1168 News

..b_interview04... รับสมัครงาน... b_parttime



ค้นหาผลงานนักเขียน 1168



1168 Talk

สวัสดีค่า~ นักอ่าน นักเขียนที่รัก

หลังจากที่ต้อนรับปีใหม่กันไปเรียบร้อยแล้ว คราวนี้ 1168 เลยขอต้อนรับเว็บไซด์ใหม่ เพื่อความทันสมัย เริ่มปีใหม่อย่างแข็งแรง เย้ ^O^ เข้ามาแล้วอย่าลืมสมัครสมาชิกใหม่อีกครั้งนะคะ เสร็จแล้วแวะเข้าไปอัพเดตข่าวสาร พบปะเพื่อนๆ นักอ่าน และทักทายนักเขียนกันได้ในเว็บบอร์ดนะจ๊ะ มีกิจกรรมให้ลุ้นรับรางวัลอีกมากมายด้วย เจอกันนะคะ

1168 Publishing-----Lovin' U
ทีมงาน 1168

Online Status

เรามี 11 บุคคลทั่วไป และ 1 สมาชิก ออนไลน์
  • ~{น้ำเน่า}~

ตัวอย่างเนื้อเรื่อง : หนี้รักพรางใจ

ls0030

หนี้รักพรางใจ
ผู้แต่ง พิณณ์อวี
ราคา 199 บาท 
จำนวนหน้า 336 หน้า 
ISBN 978-616-520-018-9

 

Download ตัวอย่างเนื้อเรื่อง

 

 

 

 

ตอนที่ 1

 

เสียงเอะอะ อึกทึกของเมืองไทยนั้นฟังไม่ค่อยคุ้นชินหูนัก ในความรู้สึกของหญิงสาวเจ้าของใบหน้าสวยคม และส่วนสูงราวร้อยหกสิบเจ็ดเซนติเมตร ที่กำลังรอคอยกระเป๋าของตัวเองเลื่อนออกมาตามรางเล็ก ๆ หากมันกลับเป็นเสียงภาษาไทยที่ฟังอบอุ่นใจ ที่บัดนี้คนรอบกายของพิชอรต่างล้วนพูดจากันด้วยภาษาไทย ไม่ใช่เสียงของฝรั่งน้ำข้าวเจ้าของประเทศที่หล่อนไปใช้ชีวิตมาได้สามปีเต็มอีก

รถแท็กซี่จากสนามบิน พาหล่อนกลับไปยังทางที่คุ้นเคยที่ต้องจากไปเสียหลายปีเมื่อในอดีต เส้นทางต่าง ๆ ดูเปลี่ยนแปลงไป มีตึกรามบ้านช่องใหม่ ๆ สร้างขึ้นแออัดถนัดตา...หากบ้านหลังเล็กของหล่อน ยังคงตั้งตระหง่านอยู่ที่เดิมนั้น แอบอยู่ในมุมเล็ก ๆ รกครึ้มไปด้วยต้นไม้ที่แม่ของหล่อนปลูกไว้ตั้งแต่เมื่อสมัยเพิ่งแต่งงานและย้ายเข้ามาอยู่ใหม่ ๆ กับพ่อของหล่อนสองคน

“พี่คะ...จอดตรงนี้ด้วยค่ะ”

บอกคนขับรถแล้วจึงรอจนโชเฟอร์จอดรถลงอย่างนิ่มสนิท เปิดประตูรถออกไปชะเง้อหาคนที่อยู่ด้านใน ขณะเดียวกันก็รับกระเป๋าจากหลังรถมาถือไว้ข้างตัว จ่ายเงินให้กับคนขับรถเสร็จแล้ว หญิงสาวก็เดินไปกดกริ่งหน้าประตูบ้าน รอสักพักก็เห็นมารดาชะเง้อหน้าออกมามอง ครั้นเห็นว่าเป็นใคร ร่างเล็ก ๆ นั้นก็วิ่งออกมาด้วยความยินดีปรีดา

“นิ่มกลับมาแล้วเหรอลูก แม่คิดถึงหนูที่สุดเลย”

“คุณพ่อล่ะคะ คุณแม่ ?”

พิชอรโอบกอดร่างผอม เล็ก ของคนเป็นแม่ด้วยความคิดถึง น้ำตาหยดเล็ก ๆ เอ่อขึ้นมาท้นขอบตา เช่นเดียวกับนงเยาว์ ที่กอดลูกสาวน้ำหูน้ำตาไหลเพราะความคิดถึง

“อยู่ข้างในบ้านจ้ะ บ่นอยู่เชียวว่าเมื่อไหร่หนูจะกลับมา คุณพ่อเขาคิดถึง”

“คุณพ่อทำงานเป็นยังไงบ้างคะ นิ่มสงสารพ่อจังเลย ต้องทำงานหนักหาเงินมาให้นิ่มเรียน”

สีหน้าของมารดาเปลี่ยนไปยามเมื่อต้องตอบคำถามของลูกสาว...เพราะความกังวลในใจ ทำให้น้ำเสียงในคำตอบนั้นฟังดูกระสับกระส่าย

“คุณพ่อสบายดีจ้ะ แต่ไม่ได้ทำงานที่บริษัทเดิมแล้ว คุณพ่อลาออกตอนที่หนูบอกว่าเรียนจบแล้วกำลังจะกลับมานั่นแหละ บริษัทที่คุณพ่อเคยเปิด ก็ปิดไปแล้วด้วย แม่ยังไม่ได้บอกหนู” นงเยาว์บอกด้วยน้ำเสียงสลดลง ดวงตาหลุบลงมองพื้น ขณะที่ลูกสาวหันมามองด้วยความกังขา

“คือเมื่อต้นปีก่อนเศรษฐกิจไม่ดี มันก็เลยกระทบมาที่บริษัทของเราด้วย ตอนแรก คุณพ่อพยายามยื้อไว้ แต่ก็ยื้อไม่ไหว สุดท้ายก็เลยคิดว่าคงจะต้องปิดลงจะดีกว่า แต่คุณพ่อไม่ให้แม่บอกหนู คุณพ่ออยากให้หนูสบายใจ”

“ทำไมไม่บอกนิ่มสักคำ” พิชอรว่า... ปัญหาใหญ่ของพ่อทำให้ในใจเจ้าตัวรู้สึกผิด ตลอดเวลาหล่อนอยู่อเมริกาอย่างไม่รู้อะไรมาก่อนเลย ยังคงคิดว่าตัวเองเป็นลูกสาวของศักดา ผู้จัดการใหญ่ของบริษัททวีพงษ์สิน บริษัทที่ใหญ่เป็นอันดับต้น ๆ ของเมืองไทย มิหนำซ้ำ พ่อของหล่อนยังเป็นคนที่ทวีพงษ์ เจ้าของบริษัทให้ความไว้วางใจมากที่สุด บัดนี้พ่อของหล่อนลาออกจากบริษัทแล้ว และบริษัทส่วนตัวที่พ่อเปิดไว้ด้วยก็ยังต้องปิดกิจการลง หมายถึงว่า สถานะทางการเงินของพ่อต้องอยู่ในระดับย่ำแย่เต็มที แต่ที่ผ่านมาหล่อนกลับเอ้อระเหยอยู่ในอเมริกา ไม่ได้รับรู้เรื่องราวอะไรเลย

“นิ่มอาจจะช่วยคุณพ่อได้ อย่างน้อยก็กลับมาช่วยกัน”

“ไม่เป็นไรหรอก พ่อเขาอยากให้หนูเรียนให้จบ ไม่อยากให้ปัญหาของบ้านเรามารบกวนการเรียนของหนู ก็เลยห้ามแม่ไว้ไม่ให้บอก”

“แต่ว่าตอนที่คุณพ่อลำบาก นิ่มกลับสบายอยู่ที่อเมริกา”

นงเยาว์ถอนหายใจ ลูกศีรษะลูกสาวอย่างปลอบประโลม พิชอรเป็นคนรับผิดชอบมาแต่ไหนแต่ไร เพราะฉะนั้น ศักดาจึงเกรงนักว่าหากพิชอรทราบเรื่องแล้วจะต้องกลับมา และทิ้งงานทิ้งการเรียนทุกอย่างเอาไว้แต่เพียงเบื้องหลัง

 

ห้องเก่ายังคงสะอาดและเรียบร้อย เพราะนงเยาว์ขึ้นมาทำความสะอาดให้อย่างสม่ำเสมอ หลายสิ่งหลายอย่างในบ้านเปลี่ยนไป คนรับใช้ที่เคยว่าจ้าง ก็บอกเลิกไปและนงเยาว์กลายมาเป็นคนรับภาระในบ้านทุกอย่างด้วยตัวเอง

“คุณแม่คะ เพื่อนโทรศัพท์มาชวนไปเที่ยวค่ะ เขาจะเลี้ยงตอนรับที่นิ่มกลับมาทำงานที่เมืองไทย คุณแม่คะ เย็นนี้นิ่มขออนุญาต...”

“ไปเถอะจ้ะ โตป่านนี้แล้ว แม่เชื่อว่านิ่มดูแลตัวเองได้” นงเยาว์ยิ้มอย่างอ่อนโยน พินิจมองลูกสาว อีกฝ่ายโตขึ้นแล้ว และเปลี่ยนไปจากพิชอรคนเดิมที่ดูกะโปโลราวกับเป็นคนละคน

พิชอรคนนี้ดูเป็นโปรแกรมเมอร์สาวที่เก่ง มีความเชื่อมั่นในตนเอง และพร้อมที่จะโบยบินไปสู่โลกกว้างด้วยปีกที่แข็งแรงมั่นคง หากคนเป็นแม่ก็ยังรู้สึก ว่าในความเก่งนั้นพิชอรยังมีความไร้เดียงสา ความกร้านความแข็งต่อโลกอย่างเด็กคนอื่นที่เป็นนั้น พิชอรยังมีอยู่น้อยนัก

แต่นับแต่วันที่ลูกหลุดพ้นจากมหาวิทยาลัย ออกมาสู่โลกกว้าง ก็เป็นวันที่พิชอรได้หลุดออกมาอยู่ในโลกของบทเรียนใหม่ ที่จะอบรมสั่งสอนให้พิชอรเป็นผู้ใหญ่ได้โดยสมบูรณ์


นาฬิกาบนฝาผนังบอกเวลาสองทุ่มโดยประมาณ ร่างบางยังคงนั่งอยู่หน้าโต๊ะกระจก ตบแป้งเบา ๆ ลงบนใบหน้าสวยหวาน ปัดบลัชออนให้ผิวดูบ่มด้วยสีแดงเชอร์รี่อ่อน ๆ ไม่เข้มจัดมากจนเกินไปนัก ดวงตากลมโตดูเด่นโดยไม่ต้องใช้สีใดมาระบาย

“เพื่อนมารอแล้วนะ นิ่ม” นงเยาว์ร้องบอกจากชั้นล่างของบ้าน เป็นเวลาเดียวกับที่ร่างบางเดินลงมาจากชั้นบน พร้อมด้วยกระเป๋าสะพายใบเล็กในมือ ใบหน้าเรียวไข่สวยจับใจจนคนเป็นแม่ยังมองด้วยความชื่นชม

“ลูกแม่สวยขึ้นจริง ๆ เปลี่ยนจากเด็กทอมเมื่อไม่กี่ปีก่อนเป็นคนละคน”

“นิ่มไม่ได้เป็นทอมนะคะ คุณแม่” หล่อนค้าน เพราะใจนั้นเป็นผู้หญิงเต็มตัว...ผู้หญิงอย่างพิชอรคือผู้หญิงแกร่ง ประเภทสามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องมีใครมาช่วยมากนัก

“นิ่มไปก่อนนะคะ คุณแม่ จะรีบกลับมาให้เร็วที่สุด”

“ระวังตัวด้วยนะลูก อย่าให้ดึกมาก”

ไม่ว่านานเท่าใด แม่ก็ยังคงเป็นห่วงหล่อนอยู่มากนั่นเอง เพื่อนสนิทสมัยเรียนมัธยมขับรถมารับ ทุกคนต่างล้วนเฮฮาสนุกสนาน ยามเมื่อได้รวมพลเพื่อนเก่าที่คุ้นเคยกันในอดีต


“นิ่ม แกเปลี่ยนไปอย่างกับเป็นคนละคน”

เจ้าของดวงตาคู่งามหันไปมองเพื่อนเป็นเชิงถาม ขณะที่เหล่าเพื่อนนั้นต่างเข้ามาดูผิวพรรณขาวสะอาดเพราะไม่เคยโดนแดดมานานของพิชอร ที่เจ้าตัวได้แต่หัวเราะ

“ทำงานเขียนโปรแกรม จะเอาเวลาที่ไหนไปตากแดด กว่าจะเลิกงาน แดดก็หลบตกดินไปหมดแล้ว”

“แล้วแกบ้าหรือเปล่าวะ ? ทำไมกลับมาทำงานที่นี่ ? ไม่ทำต่อที่อเมริกาเลย เงินดีจะตาย”

“ไม่ได้หรอก...เราห่วงพ่อกับแม่ ที่สำคัญ อยู่อเมริกาก็ไม่มีความสุขเท่าอยู่เมืองไทย”

“ทำไม ?” คนเป็นเพื่อนกระเซ้า “หนุ่มอเมริกาไม่เข้ามาจีบบ้างหรือไง ?”

