รายการสินค้าทั้งหมด |
|
|
ค้นหาแบบละเอียด |
| ตัวอย่างเนื้อเรื่อง : Korean style คุณหนูวุ่นวายกับนายจอมโหด |
บทนำ “ไม่น้า” เสียงกรี๊ดร้องดังลั่นคฤหาสน์เพริศพริ้งแพรวพราวรัศมีซึ่งเป็นที่สิงสถิตของฉัน ทำเอาคนรับใช้ได้แต่มองอย่างไม่กล้าเข้ามาใกล้เพราะกลัวลูกหลง “ป๊ะป๋าคะ ป๊ะป๋าจะทำแบบนี้กับหนูไม่ได้นะ !” ฉันตะโกนพร้อมกับจ้องหน้าป๊ะป๋าอย่างเอาเรื่อง “ทำไมจะทำไม่ได้ล่ะ พ่อเป็นพ่อนะ !!” “แต่ป๊ะป๋าไม่ควรทำแบบนี้ ไม่ได้เด็ดขาด !” ฉันพูดพร้อมกับเน้นเสียงเต็มที่ ตอนนี้ฉันกำลังเปิดฉากสงครามกับป๊ะป๋าอยู่ ถ้าเป็นใครหลายคนที่ต้องมาเจอแบบนี้ ก็คงไม่ยอมแน่ ๆ ฉัน…มาริสา เพริศพริ้งแพรวพราวรัศมี โฮะ ๆ ๆ ทุกคนอย่าเพิ่งตกใจกับนามสกุลของฉันนะคะ เพราะมันคือนามสกุลไฮโซ พูดแล้วรัศมีก็จับวิบวับแพรวพราว พูดได้คำเดียว… เลิศ ! ฉันอายุสิบเจ็ดปี กำลังเอ๊าะ ๆ เลย ชื่อเล่นพั้นช์ หรือจะเรียกคุณหนูพั้นช์ก็ได้ไม่ขัดศรัทธาค่ะ หลังจากที่แม่กับป๊ะป๋าหย่าร้างกันตั้งแต่ฉันอายุได้ประมาณสิบขวบ แต่อย่าเพิ่งคิดว่าฉันเป็นเด็กมีปัญหานะ คือป๊ะป๋าก็ไปมีภรรยาใหม่ พูดง่าย ๆ คือ คุณหนูพั้นช์ มีแม่เลี้ยงค่า ! ก็ไม่อยากจะคิดอะไรมากมายนะ เพราะเราต่างคนต่างอยู่ได้ คฤหาสน์ของฉันมีพื้นที่พอสำหรับความเป็นส่วนตัวอยู่แล้ว แต่แม่เลี้ยงของฉันตามเซนส์ของลูกผู้หญิงพูดได้เลยว่า เธอหวังจะฮุบสมบัติป๊ะป๋า กรี๊ด ! ซึ่งฉันในฐานะลูกสาวคนเดียว ยอมไม่ได้ ! “ไปอยู่เกาหลีมันไม่ได้เลวร้ายอะไรนะลูก” นี่แหละ ๆ คำพูดของแม่เลี้ยงตัวแสบที่ชื่อคุณจิตรา หวังจะส่งฉันไปเกาหลี จะได้มีทางโล่งโปร่งสบายง่ายต่อการฮุบสมบัติ ! “หนูไม่ใช่ลูกคุณ !” “พั้นช์ ไปพูดกับแม่แบบนั้นได้ไง” “ป๊ะป๋าคะ หนูขอยืนยัน นอนยัน หรือใช้อะไรยันก็ตาม หนูพูดได้คำเดียวคือหนูไม่เอา !” “งั้นก็บอกเหตุผลของลูกมาซิว่าทำไมถึงไม่อยากไป” “ป๊ะป๋าคะ เหตุผลใหญ่ ๆ มีอยู่สามประเด็นค่ะ” ฉันพูดพร้อมกับเชิดหน้าหน่อย ๆ ก่อนจะพูดเหตุผลที่แสนหรูของฉัน “ประเด็นแรก หนูรักเมืองไทย หนูเป็นคนไทย หนูอยากอยู่เมืองไทยและทำอะไรเพื่อประเทศชาติบ้าง เพราะฉะนั้นหนูเลยไม่อยากไปเกาหลี” “ถ้ารักประเทศมากก็ไปเป็นทหารสิลูก ไปอยู่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้นี่ก็ดีนะ รักชาติ !” คุณจิตราพูด ทำให้ฉันแทบเต้นเร่า ๆ “ประเด็นที่สอง หนูพูดภาษาเกาหลีไม่เป็น จะให้หนูไปหัดพูดอะไรก็ไม่รู้ มง ๆ ชง ๆ โกชิบพอ หัดเขียนภาษานั่น หนูไม่เอาด้วยหรอกและหนูรักภาษาไทยม๊ากมาก” ฉันบอกพลางแสดงท่าทางซาบซึ้งกับภาษาไทยมากมายทั้งที่ฉันไม่เอาอ่าวเลย “รักภาษาไทย ?” คุณจิตราถามเสียงสูง นั่นทำให้ฉันแอบหวั่นหน่อย ๆ “ใช่ หนูรักมาก ๆ” ฉันพูดท่าทางมั่นใจ “ทั้งที่หนูเกือบติดศูนย์ภาษาไทยที่โรงเรียนน่ะเหรอ ?” คำถามนี้ทำให้ฉันแทบช็อก แต่ก็แก้ตัวได้ทันที “หนูไม่ได้ติดศูนย์ หนูได้เกรดหนึ่ง” ฉันแย้งอย่างมีเหตุผล “แล้วมันทำให้หนูภูมิใจเหรอ ?” คุณจิตราถามแล้วยิ้มบาง ๆ ฉันได้แต่อ้าปากค้าง ป๊ะป๋าก็ถอนหายใจแล้วมองฉันอย่างเหนื่อยอ่อน แต่ฉันไม่ยอมแพ้หรอกนะ ! “อ๊ะ ยังเหลือเหตุผลประเด็นสุดท้ายค่ะ ป๊ะป๋า” ฉันพูดขึ้นเมื่อในหัวคิดอะไรขึ้นได้ “ประเด็นอะไรของลูกอีก พ่อไม่อยากเชื่อจริง ๆ ว่าลูกจะเป็นคนแบบนี้” ป๊ะป๋าพึมพำแล้วเอามือนวดขมับเบา ๆ “ประเด็นสุดท้าย หนูรักป๊ะป๋ามาก ๆ หนูไม่อยากทิ้งป๊ะป๋าไป หนูอยากดูแลป๊ะป๋าตลอดไปตราบนานเท่านาน ขอบคุณนะคะสำหรับคำถาม” พอตอบแล้วฉันก็ยิ้มกว้างราวกับประกวดหนูน้อยฟันสวยประจำอำเภอก็ไม่ปาน “ว้าว คุณหนูตอบคำถามได้ดีมากค่ะ” เสียงป้าแจ่มพูดด้วยความภาคภูมิใจ ฉันเลยหันไปยกนิ้วโป้งให้ ป้าแจ่มเป็นแม่บ้านแสนดีที่ดูแลฉันตั้งแต่เด็ก อ้อ ๆ ลืมบอกไป ป้าแจ่มนี่ก็แนวร่วมต่อต้านคุณจิตราเหมือนกัน “ถ้าอยากดูแล ถ้างั้นก็ช่วยอยู่ติดบ้านซะบ้างสิ !” ป๊ะป๋าสวนขึ้น ทำให้ฉันหน้ามุ่ย “แหม หนูเป็นวัยรุ่นสวยใส หนูก็ต้องไปทำอะไรตามประสาผู้หญิงมั่งสิคะ” “นั่นไม่ใช่เหตุผล มันเป็นข้ออ้าง” คำพูดคุณจิตราทำเอาฉันแทบสะอึก “คุณคะ อย่าลืมนะคะว่าทางบริษัทของเรากำลังจะตีตลาดเกาหลี เพราะฉะนั้นตอนนี้ก็ปิดเทอมฤดูร้อน ให้พั้นช์ไปศึกษาวัฒนธรรมก่อนไงค่ะ แล้วฉันก็มีญาติที่เกาหลีด้วย เขายินดีที่จะช่วยเราค่ะ” นั่น ! เอาแล้วไง คุณจิตราเริ่มใช้วิชาเกลี้ยกล่อม ฉันกับป้าแจ่มก็มองตากันปริบ ๆ กับเหตุผลของเธอ “ใช่ ๆ ผมเห็นด้วยกับคุณจิตรา” ไม่ต้องทำสีหน้าปลาบปลื้มออกนอกหน้าขนาดนั้นก็ได้ป๊ะป๋า ชิ ! “แต่หนูไม่เห็นด้วย !” ฉันรีบแทรกขึ้นอย่างรวดเร็ว “เหตุผลของลูกฟังไม่ขึ้นสักข้อนะ” ป๊ะป๋าก็สวนทันควัน “ไม่ขึ้นก็ช่างสิคะ ! หนูไม่อยากไปเกาหลีค่ะ ! หนูไม่อยากไป หนูไม่ย้อม หนูไม่ยอม !” ว่าแล้วฉันก็ทิ้งตัวลงบนโซฟาพร้อมที่จะดิ้นพั่บ ๆ ทันที “มันเป็นคำสั่งของพ่อ !” ป๊ะป๋าพูดเสียงดังใส่ฉัน ทำให้ฉันชะงักนิดหนึ่งก่อนจะสวนกลับ “แต่มันเป็นการตัดสินใจของหนู !” “แล้วหนูจะไม่ทำเพื่อพ่อเหรอ…” คุณจิตราพูดแทรกขึ้น คำพูดนั้นทำให้ฉันได้แต่เดินปึงปังออกไป โดยมีป้าแจ่มเดินตามมาติด ๆ “หลานของแม่ชื่อ…” “ซอมินวู คุณย้ำจนหนูจำได้แล้ว” ฉันบ่นอย่างซังกะตาย เมื่อตอนนี้ฉันต้องมานั่งคุยเรื่องวัฒนธรรมแล้วก็ภาษาเกาหลี แค่วัฒนธรรมไทยฉันยังไปไม่ถึงไหนเลย “อันที่จริงไม่ต้องย้ำอะไรมากก็ได้นะ เพราะยังไงหนูก็ไม่ไปอยู่แล้ว” ฉันบอกพร้อมทำท่าทางไม่สนใจ แล้วหยิบนิตยสารขึ้นมาเปิดแทน “เฮอะ ! ดื้อจริง ๆ พ่อไม่น่าตามใจลูกตั้งแต่เด็กเลย” ป๊ะป๋าบ่นราวกับทำอะไรผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง “คุณท่านคะ ในเมื่อคุณหนูไม่อยากไปก็ไม่ต้องให้ไปหรอกค่ะ” ป้าแจ่มแนวร่วมของฉันแนะ “ป้าแจ่มคะ ถ้าพั้นช์อยู่แบบนี้ก็จะเป็นเด็กไม่รู้จักโตนะคะ” คุณจิตราพูดอย่างใจเย็น “ใครว่าหนูเป็นเด็กไม่รู้จักโต” ฉันสวนกลับพร้อมลดนิตยสารแฟชั่นในมือลง แล้วมองหน้าคุณจิตราอย่างไม่พอใจ “ก็มีแต่เด็กเท่านั้นแหละที่จะแก้ตัวว่าตัวเองไม่ใช่เด็ก” คุณจิตราพูดเนิบ ๆ แล้วยิ้มพราย จังหวะที่ฉันกำลังจะโยนระเบิดกลับ ป๊ะป๋าก็พูดขึ้นอย่างรวดเร็ว “นี่มันวุ่นวายมากพอแล้วนะ ! ไม่ต้องต่อรองอะไรอีกแล้ว อีกสองอาทิตย์พ่อจะส่งลูกไปเกาหลี แค่นั้นแหละ จบ !” แล้วลุกออกจากห้องนั่งเล่นไปทันที ทำให้ฉันได้แต่ค้าง “พั้นช์ไปอยู่เกาหลี ขอให้สนุกนะ” คุณจิตราบอกแล้วเอามือมาแตะหลังมือฉันเบา ๆ และแล้วคุณหนูพั้นช์สุดไฮโซอย่างฉันก็ต้องถูกส่งไปเรียนวัฒนธรรมที่เกาหลีดังประการ ณ ฉะนี้แล สนามบินสุวรรณภูมิ “อย่าลืมนะพั้นช์ หลานของแม่ชื่อ ซอมินวู เขาพูดภาษาไทยได้ ต้องช่วยหนูได้เยอะแน่ ๆ ดูแลตัวเองดี ๆ นะลูก” “ค่ะ จะพยายาม” ฉันตอบเสียงแข็ง คุณจิตราทำเหมือนฉันจะลาโลกไปซะงั้นแหละ “คุณหนูคะ ดูแลตัวเองดี ๆ นะคะ ถ้ามีอะไรโทร. มาบอกน้านะ” ป้าแจ่มพูดพร้อมกับเอามือมาแตะบ่าฉันเบา ๆ ฉันก็ได้แต่ยิ้มให้ป้าแจ่ม “พั้นช์” เสียงป๊ะป๋าเรียก ฉันหันไปมองก่อนป๊ะป๋าจะพูดออกมา “โชคดีนะลูก” “ขอบคุณค่ะ” ฉันตอบสั้น ๆ ป๊ะป๋าเอามือมาลูบศีรษะฉันเบา ๆ ขณะที่ป้าแจ่มเช็ดน้ำหมาก เอ๊ย ! น้ำตาตัวเอง “พั้นช์ไปก่อนนะคะ” ฉันบอกพร้อมกับยกมือไหว้ ทุกคนมองฉันด้วยสายตาเป็นห่วง นั่นคือสิ่งที่ฉันเห็นก่อนที่จะต้องเดินทางไปอีกประเทศที่... ไม่ใช่เมืองไทย
