน...กาแฟแก้วนี้เป็นสมบัติล้ำค่า ฉันจะไม่ยอมให้ใครแตะต้องเลย” พูดได้เพียงเท่านี้ อีตาหยกก็แบกร่างอวบๆพร้อมกล่องบริจาคเดินอุ้ยอ้ายมาทางพวกเรา

“โหย...เหนื่อยชะมัด อ๊ะ...เอามานี่เลย”

ยังไม่ทันได้ตั้งตัวมันก็คว้าแก้วกาแฟจากมือไปอย่างรวดเร็ว ฉันขยับปากจะห้ามแต่ไม่ทันเพราะมันดูดกาแฟเย็นแก้วละร้อยกว่าบาทของเลอองปื้ดเดียวค่อนแก้วด้วยสีหน้าเบิกบานใจ

“ฮ้า...สดชื่นชะมัดเลย กาแฟคาราเมล”

กรี๊ดดดดด!!!...ทั้งที่ฉันยังไม่ได้ลิ้มรสเลยแท้ๆ แม้แต่ดมดอมก็ยังไม่ได้ทำ พระเจ้าทำไมถึงไม่เห็นใจลูกเลยยยย!!!




ตอนที่ 2 : บังเอิญหรือเจตนากันแน่


“นี่ยัยห่าน...แกเอาแก้วกาแฟร้านสตาร์ลัคไปไว้บนหัวเตียงทำไมน่ะ ทิ้งๆไปซะ!” พี่หงส์บ่นพลางหยิบแก้วกาแฟโยนลงถังขยะในห้องนอน แต่ฉันก็กระโดดรับลูกไว้ได้อย่างแม่นยำท่ามกลางเสียงโห่ร้องของผู้คนในสนาม =_=”

“พี่หงส์ทำแบบนี้ได้ไง นี่มันเป็นสมบัติล้ำค่าของหนูเลยนะ” ฉันเอ่ยบอกพี่สาวที่ยกมือเท้าเอวทำสีหน้าเอือมระอา

“ทำไม...แก้วนี้มันฝังเพชรไว้หรือไง หรือ มันใบ้หวยได้ ห๊ะ!!!”

“นี่เป็นแก้วกาแฟของเลออง” ฉันบอกด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ

“แก้วของเลอองอะไร นี่มันแก้วของสตาร์ลัคชัดๆ” =_=” ตูล่ะกลุ้มใจ

“ไม่ใช่...หมายถึงกาแฟแก้วนี้ เลออง ที่เป็นไฮโซดังๆ เขาให้หนูมา”

“อย่ามาแหลๆ...เลอองคนนั้นเขาจะมายุ่งเกี่ยวกับแกได้ไงห๊ะ ไปซื้อกาแฟแพงๆมาแล้วเสียดายเงินจนต้องเก็บแก้วเอาไว้สิไม่ว่า ทำอะไรไร้สาระจริงนังน้องคนนี้!”

ให้ตายเถอะ...พูดความจริงทำไมไม่มีใครเชื่อฟะเนี่ย TT^TT

“พรุ่งนี้ต้องไปเรียนไม่ใช่หรือไง...รีบๆเข้านอนได้แล้ว ทำไมต้องให้ฉันปากเปียกปากแฉะได้ทุกวัน ชิ...ถ้าพ่อแม่ไม่ได้ทำงานต่างจังหวัดกลับมาบ้านอาทิตย์ล่ะครั้ง ฉันคงไม่ต้องเสียเวลามาเทศน์แกแบบนี้แน่ๆ” พี่หงส์บ่นยืดยาวพลางเดินออกไปจากห้อง...ได้สักที

ฉันวางแก้วกาแฟลงบนหัวเตียงหวังว่าคืนนี้คงจะฝันดีถึงผู้ให้มา ก่อนสไลด์ตัวลงบนที่นอนแล้วกอดตุ๊กตาควายแดงพลางผล็อยหลับไปอย่างง่ายดายในสี่วินาที =_=”


ในเช้าวันต่อมา...