“บ้า ไม่มีหรอก”

บ่นอุบ แล้วจิบพั้นช์ที่เพื่อนสั่งมาให้เงียบ ๆ มองกลุ่มคนเคลื่อนไหวไปตามจังหวะดนตรีด้วยหัวใจที่เรียบเฉย มีความสุขอิ่มเอมกับเพียงการได้พูดคุยกับเพื่อนเก่า ก็ดูเหลือจะเพียงพอ

เสียงโทรศัพท์ในกระเป๋าดังขึ้นมาอีกครั้ง มือเรียวบางเอื้อมไปหยิบรับ ก่อนจะเลิกคิ้วเมื่อเห็นว่าเป็นสายเรียกเข้าจากอเมริกา

“เราออกไปรับโทรศัพท์ เดี๋ยวมานะ ข้างในนี้เสียงดัง พูดไม่ได้ยิน”

“โอเค”

ร่างบางเดินฝ่าผู้คนที่แออัดออกมาจนกระทั่งถึงบริเวณที่มีรถจอดอยู่หน้าผับแห่งนั้น อากาศภายนอกเย็นและค่อนข้างมืด มีคู่รักหลายคู่นั่งอิงแอบกกกอดกันอยู่ในที่เกือบจะลับตา พิชอรไม่ใส่ใจ กดโทรศัพท์เรียกกลับไปแล้วเลี่ยงออกมาให้ไกลผู้คนกว่าเดิม ชายหนุ่มคนหนึ่ง เดินเข้ามากระแทกแล้วเซจากไปโดยไม่พูดไม่จา

“นิ่มเอง มาถึงเมืองไทยแล้วจ้ะ สบายดี ไม่ต้องเป็นห่วง ตอนนี้อยู่ข้างนอก”

ปลายสายสนทนามาอีกสารพัดยืดยาว และล้วนแต่เป็นเรื่องเล่าถึงความคิดถึงยามเมื่อหล่อนจากไป ลมด้านนอกพัดเย็น และเสื้อที่พิชอรสวมมาก็บางจนแทบปกปิดให้พ้นจากความหนาวได้ไม่ไหว คุยอยู่สักพัก เพื่อนก็วางสายไปด้วยความอิ่มเอม

เก็บโทรศัพท์เครื่องเล็กใส่กระเป๋ากางเกง ก่อนจะเดินลากเท้าเอื่อยกลับมายังผับที่เพื่อน ๆ ยังสนุกสนานกันอยู่ด้านใน หากยังเดินไม่ทันถึงหน้าผับ หญิงร่างผอม ใบหน้าสกปรกซอมซ่อคนหนึ่งก็เดินเข้ามาหา แบมือหยาบกระด้างของตัวเองลงมาตรงหน้าแล้วบอกว่า

“ขอเงินไปซื้อยาให้ลูกหน่อย...”

“คะ ?” หลุดปากถามออกไปโดยอัตโนมัติ...พิศมองขอทานคนนี้ท่าทางดูน่าสงสาร ทว่าอะไรบางอย่าง ทำให้หล่อนอ้ำอึ้ง...อะไรบางอย่างใน ‘ดวงตา’ คู่นั้น มันแข็งกร้าว มันดูไม่เหมือนคุณแม่ลูกติดเลย

“ขอเงินไปซื้อยาให้ลูกหน่อย”

พิชอรถอยห่างหนึ่งก้าวโดยอัตโนมัติ ล้วงกระเป๋าตัวเอง พบกระเป๋าสตางค์นอนอุ่นอยู่ในกระเป๋ากางเกง โดยปกติหล่อนนึกอยากให้โดยไม่ลังเล แต่อีกความคิดก็แทรกขึ้นมา ในสถานที่เปลี่ยวแทบจะลับตาคนเช่นนี้...จะเกิดอะไรขึ้นไหม...ถ้าหล่อนหยิบกระเป๋าสตางค์ขึ้นมาเปิดเอาเงินต่อหน้าต่อตาคนแปลกหน้า

“ขอโทษนะคะ...ฉัน...ฉันไม่เอากระเป๋าสตางค์มา”

บอกแล้วพยายามเดินเลี่ยง หมายจะกลับไปยังผับที่เพื่อนฝูงรออยู่ด้านใน ทว่าขอทานหญิงร่างผอมคนนั้นกลับเดินมาประชิด ตาสบตา

“ขอเงินไปซื้อยา...”

“ฉันไม่มี”

“ขอเงินไปซื้อยา...”

ร่างผอม ๆ มอซอก้าวมาบังหน้า ขวางไว้ไม่ให้หญิงสาวผ่านไปได้โดยสะดวก...พิชอรกลืนน้ำลาย...กลัวอีกฝ่ายมีอาวุธขึ้นมาจับใจ

“ฉันไม่มีเงินให้คุณ ไปเถอะ”

“ไม่”

ดวงตาคู่นั้นดุ และกร้าวนัก...ใจหล่อนหายไปอยู่ตาตุ่ม เพิ่งรู้สึกว่าตัวเองเดินเลี่ยงออกมาโทรศัพท์ไกลกว่าที่ที่ควรจะโทรศัพท์จริงเสียแล้ว

แล้วอย่างนี้จะทำอย่างไร ? มองสบตาขอทานหญิงคนนั้น ก่อนจะถอยอีกก้าว ความอึดอัดแล่นกระจายขึ้นมาจับหัวใจ รถที่จอดอยู่ข้าง ๆ ทำให้เดินไปอีกทางไม่สะดวก มีเพียงสองทางคือ ชนหญิงขอทานตรงหน้า หรือไม่ ก็หันหลังเดินกลับอ้อมไปไกลกว่าเดิม

หากยังไม่ทันจะคิดอะไร หญิงขอทานคนนั้นก็ก้าวเข้ามาประชิด แบมือออกมาข้างหน้าแล้วพูดด้วยน้ำเสียงแข็ง กระด้างว่า

“ขอเงินหน่อย”

พิชอรสั่นศีรษะ มองหาคนช่วยเหลือ และในวินาทีถัดมานั้น ร่างสูงสมส่วนของใครคนหนึ่งก็เดินเข้ามาจากด้านหลัง ดึงแขนหล่อนให้เซมาชิดตัวก่อนจะยัดธนบัตรสีแดงใส่มือขอทานหญิงตรงหน้า พิชอรได้ยินเสียงห้วนห้าว พูดกับอีกฝ่าย

“เอาไป แล้วรีบไปซะ”

เขาไม่ร่ำไรให้อีกฝ่ายตอบโต้ว่าอะไร ฉวยแขนเรียวบางแล้วลากร่างบางให้ตามมายังหน้าผับที่มีไฟเปิดสว่าง ก่อนจะปล่อย วินาทีนั้นเองที่พิชอรเงยหน้าขึ้นมองคนที่เข้ามาช่วยแก้สถานการณ์ไว้ได้อย่างท่วงทันเวลา ‘เขา’ เป็นชายหนุ่มร่างสูง ใบหน้าที่เด่นอยู่ในความมืดนั้นดูคมสันหล่อเหลา จนคนมองอย่างพิชอรเองก็เผลอมองค้างไปชั่วอึดใจด้วยความชื่นชม

หากดูราวกับว่าเจ้าตัวจะคุ้นต่อปฏิกิริยาจากคนรอบข้างเป็นอันดี เขาจึงพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เฉยเมย ทว่าแกมจะสั่งสอนอยู่ในทีว่า

“วันหลังอย่าออกไปเดินอยู่คนเดียวที่ลับตา เป็นผู้หญิง มันอันตราย”

“ขอบคุณค่ะ”

พึมพำขอบคุณด้วยน้ำเสียงสั่น แล้วผลุนผลันกลับเข้าไปยังด้านในผับที่เต็มไปด้วยผู้คน จนเมื่ออยู่ในกลุ่มเพื่อนที่พูดคุยจ้อกแจ้กกันอยู่ด้านในแล้ว ดวงหน้างามจึงหันกลับมามองยังที่ที่เขาปล่อยให้หล่อนจากมาอีกครั้ง...ความรู้สึก ‘ปลอดภัย’ แล่นเข้ามาในอก และทำให้หล่อนผ่อนลมหายใจยืดยาว

ขอบคุณ...


ถนนในยามเช้าแออัดไปด้วยรถและฝุ่นควันหนา จับให้พิชอรรู้สึกเหมือนมีอะไรมาเกาะบนผิวหน้าสว่างสะอาดของตัวเองให้หม่นหมอง แต่หญิงสาวก็ไม่ใส่ใจ ก้าวลงจากรถแท็กซี่หลังจากจ่ายเงิน แล้วยืนเต็มตัวริมฟุตปาธ แหงนหน้ามองป้ายชื่อบริษัทขนาดใหญ่ด้วยความตื่นเต้น

แม้ก่อนหน้าหล่อนจะเคยรับงานจากบริษัทใหญ่โตในต่างชาติมาทำ หากครั้งนี้หญิงสาวกลับรู้สึกต่างไป เพราะมันคือบริษัทแรกที่หล่อนจะได้เริ่มต้น ‘ทำงาน’ อย่างเป็นจริงเป็นจังในตำแหน่งโปรแกรมเมอร์เสียที

กระชับพอร์ตฟอลิโอของตัวเองแน่น แม้จะผ่านการรับสมัครแล้วเพราะคุณสมบัติที่ฝากให้เพื่อนยื่นมา แต่สุดท้าย หล่อนก็ยังอยากได้อะไรบางอย่างมาทำให้ตัวเองมั่นใจ ก้าวเดินเข้าไปในบริษัทซอฟท์แวร์แห่งนั้นพร้อมกับผ่อนลมหายใจ เริ่มต้นวันใหม่ด้วยสิ่งที่ดีเสียที

“คุณพิชอรใช่ไหมครับ ?” คำทักทายจากชายหนุ่มที่ถูกแนะนำตัวว่าเป็นเจ้าของบริษัท ทำให้สายตาอีกนับสิบคู่ด้านในหันมามองเป็นสายตาเดียวกัน เช่นเดียวกับบอสคนใหม่ของหญิงสาว ที่มองลูกน้องหมาด ๆ ของตัวเองด้วยความชื่นชม

“ผมชื่อดนัยนะครับ เรียกพี่นัยเฉย ๆ ก็ได้ เป็นหัวหน้าของพวกนี้...”

“สวัสดีค่ะ...”

ท่าทางพนมมือไหว้อย่างนอบน้อม ทำให้อีกฝ่ายต้องรีบออกตัว เชื้อเชิญให้หล่อนนั่งลงบนเก้าอี้ตัวใกล้อย่างกระตือรือร้น

ชายหนุ่มร่างสูงโปรง ผอม สวมใส่เสื้อเชิ้ตสีอ่อนสะอาดตา ผมเผ้าค่อนข้างไปทางรุงรังเล็กน้อย เดินเข้ามาพร้อมกับกระดาษเอกสารกองโต...เจ้าตัวหยุด และหันหน้ามามองหญิงสาวไม่คุ้นหน้าที่นั่งอยู่บนโซฟาอย่างประหลาดใจ คนเป็นเจ้านายจึงรีบอธิบายว่า

“ปอง รู้จักกันก่อนสิ นี่พิชอร โปรแกรมเมอร์คนใหม่ที่พี่เล่าให้ฟังไง”

คราวนี้ พิชอรจึงได้เห็นดวงหน้าเฉื่อย ๆ ของปองพลหันมามองซ้ำเป็นครั้งที่สอง เขม้นคิ้วด้วยความประหลาดใจ...ไม่เชื่อตา...จนคนถูกมองกลั้นความรู้สึกขำไว้แทบไม่ไหว

เจ้าของออฟฟิศโบกมือ สั่งลูกน้องหนุ่มของตัวเองว่า

“ปองพาพิชอรเขาไปที่โต๊ะที่เราจัดไว้ให้สิ แล้วก็สอนงานน้องด้วยนะ งานเก่าจะแบ่งกันยังไง แล้วก็งานใหม่เพิ่งเข้ามาสด ๆ ร้อน ๆ เตรียมรับได้เลย”

 

เพื่อนใหม่ประจำออฟฟิศของหญิงสาวพามาแนะนำห้องทำงานขนาดเล็ก อันประกอบไปด้วยโต๊ะทำงานสามตัวหันเข้าหากัน ต่างกองเต็มไปด้วยเศษกระดาษไม่ต่างอะไรกับห้องทำงานของหล่อนสมัยอยู่อเมริกา ชายคนหนึ่งนั่งง่วนอยู่หน้าคอมก่อนหน้า ปองพลก็แนะนำตัว

“นี่พี่ตั้มครับ เป็นรุ่นพี่ผมสองปี เราจบมาจากที่เดียวกัน พี่ตั้ม นี่น้องนิ่ม น้องคนใหม่ที่มาจากอเมริกาที่พี่นัยบอกเอาไว้ พี่ตั้มเขาจะเป็นคนเงียบ ๆ ทุ่มเทให้กับงานน่ะครับ แต่จริง ๆ เวลาเสร็จงานแล้วพี่เขาจะใจดีมากเลยนะ แล้วพี่เขาก็เก่งมากด้วย นิ่มมีปัญหาอะไร เรียกปรึกษาพี่เขาคงจะดีกว่าผม”

“ค่ะ”

พิชอรวางกระเป๋าของตัวเองลงบนโต๊ะที่ปองพลจัดไว้ให้ แล้วจัดเก็บข้าวของส่วนเกินที่ยังกระจัดกระจายเกะกะ ปองพลหายไปไม่นานนัก ก็กลับมาพร้อมกับงานที่แผนกได้รับ และอธิบายให้หล่อนฟังคร่าว ๆ รวมไปถึงมอบหมายงานตามที่ดนัยต้องการ

“มีงานใหม่มาเพิ่ม” เขาชี้แจ้ง และพูดเสียงดังไปจนถึงอีกคนที่กำลังง่วนอยู่กับงานของตัวเอง “งานไม่ใหญ่มากเท่าไหร่ นิ่มอยากรับประเดิมหรือเปล่า หรือว่าค่อย ๆ ดูงานไปก่อน”

“ขอดูเนื้องานก่อนได้ไหมคะ”

“ได้ครับ...ได้เลย”

มือเรียวบางรับเอกสารที่ปองพลถือมาอ่านพิจารณาดูเงียบ ๆ ท่าทางเป็นงานเป็นการขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ความคล่องแคล่วและฉับไวที่แทรกอยู่ในตัวของหล่อน ทำให้ปองพลแอบมองด้วยความชื่นชม ห้องทำงานดูมีชีวิตชีวาขึ้นเพราะดอกไม้งามดอกใหม่ที่เข้ามาประดับประดา มีสีสันจนเขานึกอยากขอบคุณดนัยนัก ไม่นึกเลยว่าคนเป็นเจ้านายจะตาแหลมเฉียบคมได้ถึงขนาดนี้

“น้อย ๆ หน่อยนายปอง เห็นหงิม ๆ แอบหางโผล่เหมือนกันนะเรา”

คำเปรยเบา ๆ มาจากรุ่นพี่ร่วมงานทำให้ปองพลรู้สึกตัว ในอีกนาทีก็ต่อแก้มก็กลายเป็นสีเข้ม เสเดินกลับไปหยิบงานของตัวเองมาทำต่อแต่โดยดี

 

เดินทางกลับมาถึงบ้านอย่างทุลักทุเล เพราะเส้นทางใหม่ ทำให้พิชอรไม่คุ้นชินนักกับการเดินทาง กระนั้น หญิงสาวก็เดินสำรวจความเจริญของกรุงเทพเรื่อย ๆ พร้อมกับใช้สมองขบคิด...