1 สนามบินนานาชาติอินชอน เสียงจ้อกแจ้กจอแจของคนที่อยู่ภายในสนามบิน ทำเอาฉันที่กำลังเดินลากกระเป๋าใบใหญ่สอดสายตาไปทั่ว เพราะถ้านายมินวูอะไรนั่นเรียกฉัน ก็คงไม่มีทางได้ยินแน่ ฉันมองดูน้ายต่าง ๆ ที่มีคนชูไว้ เผื่อจะเห็นมีชื่อฉันบ้าง แต่ก็ไม่มี เฮ้อ ฉันไม่รู้จักอะไรสักอย่าง แถมดันจำหน้าคนที่ชื่อซอมินวูไม่ได้อีก ภาษาเกาหลีโฉงเฉงยิ่งทำฉันปวดหัว ฟังไม่เห็นจะรู้เรื่องเลย ! ‘ชองมิชอน’ ตัวหนังสือภาษาอังกฤษที่ผ่านหน้าฉันไป ทำเอาฉันได้แต่ฮึดฮัดด้วยความหงุดหงิด …ลาลาลา ลันลา… เสียงริงโทนโทรศัพท์ของฉันดังขึ้น ฉันรีบคว้ามือถือขึ้นมาดูทันที ปรากฏว่าเป็นเบอร์บ้านที่เมืองไทยโทร. มา “ฮัลโหล” ฉันกรอกเสียงตัวเองลงไปทันที “สวัสดีพั้นช์” โอ้ย ปวดหัวขึ้นมาทันทีทันใดเลย คุณจิตรา “ไหนคนที่ชื่อซอมินวู ไม่เห็นมีเลย หนูรอนานมากแล้วนะ” ฉันโวยวายอย่างหงุดหงิด “อ้าว แม่ไม่ได้บอกหนูเหรอว่าบอกชื่อเกาหลีของหนูให้มินวูไว้น่ะ” “ชื่อเกาหลี ? อะไรของคุณ !” ฉันร้องเสียงดังกลับไป “ก็ชื่อที่ใช้อยู่เกาหลีไง ไปอยู่เกาหลีทั้งที” ได้ยินแบบนั้นแล้ว ฉันพูดอะไรไม่ออกเลย “งั้นคุณบอกหนูมาว่าชื่ออะไร ?” ฉันถามกลับอย่างจนใจ รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะบ้า “ชื่อ ‘ชองมิชอน’ พอดีแม่ผันมาจากนักร้องเกาหลีนิดหน่อยน่ะ” คุณจิตราอธิบายชื่อให้ฉันฟัง ฉันไม่ได้อยากรู้ที่มาของชื่อหรอกนะ “เอ๋ ชองมิชอนเหรอ ?” ฉันพึมพำพร้อมกับเอานิ้วเคาะขมับตัวเองเบา ๆ “ส่วนมินวูถ้าแม่จำไม่ผิดก่อนที่จะโทร. หาหนูเขาอยู่ที่…” ติ๊ด ๆ เฮ้ย ! แบตมือถือหมด ไม่น่าเล่นเกมส์ในมือถือมาตลอดทางเลย ให้ตายสิ ! ทำไมถึงโทร. มาบอกฉันเอาป่านนี้นะ น่าจะบอกตั้งแต่อยู่เมืองไทย ฉันเลยวิ่งกลับไปตรงทางที่เดินผ่านมา คนมากมายที่เดินกันขวักไขว่ทำให้ฉันเริ่มตาลายหน่อย ๆ แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็พยายามมองหาน้ายชื่อ ‘ชองมิชอน’ ต่อไป ผ่านไปเกือบชั่วโมงก็หาไม่เจอ ฉันเลยเดินกลับไปที่เดิม แต่กระเป๋าฉันมันหายไปแล้ว !! “ซวย ๆ ๆ ๆ” ฉันบ่นรัว ขณะที่นั่งบนม้านั่งในสนามบินอย่างเครียด ๆ กระเป๋าเดินทางของฉันมันอันตธานหายไปไหนก็ไม่รู้ ไปถามหากับประชาสัมพันธ์ เผื่อมีคนเก็บได้แล้วเอาไปฝากไว้ก็ไม่เจอ แล้วก็ใช้เวลาเดินตามหาจนแทบจะทั่วสนามบินก็ไม่มีวี่แววเลย กระเป๋าเสื้อผ้าของหลุยส์ติ๊งต๊อง limited editionที่อุตส่าห์หามาได้ แล้วก็เสื้อผ้าที่ไม่รู้ว่าจะหาซื้อได้อีกไหม แย่จัง เสียดายที่สุดเลย ตึก... ตึก... เสียงฝีเท้าที่เดินเข้ามาใกล้ พร้อมสายตาของฉันที่มองเห็นรองเท้าผ้าใบสีแดงสลับดำที่หยุดอยู่ตรงหน้า ฉันเลยย้ายสายตาไปมองใบหน้าของคนที่เดินมา ผู้ชายรูปร่างสูงในชุดธรรมดา แต่ดูเสื้อผ้าแล้วก็พอรู้ว่ามีระดับ กางเกงขายาวสีดำ เสื้อยืดสีแดงสลับดำพร้อมกับแจ็กเกตที่ใส่ก็สีแดง จากที่ฉันมองเท้าก็ค่อยเลื่อนมาทีละระดับจนมาหยุดอยู่ที่ใบหน้า เขาเป็นผู้ชายผมสีน้ำตาลเข้มจนออกเป็นสีดำ ผิวขาวสะอาด ตาของเขาเป็นสีฟ้า ใบหน้าคมคายหรือพูดง่าย ๆ คือ หล่อ “เธอคือชองมิชอนใช่ไหม ?” เขาถามฉันเป็นภาษาอังกฤษสำเนียงเกาหลีที่ฟังยากสักหน่อย “แล้วนายเป็นใคร ?” ส่วนฉันถามกลับด้วยภาษาอังกฤษสำเนียงไทย “พระเจ้า” เขาตอบหน้าตาย ฉันก็ขมวดคิ้วพร้อมทำหน้าไม่เชื่อเป็นอย่างยิ่ง ใครเชื่อก็บ้าแล้ว ! “อย่ามาพูดตลกน่า บ้าเอ๊ย !” หลังจากตอบภาษาอังกฤษ ฉันก็เผลอสบถภาษาบ้านเกิดออกมา “โอเค เธอคือชองมิชอน” นายนั่นพูดก่อนจะเอามือมาจับข้อมือฉันก่อนจะกระชากให้ลุกขึ้น “เฮ้ย ปล่อยฉันนะ !” ฉันร้องลั่นพลางสะบัดมือตัวเองเร่า ๆ โอ้ย ! ให้ตายสิ นี่มันอะไรกันน่ะ จู่ ๆ ก็มาแต๊ะอั๋งกันแบบนี้ “บอกมาสิว่านายเป็นใคร ! ?” ฉันร้องแล้วยื้อมือตัวเองไว้ นายนั่นก็มองหน้าฉันนิ่ง พร้อมกับขยับรอยยิ้มบาง ๆ “พระเจ้าของเธอนั่นแหละ !” พระเจ้าเหรอ ? ฉันชักจะปรี้ดแล้วนะ ! “ไอ้บ้า โรคจิต อย่ามายุ่งกับฉันนะ !” ฉันจัดการระรัวภาษาอังกฤษปนไทยทันที หน้าตาดีเสียเปล่าจริง ๆ “เงียบได้ไหม” เขาตวาดฉัน กรี๊ด ! ไม่เคยมีใครตวาดกับฉันแบบนี้เลยนะ “ฉันชื่อซอมินวู !” ภาษาไทยชัดเปรี๊ยะ ๆ ครบเน้นทุกพยางค์ออกมาจากปากแดง ๆ นั่น “เข้าใจไหม ? พาโบ1” อะไรคือพาโบ ? “ซะ… ซอมินวูเหรอ ?” ฉันถามตะกุกตะกักแล้วเอามือชี้หน้าเขา “ใช่ พาโบ !” เขากระแทกเสียงตอบฉัน นายนี่น่ะเหรอ ? ญาติคุณจิตรา กรี๊ดหล่อ ! แต่ถึงอย่างนั้นคุณหนูพั้นช์ก็รับมิได้ค่า ยังไม่ทันที่ฉันจะได้เศร้าโศกเสียใจกับอีตาหล่อนี่ที่ฉันต้องไปอยู่ด้วย หมอนี่ก็ลากฉันไปทันที “นายจะพาฉันไปไหน ! ?” ฉันร้องถามเสียงดัง เขาก็หันมาตอบแทบจะทันที “เลิฟ โฮเต็ล !” “เฮ้ย !” ฉันอุทานลั่นแล้วสะบัดมือเร่า ๆ อีกรอบ “ไอ้บ้า ฉันไม่มีวันเข้าเลิฟ โฮเต็ลกับนายหรอก” “หึหึ” หมอนั่นไม่พูดอะไรต่อแล้วเขาก็ดึงแขนฉันไปอีก โอ๊ย ! คุณจิตรานะ คุณจิตรา ! ส่งฉันมาลงนรกชัด ๆ เลย ฉันจะฟ้องป๊ะป๋า ! “ปล่อยฉันนะซอมินวู ฉันไม่ไปกับนายเด็ดขาด !” “นี่ ! ฉันไม่กล้าพาเด็กกะโปโลอย่างเธอเข้าเลิฟ โฮเต็ลจริง ๆ หรอก” “ฉันไม่ใช่เด็กกระโปโลนะ ฉันคือคุณหนูพั้นช์สุดไฮโซและโก้หรู !” “จะไฮโซหรือโลโซฉันก็ไม่สนใจหรอก รีบเดินหน่อยได้ไหม !” เขาตวาดฉันเสียงดัง “นายเอารถอะไรมา ถ้าโลว์คลาสกว่าบีเอ็มฉันไม่นั่งนะ” “ให้ตายสิ ! ฉันไม่น่ารับปากว่าจะดูแลยัยผู้หญิงเรื่องมากนี้เลย” อีตาหล่อพึมพำ นี่ ! ข้อมือของฉันมันชักจะแดงเพราะแรงกระชากของหมอนี่แล้วนะ ฉันเป็นคุณหนูผิวบอบบางนะ “นี่แหละ รถที่เธอต้องนั่ง !” เขากระแทกเสียง อึ๊ก ! ฉันสะอึกแทบจะทันที เพราะรถที่อยู่ต่อหน้าฉันคือมอเตอร์ไซค์แบบบิ๊กไบค์สีดำเทาคันใหญ่จอดอย่างสงบอยู่ โอ้โน ! “ฉันไม่นั่งนะ ฉันไม่เคยนั่งอะไรแบบนี้ จะให้ก้นของฉันแตะไม่ได้เด็ดขาด” “ถ้าเธอไม่ขึ้นเธอก็เดินเองละกัน“ เขาพูดแบบไม่ใส่ใจฉันอย่างยิ่ง “นายจะทำแบบนี้กับฉันไม่ได้นะ นายจะให้ฉันเดินไม่ได้” ฉันร้องโวยวาย “ถ้าเท้าเธอด้านกว่าหน้า ก็ไม่เป็นไรหรอก โวยวายอยู่ได้คนมองเต็มแล้วรู้ไหม !” เขาตวาดฉันกลับอย่างรวดเร็ว แต่ฉันก็ไม่สนหรอก “คนมองก็ช่างสิ นายต้องหารถแบบอื่นมาให้ฉันนั่ง” ฉันเถียงแล้วปรายตามองบิ๊กไบค์คันนั้นอย่างไม่มั่นใจ “ไม่ ! แต่ถ้าเธอไม่ขึ้น ฉันจะโยนเธอกลับประเทศไทย” เขาขู่ “นั่นเป็นสิ่งที่ฉันต้องการที่สุด นายส่งฉันกลับเลย !” มันจะเป็นพระคุณมากถ้านายส่งฉันกลับนายหล่อนรกซอมินวู “คิดไปคิดมาส่งกลับคงเปลืองเงิน ฉันจะทิ้งเธอที่นี่แหละ” จู่ ๆ เขาก็พูดแบบนั้น ทำให้ฉันตกใจแล้วร้องเสียงหลงทันที “ฉันไม่เอาน้า...” “ถ้าเธอไม่เอา เธอจะนั่งรถฉันหรือว่าจะเดิน” เขาย้อนกลับมาถามฉันอีกครั้ง แล้วพอเห็นฉันไม่ตอบ เขาก็อุ้มตัวฉันขึ้นไปนั่งบนมอเตอร์ไซค์ของเขาทันที ! “กรี๊ดดดด !” ฉันร้องโวยวาย ผื่นขึ้นก้นฉันแล้ว “แค่นี้ก็สิ้นเรื่อง“ เขาพูดพลางไหวไหล่ ก่อนจะขึ้นบ้างทำให้ฉันต้องเขยิบเพื่อให้หมอนี่นั่ง ฉันไม่กล้ากระโดดลง กลัวเจ็บขา “อ้ะ เอาไป !” เขาพูดแล้วยัดหมวกกันน็อคใบโตให้ ฉันก็ได้แต่รับมาอย่างจำทน ฮึ ทำไมคนอย่างฉันที่คอยแต่ใช้นิ้วสั่งคนอื่นต้องมานั่งทำอะไรแบบนี้ด้วยนะ “รีบใส่สิ ! ฉันจะได้รีบไปซะที