ห้องเรียนยังคงครึกครื้นไปด้วยเสียงเพื่อนๆที่พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน เว้นเสียแต่หยกที่นั่งหน้าบูดบึ้งเอามือกุมแก้มซึ่งมีรอยช้ำเขียวๆอมม่วง

“เป็นไรอะแก แหม...นิ่งเงียบเชียว ปกติเห็นพูดเป็นต่อยหอย” ฉันทักทายเพื่อนชายด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม ทว่า...มันกลับหันควับมาจ้องจิกด้วยสายตาอาฆาต

“จะให้ฉันพูดคุยอย่างเบิกบานทั้งที่โดนแกต่อยเมื่อวานเนี่ยนะ”

“แหม...ถ้าแกไม่หยิบกาแฟเย็นของเลอองไปดื่มฉันก็คงไม่ต่อยแกหรอก พอดีมันโกรธจนลืมตัวไปหน่อยน่ะ แหะๆ...” ฉันยิ้มแห้งๆตอบมันไป ^^”

“เอาน่าๆ...ไอ้หยก แกก็รู้นี่ว่ายัยห่านมันคลั่งไคล้เลอองขนาดไหน” บลูปลอบใจเพื่อนชาย

“โธ่เอ้ย...ถ้าฉันรู้ว่ากาแฟแก้วนั้นเป็นของไอ้หยิ่งขี้เก็กนั่น ฉันไม่กระเดือกให้ต่อมรับรสมันเสื่อมหรอก!”

พลัวะ!!!

ว่าจะไม่แล้วเชียว แต่ก็อดเขกศีรษะกลมๆของมันไม่ได้

“อย่างแกน่ะ...โอเลี้ยงอาแป๊ะหน้าโรงเรียนก็พอแล้ว หนอย...ได้กินกาแฟคาราเมลสตาร์ลัคยังจะพูดมากอีก” หยกยกมือกุมศีรษะทำหน้าเบ้

“ฉันจะฟ้องอาจารย์นลินาให้หักคะแนนความประพฤติแก!” เมื่อคำขู่นั้นเปล่งออกมา ฉันก็รีบยอมศิโรราบให้มันแต่โดยดี

“โหย...เค้าแค่หยอกล้อเล็กน้อยตามประสาเพื่อนฝูง ตัวเองต้องฟ้องอาจารย์ด้วยเหรอ” ฉันทำหน้ามุ่ย เอานิ้วจิ้มๆไหล่เพื่อนชายแต่มันปัดออกอย่างไร้เยื่อใย

“ไม่ต้องมาพูดดีเลย” หยกสะบัดหน้าเชิ่ด

“เอางี้...พรุ่งนี้ไปเที่ยวห้างกัน เดี๋ยวฉันเลี้ยงข้าวแกหนึ่งมื้อ...โอเคเปล่า?” ฉันยื่นไม้ตายเด็ดไป

“โอเค!” มันตอบรับโดยแทบไม่ต้องคิด

เฮอะ...เรื่องกินเนี่ยไม่เป็นรองใครจริงๆ มิน่าถึงได้อ้วนกลมแบบนี้ =_=”

“โหย...เลี้ยงแต่หยกคนเดียวเหรอ โคตรลำเอียง!” ยัยบลูที่ฟังอยู่เงียบๆแย้งขึ้นมาเมื่อเห็นตัวเองไม่ได้ส่วนได้ส่วนเสียไปด้วย

“เออๆ...เลี้ยงแกด้วยก็ได้” เพื่อตัดปัญหาทางการเมือง เอ้ย...การกินระหว่างเพื่อนฝูงก่อนเอ่ยต่อไปว่า

“เจอกันตอนสิบเอ็ดโมงนะ ที่ลานน้ำตกชั้นล่างสุด!”

“โอเค!!!”

พวกมันสองคนประสานเสียงตอบรับด้วยสีหน้ามีความสุข ส่วนฉันนี่สิมีความทุกข์สุดๆ...ได้กินแกลบก่อนสิ้นเดือนอีกแล้ว TT^TT


เช้าวันเสาร์มาถึงรวดเร็วสุดๆราวกับนังคนแต่งมันต้องการกลั่นแกล้งฉัน และถ้าไม่ติดว่ายัยบลูฉลาดเกินมนุษย์แกล้งโทรไปขออนุญาตพี่หงส์เรื่องนัดเจอกันที่ห้างสรรพสินค้าตอนสิบเอ็ดโมง ฉันคงไม่โดนพี่สาวจอมโหดปลุกตั้งแต่เก้าโมงเช้า ชิ...ทั้งที่จะทำเนียนเป็นตื่นสายไปไม่ทันสักหน่อย TT3TT...เลวจริงๆตู