ลำพังเงินเดือนของโปรแกรมเมอร์อาจไม่พอนักที่จะจุนเจือครอบครัว หล่อนอาจต้องหารายได้เสริม โปรเจคต์ที่เสนอให้กับบริษัทซอฟต์แวร์ที่อเมริกาจะช่วยทำเงินได้มาก ทว่ากว่าจะฝ่าฟันให้ได้เงินก้อนนั้นมา มันก็ไม่ง่ายเลย...เล่ห์เหลี่ยม และกลยุทธ์ทางธุรกิจที่อ่อนด้อยกว่า ทำให้โปรแกรมเมอร์อย่างหล่อนเสียเปรียบอยู่เสมอ

หากเป็นในอเมริกา ชื่อเสียงของพิชอรเริ่มเป็นที่รู้จัก หล่อนอาจหาจ็อบเล็ก ๆ ไปจนถึงระดับกลางได้โดยไม่ยากนัก แต่ที่นี่คือประเทศไทย ก็ย่อมต้องใช้เวลาอีกสักระยะเพื่อก่อร่างสร้างตัวเอง

จะยากอะไร...หล่อนคิด...ครั้งหนึ่งเคยทำมาได้แล้ว เหตุไฉนครั้งนี้จะทำให้เหมือนเก่าไม่ได้ คนอย่างพิชอร ไม่มีคำว่าท้อถอย เพราะหากเปรียบแล้ว หล่อนก็เป็นคนเหมือนอย่างคนอื่นที่เขาเป็น

หญิงสาวเปิดประตูอัลลอยด์เข้าไปแล้วปิดเงียบ ๆ ก้าวเดินตามทางโรยกรวดขึ้นไปบนตัวบ้าน...คิ้วเรียวงามขมวดเข้าหากัน เพราะคนที่อยู่ในบ้านนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นชายแปลกหน้า ท่าทางเคร่งเครียดราวกับว่ามีปัญหาร้ายแรง พ่อหล่อนนั้นเล่า นั่งหน้าซีดขาวอยู่บนโซฟาตัวเก่า จมจ่อมเหมือนคนตระหนก ทุกข์โทมนัส

เร่งสาวเท้าขึ้นไปจนถึงบนบ้าน เปิดประตู เป็นเวลาเดียวกับที่ชายแปลกหน้าสามคนในบ้านหันมา พิชอรยิ้มให้ก่อนเพื่อดูลาดเลา...กระนั้น ก็ไว้ตัว เพราะไม่แน่ใจนักว่าคนที่กำลังทำท่าราวกับโจรเข้ามาคุกคามบิดาหล่อนถึงในบ้านเป็นใครมาจากไหน

“นี่ลูกสาวเหรอ ?”

“ลูกผมไม่รู้เรื่อง”

คำบอกนั้นทำให้พิชอรหันไปมองบิดาด้วยความสงสัย...และข้อสงสัยของหล่อนก็ได้รับคำเฉลยโดยคนที่ถามขึ้นมาเมื่อสักครู่นั้น

“เราเป็นพนักงานเร่งรัดหนี้สินถูกว่าจ้างมาจากบริษัททวีพงษ์สิน คุณพ่อของคุณโกงเงินบริษัทเก่าที่เคยทำงานไปเก้าล้านแปดแสนบาท”

โกงเงิน...เก้าล้านแปดแสนบาท...

คำพูดที่ออกมาจากปาก ‘คนแปลกหน้า’ เปรียบเสมือนค้อนปอนด์ใหญ่ ทุบหัวหล่อนให้มึนงงไปจนแทบหมดสติในเวลานั้น

“รวมเบ็ดเสร็จแล้วก็เกือบสิบล้าน... คุณธาวิน เจ้าของบริษัทให้เวลาคุณพ่อคุณหนึ่งเดือนหาเงินมาคืน ไม่งั้นก็ไปกินข้าวแดงในตะราง”

“อะไรนะคะ ?” พิชอรทวนคำ รู้สึกในนาทีนั้นว่า เท้าของหล่อนเบาหวิวจนแทบจะทรงตัวไว้ไม่อยู่ บิดาหล่อนเป็นหนี้สินเกือบสิบล้านเลยเชียวหรือ...แล้วหนึ่งเดือน จะหาเงินที่ไหนมาจ่ายคืนได้อีก ?

“นี่เลยหนึ่งเดือนมาถึงสองอาทิตย์ ก็เตรียมตัวไปกินข้าวแดงในตะรางด้วยก็แล้วกัน ส่วนนี่หมายศาล แล้วผมหวังว่าคุณพ่อของคุณจะไม่ชิ่งหนีเหมือนกับคราวที่แล้วอีก”

“หนี ? นี่มันอะไรกันคะ คุณพ่อฉันไปโกงอะไรบริษัทของคุณตอนไหน ?”

“ถามคุณพ่อของคุณดูสิ...นี่คงเล่นบทคุณพ่อแสนดี ไม่เปิดเผยให้ลูกสาวรับรู้ หรือว่ารู้แล้วแต่ตีหน้าซื่อหลอกลวงกัน เป็นอย่างนี้ทั้งบ้านหรือเปล่า ?”

ใบหน้างามเป็นสีเข้มขึ้น ร้อนผ่าวจัดไปทั้งใบหน้า...หลอกลวง เป็นอย่างนี้ทั้งบ้าน...นับตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยมีใครหน้าไหนกล้าปรามาสหล่อนได้ถึงเพียงนี้มาก่อนเลย

“นิ่ม... ใจเย็น ๆ ก่อนนะลูก” ศักดาพยายามพูดขึ้นมา แล้วก็หันไปวิงวอนกับพนักงานเร่งรัดหนี้สิน “ผมขอเวลาอีกสักเดือนได้ไหม ช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดี หยิบยืมใครก็ไม่ได้”

“ใครจะให้คุณยืมได้อีก ในเมื่อคุณเล่นโกงเขามาเสียขนาดนี้ คุณธาวินให้คนส่งหนังสือเวียนไปตามสถาบันการเงินแล้ว ไม่มีใครให้เครดิตคุณ แล้วก็คนนามสกุลเดียวกับคุณอีกเป็นอันขาด รับกรรมเสียเถอะ ศักดา พรุ่งนี้ตำรวจจะมาเชิญตัวคุณไปโรงพัก”

“อะไรกันคะ ไม่นะ คุณจะจับพ่อฉันเข้าคุกไม่ได้”

ท่าทางของหญิงสาว ทำให้ฝ่ายตรงข้ามหันมามองด้วยสายตาเยาะหยัน...พิชอรยืนขวาง ระหว่างตัวเองและบิดา หล่อนถืออยู่เสมอว่าตัวเองโตแล้ว ต้องโตพอที่จะปกป้องบิดาตัวเองได้ไหว

“ฉัน...ฉันไม่รู้ว่าพ่อไปทำอะไรไว้ แต่ฉันเป็นลูก ฉันจะรับผิดชอบทุกอย่างเอง”

“สิบล้าน... มันเกินกำหนดมาตั้งสองสัปดาห์ คุณธาวินคงจะไม่ใจดีให้คุณเลื่อนกำหนดออกไปอีกแน่ เท่าที่เขาปล่อยให้พ่อของคุณหาเงินมาคืนก็ถือว่าบุญเท่าไหร่ ที่พ่อของคุณทำ มันคือการโกงชัด ๆ โกงเจ้านายคนที่ไว้วางใจพ่อของคุณมาโดยตลอด มีคนที่ดีที่ไหนเขาทำกัน ถ้าคุณคิดว่ามีเหตุผล พรุ่งนี้เอาเหตุผลของเธอไปพูดที่โรงพักก็แล้วกัน”

‘คนแปลกหน้า’ เหล่านั้น พากันเดินออกไปจากบ้านของหล่อนแล้ว ทิ้งให้ร่างบางค่อย ๆ ทรุดลงนั่งกับพื้นด้วยความอ่อนเปลี้ย ความจริงที่ประเดประดังเข้ามา เหมือนคลื่นยักษ์พัดใส่หาดทรายจนทุกอย่างกระจัดกระเจิง จนบัดนี้ หล่อนก็ยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นแน่กัน

สีหน้าหล่อนเต็มไปด้วยความกังขา สับสนด้วยหลายสิ่งหลายอย่างจนไม่อาจพูดออกมาเป็นคำใดได้ถูก ความเข้มแข็ง ทำให้หล่อนยืนอยู่นิ่ง...แต่ก็เป็นการยืนนิ่งที่โอนเอน เหมือนกำลังยืนอยู่บนทะเลแปรปรวนด้วยคลื่นลมแรงไม่ต่างกัน

“คุณพ่อ...ทำ...อย่างที่เขาว่าจริงเหรอคะ ?” แม้จะพูดเอ่ยออกมาเป็นการกระทำ หญิงสาวยังไม่กล้า...ความผิดหวังในใจ ทำให้โลกสวยใสเหมือนแตกดับไปตรงหน้า “คุณพ่อทำจริง ๆ เหรอคะ ?”

“พ่อ...”

คำพูดที่หายไปในลำคอแทนคำตอบรับ...ความรู้สึกชาราวกับน้ำแข็งจับแล่นวาบไปทั่วเรือนร่างบาง ส่ายศีรษะปฏิเสธ แต่ความจริงนั้นเล่า ตอกลึกลงไปถึงดวงใจ

“คุณพ่อทำอะไรลงไปคะ ? คุณพ่อทำไปทำไม ?”

“บริษัทของพ่อเจอปัญหาเศรษฐกิจ” ศักดาสารภาพ “พ่อบริหารงานล้มเหลว พ่อมีเงินเหลือเป็นศูนย์... แต่ตอนนั้นหนูกำลังเรียน...”

เรียน... เวลาเรียนที่หล่อนรู้สึกมีความสุขราวกับอยู่บนสวรรค์น่ะหรือ...เวลาที่หล่อนเที่ยวเตร็ดเตร่ใช้ชีวิตสนุกสนาน เพลิดเพลินเพราะคิดว่าบิดามีเงินพอกินพอใช้...ตลอดเวลาที่หล่อนอยู่อเมริกา พ่อต้องเผชิญปัญหายากแค้นแสนเข็ญมากมายเท่าใด พิชอรไม่เคยรู้เลย

“พ่อไม่อยากให้หนูไม่สบายใจ...หนูกำลังเรียนไปได้ด้วยดี มีศาสตราจารย์ มีใครหลาย ๆ คนชื่นชม หนูมีอนาคต พ่อไม่อยากให้อนาคตของหนูดับลง” คนเป็นพ่อซบหน้าลงกับฝ่ามือ ถอนหายใจซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพราะมีความทุกข์อย่างแสนสาหัส

“พ่อคิดว่าจะหาเงินมาคืนคุณทวีพงษ์ได้ทันก่อนเวลา...แต่คุณทวีพงษ์ก็มาด่วนเสียไปเสียก่อน โดยที่ พ่อยังไม่ทันจะสารภาพกับเขาเลย”

“พ่อไม่น่าทำเลย มันเป็นเรื่องไม่ดี”

“พ่อขอโทษที่เป็นพ่อที่ดีของหนูไม่ได้ นิ่ม...พ่อไม่น่าเกิดมาเป็นพ่อของหนูเลย”

“คุณพ่อ”

หล่อนโอบร่างของคนที่เคยเลี้ยงดูตัวเองไว้แน่น...ความรู้สึกในใจ มันไม่ใช่อย่างที่พ่อคิดเลย... ใช่ หล่อนอาจผิดหวังเพราะการกระทำของพ่อในครั้งนี้ หากพ่อก็ยังคงเป็นพ่อ เป็นคนที่หล่อนรัก และเทิดทูนที่สุดในชีวิตไม่เคยเปลี่ยน

มันเป็นความขมขื่นที่ขัดแย้งอยู่ในอกขึ้นชื่อว่า ‘พ่อ’ ไม่ว่าจะดี หรือจะเลว หล่อนจะเกลียดชังรังเกียจเขาได้ลงคอหรือ

“พ่อเข้ามอบตัวทุกเรื่องก็คงจบ...”