เสียเวลาชะมัดเลยมารับเธอเนี่ย แล้วจับฉันไว้ล่ะ ฉันยังไม่อยากโดนข้อหาฆ่าคนตายโดยเจตนา !” เขาสั่งปนบ่นรวด ๆ แล้วฉันก็ต้องจำใจเอามือไปจับชายเสื้อของคนข้างหน้าอย่างไม่เต็มใจ เชอะ ! บรื้น… “อ๊าย นายจะขับเร็วไปหาแป๊ะนายเหรอ !” ฉันร้องลั่นทันที เมื่อหมอนี่บิดมอเตอร์ไซค์เร็วมาก ๆ ขอให้สิ่งศักดิ์ในเมืองไทยคุ้มครองลูกในเกาหลีด้วยเถิด สาธุ ! “มีหน้าที่นั่งก็นั่งไปเถอะ ฉันไม่ได้มีเวลาทั้งวันมาอยู่กับเธอนะ” เขาหันมาต่อว่าฉัน ให้ตายสิ ! ฉันเกลียดจริง ๆ เลย การที่ฉันต้องมาทนถูกว่าอะไรแบบนี้ ยิ่งกับผู้ชายที่ฉันไม่รู้จักแต่ฉันต้องมาอยู่ด้วย มันเจ็บใจมากเลย เอี๊ยด ! เสียงรถที่เบรกดังลั่นนั่นทำให้ฉันแทบหัวทิ่ม “เป็นบ้าอะไรของนายจู่ ๆ ก็หยุดรถกระทันหันน่ะ นี่มันกลางถนนนะ” ฉันร้องลั่นแล้วเอามือตีหลังหมอนี่อย่างแรง “ซวยแล้ว” ฉันได้ยินไอ้หล่อนรกนี่พูดเบา ๆ ซวยอะไรอีกเนี่ย “มีปัญหาอะไรยะ ! ?” ฉันร้องถาม เมื่ออีตานี่มองหน้าฉันด้วยสายตามีคำถาม “เธอเคยเฉียดตายไหม ?” ถามของเขาเนี่ย ! ? “บ้าสิ ! มาถามอะไรแบบนี้ จะบ้าเหรอยะ” ตั้งคำถามได้ห่วยมาก ไม่ยักกะรู้ว่าคนเกาหลีนิยมการตั้งคำถามแบบเถื่อน ๆ “ไม่เคยล่ะสิ คิดซะว่ามันเป็นประสบการณ์ละกันนะ” เขาบอกพลางยิ้มให้ฉันด้วยรอยยิ้มแปลก ๆ ตายแล้ว ! พ่อแม่พี่น้อง ปู่ย่าตายาย คุณทวดของทวด อีตาหล่อนรกยิ้มกว้างเลยล่ะ นี่มันอะไรกัน ! ? ทำไมต้องมายิ้มตอนนี้ด้วย ฉันชักกังวลแฮะ “นายจะทำอะไรของนาย อย่าบอกนะว่าจะทิ้งฉันลงกลางทางนี่น่ะ” “ไม่แน่เหมือนกันถ้าเธอไม่หยุดโวยวาย” เขาพูด ทำให้ฉันต้องขอพักยกสัก 3 นาที เพื่อชีวิตที่ปลอดภัย “ซอมินวู !” เสียงร้องลั่นจากที่ไหนสักแห่ง พร้อมกับเสียงดังกระหึ่มของมอเตอร์ไซค์และรถแข่งดังมาแว่ว ๆ หรือว่าฉันหูฝาด “จับฉันไว้ดี ๆ ถ้าเธอยังไม่อยากตาย” อีตาหล่อนรกสั่งฉันเสียงเข้ม พลางบิดแฮนด์มอเตอร์ไซค์ของเขาแบบเตรียมเหาะ “มันเรื่องอะ... (บรื้น) กรี๊ดดดด !” ที่ฉันร้องไม่ใช่เพราะว่าหมอนี่ขับรถเร็วนะ แต่ที่ฉันกรี๊ดปานจะขาดใจตายเพราะอีตาหล่อนรกซอมินวูขับรถสวนเลน ! “ซอมินวู / ซีไนท์” เสียงที่เรียกมาอีก ทำให้ฉันเอี้ยวหันไปมองด้านหลัง(อย่างเสียว ๆ) มีมอเตอร์ไซค์ 10 กว่าคัน ขับสวนเลนตามเขาเป็นพรวน ! พระเจ้า นี่มันอะไรกันเนี่ย ! ? ‘เธอเคยเฉียดตายไหม? ไม่เคยงั้นสิ คิดซะว่าเป็นประสบการณ์ละกันนะ’ คำพูดของเขาเริ่มวนในหัว ตอนนี้พูดได้คำเดียวคุณหนูพั้นช์กำลังซวย กับการต้อนรับของเกาหลีสุดเลิศ ! กระเป๋าเสื้อผ้าหาย เจออีตาหล่อนรก ต้องมานั่งมอเตอร์ไซค์ แถมโดนตามไล่ฆ่าอีก พระเจ้า ทำไมมันอลังการงานสร้างเช่นนี้ ฉันปลื้มจนน้ำตาไหลแน่ะ ! “กรี๊ด !” เสียงร้องรอบที่ล้านแปดของฉันที่ดังขึ้น แต่มันไม่ได้ทำให้อีตาหล่อนรกนั่นหยุดมอเตอร์ไซค์ ตอนนี้มันเหมือนหนังแอคชั่นที่ฉันเคยดูเลย เพียงแต่ว่าฉันไม่เร้าใจตอนนี้ เพราะหัวใจฉันกำลังจะวาย รถเอียงหน้าเอียงหลัง ปาดซ้ายปาดขวาแถมยังสวนเลน พร้อมเสียงแตรที่บีบดังลั่นทั่วบริเวณไปหมด ตาย ๆ ๆ ฉันตายแน่ ๆ “บ้าเอ๊ย ตามไม่เลิก” เขาพึมพำพลางหันไปมองข้างหลัง ที่พวกรถซิ่งนั่นตามมาติด ๆ หมอนี่มันเป็นอาชญากรข้ามชาติรึไงนะ “กรี๊ด ! นายมองข้างหน้าเซ่ เดี๋ยวรถก็ชนตายหรอก” ถ้ารถอัดกอปปี้ ศพไม่สวยแน่ ๆ สมงสมองฉันคงเละเทะ เลือดแดง ๆ คงกระจายเต็มถนน อ๊าย ! ฉันกำลังจะตายก่อนวัยอันควร เอี้ยด ! เสียงเบรกลั่น ฉันกำชายเสื้ออีตาหล่อนรกไว้แน่น พร้อมกับหลับตาปี๋ “ลองสักตั้งล่ะกัน” อีตาหล่อนรกพึมพำ แล้วหมุนรถกลับไปตามเลนที่คนปกติเขาขับกัน ผิดแต่ว่ามันสวนกับพวกนั้นที่วิ่งมาเป็นพรวน เขามากลับรถอะไรเอาตอนนี้ ฟิ้ว เสียงลมที่ผ่านหูฉันพร้อมกับเสียงรถที่ดังลั่น แรงลมปะทะแขนบอบบางของฉันจนเจ็บ ฉันไม่กล้ามองดูอะไรด้วยซ้ำ ฉันเอาแต่หลับตาแล้วท่องพุทโธ ธรรมโม สังโฆ อย่างเดียวเลย แล้วพอฉันรู้ตัวอีกที… “ฮ่า ๆ ๆ ก๊าก ๆ ๆ” เสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งปนอารมณ์ดีสุด ๆ ของคนที่ขับมอเตอร์ไซค์ทำเอาฉันค่อยลืมตาขึ้น ตอนนี้หมอนี่ขับรถตามเลนที่คนปกติเขาขับกันแล้ว โดยไร้ผู้ติดตาม “นี่ ! รู้ไหม” เขาถามขึ้นด้วยเสียงที่อารมณ์ดีสุด ๆ ในขณะที่ฉันแทบอยากจะร้องไห้ออกมา “ฉันสนุกสุด ๆ เลย !” “หยุด ! จอดรถให้ฉันลงเดี๋ยวนี้เลย” ฉันโวยวายรอบที่ร้อยเก้าแล้วเอามือตีหลังเขาไปด้วย ฉันทนไม่ไหวแล้วนะ “จะโวยวายอะไรกันนักกันหนา” เขาถามฉันกลับด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด “ฉันจะลง ฉันไม่ไปกับนายแล้ว” ฉันพูดแล้วเอามือตีหลังเขา “เธอเป็นอะไรของเธอยัยเรื่องมาก !” ถามมาได้ว่ามีอะไร นายเกือบพาฉันตายนะ ! “ฉันบอกให้จอดไง” พอฉันตะโกนไปแบบนั้น เขาก็จอดรถแล้วฉันก็รีบกระโดดลงทันที “ไปไกล ๆ เลย ฉันไม่ไปกับนายแล้ว !” “จะไม่ไป แน่ใจ ?” เขาย้อนถามแล้วยิ้มมุมปาก “เออ ! แน่ซะยิ่งกว่าแน่ นายจะไปไหนก็ไปเลย ฉันไม่เอาชีวิตตัวเองไปทิ้งไว้กับการขับรถนรกของนายหรอก” “ตามใจ คิดว่าตัวเองเอาตัวรอดได้ก็อยู่ไป” “ฉันเอาตัวรอดได้อยู่แล้ว นายไปเลย !” ว่าแล้วฉันก็เดินเชิด ๆ ไปทางอื่นอย่างไม่สนใจอีตาหล่อนรกนั่น และฉันก็เห็นแจ็กเกตของเขาไหวไปตามลมที่เขาขับรถไปอย่างไม่สนใจฉันเหมือนกัน ให้ตายสิ ! เขาจงใจแกล้งฉันใช่ไหม อยากให้ฉันกลัวใช่ไหม แล้วตกลงคุณจิตราส่งฉันให้มาอยู่กับอะไรกันแน่ ! อาชญากรข้ามชาติหรือมาเฟียค้ามนุษย์งั้นเหรอ โอ้โน อีตาหล่อนรกซอมินวู คนเกาหลีตาสีฟ้ามีคนตามฆ่า คุณหนูพั้นช์รับไม่ได้ ฉันเดินไปเรื่อย ๆ ตามถนนที่ทอดยาวและสายลมที่เย็นจนออกหนาวหน่อย ๆ รับไม่ได้แล้วตอนนี้ รับไม่ได้เด็ดขาด ! ฉันจะกลับเมืองไทย คิดถึงเตียงนอนที่หรูเลิศอลังการ คิดถึงชีวิตที่ไม่ต้องมาเดินแบบไร้ทิศทางแบบนี้ คิดถึงทุกอย่างที่ฉันเคยมี ชีวิตที่สุขสบายมาตลอด แต่ตอนนี้กลับถูกแม่เลี้ยงมาทำลายความสุขของฉัน ฉันเปิดประเป๋าตังค์ตัวเองที่มีบัตรทุกชนิด ทั้งบัตรวีซ่า บัตรเครดิต บัตรแพทตินั่มสำหรับคุณหนูอย่างฉัน เพียงแค่มีบัตรพวกนี้ฉันก็สามารถกลับเมืองไทยไปได้อย่างสบาย แต่ปัญหามันคือ… ฉันใช้บัตรไม่ได้เพราะยังไม่ถึงโซลด้วยซ้ำแต่อยู่ส่วนไหนไม่รู้ของอินชอน ตัวอักษรกลม ๆ ขีด ๆ ทำเอาฉันตาลายเพราะอ่านไม่ออก ภาษาอังกฤษก็ไม่มี โถ่ ทำไมพระเจ้าถึงทำกับฉันได้ จ๊อก ๆ เสียงท้องร้อง ฉันเอามือกุมท้องตัวเอง ตั้งแต่มานี่ฉันยังไม่ได้แตะอาหารอะไรสักอย่างเลย แล้วฉันไม่เคยปล่อยให้ตัวเองหิวจนท้องร้องแบบนี้มาก่อนเลย คุณหนูสุดเลิศไฮโซกับม้านั่งสาธารณะ ไม่เข้ากันสักนิดเลย ไม่มีเก้าอี้บุนวมนุ่ม ๆ ที่ฉันเคยนั่ง มีแต่ม้านั่งที่เป็นแผ่นไม้ซีด ๆ และฉันก็หย่อนก้นของฉันลงไป ชีวิตคุณหนูสุดรันทดและลำบาก โดนทิ้ง ไปพูดให้ใครฟังถึงไหนอายเขาถึงนั่น ที่ฉันต้องมาเป็นแบบนี้ นายหล่อนรก อีตาซอมินวูคนบ้า ! ไหนคุณจิตราบอกว่าจะดูแลฉันดี ๆ ไง แล้วตอนนี้กลับทิ้งฉัน แย่ ๆ ๆ ทุกสิ่งทุกอย่างในเกาหลีตอนนี้มันแย่ที่สุดเลย ! ทั้งที่ฉันไม่ใช่คนที่เอะอะอะไรก็ใช้น้ำตา แต่ตอนนี้ฉันทนไม่ไหวจริง ๆ ฉันไม่เคยรู้สึกแย่ขนาดนี้มาก่อนเลย กางเกงยี่ห้อหรูของฉันตอนนี้ ถูกน้ำตาหยดลงจนเป็นดวง แต่ฉันไม่มีอารมณ์มาสนใจอะไรทั้งนั้น ฉันอยากกลับบ้าน ฉันคิดถึงเมืองไทยมาก “เฮ้ ชองมิชอน”เสียงที่ทักเบา ๆ ทำให้ฉันเงยหน้าขึ้นมอง ผู้ชายคนนึงที่ยืนอยู่ตรงหน้า มนุษย์ดำแดง ตาสีฟ้า เชอะ ! อีตาหล่อนรกซอมินวู “มาทำไม !” ฉันพูดใส่หน้าเขาทั้งน้ำตา “มานั่งดูเด็กเอาแต่ใจร้องไห้“ เขาพูดแล้วมองหน้าฉันนิ่ง “ใครเด็กเอาแต่ใจ” ฉันถามกลับพลางเบ้ปาก “ใครไม่รู้ที่ร้องไห้“ ย้อน ๆ มันมีย้อน ! “ไม่ต้องมามองเลย ไปไหนก็ไป๊” ฉันร้องพลางเอามือปัดไล่เขา แต่ทว่าเขาก็ยังอยู่ที่เดิม “ถ้าฉันไป เธอก็จะร้องไห้อีก” เขาพูดแล้วกระตุกยิ้มที่มุมปาก “ใครร้องไห้กัน” ฉันร้องเสียงดังแล้วเอามือปาดน้ำตาตัวเองออกอย่างรวดเร็ว ฉันไม่ได้ร้องสักหน่อย น้ำตามันไหลเอง “หึหึ” เขาหัวเราะในลำคอแล้วยิ้มบาง ๆ ให้ฉัน “เด็กดื้อเอ๊ย !” ใครเด็กดื้อกันฟะ “ตกลงจะนั่งอยู่นี่หรือไปกับฉัน“ คำพูดของเขาทำให้ฉันได้แต่นั่งเงียบ เมื่อทิฐิเริ่มครอบงำ “ลุกขึ้นแล้วไปกับฉันได้แล้ว ถ้าเธอไม่ไป ฉันจะไม่กลับมาแล้วนะคราวนี้” เขาพูดอีก แล้วพอเห็นฉันไม่ตอบเขาก็มองหน้าฉันพลางไหวไหล่น้อย ๆ ก่อนจะเดินไปทันที “นี่รอฉันด้วยสิ” ว่าแล้วฉันก็รีบเดินตามเขาไป ถึงแม้จะไม่ไว้ใจเขาขนาดไหน แต่ว่าตอนนี้ฉันต้องพึ่งเขาคนเดียวเท่านั้น
“ตกลงนายเป็นอะไรกันแน่ ทำไมนายถึงต้องหนีพวกนั้น” ฉันถามเขา “มันเป็นเรื่องส่วนตัว” เขาตอบเรียบ ๆ อย่างไม่สนใจเท่าไร “หรือว่านายเป็นคนโรคจิตข่มขืนแล้วฆ่าและนายก็เป็นพวกค้ามนุษย์ เป็นมาเฟียด้วยใช่ไหม” ฉันถามเขาอย่างตื่นเต้นปนหวาดนิด ๆ “พอเถอะ ฉันไม่ได้เป็นอะไรบ้า ๆ อย่างที่เธอคิดหรอก คิดได้ไง” เขาพึมพำ “แล้วนายเป็นอะไรล่ะ ?” ฉันถามไปอีก “ฟังไม่ออกเหรอบอกว่าเรื่องส่วนตัวน่ะ ฉันพูดภาษาไทยแล้วนะ” เขาย้ำ ทำให้ฉันยิ่งไม่ไว้ใจ “ไม่นะ ๆ นายนั่นแหละมาเฟียค้ามนุษย์ข้ามชาติ” “หยุดพูดได้แล้ว ก่อนที่ฉันจะโยนเธอลง !“ พอเขาพูดออกมาแบบนั้น ฉันก็เงียบไปโดยปริยาย แล้วรถมอเตอร์ไซค์ของเขาก็มาจอดอยู่ที่บ้านหลังหนึ่ง ที่รั้วรอบขอบชิดจนมองไม่เห็นตัวบ้าน มันจะปิดอะไรกันนักกันหนาฟะ อ๊ะ ! หรือว่านายนี่จะเป็นมาเฟียค้ามนุษย์จริง ๆ โอ้โน ! คุณหนูพั้นช์กำลังลำบากแล้ว และนายซอมินวูก็ให้ฉันลงจากรถ ก่อนเขาจะเดินเข้าไปในบ้าน โดยมีฉันเดินตามมาติด ๆ บ้านที่อีตานี่พาฉันมาเป็นบ้านชั้นเดียวที่มีพื้นที่ค่อนข้างเยอะ ตัวบ้านขนาดใหญ่พอสมควรและมีโรงรถข้าง ๆ เฮ้อ เทียบกับคฤหาส์นเพริศพริ้งแพรวพราวรัศมีของฉันไม่ติดจริง ๆ !
2
หลังจากที่มองจากข้างนอก ฉันก็ค่อย ๆ เดินตามนายมินวูเข้าไปภายในตัวบ้าน การตกแต่งเป็นสไตล์เรียบง่าย ดูสะอาดสะอ้านพอสมควร “นี่พ่อกับแม่นายล่ะ ?” ฉันถามเมื่อเห็นบ้านที่เงียบกริบ “ฉันแยกมาอยู่คนเดียวน่ะ” เขาบอกเรียบ ๆ พร้อมกับโยนเสื้อแจ็กเกตของเขาไปกองไว้ที่โซฟา “เอ๋ ! ?” ฉันอุทานขึ้นเบา ๆ “งั้นแสดงว่าฉันจะได้อยู่บ้านหลังนี้กับนายแค่ 2 คนเหรอ ?” เป็นไปไม่ได้น่า “ก็ใช่ไง ฉันลำบากใจสุด ๆ เลยรู้ไหม แต่ในเมื่อป้าจิตขอมา ฉันก็ไม่อยากขัด” เขาพูดพลางไหวไหล่เหมือนไม่ใส่ใจ “ไม่ได้นะ” ฉันร้องขึ้นเสียงดัง “อะไรของเธอ” เขาถามฉันกลับพร้อมชักสีหน้าเซ็ง ๆ “จะบ้าเหรอ ! จะให้ฉันอยู่กับนาย ผู้หญิงกับผู้ชาย 2 ต่อ 2 เนี่ยนะ” ฉันว่าแล้วเดินพล่านไปทั่ว “แล้วเธอจะให้ผีสางตัวไหนมาอยู่อีกล่ะ ก็มีแค่นี้” “เฮ้ย ฉันไม่เอา ฉันไม่อยู่นะ” จะให้ฉันอยู่กับผู้ชายที่เป็นมาเฟียฉันไม่เอาหรอก ! “ถ้าไม่อยู่แล้วเธอจะทำยังไง ออกไปนอนหน้าบ้านฉันเอาไหมล่ะ ! ?” เขาพูด ตอนนี้เขาก็เริ่มชักจะหัวเสียเหมือนกัน “แล้วบ้านนี้มีกี่ห้อง ห้องมิดชิดไหม อากาศถ่ายเทสะดวกรึเปล่า ตั้งอยู่ทิศตามหลักฮวงจุ้ยไหม และก็มีเตียงนุ่ม ๆ มีแอร์เย็น ๆ ไหม ?” ฉันถามพร้อมกับมองไปรอบ ๆ บ้านอย่างไม่ไว้วางใจ “บ้านนี้มีห้องเดียวคือห้องนอนของฉัน ! อากาศถ่ายเทดีมากแถมห้องฉันยังมีกระจกกันกระสุน โอเคไหม !” เขาบอกเสียงเข้ม ทำให้ฉันขมวดคิ้วหน่อย ๆ กระจกกันกระสุนเหรอ ? แต่เฮ้ ๆ “ฉันต้องนอนกับนายใช่ไหม ?” ฉันถามอย่างหวาด ๆ “ฉันบอกเหรอว่าจะให้เธอนอนกับฉัน” เขาพูดพลางมองฉันแบบแปลก ๆ “หา นายหมายความว่าไง ?” “ฉันไม่ใช่สุภาพบุรุษขนาดนั้นนะ ฉันจะนอนในห้องของฉัน ส่วนเธอ…” เขาเว้นไว้พร้อมกับไหวไหล่หน่อย ๆ ก่อนจะปรายตาไปรอบ ๆ “ชอบมุมไหนเลือกเอาละกัน” “นายทำแบบนี้กับฉันไม่ได้นะ” ฉันพูดพร้อมทำสีหน้าคร่ำครวญ “แต่ฉันคงต้องทำแล้วล่ะ อย่าลืมนะว่าเธอมาอาศัยอยู่บ้านฉัน !” ฉันก็ได้แต่ยืนทำหน้าคร่ำครวญอย่างรับไม่ได้ ไม่ใช่ว่าบ้านนี้ไม่น่าอยู่นะ แต่ว่าถ้าเทียบกับคฤหาสน์สุดไฮโซของฉันล่ะก็… มันห่างกันหลายขุม ! “ถ้าอย่างนั้นนายทำแบบนี้ได้ไหม ไปส่งฉันไว้โรงแรมหรู ๆ หน่อย แล้วฉันจะจัดการเอง” ฉันเสนอแผนสุดแสนเพอร์เฟค ให้ฉันไปอยู่โรงแรมสบาย ๆ เพราะยังไงฉันก็มีเงินจ่ายอยู่แล้ว ถึงจะเสียเงินเยอะแต่ถ้ามันสบายฉันก็ยอมเสีย “ฝันไปเถอะ วันนี้ฉันออกจากบ้านแล้ว ฉันจะไม่ออกไปไหนอีก !” คำพูดที่บอกมา ทำเอาความฝันของฉันดับวูบทันที “อะ… อะไรกัน แต่ฉันมีตังค์นะ นายไม่ได้ออกให้หรอกน่า” “จะออกหรือไม่ออก เธอก็เก็บตังค์เธอไว้เถอะ อย่ามาทำตัวหรูหราจะได้ไหม” เขาต่อว่าฉัน “ก็ฉันไม่เคยนี่ ! จะให้ฉันนอนแบบไม่มีเตียง ไม่มีแอร์ ไม่มีคนคอยดูแล ฉันอยู่ไม่ได้หรอก” ฉันน่ะติดสบายจะตาย ให้อยู่แบบนี้มีหวังฉันตายแน่ ๆ “งั้นก็ช่วยไม่ได้นะ ” นายมินวูพึมพำขึ้นพร้อมกับมองหน้าฉันแล้วโคลงหัวไปมาอย่างเห็นใจนิด ๆ “นายตกลงจะพาฉันไปหาโรงแรมหรู ๆ ใช่ไหม” ฉันถามอย่างตื่นเต้น ตอนนี้เริ่มมีความหวังแล้ว “ไม่ !” และแล้วความฝันของคุณหนูพั้นช์ก็พังทลายลงไปในพริบตา “แต่ฉันจะอุทิศหมอนกับผ้าห่มให้เธอแล้วกัน” “นี่ ไม่มีช่องที่พูดภาษาไทยมั่งเหรอ” ฉันถามพลางเท้าคางอย่างเบื่อ ๆ คนในโทรทัศน์พูดภาษาอะไรก็ไม่รู้ ไม่รู้เรื่องสักนิด “ที่นี่เกาหลีนะไม่ใช่เมืองไทย” เขาบอกอย่างไม่สนใจฉันที่จะชักดิ้นชักงอ “แต่ฉันอยากฟังช่องที่พูดภาษาไทยนี่” ฉันพูดขึ้นมาอย่างเอาแต่ใจ แต่นายมินวูกลับส่งสายตาไม่พอใจกลับมาให้ฉัน “โอ้ย น่าเบื่อที่สุดเลย !” ฉันร้องลั่นแล้วลุกขึ้นเดินร่อนรอบบ้าน ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่ากระเป๋าเสื้อผ้าฉันหาย แล้วตอนนี้ฉันมีเสื้อผ้าติดตัวแค่นี้ “นี่ นายซอมินวู ฉันอยากอาบน้ำ นายหาเสื้อผ้าให้ฉันหน่อยสิกระเป๋าเสื้อผ้าของฉันมันหาย” ฉันร้องลั่นใส่หูเขาที่ดูเหมือนไม่สนใจฉันเลย ไหนบอกว่าจะดูแลอย่างดีไง “อะไรของเธอวุ่นวายชะมัด” เขาพึมพำพร้อมกับลุกขึ้นอย่างหงุดหงิด “ตามมา !” เขาพูดเสียงเข้ม ฉันต้องเดินตามไปเขาทันที ขืนให้ฉันใส่ชุดเดิมมีหวังฉันไม่เป็นอันอยู่แน่ ๆ นายซอมินวูพาฉันเข้าไปในห้องนอนของเขา แต่ว่านะ...