เมื่ออาบน้ำแต่งตัวรวมถึงแต่งหน้าเสร็จก็กินเวลาไปเกือบชั่วโมงครึ่ง ฉันหยิบแก้วสตาร์ลัคขึ้นมาจุมพิตหนึ่งทีราวกับคนรัก...แน่นอนว่าต้องล้างน้ำจนสะอาดเพราะไม่อยากจุ๊บขี้มืออีตาหยก =_=*

“แล้วจะรีบไปรีบกลับนะคะ...ที่รัก” พูดกับตัวจริงไม่ได้ก็พูดกับของๆเขาไปก่อนก็ยังดี...เฮ้อ ก่อนจะรีบออกจากบ้านเพราะเหลือเวลาอีกเพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น

ตอนห้างสรรพสินค้าเพิ่งเปิดเป็นช่วงเวลาที่ฉันชอบพอสมควร เพราะคนไม่หนาแน่นจนรู้สึกอึดอัด อยากซื้อหรืออยากทานอะไรก็เลือกได้ตามสบาย ฉันเหลือบมองนาฬิกาข้อมือที่บ่งบอกว่าเหลืออีกสิบห้านาทีก่อนถึงเวลานัดจึงได้เดินเตร็ดเตร่ฆ่าเวลาโดยการชมสินค้าต่างๆ

เสื้อผ้า เครื่องประดับมากมายหลากหลายยี่ห้อที่ตั้งโชว์อยู่ในตู้กระจกของร้านมีหลายอย่างที่ฉันแอบมองอยู่บ่อยครั้งเพราะความชอบส่วนตัวแต่ไม่มีปัญญาหาซื้อมาสวมใส่เนื่องจากราคาค่อนข้างแพง เอาเป็นว่า...แค่ได้มองแล้วเก็บเอาไปฝันก็มีความสุขแล้ว

เรียกคะแนนสงสารจากคนอ่าน หรือ คะแนนสมเพช ฟะเนี่ย

ฉันเดินมาถึงโซนนาฬิกาข้อมือพลางมองดูความงดงามของเวลาในตู้โชว์ต่างๆอย่างสนใจ พนักงานสาวคนหนึ่งปรี่เข้ามาหาด้วยคำพูดและท่าทางที่ฝึกปรือจนชำนาญ

“นี่เป็นนาฬิกาโลว์เหล็ก ( ยี่ห้อคุ้นๆ =_=” ) ที่เพิ่งนำเข้ามาจากสวิสเซอร์แลนด์เลยนะคะคุณน้อง สายและตัวเรือนทำจากทองคำขาวชั้นดี ไม่ลอกแม้เวลาผ่านไปหลายร้อยล้านปี ประดับเพชรและพลอยชั้นเลิศ กระจกหน้าปัดกันกระสุนไม่มีวันแตก ( จะเอาไว้ใส่ในสงครามเหร้อ =[]= ) กันน้ำกันไฟไม่มีวันตายค่ะ”

ฟังๆดูแล้วนี่มันนาฬิกาหรืออาวุธสงครามฟะเนี่ย

“เอ่อ...ราคาเท่าไรคะ?” จริงๆก็พอรู้อยู่ว่าราคาแพง แต่ถามไปตามมรรยาทเท่านั้น

“ไม่แพงค่ะ...ห้าแสนแปดเท่านั้นเอง ซื้อตอนนี้มีโปรโมชั่นลดเหลือสี่แสนแปดค่ะ”

โห...สี่แสนแปด ซื้อนาฬิกาเรือนละร้อยเก้าสิบเก้าได้กี่เรือนฟะเนี่ย TTwTT

“เอ่อ...ไม่...”

“ไม่ซื้อไม่เป็นไรค่ะ ลองใส่ดูก่อนได้นะคะคุณน้อง ชอบหรือไม่ชอบค่อยตัดสินใจ เพราะเรามีโปรโมชั่นลดราคาถึงสิ้นเดือนนี้ค่ะ” เธอยังคงพรีเซ้นท์ต่อไป

“ไม่มีเงินค่ะ”

“อ้าว...แล้วก็ให้พูดอยู่ได้!” หล่อนทำสีหน้าผิดหวังพลางเดินจากไป ใช่สิ...ฉันมันไม่รวยนี่ยะ! ในตอนนั้นเองเสียงหนึ่งก็ดังแว่วเข้ามาในหู

“น้องเลอองไม่สนใจนาฬิกาเรือนนี้เหรอคะ เป็นสินค้า Limited Edition มีเพียงหนึ่งร้อยเรือนในโลกเท่านั้นนะคะ”