“ไม่นะคะ พ่อ หนูยอมให้พ่อทำอย่างนั้นไม่ได้หรอก”

พูดออกไปแล้ว พิชอรก็ได้แต่กลัดกลุ้มกังวล... ในฐานะลูก หล่อนยอมให้พ่อเข้าคุกเข้าตารางไปโดยไม่ดูดายอะไรไม่ได้...แต่ในความเป็นจริง เงินจำนวนมากขนาดนั้นจะไปหามาได้จากไหนกัน

มันดูมืดมนไม่มีหนทางเลย...

“พ่อ นิ่มจะพยายามหาเงินมาให้พ่อเอง”

“ไม่ไหวหรอกลูก พ่อมีติดตัวอยู่ไม่กี่แสน...สามแสนเห็นจะได้... ที่เหลือ ก็ไม่มีใครกล้าปล่อยเงินกู้ให้เรา”

“ขอผัดผ่อนไปก่อนไม่ได้หรือคะ นิ่มมีเงินเก็บจากงานที่ทำอยู่เจ็ดแสนกว่า ๆ เรามีอยู่ตั้งล้านนึงแล้ว เอาไปจ่ายให้เขาก่อน ที่เหลือ นิ่มจะหาทางผ่อนให้ทีหลัง”

 

ดังนั้นแทนที่จะได้เข้าไปทำงานในออฟฟิศแต่เช้าอย่างที่ตั้งใจ...พิชอรจึงจำเป็นต้องโทรศัพท์ไปขออนุญาตดนัยเพื่อไปธุระเร่งด่วนของตัวเองแต่เช้า ก่อนที่ตำรวจจะมาพาพ่อไปโรงพักในตอนบ่าย ขบคิดจนศีรษะแทบระเบิด ตลอดเวลาที่นั่งมาในรถไฟฟ้า เดินทางไปยังบริษัทที่หล่อนเคยผ่านมาอยู่หลายครั้งในอดีต

ธาวินจะว่าอย่างไร...หากหล่อนเสนอขอจ่ายเงินหนึ่งล้านบาทก่อน พร้อมกับให้สัญญาว่าอีกเก้าล้านที่เหลือจะตามมาภายหลัง... เก้าล้านที่พิชอรก็ไม่ทราบว่าตัวเองจะไปหามาได้จากไหน คิดแล้วคิดอีก พลางบอกให้ตัวเองใจเย็น...

ต้องสู้...สู้เพราะไม่เหลือทางใดให้หล่อนดิ้นไปได้อีก กระนั้น ถึงไม่มี...หล่อนก็ต้องดิ้นไปให้ได้สักทาง

พ่อทำเพื่อหล่อน ถึงแม้การกระทำนั้น จะเป็นการกระทำไปในทางที่ผิด แต่ก็เพราะในใจลึก ๆ ‘หวัง’ จะให้ลูกสาวมีความสุข ประสบความสำเร็จในชีวิต แล้วลูกที่สบายมาตลอดเวลาอย่างหล่อน จะนิ่งเฉยอยู่ได้อย่างไร หล่อนไม่มีทางหลับเต็มตาได้แม้สักคืนแน่ หากว่าพ่อจะต้องไปนอนลืมตาโพลงอยู่ในคุกในตะราง

“สวัสดีค่ะ ดิฉันมาขอพบคุณธาวิน” แจ้งความประสงค์กับพนักงานที่อยู่ตรงแผนกต้อนรับ...ยิ้มให้ก่อนอย่างอ่อนโยน

“จากใครคะ ?”

“พิชอรค่ะ” หล่อนแจ้งชื่อ และยืนรอพนักงานแผนกต้อนรับโทรศัพท์เพื่อสอบถามกับพนักงานหน้าห้องของธาวินด้านบน

“ปกติถ้าไม่ได้นัดไว้ ท่านประธานจะไม่พบใคร...”

“แต่ฉันมีธุระด่วนน่ะค่ะ ดิฉันเป็นลูกสาวของคุณศักดา”

สีหน้าและแววตาของพนักงานสาวแปรเปลี่ยนไปเมื่อได้ยินชื่อบิดาของหญิงสาว พิชอรเม้มริมฝีปากเบา ๆ พยายามฝืนยิ้มให้กับพนักงานหน้าแฉล้มคนนั้น

“สักครู่นะคะ ดิฉันจะต่อสายขึ้นไปให้ใหม่”

 

ไม่นานนัก หล่อนก็ได้มายืนอยู่หน้าห้องทำงานใหญ่ของธาวิน ประธานกรรมการบริษัทคนใหม่ของทวีพงษ์สิน บริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังมาแรงเป็นดาวเด่นลูกใหม่ของประเทศไทย

ดวงตาคู่งามแหงนเงยมองประตูบานใหญ่ที่ยังปิดสนิทด้วยความรู้สึกอ้างว้าง โดดเดี่ยว มีความกลัวที่ซ่อนอยู่ในใจลึก ๆ หากพยายามจะฝืนบังคับให้เข้มแข็ง ไม่อ่อนแอ

“นั่งรอตรงนี้ก่อนนะคะ เดี๋ยวคุณธาวินก็คงจะมา”

เข็มนาฬิกาเดินผ่านไปอีกนิด...เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ก็ดังเข้ามา หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมอง ก่อนจะรู้สึกสะดุด ราวกับใครมาผลัก ยามเมื่อได้เห็นใบหน้าของคนที่กำลังมาได้ชัด

“คุณธาวินมาแล้วค่ะ”

หล่อนจำใบหน้าของ ‘คุณธาวิน’ ได้แม่นยำนัก แม้จะเห็นแค่เพียงครั้งและชั่วเวลาไม่นาน เขาคือผู้ชายใจดีคนนั้นนั่นเอง คนที่ช่วยพิชอรไว้จากมิจฉาชีพที่เข้ามารุกรานหล่อนในลานจอดรถของผับเมื่อคืนก่อน

ชั่วขณะหนึ่งที่หัวใจของพิชอรเต้นแรงเมื่อธาวินเดินเข้ามาใกล้...เขาจะจำได้ไหม ว่าในคืนหนึ่งคืนนั้นเขาเคยช่วยหล่อนไว้โดยบังเอิญ และทำให้พิชอรยังจำเขาได้มาจนวันนี้

หญิงสาวลุกขึ้นยืน ขณะที่เลขานุการสาวของธาวินรายงานต่อเจ้านายหนุ่มว่ามีคนมาขอเข้าพบ คิ้วดก หนาเลิกขึ้นน้อย ๆ อย่างประหลาดใจ ก่อนที่ใบหน้านั้นจะกระด้างขึ้น เมื่อได้ยินนามสกุลของหญิงสาว และทราบความสัมพันธ์ระหว่างหล่อนกับบิดา

“คุณพิชอรค่ะ”

ดวงตาคู่คมหันมามองหญิงสาวที่ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง...เขาจำหล่อนได้...พิชอรบอกกับตัวเอง อะไรบางอย่างในดวงตาคู่นั้น ‘บอก’ เพราะชั่วขณะที่แววตานั้นนิ่งไป และอีกไม่นานนักต่อมา มันก็เต็มไปด้วยความดูแคลน

“มีธุระอะไร ?”

“ฉัน...” พิชอรนิ่งไปพักหนึ่งเพราะคิดไม่ออกว่าจะเริ่มต้นพูดอย่างไร สูดลมหายใจเข้าปอดลึก “ฉันจะมาพูดกับคุณเรื่องคุณพ่อน่ะค่ะ ฉันเพิ่งทราบเรื่องที่คุณพ่อค้างหนี้คุณอยู่สิบล้านบาท”

“พูดให้ถูกหน่อย...พ่อคุณโกงเงินบริษัทผม”

คำตอกกลับทำให้ใบหน้างามซีดลงได้อีก ทว่าพิชอรก็ยังกัดฟัน ฝืนยิ้มอย่างยากลำบาก

“ฉันทราบค่ะ แล้วก็เสียใจที่คุณพ่อทำอย่างนั้น จริง ๆ ท่านทำเพื่อฉันแท้ ๆ ฉันก็เลยต้องมาพูดกับคุณเรื่องขอประนอมหนี้... ฉันมีเงินเก็บรวม ๆ อยู่ประมาณหนึ่งล้านบาท ถ้าฉันขอจ่ายเงินงวดนี้ก่อน แล้วที่เหลือจะพยายามหามาให้ทีหลัง”

“หนึ่งล้านบาทจากสิบล้าน” รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมสัน ดวงตาสีเข้มสวยชวนมองคู่นั้นมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความดูแคลน “แล้วที่เหลืออีกเก้าล้านคุณจะหาจากไหนมาใช้คืนผม...ผ่อนจ่ายเหรอ ? เงินเดือนโปรแกรมเมอร์ปัจจุบันนี่มันอัตราเท่าไหร่แล้วนะ...ถึงสองหมื่นหรือเปล่า ?”

พิชอรนิ่วคิ้ว...ธาวินทราบว่าหล่อนทำงานอะไร แสดงว่าทุกอย่างทุกความเป็นไปในบ้าน ธาวินย่อมรู้ด้วยเสมอเลยหรือ

“แค่จะกินไปวัน ๆ ยังไม่พอจะยาไส้ ผมชื่นชมคุณนะ ที่ยังคิดจะช่วยเหลือพ่อ...หรือช่วยคิดจะหนีหนี้กันต่อก็ไม่รู้...สันดานโกง...มันอาจจะถ่ายทอดทางพันธุกรรม”

ใบหน้างามร้อนผ่าวขึ้นมาราวกับมีใครจุดไฟเผา...แก้มเป็นสีเข้มจัดเพราะความโกรธ เกือบจะลุแก่โทสะ หากว่าจิตอีกด้านของหล่อนจะไม่แข็งกว่า สะกดให้หล่อนหยุดคำพูดร้าย ๆ เอาไว้กับตัวเอง

“ฉันไม่ได้คิดจะโกงหรือว่าหนีหนี้คุณเลยนะคะ คุณธาวิน ฉันอยากให้คุณเข้าใจทางเราว่าเงินสิบล้าน มันไม่ได้หามาได้ง่าย ๆ ภายในเดือนหรือสองเดือน ฉันอยากขอเวลา ฉันเองจะทำทุกทางเพื่อให้ได้เงินทั้งหมดมาชดใช้ให้กับคุณ หรือคุณจะทำสัญญาหักเงินเดือนของดิฉันไปเลยก็ได้ ถ้ามีทางไหนทำได้ ดิฉันยินดี”

“ผมไม่ใจดีขนาดรอเป็นสิบ ๆ ปีเพื่อให้ได้เงินคืนหรอก คุณน่าจะเตือนสติพ่อคุณสักนิดนะ ก่อนที่เขาจะโกงเงินในบริษัทของผม แล้วก็หนีหนี้มาเป็นเวลาหลายเดือน ไม่ใช่ว่าผมจะไม่ใจดีผ่อนผันให้เขาหรอกนะ เห็นแก่ว่าเคยทำงานให้กับคุณพ่อมานาน...เป็นคนสนิท” ท้ายเสียงนั้นเน้นหนัก กระทบกระเทียบด้วยความจงใจจนคนฟังหน้าชา...หากหล่อนก็ไม่สามารถทำอะไรได้ นอกเสียจากพยายามจะอ้อนวอน

“ขอเวลาฉันสักหน่อยได้ไหมคะ ? ฉันจะพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เงินมาคืนคุณ ให้ครบทุกบาททุกสตางค์”

“ผมให้เวลาพวกคุณมามากแล้ว อย่างพ่อของคุณ ต้องเข้าไปคุยในตะรางถึงจะรู้เรื่อง จะบอกให้ว่าคนอย่างนั้น ผมไม่ได้อยากจะผ่อนผันให้เลยแม้แต่สักนิด แต่เพราะมนุษยธรรมที่มันยังเหลือในจิตใจอยู่บ้างหรอกนะ แล้วดูพ่อคุณทำ สุดท้ายก็ยังเงียบสนิท”

“แต่คราวนี้ฉันจะเป็นคนรับผิดชอบทุกอย่างแทนคุณพ่อเอง ฉันรับรองว่าฉันไม่เบี้ยวคุณแน่...แค่เพียงแต่คุณจะกรุณา ให้เวลาฉันอีกสักนิดเท่านั้น”

พูดออกไปแล้ว หญิงสาวก็ได้แต่ยืนนิ่งเพื่อให้อีกฝ่ายเห็นใจ...กล้ำกลืนความรู้สึกขื่นขม ช่างศักดิ์ศรีเถิด...จะหนักหนาเพียงใดหล่อนวางมันทิ้งลงไว้ข้างหลัง สิ่งเดียวที่สำคัญในเวลานี้ ก็คือบิดาที่เลี้ยงดูหล่อนมาเท่านั้น หากบิดาต้องไปกินข้าวแดงอยู่ในคุกเพราะศักดิ์ศรี ชีวิตของหล่อนที่เหลือจะมีประโยชน์อันใดกันเล่า ?

“ฉันสัญญาว่าจะไม่เบี้ยวคุณอย่างแน่นอน”

ธาวินหรี่ตามองหญิงสาวตรงหน้าด้วยสายตาดูแคลน ริมฝีปากเบ้หมิ่นเยาะหยัน...ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ อย่างพิชอร ช่างอาจหาญกล้า อวดดีเหลือเกิน...อวดดีสมกับที่เป็นลูกของศักดา ไอ้ขี้โกงที่ทรยศบิดาของเขาได้อย่างเลือดเย็น หอกข้างแคร่ที่ไม่มีแม้แต่คนจะคาดคิด ว่าศักดาจะเป็นคนทำ

“ผมจะให้เวลาคุณอีกหนึ่งสัปดาห์เพื่อหาเงินสิบล้านมาคืนผม” ดวงตาคู่คมเลื่อนลงมองหล่อนตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอย่างไม่ไว้มารยาท ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “จะด้วยวิธีไหนก็ตามใจคุณ แต่อาทิตย์หน้าผมต้องได้เงินคืนมาครบทุกบาททุกสตางค์ ไม่งั้น พ่อคุณก็เตรียมตัวกินข้าวแดง”


ข้อตกลงระหว่างหล่อนและเขายังคงดังก้องอยู่ในศีรษะ...ในความเป็นจริง มันคือข้อตกลงของธาวินเพียงคนเดียวเท่านั้น ...เวลาหนึ่งสัปดาห์...พิชอรกลับมาบ้านพร้อมกับกลุ้มใจจนแทบบ้า พยายามตั้งสติ แล้วทบทวนความคิด

หล่อนมีเงินอยู่เจ็ดแสนในบัญชี ของบิดาอีกสามแสนรวมเป็นหนึ่งล้านบาท ที่เหลืออีกเก้าล้าน หล่อนจะหามาได้จากไหนในหนึ่งสัปดาห์...

จะหยิบยืมจากเพื่อน...เปิดดูรายชื่อและครุ่นคิดคำนวณ เพื่อนหล่อนต่างเป็นคนธรรมดา ไม่ได้ร่ำรวยมหาศาลถึงขนาดจะให้ยืมเงินเป็นสิบล้านกันได้ แต่กระนั้น หญิงสาวก็ตัดใจโทรศัพท์ไปถาม ก่อนจะได้รับคำตอบมาว่าสามารถให้หยิบยืมได้เพียงไม่กี่หมื่นเท่านั้น

เงินเดือนเริ่มต้นของหล่อนตอนนี้ยังไม่ถึงสองหมื่นดีอย่างที่ธาวินว่า ครั้นโทรศัพท์ไปถามสถาบันการเงินไหน เมื่อทราบนามสกุล การติดต่อก็หายไปราวกับล่องหน

เขาปิดทุกทางของหล่อนจริง ๆ ...

หล่อนจะสามารถรวบรวมเงินได้เพียงล้านนิด ๆ เท่านั้น เมื่อผ่านไปกลางสัปดาห์ และนั่นหมายความว่า พิชอรต้องหยิบยืมจากคนอื่นอีกมากมายจนหญิงสาวได้แต่ท้อใจ ถ้ายืม แล้วหล่อนจะมีปัญญาหาจากไหนไปใช้คืน...แต่ถ้าไม่ยืม หล่อนจะทำอย่างไรเพื่อให้ได้เงินมาคืนธาวิน

มีเพียงความหวังสุดท้ายคือโปรเจคต์ แต่มันก็เป็นความหวังที่เลือนราง เพราะทุกสิ่งทุกอย่างยังตั้งอยู่บนความไม่แน่นอนทั้งสิ้นนั่นเอง

 


 

 

ตอนที่ 2

 

เลขานุการของธาวินได้มีโอกาสต้อนรับหญิงสาวอีกครั้งในวันพุธ...ยังไม่ครบกำหนดสัญญาตามที่เขาบอก หากหล่อนจำเป็นต้องหอบข้อต่อรองสุดท้ายมาเพื่อเจรจากับเขาอีกครั้ง

ร่างสูงนั่งอยู่หลังเก้าอี้ตัวใหญ่...ไม่ยืนขึ้นเพื่อให้เกียรติแม้ในยามที่หญิงสาวยืนเคว้งอยู่กลางห้องกว้าง เพียงแต่เลิกคิ้ว แล้วถามว่า

“ยังไม่ถึงวันศุกร์ คุณหาเงินมาได้ครบแล้วหรือไง ?”

“เปล่าค่ะ...คือฉันจะมาขอร้องคุณอีกครั้ง ฉันขอเวลาแค่หกเดือน แล้วจะหาเงินมาใช้คืนคุณให้หมด”

สีหน้าเขาเต็มไปด้วยความรำคาญทันทีที่หล่อนพูดจบ วางปากกาที่หมุนเล่นในมือลงบนโต๊ะ ก่อนจะถามเสียงห้วน

“หนึ่งสัปดาห์...แล้วก็ขอเพิ่มเป็นหกเดือน อีกหกเดือนคุณไม่ขอผมผลัดเป็นสิบปีเลยหรือไง”

“ไม่ใช่อย่างนั้นนะคะ”

“เหรอ... ? สุดท้ายแล้ว คุณก็ไม่ได้รักษาสัญญา” น้ำเสียงเย้ยหยัน แววตานั้นเล่าเต็มไปด้วยความดูแคลน และรังเกียจชิงชังในตัวอีกฝ่าย ร่างสูงลุกขึ้นมาจากเก้าอี้ เดินเข้ามาใกล้จนพิชอรต้องเป็นฝ่ายถอยไปข้างหลัง

“มันพิสูจน์ได้ว่า คุณก็ไม่ต่างอะไรกับพ่อคุณ ผมยังสงสัยว่าคุณจะไปเอาเงินมาจากไหน ขาย ‘อะไร’ หรือเปล่า ผู้หญิงสมัยนี้ไม่ค่อยคิดอะไรสลับซับซ้อนกันนักหรอก”

“คุณธาวิน !” ใบหน้างามเป็นสีแดงจัด ความโกรธแล่นขึ้นมาเหมือนลมออกหู ดวงตาคู่งามวาวระโรจน์ ยามเมื่อจ้องมองอีกฝ่ายด้วยความไม่พอใจ

“ฉันเป็นผู้หญิงมีศักดิ์ศรี”

“ลูกคนโกงมีศักดิ์ศรีได้ด้วยเหรอ ? น้ำหน้าอย่างคุณ ถ้าไม่ขายของที่ตัวเองมี ก็คงจะไปใช้เล่ห์โกงคนอื่นอย่างที่พ่อของคุณทำ”

“หยุดพูดเดี๋ยวนี้นะ พ่อของฉันทำก็เพราะความจำเป็น...เพราะว่าท่านรักฉันมากหรอก ท่านก็เลยยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ฉันเรียนจบ คนอย่างคุณคงจะไม่เข้าใจ”

ร่างสูงก้าวเข้ามาประชิดทันทีที่หญิงสาวพูดจบ มือหนาดึงตัวหล่อนปลิวติดมือขึ้นมาด้วยความโกรธที่พัดแรง ใบหน้าคมกระด้างจนน่ากลัว ยามเมื่อพูดกับหล่อนด้วยเสียงดังจนแทบเป็นตะคอก

“ใช่ ผมไม่เข้าใจหรอกว่าคนสันดานอย่างพ่อคุณจะเป็นยังไง โกงคนที่ไว้ใจเขาที่สุดได้เพื่อบำรุงบำเรอความสุขของลูกตัวเอง พ่อผมไว้ใจพ่อของคุณมากเท่าไหร่ สุดท้ายพ่อคุณก็หักหลังพ่อผมอย่างเลือดเย็น พ่อผมไม่รู้อะไรไปจนกระทั่งวันตาย ถ้าผมไม่ขึ้นมาบริหารแล้วต้องตรวจสอบบัญชีใหม่ จนบัดนี้วิญญาณพ่อก็ยังคงจะไม่รับรู้ พ่อคุณมันตีสองหน้าได้เก่งนัก แถมมิหนำซ้ำยังไม่เคยรักษาคำพูด ผัดวันประกันพรุ่ง ก็ไม่ต่างอะไรกับลูกสาวอย่างคุณ”

“ไม่จริง...คุณอยากทำอะไรก็มาลงที่ฉัน อย่าไปลงที่พ่อฉันเลย พ่อแก่แล้ว ท่านไม่แข็งแรง

เหมือนในอดีตหรอก”

“กำลังแสดงบทบาทลูกที่แสนดีสินะ” เขาปล่อยหญิงสาวลงแล้วเหยียดตามองอย่างเยาะหยัน “พยายามจะหาเงินสิบล้านมาชดใช้แทนพ่อ ต่อให้ขายหมดทั้งเนื้อทั้งตัวก็ยังไม่รู้จะหามาได้หรือเปล่า ตามสถานที่อย่างที่คุณไปน่ะ ลูกค้าคงต้องการแต่เด็กสาวมหาวิทยาลัย อ้อ...ผมคิดอะไรได้อีกอย่าง...ผู้หญิงอย่างคุณคงจะหาเงินมาใช้หนี้ไม่ได้แน่ ถึงผมจะขยายเวลาให้เป็นหกเดือนก็เถอะ น้ำหน้าอย่างคุณผมให้ข้อเสนออื่นที่คุณคงถนัดมากกว่า...”

“ข้อเสนออะไร ?” หล่อนถาม...ยังคงไม่เข้าใจ สะบัดคางตัวเองออก ทว่าเขาก็เลื่อนมือมาประคองแก้มอิ่มทดแทน แล้วบอกข้อเสนอด้วยน้ำเสียงนิ่มนวล ทว่าแฝงไว้ด้วยความกร้าวกระด้างว่า

“เอาตัวคุณมาใช้หนี้สักสองปี...เอาไหม ? ถ้าจะขาย ผมจะซื้อเอง ไม่ถือว่ามากไปหรอกนะ ค่อนข้างจะน้อยไปเสียด้วยซ้ำถ้าเทียบกับอัตราว่าจ้างในตลาด”

“สารเลว”

จบคำ ฝ่ามือเรียวบางก็ตวัด เพียะ ลงบนแก้มสากนั้นเต็มแรง รอยนิ้วทั้งห้าปรากฏขึ้นมาแทบ

จะทันใด เช่นเดียวกับดวงตาที่วาวโรจน์ด้วยเพลิงโทสะของธาวิน

“ฉันไม่ใช่ผู้หญิงขายตัว และถึงแม้ฉันจะไม่มีเงิน ฉันก็ไม่มีวันจะทำอย่างนั้นโดยเด็ดขาด”

“แน่ใจแล้วเหรอ พิชอร เงินสิบล้านมันไม่ได้หามาได้ง่าย ๆ หรอกนะ สำหรับโปรแกรมเมอร์มือใหม่อย่างคุณ เฮอะ” ชายหนุ่มหัวเราะในลำคอ สายตายามมองหญิงสาวราวกับจะ ‘กด’ ลงไปจนต่ำเตี้ยเรี่ยดิน “คุณน่าจะรีบตกลงรับข้อเสนอนี้นะ เพราะอย่างน้อยก็ถือว่าผมให้ค่าตอบแทนคุ้ม ไม่มีใครบ้าซื้ออย่างผมหรอก อย่างดีก็แค่ครั้งหรือสองครั้งเท่านั้นก็น่าจะเบื่อ...ผู้หญิงโปรไฟล์อย่างคุณ...”

เสียงเนื้อกระทบเนื้ออีกครั้งดังจนแสบหู ใบหน้าคมสันหันไปตามแรงตบ พิชอรหายใจหอบ ยืนมองผลงานตัวเองด้วยความรู้สึกสาแก่ใจ

“น่าเสียดายที่ฉันเคยมองคุณผิด เคยมองว่าคุณเป็นคนดี ที่แท้... คุณก็เป็นคนเลวชาติไม่ต่างอะไรไปจากกุ๊ยข้างถนน”

“ปากดี” เขาลากหล่อนออกมาจนกระทั่งพ้นประตูบานใหญ่ มิใส่ใจว่าเลขานุการจะตกอกตกใจกับเหตุการณ์ที่เห็นมากมายแค่ไหน โยนหญิงสาวจนเซซวด แต่ก็ไม่อนาทร น้ำเสียงกร้าวกระด้างปานฟ้าผ่า ประกาศิต

“วันศุกร์นี้ก็จะได้เห็นกัน...ว่าระหว่างศักดิ์ศรีของเธอ กับข้าวแดงในตะรางของพ่อ อะไรมันจะยิ่งใหญ่ไปกว่ากัน”

ปิดประตูตามหลังโครมใหญ่ ทิ้งให้หญิงสาวยืนขาสั่นระริกอยู่ด้านหน้า เลขานุการของเขาแล่นเข้ามาช่วยประคอง หากพิชอรยกมือห้าม ปฏิเสธ...

ลูบหน้าแรง ๆ เพื่อตั้งสติเข้ามาหาตน ความชิงชังรังเกียจในตัวของอีกฝ่ายแล่นขึ้นมาจับหัวใจ.