นี่ มันห้องนอนรึว่าสนามรบกันเนี่ย ! ? ภายในห้องเป็นสีขาว แต่ทว่ากลับมีอาวุธต่าง ๆ ว่างอยู่เต็มห้อง รึว่าหมอนี่เป็นนักฆ่า “ฉันไม่มีเสื้อผ้าไซส์เธอหรอกนะ“ เขาบอกก่อน “ถ้ามีนายก็เป็นแต๋วแล้วล่ะ” พอฉันพูดไปแบบนั้นเขาก็ทำเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอหน่อย ๆ ก่อนจะเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าที่มีแค่สี่สีนั่นคือ ขาว ดำ แดง และเทา อะไรของเขากันเนี่ย ! “เฮ้อ แค่ใส่นอนใช่ไหม” เขาถามพลางเลื่อนเสื้อผ้าออกดู แต่ฉันก็ไม่ได้สนใจฟังเขาเท่าไหร่ เพราะสายตาฉันเหลือบไปเห็นสนับมือวางอยู่ข้างหัวเตียง ฉันหยิบมาดูทันที ปกติฉันเคยเห็นแต่ในทีวี ไม่เคยได้แตะเลย “อย่าไปจับ !” เขาพูดเสียงดัง ฉันก็แทบจะปล่อยสนับมือลงทันที “ไม่ได้จับสักหน่อย แค่หยิบขึ้นมาดู” ฉันแย้งแล้วไหวไหล่หน่อย ๆ “แล้วเธอหยิบเธอไม่ได้จับรึไง” “เอาน่า ฉันแค่ดูเฉย ๆ อย่าทำหน้าเหมือนฉันจะเอามันมาฟาดหัวนายหน่อยเลย” “เธอจะเอามันมาฟาดหัวฉันเหรอ” มันคือความจริงในใจนะจ๊ะที่รัก ถ้าฟาดได้ฉันฟาดไปแล้วล่ะ “นี่ นายอยู่คนเดียวไม่เบื่อเหรอ ?” ฉันถามแล้วไปนั่งบนเตียงของเขาแล้วแกว่งขาไปมา “ชิน“ เขาตอบสั้น ๆ โอ้ย น่าหมั่นไส้ ! “ถ้านายตอบฉันมากกว่านั้น ฉันก็ไม่ว่านายพูดมากหรอก” “อย่าค้นของในห้องฉัน !” มินวูร้องเสียงดัง เมื่อฉันเอื้อมมือไปเปิดลิ้นชักของตู้ที่อยู่อีกฝั่ง ทำให้ฉันชักมือออกอย่างรวดเร็ว ก่อนเขาจะยื่นเสื้อยืดสีขาวตัวโคล่งกับกางเกงบอลมาให้ฉัน แล้วพอฉันได้เสื้อผ้า ฉันก็แทบออกจากห้องเขาทันที ภายในห้องน้ำของบ้านนายซอมินวู ผู้ชายอันตราย ฉันพลิกขวดครีมอาบน้ำที่ไร้ยี่ห้อ ฮึ ฉันจะใช้ได้ไหมเนี่ย ถ้าใช้แล้วผื่นขึ้นตัวฉันจะทำยังไงล่ะ ให้ตายสิ ! นายนี่ไร้รสนิยมในการใช้ของจริง ๆ เลย หน้าหล่อซะเปล่า “ชองมิชอนเธอตายในห้องน้ำรึยัง ?” เสียงที่ร้องถามทำให้ฉันที่กำลังนอนแช่น้ำในอ่างอาบน้ำ ชักหน้าเนือย ๆ อะไรกันนักกันหนาเนี่ย แล้วดูคำถามที่นายนี่ถามฉันสิ ! “ตายบ้าบออะไรของนายกันล่ะ” ฉันบ่นพึมพำ ปากนายนี่น่าผ่าเอาสุนัขออกชะมัด “เธอเข้าห้องน้ำเกือบชั่วโมงแล้วนะ” “มันเป็นปกติของฉันย่ะ ฉันอาบน้ำเป็นชั่วโมง” ฉันร้องบอกแล้วเป่าฟองสบู่เล่น อย่างไม่ใส่ใจ “งั้นถ้าเธอไม่รีบอาบให้เสร็จ ฉันจะกินข้าวที่ทำไว้ให้หมด” เขาบอก ทำเอาฉันที่ไม่สนใจตาโต เมื่อฉันยังไม่ได้ทานข้าวแล้วฉันก็ลืมไปเลย “นายอย่าเพิ่งกินหมดนะ ฉันจะออกไปกิน” ฉันร้องแล้วรีบลุกออกมาล้างตัวอย่างรวดเร็ว ก่อนจะรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าออกมาทันที “ไหนข้าว” ฉันร้องถามหาข้าว แต่กลับเห็นแต่บะหมี่สองชาม “นี่ไง เนงมยองกินได้ใช่ไหม ?” เขาถามพลางเลื่อนชามบะหมี่ที่เขาเรียก “ไหนบอกว่าข้าวไง ?” ฉันย้อนถามอย่างเซ็ง ๆ “อย่าถามมากไปเลยน่า กิน ๆ ไปเถอะ” เขาตวัดเสียงห้วน ๆ ฉันได้แต่ทำหน้ามุ่ย ก่อนจะพลิกชามไปมา น้ำซุปดูท่าทางไม่น่าไว้วางใจเลย แต่เขากลับเอาตะเกียบคีบเส้นเข้าปากเหมือนไม่ได้กินมาชาติกว่า ๆ ฉันก็เลยลองชิมดูบ้าง รสชาติมันก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร แบบว่าพอกินได้ “เธอกินแต่ละที เธอคีบทีละเส้นเหรอ ?” เขาถามแล้วมองฉันที่กินอย่างเรียบร้อย “ทำไมล่ะ ก็ต้องกินให้มันสุภาพเรียบร้อยสิ ไม่ใช่กินแบบนาย” ฉันพูดพลางมองเขาอ้าปากกว้างอย่างกับจะกลืนชามไปหมดแบบนั้นแหละ “ทำแบบนี้เดี๋ยวก็ไม่ทันกินพอดี จำไว้ ถ้าเธออยู่กับฉันทุกอย่างต้องเร็วเข้าไว้ !” “ฉันไม่ได้ไปออกรบนะ ทำไมต้องเร็ว ๆ ไว้ด้วย” “ฝึกไว้จะได้ชินแล้วเธอจะรู้ว่าเธอควรทำอะไรให้มันเร็ว ๆ เพราะอะไร” เขาบอก ฉันก็ได้แต่ไหวไหล่อย่างไม่สนใจ ก่อนจะกินไอ้ยอง ๆ นั่นต่อ “อยู่นี่จำไว้ ! ฉันไม่ใช่คนใช้เธอแต่เธอต่างหากที่เป็นผู้อาศัย เวลาฉันพูดอะไรเธอก็เชื่อฟังด้วย” นายมินวูพูด ทำให้ฉันเงยหน้ามองเขาเพราะตอนนี้เขากินเสร็จแล้ว “จะพยายาม !” ฉันพูดเสียงเข้มอย่างประชด “ดีมากชองมิชอน ถ้าเธอคิดว่าทำได้ขนาดนั้น” มินวูพูดพร้อมกับยักคิ้วท่าทางกวน ๆ ให้ ฮึ คุณหนูอย่างฉันหงุดหงิดมากเลย ! “ในเมื่อเธออาบน้ำเสร็จแล้ว...” เขาพูดพร้อมกับปรายตามองฉันที่นั่งหน้างออยู่บนโซฟา “งั้นฉันก็ไปนอนก่อนละกันนะ” เขาบอกเรียบ ๆ ก่อนจะเข้าห้องนอนไปทันที ทำเอาฉันที่นั่งอยู่ได้แต่อึ้ง แล้วฉันจะนอนที่ไหนล่ะเนี่ย ! ? พอคิดได้แบบนั้น ฉันก็ปรายตาไปรอบ ๆ ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วกระโดดพุ่งไปที่ประตูห้องนอนของเขาแล้วทุบประตูเสียงดัง “ซอมินวู นายมาพูดกับฉันก่อนว่านายจะให้นอนที่ไหน นายออกมาเดี๋ยวนี้นะ !” ฉันร้องลั่นอยู่นานมาก แต่คนในห้องก็ไม่มีทีท่าว่าจะเปิดประตูออกมาเลย กรี๊ด ! สรุปว่าฉันต้องนอนข้างนอกจริง ๆ เหรอเนี่ย ซอมินวูผู้ชายเฮงซวย ! “ตื่น ๆ ๆ” เสียงทุ้มที่ร้องดังลั่นบ้าน ทำให้ฉันได้แต่หาอะไรปิดหูเอาไว้อย่างรำคาญ เพราะเมื่อคืนฉันต้องนอนโซฟา แล้วฉันก็ไม่เคยใช้โซฟาเป็นที่นอนมาก่อน จากทีแรกฉันจะทำใจแข็งไม่นอน แต่ทนความเหนื่อยล้าของตัวเองไม่ไหว แล้วหลับไปตอนไหนไม่รู้ เกลียดตัวเองจริง ๆ “ตื่นได้แล้ว มิชอน !” “โอ้ย กี่โมงเนี่ยทำไมนายต้องปลุกฉันเช้าขนาดนี้ด้วย” ฉันพูดงึมงำในลำคอ “หกโมงเช้า” เสียงที่บอก ทำให้ฉันเบ้ปาก “หกโมงเช้าเหรอ ฮ้าว ปกติฉันต้องตื่นหลัง 10 โมงนะ ถ้ามันเพิ่งหกโมงฉันขอนอนต่อละกัน” ฉันบอก แล้วยกผ้าห่มคลุมหัวจนมิด ง่วง ๆ ๆ “ที่นี่มันเกาหลีไม่ใช่เมืองไทย เราไม่นิยมพวกนอนกินบ้านกินเมืองแล้วยิ่งเธอมาอยู่บ้านฉันด้วย ตื่น !” เขาตะโกนใส่หูฉันเสียงดัง “นายจะร้องใส่หูฉันหาพระแสงอะไรเล่า” “ฉันบอกให้เธอตื่น !” เขาตะโกนอีก แต่ฉันไม่ไหวแล้ว “ฉันไม่อยากตื่น ฉันง่วง ขอนอนนะ” “ตื่นเดี๋ยวนี้มิชอน !” ว่าแล้วเขาก็กระตุกผ้าห่มออกจากตัวฉัน ส่วนฉันก็ได้แต่ดิ้นไปดิ้นมาบนโซฟาอย่างหงุดหงิด ฉันเกลียดการโดนปลุกแต่เช้าที่สุดเลยแล้วที่เมืองไทยก็ไม่เคยมีคนมาปลุกฉันมาก่อนเลยนะ “เฮ้ย” เสียงเขาที่อุทานเบา ๆ ทำเอาฉันที่นอนอยู่ค่อยปรือตาขึ้นมา เมื่อเห็นเขามองฉันพร้อมหน้าแดงขึ้น ฉันเลยก้มมอง เมื่อเสื้อสีขาวตัวหลวมโพรก ตอนนี้มันเลิกขึ้นจนเห็นเอวบาง ๆ ของฉัน “กรี๊ด ! มินวูไอ้โรคจิต” ฉันร้องแล้วรีบดึงเสื้อลงอย่างรวดเร็วก่อนจะโยนหมอนใส่หัวเขาอย่างแรง “เฮ้ย ! เธอจะโยนหมอนใส่ฉันทำไมเนี่ย” เขาร้องแล้วเอามือลูบหัวตัวเองป้อย ๆ “แล้วนายมองฉันแบบหื่น ๆ น่ะมีปัญหาทางจิตเหรอ” ฉันถามกลับพลางดึงผ้าห่มที่กองอยู่มาห่อตัวอย่างรวดเร็ว “อย่าสำคัญตัวเองมากไปหน่อยเลย หุ่นอย่างเธอมันไม่น่าเย้ายวนใจเท่าไหร่หรอก” เขาพูดแบบหน้าตาเฉยสุด ๆ แต่หน้าเขายังมีสีแดงระเรื่ออยู่ “ไอ้…” คิดคำด่าไม่ออก เคือง ๆ “ตกลงจะลุกหรือไม่ลุกเนี่ยหา” เขายืนกอดอกถามฉัน “ไม่ลุกแล้ว” ฉันร้องบอกเสียงลั่น ฮึ้ย ! “ถ้าไม่ลุก ฉันจะทำให้เธอลุกเอง !” ว่าแล้วอีตามินวูโรคจิตก็ย่างสามขุมมาหาฉันที่ขดตัวอยู่บนโซฟา อ๋าย หมอนี่จะทำอะไรฉันน่ะ แล้วเขาก็คว้าตัวฉันขึ้นพาดบ่าทันที หมับ กรี๊ด ! “ปล่อยฉันลงน้า” ฉันร้องลั่นแล้วเอามือทุบหลังเขา จู่ ๆ มายกฉันขึ้นแบบนี้ได้ยังไงน่ะ “ปล่อยฉะ… กรี๊ด !” ตู้ม ซ่า ! อีตามินวูบ้านายทำร้ายฉัน ! อีตานี่เล่นทิ้งตัวฉันลงในอ่างอาบน้ำจนน้ำในอ่างกระฉอก “ฉันให้เวลาเธอสิบนาทีแล้วฉันจะเอาเสื้อผ้ามากองให้ที่หน้าประตู !” เขาพูดเสียงเฉียบแล้วเดินออกจากห้องน้ำไปอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ฉันไม่รู้ว่าจะกรี๊ดหรือจะร้องไห้ดี ในอ่างอาบน้ำที่มีฟองนุ่มและน้ำที่อุ่นกำลังดีเหมือนทำไว้รอ “แต่ถ้าสิบนาทีเธอยังไม่ออกมา ไม่ว่าเธอจะอยู่ในสภาพไหนฉันก็จะลากเธอออกมา !” ฉันได้แต่ทำตาโตแล้วรีบจัดการตัวเองให้เร็วที่สุดอย่างไม่เคยทำมาก่อน หลังจากที่สิบนาทีตรงเป๊ะ ! ฉันก็ต้องรีบใส่เสื้อผ้าที่มินวูเอามากองไว้ที่หน้าห้องน้ำอย่างรวดเร็ว แล้วพอแต่งตัวเสร็จฉันก็ต้องมานั่งฟังนายนี่พล่ามอะไรก็ไม่รู้ เฮ้อ น่าเบื่อมาก ๆ “ขั้นแรกในการอยู่ประเทศเกาหลีเธอต้องพูดภาษาเกาหลีให้ได้” เขาพูดขณะที่ฉันนั่งหน้าบึ้งอย่างเซ็ง ๆ “แต่ฉันพูดไม่เป็นและฉันก็ไม่อยากพูด” ฉันบอกอย่างไม่สนใจ “ถ้าเธอไม่พูด วันนี้ฉันจะไม่พาเธอไปซื้อของ” แม้มันจะเป็นคำพูดเรียบ ๆ ของเขา แต่ว่ามันทำร้ายจิตใจฉันมาก ก็ฉันรักการช้อปปิ้งที่สุดนี่ “ตกลงจะหัดไหม” เขาถามมาอีก ทำให้ฉันคิดหนักเลยทีนี้ “ถ้าไม่หัด ฉันจะไม่…” “หัดก็หัด โอเคไหม” ฮึ้ย ! อีตานี่ทำไมต้องข่มขู่ฉันมากขนาดนี้ด้วยนะ แล้วทำไมฉันต้องมาหัดพูดด้วยไม่เข้าใจเลย “ดีมากมิชอน ถ้าเธอพูดง่าย ๆ แบบนี้มันค่อยดีหน่อย” ไม่ต้องมาทำเป็นพูดดีหรอกย่ะ ! “อันดับแรกเธอต้องรู้เบสิคสี่อย่าง นั่นคือทักทาย ขอบคุณ ขอโทษและแนะนำตัว” พอเขาพูดฉันก็แอบปิดปากหาว ให้ตายสิ ! ฉันเกลียดการต้องมานั่งฟังอะไรแบบนี้จังเลย ยิ่งเป็นเรื่องที่ไม่อยากจะสนด้วย “คำทักทายอันแรกเลย ‘อันยองฮาเซโย’ ถ้าเทียบกับภาษาไทยก็สวัสดี ไหนลองพูดซิ” “อัน…โย” ฉันลากเสียงอย่างเนือย ๆ “อันยองฮาเซโย !” เขาย้ำอีกครั้งเสียงเข้ม ฉันก็เอามือปิดปากหาวแล้วพูดออกมา “เซโย…” “ชองมิชอน ตั้งใจดี ๆ ถ้าไม่อยากโดนแบบเมื่อเช้า” เขาขู่ ซึ่งทำให้ฉันสะดุ้งตัวหน่อย ๆ แล้วรีบพูดอย่างถูกต้องทันที อันยองฮาเซโย” “ “ดีมาก !” อ๊าก อยากจะบ้าตาย คุณหนูพั้นช์ที่สุดแสนจะเอาแต่ใจ อยากได้อะไรก็ต้องได้แล้วไม่เคยยอมใคร แต่ตอนนี้กลับมานั่งหงอ ๆ ให้อีตาเถื่อนนี่โขกสับสอนภาษาเกาหลี รับตัวเองไม่ได้ ช่วงเวลาแห่งความทรมานผ่านไปอย่างช้า ๆ มันทรมานใจฉันสุด ๆ เลย ฉันนั่งทำหน้าซังกะตายจดภาษาเกาหลีลงในสมุดบันทึกเล่มเล็ก ๆ ที่มินวูหามาให้ “โอเคแล้วใช่ไหม” เขาถาม ฉันพยักหน้า “งั้นไหนลองพูดซิ” เขาสั่งเสียงเข้ม ฉันก็ได้แต่เก็บความไม่พอใจเอาไว้ เพราะการไปช้อปปิ้งสำคัญกับฉันมาก ๆ เลย ถ้าฉันไม่ได้ไปนะ รับรอง ! ฉันต้องชักดิ้นชักงอแน่ ๆ “อันยองฮาเซโย แปลว่าสวัสดี แต่คำว่าอันยองเฉย ๆ เป็นการทักทายแบบไม่เป็นทางการ แล้วคำนี้แปลว่าลาก่อนด้วยก็ได้” ฉันลากเสียงยาว ๆ พร้อมเท้าคางเนือย ๆ “พูดต่อ” เขาสั่ง “มีอันฮัมนีดาแปลว่าขอโทษ แต่ถ้าคนสนิทจะพูดว่ามีอันแฮก็ได้ ส่วนคัมซาฮัมนีดาแปลว่าขอบคุณ” “ดี ! เธอต้องจำคำพวกนี้ไว้ให้ขึ้นใจ แล้วต่อไปเธอก็ต้อง บลา บลา” พล่ามบ้าอะไรของเขาก็ไม่รู้ ฉันไม่สนใจฟังเท่าไหร่ เพราะแค่นี้ก็เท่ากับว่าฉันผ่านแล้ว “อืม เข้าใจแล้วล่ะ เท่านี้นายพาไปซื้อของได้แล้วใช่ไหม” “อืม ได้ ฉันจะพาไป” เยส ! ในที่สุดฉันก็จะได้ไปซื้อข้าวของเครื่องใช้ เสื้อพ้งเสื้อผ้ากันซะที เพราะตอนนี้ฉันอยากไปใจจะขาดอยู่แล้ว
“ร้อน ๆ ๆ” เสียงบ่นโวยวายของฉันที่ดังลั่นขึ้น หลังจากที่มินวูบอกฉันว่าพาไปซื้อของจริง ๆ แต่เขาก็ไม่ได้บอกว่าจะมาซื้อในที่แบบนี้ ! ร้านแผงลอยข้างทางเนี่ยนะ ! มินวูเอ๊ย ฉันอยากจะบอกว่าฉันไม่นิยมของโนเนมที่อยู่ข้างทาง “เธอจะบ่นหาแมวน้ำอะไรห๊ะ !” เขาต่อว่าฉัน เมื่อฉันบ่นไม่เลิก “ก็มันร้อนนี่นา แถมอะไรก็ไม่รู้ นายพาฉันมาที่แบบนี้ได้ยังไง” ฉันโวยวายต่อพร้อมกับเอากระดาษทิชชูมาซับเหงื่อ “ซื้อ ๆ ไปเถอะน่ามิชอน ถ้าเธอเรื่องมากฉันจะพาเธอกลับ” “นายพาฉันกลับไม่ได้นะ นายบอกว่าจะพาฉันมาซื้อของ แต่นี่ฉันยังไม่ซื้อเลยเพราะงั้นกลับไม่ได้ !” “ก็ช่างเธอสิ ! ในเมื่อฉันพาเธอมาซื้อแล้วเธอยังเรื่องมากแบบนี้ ฉันกลับแน่ ๆ กลับแบบคนเดียวแล้วทิ้งเธอไว้ด้วย !” เขาพูด ทำให้ฉันอยากจะทรุดลงแล้วชักดิ้นชักงอ “นี่ ! นายก็ดูสิ จะให้ฉันซื้อได้ยังไง นายช่วยพาฉันไปที่อากาศเย็นกว่านี้ดีกว่านะ ฉันทนไม่ได้จริง ๆ” ฉันบอกเขา ฉันสบายมาตลอด พอเจอแบบนี้แล้วจิตตกไปเลย “อย่าเว่อร์ไปหน่อยเลยน่า” เขาพูดแล้วมองฉันอย่างจับผิด “ฉันไม่ได้เว่อร์ แต่ฉันเป็นแบบนี้ เข้าใจไหม” ฉันบอกเขาด้วยสีหน้าจริงจัง “ไม่ เธอก็เป็นคนธรรมดาเหมือน ๆ ฉัน ฉันเดินได้ เธอก็ต้องเดินได้ !” “แต่ฉันไม่ได้เป็นผู้ชายถึกนี่” ฉันแย้ง เขาถลึงตาใส่ฉัน ก่อนจะถอนหายใจเมื่อเห็นเหงื่อของฉัน “แค่พาไปก็ได้ใช่ไหม” เขาถามฉันพลางถอนหายใจ อุวะฮ่า ๆ ในที่สุด ! “ถ้างั้นก็เดินตามมา ถ้าเดินช้าฉันทิ้งเธอแน่” พูดแล้วเขาก็เดินนำหน้าฉันไปอย่างรวดเร็วหรือพูดง่าย ๆ อีตานี่วิ่งแหละ แต่ด้วยความที่ฉันอยากช้อปมากมาย ฉันก็ตามเขาทันจนได้ “ทำหน้าเริงร่ายังกะหมาได้กระดูก” มินวูพูดเสียดสีฉัน ขณะที่ฉันยิ้มแก้มแทบปริเมื่อออกมาจากร้านแอร์เมสแล้วฉันก็ได้อะไรมาอย่างที่ใจต้องการเลย แต่มินวูนี่ปากเสียชะมัดเปรียบเทียบอะไรได้แย่จริง ๆ “ก็ช่วยไม่ได้ เฮ้อ มีความสุข” พอฉันได้อะไรแบบนี้แล้วฉันรู้สึกดีจริง ๆ นะ อารมณ์ดีขึ้นทันตาเลย “เห็นเธอซื้อของแบบนี้แล้วฉันทนไม่ได้” มินวูพึมพำพร้อมมองฉันที่แกว่งถุงของอย่างเริงร่า “ทนไม่ได้อะไร ของดี ๆ ทั้งนั้น ทั้งมียี่ห้อ ทั้งดูดี มีเกรดจะตายไป” หุ ๆ ฉันใช้แต่ของพวกนี้เท่านั้นแหละ เพราะใช้ของถูกแล้วผื่นมันขึ้น ! “เธอมันก็พูดได้ ของพวกนี้มันราคาสูงจะตาย แล้วเธอยังหาเงินไม่ได้แต่ยอมเสียเงินเกือบหมื่นวอนเพราะไอ้ยางมัดผมเส้นเดียว แถมสีทุเรศแบบนั้นน่ะนะ” กรี๊ด ! มินวู นายกล้ามาว่ายางมัดผมทิฟฟานีสีชมพูของฉันเหรอ “แล้วฉันจะใช้มันเกี่ยวอะไรกับนายล่ะ นายไม่ได้หาเงินให้ฉันใช้สักหน่อยนะ” มันเงินป๊ะป๋าของฉันต่างหากล่ะ เชอะ ไอ้ปีศาจแมลงสาบ ! “แต่เธอจะไม่นึกถึงคนที่หาเงินมางั้นเหรอ” เขาพูดขึ้นเหมือนจะสั่งสอนฉันอย่างนั้นแหละ “มินวู นี่มันเงินฉัน นี่ก็ของ ๆ ฉัน นายจะมายุ่งอะไรด้วย ห๊า” ฉันรีบพูดตัดก่อนที่เขาจะบ่นมากกว่านี้ ผู้ชายอะไรบ่นเก่งชะมัด “ก็ทำไมจะยุ่งไม่ได้ล่ะ” เขาพูดเสียงดังพร้อมกับกระชากถุงของออกไปจากมือฉันอย่างรวดเร็ว “ฉันเป็นผู้ดูแลเธอ ฉันจะสั่งเธอ ห้ามเธอซื้อของแบรนด์เนมไร้สาระและสิ้นเปลืองแบบนี้อีก !” ว่าแล้วเขาก็เอามือมาคว้ากระเป๋าตังค์ฉันไปด้วย “มันจะเกินไปแล้วนะซอมินวู นายละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของฉัน นายไม่มีสิทธิมาสั่งฉัน !” ฉันตวาดเสียงห้วนแล้วมินวูก็เอามือมาจับต้นแขนฉันแล้วกระชากอย่างแรง “ตราบใดที่เธออยู่บ้านฉัน เธอก็อยู่ในกำมือของฉันแล้วชองมิชอน !” เขาพูดพร้อมส่งรอยยิ้มที่เหมือนเยาะเย้ยมาให้ แล้วบีบต้นแขนฉันจนเจ็บไปหมด ฉันสบตาที่ฉายแววโกรธของเขา ในขณะที่ฉันก็โกรธไม่แพ้กัน ก่อนเขาจะเป็นฝ่ายปล่อยต้นแขนฉันพร้อมกับปรายตาสายตาขุ่นเขียวมาให้ “เธอต้องรู้อะไรมากกว่านี้มิชอน รู้มากกว่าที่เธอจะมาทำตัวแย่ ๆ แบบนี้ ฉันรับไม่ได้ !” ตรงประโยคสุดท้ายเขาล้อเลียนเสียงฉันเต็มที่ “มันมากเกินไปแล้วนะซอมินวู” ฉันร้องขึ้นอย่างไม่พอใจสุด ๆ “มารยาทอีกข้อของคนเกาหลี เรานับถือเรื่องอายุความเป็นพี่น้องกันมาก เธออายุน้อยกว่าฉันควรเรียกฉันว่า ‘พี่’ ไม่ใช่เรียกชื่อฉันห้วน ๆ ชองมิชอน เพราะฉันไม่ใช่เพื่อนเล่นเธอ !” เขาบอกฉันเสียงเย็นแล้วรีบสาวเท้าเดินไปอย่างรวดเร็ว ฉันได้แต่ยืนมองเขาอยู่แบบนั้นอย่างไม่รู้จะทำยังไง ฉันโกรธเขามากจริง ๆ โกรธมากจนแทบอยากฆ่าเขาได้ แต่ในขณะเดียวกัน เขาถือไพ่เหนือกว่าฉันมาก