พนักงานสาวอีกคนกำลังพรีเซ้นท์นาฬิกาเรือนอีกหนึ่งที่มีสายหนังสีดำ หน้าปัดสีเงินดูคลาสสิก แต่เปี่ยมไปด้วยความหรูหราลงตัวให้กับชายหนุ่มรูปงามที่ฉันหมายตาเอาไว้...เลออง

เขาอยู่ในชุดลำลอง ใส่เสื้อเชิ้ตแขนยาวกับกางเกงสแล็คสีดำ ผมสีน้ำตาลถูกเซตเอาไว้อย่างลงตัว ดูเท่ห์จนฉันรู้สึกได้เลยว่าผู้หญิงหลายคนที่เดินผ่านไปผ่านมารวมถึงพนักงานสาวๆจับจ้องเขาตาแทบไม่กระพริบ

“ไม่เอา...ถ้ามีเรือนเดียวในโลกแล้วค่อยติดต่อมาละกัน” เขาปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใยพลางเดินออกไปจากบูทขายนาฬิกา ฉันเลยปรี่เข้าไปหาอย่างรวดเร็ว

“เลออง” เขาปรายตามองฉันแต่ไม่พูดอะไร

“เอ่อ...จำฉันได้มั้ย?”

“ไม่” ตอบโดยแทบไม่ต้องคิด

อีตานี่อัลไซเมอร์หรือไงฟะเพิ่งเจอกันเมื่อวานซืนแท้ๆ TT^TT

“เอ่อ...เมื่อวานซืนฉันไปถือกล่องบริจาคตรงหน้าห้างสรรพสินค้า แล้วก็เจอนายที่ร้านสตาร์ลัค” เขานิ่งเงียบไปสักพักก่อนตอบกลับมาว่า

“อ๋อ” สั้นมาก =_=” เขาเชิ่ดหน้าแล้วยักไหล่นิดๆพลางเดินจ้ำอ้าวออกไปโดยไม่ใส่ใจฉันเลยแม้แต่น้อย

ให้ตายเถอะ...ใครจะไปยอม โอกาสเจอกันไม่ได้มีง่ายๆนะเฟ้ย!!! คิดได้ดังนั้นฉันก็รีบตามไปโดยเร็ว...

“นี่ๆ....ฉันชื่อห่านนะ” ฉันแนะนำตัวขณะวิ่งไล่ตามเขาไปที่ลิฟท์

“ใครถาม”

เขาตอบกลับมาสั้นๆพลางเดินเข้าไปในลิฟท์แล้วทำท่าจะกดปิด

มีเหรอจะยอม...ฉันสวมวิญญาณจีจ้ารีบกระโดดแทรกตัวเข้าไปอย่างรวดเร็วก่อนประตูจะปิดพอดิบพอดี ซึ่งภายในนั้นมีแค่ฉันกับเขาเท่านั้น

“ขอโทษนะที่ตามมา เอ่อ...คือฉัน...” แม้จะดูใจง่ายไปหน่อย แต่ฉันก็อยากสารภาพความรู้สึกที่มีต่อเขามาตลอดสองปี...

“คือ...ฉัน...ชะ...ชอบ...”

ครึ่กกก...กึงงงง!!!

เสียงหนึ่งดังขึ้นก่อนที่ลิฟท์จะกระตุกและค้างอยู่กับที่...ซวยแล้วตู!!!

“กรี๊ดดด!!!” ฉันร้องด้วยความหวาดกลัว พลางโผเข้ากอดเขาด้วยความตกใจ

“ถอยออกไป” เลอองเอ่ยพลางดันฉันออกห่าง “ ฉันไม่อยากตกเป็นข่าวหน้าหนึ่งบันเทิงอีก”

“จะตกเป็นข่าวได้ไง พวกเราอยู่กันแค่สองคนเองนะ” เลอองไม่ตอบอะไรในทันทีพลางชี้ไปยังกล้องวงจรปิดที่กระพริบไฟสีแดงๆอยู่เหนือเพดานด้านบน

“ลิฟท์ไม่ได้ค้างเพราะไฟดับ เพราะงั้นกล้องวงจรปิดก็ยังทำงานอยู่ตลอด ฉันไม่อยากให้ภาพแย่ๆหลุดออกไปเป็นขี้ปากชาวบ้าน”

รู้สึกจ๋อยขึ้นมาในทันใด TT^TT เลอองทำสีหน้าเบื่อหน่ายก่อนกดปุ่ม emergency call แล้วเอ่ยบอกพนักงานทันที

“นี่...รีบๆมาซ่อมลิฟท์สักที ก่อนที่ฉันจะหงุดหงิดไปมากกว่านี้!”