..พร้อมกันนั้นพิชอรก็เกลียดชังตัวเองยิ่งนัก...เกลียดที่เคยหลงมองว่าธาวินเป็นสุภาพบุรุษ เป็นคนขี่ม้าขาวที่สามารถจะเข้ามาช่วยเหลือหล่อนได้ในยามอับตาจน

หากผู้ชายคนนั้นเป็นสุภาพบุรุษ...ธาวินเจ้าของบริษัททวีพงษ์สินคนนี้ก็ไม่ต่างอะไรจากซาตานที่ผุดขึ้นมาจากนรกเลยทีเดียว


เซซังกลับเข้ามาที่ออฟฟิศในตอนบ่าย หยิบงานของตัวเองขึ้นมาทำ หากฝืนทำอย่างตั้งใจไปได้ไม่ทันไร สมาธิของหล่อนก็หลุดหาย กลับมาครุ่นคิดถึงเรื่องเงินที่จะหามาใช้หนี้ให้กับบิดาอีก

มีจ๊อบไหนอะไรที่หล่อนสามารถเอามาทำได้...หญิงสาวก็ติดต่อรับอาสามาทำจนหมดสิ้น งานกองสุมเต็มอยู่บนโต๊ะ ต้องใช้ความพยายามอย่างยิ่งที่จะเคลียร์มันลงไป หากด้วยความสามารถระดับที่อาจารย์ต่างชมเชย หญิงสาวจึงทำออกมาด้วยเนื้องานเฉียบขาดจนดนัยพออกพอใจ แต่วันนี้ลำบากเหลือเกินที่จะทำให้ได้เนื้องานอย่างเก่า ภาพสีหน้าเย้ยหยัน ดูแคลนปรากฏขึ้นมาหลอกหลอน เสียงห้าว ๆ ที่ยื่นข้อเสนออันน่ารังเกียจ ยังดังอยู่ในหัวไม่เสื่อมคลาย

วันพฤหัสบดีคืบคลานเข้ามาพร้อมกับความเครียดที่กลุ้มรุมทบทวีขึ้นมาในใจของหญิงสาว ตระเวณหางานและพยายามจะติดต่อคนที่สามารถให้กู้ยืมเงินได้ไปจนทั่ว กลับมาบ้านอีกครั้ง ก็เป็นเวลาดึกจนมารดาที่นั่งดูโทรทัศน์รอออกปาก

“นิ่มหายไปไหนมาลูก กลับบ้านเสียดึกเชียว”

“นิ่มออกไปหาเพื่อนมาน่ะค่ะ คุณแม่ เผื่อว่าจะหาใครที่พอจะให้หยิบยืมเงินได้ก่อนบ้าง จะได้เอามาช่วยคุณพ่อ” หญิงสาวตอบไปตามตรง...ทราบว่ามารดาเองก็เป็นกังวล โดยเฉพาะจากอาการถอนหายใจหนัก ทันทีทันใดที่หล่อนพูดจบ

นงเยาว์มองลูกสาวตัวเองด้วยความสงสาร...ริ้วรอยคร่ำเคร่งบนใบหน้าของพิชอร เกิดจากความเหน็ดเหนื่อยโดยที่เจ้าตัวได้แต่กัดฟันสู้ทน

“เรื่องคุณพ่อ เราคงต้องทำใจแล้วล่ะนิ่ม เราคงไม่สามารถหาเงินจำนวนมากมาได้ในเร็ววันขนาดนั้น”

“นิ่มยังไม่ยอมแพ้ค่ะคุณแม่” พูดแล้ว หญิงสาวก็ใจหาย ใช่ หล่อนไม่ยอมแพ้ แต่วันพรุ่งนี้หล่อนจะหาเงินจากไหนมาให้บิดา

มันยังไม่มีสักหนทาง...

“นิ่มก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไง แต่ถ้าคุณพ่อจะต้องไปนอนในห้องขัง ให้นิ่มเข้าไปแทนเสียยังจะดีกว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น มันเกิดขึ้นเพราะนิ่มเองแท้ ๆ ถ้านิ่มรู้ นิ่มจะไม่ฝืนเรียนต่อ”

“นั่นแหละที่พ่อของหนูกลัว...ถ้านิ่มไม่เรียนต่อ อนาคตทุกอย่างของหนูก็จะดับลง หนูจะไม่ได้เป็นโปรแกรมเมอร์ที่เก่งเหมือนอย่างในวันนี้ แล้วครอบครัวเราก็จะย่ำอยู่ที่เดิม”

“ไม่หรอกค่ะ คุณแม่ นิ่มเชื่อว่าไม่ว่านิ่มจะเรียนต่ำหรือสูงแค่ไหน นิ่มก็จะไม่ยอมแพ้ชีวิตแน่นอน คนหลายคนที่ประสบความสำเร็จทั้งที่ไม่ได้จบการศึกษาเลิศเลอ ก็เพราะเขามีความมุ่งมั่นและก็รักในงานของเขาทั้งนั้น”

“จะมีสักกี่คนลูก... สักร้อยจะมีได้ถึงหนึ่งคนไหมที่จะเก่งได้โดยที่ไม่มีการศึกษา ไม่มีอะไรจะการันตีคนเราไปได้ทุกอย่างก็จริง แต่ยังไง การศึกษามันก็เป็นสิ่งสำคัญอยู่ดี แม่ดีใจที่วันนี้หนูเรียนจบ และแม่เชื่อว่าพ่อเขาก็คงจะดีใจเหมือนกัน”

ก้อนแข็ง ๆ แล่นขึ้นมาจุกบนลำคอ พิชอรรู้สึกขอบตาตัวเองร้อนผ่าว วินาทีหนึ่งที่รู้สึกอ่อนแอ แต่ในไม่กี่ชั่วอึดใจต่อมา หล่อนก็บอกตัวเองให้เข้มแข็งมั่นคง

ผละจากมารดาขึ้นมาอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้าบนห้อง สมองหล่อนมึนทึบจนแทบคิดอะไรไม่ออก มองดูเข็มนาฬิกา...ทุกเวลาที่เข็มนั้นกระดิก ใจของพิชอรก็เหมือนถูกปลิดหล่นออกไปจากขั้ว กลัว...ในใจลึก ๆ ของหล่อนเต็มไปด้วยความกลัวที่ปกปิดเอาไว้อย่างยากเย็น

กดเบอร์โทรศัพท์ขึ้นมาหาความหวังสุดท้าย...รอสายไม่นานนัก เสียงห้าว ๆ ของปีเตอร์ก็ตอบรับกลับมาอย่างว่องไว

“นิ่ม ว่ายังไง ?”

“จะโทรมาถามเรื่องโปรเจคต์ของฉัน... ทางบริษัทสนใจบ้างหรือเปล่า คืบหน้าไปถึงไหนแล้ว ?”

“อ้อ...” ฟังดูคล้ายอีกฝ่ายประหลาดใจ ที่จู่ ๆ เพื่อนสาวก็มาทวงถามเหมือนรีบเร่ง “ส่งเรื่องเสนอไปแล้ว แต่อาจจะต้องใช้เวลาหน่อยนะ กรรมการบริหารของเขาต้องตรวจสอบ แล้วก็ทดลองใช้งานจริงก่อนที่จะพิจารณาอนุมัติ แล้วก็เซ็นสัญญา แต่ยังไงก็นอนมาแล้วล่ะไม่ต้องห่วง”

“เขายังไม่ตอบตกลงอีกหรือ ?”

“ใจร้อนจริง... คุณก็รู้นี่นาว่าของแบบนี้ต้องใช้เวลา อย่างน้อยก็อีกสักหกเดือนโน่นแหละ ทำใจรอไปได้เลย”

“แต่ฉันมีความจำเป็นต้องใช้เงิน...”

“หือ ?” คนเป็นเพื่อนจับได้ถึงความเดือดร้อนในน้ำเสียงดังกล่าว...พิชอรเป็นคนใจเย็น หากหล่อนพูดถึงขั้นนี้แสดงว่าปัญหาย่อม ‘หนัก’

“คุณมีปัญหาอะไรหรือเปล่า นิ่ม ?”

“เปล่า... คือฉัน...มีความจำเป็นจะต้องใช้เงิน”

“เท่าไหร่ ที่ต้องการใช้”

“สิบล้าน”

เสียงครางด้วยความตกใจของเพื่อนชายทำให้หล่อนใจหาย...ปีเตอร์เองไม่ใช่คนร่ำรวยเงินทองนัก ...สิบล้าน... หล่อนไม่มีทางหามาได้แน่หากไม่ได้ขายโปรเจคต์ของตัวเองออกไป

“จริง ๆ มันก็ไม่ลำบากหรอกนะ หากคุณรอได้สักหกเจ็ดเดือน ถ้ายังไงผมช่วยเร่งให้เผื่อว่ามันอาจจะเร็วขึ้น คุณต้องใช้วันไหนล่ะ ?”

“พรุ่งนี้”

พูดออกไปแล้ว หญิงสาวก็รู้แก่ใจ ความหวังสุดท้ายดับลงไปต่อหน้า เพราะแม้แต่สวรรค์จะโปรยเงินลงมา สวรรค์ก็คงไม่เลือกโปรยให้กับคนที่ถูกตราหน้าว่าโกงเงินอย่างพ่อของหล่อนแน่นอน

วางสายโทรศัพท์ แล้วนอนซบหน้านิ่งอยู่กับใบหมอน เจ็บปวดรวดร้าวไปทั้งกายและทั้งใจ...ภาพบิดาต้องถูกส่งเข้าคุก รบกวนจิตใจหล่อนจนไม่สามารถนอนหลับใหลลงไปได้...

จะทำอย่างไร ?


“นิ่ม คุณพ่ออยากพบแน่ะลูก”

เสียงกระซิบของมารดา ยังผลให้หล่อนลุกขึ้นเดินตามไปด้วยอาการมึนซึม ดวงตาลึกโหลเพราะนอนไม่หลับ ปวดอื้อร้าวไปหมดทั้งศีรษะ

ศักดานั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารและดูเงียบขรึมผิดไปจากทุกวัน ในใบหน้านั้นแม้จะดูสงบ แต่ลึกลงไปนั้นเล่า เต็มไปด้วยความทุกข์เทวษ

“นิ่ม” เรียกลูกสาวให้มานั่งใกล้ ก่อนจะโอบกอดไว้คล้ายเมื่อยามหล่อนยังเด็ก...อ้อมกอดที่เต็มไปด้วยความรัก...มันยังคงเหมือนเดิมไม่มีผิดเพี้ยน

“พ่อไม่อยู่แล้ว ฝากหนูดูแลแม่ให้ดีด้วยนะลูก”

“คุณพ่อ...”

“คนผิดก็ต้องชดใช้กรรม พ่อทำใจได้เสียแล้ว”

แม้น้ำเสียงคนพูดจะสงบ แต่ใจคนฟังกลับรุ่มร้อน กระวนกระวาย กอดพ่อของตัวเองไว้แน่น พยายามฝืนจะบังคับตัวเองให้ ‘นิ่ง’ ไปด้วยในคราวเดียวกัน

“คุณพ่อจะเข้าตะรางไม่ได้...นิ่มไม่ยอม...”


หล่อนคิดว่าร่างของตัวเองที่กำลังนั่งนิ่ง รอการเรียกพบจากเลขานุการสาวแสนสวยของธาวินนั้น เป็นเพียงร่างกายที่ดูดุจไร้วิญญาณ หากตรงข้าม...ในใจของหล่อนกลับกำลังเจ็บปวดขื่นขม ภาพบิดาถูกจองจำในคุกเป็นภาพที่โหดร้าย ครอบครัวที่เคยอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา บัดนี้คนหนึ่งต้องไปอยู่เดียวดายในห้องกรง

ต้นเหตุที่แท้จริง...ก็เป็นเพราะพิชอรโดยแท้...

กล้ำกลืนก้อนแข็ง ๆ ที่จุกติดอยู่ในลำคอไปอย่างยากเย็น พยายามฝืนทำเป็นไม่รู้สึกรู้ร้อนอะไร หากในใจหล่อนกลับรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังตายทั้งเป็น

“คุณธาวินเชิญให้คุณเข้าพบได้เลยค่ะ”


ร่างสูงของธาวิน นั่งกึ่งเอนเอกเขนกอยู่หลังโต๊ะตัวเก่า ดวงตาคู่คมจับจ้องหญิงสาวนับตั้งแต่ก้าวแรกที่หล่อนเดินเข้าไป เรียวปากบางกระตุกยิ้ม...และเป็นยิ้มที่ดูหยาบคายนักในความรู้สึกของพิชอร

“สุดท้ายก็มาจนได้สินะ” เขาทักทาย มองหญิงสาวตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าจนคนถูกมองรู้สึกหนาวร้อน “ผู้หญิงอย่างคุณ ก็คงจะเอาสะดวกเข้าว่า”

หล่อนหญิงสาวก้มหน้านิ่ง มือกำเกร็งแน่นจนเห็นเส้นเลือดปูดโปน โกรธ เกลียด ไม่น่าเชื่อนัก ว่าครั้งหนึ่งหล่อนจะเคยมองเขาเป็นคนดีไปได้...แต่อนาคตของพ่อที่อยู่ในกำมืออีกฝ่าย ทำให้หล่อนต้องทนยืนฟังด้วยความขื่นขม

ธาวินเดินอ้อมโต๊ะมายังเจ้าของร่างบางที่ยืนนิ่ง หลุบตามอง เยาะหยัน

“ตกลงคุณยอมรับข้อเสนอของผมใช่ไหม ?”

“ฉัน...” ศักดิ์ศรีที่ถูกเหยียบย่ำทำให้พิชอรพูดอะไรไม่ออก บางทีหล่อนอาจจะเป็นคนโง่ น้ำตาเอ่อขึ้นมาตามขอบสองตา แต่ก็ไม่นานนัก ที่มันจะเหือดแห้งหายไปพร้อมกับการยอมรับ

“ราคาถูกดีนะ...” เขาพูดขึ้นมาหนึ่งคำ ก่อนจะไล้ปอยผมเล็ก ๆ ที่ตกลงมาปรกใบหน้าบางด้วยปลายนิ้ว สำรวจ ‘สินค้า’ ของตัวเองอย่างละเอียด “จริง ๆ ก็ไม่ถือว่าถูกหรอกนะ สิบล้านนี่ แพงเชียวล่ะสำหรับผู้หญิงพื้น ๆ อย่างคุณ แล้วยิ่งมีพ่อเป็นคนขี้โกง นึกแล้วยังน่าขยะแขยง...แต่เอาเถอะ คุณไม่มีทางออกแล้วนี่ จะไปเสนอตัวเองให้กับเสี่ย อย่างดีก็คงได้แค่ไม่กี่หมื่น”

ใบหน้างามแดงก่ำสลับซีดเผือด ชาวาบไปตั้งแต่ศีรษะ จรดปลายเท้า กัดริมฝีปากจนซีดขาว...ข่มใจ...หล่อนต้องข่มใจไปถึงไหนกัน ?