เกลียดที่สุดเลยเวลาที่ตัวเองต้องมาด้อยกว่าคนแบบนี้น่ะ เกลียด ๆ ๆ ที่สุดเลย ! ระหว่างทางที่มินวูถือของของฉันทั้งหมด ซึ่งฉันก็ได้แต่วิ่งตามเขา ฉันรู้สึกเหมือนมีสายตาหลายคู่มอง แต่ความสงสัยนั้นต้องหายไปเมื่อมินวูมองหน้าฉันที่หอบแฮ่ก ๆ อยู่ข้างหลังเขา ฉันกำลังจะจมเหงื่ออยู่ตัวเองตายแล้ว “โย่ว ว็อทซั่บ หัวหน้ามินวู” เสียงที่ร้องดังลั่นขึ้นจากข้างหลัง พร้อมฝ่ามือหนัก ๆ ที่กระแทกลงบนศีรษะฉัน ทำให้ฉันแทบคว่ำ เจ็บเป็นบ้าเลย !! “ไม่เจอกันนานเลยนะหัวหน้า” ภาษาเกาหลีที่ดังขึ้นข้างหลังพร้อมกับมือที่เลื่อนมาตบหลังฉันป๊าบ ๆ เป็นจังหวะจะโคนกับการพูด “ใครฟะ ! ?” ฉันร้องลั่นพร้อมกับเอามือไปปัดมือของคนที่มาตีหลังฉัน แล้วมองหน้าให้เต็มตา หมอนี่เป็นใครกัน บังอาจมาตบหัวแล้วก็ตีหลังฉัน ! ผู้ชายผิวขาวร่างสูง ผมสีดำที่ตั้งหน่อย ๆ หน้าตาทะเล้นแบบกวนเบื้องล่างอย่างไม่น่าให้อภัย ผิดแต่ว่ารอยยิ้มที่ยิ้มแบบแปลกใจเหมือนเห็นฉันนั้น มันกลับมีเขี้ยวและรอยยิ้มน่ารักขึ้นมาแทน แต่ตอนนี้คุณหนูพั้นช์กำลังสติแตก เพราะนายหน้าลิงนี่มันตบหลังฉัน “ว๊าว น่ารักจัง” เสียงนายหน้าลิงอุทานเบา ๆ “จะบ้าเหรอ ! นายเป็นใครกันถือสิทธิ์ยังไงมาตบหัวฉัน ห๊า” ฉันสติแตกซัดภาษาไทยไปรวด ๆ เขาอึ้งทันที ฟังไม่รู้เรื่องล่ะสิ “หมอนี่เป็นใคร คนรู้จักนายใช่ไหม ! ?” ฉันหันไปร้องใส่มินวูต่อ ตอนนี้ฉันสติแตกสุด ๆ แล้วนะ เหนื่อยก็เหนื่อย โดนด่าก็โดนด่าแถมยังมาถูกตีแบบนี้อีก “มินวูผู้หญิงคนนี้ใครอ่ะ” ผู้ชายคนนั้นถามมินวูเป็นภาษาเกาหลี “ซอมินวู คนนี้เป็นเพื่อนนายใช่ไหม” ส่วนฉันถามภาษาไทย “มินวู นายไปรู้จักกับสาวน้อยน่ารัก ๆ แบบนี้ได้ไง” “นายซอ...” “หยุด !” คำพูดภาษาไทยสั้น ๆ แต่ทรงพลัง ทำให้ฉันกับไอ้หน้าลิงเงียบไปทันที หลายคนที่เดินผ่านก็มองเราอย่างไม่กล้าเข้าใกล้ “จองจีซู ! หุบปากแกไปก่อน” มินวูหันไปพูดภาษาเกาหลีกับนายหน้าลิง ที่อ้าปากกำลังจะพูด “มิชอน” มินวูหันมาพูดกับฉัน “เธออยู่เฉย ๆ ก่อนแล้วฉันจะอธิบายอะไรให้เธอฟัง” ในขณะที่ฉันได้แต่มองหน้าเขาและนายหน้าลิงที่ส่งสายตากรุ้มกริ่มกวนฝ่าเท้ามาให้ฉัน แล้วมินวูก็ค่อยหันมามองฉันที่หน้างอจนแทบจะม้วนกลับคืนได้ ก่อนฉันจะถามขึ้นด้วยคำถามที่ฉันอยากรู้สุด ๆ “ซอมินวู... ตกลงวันนี้นายพาฉันมาช้อปปิ้งหรือมาตายกันแน่ !” 1바보 (พาโบ) มีความหมายในภาษาไทยว่า ยัยโง่, บ๊อง, ปัญญาอ่อน
“จะไฮโซหรือโลโซฉันก็ไม่สนใจหรอก รีบเดินหน่อยได้ไหม !” เขาตวาดฉันเสียงดัง “นายเอารถอะไรมา ถ้าโลว์คลาสกว่าบีเอ็มฉันไม่นั่งนะ” “ให้ตายสิ ! ฉันไม่น่ารับปากว่าจะดูแลยัยผู้หญิงเรื่องมากนี้เลย” อีตาหล่อพึมพำ นี่ ! ข้อมือของฉันมันชักจะแดงเพราะแรงกระชากของหมอนี่แล้วนะ ฉันเป็นคุณหนูผิวบอบบางนะ “นี่แหละ รถที่เธอต้องนั่ง !” เขากระแทกเสียง อึ๊ก ! ฉันสะอึกแทบจะทันที เพราะรถที่อยู่ต่อหน้าฉันคือมอเตอร์ไซค์แบบบิ๊กไบค์สีดำเทาคันใหญ่จอดอย่างสงบอยู่ โอ้โน ! “ฉันไม่นั่งนะ ฉันไม่เคยนั่งอะไรแบบนี้ จะให้ก้นของฉันแตะไม่ได้เด็ดขาด” “ถ้าเธอไม่ขึ้นเธอก็เดินเองละกัน“ เขาพูดแบบไม่ใส่ใจฉันอย่างยิ่ง “นายจะทำแบบนี้กับฉันไม่ได้นะ นายจะให้ฉันเดินไม่ได้” ฉันร้องโวยวาย “ถ้าเท้าเธอด้านกว่าหน้า ก็ไม่เป็นไรหรอก โวยวายอยู่ได้คนมองเต็มแล้วรู้ไหม !” เขาตวาดฉันกลับอย่างรวดเร็ว แต่ฉันก็ไม่สนหรอก “คนมองก็ช่างสิ นายต้องหารถแบบอื่นมาให้ฉันนั่ง” ฉันเถียงแล้วปรายตามองบิ๊กไบค์คันนั้นอย่างไม่มั่นใจ “ไม่ ! แต่ถ้าเธอไม่ขึ้น ฉันจะโยนเธอกลับประเทศไทย” เขาขู่ “นั่นเป็นสิ่งที่ฉันต้องการที่สุด นายส่งฉันกลับเลย !” มันจะเป็นพระคุณมากถ้านายส่งฉันกลับนายหล่อนรกซอมินวู “คิดไปคิดมาส่งกลับคงเปลืองเงิน ฉันจะทิ้งเธอที่นี่แหละ” จู่ ๆ เขาก็พูดแบบนั้น ทำให้ฉันตกใจแล้วร้องเสียงหลงทันที “ฉันไม่เอาน้า...” “ถ้าเธอไม่เอา เธอจะนั่งรถฉันหรือว่าจะเดิน” เขาย้อนกลับมาถามฉันอีกครั้ง แล้วพอเห็นฉันไม่ตอบ เขาก็อุ้มตัวฉันขึ้นไปนั่งบนมอเตอร์ไซค์ของเขาทันที ! “กรี๊ดดดด !” ฉันร้องโวยวาย ผื่นขึ้นก้นฉันแล้ว “แค่นี้ก็สิ้นเรื่อง“ เขาพูดพลางไหวไหล่ ก่อนจะขึ้นบ้างทำให้ฉันต้องเขยิบเพื่อให้หมอนี่นั่ง ฉันไม่กล้ากระโดดลง กลัวเจ็บขา “อ้ะ เอาไป !” เขาพูดแล้วยัดหมวกกันน็อคใบโตให้ ฉันก็ได้แต่รับมาอย่างจำทน ฮึ ทำไมคนอย่างฉันที่คอยแต่ใช้นิ้วสั่งคนอื่นต้องมานั่งทำอะไรแบบนี้ด้วยนะ “รีบใส่สิ ! ฉันจะได้รีบไปซะที เสียเวลาชะมัดเลยมารับเธอเนี่ย แล้วจับฉันไว้ล่ะ ฉันยังไม่อยากโดนข้อหาฆ่าคนตายโดยเจตนา !” เขาสั่งปนบ่นรวด ๆ แล้วฉันก็ต้องจำใจเอามือไปจับชายเสื้อของคนข้างหน้าอย่างไม่เต็มใจ เชอะ ! บรื้น… “อ๊าย นายจะขับเร็วไปหาแป๊ะนายเหรอ !” ฉันร้องลั่นทันที เมื่อหมอนี่บิดมอเตอร์ไซค์เร็วมาก ๆ ขอให้สิ่งศักดิ์ในเมืองไทยคุ้มครองลูกในเกาหลีด้วยเถิด สาธุ ! “มีหน้าที่นั่งก็นั่งไปเถอะ ฉันไม่ได้มีเวลาทั้งวันมาอยู่กับเธอนะ” เขาหันมาต่อว่าฉัน ให้ตายสิ ! ฉันเกลียดจริง ๆ เลย การที่ฉันต้องมาทนถูกว่าอะไรแบบนี้ ยิ่งกับผู้ชายที่ฉันไม่รู้จักแต่ฉันต้องมาอยู่ด้วย มันเจ็บใจมากเลย เอี๊ยด ! เสียงรถที่เบรกดังลั่นนั่นทำให้ฉันแทบหัวทิ่ม “เป็นบ้าอะไรของนายจู่ ๆ ก็หยุดรถกระทันหันน่ะ นี่มันกลางถนนนะ” ฉันร้องลั่นแล้วเอามือตีหลังหมอนี่อย่างแรง “ซวยแล้ว” ฉันได้ยินไอ้หล่อนรกนี่พูดเบา ๆ ซวยอะไรอีกเนี่ย “มีปัญหาอะไรยะ ! ?” ฉันร้องถาม เมื่ออีตานี่มองหน้าฉันด้วยสายตามีคำถาม “เธอเคยเฉียดตายไหม ?” ถามของเขาเนี่ย ! ? “บ้าสิ ! มาถามอะไรแบบนี้ จะบ้าเหรอยะ” ตั้งคำถามได้ห่วยมาก ไม่ยักกะรู้ว่าคนเกาหลีนิยมการตั้งคำถามแบบเถื่อน ๆ “ไม่เคยล่ะสิ คิดซะว่ามันเป็นประสบการณ์ละกันนะ” เขาบอกพลางยิ้มให้ฉันด้วยรอยยิ้มแปลก ๆ ตายแล้ว ! พ่อแม่พี่น้อง ปู่ย่าตายาย คุณทวดของทวด อีตาหล่อนรกยิ้มกว้างเลยล่ะ นี่มันอะไรกัน ! ? ทำไมต้องมายิ้มตอนนี้ด้วย ฉันชักกังวลแฮะ “นายจะทำอะไรของนาย อย่าบอกนะว่าจะทิ้งฉันลงกลางทางนี่น่ะ” “ไม่แน่เหมือนกันถ้าเธอไม่หยุดโวยวาย” เขาพูด ทำให้ฉันต้องขอพักยกสัก 3 นาที เพื่อชีวิตที่ปลอดภัย “ซอมินวู !” เสียงร้องลั่นจากที่ไหนสักแห่ง พร้อมกับเสียงดังกระหึ่มของมอเตอร์ไซค์และรถแข่งดังมาแว่ว ๆ หรือว่าฉันหูฝาด “จับฉันไว้ดี ๆ ถ้าเธอยังไม่อยากตาย” อีตาหล่อนรกสั่งฉันเสียงเข้ม พลางบิดแฮนด์มอเตอร์ไซค์ของเขาแบบเตรียมเหาะ “มันเรื่องอะ... (บรื้น) กรี๊ดดดด !” ที่ฉันร้องไม่ใช่เพราะว่าหมอนี่ขับรถเร็วนะ แต่ที่ฉันกรี๊ดปานจะขาดใจตายเพราะอีตาหล่อนรกซอมินวูขับรถสวนเลน ! “ซอมินวู / ซีไนท์” เสียงที่เรียกมาอีก ทำให้ฉันเอี้ยวหันไปมองด้านหลัง(อย่างเสียว ๆ) มีมอเตอร์ไซค์ 10 กว่าคัน ขับสวนเลนตามเขาเป็นพรวน ! พระเจ้า นี่มันอะไรกันเนี่ย ! ? ‘เธอเคยเฉียดตายไหม? ไม่เคยงั้นสิ คิดซะว่าเป็นประสบการณ์ละกันนะ’ คำพูดของเขาเริ่มวนในหัว ตอนนี้พูดได้คำเดียวคุณหนูพั้นช์กำลังซวย กับการต้อนรับของเกาหลีสุดเลิศ ! กระเป๋าเสื้อผ้าหาย เจออีตาหล่อนรก ต้องมานั่งมอเตอร์ไซค์ แถมโดนตามไล่ฆ่าอีก พระเจ้า ทำไมมันอลังการงานสร้างเช่นนี้ ฉันปลื้มจนน้ำตาไหลแน่ะ ! “กรี๊ด !” เสียงร้องรอบที่ล้านแปดของฉันที่ดังขึ้น