เขาสั่งราวกับคุณชายเอาแต่ใจแต่ฉันกลับมองว่าเท่ห์มากๆเลย คนอะไร้...พึ่งพาได้ในยามวิกฤต >//< เหรอ... =_=”

ห้านาทีผ่านไปลิฟท์ยังคงค้างอยู่ที่เดิมไม่ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย โชคดีที่ไฟไม่ดับเลยทำให้พัดลมยังระบายอากาศให้พวกเราได้หายใจร่วมกันต่อไปไม่ขาดใจตายเสียก่อน หลังจากยืนได้สักพักฉันก็ทรุดลงไปนั่งกับพื้นเพราะความเมื่อย ในขณะที่เลอองยืนพิงผนังตรงมุมหนึ่งของลิฟท์ ไม่แสดงสีหน้าหรือท่าทางหวาดกลัวแต่อย่างใด

“นายไม่กลัวบ้างเหรอ?” ฉันเอ่ยถามเพื่อทำลายความเงียบที่ครอบคลุมไปทั่ว

“กลัวอะไร?”

“กลัวลิฟท์ตกอะไรแบบนั้น” คิดแล้วน่าเสียวไส้ชะมัด

“ไร้สาระ!” คำตอบนั้นทำให้ฉันนั่งเงียบไม่กล้าถามอะไรต่อไป

สิบนาทีผ่านไป ลิฟท์ยังคงไม่ขยับเขยื้อนไปไหนเช่นเดียวกับฉันและเขาที่ประจำตำแหน่งเดิม พนักงานกำลังซ่อมแซมหรือกำลังเดินมาเนี่ย ช้าเหลือเกิน แต่...ก็ดีเหมือนกันเพราะมันทำให้ฉันอยู่กับเลอองสองต่อสองนานขึ้น หุหุ... ก่อนที่ฉันจะถามเขาเพื่อทำลายความเงียบอีกครั้ง

“นายเป็นลูกคนเดียวหรือเปล่า?”

เห็นหยิ่งและเอาแต่ใจเหลือเกิน แต่ไม่กล้าพูดออกไป =_=”

“เปล่า”

“เอ่อ...มีพี่หรือน้องเหรอ?”

“พี่”

“พี่ชายหรือพี่สาว?”

“พี่ชาย”

นี่เองสินะ...ที่เขาเรียกว่า ถามคำตอบคำ =_=” แม้จะไม่ใช่เรื่องส่วนตัวมากมาย อย่างดารานักแสดงบางคนก็เอ่ยถึงพี่น้องของตัวเองตามหน้าหนังสือบันเทิงต่างๆ แต่เลอองไม่เคยเล่าพวกนี้เลยแม้แต่น้อยขนาดฉันติดตามข่าวคราวเขามาถึงสองปีก็เพิ่งมารู้วันนี้นี่ล่ะ

“เหมือนกันเลย...ฉันก็มีพี่เหมือนกันแต่เป็นพี่สาวนะ”

“ใครอยากรู้”

ฮึ่ย...อีตานี่สะกดคำว่า มนุษย์สัมพันธ์ กับ มรรยาททางสังคม เป็นมั้ยฟะเนี่ย!

“เอาเป็นว่าฉันอยากบอกละกัน เอ่อ...แล้วพี่นายชื่ออะไรเหรอ?”

“จะรู้ไปทำไม” เขาไม่ตอบแต่เอ่ยถามกลับมาว่า “แล้วทำไมเธอชื่อห่าน?” นัยน์ตาสีน้ำตาลเหลือบมองฉันนิดๆ อ๊ายยยย...จำชื่อฉันได้ด้วย

“เอ่อ...พ่อแม่ตั้งน่ะ คงเพราะพี่ฉันชื่อ หงส์ ฉันก็เลยได้ชื่อ ห่าน สงสัยถ้ามีน้องอีกคนต้องชื่อ เป็ด แน่ๆ ฮ่าๆๆ”

“สิ้นคิด!”

คำตอบสั้นๆนั้นทำให้ฉันอึ้งไปเลย ก่อนเงียบอีกครั้งด้วยความเศร้าใจ...