“เย็นนี้คุณย้ายเข้ามาอยู่กับผมได้เลย ที่คอนโด”

“พ่อกับแม่จะสงสัย...ฉันทำไม่ได้”

“หาเหตุผลเหมาะ ๆ บอกไปเสียสิ อย่างคุณ คงจะโกหกได้คล่องอยู่แล้ว” เขาว่า “ต่อจากนี้ไป คุณต้องคอยให้บริการผม ทุกอย่างเท่าที่ผมจะพอใจ เป็นเวลาสองปี...นานเกินไปผมคงจะเบื่อ...ผมมันพวกเบื่อง่ายเสียด้วย”

“คุณธาวิน ฉันขอให้เราตกลงกันอย่างธุรกิจ...คุณต้องปล่อยตัวพ่อฉันให้เป็นอิสระ แล้วก็ยกเลิกหนี้สินทั้งหมดทันทีที่ฉันย้ายเข้าไปอยู่กับคุณ ฉันมีหน้าที่บริการคุณ แต่ฉันก็ต้องมีสิทธิ์ที่จะได้ทำงานของฉัน คุณไม่มีสิทธิ์กักกันฉัน ฉันจะทำงานตามเฉพาะสิ่งที่เราตกลงกันไว้เท่านั้น งานของฉัน ชีวิตส่วนตัวของฉันนอกเหนือจากงานที่ต้องทำให้คุณ คุณไม่มีสิทธิ์มาก้าวก่าย วันเสาร์และอาทิตย์ถือเป็นวันหยุดของฉัน ฉันมีสิทธิกลับบ้านของฉัน และที่สำคัญ” ใบหน้างามเชิดสูง...ศักดิ์ศรีสุดท้าย ยังหลงเหลืออยู่ในหัวใจ “คุณต้องเคารพสิทธิในความเป็นคนของฉัน เท่าเทียมกับคนอื่นทุกประการ”

เรียวปากโค้งหยักแย้มเป็นรอยหยัน...ดวงตาดูแคลน บาดลึกเข้าไปในจิตใจของคนที่ถูกมอง กระนั้น หญิงสาวก็กัดฟัน นิ่งเฉยราวกับตัวเองเป็นหุ่นที่ไร้จิตใจไปชั่วขณะ

ดวงตาคู่คมวาววับจับจ้องมองท่าทางเย่อหยิ่ง อวดดี...อยากรู้นัก...หล่อนมีอะไรดีอะไรเหลือถึงยังกล้าเชิดหน้า วางปึ่งใส่เขา

ในความเป็นจริงหล่อนควรจะสำนึก พูดจาให้อ่อนหวาน... ไม่แน่ หากพิชอรรู้จักใช้จริตมารยาของหญิงให้มากกว่านี้สักนิด หล่อนคงจะน่าสงสารขึ้นมาอีกเป็นเท่าตัว

คิดแล้วธาวินก็ก่นด่าตัวเองด้วยความหงุดหงิด การเห็นใจลูกสาวของคนเป็นศัตรู ขี้โกงอย่างศักดา เป็นสิ่งสุดท้ายที่เขาควรจะทำ...หล่อนเย่อหยิ่ง อวดดีกับศักดิ์ศรีของตัวเองได้ก็ดี จะได้รู้ว่า ยามเมื่อศักดิ์ศรีของตัวเองถูกเหยียบย่ำจนไม่เหลืออะไรแล้ว มันเจ็บปวดมากมายเพียงใด !

“คุณควรจะร่างสัญญาไว้เป็นหลักฐาน” หล่อนเตือน เมื่อเห็นเขานิ่งเฉย สายตาโลมเลียยามจ้องมอง ชวนให้พิชอรรู้สึกไม่ดี

“คุณกลัวผมจะเบี้ยวหรือไง ?”

“ฉันต้องการอะไรที่แน่นอน คุณจะได้ไม่ผิดสัญญากับฉันภายหลัง”

“ผมไม่กักตัวคุณไว้เกินเวลาหรอก อย่างคุณ...” ดวงตาคู่คมจ้องมองเจ้าของร่างเล็กบางตรงหน้าอีกครั้ง ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ก่อนจะไล่ขึ้นมาจนตาประสานตา “ไม่เกินครึ่งปีผมคงเบื่อ หลังจากนั้นอาจจะมีประโยชน์แค่นาน ๆ ครั้ง คุณฟังผมพูดแล้วอาจจะเสียใจ แต่ก็ช่วยไม่ได้ที่ผมเป็นคนขี้เบื่อ”

มือเรียวบางยกขึ้นเตรียมตวัดฉาดลงไปหน้าคมสันนั้นโดยอัตโนมัติ หากเขาคว้ามือหล่อนไว้ได้ทันเวลา กระชากแรงด้วยความไม่พอใจจนร่างบางถลา ตะคอกเสียงห้าว

“ผมไม่ชอบผู้หญิงที่เอะอะก็จะตบผู้ชาย...คุณควรเรียนรู้ที่จะควบคุมอารมณ์ตัวเอง”

“ฉันเกลียดคุณ”

“อย่างกับผมพิศวาสลูกคนขี้โกงอย่างคุณนักนี่”

ปล่อยมือแล้วผลักหญิงสาวออกห่าง เดินลงส้นหนักไปหยิบกระดาษขึ้นมาร่างสัญญาอย่างคร่าว ๆ ด้วยตัวเอง ก่อนจะส่งสัญญานั้นให้พิชอรอ่านทวน

“ฉันขอกลับไปบอกพ่อกับแม่ก่อน คุณควรให้เวลาฉัน เพราะไม่งั้นพ่อแม่จะสงสัย”

“บอกเขาไปตามตรงเสียสิ ว่าคุณเอาตัวมาชดใช้หนี้ที่พ่อของคุณไปโกงเขาไว้”

โปรแกรมเมอร์สาวเม้มริมฝีปาก เจ็บแปลบลึกในคำพูด แต่ต้องกดไว้อย่างยากเย็น พยายามไม่ใส่ใจแล้วหันมาทวนอ่านสัญญา ปล่อยให้ตัวอักษรเหล่านั้นกรีดสายตา เช่นเดียวกับปล่อยให้คำพูดของเขาผ่านใบหูเข้ามากรีดหัวใจ...

คำสอนของยายที่หล่อนรักดังเข้ามาในอก...เมื่อครั้งยังเด็กนั้นพิชอรอยู่กับยายในบ้านสวน และยายนั่นเองที่สอนไว้ให้หล่อนหัดอดทน ไม่ว่าจะเจ็บปวดมากมายแค่ไหน

...ประเดี๋ยวมันก็จะผ่านไป...เท่านั้นเอง...

“พรุ่งนี้ฉันจะมาทำตามข้อตกลง...คุณไม่ต้องกลัว ฉันไม่โกงคุณแน่นอน...”

“เดี๋ยว...”

ธาวินเรียกไว้เมื่อหญิงสาวกำลังจะก้าวออกไป ร่างสูงสืบเท้าเข้ามาจนชิด คว้ามือเรียวบางไว้อย่างถือสิทธิ์ มิไยว่าหล่อนจะบ่ายเบี่ยง ป่ายป้อง มิไยว่าพิชอรจะกรีดร้อง...

“อย่างแรกที่คุณต้องเรียนรู้ในการที่จะมาอยู่กับผม” ริมฝีปากเขาอยู่ห่างจากริมฝีปากอิ่มไม่ถึงนิ้ว ยามพูด “ก็คือรู้จักเอาอกเอาใจ เลิกทำหน้าเหมือนกับโดนบังคับ พูดจาหวาน ๆ กับผม”

“ฉันไม่ทำ !”

เรียวปากอุ่นแนบลงมาบนริมฝีปากของพิชอรก่อนที่คำพูดนั้นจะขาดปาก...จุมพิตที่กระด้าง...แทนคำสั่งสอน

ใคร...มีอำนาจเหนือใคร

“จูบนี้แทนมัดจำ... สิ่งหนึ่งที่คุณควรสำนึกไว้ด้วยเสมอก็คือคุณไม่มีสิทธิ์เรียกร้องอะไรจากผมแม้แต่สักอย่างเดียว คุณมีหน้าที่แค่บริการให้ผมพอใจเท่านั้น !”


รสจูบที่เฝื่อนลิ้นนั้นติดตรึงอยู่บนริมฝีปาก ยกมือถูจนริมฝีปากอิ่มแดงช้ำเท่าไร ก็เหมือนรอยนั้นยังคงตราตรึง เท้าหล่อนแทบจะไม่สามารถช่วยให้ร่างกายทรงตัวได้อีกต่อไป ...เหมือนตัวหล่อนนั้นหายวับไป เหลือแต่เพียงซากร่างที่ยังหายใจได้เท่านั้น

ผู้หญิงจะเหลือเกียรติใดอีก ในเมื่อเกียรติสุดท้ายของหล่อนกำลังโดนธาวินเหยียบย่ำโดยไม่ปรานี

โปรแกรมเมอร์สาวเงยหน้า ปล่อยให้น้ำตาที่ไหลออกมาย้อนกลับเข้าไปสู่หัวใจ...คนเราถ้าไม่ยึดติดกับอะไร ก็จะไม่ต้องเจ็บปวดยามเมื่อความจริงไม่ใช่สิ่งที่ตัวเองใฝ่ฝัน...หล่อนสละทิ้งทุกอย่างไปแล้ว เพื่อแลกตัวของพ่อออกมาจากคุกกักกัน

บางทีบางครั้ง...มันอาจจะเป็นเกียรติที่สูงสุดก็ได้...

ทางเดินจากปากซอยสู่หน้าบ้านช่างไกลนักในความรู้สึกของหญิงสาว ลมเย็นยามดึกสงัดพัดความหนาวมาโอบรอบกาย แต่ไม่หนาวเท่ากับในใจเลยแม้แต่น้อยนิดเดียว

ไฟในบ้านยังเปิดสว่าง พิชอรเอื้อมมือไปเปิดรั้วประตูบ้าน จึงเห็นมารดาของตัวเองเดินมาเปิดประตูด้านในให้...สมองหล่อนอื้ออึงสับสน

“นิ่ม...”

ไม่มีคำใดต้องอธิบายอีก...นงเยาว์โผเข้ากอดลูกสาวด้วยความรัก ความปลาบปลื้มปีติ ความดีใจ ที่คนเป็นลูกพยายามจะซึมซับมาบรรเทาความห่อเหี่ยว ท้อถอยในใจของตัวเอง

“แม่โทรศัพท์หาหนูเมื่อกลางวันทำไมไม่รับสาย ตำรวจปล่อยตัวพ่อแล้ว หนูไปหาเงินมาจากไหน มากมายขนาดนั้น ?”

“นิ่มยืมเพื่อนน่ะค่ะ คุณแม่” หล่อนฝืนบอก แม้ในใจจะเจ็บปวดขึ้นมาดื้อ ๆ เดินเข้ามาด้านในบ้านพร้อมกับมารดา...ภาพรอยยิ้มของบิดายามหันหน้ามาจากโทรทัศน์ คือน้ำทิพย์เดียวที่ชโลมใจของหล่อนได้ในเวลานี้

“คุณพ่อ”

ศักดาโอบลูกสาวตัวเองไว้แน่น...น้ำตาซึม...

“นิ่ม...พ่อขอโทษ”

“ขอโทษทำไมคะ ? พ่อเป็นอิสระแล้ว พ่อต้องดีใจต่างหาก” น้ำเสียงสดใส...เสแสร้ง...ร่างบางนั่งขัดสมาธิลงกลางห้องนั่งเล่น ลอบถอนหายใจกับตัวเอง ก่อนจะปรับสีหน้าให้เป็นปกติ

“นิ่มเลยมีข่าวไม่ดีต้องบอกพ่อกับแม่”

“ข่าวอะไรลูก ?”

“ไม่มีอะไรมากหรอกค่ะแม่” รอยยิ้มกลบเกลื่อน ปลอบใจมารดา “ก็เพราะว่านิ่มไปยืมเงินเพื่อนมา ก็เลยต้องทำงานหนักเพิ่มขึ้นสักหน่อย นิ่มอาจจะต้องย้ายไปอยู่ใกล้ ๆ กับที่ทำงาน นิ่มจะได้ทำงานได้เต็มที่น่ะค่ะ แม่ไม่ต้องห่วงนะ”

“ย้ายไปอยู่ไหนน่ะลูก ?” นงเยาว์อดห่วงไม่ได้ “เป็นผู้หญิง ไปอยู่ข้างนอกคนเดียวอันตราย”

“ไม่หรอกค่ะแม่ นิ่มไปดูที่พักมาแล้ว ปลอดภัย ผู้หญิงอยู่คนเดียวได้เยอะแยะไป...นะคะ...นิ่มจะได้มีเวลาทำงานได้เต็มที่ เอาเงินมาปลดหนี้ของเราเร็ว ๆ”

พิชอรรู้สึกว่าน้ำลายของหล่อนเฝื่อนขม ใช่ หล่อนเป็นนักโกหกที่เก่งอย่างที่ธาวินว่าไว้ ไม่มีผิดเพี้ยน

“แล้วหนูจะไปเมื่อไหร่ ?”

“พรุ่งนี้ค่ะแม่ ยิ่งเร็วเท่าไหร่ นิ่มก็จะได้เริ่มงานเร็วที่สุดเท่านั้น”

หล่อนพูดไปตามตรง...หล่อนต้อง ‘ทำงาน’ จริง ๆ และเป็นงานที่ต้องเริ่มต้นทำอย่างเร่งด่วน เพียงแต่ ‘งาน’ นั้น ไม่ใช่ขายโปรแกรมอย่างที่พ่อกับแม่เข้าใจเท่านั้นเอง...


“วันนี้ดูธาวินเหม่อลอยแปลก ๆ นะคะ มีอะไรอยู่ในใจหรือเปล่า ?”