แต่มันไม่ได้ทำให้อีตาหล่อนรกนั่นหยุดมอเตอร์ไซค์ ตอนนี้มันเหมือนหนังแอคชั่นที่ฉันเคยดูเลย เพียงแต่ว่าฉันไม่เร้าใจตอนนี้ เพราะหัวใจฉันกำลังจะวาย รถเอียงหน้าเอียงหลัง ปาดซ้ายปาดขวาแถมยังสวนเลน พร้อมเสียงแตรที่บีบดังลั่นทั่วบริเวณไปหมด ตาย ๆ ๆ ฉันตายแน่ ๆ “บ้าเอ๊ย ตามไม่เลิก” เขาพึมพำพลางหันไปมองข้างหลัง ที่พวกรถซิ่งนั่นตามมาติด ๆ หมอนี่มันเป็นอาชญากรข้ามชาติรึไงนะ “กรี๊ด ! นายมองข้างหน้าเซ่ เดี๋ยวรถก็ชนตายหรอก” ถ้ารถอัดกอปปี้ ศพไม่สวยแน่ ๆ สมงสมองฉันคงเละเทะ เลือดแดง ๆ คงกระจายเต็มถนน อ๊าย ! ฉันกำลังจะตายก่อนวัยอันควร เอี้ยด ! เสียงเบรกลั่น ฉันกำชายเสื้ออีตาหล่อนรกไว้แน่น พร้อมกับหลับตาปี๋ “ลองสักตั้งล่ะกัน” อีตาหล่อนรกพึมพำ แล้วหมุนรถกลับไปตามเลนที่คนปกติเขาขับกัน ผิดแต่ว่ามันสวนกับพวกนั้นที่วิ่งมาเป็นพรวน เขามากลับรถอะไรเอาตอนนี้ ฟิ้ว เสียงลมที่ผ่านหูฉันพร้อมกับเสียงรถที่ดังลั่น แรงลมปะทะแขนบอบบางของฉันจนเจ็บ ฉันไม่กล้ามองดูอะไรด้วยซ้ำ ฉันเอาแต่หลับตาแล้วท่องพุทโธ ธรรมโม สังโฆ อย่างเดียวเลย แล้วพอฉันรู้ตัวอีกที… “ฮ่า ๆ ๆ ก๊าก ๆ ๆ” เสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งปนอารมณ์ดีสุด ๆ ของคนที่ขับมอเตอร์ไซค์ทำเอาฉันค่อยลืมตาขึ้น ตอนนี้หมอนี่ขับรถตามเลนที่คนปกติเขาขับกันแล้ว โดยไร้ผู้ติดตาม “นี่ ! รู้ไหม” เขาถามขึ้นด้วยเสียงที่อารมณ์ดีสุด ๆ ในขณะที่ฉันแทบอยากจะร้องไห้ออกมา “ฉันสนุกสุด ๆ เลย !” “หยุด ! จอดรถให้ฉันลงเดี๋ยวนี้เลย” ฉันโวยวายรอบที่ร้อยเก้าแล้วเอามือตีหลังเขาไปด้วย ฉันทนไม่ไหวแล้วนะ “จะโวยวายอะไรกันนักกันหนา” เขาถามฉันกลับด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด “ฉันจะลง ฉันไม่ไปกับนายแล้ว” ฉันพูดแล้วเอามือตีหลังเขา “เธอเป็นอะไรของเธอยัยเรื่องมาก !” ถามมาได้ว่ามีอะไร นายเกือบพาฉันตายนะ ! “ฉันบอกให้จอดไง” พอฉันตะโกนไปแบบนั้น เขาก็จอดรถแล้วฉันก็รีบกระโดดลงทันที “ไปไกล ๆ เลย ฉันไม่ไปกับนายแล้ว !” “จะไม่ไป แน่ใจ ?” เขาย้อนถามแล้วยิ้มมุมปาก “เออ ! แน่ซะยิ่งกว่าแน่ นายจะไปไหนก็ไปเลย ฉันไม่เอาชีวิตตัวเองไปทิ้งไว้กับการขับรถนรกของนายหรอก” “ตามใจ คิดว่าตัวเองเอาตัวรอดได้ก็อยู่ไป” “ฉันเอาตัวรอดได้อยู่แล้ว นายไปเลย !” ว่าแล้วฉันก็เดินเชิด ๆ ไปทางอื่นอย่างไม่สนใจอีตาหล่อนรกนั่น และฉันก็เห็นแจ็กเกตของเขาไหวไปตามลมที่เขาขับรถไปอย่างไม่สนใจฉันเหมือนกัน ให้ตายสิ ! เขาจงใจแกล้งฉันใช่ไหม อยากให้ฉันกลัวใช่ไหม แล้วตกลงคุณจิตราส่งฉันให้มาอยู่กับอะไรกันแน่ ! อาชญากรข้ามชาติหรือมาเฟียค้ามนุษย์งั้นเหรอ โอ้โน อีตาหล่อนรกซอมินวู คนเกาหลีตาสีฟ้ามีคนตามฆ่า คุณหนูพั้นช์รับไม่ได้ ฉันเดินไปเรื่อย ๆ ตามถนนที่ทอดยาวและสายลมที่เย็นจนออกหนาวหน่อย ๆ รับไม่ได้แล้วตอนนี้ รับไม่ได้เด็ดขาด ! ฉันจะกลับเมืองไทย คิดถึงเตียงนอนที่หรูเลิศอลังการ คิดถึงชีวิตที่ไม่ต้องมาเดินแบบไร้ทิศทางแบบนี้ คิดถึงทุกอย่างที่ฉันเคยมี ชีวิตที่สุขสบายมาตลอด แต่ตอนนี้กลับถูกแม่เลี้ยงมาทำลายความสุขของฉัน ฉันเปิดประเป๋าตังค์ตัวเองที่มีบัตรทุกชนิด ทั้งบัตรวีซ่า บัตรเครดิต บัตรแพทตินั่มสำหรับคุณหนูอย่างฉัน เพียงแค่มีบัตรพวกนี้ฉันก็สามารถกลับเมืองไทยไปได้อย่างสบาย แต่ปัญหามันคือ… ฉันใช้บัตรไม่ได้เพราะยังไม่ถึงโซลด้วยซ้ำแต่อยู่ส่วนไหนไม่รู้ของอินชอน ตัวอักษรกลม ๆ ขีด ๆ ทำเอาฉันตาลายเพราะอ่านไม่ออก ภาษาอังกฤษก็ไม่มี โถ่ ทำไมพระเจ้าถึงทำกับฉันได้ จ๊อก ๆ เสียงท้องร้อง ฉันเอามือกุมท้องตัวเอง ตั้งแต่มานี่ฉันยังไม่ได้แตะอาหารอะไรสักอย่างเลย แล้วฉันไม่เคยปล่อยให้ตัวเองหิวจนท้องร้องแบบนี้มาก่อนเลย คุณหนูสุดเลิศไฮโซกับม้านั่งสาธารณะ ไม่เข้ากันสักนิดเลย ไม่มีเก้าอี้บุนวมนุ่ม ๆ ที่ฉันเคยนั่ง มีแต่ม้านั่งที่เป็นแผ่นไม้ซีด ๆ และฉันก็หย่อนก้นของฉันลงไป ชีวิตคุณหนูสุดรันทดและลำบาก โดนทิ้ง ไปพูดให้ใครฟังถึงไหนอายเขาถึงนั่น ที่ฉันต้องมาเป็นแบบนี้ นายหล่อนรก อีตาซอมินวูคนบ้า ! ไหนคุณจิตราบอกว่าจะดูแลฉันดี ๆ ไง แล้วตอนนี้กลับทิ้งฉัน แย่ ๆ ๆ ทุกสิ่งทุกอย่างในเกาหลีตอนนี้มันแย่ที่สุดเลย ! ทั้งที่ฉันไม่ใช่คนที่เอะอะอะไรก็ใช้น้ำตา แต่ตอนนี้ฉันทนไม่ไหวจริง ๆ ฉันไม่เคยรู้สึกแย่ขนาดนี้มาก่อนเลย กางเกงยี่ห้อหรูของฉันตอนนี้ ถูกน้ำตาหยดลงจนเป็นดวง แต่ฉันไม่มีอารมณ์มาสนใจอะไรทั้งนั้น ฉันอยากกลับบ้าน ฉันคิดถึงเมืองไทยมาก “เฮ้ ชองมิชอน”เสียงที่ทักเบา ๆ ทำให้ฉันเงยหน้าขึ้นมอง ผู้ชายคนนึงที่ยืนอยู่ตรงหน้า มนุษย์ดำแดง ตาสีฟ้า เชอะ ! อีตาหล่อนรกซอมินวู “มาทำไม !” ฉันพูดใส่หน้าเขาทั้งน้ำตา “มานั่งดูเด็กเอาแต่ใจร้องไห้“ เขาพูดแล้วมองหน้าฉันนิ่ง “ใครเด็กเอาแต่ใจ” ฉันถามกลับพลางเบ้ปาก “ใครไม่รู้ที่ร้องไห้“ ย้อน ๆ มันมีย้อน ! “ไม่ต้องมามองเลย ไปไหนก็ไป๊” ฉันร้องพลางเอามือปัดไล่เขา แต่ทว่าเขาก็ยังอยู่ที่เดิม “ถ้าฉันไป เธอก็จะร้องไห้อีก” เขาพูดแล้วกระตุกยิ้มที่มุมปาก “ใครร้องไห้กัน” ฉันร้องเสียงดังแล้วเอามือปาดน้ำตาตัวเองออกอย่างรวดเร็ว ฉันไม่ได้ร้องสักหน่อย น้ำตามันไหลเอง “หึหึ” เขาหัวเราะในลำคอแล้วยิ้มบาง ๆ ให้ฉัน “เด็กดื้อเอ๊ย !” ใครเด็กดื้อกันฟะ “ตกลงจะนั่งอยู่นี่หรือไปกับฉัน“ คำพูดของเขาทำให้ฉันได้แต่นั่งเงียบ เมื่อทิฐิเริ่มครอบงำ “ลุกขึ้นแล้วไปกับฉันได้แล้ว ถ้าเธอไม่ไป ฉันจะไม่กลับมาแล้วนะคราวนี้” เขาพูดอีก แล้วพอเห็นฉันไม่ตอบเขาก็มองหน้าฉันพลางไหวไหล่น้อย ๆ ก่อนจะเดินไปทันที “นี่รอฉันด้วยสิ” ว่าแล้วฉันก็รีบเดินตามเขาไป ถึงแม้จะไม่ไว้ใจเขาขนาดไหน แต่ว่าตอนนี้ฉันต้องพึ่งเขาคนเดียวเท่านั้น
“ตกลงนายเป็นอะไรกันแน่ ทำไมนายถึงต้องหนีพวกนั้น” ฉันถามเขา “มันเป็นเรื่องส่วนตัว” เขาตอบเรียบ ๆ อย่างไม่สนใจเท่าไร “หรือว่านายเป็นคนโรคจิตข่มขืนแล้วฆ่าและนายก็เป็นพวกค้ามนุษย์ เป็นมาเฟียด้วยใช่ไหม” ฉันถามเขาอย่างตื่นเต้นปนหวาดนิด ๆ “พอเถอะ ฉันไม่ได้เป็นอะไรบ้า ๆ อย่างที่เธอคิดหรอก คิดได้ไง” เขาพึมพำ “แล้วนายเป็นอะไรล่ะ ?” ฉันถามไปอีก “ฟังไม่ออกเหรอบอกว่าเรื่องส่วนตัวน่ะ ฉันพูดภาษาไทยแล้วนะ” เขาย้ำ ทำให้ฉันยิ่งไม่ไว้ใจ “ไม่นะ ๆ นายนั่นแหละมาเฟียค้ามนุษย์ข้ามชาติ” “หยุดพูดได้แล้ว ก่อนที่ฉันจะโยนเธอลง !“ พอเขาพูดออกมาแบบนั้น ฉันก็เงียบไปโดยปริยาย แล้วรถมอเตอร์ไซค์ของเขาก็มาจอดอยู่ที่บ้านหลังหนึ่ง ที่รั้วรอบขอบชิดจนมองไม่เห็นตัวบ้าน มันจะปิดอะไรกันนักกันหนาฟะ อ๊ะ ! หรือว่านายนี่จะเป็นมาเฟียค้ามนุษย์จริง ๆ โอ้โน ! คุณหนูพั้นช์กำลังลำบากแล้ว และนายซอมินวูก็ให้ฉันลงจากรถ ก่อนเขาจะเดินเข้าไปในบ้าน โดยมีฉันเดินตามมาติด ๆ บ้านที่อีตานี่พาฉันมาเป็นบ้านชั้นเดียวที่มีพื้นที่ค่อนข้างเยอะ ตัวบ้านขนาดใหญ่พอสมควรและมีโรงรถข้าง ๆ เฮ้อ เทียบกับคฤหาส์นเพริศพริ้งแพรวพราวรัศมีของฉันไม่ติดจริง ๆ !
--------
|
||
| แก้ไขล่าสุด ใน วันจันทร์ที่ 08 กุมภาพันธ์ 2010 เวลา 04:44 น. |
| 01 | Love Song จังหวะรัก ล็อกหัวใจหนุ่มมาดเซอร์ |
| 02 | ธารทับทิม |
| 03 | หนี้รักพรางใจ |
| 04 | ณ สุดเส้นขอบฟ้า |
| 05 | Love Contract สัญญารักกับดักหัวใจนายสุดฮอต |
คอมเมนต์
สนุกดี