ผ่านไปอีกสิบนาที...ลิฟท์ยังคงค้างคาอย่างเบิกบานใจ ฉันนั่งกร่อยๆอยู่บนพื้นรู้สึกเฉาและหดหู่อย่างบอกไม่ถูก ทั้งที่คิดว่าการได้อยู่สองต่อสองกับคนที่ชอบคงโรแมนติกเหมือนในหนังแต่ความเป็นจริงมันช่างอึดอัดเหลือเกิน

“เลออง” ฉันเรียกชื่อเขาเบาๆแต่ไม่ได้รับเสียงตอบกลับมา เอาเถอะ...ในที่แคบเท่านี้ยังไงก็ต้องได้ยิน

“นายรู้หรือเปล่า ว่า...พวกเราเคยเจอกันเมื่อสองปีก่อน ไม่รู้ว่านายจะจำได้มั้ย แต่ฉันจำได้แม่นเชียวล่ะ ตอนนั้นฉันวิ่งตัดหน้ารถนายเพื่อเก็บซองผ้า...เอ่อ...ซองทุนการศึกษาจนมีเรื่องกับคนขับรถ ตอนนั้นนายลงมาถามว่าเกิดอะไรขึ้นและจะชดใช้ค่าเสียหายให้แต่ฉันไม่เอา ไม่รู้เพราะอะไรตั้งแต่วันนั้นถึงวันนี้ฉันก็ชอบนายมาตลอดเลย”

ฉันเล่าความหลังและสารภาพความรู้สึกออกไปด้วยความเขินอาย ก่อนจะหันไปมองว่าเขามีสีหน้ายังไง ทว่า...ภาพตรงหน้ากลับทำให้ช็อก เลอองกำลังฟังไอพอตอยู่ =[]=” แล้วเมื่อสักครู่ฉันพูดให้ใครฟังฟะเนี่ย!!!

“เลออง!!!”

ฉันเรียกด้วยเสียงที่ดังกว่าเดิม แต่เขาก็ยังไม่ตอบกลับมา หลับตาฮัมเพลง Makes me wonder ของ Maroon 5 อยากจะบ้าตาย TT^TT เลยได้แต่นั่งเงียบๆฟังเพลงที่เขาร้องด้วยความซาบซึ้งใจ คนอะไรหล่อก็หล่อ ร้องเพลงก็เพราะ >///<

เขาคงไม่รู้ว่าฉันกำลังแอบมองเลยเผลอทำท่าทางน่ารักๆอย่างเคาะนิ้วเบาๆตามจังหวะเพลงที่ฟังไปด้วย ให้ตายเถอะ...ดีใจชะมัด พนันได้เลยว่าฉันต้องเป็นผู้หญิงคนเดียวที่โชคดีได้เห็นอิริยาบถสบายๆของเลออง เว้นเสียแต่จะมีใครมาดูกล้องวงจรปิด =_=”

ไม่รู้ทำไมฉันถึงได้ปลาบปลื้มเขามากขนาดนี้ อาจเพราะใบหน้าหล่อคมคายที่สามารถดึงดูดสาวๆและนิสัยเย่อหยิ่งที่ดูน่าค้นหา แต่นั่นก็รวมถึงความประทับใจบางอย่างที่ฉันเคยได้พบเห็นเมื่อปีก่อนด้วย...

แกร๊กกก...ครืดดดด...

ในที่สุดลิฟท์ก็ขยับใช้งานได้อีกครั้งก่อนประตูจะเปิดออก ปรากฏเจ้าหน้าที่และพนักงานจำนวนหนึ่งกรูเข้ามาถามไถ่

“คุณเลอองไม่เป็นไรใช่มั้ยครับ/ค่ะ?”

คนที่ติดอยู่ในลิฟท์เมื่อสักครู่มีฉันอยู่ด้วยมั้ยเนี่ย =_=*

“ขออภัยด้วยนะครับ เพราะระบบขัดข้องค่อนข้างเยอะเลยทำให้การซ่อมแซมล่าช้า แต่พวกเราก็เร่งมือเต็มที่แล้วเมื่อรู้ว่าคุณเลอองติดอยู่ด้านใน”

ขนาดเลอองยังใช้เวลาซ่อมเกือบสามสิบนาที นี่ถ้าฉันติดคนเดียวไม่กินเวลาไปสักสามสิบชั่วโมงเหรอเนี่ย

เลอองไม่สนใจยังคงฟังไอพอตต่อ เชิ่ดหน้านิดๆไม่ตอบพนักงานเหล่านั้นพลางเดินออกไปจากลิฟท์อย่างรวดเร็ว ไม่แม้แต่ร่ำลาเพื่อนร่วมชะตากรรมอย่างฉันด้วย ฮือ... ตอนนั้นเองสายตาก็เหลือบไปเห็นปากกาด้ามสีเงินตกอยู่บนพื้นเลยหยิบมันขึ้นมาดู ทั้งลวดลายและการออกแบบที่คลาสสิกดูดีมีสไตล์ น้ำหนักเหมาะมือ รวมถึงตัวอักษรย่อ L ที่จารึกอยู่บนด้าม ทำให้มั่นใจได้ทันทีว่าเป็นของเขา!

ฉันรีบวิ่งตามเลอองไปทันทีเพื่อคืนปากกาด้ามนี้ให้ ก่อนเห็นหลังไวๆของเขาเข้าไปในร้านฟิตเนสฟาสต์เลยไม่รอช้ารีบวิ่งตามเข้าไป ทว่า...พนักงานหน้าร้านกลับกันฉันเอาไว้

“มาสมัครสมาชิกหรือว่ามาหาใครคะ?”

“เอ่อ...เอาของมาคืนให้เลอองน่ะค่ะ ยังไงช่วยตามหรือฝากให้เขาหน่อยได้มั้ยคะ?”

“เห็นว่าจะไม่ได้นะคะ เพราะมีคนมาขอพบคุณเลอองแทบทุกวันเสาร์ อ้างว่าเป็นญาติพี่น้องเพื่อนฝูง พยายามฝากของให้เขา ซึ่งทางเราเห็นว่าเป็นการรบกวนสมาธิของเจ้าตัวและลูกค้าท่านอื่นๆจึงไม่ขอรับค่ะ”

“แล้วเลอองจะกลับออกมาเวลาไหนคะ?”

“เอ่อ...ไม่ทราบค่ะ บางวันก็บ่ายถึงเย็น ไม่ก็ค่ำถึงดึกก่อนเวลาห้างปิดเล็กน้อย”

ผลสรุปก็คือ ฉันไปหาซื้อลูกชิ้นปิ้งมานั่งกินแถวหน้าร้านฟิตเนสฟาร์ตเพื่อรอเลอองไปด้วย แต่จนแล้วจนรอดสามชั่วโมงผ่านไปก็ไม่ปรากฏแม้แต่เงาของเขาออกมา เฮ้อ...ให้รออย่างไร้จุดหมายแบบนี้คงไม่ไหวแน่ๆพี่หงส์ได้กระทืบตายถ้ากลับช้า ฉันเลยต้องตัดใจเก็บปากกาด้ามนั้นไว้กับตัวแล้วกลับบ้านอย่างเศร้าใจ


“ยัยห่าน...นี่ปากกาของใครน่ะ?” พี่หงส์ถามเมื่อเห็นฉันเดินลงบันไดมาจากชั้นบนหลังอาบน้ำเสร็จ

“ของหนู” ฉันตอบส่งๆไป

“ไม่เชื่อ!” ไอ้พี่จอมโหดตอบกลับมาทันทีทันควัน

“โหย...พี่หงส์ไม่เชื่อเลยเหรอเนี่ย มันอาจเป็นของหนูก็ได้นะ” ฉันพูดพลางเปิดตู้เย็น เทน้ำจากเหยือกใส่แก้วแล้วดื่มอย่างกระหาย

“ไม่มีทาง...อย่างแกน่ะแลนเสล่อแท่งละห้าบาทก็หรูแล้ว แต่นี่มันปาร์คเก้นะยะ ราคาที่ขายๆกันก็เป็นพัน แล้วนี่มันสินค้า Limited Edition สั่งทำพิเศษแน่ๆ อย่างต่ำก็เป็นหมื่น!”

พรวดดด!!!

น้ำในปากฉันพ่นใส่พี่หงส์เต็มๆ แต่มันฉลาดพอเอี้ยวตัวหลบเลยไปโดน ไอ้เฉาก๊วย แมวดำสัตว์เลี้ยงแสนรักของฉันแทน =_=”

“เป็นหมื่นงั้นเหรอ!!!” ตายแล้ว...ส่งคืนหรือขายต่อดีเนี่ย อ๊ะ...ประมูลในเว็บไซต์แฟนคลับเลอองน่าจะได้ราคาสูงอยู่ ชั่วจริงๆตู... =_=”

“ตกลงนี่มันปากกาของใคร?” พี่หงส์ถามย้ำอีกครั้ง

“ของเลออง”

“ห๊ะ!!!...แกขโมยเขามาเหรอไอ้น้องเลว ฉันรู้ว่าแกคลั่งไคล้แต่ไม่นึกว่าจะมีนิสัยขี้ขโมยแบบนี้” พี่หงส์ฟาดฝ่ามือใส่ฉันไม่ยั้ง

“โอ้ยๆ...จะบ้าเหรอ เขาทำตกไว้...พอดีวันนี้บังเอิญติดลิฟท์กับเขาในห้าง” บังเอิญจริงๆนะ TT^TT แต่เจตนาตามเข้าไป =_=”

“โล่งอกไป...แล้วอย่าลืมส่งคืนให้เขาล่ะ อย่าคิดชั่วเอาไปเก็บไว้นอนกอดหรือขายต่อเชียว บาปกรรม!”

แหม...ไม่สงสัยเลยว่าพี่หงส์กับฉันเป็นพี่น้องแท้ๆกันหรือเปล่า รู้ความคิดที่แอบซ่อนในสมองฉันเสียด้วย

“ออ...ลืมบอก วันนี้แกไม่ได้เอามือถือไปมีคนโทรมาหาเยอะแยะเลย แต่ฉันไม่ได้รับแล้วปิดเสียงไว้ วางอยู่ตรงโต๊ะรับแขกน่ะ” พี่สาวจอมโหดพูดพลางเดินขึ้นชั้นบน

ฉันเดินเข้าไปในห้องรับแขกก็พบโทรศัพท์มือถือกำลังนอนเกลือกกลิ้งบนโต๊ะเลยคว้ามาไว้กับตัว ในตอนนั้นเองมันก็สั่นเตือนว่ามีสายเรียกเข้าพอดี

“ฮัลโหล”

“ยัยบ้า...แกหายไปไหน ลืมอะไรไปหรือเปล่า!!!” เสียงยัยบลูแว้ดเข้ามาจนขี้หูฉันหลุดร่อน TT^TT

“เป็นบ้าอะไรของแกเนี่ย โวยวายเสียงดังทำไมหนวกหูจริงๆ”

“ไม่ให้โวยวายได้ไง วันนี้แกสัญญาว่าจะเลี้ยงข้าวฉันกับหยก พวกฉันไปยืนรอตรงลานน้ำตกตั้งแต่สิบเอ็ดโมงจนถึงสามโมงเย็นแกก็ไม่มา โทรไปก็ไม่รับ”

เออว่ะ...ลืมไปเลย =_=” มิน่าล่ะ...วันนี้ถึงได้รู้สึกเงียบๆไม่มีใครโทรมาจิก

“ขอโทษที...ฉันลืมจริงๆ พอดีวันนี้เจอเลอองล่ะแก...” แล้วฉันก็เริ่มเล่าเรื่องราวทุกอย่างให้เพื่อนสาวฟังตั้งแต่ต้นจนจบ

“อ๋อ...แกก็เลยลืมเพื่อนฝูงหมดพอได้เจอเลออง” ยัยบลูทำเสียงเอือมระอา

“ประมาณนั้น แหะๆ...“ ฉันสารภาพแต่โดยดี

“เอาเถอะๆ...เห็นว่าเป็นเพราะหนุ่มในฝันแกถึงได้ยกโทษให้ วันจันทร์ก็มาชดใช้ในส่วนที่ค้างคาละกัน!” พูดจบมันก็วางสายไป เฮ้อ... เค้าผิดตรงไหนเนี่ย TT3TT


--------
ติดตามเรื่องราวต่อไปได้ในรูปแบบรูปเล่ม "Cool Prince หยิ่งนักรักซะเลย" โดย
Swordman แห่ง Iris ค่ะ

 

 

แก้ไขล่าสุด ใน วันจันทร์ที่ 08 กุมภาพันธ์ 2010 เวลา 03:22 น.
 

คอมเมนต์ 

 
0 #1 cxh
ชอบส.น.พ.นี้มากหนุกทุกเร ื่อง
อ้างอิง
 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่


รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช

Your Shopping Cart

Your Shopping Cart
รถเข็นของท่านยังไม่มีรายการสินค้า

button_checkout
button_how
button_delivery

button_tel

Links

cs

school

b_job

Wallpaper สำหรับแฟนๆ