คำถามจับผิดที่โดนใจของเพื่อนสาว ทำให้คนที่นั่งเคลียร์งานกองโตอยู่บนโต๊ะต้องเงยหน้าขึ้นมาแล้วปฏิเสธโดยไวว่า

“จะมีอะไร ก็เป็นเหมือนทุกวัน ไม่มีอะไรจะทำหรือไงมานั่งจับผิดกัน ?”

“ธาวิน เมื่อไหร่จะทำตัวดี ๆ ให้เหมือนกับชาวบ้านเขาสักทีนะ” คนเป็นเพื่อนบ่นอุบ วางนิตยสารเล่มโตในมือลงบนโต๊ะ

“เที่ยงแล้ว ภาไปกินข้าวเถอะ”

“ไล่กันเลยเหรอ ?”

“ใช่ เดี๋ยวมีธุระ” เขาวางปากกา...เหลือบมองนาฬิกาที่ข้อมือตัวเอง “จะให้ไปส่งหรือเปล่า ?”

“ไม่ต้อง เดี๋ยวให้คนขับรถมารับ ว่าแต่ธาวินมีธุระอะไร ?”

“ธุระส่วนตัว” ธาวินบอก...เก็บข้าวของที่จำเป็นลงในลิ้นชัก ปิดประตูล็อก แล้วพานเปลี่ยนเรื่องไปเป็นเรื่องอื่นว่า “แม่เป็นยังไงบ้าง ?”

“สบายดีเหมือนเดิม กำลังจะไปเที่ยวซัปโปโร่กับเพื่อน ๆ หมอ เดี๋ยวจะบอกให้นะว่าธาวินเป็นห่วง”

“บอกว่าให้รับผมเป็นลูกเขยเสียที”

“ชาติหน้าตอนบ่าย ๆ เถอะค่ะ คุณธาวิน” รวิภายื่นปาก “คุณแม่ต้องตามใจภา และสเปคภา ก็ย่อมไม่ใช่คุณธาวินจอมโมโหแน่นอน ภาไปดีกว่า เดี๋ยวอยู่นานแล้วทะเลาะกับธาวินอีก”

“ตามใจ”

ความผิดปกติของธาวิน แม้เพียงเล็กน้อยคนเป็นเพื่อนก็สังเกตเห็น...ไม่มีต่อล้อต่อความ...ไม่มีขันอาสาอยู่รอเป็นเพื่อนจนกว่าคนขับรถจะมารับ

ธาวินดูเร่งรีบ...ธุระร้อนแค่ไหนกัน ? ...

เพราะเป็นเพื่อนทำให้รวิภาไม่จ้ำจี้จ้ำไชในตัวเพื่อนชายอย่างที่ใจลึก ๆ อยากรู้...อยู่กับธาวินหล่อนต้องทำใจ...ต้องเคารพสิทธิของกันและกัน เพื่อให้ความสัมพันธ์นั้นยั่งยืนยาวนาน


เวลาเลยเที่ยงไปเกือบสามสิบนาที เมื่อเลขานุการหน้าห้องกดอินเตอร์คอมเข้ามาแล้วรายงานว่า

“คุณพิชอรมาขอพบค่ะ”

“บอกให้เข้ามาได้”

เสียงประตูห้องถูกเคาะเบา ๆ ก่อนที่จะเปิดออกจากกัน โปรแกรมเมอร์สาวยืนยืดตัวเต็มความสูง ใบหน้านั้นดูซูบ แต่แววหยิ่งในตัวเอง ยังคงเปี่ยมแน่นอยู่ในดวงตาคู่งาม...มือกำกระเป๋าใบเล็กของตัวเองแน่น ขณะที่คนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ปรายตามอง แล้วถาม

“ไหนกระเป๋าเสื้อผ้าของคุณ ?”

“ใบนี้แหละ”

“ใบเดียวหรอกหรือ ?” ธาวินถามย้ำ ด้วยน้ำเสียงดูแคลนหนักหนา “ใบเล็กนิดเดียว อย่าบอกว่าคุณหวังจะให้ผมซื้อให้คุณเพิ่มเติม เพราะผมลงทุนกับคุณไปเยอะแล้ว จะไม่มีการซื้ออะไรให้เพิ่มอีก”

“ฉันไม่ได้หวังจะให้คุณซื้อเพิ่มให้ฉัน” ใบหน้างามแดงร้อนด้วยความโกรธ “ฉันเพิ่งกลับมายังไม่มีข้าวของมาก บางส่วนที่เหลือฉันจะค่อยเอามาตอนกลับบ้านวันเสาร์ อาทิตย์”

คนฟังนิ่วหน้า...

“ผมอนุญาตตอนไหนว่าให้คุณกลับบ้านวันเสาร์อาทิตย์”

“คุณตกลงแล้วว่าวันเสาร์ อาทิตย์ จะเป็นวันหยุดของฉัน และกลางวันเป็นเวลาทำงานจนกว่างานจะเลิก คุณไม่มีสิทธิเรียกร้องในเวลาทำงานของฉัน เพราะจะทำให้งานของนายจ้างฉันเสียหาย”

“งานคุณทำถึงกี่โมง”

“สี่โมงครึ่ง”

“ดี” เขาพยักหน้า...น้ำเสียงกระด้าง ทว่ากดไว้คล้ายเจ้าตัวกำลังข่มใจ... “หลังจากนั้นคือเวลาของผมทั้งหมด และเป็นสิทธิที่ผมสามารถเรียกร้องได้โดยสมบูรณ์”

เหมือนเกลือจิ้มลงบนเกลือที่ความเค็มเท่าเทียมกัน หากตรงข้าม พิชอรรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเนื้อสด ที่โดนเกลือจิ้มลงตรงไหนก็ปวดแสบปวดร้อนไปหมด

“วันนี้คุณลางานใช่ไหม ?” ร่างสูงก้าวเข้ามาใกล้ เชยปลายคางมนด้วยปลายนิ้วของตัวเอง และบีบไว้แน่นเมื่อหล่อนทำท่าจะเบี่ยงหนี... ‘สอน’ ... ให้พิชอรรู้ถึงสิ่งที่เป็นหน้าที่ ‘ต้อง’ กระทำ

“จูบจืดชืดแบบคราวก่อนผมไม่อยากได้อีก ตราบใดที่คุณยังจูบให้ผมพอใจไม่ได้ ถือว่าไม่บรรลุข้อตกลงของเรา”

“ฉันทำไม่เป็น”

“ผมไม่มีเวลาสอนคุณมากนักหรอกนะ ควรจะทำตัวเป็นคนหัวไวเข้าไว้” เขาไล้ปลายนิ้วลงบนเรียวปากบาง ก่อนจะประกบริมฝีปากของตัวเองลงไปอย่างดุดัน ก่อนจะลดความรุนแรงลง เหลือแต่เพียงจุมพิตที่ตักตวงทุกอย่างไป เหมือนนายทุนที่ฉับไว ไม่ยอมเสียเปรียบในธุรกิจของตัวเองเลยแม้แต่สตางค์แดงเดียว

“เห็นแก่คุณ...” ถอนริมฝีปากขึ้นมาแล้วกระซิบเสียงห้าว “เซ็กส์ครั้งแรกในที่ที่ไม่ใช่เตียงนอนคงจะทำให้คุณเจ็บ...เพราะฉะนั้น เราจะไปต่อกันที่คอนโดของผม ที่ที่คุณจะต้องไปอยู่เป็นเวลาสองปีนับตั้งแต่วันนี้”

“ฉัน...”

ธาวินไม่รีรอให้หล่อนมีโอกาสปฏิเสธหรือแม้แต่ทำใจ... ครั้นเห็นหญิงสาวยังยืนนิ่งเหมือนคนบ้าใบ้ เขาก็เรียกเสียงห้วน

“มาสิ...หรือจะให้ผม ‘ทำ’ ตรงนี้เลย ?”

ใบหน้างามร้อนผ่าวขึ้นมาอีกครั้ง ตรงกันข้ามกับสองเท้าที่เป็นเหมือนแผ่นหิน ตรึงแน่นก้าวไม่ออก จนกระทั่งอีกฝ่ายต้องเอื้อมมากระชาก

“คุณธาวิน”

“คิดจะโกงกันหรือไง...ถ้าเบี้ยวตอนนี้ เย็นนี้พ่อคุณก็เข้าไปนอนในตะราง”

น้ำตาหล่อนแล่นรื้นขึ้นมาเอ่อสองตา จนต้องอุดริมฝีปากของตัวเองไว้แน่นไม่ให้เสียงสะอื้นไหลออกมายามเมื่อร่างปลิวไปตามแรงกระชากของเขา

หล่อนตายไปแล้ว...ซากที่ยังหายใจอยู่นี้ เป็นเพียงแค่สินค้าที่ใช้จ่ายหนี้ ไม่มีหัวใจเท่านั้น...


คอนโดมิเนียมใหญ่ที่เขาพาไปนั้นเป็นคอนโดมิเนียมขนาดใหญ่หรูหรา ราคาแพงระยับด้วยทำเลที่ตั้งนั้นอยู่แทบจะใจกลางเมืองกรุง...มันตั้งตระหง่านทะมึน ราวกับถ้ำของปีศาจร้ายที่ตระหง่านอยู่ตรงหน้าในสายตาของหญิงสาว...แม้จะข่มใจให้เข้มแข็ง แต่ความกลัว ก็แล่นขึ้นมาจนร่างกายของหล่อนนิ่งไม่ติงไหว

สีหน้าของพ่อ...รอยยิ้มชื่นสุขที่หล่อนได้เห็นเมื่อคืนนั่นเอง เป็นแรงเดียวที่ทำให้พิชอรฝืนยืนต่อไปอยู่ได้ในขณะนี้

“ลงมาได้แล้ว”

มันเร็วขนาดนั้นเชียวหรือ...พิชอรถามตัวเอง หลับตาแน่น ก่อนจะเปิดขึ้นมาใหม่ ฝืนบอกตัวเองให้เข้มแข็ง แต่ก็ทำได้ยากเหลือเกิน

มือหนาเลื่อนมาจับเอวบางอย่างถือวิสาสะ ครั้นหล่อนเบี่ยงกายหนีโดยอัตโนมัติ ธาวินก็ยิ่งรั้งร่างบางเข้ามาใกล้ด้วยกิริยากระด้าง

“ผมซื้อคุณมาด้วยเงินไม่ถูกเลยนะ คุณควรจะบริการผมให้ดีหน่อย แบบนี้จ่ายห้าร้อยยังได้บริการที่ดีกว่า”

“ฉันไม่ใช่ผู้หญิงประเภทนั้น”

“อ้อ ใช่...คุณแพงกว่าเยอะ” เสียงหัวเราะนั้นบาดลึกเข้าไปในใจของหญิงสาว...มันคงจะดีกว่านัก หากเขาเอามีดมาแทงหล่อนให้ดับดิ้นไปด้วยความโกรธแค้น...

เสียงไขประตูและเปิดออกสะกดให้พิชอรยืนนิ่ง ก้าวถอยหลังโดยอัตโนมัติ... ในความเป็นจริง วินาทีที่หล่อน ‘ต้องทำ’ มันยากเย็นและขื่นขมกว่าที่คิดไว้มากนัก

“ไม่...อย่านะ...”

“จะโกงกันง่าย ๆ หรือไง เปลี่ยนใจอยากให้พ่อตัวเองกลับไปกินข้าวแดงแล้วเหรอ ?”

“ไม่” หญิงสาวสั่นศีรษะ ทุกอย่างในสมองตีกันจนคิดอะไรไม่ออก ถอยหนี ทว่าช้าไปกว่ามือหนาที่เอื้อมมาคว้าท่อนแขนกลมกลึง ออกแรงกระชากเพียงนิด ร่างบางก็เซถลาตามเข้าไปอย่างรวดเร็ว

“คิดไว้ไม่มีผิด คุณมันก็สันดานโกงไม่ต่างจากพ่อของคุณ”

“คุณมันเลว” หล่อนร้อง ปัดป้องสัมผัสที่จาบจ้วงหยาบคาย กระเป๋าเดินทางใบย่อม โดนเหวี่ยงไปไม่รู้ทิศรู้ทาง

“เลวยังไงก็น้อยกว่าพวกคุณ อย่างน้อยผมก็ไม่เคยโกงใคร เลิกต่อต้านเสียเถอะ พิชอร ชดใช้กรรมที่พ่อของคุณก่อเอาไว้กับคนอื่นเสีย”

ริมฝีปากอุ่น ร้อน แนบนาบลงมาอย่างจาบจ้วง ตักตวง... หล่อนก็เหมือนนางเนื้อที่อยู่ในอุ้งมือของเสือ จะหนีไปไหน หนีอย่างไร ก็ไม่พ้นอุ้งมือนั้นอีกแล้ว ได้แต่นึกถึงคำที่ยายสอน

...ประเดี๋ยวมันก็จะผ่านไป...

 

 

--------
ติดตามเรื่องราวต่อไปได้ในรูปแบบรูปเล่ม "หนี้รักพรางใจ"

โดย พิณณ์อวี ค่ะ

 

แก้ไขล่าสุด ใน วันศุกร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ 2010 เวลา 06:14 น.
 

คอมเมนต์ 

 
0 #1 db .-.-. .:.
น่าอ่านนะค่ะ ออกแล้วยังคะ
อ้างอิง
 
 
0 #2 che_ii .-.-. .:.
กรี๊ดดดดดดดดดดด ดดดดดดดด มาแล้ววววว
จะรอสอยนะคร๊าาา
อ้างอิง
 
 
0 #3 WAN .-.-. .:.
ซื้อแน่นอนค่ะ ออกเร็วๆนะคะ
อ้างอิง
 
 
0 #4 BB .-.-. .:.
โค - ตะ -ระ อยากอ่านเลย ท่าทางน่าจะถึงใ จจจจจจจจจจจ..........
อ้างอิง
 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่


รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช